แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ-นิ่งๆว่างๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ-นิ่งๆว่างๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Q01 รู้สึกกลางๆ ว่างๆ โปร่งๆ ต่างจากสุขคราวที่แล้ว ถูกหรือไม่

ดังตฤณ : แต่ละคนมีความปรุงแต่งทางใจไม่เหมือนกัน ต่างไปเรื่อยๆ ขอให้สังเกตนะครับว่า ตัวคุณเองก็ต่างไปในแต่ละครั้งอย่างไร

 

ยิ่งเห็นความแตกต่างไปในแต่ละวัน มากขึ้นเท่าไหร่ คุณยิ่งมาถูกทางธรรมะแบบพระพุทธเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

 

เอาตรงนี้ อย่าแค่ไปจำกัดนิยามแค่ รู้สึกว่างๆ โปร่งๆ .. คือว่างๆ โปร่งๆ นี่ยังมีความพิสดาร มีความหลากหลายไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำกัดเลยนะ อย่างตอนนี้อาจรู้สึกกลวงๆ ว่างๆ อยู่ในกายแค่นี้ รู้สึกมีความสุขมากแล้ว พอใจมากแล้ว แต่ปรากฏว่า พอทำไปๆ กลับกลวง ว่างมากขึ้นอีก เกินขอบเขตของกายออกไป แล้วบางทีเกินแบบว่า เกินไปถึงขอบฟ้าเลย ความรู้สึกแบบนี้ จะต่างไปเรื่อยๆ แล้วหน้าที่ของเราคือ รู้ ว่าเหตุปัจจัยต่าง ผลก็แตกต่างไปเรื่อยๆ ด้วยนะครับ

 

เหตุปัจจัยคืออะไร คือทำมากขึ้น ทำอย่างถูกทาง ทำอย่างตรงทางมากขึ้น ผลก็จะมีความกว้างขวาง ใหญ่โต อลังการมากขึ้นเช่นกัน

_______________

คำถามเต็ม : ความรู้สึกกลางๆ ว่างๆ โปร่งๆ นี่ใช่ไหมคะ ต่างจากสุขคราวที่แล้ว

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จุดชนวนสมาธิด้วยพลังศรัทธา ช่วงเกริ่นนำ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=ncIZ9H8SmRY

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อาการสงบแบบยังไม่มีกำลังความตื่นรู้มากพอ


ถาม : เพิ่งเคยมาฟังครั้งแรก็ยังไม่รู้จะถามอะไรครับ รู้แต่ว่ามันตื่นเต้นอยู่ 
รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/KesGRx3eWhs  ดังตฤณวิสัชนา๒๕๕๖ ครั้งที่ ๗  การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส  ๙ กันยายน๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ:   
ก็ดูไป เมื่อครู่นี้ตอนที่ฟังไปด้วยและก็ทำสมาธิตามไปด้วยเนี่ยนะ มันมีอาการที่ว่า..บางครั้งก็ฟังรู้เรื่อง บางครั้งก็เหมือนกับลอยๆไป หรือว่าอย่างเมื่อกี้บางทีมันมีอาการเคลิ้มๆไป  ลอยๆไป  เข้าใจอาการเคลิ้มไหม มันเหมือนไม่ใช่สบายเฉยๆ มันเหมือนคล้ายๆ จะว่าหลับก็ไม่ใช่ จะว่าตื่นก็ไม่เชิง ตัวภาวะแบบนี้มันจะเกิดขึ้นบ่อย เวลาที่เรานั่งสมาธิหรือเวลาที่เราสงบแบบยังไม่มีกำลังความตื่นรู้มากพอ ตัวนี้ก็เป็นอาการแสดงของจริงเกี่ยวกับภาวะทางจิตได้  ถ้าเราเห็นของจริงอยู่อย่างนี้ รู้อยู่อย่างนี้ ในที่สุดมันก็เกิดการยอมรับขึ้นมาว่า เออ..ภาวะที่เราจะตั้งใจรู้ ตั้งใจดูอะไรก็แล้วแต่ มันก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดูอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน  

และในระหว่างวันก็ดูได้ทำนองเดียวกัน  เวลาที่คุณคิดตั้งใจรู้สึกว่าอยู่กับงานตรงหน้า ล็อคโฟกัสอยู่กับงานตรงหน้าได้ รู้สึกดี แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเหมือนกับเหม่อๆ ไป  บางทีคล้ายๆ ร่างกายไม่พร้อมบ้างหรือว่าสภาพจิตใจมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวบ้าง มันก็ไม่แตกต่าง เพราะมันเป็นจิตใจอันเดียวกันกับตอนที่เรานั่งสมาธิ คือไม่ใช่จิตใจที่เป็นของอีกคนหนึ่ง แค่ว่าหลับตาหรือลืมตาเท่านั้น แต่ว่าเรามาหลับตากันเป็นจุดเริ่มต้ก็เพื่อที่จะให้ง่าย ที่จะให้เห็นว่ามันกำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ภาวะฟุ้งซ่านกำลังปรากฏหรือไม่ปรากฏ ถ้าลืมตาเนี่ย บางทีมันถูกอย่างอื่นแย่งไป 


















วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รู้สึกหัวแข็งๆ เพราะจิตล็อคความคิดแล้วไม่รู้ตัว

ผู้ถาม : ผมปฏิบัติมาได้สัก 1 ปีแล้วครับ ทำในรูปแบบทุกๆ วันมา วันละ ๒-๓ ครั้ง แล้วก็ตามรู้ตามดูในชีวิตประจำวันทุกๆวัน ไม่แน่ใจว่าที่ทำๆมานี่ ไปถูกแนวบ้างไหมครับ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/abx7dmB8yo0
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๔
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๕ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 


ดังตฤณ :
เอาตัวการนั่งสมาธิก่อนละกันนะครับ บางทีมันยังมีความรู้สึกตึงๆอยู่ นะ เราจะรู้สึกได้ว่าเราต้องดึงตัวเอง เราต้องดึงตัวเองมากหน่อย ไม่งั้นเนี่ย ในหัวมันเต็มไปด้วยเรื่องงานไง มันจะคอยมี..  ขนาดตอนเมื่อกี้นี้ ตอนนั่งสมาธิเนี่ย มันก็มีเรื่องงาน วกเข้ามา ก็เพราะว่าชีวิตมันอยู่ในงาน ที่ผ่านมานะ  วันๆเนี่ย เหมือนกับจะทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่ มันสร้างความเคยชินมา ที่จะเอางานมาคิด คำว่าเอางานมาคิดเนี่ย หมายความว่า อยู่ๆ ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยตรงเรื่องโน้น เรื่องนี้ แวบเข้ามาทีละฉาก ๆ แล้วเราไปให้ความสำคัญกับมัน คือเห็นมันเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตว่า  ถ้าเราทำงานมากๆ  หรือคิดเกี่ยวกับเรื่องงานมากๆ เป็นของดี ความเคยชินของเรามาแบบนั้นนะ

อย่างตอนนี้มัน.. จิตมันค่อยๆ.. เห็นความแตกต่างไหม พอพูดเรื่องความเคยชินเกี่ยวกับการคิดเรื่องงานไปเรื่อยๆ เนี่ย คล้ายๆ เราก็เข้ามาอยู่กับภาวะความจริงในหัว แล้วคล้ายๆกับสลายตัวไป รู้สึกใช่ไหม แต่ตอนนั่งสมาธิ มันไม่ใช่อย่างนั้นไง คือเราตั้งใจ.. ตั้งใจทำสมาธิ แต่ไม่ได้เข้ามารับรู้ความจริง เกี่ยวกับคลื่นความคิด เกี่ยวกับเรื่องงาน และตอนที่มันยังหมุนอยู่ในหัว วกวนอยู่ในหัวเนี่ย เราไม่รู้ ไม่รู้สึกถึงมัน เข้าใจใช่ไหม 

พ้อยต์ (point) ก็คือว่า มันจะไม่หายไป เราจะไม่ทำสมาธิจริง เราจะไม่ภาวนาจริง ตราบใดที่เรายังไม่เข้าไปเห็นความจริงเกี่ยวกับคลื่นความคิดที่มันคอยวกไปหาเรื่องงาน แต่อย่างนี้ พอเราพูดถึงมัน แล้วคุณทบทวน มันเกิดความรู้สึกเกี่ยวกับคลื่นความคิดตรงนี้แล้วมันสลายตัวไป นั่นเพราะว่าเราเห็นตัวมัน มันถึงหายตัวไปไห้ดู จำไว้ว่า เราเห็นอะไร สิ่งนั้นมันจะค่อย ๆ หายไปให้ดู แต่ถ้าเราไม่เห็น อย่างเมื่อกี้นี้ ตั้งหน้าตั้งตาทำสมาธิเนี่ย ไปดู ไปฟังตามที่ผมพูดนี่ใช่ไหม แล้วก็พยายามทำ ตรงนี้มันก็ไม่หายไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่ตรงนั้นน่ะ

เหมือนกัน..เวลาไปทำเอง จะทำที่บ้านหรือจะอะไรก็แล้วแต่  ไม่ว่าจะนั่งสมาธิ ไม่ว่าจะเจริญสติ คุณไม่ได้เห็นตรงนี้ไง ตรงที่มันเป็นคลื่นความคิดเกี่ยวกับเรื่องงาน ลักษณะคลื่นความคิดเกี่ยวกับเรื่องงานนะ ที่จะปรากฏในหัวของคุณเนี่ย ลองสังเกตดูอย่างนี้นะ มันจะเป็นอาการผุดขึ้นมา มันจะรู้สึกถึงความหนาแน่นของคลื่นความคิด  เพราะว่าเวลาคุณคิดเรื่องงานเนี่ย จะมีโฟกัสจะเอายังไง จะแก้อย่างไง มันรู้สึกเหมือนกับจะมองเห็น คล้ายๆว่า เราทำงานจนขึ้นใจ ว่าขั้นตอนมันต้องอย่างนี้ ๑,, ๓ เพราะฉะนั้นถ้ามันผุดขึ้นในหัว แม้กระทั่งไม่ได้อยู่ต่อหน้าเรา ไม่ได้อยู่ตรงหน้างานเนี่ย  มันก็เหมือนกับกระจ่างชัด เราเห็นหมด เรารู้หมด เราเข้าใจหมดนะสังเกตง่ายๆ เลย คลื่นความคิดมันจะผุดขึ้นมาชัดเจน แล้วก็ล็อค (lock) อยู่อย่างนั้น 

ต่อไปพอใจอยู่กับลมหายใจ หรือว่า จะด้วยอะไรก็แล้วแต่เนี่ย ที่มันเป็นประโยชน์นะ ในทางปฏิบัติ ในทางการภาวนา แล้วเกิดคลื่นความคิดตรงนี้ที่มันโฟกัสขึ้นมาในหัว ให้รับรู้ รับรู้เหมือนที่เราคุยกันตอนนี้ คือรู้ว่ามันเกิดขึ้นในหัว มันจะได้หายไปให้ดู อะไรก็แล้วแต่ ที่เราเห็นตัวมัน มันจะหายตัวให้ดู แล้วก็จะได้เห็นความไม่เที่ยง ด้วยการดูอยู่อย่างนี้เท่านั้น มันถึงจะเปิดทางให้ดูอย่างอื่นได้ ไม่งั้นเนี่ย มันมีแต่ตัวนี้ล็อคอยู่  แล้วจิตมันจะแข็งๆ อยู่ตลอด คุณจะรู้สึกไงว่า ภาวนาไปเนี่ย ที่มีความสุขเนี่ยน้อย ส่วนใหญ่มันจะคล้ายๆกับต้องตั้งใจ ต้องแข็งขืน อยู่กับมัน นะ คุณทำงานเกี่ยวกับอะไร?

ผู้ถาม : ฝ่ายขายครับ

ดังตฤณ :
มันคิดเกี่ยวกับเรื่องงานอยู่ตลอดนะ

ผู้ถาม :  ปัจจุบันไม่ได้คิดเลยครับ ที่งานไม่ได้เข้าไปในสมองเลยครับ

ดังตฤณ :
 แล้วเวลาที่มันคิดขึ้นมา อย่างเวลาภาวนาอย่างนี้ คือรู้สึกใช่ไหมว่ามันมีคลื่นรบกวนอยู่ในสมอง

ผู้ถาม : คือบางจังหวะก็จะนิ่งว่าง บางจังหวะก็จะตึงๆ ที่หัว อย่างกับเมื่อกี้ ให้นั่ง ก่อนที่จะเริ่ม ผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ตอนที่จะหยุดนั่ง คือมันเหมือนกับจิตมันจะขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆๆ  ก็ต้องกำหนดรู้มัน แล้วลงมา แต่ไม่เคยเป็น นี่เป็นครั้งที่ ๒ เคยเป็นก่อนครั้งเดียว

ดังตฤณ :
แต่รู้สึกใช่ไหมว่าในหัวมันมีอะไรแข็งๆ อยู่

ผู้ถาม : ครับ นิดๆ ไม่มาก แต่ว่าบางช่วงก็จะรู้ความว่าง มีอยู่ ครั้งนึงเคย .. เดือน  สองเดือนที่แล้ว เคยนอน แล้วก็เหมือนกับมีสติ นอนไม่หลับ ออกมาเห็นตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองนอนอยู่ เห็นตัวเองนอนหายใจอยู่ ได้เห็นแค่ทีเดียว แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งคืนไม่หลับเลย

ดังตฤณ :
เมื่อกี้ผมพูดเกี่ยวกับคลื่นความคิดเนี่ย ดูกันถูกนะ ต้องเข้าใจนะ ที่รู้สึกว่า มันสลายไปแล้ว ตรงนั้นเข้าใจใช่ไหมว่าพูดถึงตรงไหน ดูยังไง ดูบ่อยๆ เพราะมันจะไปทำให้คุณภาพของจิตน่ะ มันดีขึ้นเรื่อยๆ 

ตรงที่ไม่รู้ว่าเกิดตัวความคิดล็อคอยู่ในหัวเนี่ย มันทำให้เวลาที่เราตั้งใจภาวนาเนี่ย มันเป็นอาการแข็งขืนไปหมดเลย เพราะ มันเหมือนเราต้องฝ่า ฝ่าด่านคลื่นเหล่านี้ เข้าใจใช่ไหม คือคล้ายๆว่าจิตเราไม่พร้อมที่จะรู้ คุณจะรู้สึกอยู่ มันเหมือนมีอะไรขวาง รู้สึกไหม รู้สึกถึงอะไรที่มันขวางอยู่ ตอนที่เราจะเริ่มเข้ามานับ ๑ จะดูลมหายใจหรือจะดูอะไรก็แล้วแต่ มันคล้ายจะมี คลื่นอะไรขวางอยู่

ผู้ถาม :  ช่วงแรก ๆ

ดังตฤณ : 
ทีนี้ถ้า อย่างเมื่อกี้นี้ ตอนที่มันรู้สึกว่างได้ ก็เพราะว่า เราเปลี่ยนจาก ความสนใจ ความคิดในหัวเนี่ย มาอยู่กับลมหายใจได้ มาอยู่กับฝ่าเท้า มาอยู่กับฝ่ามือ อะไรอย่างนี้นะ แล้วมันก็ค่อยๆ เกิดความรู้สึกว่าเบาๆ อันนี้ คือ คลื่น ความคิดแบบนี้ ที่มันเกิดขึ้น ที่มันเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่น อย่างนี้น่ะ ส่วนใหญ่มันจะเป็นเพราะว่าเราคิดเกี่ยวกับเรื่องงานต่อเนี่อง ในช่วงที่เราทำงานหรืออะไรก็แล้วแต่เนี่ยนะ มันเหมือนกับล็อค พอโฟกัสอยู่กับงานแล้วเนี่ย มันจะไม่ไปไหน แม้กระทั่งว่าเดินเหินปกติ ไม่ได้อยู่ต่อหน้างานเนี่ย เคยรู้สึกใช่ไหม เหมือนกับว่าเรื่องงาน มันจะวนเวียนอยู่ในหัวตลอด ในช่วงทำงานน่ะนะ หรืออะไรเนี่ย มันจะเป็นอย่างนั้นใช่ไหม คือคิดแต่เรื่องงาน มันไม่ค่อยมีแก่ใจคิดเรื่องอื่น เพราะว่าผูกพันอยู่กับผลน่ะ ผลที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับงาน มันมี อัพเดตอะไรอยู่เรื่อยๆ แล้วมันก็เลยเกิดความสนใจ อยากจะรู้ผลๆๆไปเรื่อยๆ

ตัวนี้เนี่ย มันกลายเป็นคลื่นที่มันเกิดขึ้นบ่อย นะ ถ้าเราสามารถเห็นมันได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณบอกว่าไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังเกิดขึ้น คือมีรูปแบบความคิดเดิมๆ ปรากฏขึ้นในหัว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดเรื่องงานก็ตามนะ แต่อันนี้จูนตรงกันมั้ย คือมันจะมี  นึกออกใช่ไหม

ผู้ถาม :  นึกออกๆ

ดังตฤณ : 
คือแม้ว่าไม่ได้คิดเรื่องงาน แต่คลื่นความคิดมันเป็นแบบเดิม ตอนที่ยุ่งๆ อยู่กับมัน อยู่กับการงานเนี่ย คอยสนใจว่ามันจะ อัพเดตอย่างไร มีข้อมูล มีผลอัพเดตอย่างไร ตัวเนี้ย ลักษณะความคิดแบบนี้ ที่มันจะขวางไม่ให้จิตมีคุณภาพพอ ที่จะรู้เข้ามาได้แบบง่ายๆ มันต้องแข็งขืนก่อน จิตมันเลยแข็ง 

พูดง่ายๆถ้าเราเห็นความไม่เที่ยงของคลื่นความคิดตรงนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้นเองนะ ที่ปฏิบัติมาใช้ได้แล้ว



วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นั่งสมาธิแล้วหูดับ จิตออกจากร่าง

 ถาม : ขออนุญาตถามนิดนึงนะครับ สมัยบวชมันก็นิ่งได้  เริ่มจากพอมันเข้าสมาธิแล้วหูมันก็ดับ หูดับแล้วก็คล้ายๆมันหายไปเลย มันเหมือนไม่มีอะไรเลย คือได้หลายครั้งเหมือนกันนะครับ ครั้งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นครั้งเดียว คือมันเงียบจนรู้สึกจิตมันจะกระโดดออกจากร่างไป ก็ตกใจ และก็สงสัยมาตลอดว่าคืออะไร

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/HaGZ9P7GInI
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๘
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 


ดังตฤณ: 
เป็นเรื่องปกติมากเลย คือพอตอนที่หูดับไปเนี่ย เพราะว่าจิตเข้ามันไปสงบ และก็ตัดการรับรู้ทางประสาทกาย แล้วพอมันมีกำลังมากเข้าๆ มันไม่พอใจในกายละ กายเนี่ย เป็นที่อยู่ที่อาศัยของจิต ที่นึกๆคิดๆ แต่ถ้าจิตมันไม่นึกไม่คิด มีแต่อาการรู้ มีแต่อาการหนักแน่น เป็นสมาธิอยู่ มันอยากจะออกไปข้างนอก มันเห็นกายนี้คับแคบ มันก็อยากจะดีดออกไป มีแรงดันจะออกไป 

ทีนี้ ถ้าเราเจริญสติมาตามขั้นตามตอนจริงๆนะ คืออย่างอันนี้เนี่ย เป็นที่ถกเถียงในวงการปฏิบัติ เอ๊ะ ตอนที่ได้ฌาน อารมณ์การรับรู้ประสบการณ์ภายในมันเป็นยังไงกันแน่ อย่างอารมณ์หูดับเนี่ย มันก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของฌาน คือตัดการรับรู้จากข้างนอก พระพุทธเจ้าเคยบอก ขณะท่านเดินจงกรมอยู่ ฟ้าผ่าท่านไม่ได้ยิน เพราะประสาทหูท่านตัดออกจากการรับรู้ภายนอก

แต่ประสบการณ์ของบางคน คือได้ฌานจริง จิตเป็นเอกัคคตาใหญ่ หนักแน่นและก็กว้างขวาง แต่ว่ามันก็ยังรับรู้อยู่อย่างนี้ มีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รับรู้ถึงอาการปรากฏของอิริยาบถนั่งอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน คือมีจิตที่สว่างเด่นดวงด้วย และก็รับรู้ถึงอิริยาบถที่เป็นปัจจุบันด้วย จิตหยุดเหมือนกับไม่มีเวลา แต่ว่าร่างกายยังแสดงความเคลื่อนไหวอยู่ ตัวนี้มันก็เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกัน 

พ้อยท์ก็คือว่า ถ้าจิตยังรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของกาย คือเจริญอานาปานสติมาจนกระทั่งว่า จิตอยู่ส่วนจิต และลมหายใจอยู่ส่วนลมหายใจ ต่างคนต่างอยู่จริงๆ ตรงนั้นจิตจะไม่ดิ้นรนอยากออกนอกกาย คือมันจะไม่สะสมแรงดันว่า เมื่อไรจะดีดออกไปสักที มันจะมีความรู้เท่าทันอยู่ว่า มันยังครองกาย มันยังอาศัยกายเป็นโพรงอยู่ และก็ไม่มีอาการดิ้นรน 

อันนี้ยังมีอาการดิ้นรน เพราะว่าจิตมันสงบเข้าไป สงบแบบอัดตัว อัดกำลัง พอถึงจุดนึง มันพยายามดิ้นออก แต่เนื่องจากไม่ได้รู้ทางออกจริงๆ เพราะจิตเนี่ย เริ่มต้นขึ้นมา พอขึ้นต้นชาติใหม่มันโง่หมด มันไม่รู้อะไรเลย อย่างเคยทำได้มา เคยรู้ทางออกมา มันลืม มันต้องมาฝึก มันต้องมาได้คำแนะนำอะไรที่มันจะเข้าทางได้ไหม่

แต่ทีนี้ ถ้าเรามองว่าในชาตินี้มันมีโอกาสดีที่สุดแล้ว รู้จักแนวปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้านี้นะ ไม่ต้องไปดิ้นรนหาทางออกใหม่ก็ได้ คือหาทางที่จะให้จิตมันมีอาการตื่นรู้ แล้วก็มีแต่อาการตระหนักว่า อะไรๆที่อยู่ทั้งภายนอกภายในเนี่ย มันแสดงความไม่เที่ยง มันแสดงอนัตตาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ตรงนี้นะ มันจะทำให้แรงดิ้น แรงดันอะไรต่างๆ แม้กระทั่งอยากออกจากโพรง อยากออกจากร่างกายนี้ มันไม่เกิด หรือถ้าเกิดขึ้นมา มันรู้ทางแบบชัดเจน คือมันจะแยกได้ ยังไม่ต้องแบบถอดจิต คือมันจะรู้สึกเหมือนแยกออกไปเป็นต่างหากเอง ซึ่งตรงนี้ มันเป็นเรื่องของคุณภาพจิตที่พัฒนามาตามแบบพุทธจริงๆ 

ตามแบบพุทธก็คือ ตามวิถีธรรมชาติจริงๆ พอถึงเวลาขึ้นมา จิตมันใหญ่กว่ากาย ถ้าจะออกข้างนอกจริงๆ มันออกอย่างรู้ ออกด้วยความใหญ่ ออกด้วยความมีสติรู้ว่า นี่กายส่วนกายนะ นี่จิตส่วนจิตนะ และเห็นว่า พอจะแยกออกไปมันแยกออกไปด้วยเหตุผลอะไร มันรู้สึกว่า เป็นอิสระ มันสามารถขยับนิดนึงเคลื่อนออกไป โดยที่ไม่ต้องหาทางออก มันเคลื่อนออกไปได้เอง คือจิตมีความใหญ่เหนือกายนั่นเอง แล้วที่จะเป็นแบบนั้นเนี่ย เอาตามแบบพุทธก็คือว่า ให้รู้สึกถึงอิริยาบถ ให้รู้สึกถึงลมหายใจไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน รู้ว่าในแต่ละลมหายใจปฏิกิริยาทางใจเป็นอย่างไร สุขหรือทุกข์เป็นอย่างไร มันสงบหรือฟุ้งซ่าน เอาตามแบบสติปัฏฐานเลย พอไปถึงจุดหนึ่ง ตัวนี้แหละที่จะเป็นคำตอบทางธรรมชาติเลย








วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รู้สึกว่าง ภาวนาถูกทางไหม

ถาม :  ระหว่างที่เราปฏิบัติ ไม่ว่าจะนั่ง หรือจะเดินเนี่ย ช่วงหลังมีความรู้สึกว่า มันมีแต่ความว่าง มันเหมือนมันไม่ก้าวหน้า สงสัยว่าทำถูกหรือเปล่า เพราะว่าเป้าหมายชีวิตก็คือต้องการสัมผัสพระนิพพานสักครั้งนึง กลัวเสียเวลาเปล่า ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/PRaz34rTp8I
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๘
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก

ดังตฤณ: 
ตอนที่รู้สึกว่างเนี่ยนะ คนมักเกิดคำถาม โดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรให้ดู กลัวว่าเราไปติดอยู่กับความว่างแบบนั้นแล้ว ในที่สุดเนี่ย มันจะเป็นความว่างที่สูญเปล่า ไม่ใช่ความว่างแบบนิพพาน แทนที่ความกลัว นะ ให้มองเป็นความจริงก็แล้วกัน คือ อย่ากลัวความจริง แต่ให้ยอมรับมันเป็นพวกเดียวกับเรา ความจริงเนี่ย มันเหมือนกัลยาณมิตร มันเหมือนมีอะไร ถ้า เอ่อ ผิดพลาด หรือว่าถูกต้อง ก็แล้วแต่เนี่ย มันแสดงออกมา แล้วเรายอมรับมัน ก็คือ เราอยู่ข้างเดียวกับความจริง เป็นพวกเดียวกับความจริงได้นั่นเอง

สิ่งนึงที่เกิดขึ้นในความว่าง ในแบบที่คุณประสบมา มันคือความว่าง ที่เคลือบอยู่ด้วยความสงสัย เห็นไหม คือความว่างมันมีหลายแบบนะ มันว่าง ว่างไปเป็นวันๆ ว่างไปนานแค่ไหนก็แล้วแต่ ในที่สุดแล้ว ถ้าหากว่าเกิดความสงสัยขึ้นมา เอ๊ะ ทำไมมันว่างจัง เอ๊ะทำผิดหรือเปล่า เอ๊ะว่างแบบนี้เป็นว่างแบบล่อตาล่อใจ ให้เกิดความเข้าไปหลงยึดรึเปล่า ตอนที่เกิดความสงสัยขึ้นมาเนี่ยนะ มันจะมีอาการ วน วน วน วน เราสามารถเห็นได้แล้วว่า ความว่าง ไม่ว่างจริง ณ เวลานั้นนะ ที่เกิดความรู้สึกสงบ ที่เกิดความว่างขึ้นมาเนี่ย แทนการพยายามหาทางให้ถูก เปลี่ยนเป็นการยอมรับความจริงว่า ว่างนั้นมันแสดงความไม่เที่ยงให้ดู แล้วก็ดูมัน และจะสังเกตได้

เนี่ย อย่างของคุณนะ ว่าง มันมีว่างหลายแบบนะ ว่างในแบบที่แกล้งให้ว่างก็มี คือบางทีตั้งใจว่าง คือมันจำได้ว่า ว่างเป็นยังไง แค่นึกถึงนิดเดียว มันว่างขึ้นมา แต่ว่างแบบนั้นเนี่ย ว่างแป๊บนึง แล้วมันจะโยกเยก มันกลายเป็น กลับมีความว้าวุ่นอะไรขึ้นมาบางอย่าง หรือถ้าหากว่านั่งสมาธิไป แล้วเกิดความว่างนานๆ สบายนานๆ นะ ในความว่างแบบนั้นเนี่ย บางทีมันจะเหมือน ยังมีอะไรซ้อนๆ ซ้อนๆอยู่ เป็นอาการนึกนั่นนึกนี่ ที่เวียนมาบ่อยที่สุดคือว่า เอ๊ะ ว่างแบบนิพพานมันเป็นยังไง คือมันยังอยากเห็นว่างในแบบที่เป็นของแท้ ตัวนั้นหน่ะ มันมีความอยากผุดขึ้นมาแล้ว แล้วเราไม่เห็น มัวแต่ไปมองความว่าง แต่ไม่เห็นความอยาก แต่พอพูดไปเนี่ย มันเกิดความรู้สึกรับได้ขึ้นมา เอ้อ ลืมดูไปจริงๆ ในความว่างนั้นมีอาการกระวนกระวายอยู่ ที่ว่างเนี่ย มันเป็นแค่ว่างโล่งในหัว มันว่างโล่งในหัวเฉยๆ แต่มันไม่ได้เกิดความรู้สึกว่างออกมาจากรากของความรู้สึก ถ้าว่างออกมาจากรากของความรู้สึกนะ แม้แต่นิพพานก็ไม่อยากได้ แม้แต่ความรู้สึกว่า ไอ้นี่ผิดหรือถูกมันก็ไม่เกิดขึ้น อย่างงั้นว่างจริง และถ้าว่างจริง ต่อให้ว่างเป็นชั่วโมงๆ นะ เราจะไม่แคร์มันเลย แต่แคร์ตอนที่มันเริ่มมีความคิดอะไรปรากฎขึ้นมา หลังจากว่างไปเป็นชั่วโมงๆ นั่นแหละ

นี่คือหลักการดูความว่างที่ถูกต้อง แบบที่พระป่า ครูบาอาจารย์ท่านสอนเนี่ยนะ ท่านสอนอย่างนี้ว่าเวลาว่างไปรู้  รู้ต่อ ว่ามันจะว่างไปที่สุดถึงไหน
ผู้ถาม :  ระหว่าง คือมองความว่างนั้นว่า..

ดังตฤณ :
มันจะเปลี่ยนไปให้ดูอย่างไร

ผู้ถาม :  มันจะเปลี่ยนเป็นอะไรให้ดูอย่างไร

ดังตฤณ :
ใช่ อย่า อย่าตั้งมุมมองไว้ว่าเรากำลังเห็นความว่างอยู่ แต่ให้ตั้งมุมมองว่า ในความว่างนั้นมีอะไรให้ดูบ้าง เข้าใจไหม คือถ้าเราตั้งมุมมองไว้ เนี่ย..เรากำลังรู้สึกว่างอยู่ มันจะยึดความรักว่างนั้นเป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วหลงลืมหมดเลย ว่าอะไรเกิดขึ้น เนี่ยอาการทางใจเนี่ย มันปรากฎให้ดูง่ายที่สุด ชัดที่สุด ก็ตอนความว่างมันปรากฎน่ะ แต่พอความว่างปรากฎ เรากลับไปยึดความว่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง แทนที่มันจะปรากฎให้เห็นชัด มันเลยเหมือนกับไม่มีอยู่ ทั้งๆที่มันอยู่ตรงนั้นมาตลอด

ผู้ถาม :  อาจารย์จะแนะนำในการปรับปรุง ..คือนอกจากจะสังเกตอย่างเนี้ย และมันมักจะ..

ดังตฤณ :
พอ พอใช้คำว่าปรับปรุงปุ๊บ เนี้ยนะ ตัวเนี้ย

ผู้ถาม :  ตัวอยาก

ดังตฤณ :
มันเริ่ม มันเริ่ม นี่ เห็นไหม เห็นไหม

ผู้ถาม :  ค่ะ

ดังตฤณ :
คือมีความรู้สึกขึ้นมา ยึดขึ้นมาแล้วว่า เราจะต้องก้าวหน้าขึ้น ด้วยวิธีการอะไรอย่างนึง อุบายอะไรอย่างนึง ไปบริกรรม หรือว่าไปใช้เทคนิคอะไรบางอย่าง แต่ที่ผมพูดไปทั้งหมดก็คือว่า เมื่อเกิดความว่างขึ้นมา อย่าไปตั้งมุมมองดูอยู่ว่าเรา
กำลังว่าง แต่ให้ตั้งมุมมองว่า ในความว่างนั้น มีอะไรให้ดูบ้าง

อย่างของผมนะ เอา ยก ยกเคสของผมเองเลย ผมจะดูว่า เออ เนี่ยว่างเนี่ย เรามีความพอใจที่จะเห็นหรือเปล่า ว่าลมหายใจ ผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออก ถ้าเห็นความพอใจที่รู้อยู่ว่าลม แค่ผ่านเข้าผ่านออก จบตรงนั้นเลยนะ เพราะอะไร เพราะมันมีอนิจสัญญา คุ้นแล้ว ว่าเนี่ย ที่ผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออกเนี่ย มันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ มีความพอใจแค่เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจแสดงอยู่ตลอดเวลาแค่นั้นนะ จิตมันพัฒนาของมันขึ้นไปเอง คือมันสะสมอนิจสัญญาแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ มันปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆ คือไม่ใช่เฉพาะตอนที่เราหลับตา แต่ตอนที่ลืมตาออกมาอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วเนี่ย มันปรากฎเหมือนกะลืมตาอย่างเงี้ยเห็นเป็นสาย อยู่ตลอดเวลา ว่ามันผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออก และใจที่มันรู้สึกถึงความไม่เที่ยงของลมหายใจเนี่ย ผมรู้อยู่ออกมาจากจิตเลยนะ ว่ามันพร้อมจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยความเป็นของไม่เที่ยงเช่นกัน พูดง่ายๆ พอมันแม่น ว่าจะเอาที่ตรงไหนแล้วเนี่ย มันจะไม่มีความสงสัยต่อ มันจะมีแค่ความพอใจ ที่มาถึงจุดที่ โอเค  จิตมีสภาพพร้อมรู้ จิตมีสภาพพร้อมที่จะยอมรับ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นต่อหน้าต่อตา

ของคุณเนี่ย คือ อย่างเงี้ยนะ เวลาที่นั่งสมาธิไป ทุกครั้งเนี่ยขอให้สังเกต ว่า เราจะมีความ เอ่อ ร่ำร้องอยู่ลึกๆ คือ หาหนทางที่ถูกต้อง คือเชื่อครูบาอาจารย์แล้วนะ ไม่ใช่ไม่เชื่อ หรือว่าไปพยายามแสวงหาอะไรที่นอกเหนือไปกว่านี้ หรือว่า ยิ่งไปกว่านั้น เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่ออะไรหมดแล้วนะ ไม่ได้ต้องการที่จะออกนอกทาง แต่มันมีอาการเรียกร้องอยู่ว่า เอ๊ เราทำมายังไม่ครบหรือเปล่า หรือมีกรรมฐาน หรือมีอุบายวิธีอะไร ที่จะทำให้เราลัดตรง เข้าถึงการบรรลุมรรคผลได้หรือเปล่า ทุกครั้ง ที่จะปฏิบัติ มันมีอาการร่ำร้องขึ้นมาแบบนี้ เห็นไหมขึ้นต้นมา มันไม่ได้ว่าง มันมีอะไรวุ่นอยู่ เนี่ย พอ พอเริ่มเห็นอย่างเนี้ย เห็นไหม คราวนี้มันเริ่มว่างจริงแล้ว มันเริ่มพอใจ พอเข้ามาที่ใจ ใจที่มันพอเนี่ย มันมีหน้าตาแบบนี้

ผู้ถาม :  มันจะเห็นความอยากทุกครั้งที่เริ่มต้นจริงๆ ค่ะอาจารย์ และพอปฏิบัติไปสักพัก ก็อยากอีกแล้วอ่ะ ทีนี้จริงๆ เสียงครูบาอาจารย์เตือนตลอด

ดังตฤณ :
ตัวความอยากเนี่ย ตัวความอยากเนี่ย ดี

ผู้ถาม :  ชอบลืมเสมอ
ดังตฤณ :
ไม่ ไม่ใช่ลืม แต่มันไม่เห็น คือ คือเข้าใจหมด แล้วก็พยายามมาดีหมด แต่ตรงที่เกิดความรู้สึกอยากเนี่ยนะ มันไม่ได้มองเข้ามา มันไป มันไปยึดแต่มุมมองของความว่าง ยึดแต่มุมมองของอะไรที่ว่า เอ๊ เรายังไม่ดีพอ คือมันเป็นคนชอบอย่างงี้ด้วยไง ว่า เรายังบกพร่องอยู่หรือเปล่า เรายังโน่น เรายังนี่อยู่นั่นหรือเปล่าเนี่ยนะ มันมาสงสัยตัวเอง รึว่ามาเพ่งโทษตัวเอง ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่าสมัยที่ไปเพ่งโทษคนอื่นนะ แต่ว่าอาการเพ่งอยู่อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้เนี่ย มันไม่ได้เห็นตามจริง มันเห็นแต่ข้อไม่ดี ข้อยังไม่บริบูรณ์ ข้อยังบกพร่องอยู่ แต่ที่มันดีแล้วกลับมองไม่เห็นนะ

ที่มันว่างของมันอยู่ดีๆเนี่ย เราไม่ได้เห็นว่ามีอะไรอยู่ในความว่างให้ดูบ้าง เรากลับไป ..เอ้ย ว่างอยู่แค่นี้ ใช้ไม่ได้ นะ เพราะว่าบางทีอาจจะมี เสียงของครูบาอาจารย์เตือนขึ้นมาว่า ว่างๆไม่ถูกนะ หรือว่า แค่ว่างเนี่ยมันยังไม่จบนะ มันมีอะไรให้ เสร็จ แล้วเราก็เลยกระวนกระวายขึ้นมา อุ๊ยเราเจอว่างจริง ๆ ด้วย เสร็จล่ะ ไปไม่ถูกแล้ว

ดูความกระวนกระวายดูความอยาก ดูอาการเรียกร้อง ลักษณะมันจะมีอย่างนี้นะ ผุดขึ้นมาเป็นอาการคร่ำครวญ คร่ำครวญอยู่ข้างใน ว่าเนี่ยทำมาหมดแล้วนะ ได้พยายามมาแล้ว ความว่างก็เห็นแล้ว เออ มันไม่ได้บรรลุอะไรสักที ตรงนั้นนะ มีความรู้สึกยังไงขึ้นมา ยอมรับตามจริง ไม่ต้องไปว่าตัวเองต่อ แล้วมันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา เออ มันสามารถเห็นได้ง่าย ๆ แค่นี้เอง แค่ยอมรับ ทำยังไง อาการยอมรับเนี่ย มันจะจุดชนวนติดขึ้นมา เริ่มจากตอนที่ มีปรากฎการณ์ทางใจเกิดขึ้นบ่อยที่สุด เนี่ย คืออาการกระวนกระวายนั่นแหละ อยากโน่นอยากนี่นั่นแหละ

เนี่ย แล้วพอใจหยุดอย่างเนี้ยนะ ดูต่อ ว่ามันยังมีอาการต่อไปข้างหน้ามาให้ดูอีกไหม ถ้าหากว่าเราดูเป็นครั้งๆ ดูเป็นว่าแต่ละลมหายใจเนี่ย รู้สึกอย่างไรอยู่ ถ้ารู้สึกอยาก ถ้ารู้สึกยังไม่หยุด ถ้ารู้สึกยังไม่พอ เดี๋ยวมันจะกลับไปโหยหาอีก จำไว้เลยนะ ถ้าเคยโหยหามาเนี่ย มันจะกลับไปโหยหาอีก คือให้มองเป็นว่า แต่ละลมหายใจแตกต่างกันยังไง อารมณ์นี้ ลมหายใจแบบนี้ โหยหายอมรับ อารมณ์ต่อมาเนี่ย มันจะรู้สึกเหมือนกับไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรแป๊บนึง เดี๋ยวมันกลับมาใหม่ เนี่ย ดูไปอย่างนี้เรื่อยๆ นี่แหละคืออาการทางใจ ที่มันปรากฎอยู่จริงๆ และมันจะจริงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราดับขันธ์เข้าปรินิพพาน ใกล้จะดับขันธ์เข้าปรินิพพานเนี่ย นะ มันก็มีความจริงอยู่แค่เนี้ย คือว่างหรือไม่ว่าง วุ่นหรือไม่วุ่น