แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก-เลิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก-เลิก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564

แกล้งด่าบุพการีของคนรัก เพื่อให้เขายอมหย่า แต่ไม่มีเจตนา ตั้งใจจะไปขอโทษ เป็นบาปไหม?

 ดังตฤณ : อันนี้เรียกว่าเป็นกตัตตากรรม คือใจจริงๆไม่ได้คิดร้ายขนาดนั้น แต่ว่าพูดไปอย่างนั้นด้วยจุดมุ่งหวังอย่างอื่น

ทีนี้กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม กรรมของเราจริงๆก็คืออยากหย่า ขอให้ยอมหย่า ตัวนี้คือกรรมจริงๆ ส่วนวิธีที่จะไปถึงกรรมนั้นมันเป็นกรรมอีกแบบหนึ่ง กรรมทางวาจาเนี่ยยังไงมันก็เกิดขึ้นนะครับ ตรงที่เราอยากด่าให้เขาเกิดความเจ็บเนี่ย ไม่ว่าจะด้วยการพูดยังไงมันก็เป็นของจริงทั้งนั้นแหละ มันพูดออกมาจากปากมันของจริงๆแน่ๆ ถึงแม้ว่าใจเราจะไม่ได้เล็งอย่างนั้นก็ตาม มันเป็นกตัตตากรรม มันไม่ใช่กรรมที่เล็งไปตรงๆ ปากใจไม่ได้ตรงกัน แต่มันก็เป็นกรรมทั้งในแง่ที่ว่าเรามุ่งหมายจะจบเรื่องกับเขา อันนื้คือกรรมที่แท้จริง เราอยากจะจบ และวิธีทำกรรมนั้นเราใช้รูปแบบของการด่าทอเสียดแทงให้เกิดความเจ็บปวด ตัวเสียดแทงให้เกิดความเจ็บปวดนั้นน่ะก็ของจริงที่เกิดขึ้นในตัวเขาเช่นกัน

เพราะฉะนั้นกรรมนี้ก็สำเร็จเช่นกันนะครับ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้เจตนาอย่างนั้นจริงๆ แล้วเราพูดไปเนี่ยมันจะไม่มีผล ในที่สุดเราก็จะต้องได้รับผลที่เป็นกรรม

เวลาที่กรรมถึงเวลาเผล็ดผล เราก็จะต้องได้เจอใครมาเสียดแทงใจ โดยที่เขาไม่ได้ประสงค์ร้ายอย่างแท้จริง เขาแค่จะทำให้เราเกิดอาการทางใจบางอย่าง เพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา เหมือนกัน!

คือเราเคยทำกรรมไว้ยังไง เวลาที่มันย้อนกลับมาเนี่ยนะครับก็แบบนั้นเป๊ะเลย

ทีนี้จริงๆเนี่ย .. ผมเข้าใจนะคือบางทีเราพยายามดีๆแล้วไม่เลิกลา มีเหตุอะไรที่ไม่พอใจกันก็ตาม ไม่สามารถที่จะอยู่ต่อกันได้แล้ว พยายามทุกวิถีทาง เสร็จแล้วมาพยายามด้วยวิธีที่เราคิดว่าดีที่สุดเนี่ยนะครับ ขอให้มองอย่างนี้ก็แล้วกัน ครั้งต่อไปนะครับกรรมยังไงก็เป็นกรรม ไม่ว่าเราจะมุ่งหวังให้เกิดอะไรจริงๆขึ้นก็ตาม ตอนที่เราทำแล้วเกิดปฏิกิริยาทางใจของคน ตามที่เราเล็งไว้เนี่ย ปฏิกิริยานั้นถือว่าเป็นผลของกรรมที่สำเร็จแล้วทั้งสิ้น

คือถ้าเราคิดอยู่ตั้งใจอยู่แล้วยังไม่ได้พูดออกไป หรือพูดออกไปแล้ว ไม่ได้เกิดปฏิกิริยาทางใจเป็นทุกข์ที่มากมายอะไร อย่างนั้นกรรมก็ยังไม่ได้เดินมาเต็มรูปแบบเท่าไหร่

แต่ถ้าเรามุ่งหวังให้เขาเจ็บ แล้วเขาเจ็บจริงๆ เนี่ยตัวนี้แหละที่สำเร็จ เป็นตัววัดว่ากรรมของเราสำเร็จแล้ว มีเงากรรมของเรามันก่อตัวขึ้นตามเราแล้ว

เวลาจะดูเนี่ยนะ สมมุติว่าดูจากมุมมองของคนที่มีตาทิพย์นะ เขาจะมองว่าเวลาที่เราพูดด่าไปกะให้เจ็บ แต่เจ้าตัวเนี่ยไม่ได้ทุกข์ไม่ได้เจ็บไม่ได้สาหัสอะไรเท่าไหร่ มันก็เป็นบาปของเราฝ่ายเดียว เป็นบาปที่ปรุงแต่งจิตของเราให้จิตของเรามืด และจิตที่มืดนั้นมันก็จะมีผลให้จิตวิญญาณเนี่ยมีแนวโน้มที่จะตกต่ำ ถ้าไม่ยกระดับด้วยบุญอื่นไม่ช้อนขึ้นมาด้วยบุญชนิดอื่น เนี่ยมันก็จะเห็นแบบนี้

แต่ถ้าหากว่าเราด่าไปแล้วเสียดแทงไปแล้ว แล้วมีอาการทางใจเป็นปฏิกิริยาของผู้ฟังออกมาเป็นความเจ็บปวดเป็นความเจ็บแสบเจ็บร้อนเนี่ย มันจะมีเงากรรมแบบนึงก่อตัวขึ้นมาชัดเจนคือมีความแสบร้อน มีอาการดำมืด มีอาการของเจตนาประทุษร้ายที่ก่อตัวขึ้นเต็มรูปแล้วครบวงจร มันจะมีลักษณะห่อหุ้มบางอย่างที่มันคลอบเราไว้แล้วมันไม่หายไปไหนนะ

คือกรรมนั้นเนี่ย .. กรรมมันไม่มีที่อยู่ มันมีแต่ความจริงเป็นที่อาศัย

ถ้าเคยเกิดภาวะเจตนาแบบนั้น เคยเกิดปฏิกิริยาทางใจจากผู้รับแบบนั้น ตัวนี้มันจะไม่หายไปไหน มันเกิดขึ้นจากความจริงแล้วมันอาศัยความจริงอยู่ กรรมเนี่ยไม่ได้อาศัยจิต ไม่ได้อาศัยจิตเป็นที่ตั้ง แต่อาศัยความจริงที่เกิดขึ้นแล้วเป็นที่ตั้ง พูดง่ายๆว่าอาศัยสัจจะที่มันเคยเกิดขึ้นในจักรวาลเนี่ยเป็นตัวตั้ง

ตัวสัจจะเป็นที่ตั้งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล ถ้าอะไรเคยเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นมันจะรอเวลาย้อนกลับมาให้ผลเสมอนะครับ

ทีนี้เราก็ระลึกไว้ในครั้งต่อๆไปว่า เราจะมีจุดมุ่งหมายที่จะจบดีหรือจะทำให้เกิดอะไรขึ้นก็ตามเนี่ย อย่าใช้วิธีประทุษร้ายจิตใจนะครับ เพราะนั่นคือการก่อเวร นั่นคือการสร้างเหตุที่เราจะต้องได้รับผลแบบเดียวกัน

เวลาคนนะครับถ้าเห็นจริงๆ คือก้าวข้ามความเชื่อไปนะ แต่รู้จริงๆว่าทำกรรมอะไรแล้วจะได้รับผลอะไรเนี่ย เห็นเป็นนิมิตเห็นเป็นภาพชัดๆเลยนะ จะกลัวมาก คือแม้จะทำให้คนเนี่ยเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือว่าจะเกิดความเจ็บปวดแม้แต่นิดนึง จะไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย เพราะเห็นว่ามันจะต้องย้อนกลับมาให้ผลกับตัวเราในวันนึงข้างหน้าเสมอนะครับ

พอคนฉลาดเรื่องกรรมนะ มันจะฉลาดวิธีคิดแก้ปัญหาไปด้วยนะครับ ไม่ว่าจะอยากจบอยากจะเลิกอะไรกับใครยังไงเนี่ย ในที่สุดมันจะคิดออกมันจะหาทางได้นะครับ

............................................................

๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอนไลฟ์คลับเฮาส์และเฟสบุ๊ค

คำถาม : แกล้งด่าบุพการีของคนรัก เพื่อให้เขายอมหย่า แต่ไม่มีเจตนา ตั้งใจจะไปขอโทษ เป็นบาปไหม?

ระยะเวลาคลิป     ๖.๓๙  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=JTptpsZW26Y&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=53

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562

เลิกกับแฟนเก่ามาหลายปี เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหาย ... อยากให้อภัย


ดังตฤณ : นอกจากโกรธแฟนเก่า ยังแอบโกรธตัวเองที่คิดแบบนี้ขึ้นมาซ้ำๆ 
การคิดหรือความจำ ตราบใดที่เรายังยึดอยู่ว่าเป็นความคิดของเรา ยังเป็นความทรงจำของเรา
ตราบนั้น จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ โดยไม่สามารถพยากรณ์

เอ้า คิดตอนนี้เลยว่าจริงไหม
นาทีนี้ตั้งใจฟังได้อยู่ แล้วกำหนดได้ไหมว่า
นาทีไหนสติถึงจะขาดหายไป หรือเลือนไป
หรือเราทำได้ไหม ที่จะกำหนดความฟุ้งซ่าน
บอกว่าจงเกิดขึ้นนาทีนี้ แล้วอีกห้านาทีต่อมาจงดับไป อย่าได้เกิดขึ้น

ถ้าใครทำได้ ตั้งได้ว่านาทีไหนจะให้คิด นาทีไหนจะไม่ให้คิด
คนนั้นเป็นหลักฐานของการมีอยู่ของ อัตตา แล้ว
แสดงว่า อัตตามีอยู่จริง สามารถที่จะสั่งได้ดังใจ
มีเหตุปัจจัยเดียวคือ ตัวเรา ผู้สั่งการ ที่ทำให้มันเกิดขึ้น หรือทำให้มันหายไป

แต่ถ้าหากว่า
ไม่มีใครสามารถที่จะบงการความคิดของตัวเองได้แบบนั้น
(ไม่มีใคร)สั่งความคิดของตัวเองให้เกิดขึ้นนาทีนั้น ไม่ให้เกิดขึ้นนาทีนี้
นี่คือหลักฐานของ
อนัตตา

คำว่า อนัตตา ก็คือว่า ของจริง
ทั้งหมดที่มีอยู่นี่ ไม่ใช่อัตตานะ เป็นอนัตตาล้วนๆ เลย
แล้วอนัตตากำลังแสดงให้เห็นว่า เราบังคับที่นาทีนี้ไม่ได้
ว่าจะให้เกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น วันสองวันต่อมา สองปีต่อมา
เราสั่งไว้ล่วงหน้าไม่ได้ ตอนเลิกกับแฟนว่า จงอย่าคิดถึงเขาในปีที่สอง

เรื่องจริงที่เกิดขึ้นก็คือ อนัตตาแสดงตัว ว่าตั้งแต่วันแรกที่เลิกกัน จนถึงวันนี้
ไม่มีวันไหนสักวันเดียว ที่เราบังคับได้ว่าจะให้คิด หรือไม่คิดถึง
จะให้โกรธ หรือว่าจะให้อภัย จะให้เมตตา หรือจะให้คิดล้างแค้นเอาคืน
เราบังคับไม่ได้สักอย่าง
แต่เราสามารถเห็นได้ ว่ามันไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวมันก็ไป
เดี๋ยวมันก็เกิด เดี๋ยวมันก็ไม่เกิด
เรามีความสามารถแค่ใส่เหตุปัจจัยดีๆ เข้าไป ทุกครั้งที่เกิดความโกรธขึ้นมา

คือทุกครั้งที่เรามีสติ จะเห็นว่า เอาละ อนัตตากำลังแสดงตัวแล้ว
บอกตัวเองสั้นๆ แค่นี้ก็ได้ อนัตตามาแล้ว
แล้วถ้ารู้สึกว่าความโกรธเกิดขึ้นในนาทีนี้ เห็นว่า
อนัตตามาแล้ว แล้วผ่านไปจริงๆด้วย ในนาทีหน้า
เห็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการวางความแค้นได้
แล้วดำรงอยู่ในความสุขนั้นได้นานระดับหนึ่ง
อย่างนี้เรียกว่าเป็นวิธีแผ่เมตตาของพระพุทธเจ้า

คือเจริญสติ เพื่อที่จะแผ่เมตตา แล้วจะหายโกรธ ในแบบที่เด็ดขาด ได้ในที่สุดนะครับ
เพราะว่าเห็นชัดว่าตัวที่กลับมาโกรธ ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นอนัตตา ที่มันกลับมาโกรธ
แล้วก็ตัวที่ให้อภัย มันให้อภัยได้วันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ย้อนกลับมาให้อภัยไม่ได้อีก
นี่ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน เป็นหลักฐานของอนัตตาทั้งสิ้น ไม่มีหลักฐานของอัตตาสักอย่างเดียว

ถ้าเราทำความเข้าใจอยู่อย่างนี้ เราจะรู้สึกว่า ... เออ ขอบคุณนะ ที่เป็นอนัตตา
ที่แสดงความกลับไปกลับมาในใจเรา ได้เป็นปีๆ
ให้เรามีโอกาสดูอนัตตา แล้วก็ซึ้งเข้าไปในธรรมะของพระพุทธเจ้าได้เป็นปีๆ
จะมีใครสักกี่คนในชีวิตของเราที่จะทำให้เราเห็นอนัตตาได้แรมเดือนแรมปี
ยาวนานต่อเนื่องขนาดนี้

ก็ขอให้มองแล้วกันว่า สิ่งที่ย้อนกลับมาโดยที่เราบังคับควบคุมไม่ได้
คีย์เวิร์ดนะ “อนัตตา”
!

https://www.youtube.com/watch?v=ox6u2meDV1o
ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ระงับความฟุ้งซ่านก่อนนอน

วันที่ 16.2.2019


วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ต้องเลิกกับคนรักที่อยู่ด้วยกันมานาน เพราะกรรมหรือไม่ ควรทำดีอย่างไร เพื่อจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก


ถ้าเรายังรักยังผูกพันกับคนรักที่อยู่ด้วยกันมานาน แต่ต้องเลิกกัน นั่นเพราะยังมีกรรมต่อกันไหม หรือจะทำอย่างไรให้กลับมาอยู่ด้วยกันด้วยความดีได้?

ดังตฤณ : ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจคำถามถูกหรือเปล่า เอาเป็นว่า สรุปแล้วยังรักกันอยู่ นี้คือข้อหนึ่ง แต่ว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ อันนี้น่าจะเป็นอีกข้อหนึ่งนะครับ แล้วทำยังไงถึงจะมาอยู่ด้วยกันอีกได้ดีๆ

คือแต่ละคนนี่ มีปัจจัยในชีวิตแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบตายตัวที่ฟิกซ์ (Fix) ว่าจะต้องทำอย่างนี้ ตั้งจิตอย่างนี้ หรือว่าไปสวดมนต์ขออธิษฐานอย่างนั้น ไม่มีคำตอบตายตัว ถ้าใครให้คำตอบตายตัวมาด้วยคำถามสั้นๆ แค่นี้ อาจพูดง่ายๆ ว่าเป็นทิศทาง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ที่จะได้ผลเสมอไปนะครับ

ทิศทางก็คือ เราต้องรักษาความรู้สึกดีๆ ต่อกันไว้ แล้วก็พยายามใส่เหตุปัจจัยใหม่ๆ ที่จะทำให้อยู่ด้วยกัน จะเป็นแนวโน้มให้ได้กลับมาเป็นสมบัติของกันและกันอีก ถ้าหากว่าเราเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัย แล้วก็ผลลัพธ์ของเหตุปัจจัยนั้น เราก็จะมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีเหตุ มีเหตุผลอยู่เป็นตัวนำหน้ามาเสมอ ไม่มีผลลัพธ์ที่ลอยขึ้นมาเอง ต้องมีเหตุ

แล้วถ้าเราสร้างเหตุในแบบที่จะทำให้ได้กลับมาใกล้กัน ได้กลับมาดีกัน แล้วต้องไม่ทึกทักเองอยู่ข้างเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายด้วย อันนี้แหละที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เราต้องการนะ

คู่ชีวิต คู่ครอง ขอให้จำไว้ว่า ไม่ได้เกิดจากการตบมือข้างเดียว ไม่ได้เกิดจากการใส่เหตุปัจจัยอยู่ข้างเดียว เกิดจากการใส่เหตุปัจจัยทั้งสองข้างพร้อมกัน ถ้าหากว่าทั้งสองข้างนั้น ใส่เหตุปัจจัยด้านดี ด้านที่เป็นกุศลมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดสาย ในที่สุด แรงผลักที่ทำให้คู่ของเราต้องแยกออกห่าง ก็จะค่อยๆ ลดกำลังผลักลง แล้วเกิดแรงดึงดูดใหม่กลับมาหากันอีกได้ในที่สุดนะครับ
!

----------------------
ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สติในการรู้โลกตามจริง

9.2.2019

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คนเราหนีแรงดึงดูดไม่ได้ แต่เลือกตัดไฟแต่ต้นลมได้

ถาม : ชาย-หญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  พอมาเจอกันครั้งสองครั้ง ก็มีความสัมพันธ์กัน  แล้วก็มีเหตุให้ต้องเลิกรากันไป  ถ้าเจออย่างนี้อีกจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรครับ

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/KhU0LiqpKok 
เสวนาดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๗ | คำถามที่ ๔.๒
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๔ ต.ค. ๒๕๕๖


ดังตฤณ: 
ในแต่ละวันมันก็มีแรงเหวี่ยงให้เราไปเจอโน่นเจอนี่  ที่นี้ตามหลักของพุทธ พระพุทธเจ้าให้พิจารณาว่าถ้าเราถูกเหวี่ยงไปกระทบอะไร  ท่าทีของเราควรจะเป็นอย่างไร มีปฏิกิริยาอย่างไร  ถ้าพิจารณาว่ายึดแล้วหรือว่าพยายามที่จะรักษาไว้แล้วมีอกุศลธรรมเจริญขึ้น ก็ให้รู้ตัว เร่งรู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ตัดไฟแต่ต้นลม แต่ถ้าหากว่าไปกระทบแล้ว ไปคบหาแล้วมันมีกุศลธรรมเจริญขึ้น อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร  ถ้าหากว่าคิดจะต่ออายุความสัมพันธ์ พูดง่ายๆ ดูว่ากุศลหรืออกุศลธรรมที่มันเจริญมากกว่ากัน

ผู้ถาม : ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นทุกข์น่ะครับ

ดังตฤณ: 

ถ้าเราเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นทุกข์  สิ่งที่เป็นไปได้ก็คือเราเลือกทางที่มันจะทำให้รู้สึกสบายขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น  เพราะว่าการเลือกมันขึ้นอยู่กับตอนที่เรารู้สึกถึงความทุกข์หรือความสุขนั่นแหละ  ถ้ารู้สึกขึ้นมาได้เร็ว มันก็ปล่อยได้เร็วและยังไม่มีพันธะ  แต่ถ้ารู้สึกได้ช้า ตรงนั้นบางทีมันสายเกินไป  บางคนนั้นใจอ่อนบอกว่า เอ๊ย! ไม่เป็นไร คือมันเหมือนกับไม่มีอะไรวันต่อวัน  แต่มันค่อยๆลงลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพอถึงเวลาก็อยากถอนตัวมันถอนไม่ได้

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม่อยากเจอคู่เวรอีกทั้งชาตินี้ชาติหน้า

ถาม ไม่อยากเจอคนที่เคยสร้างเวรกันมาทั้งชาตินี้และชาติหน้า?
รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/nRtMDaqCoiU
(ดังตฤณวิสัชนา Live #๕ ทางเฟสบุ๊ก ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙) 

ดังตฤณ: 
อันนี้ก็เป็นธรรมดาครับ ไม่มีใครอยากประสบทุกข์ มีแต่คนอยากประสบแต่ความสุข อันนี้ผมเคยพูดไว้หลายที่หลายครั้งนะครับว่า ความอยากที่จะไม่เจอคู่เวร หรือคนที่ทำให้เราเจ็บปวด คือไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักเสมอไป  ใครก็ตามที่ทำให้เราเจ็บปวด เราไม่อยากเจอ เพราะนั่นเค้าเป็นตัวแทนของความทุกข์ แค่นึกถึงหน้าขึ้นมา มันก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมาแล้ว ยังไม่ต้องเจอหน้ากันจริงๆนะ แค่นึกถึงแค่มีมโนภาพของเค้าผุดขึ้นมาในหัวหน่อยเดียว ความทุกข์เกิดทันที ความไม่ชอบใจ ความไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ร่วมโลกกับไอ้มโนภาพตรงนั้นเกิดขึ้นทันใดนะครับ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าคนเรานี่รักสุขแล้วก็เกลียดทุกข์ ไม่มีใครอยากพบความทุกข์ 

ทีนี้เรื่องของเรื่องคู่เวร หรือว่าบุคคลที่ทำให้เรามีความทุกข์นี่ ที่มันตามจองล้างจองผลาญกันมา มันไม่ใช่ก้อนหิน มันไม่ใช่แสงแดดๆ นี่ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราหลบเข้าบ้านมันก็พ้นก้อนหินแหลมๆ ถ้าหากว่าเราไม่อยากเหยียบให้เกิดความเสียดแทงฝ่าเท้า เราก็สามารถใส่รองเท้าได้ก็ไม่ต้องเจอหิน ไม่ต้องเจอแดด แต่ว่าคู่เวรหรือคนที่ตามจองล้างจองผลาญกันมาจริงๆนี่นะ มันไม่ง่ายแบบนั้น มันไม่มีที่หลบเวรง่ายๆในสังสารวัฎหรอก ถ้าต้องเจอยังไงก็ต้องเจอ

แม้แต่พระพุทธเจ้านี้ อ้างถึงพระพุทธองค์เพื่อที่จะได้ให้เห็นอย่างชัดเจนนะ ในคัมภีร์ทางพุทธเราบอกว่า เดิมนี่พระพุทธเจ้าท่านก็อยู่ของท่านดีดี แต่มีคนบางคนมาจองเวรท่านด้วยเหตุที่ว่าเคยเป็นพ่อค้าด้วยกัน แล้วก็ท่านเสนอราคาให้ถูกกว่า ด้วยความเป็นธรรมมากกว่า พ่อค้าอีกรายก็เกิดความแค้นเคืองอาฆาตๆอยู่ฝ่ายเดียว แล้วก็เอากอบทรายขึ้นมาอธิษฐานว่า ขอจองล้างจองผลาญไอ้เจ้าพ่อค้าคนนั้น ที่มันตัดหน้าเราไปเป็นจำนวนชาติเท่าเม็ดทรายที่เราโกยขึ้นมาโปรยลงพื้น ขณะนี้ ด้วยจิตที่มันจับแน่นอยู่กับจำนวนเม็ดทรายในมือ ก็เลยทำให้ได้ประสบความสำเร็จในการมาตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้านะครับ จนกระทั่งชาติสุดท้ายมีนามว่าเทวทัต พระเทวทัตหลายคนก็คงรู้จักดี แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องเล่าในชั้นอรรถกถา 

แต่ยังไงก็ตามเราก็น่าจะพอมองเห็นภาพว่าบางที่เนี่ย อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้คิดผูกเวรกับใคร แต่ถ้าเค้าผูกเวรกับเรา จะด้วยความเจ็บใจด้วยสาเหตุที่เราคาดไม่ถึงอย่างไรก็ตาม เค้าก็สามารถที่จะตามไล่ล่าเราได้นะครับ บางทีเป็นเรื่องที่น่ากลัวชนิดหนึ่งในสังสารวัฎ เราไม่ทำเค้า บางทีเค้าก็อยากทำเรา เราไม่เคยคิดไม่เคยแค้นอะไรกับใครเค้าเลย แต่บางคนหมั่นไส้เราเกิดความรู้สึก เออ มันอยากจะถล่มให้มันพังพินาศอะไรไป ทำให้ชีวิตใครสักคนไม่ต้องมีความสุข ไม่ได้ต้องเจอความสุขอัน นั้นมีอยู่เยอะนะในโลกนี้ 

เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ เราไปตั้งปณิธานส่วนตัวไม่ได้ว่าไม่ขอเจอคนๆนี้อีก ถ้าเค้าอยากเจอเราเค้าก็ต้องได้เจอนะครับ หรือถึงแม้ต่างคนต่างไม่อยากเจอ แต่กรรมที่ทำร่วมกันมานี่นะมันกลายเป็นสายโซ่ผูกรัดมัดตัวกันไว้ให้ติดกัน  ให้กลายเป็นตัวโยงใยกัน มันจะต้องเหวี่ยงมาเจอกันอีกจนได้นะ เพราะฉะนั้นอย่าไปตั้งโจทย์ว่าจงอย่าได้เจอกันอีกเลย จงอย่าได้พบกันอีกเลย แต่ขอให้ตั้งโจทย์ว่า เมื่อเจอกันอีก ขอให้เราเป็นฝ่ายชนะความเกลียด เป็นคนแรก ขอให้เราเป็นฝ่ายที่จะเลิกแล้วต่อกัน  ตั้งเหตุตั้งปัจจัยที่จะตัดโซ่เวรตัดโซ่ภัยจากกันและกันไป 

อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ถ้าหากว่าเราล้างเวร ด้วยการไม่จองเวรต่อไปหลายๆครั้งเข้า ทุกครั้งที่ได้เจอไม่เคยมีความเกลียด ไม่เคยมีการจองเวรกับเค้าเลยเนี่ยนะ ในที่สุดแล้วเวรตรงนั้นมันหายไปได้ คือกำลังส่งของเวรเนี่ย ยังไงมันก็ต้องรักษาตัวเองไว้ มันก็ต้องพยายามผลักดันตัวเองไว้ให้มันสืบทอด เป็นเหมือนกับปฏิกิริยาลูกโซ่ มันจะสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เตะมาเตะกลับ เตะมาเตะกลับ แต่เมื่อไรเราหยุดเตะเค้าเตะอยู่ฝ่ายเดียว มันหมดแรงเจ็บใจ เค้าก็เลิกเตะไปเอง อันนี้เป็นธรรมชาติธรรมดา 

สรุปก็คืออย่าตั้งโจทย์ผิด อย่าคิดว่าทำยังไงจะได้ไม่ต้องเจอกันอีก สิ่งที่ทำๆกันมานั่นนะ ยังไงๆมันก็เป็นสายโซ่ผูกพันสายใยผูกมัด ถ้าหากว่าไหนๆมันจะต้องเจอกันแล้ว  ตั้งโจทย์ดีกว่าว่าทำยังไงเราจะเป็นฝ่ายที่อยู่เหนือความเกลียดได้ การที่เราคิดได้อย่างนี้อธิษฐานได้อย่างนี้ มันมีประโยชน์ มันมีคุณอย่างใหญ่หลวง มันมีประโยชน์มหาศาลกับตัวของเราเอง เพราะว่าอย่าลืมว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฎนี่ ไม่ต้องพูดเรื่องสังสารวัฎ บางคนบอกว่าสังสารวัฎคืออะไรยังไม่รู้เลย การเวียนว่ายตายเกิดคืออะไร เชื่อหรือไม่เชื่อดีก็ไม่ทราบ 

เอาเป็นว่าในชาตินี้เราต้องเจอคนหลายคนที่ทำให้เราไม่พอใจ ที่ทำให้เราอยากหลบหนี ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะซักซ้อม สามารถที่จะทำความเข้าใจกับหลักการนี้ได้ว่า ไม่อยากเจอคู่เวรหรือว่าคู่กรรมแบบไหน เราทำตัวเป็นตรงกันข้ามกับเค้าแบบนั้น เค้าช่างด่า เราช่างชม เค้าช่างเพ่งโทษ เราชอบหาจุดสรรเสริญนะครับ คือทำตัวให้แตกต่างไปมากๆ อยู่เหนือความเกลียดให้ได้ อยู่เหนือบาปอกุศลของเค้าให้ได้นะ ขอให้ได้สักคนหนึ่งเอาแค่คนเดียวคนที่เราเกลียดที่สุดคนที่เราไม่อยากเจอที่สุด ถ้าหากว่าเราสามารถเอาชนะความเกลียดในใจของตัวเองได้ เราจะเอาชนะความเกลียดในใจของตัวเองที่มีต่อคนอื่นๆได้ ทั้งชีวิตที่เหลือไม่รู้เท่าไร จำนวนเท่าไรนะ รู้แต่ว่าใครดาหน้าเข้ามาให้เกลียด เราก็สามารถเลิกเกลียดได้หมด แต่การเลิกเกลียด จำไว้ดีๆนะ ไม่ใช่อยู่ๆไปจงใจบังคับตัวเองให้เลิกเกลียดนะ อย่างอันนี้เมื่อกี้ผมพูดไปคีย์เวิร์ดนะ 

จำดีๆนะ คือเห็นว่าคนที่เราเกลียดชังนี่ เห็นว่าคนที่เรานึกไม่ชอบใจ เค้ามีนิสัยอย่างไร เค้ามีพฤติกรรมอย่างไร  อยู่บนเส้นทางกรรมแบบไหน เราออกนอกเส้นทางกรรมแบบนั้นให้ได้ คือสำรวจเข้ามาที่ตัวเองว่าอยู่บนเส้นทางแบบเค้ามั้ย มันยังมีส่วนที่เป็นเหมือนเค้ามั้ย  นิสัยที่เราไม่ชอบเนี่ย ถ้าเราถอนตัวออกมาจากนิสัยนั้นได้ คือรู้ตัวว่าเออก็เป็นกับเค้าเหมือนกัน เราถอนตัวออกมาได้จากนิสัยแบบนั้น เส้นทางกรรมแบบนั้น มันก็เหมือนกับไม่ต้องเจอ ไม่ต้องไปร่วมทางกับเค้าแล้วนะครับ มันมีธรรมชาติโดยตัวเองอยู่ แล้วว่าคนที่อยู่บนเส้นทางกรรมต่างกันจะไม่ได้เจอกันหรือถ้าเจอกันไอ้คนที่อยู่บนเส้นทางที่ขาวกว่า สะอาดกว่า หรือว่าสูงกว่า มันจะได้เป็นฝ่ายช่วย ช่วยให้อีกฝ่ายไม่ต้องตกต่ำ ไม่ใช่ว่าลากจูงซึ่งกันและกันดิ่งลงต่ำไปพร้อมๆกันนะ


วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิธีประคองชีวิตคู่ให้อยู่กันรอด

ถาม : รู้สึกว่าสามีเลวมาก แค้นสามีมาก จะลบแค้นจากใจอย่างไรดี  ?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/XVrglHQ6DK0
(ดังตฤณวิสัชนา  Live  # ทางเฟสบุ๊ก ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙)


ดังตฤณ: 
ยุคเราเนี่ยมันหนักหนาสาหัสกว่ายุคอื่นๆใดที่ผ่านมา ผมว่าคงไม่มียุคไหนสมัยไหน ที่คู่ผัวตัวเมียจะมีปัญหากันแทบทุกคู่ได้เท่ายุคสมัยนี้ ผมรู้จักคู่รักมา..เอาเป็นว่าเยอะมาก บางคู่เป็นที่อิจฉา เป็นคู่รักในฝันเลยว่างั้นเถอะ ใครๆก็อยากที่จะมีชีวิตแบบนั้น   คือที่แท้แล้วพอพ้นหูพ้นตาคนอื่น ก็ไม่ได้มีความสุขไปกว่าคู่รักธรรมดาทั่วไป ก็มีความทุกข์เหมือนลิ้นกระทบฟันอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นเอาเถอะอย่ามองว่าเราโดดเดี่ยวก็แล้วกัน เรามีเพื่อนเยอะอยู่ในยุคปัจจุบัน

และผมว่านะที่คนยุคเรามีทุกข์กันเรื่องคู่มากเนี่ย ก็เพราะว่าเดินทางกันผิด เดินกันผิดทาง คือไปเชื่ออะไรที่ บางทีเราตั้งความเชื่อขึ้นมาบางอย่าง ดูเหมือนกับว่ายุติธรรม ดูเหมือนกับว่าอันนี้เป็นเรื่องที่แฟร์ แต่เอาเข้าจริง มันมาผิดทาง คือ เรื่องบางเรื่องถ้าเราจะเอาความยุติธรรมกันมากเกินไป จะเอาความเท่าเทียมกันมากเกินไป มันกลายเป็นการที่เราไม่สามารถจะรักษาธรรมชาติของคู่เอาไว้ได้ 

อย่างผู้ชายยุคนี้ต้องยอมรับความจริงนะ อันนี้ไม่ได้พูดว่าใครทั้งสิ้นนะ ต้องยอมรับความจริงว่าจะค่อนข้างมักมากกัน คือไม่ค่อยมีความอยากจะรักเดียวใจเดียว ไม่ค่อยอยากจะอยู่กับคนๆเดียว มันเบื่อง่าย แล้วก็อยากลองของใหม่อะไรแบบนี้ ซึ่งพูดถึงผู้ชายก่อน ไม่ได้หมายความว่าด่าผู้ชายนะ แต่ขอให้ยอมรับความจริงว่ามันเป็นแบบนี้

ส่วนผู้หญิงเนี่ยคือบางทีด้วยความที่อยากจะเท่าผู้ชาย บางทีแก้ปัญหาหรือว่าทำตัวเหมือนผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่ชัยภูมิของความเป็นหญิง ชัยภูมิของความเป็นหญิงคือความอ่อนโยน ถ้าจะรบชนะต้องรบด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่รบด้วยความแข็งกร้าว การรบด้วยความแข็งกร้าวเป็นหน้าที่ของผู้ชายเค้า เป็นเรื่องของธรรมชาติของเพศที่มันจะแสดงความห้าวหาญอะไรแบบนี้ ทีนี้ถ้าเราเหมือนกับรบผิดที่ หรือว่าออกจากชัยภูมิของตัวเอง บางทีมันแพ้ด้วยกันทั้งคู่ มันไม่มีใครชนะ

แต่ผู้หญิงที่เข้าใจธรรมชาติของตัวเองจริงๆ แล้วพยายามที่จะรบ หรือเอาชนะด้วยความอ่อนโยน ด้วยความนุ่มนวล ผมเห็นมาเยอะนะ เยอะจริงๆ ที่สามารถเอาชนะได้ เอาชนะได้จริงๆ เอาชนะได้ ถึงไม่ใช่เอาชนะด้วยการหักหาญ  หรือว่าบอกว่า นี่จงยอมแพ้  กดหัวให้อีกฝ่ายอยู่เบื้องล่าง  แต่เอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกผิด รู้สึกสำนึก รู้สึกที่จะรับผิดชอบ คนๆหนึ่ง เวลาที่จะสำนึกผิด จำไว้นะ ไม่ได้สำนึกผิดด้วยอารมณ์โกรธ แล้วก็ไม่ได้สำนึกผิดด้วยอารมณ์ที่ว่าตัวเองเป็นนายเหนือ คือบางคนใช้วิธีจ๋อย ใช้วิธีเหมือนกับน่าสงสาร นิ่งๆไม่พูดไม่จา ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แต่อันนั้นก็ไม่ใช่ถูกเหมือนกันนะ วิธีที่จะทำให้ผู้ชายเกิดความรู้สึกผิดได้ จำไว้นะ ไม่ใช่ด้วยการที่เรายอมจ๋อย แล้วก็ไม่ใช่ การที่เราด่าทอ  แต่ต้องเป็นด้วยวิธีที่เค้ารู้สึกว่าเรายังมีสติดีอยู่ เรายังมีความผ่องใสอยู่ แล้วก็เราสามารถที่จะไม่ถือสา ไม่ถือสาจริงๆ  

ส่วนผู้ชายเวลาที่มีความรู้สึกกับผู้หญิงนะครับ ในทางที่แหมอยากให้เค้าเป็นอย่างใจเรา อยากให้เค้าอยู่ในอำนาจของเราตามธรรมชาติของเพศชายนะ คือ ผู้หญิงสมัยนี้เค้าจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเจ้านายหรือว่าอยู่เหนือกว่าอีกต่อไป มันมีการพยายามเอาความเท่าเทียมทางเพศมาเป็นตัวตั้งทางความรู้สึกกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปพยายามที่จะวางอำนาจหรือว่าอยู่เหนือกว่าเอาดื้อๆนะ ไม่พยายามเอาชนะใจด้วยการใช้เหตุผลหรือว่าใช้อุบายวิธีที่เหมาะสมกับคู่ของตนนะ ในที่สุดผู้หญิงก็จะเหมือนกับไปเร่งให้ผู้หญิงพยายามมาแข่งดีด้วย พยายามที่จะมาสู้รบตบมือเอาชนะกันด้วยวิถีทางของความเท่าเทียม   ซึ่งมันก็จะผิดเพศด้วยกันทั้งคู่ ผิดฝาผิดตัว คือฝ่ายชายแทนที่จะทำตัวเป็นที่พึ่งที่น่าอบอุ่น มันกลายเป็นไปกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงอยากมาแข่งดีด้วย

ส่วนฝ่ายหญิงพอถูกกระตุ้นให้แข่งดีด้วย   มันก็เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า  สับสนในตัวเองว่าตกลงเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะต้องทำตัวเป็นผู้ชายกันแน่ 
  

ปัญหาอะไรแบบนี้ที่มัน ยุคเรามันค่อนข้างมากันผิดทาง กำลังเป็นเหมือนกับตัวที่ทำให้สถาบันครอบครัวมันพัง มันไม่สามารถอยู่กันได้รอด มันอยู่รอดกันได้ยากมันมีโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันได้รอดค่อนข้างยาก แล้วคนยุคเราสมาธิสั้น คือไม่ค่อยอยากจะอดทนกับอะไรนานๆ อยากจะแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด  หรือว่าอยากจะแสดงถึงความต้องการที่แท้จริง ผ่านคำพูดตรงไปตรงมากันค่อนข้างมากนะครับ คือ ไม่อยากทน ไม่อยากจะอยู่กับอะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์  ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่ว่ามีภาระหน้าที่ร่วมกันแต่ก็ไม่อยากจะแบกภาระนั้นอีกต่อไป 


อันนี้ก็สรุปนะครับ คือว่ายุคของเราเนี่ย คือ  เมื่อคุณจับคู่กับใครขอให้นึกว่าตัวเองเนี่ยเข้าไปอยู่ในโอกาสที่จะได้เกลียดกัน เหมือนกับคนหมู่มากที่เค้าประสบกันอยู่ ถ้าหากกว่าเราทำความเข้าใจกันไว้ตั้งแต่ต้นว่า ธรรมะยังไม่ล้าสมัย ธรรมะทำให้คนสองคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข  และธรรมะสามารถทำให้คนสองคน ที่รู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้  สามารถที่จะยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่ถึงแม้ว่าจะแยกกันแล้ว

การที่เราจะเลิกเกลียดใครได้ บางที อันนี้พูดด้วยความเข้าใจนะ  บางทีมันเหมือนสายเกินไป มันถอนความเกลียดไม่ได้แล้วล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดการทำร้ายกันมาทุกวันๆ เป็นเดือนเป็นปีเนี่ยนะ เอาธรรมะข้อไหน  มาพยายามละความเกลียดบางทีมันยากมาก แต่ถ้าหากเรามีธรรมะเตรียมไว้ก่อนที่จะเกลียด มันจะเกลียดไม่มาก มันจะปรับใจเกลียดได้ไม่มากนัก มันมีพื้นที่ของความสุข มันมีพื้นที่ของกุศลจิต คอยช้อนคอยรองรับ คอยทำให้ไม่ต้องเกลียดกัน ยังสามารถที่จะเป็นเพื่อนร่วมโลก  เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขที่ดีต่อกันได้อยู่