แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัว-ลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัว-ลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

14 คุยกับหมอบี : ทำบุญอุทิศกุศลให้ลูกสาวที่ตายไป ได้รับไหม

หมอบี : ย้อนกลับไปที่เราคุยกันตั้งแต่แรกอีกทีว่า เรามีหน้าที่ส่งให้

ด้วยความที่เหตุเราดี ปัจจัยเราดี ส่งไป

อย่างน้อย อย่างไรก็ตาม เจตนาเราดี ใจบริสุทธิ์ ก็จะไปถึงอยู่แล้ว

 

ส่วนโดยทั่วๆ ไปว่าเจ้าตัวจะรับ หรือไม่รับก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

ดังตฤณ : เป็นพ่อลูกกัน โอกาสจะถึงจะง่ายใช่ไหม เพราะเหมือนมีสะพานเชื่อมที่แข็งแรงมาก

 

หมอบี : ใช่ครับ ง่ายมาก

 

แต่คราวนี้ เฉพาะกรณีผู้ถาม ผมอยากจะเสริมเพิ่มนิดหนึ่งว่า

ถ้าอยากจะส่งไป แล้วเหมือนที่เราคุยกันว่า ให้แรง ชัด เต็มที่

ก็ควรจะตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องด้วย

 

คือเชื่อ ในสิ่งที่สมควรเชื่อ

เคารพศรัทธา ในสิ่งที่สมควรศรัทธา หรือถือเป็นสรณะ

 

บางที การที่เราไปเชื่อบางสิ่งบางอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเล่นหวยก็ดี เชื่อดวงชะตาก็ดี

ก็อาจทำให้เหตุตั้งต้นของเราไม่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ

ฉะนั้น แรงที่จะส่งออกไป อาจไม่ได้เต็มที่มากนัก

 

ดังตฤณ : คือโดนโมหะมาห่อหุ้มไว้ มีเมฆหมอกที่หนา ทะลุออกยาก

เป็นการเปรียบเทียบดีมากเลยนะ คือบอกว่า

ถ้ามีอะไรที่มาขวางอยู่ กำลังจะน้อยลง

 

หมอบี : ให้พิจารณาดีๆ ครับ ว่า

สัมมาทิฏฐิคืออะไร มิจฉาทิฏฐิคืออะไร

อะไรที่เราควรถือเป็นสรณะ

อะไรที่เราไม่ควรไปสนใจใส่ใจ ทำให้เป็นสรณะอย่างนี้ครับ

_____________________

 

ลูกสาวถึงแก่กรรมเมื่อปีที่แล้ว ผมได้สวดมนต์ทุกวัน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตลอด ลูกจะได้รับไหมครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน รู้จักขันธ์ ๕ จากสมาธิจิต

- ช่วง คุยกับหมอบี

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=UmRWjuHA4OY

 

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564

ทำไมเรายอมรับและเห็นใจเมื่อคุณแม่หลงผิด แต่กับลูกเรื่องเล็กน้อยกลับอารมณ์เสียมาก ทำอย่างไรจะให้เรามีเมตตากับลูกๆ

ดังตฤณเอาง่ายๆก็คือ มีการยอมรับที่ไม่เสมอภาคกัน มีความลำเอียง มีความไม่เท่ากัน จริงๆแล้วมองเข้ามาที่ใจ มันก็จะเห็นอยู่แล้วว่าใจของเราไม่เคยอยู่ที่ตรงกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีความเกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์กับมนุษย์โลกทั้งหลาย ต่อให้เป็นพ่อแม่มีลูกหลายคน พยายามจะรักลูกให้ได้ทุกคนตามอุดมคติ จะไม่มีความลำเอียง จะไม่มีความอะไรต่างๆนานา แต่เอาเข้าจริงเนี่ย ไม่สามารถมีใครทำได้หรอกที่จะรักลูกเท่ากันทุกคน

ความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีได้อย่างใจไม่ได้อย่างใจ มีบางวันน่ารื่นรมย์ มีบางวันไม่น่าชอบใจเท่าไหร่ แล้วก็มีระยะเวลาของการคบหา หรืออยู่ใกล้ชิดกันจนกระทั่งเกิดข้อสรุปรวมว่า ตรงนี้ที่เป็นแพคเกจมาหน้าตาแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ ให้ความรู้สึกยังไงในใจนะครับ ความรู้สึกนั้นแหละที่เป็นตัวแบ่งแยกว่า เราจะให้คะแนนหรือว่าให้ความเอียงไปข้างไหนไปทางใด

ถ้าหากว่าเหมือนกับเห็นคนทำผิดหรือว่าหลงผิด จากคำพูดที่คุณใช้นะครับบอกว่า เราเห็นความหลงผิดของคุณแม่ เรายอมรับได้ แต่กับลูกเนี่ย เล็กๆน้อยๆทนไม่ได้ นั่นก็เพราะว่าความรู้สึกมันไม่ใช่ฐานะว่าต้องเป็นแม่ หรือว่าต้องเป็นลูกของเรา

แต่ความรู้สึกที่จะไปติดข้องหรือว่าห่วงใย มีความรู้สึกอะไรขึ้นมาก็ตาม มันยืนพื้นอยู่บนความรู้สึกที่มันเป็นแพคเกจอยู่แล้ว คือตัดสินใจไว้ก่อนหน้าอยู่แล้วว่า จะห่วงหรือไม่ห่วงแค่ไหน อันนั้นแหละที่เรียกว่า ความลำเอียง

ความลำเอียงเนี่ย พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในใจ เพียงแต่ว่าเวลาที่เราจะมาปฏิบัติธรรม หรือว่ามาอยู่ในเส้นทางธรรมะเนี่ย ยิ่งเราเห็นอาการลำเอียงได้เด่นชัดมากขึ้นเท่าไหร่ อาการตรงนี้มันยิ่งปรากฏโดยความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นเท่านั้น

คือเราจะไม่มองนะว่าเราต้องไปรู้สึกผิดมั้ย ทำไมถึงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับความหลงผิดของแม่ มันจะเห็นถึงความลำเอียง หรือว่าความพร้อมที่จะเอียงข้างไปห่วงใครนะครับ

ตรงนี้เราอาจจะไม่ใช่ว่าจะแก้ไขยังไง แต่ยิ่งเห็นไปยิ่งมีสติเห็นความเป็นเหตุเป็นผลของอารมณ์หนึ่งๆมากขึ้นเท่าไหร่ จิตของเราจะมีความฉลาดที่จะจัดการกับอารมณ์นั้นๆมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น บอกว่ารู้สึกเฉยๆที่เห็นแม่หลงผิด แต่เสร็จแล้วเห็นแล้วเรามีปฏิกิริยายังไง เราพยายามช่วยเหลือแม่ยังไง มันก็เห็น จะเห็นว่า นี่!เราทำกรรมอันสมควรแล้ว ถ้าแม่หลงผิด ถ้าแม่คิดอะไรไม่ดี แล้วเราไม่ดูดาย เรามีกรรมอันเป็นบุญคือช่วยให้แม่พ้นจากความหลงผิดได้ อันนี้จะเป็นทุกข์จะเป็นร้อน จะเป็นห่วงจะไม่กังวล อะไรก็แล้วแต่เนี่ย ไม่สำคัญเลย สำคัญคือว่าเราได้ทำบุญที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกกตัญญู ได้ตอบแทนท่านทำให้ท่านพ้นจากความหลงผิด

ส่วนลูก พอเราโมโหโทโสอะไรขึ้นมา หรือว่าเกิดความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยมากเกินไป เสร็จแล้วก็ดูว่าหลังจากนั้นเนี่ย เราทำอะไรไปบ้าง ถ้าเรามีแต่ความเคยชินที่จะดุด่าที่จะให้ลูกขวัญเสีย ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกเหินห่าง นี่ก็กรรมของความเป็นแม่ที่จะมีปฏิกิริยากับลูกในทางลบ

แต่ถ้าหากว่าเรามีความฉลาด ที่จะจัดการกับความหลงผิดของลูก แล้วเราจะอารมณ์เสียหรือไม่อารมณ์เสียก็แล้วแต่ แต่ในที่สุดแล้ว เราจะพบว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่สมควรในฐานะแม่ พูดง่ายๆนะครับ เราว่ากันโดยกรรมก็แล้วกันว่าเราทำสิ่งที่สมควรในฐานะของลูก และเราทำในสิ่งที่สมควรในฐานะของแม่หรือเปล่า อย่าไปมองแค่ว่าใจของเราต้องอารมณ์เสียไม่อารมณ์เสียอะไรแค่นั้นนะครับ 

-------------------------------------------------------

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอนทดสอบไลฟ์จากคลับเฮาส์ ครั้งที่ ๒

คำถาม : ทำไมเรายอมรับและเห็นใจเวลาเห็นคุณแม่หลงผิดอย่างหนักมากได้ แต่กับลูกซึ่งทำผิดเล็กๆน้อยๆกลับทนไม่ได้ อารมณ์เสียมาก ทำอย่างไรให้เรามีเมตตากับลูกๆ

ระยะเวลาคลิป     ๕.๓๔  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=XofwUXPkRHg&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=26

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

มีครอบครัว ต้องดูแลลูก ทำอย่างไรให้สามารถปฏิบัติธรรมได้เหมือนก่อน?

 ผู้ร่วมรายการ : ผมเริ่มจากไม่เชื่อเลย ปัจจุบันผมเป็นอินเวสเตอร์ เป็นนักลงทุน มีพี่ๆในวงการนักลงทุนด้วยกันหลายท่านเก่งมาก แล้วก็ผมสงสัยว่าหลักการที่ผมไม่เข้าใจโลจิกตรงนี้มันเป็นของจริงได้ยังไง พี่ๆก็แนะนำว่าลองดูก่อนวันละ ๕ นาที ๑๐ นาที มันเป็นจุดเริ่มต้นเลย

 

ดังตฤณที่ผ่านมามีประสบการณ์ทางธรรมอะไรอยากจะแชร์ให้เห็นว่าตรงนี้แหละเป็นจุดที่เรารู้สึกถึงแก่นธรรมจริงๆในกายในใจนี้ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

 

ผู้ร่วมรายการ : ผมมีโอกาสได้ไปปฏิบัตินอกสถานที่เป็นเวลา ๘ วัน ๗ คืน แล้วได้มีประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเชื่อและศรัทธา จากที่เมื่อก่อนมีคำถามเยอะมาก ตอนหลังก็ศรัทธาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย

 

ในช่วงที่ผ่านมาช่วงที่พีคๆเลยก็ปฏิบัติมาวันละ ๑ ชั่วโมง เคยนั่งสมาธิยาวๆวันละประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งสองชั่วโมง มันจะมีเวทนาหนักมาที่ท่อนขา ความเมื่อยล้า แต่พอบางขณะที่รู้สึกเหมือนลอยขึ้นไป เวทนาตัวนั้นมันก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง หรือตอนที่ลืมตาขึ้นมาปุ๊บมันก็เหมือนกับหายไปเลย ก็เลยรู้สึกว่าของพวกนี้เป็นของที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา

 

คำถามคือ ผมอยากจะพัฒนาตัวเอง อยากจะขอคำแนะนำอยากให้อินทรีย์ทั้ง ๕ มันสมบูรณ์ขึ้น แต่ช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่งมีลูก เลยให้เวลากับครอบครับให้เวลากับลูกมาก ทำให้เวลาในการปฏิบัติหายไปเยอะ จากที่เคยปฏิบัติได้ ๑ ชั่วโมงในตอนเช้า ก็เหลือเพียง ๑๕ นาที รู้สึกว่าประสิทธิภาพมันลดลง เลยอยากได้คำแนะนำครับ

 

ดังตฤณโอเค ก่อนอื่นเลยเราตั้งมุมมองไว้แบบคุณพ่อนะครับ ที่จะต้องมีภาระเลี้ยงลูกแล้วแน่ๆ อย่างน้อยๆก็ยี่สิบกว่าปี

 

ด้วยมุมมองแบบคุณพ่อเนี่ยนะครับ เราตัดคำว่าปฏิบัติวันละชั่วโมง ปฏิบัติวันละสองชั่วโมงทิ้งไป ให้กลายเป็นว่าปฏิบัติตลอด ๒๔ ชั่วโมง

 

การปฏิบัติแบบเข้มข้นหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมงช่วงที่ลูกยังแบเบาะอยู่ทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติแบบ ๒๔ ชั่วโมงทีละนิดทีละหน่อย แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบที่หยอดกระปุก ไม่ใช่แบบอัดที่เดียวตุ้มทีเดียวทุบทีเดียวเหมือนกับสมัยที่เรายังไม่มีลูก

 

พอเปลี่ยนมุมมองแบบนี้เราจะสบายใจขึ้นมาได้อย่างคือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ปฏิบัติเข้มข้น เปลี่ยนมาเป็นปฏิบัติแบบเบาบาง แต่เวลามันเยอะกว่าอีก เวลามันเยอะกว่าตอนปฏิบัติแบบเข้มข้นที่เรากักไว้แค่ชั่วโมง สองชั่วโมง เรามาปฏิบัติตลอด ๒๔ ชั่วโมงแบบเบาบาง จริงๆอาจจะได้มากกว่าก็ได้

 

วิธีที่จะปฏิบัติแบบนิดๆหน่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อยแบบหยอดกระปุกก็คือว่า อย่าคาดหวังว่าเราจะปฏิบัติไปเพื่อให้เกิดสมาธิ หรือเพื่อให้เกิดการเห็นอะไรดีๆอย่างที่เคยเกิดประสบการณ์ มีเบา  มีอะไรเป็นนุ่น แต่คาดหวังว่าใจของเราจะมีสติอยู่เรื่อยๆเข้ามาในขอบเขตของกายใจนี้ ในขอบเขตของความเป็นคุณพ่อที่จะต้องเลี้ยงลูกอ่อนนะครับ

 

เลี้ยงลูกอ่อนเนี่ยนะ คือมันจุกจิก มันเต็มไปด้วยการต้องทำตามการเรียกร้องของลูก ซึ่งยังไม่รู้ประสีประสาราวกับเป็นข้าทาส หรือว่าเป็นลูกหนี้ที่ติดหนี้มาแต่ปางไหนนะครับ ก็สามารถดูได้เรื่อยๆตอนลูกร้อง พอเสียงลูกร้องเนี่ย มันกระทบหู มันเกิดความรู้สึกยังไง เออ ภาวะจำยอมแบบคุณพ่อที่ต้องไปประคบประหงมลูก หรือว่าภาวะเต็มใจ เสียงร้องคือเสียงเตือนว่าต้องทำงานแล้วนะ มือไม้มันขยับทันที หรือว่าเสียงลูกร้องตอนกลางดึก โอ้ยง่วงมันไม่อยากตื่น เนี่ยมันมีความรู้สึกว่าจิตของเรามันมีความต่อต้าน หรือว่ามีความขี้เกียจ หรือว่ามีความรู้สึกที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลนะครับ ยอมรับไปตามจริงในแต่ละครั้งที่เราเจอแรงกระทบ หรือว่าสิ่งที่มาจากความเป็นลูกนะครับ จะอึฉี่หรืออะไรก็แล้วแต่เนี่ยนะครับ

 

พอเราตั้งเป้าไว้ว่า อุปกรณ์การฝึกของเราไม่ใช่การมาอยู่ในห้องพระ การอยู่ในห้องพระแล้วก็นั่งสมาธิ ในห้องพระของเราเนี่ย อันนั้นคือแบบเข้มข้น

 

แต่ปฏิบัติแบบที่มันจะเบาบางก็คือดูทีละครั้งดูทีละหนนะครับว่า ปฏิกิริยาทางใจของเราเนี่ยเป็นทุกข์หรือเป็นสุข แล้วเทียบเท่ากับลมหายใจนะว่า แต่ละครั้งเนี่ยลมหายใจสั้น หรือลมหายใจยาว เทียบไปอย่างนี้เรื่อยๆเนี่ย มันจะได้พื้นที่การปฏิบัติกลับคืนมา แล้วไม่ใช่แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง แต่เป็นตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลยทีเดียวนะครับ

-----------------------------------------------------

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
Clubhouse รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน  

คำถาม : มีครอบครัว ต้องดูแลลูก ทำอย่างไรให้สามารถปฏิบัติธรรมได้เหมือนก่อน?

ระยะเวลาคลิป   ๘.๑๗ นาที
รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=jLMugPE-C9E&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=28&t=14s

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ทำโทษลูกเป็นบาปแค่ไหน (ดังตฤณ)

ถาม : การทำโทษลูกด้วยการตีนั้น บาปหรือไม่ครับ ถ้าบาปเราจะสอนเขาอย่างไร เพราะเขาไม่ยอมเชื่อฟังเราเลย อีกอย่างที่อยากทราบคือการดุว่าลูกดังๆเพื่อขู่บ่อยๆนั้นจะเป็นการสะสมโทสะ เป็นโทษเป็นภัยกับตัวเองหรือไม่?

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๑๐

ดังตฤณ: 
ถึงวันนี้ การมีลูกเป็นเรื่องน่าเห็นใจมากครับ เพราะที่จะเลี้ยงเด็กรุ่นใหม่ให้สงบเยือกเย็นน่ารักน่าเอ็นดูนั้นยากเหลือเกิน เนื่องจากสิ่งกระตุ้นรอบข้างเจืออยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะเข้มข้น ยั่วยุให้เด็กอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยอยากยับยั้งชั่งใจ และเมื่อลูกไหลออกมาจากท้องแล้ว คุณจะเปลี่ยนใจจับยัดกลับคืนที่ก็ไม่ได้ ถูกใจหรือไม่ถูกใจขอเปลี่ยนแบบสินค้ารับประกันคุณภาพไม่ได้เสียด้วย

ก่อนจะเข้าเรื่องบาปหรือไม่บาปกับการตีลูก ขอยกตัวอย่างการทำโทษลูกที่น่าประทับใจ และทุกคนต้องเชื่อตรงกันว่าเป็นบุญแน่ๆก่อนนะครับ ที่จะเล่านี้เป็นเรื่องของหลานชายมหาตมะคานธี ซึ่งมีนามว่าอาลุน คานธี ผมเอามาจากหนังสือชื่อ Don’t Eat the Marshmallow… Yet! แปลเป็นไทยชื่อ ‘วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ’

เมื่ออาลุนอายุ ๑๗ ปี เขาขับรถไปส่งพ่อที่ทำงานซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๑๕ กิโลเมตร พอส่งเสร็จเขาก็ได้รับคำสั่งจากพ่อให้นำรถไปเข้าอู่ซ่อมและคอยรถจนกว่าจะเสร็จ แล้วต้องกลับมารับท่านตอนเลิกงาน ๕ โมงเย็น

เบื้องต้นอาลุนก็ปฏิบัติตามคำสั่งดี นำรถไปเข้าอู่ให้พ่อ แต่ปรากฏว่าช่างสามารถซ่อมรถเสร็จตั้งแต่เที่ยงวัน อาลุนจึงเหลือเวลาร่วม ๕ ชั่วโมงกับการฉายเดี่ยว ขับรถตระเวนไปรอบเมือง แวะดูหนังจนกะโมงยามผิด กว่าหนังจะจบก็ปาเข้าไป ๖ โมงเศษแล้ว แน่นอนกว่าจะไปถึงที่ทำงานของพ่อก็ต้องปล่อยให้ท่านแกร่วรอมาแล้วราวชั่วโมงเศษ

พออาลุนมาถึงก็ขอโทษขอโพยใหญ่ พ่อของอาลุนไม่ว่าอะไร เพียงถามด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วประสาเด็กวัยรุ่นที่รักตัวกลัวอาญาพ่อ อาลุนได้ใส่ความช่างซ่อมรถ หาว่าเป็นพวกหน้าโง่ กว่าจะเจอจุดที่เสียว่าอยู่ตรงไหนก็ครึ่งค่อนวัน เพิ่งซ่อมเสร็จหยกๆนี่เอง

พ่อของอาลุนอึ้งงัน เพราะเพิ่งโทรศัพท์ไปสอบถามกับอู่ซ่อมรถเมื่อเวลา ๕ โมงครึ่งด้วยความเป็นห่วงกับการล่าช้าอย่างผิดปกติ เกรงจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชายตน และก็ยิ่งห่วงหนักขึ้นเมื่อทราบจากทางอู่ว่ารถเสร็จตั้งแต่เที่ยง

มาบัดนั้น เมื่อได้ฟังการรายงานแบบปั้นน้ำเป็นตัวของลูกชาย เขาตัดสินใจเพียงครู่ก็สั่งเรียบๆว่า “ลูกพ่อ ขับรถไปเถิด พ่อจะเดินกลับบ้านเอง”

จากอาการประหม่ากลัวโดนทำโทษ อาลุนเปลี่ยนเป็นตกใจตะลึงงง เพราะระยะทาง ๑๕ กิโลเมตรในเวลาย่ำค่ำไม่ใช่เรื่องตลก เขาโวยวายคัดค้านการตัดสินใจของพ่อ เพียงเพื่อฟังคำตอบสะเทือนโสตที่สามารถพลิกชีวิตของเขาให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

“ลูกพ่อ ถ้าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาพ่อไม่สามารถทำให้ลูกไว้วางใจพ่อได้ ก็แปลว่าพ่อต้องเป็นพ่อที่แย่มาก สมควรแล้วที่จะเดินเท้ากลับบ้านเพื่อคิดให้ออก ว่าจะทำตัวเป็นพ่อที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง ขอให้ลูกอภัยกับความเป็นพ่อที่ไม่ดีพอตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยเถิด”

เมื่อพ่อเริ่มออกเดิน อาลุนก็ก้าวขึ้นรถยนต์และขับตามไป เขาจอดเป็นระยะเพื่อวิงวอนขอร้องให้ท่านขึ้นรถ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ พ่อยังคงเดินหน้าและพูดสั่ง “ไม่หรอกลูก กลับบ้านเถอะ กลับบ้านไป”

ครั้งนั้นอาลุนไม่ฟังคำสั่ง ไม่ยอมทิ้งพ่อกลับบ้านไปก่อน แต่แม้ขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้รับการยืนกรานปฏิเสธทุกครั้งไป เขาเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจกับการอ้อนวอน และแม้อยู่ในรถก็นั่งอย่างไม่เป็นสุข ไม่ต่างจากลงเดินเท้าร่วมกับพ่อสักเท่าใดนัก

กระทั่งลุถึงบ้านพร้อมกันในเวลาเกือบห้าชั่วโมงครึ่งต่อมา ฝ่ายบิดาก็ทิ้งลูกชายเข้าห้องนอนไปเฉยๆ ไม่ดุด่า ไม่เฆี่ยนตี ไม่ทำอะไรอื่นใดทั้งสิ้น แน่นอนว่าคืนนั้นอาลุนโดนความรู้สึกผิดหลอกหลอนไปจนถึงเช้า และอาจจะต่อเนื่องอีกหลายๆคืนด้วย ประสบการณ์เขย่าประสาทส่งผลให้อาลุนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากล่าวว่า “หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยโกหกมนุษย์หน้าไหนอีกเลย!”

อ่านแล้วชอบเรื่องนี้มากครับ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้ผมได้แง่คิดว่าโลกเรามีเรื่องราวเป็นพันล้านเรื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง และทุกวินาที แต่กรรมขาวอันยิ่งใหญ่น่านับถือของคนบางคนเท่านั้น ที่ทำให้มีเพียงบางเรื่องสมควรถูกบันทึกไว้เล่าขาน เป็นแรงบันดาลใจไม่รู้ลืม

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นพ่อของอาลุน คุณจะทำอย่างไร? แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง พ่อทุกคนที่จับได้ว่าลูกโกหกตน ทำให้ตนต้องแกร่วรอเป็นชั่วโมง ย่อมอยากทำโทษในทางใดทางหนึ่ง สถานเบาคือด่าว่าด้วยความฉุนเฉียว สถานหนักอาจตบกบาลกันกลางถนนเดี๋ยวนั้น!

วิธีโต้ตอบกับสถานการณ์ที่ไม่ให้โอกาสคิดนานนั้น สะท้อนตัวตนอันเป็นปกติของคนๆหนึ่งได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่าพ่อของอาลุนต่างไปจากพ่อคนอื่น ท่านมีสติ มีความสงบ มีความคิดอ่านเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่เราได้เห็นคือตัวตนของพ่อผู้มีน้ำใจประเสริฐ ยอมเหนื่อยเดินเท้า ๑๕ กิโลเมตรเพียงเพื่อดัดนิสัยลูกให้ดีขึ้น คุณเห็นเลยว่านี่เป็นการฉายภาพแห่งบุรุษแท้ ที่แข็งแกร่ง ตั้งมั่น และทำสำเร็จในกิจอันเป็นไปเพื่อมหากุศล นี่อาจน่าคารวะยิ่งกว่านักรบผู้พิชิตร้อยสมรภูมิเสียอีก คุณคาดหมายได้ว่าลูกผู้มีพ่อที่มั่นคงราวหินผาเช่นนี้ จะเติบโตขึ้นเป็นชายที่แข็งแกร่งและทนเพียรทำดีให้สำเร็จ เจริญรอยตามพ่อได้เช่นกัน

ว่ากันถึงข้อสรุปเบื้องต้นก่อนนะครับ เมื่อใดคุณมีสติ และหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำตามกิเลสได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจะเป็นปัญญาเห็นทางออกที่ดีขึ้นเสมอ

นี่เป็นความจริง การห้ามใจไม่ดุด่าทันที ไม่ตีลูกทันที จะทำให้คุณคิดออกตามพื้นฐานสติปัญญาของตัวเองว่าควรทำอย่างไร มีช่องทางไหนในสถานการณ์หนึ่งๆที่จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

ถ้าตั้งใจให้ลูกดีขึ้น ถ้าตั้งใจให้ลูกเชื่อฟัง คุณต้องไม่พูด ไม่ลงมือด้วยโทสะ แต่ต้องหนักแน่นด้วยขันติที่เจืออยู่ด้วยเมตตา กับทั้งประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางวางเฉย คุณจะเกิดปัญญาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เอง ยิ่งเกิดปัญหาบ่อยก็ยิ่งลับปัญญาให้คม และสามารถคิดอ่านได้แหลมคมยิ่งๆขึ้น

อย่างไม่มีอะไรเลย ขันติและเมตตาจะทำให้น้ำเสียงของคุณนุ่มนวลลงกว่าตอนกำลังโมโห ซึ่งก็จะเป็นแสงสว่างชำแรกความมืดหม่นในจิตใจลูกให้หายไป หรือลดน้อยถอยลงได้ไม่มากก็น้อย

คนเราไม่ค่อยคิดฝึกห้ามใจ จึงไม่ค่อยมีใครรู้รสของการเป็นคนแข็งแรงและมีอำนาจอยู่เหนือกิเลส กับทั้งไม่รู้ว่าเมื่อมีอำนาจอยู่เหนือกิเลสแล้ว สติปัญญาจะมาได้มากขนาดไหน

คราวนี้ขอตอบตรงคำถาม คือที่คุณตีๆลูกไปนั้นจะเป็นบาปเพียงใด อันนี้เราต้องพิจารณาตามจริงว่าการตีลูกมีหลายแบบ ต่างกันที่เจตนา ตีลูกประชดผัวที่ไม่รับผิดชอบครอบครัวก็มี ตีลูกเพราะเมาเหล้าอาละวาดก็มี ตีลูกให้เข็ดหลาบจากการทำตัวเลวๆก็มี ตีลูกเพื่อให้สำนึกว่าทำอะไรลงไปก็มี

เมื่อตีไปแล้ว ลูกเจ็บตัวแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด เจตนาดีร้ายแบบไหน พ่อแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนๆกันคือสงสารลูก

ว่ากันว่าถ้าตอนเป็นเด็กเคยโดนตีไว้มาก โตขึ้นจะระงับความโมโหยาก แล้วก็มาลงเอากับลูกของตัวเอง ซึ่งดูไปก็เหมือนห่วงโซ่แห่งเวร โดนพ่อแม่ตีมา ก็มาตีลูกตัวเองต่อ พอตีลูกตัวเอง อีกหน่อยก็ไปเกิดกับพ่อแม่ที่นิยมการตีลูกเป็นงานอดิเรกอีก

ลูกไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่หลายคนมักเผลอลืม และตีลูกได้ด้วยอารมณ์ประมาณเดียวกับทุบตีสัตว์เลี้ยง การทำให้คนอื่นเจ็บกายเจ็บใจนั้น เป็นการทำให้เกิดทุกขเวทนาทางกายและทางใจ เมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นยากจะไม่ย้อนกลับมาถึงตัว อีกประการหนึ่ง การให้ทุกข์แม้ทางกาย ย่อมเพาะเชื้อของความเกลียด ความกลัว หรือทั้งเกลียดและกลัวขึ้นในใจอีกฝ่ายด้วยเป็นของแถม ฉะนั้นการตีจึงไม่ใช่นโยบายที่ดี และควรเป็นมาตรการท้ายสุด หลังจากไม่พบทางออกอื่นอีกแล้ว

หากรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ การออกห่างจากลูกสักพักอาจช่วยได้มาก เพราะคนเราตอนโกรธนะครับ อยู่ใกล้ใครหรืออะไรก็พาลพาโลกับคนนั้นหรือสิ่งนั้นแหละ ขอให้คิดถึงผลเสียที่จะตามมามากๆ ทั้งการที่ลูกผูกใจเคียดแค้นคุณ และทั้งการที่คนอื่นอาจได้รับผลร้ายจากความเก็บกดของลูกคุณ

อย่างไรก็ตาม ให้มองตามจริงอีกเช่นกัน ตามสำนวนรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้น ถ้าไม่มีความหมายอยู่เลยก็คงไม่จดจำกัน มนุษย์เราเหมือนม้าพยศ หากไม่มีมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำราบเสียบ้าง ก็อาจดิ้นหนีหรือทำเรื่องร้ายตามสัญชาตญาณดิบไม่สิ้นสุด หากทำโทษด้วยความปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเป็นภัยแก่ตนและคนอื่น ก็สบายใจได้ว่าในเบื้องต้นจิตของคุณตั้งขึ้นด้วยเจตนาที่เป็นบุญ

มันเริ่มต้นกันที่ใจ แม้การตีจะเป็นบาปอันเกิดจากการทำร้าย แต่ถ้าใจคุณมีสติด้วยความตั้งใจดีเป็นพื้น ก็ช่วยแบ่งเบาบาปได้ครับ กล่าวคือหากมีสติครบถ้วน ไม่เจือด้วยโทสะเลย หวังจะให้การทำโทษเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อความถูกต้อง ก็อาจเป็นบุญ ๗๕% เจืออยู่ด้วยบาป ๒๕% ต่างจากการตีด้วยความโกรธ หรือด้วยความถืออำนาจแห่งความเป็นพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นบาปเต็ม ๑๐๐% ครับ

ตามที่เห็นนะครับ เด็กบางคนแม้โดนตีหลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียสุขภาพจิตหรือมีปมแค้นฝังใจ มันขึ้นอยู่กับว่าเด็กรู้สึกเป็นปกติกับพ่อแม่อย่างไร รักหรือไม่รัก อบอุ่นหรือไม่อบอุ่น เข้าใจหรือไม่เข้าใจ หากเขารักคุณ อบอุ่นกับการเลี้ยงดูของคุณ ตลอดจนเข้าใจดีว่าคุณทำทุกอย่างด้วยเหตุผลเพื่อเขามาตลอด การหวดด้วยไม้เรียวคงไม่อาจทำลายความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจในตัวคุณลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณหวดด้วยสติ ลงน้ำหนักตามโทษานุโทษ เขาจะเข็ดหลาบและกลัวบาปกลัวกรรม ไม่ใช่เข็ดและกลัวตัวคุณ

ส่วนเรื่องการสะสมโทสะของคุณเอง ก็อย่างที่คุณคิดครับ การดุด่าว่ากล่าวนั้น ต่อให้สติดีเพียงใด วันต่อวันมันก็ต้องมีกลิ่นไหม้และความมืดของโทสะแทรกซึมเข้ามาสู่หัวใจคุณบ้างไม่มากก็น้อย

การตีและการดุด่าคือการสอนที่ปลายทาง การสอนที่ต้นทางจะต่างไป คุณจำเป็นต้องป้อนอะไรที่เป็นกระแสความดีเข้าสู่จิตใจเขาเรื่อยๆ นับจากทำตัวเป็นแบบอย่าง เช่น ตัวพ่อแม่เองต้องไม่ทะเลาะกันให้เด็กเห็นเด็ดขาด และถ้าอยากให้ได้ผลไว ต้องหมั่นทำบุญใส่บาตรให้เขาดู ให้เขามีใจอ่อนน้อม มีความอ่อนโยน นำเขาสวดมนต์เรื่อยๆ แล้วก็แนะนำให้เขารู้จักแรงบันดาลใจดีๆที่มีในสังคม อย่าให้เขาเข้าใกล้วิดีโอเกมโหดๆ ฯลฯ

พูดง่ายๆแบบรวบรัดคือ ป้อนแต่เหตุปัจจัยด้านดีเข้าสู่จิตใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้รับเชื้อร้ายจากโลกร้อนในปัจจุบัน ถ้าขวางอย่างสิ้นเชิงคงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่ามากที่สุดเท่าที่ความเป็นคุณจะอำนวยแล้วกันครับ


เด็กนั้นเคยเป็นคนอื่นมาก่อน ตอนนี้เขาอยู่ในความรับผิดชอบของคุณ อยู่ในมือคุณ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าคุณจะปั้น หรือเปลี่ยนเขาให้เป็นผู้พร้อมจะไปดีได้แค่ไหน เลี้ยงลูกให้เป็นอย่างไร ต่อไปคุณจะถูกเลี้ยงเยี่ยงนั้นแล

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

เพิ่งเสียลูกไป คิดว่าการนั่งสมาธิจะช่วยส่งลูกไปได้

ถาม :  เพิ่งเสียลูกไป คิดว่าการนั่งสมาธิจะช่วยส่งลูกไปได้
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/i2LhvRoV8pM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๕ การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๖ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
/ กลุ่มคำถามที่ ๓/คำถามที่ ๗

ดังตฤณ:  
ก็มีส่วน เพราะว่าตอนเค้าอยู่ในท้องเรา ๙ เดือนเนี่ยนะ จิตวิญญาณมันผูกพันกันโดยไม่รู้ตัว 

การที่เรามีความสุข หรือว่าการที่เรามีความคิดแบบใดๆก็แล้วแต่ระหว่างที่ตั้งท้อง มันส่งผลสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของเค้า มันก็เลยเกิดเป็นความผูกพัน เช่นกัน 

คือเมื่อเค้าไปแล้ว เค้าไปจากสภาพที่จะจับต้องได้ ที่จะมาติดต่อพูดคุยกันได้ ก็เหลืออยู่แต่ความผูกพันที่มันเป็นสายใย ที่เราเคยเลี้ยงเค้ามาด้วยร่างกายของเราเอง

ถาม :  ไม่รู้จะเริ่มต้นนั่งสมาธิอย่างไรให้ส่งผลบุญถึงลูกที่เสียไปตั้งแต่ยังไม่เกิดมาได้

คือพอเราทำตามที่ผมไกด์(Guide)ไปเนี่ยนะ มันเหมือนคอยคิดถึงลูก จิตไม่ได้อยู่กับสมาธิจริงๆ 

ตัวนี้เป็นอันดับแรกเลยที่เราต้องทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าเราจะมีเจตนาในการทำสมาธิอย่างไรก็แล้วแต่ 

ถ้าหากว่าใจมันไม่อยู่ในภาวะที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีทางสงบ ไม่มีทางตั้งมั่น 

ไม่มีทางเกิดคุณภาพของสมาธิขึ้นมาได้

ฉะนั้นอันดับแรกเลยก็คือ เมื่อนั่งสมาธิเราต้องบอกกับตัวเองว่า ทันใดที่เราจะเกิดความประหวัดคิดไปถึงสิ่งอื่นภายนอกตัว เราต้องรู้ตัวให้ทันในทันที รู้ว่าใจคิดไปถึงลูกแล้ว พอรู้สึกว่าใจคิดไปถึงลูก 

มันจะเห็นเป็นภาพทางใจนะ ภาพทางใจก็คือรู้สึกมีความหม่นๆ มีความรู้สึกปรารถนาให้เค้าได้อะไรดีๆ และเป็นความปรารถนาในแบบที่ว่าอยากให้เค้ามีความสุขด้วยความทุกข์ของเรา เข้าใจไหม...


คืออยากให้เค้ามีความสุขแต่ใจเราเป็นทุกข์ พอเราเห็นภาพทางใจอย่างนี้ จะได้เกิดสิ่งที่เรียกว่ามุมมองที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมาทิฐิ ถ้าเราอยากจะให้เค้ามีความสุขโดยฝีมือของเรา 

ใจเราต้องเป็นสุขให้ได้ก่อน 

ถ้าใจเราไม่มีความสุข ถ้าใจเราไม่มีความสว่าง ถ้าไม่มีความเปิดกว้าง เราส่งอะไรไปเค้าก็ได้แบบนั้นแหละ 

จิตของเราเวลาที่เศร้ามันจะมีอาการปิดแคบ เรานึกถึงลูก 

ลูกก็ได้ความรู้สึกปิดๆแคบๆ

เรามีอาการยึดมั่นถือมั่น เศร้าโศกอาลัย เวลาเราส่งไป
มันก็คือความเศร้าโศกอาลัย มันไม่ใช่ความสุข มันไม่ใช่บุญ 


เรามองเข้ามา เออตอนนี้ฝ่าเท้าผ่อนคลายนะ ฝ่ามือผ่อนคลายนะ ทั่วทั้งใบหน้านี่สบาย รู้สึกว่ามีความสุขจังเลย มีความสุขกับร่างกายตัวเองก่อน แล้วเห็นว่าในความสุขของร่างกายที่ผ่อนพักเนี่ย มีลมหายใจเข้า มีลมหายใจออกอยู่ งั้นใจเราไม่ไปไหน เรามีความสดชื่นอยู่กับความเป็นลมหายใจที่มันเข้าที่มันออกนี่ เราก็เกิดความรู้สึกว่าเออ..ใจเรานี่ยิ่งสะอาดขึ้นทุกที เมื่อเห็นว่าลมหายใจมันไม่ใช่ตัวตนนะ มันเป็นแค่ธาตุลม เดี๋ยวผ่านเข้าเดี๋ยวผ่านออก เดี๋ยวมันก็ยาวเดี๋ยวมันก็สั้น เลิกยึดมั่นถือมั่นแบบผิดๆ ว่านี่เป็นตัวของเรา ลมหายใจเป็นของเรา จิตที่มันสว่างขึ้นในขณะนั้นคือการฟ้องว่าบุญมันถึงจุดที่สูงสุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

บุญเนี่ยนะ ทำความเข้าใจใหม่ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง 

บุญอันเกิดจากการทำทาน ทำทานกับคนยากจน หรือว่าไปทำสังฆทานที่วัดก็แล้วแต่ 

บุญอันเกิดจากการรักษาศีล คือรักษาใจให้สะอาด ปราศจากเวร ปราศจากการเบียดเบียน และ

บุญที่สูงที่สุดในทางพระพุทธศาสนาคือ บุญที่สูงที่สุดที่พระพุทธศาสนาชี้ไว้ว่ามีตามธรรมชาติ ก็คือ
บุญอันเกิดจากการสละ ละอุปาทานออกไป ด้วยการภาวนา


การภาวนาคืออะไร คือการเห็นตามจริงอย่างนี้แหละ ว่าลมหายใจมันไม่ใช่ของเรา ความสุข ความทุกข์ ความอึดอัด ความสบาย ที่มันปรากฏในแต่ละลมหายใจเนี่ย มันเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ความรู้สึกมีตัวตนที่ครอบงำจิตใจอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตายเนี่ย ก็หายไปจากใจเราชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะนั้นที่เกิดบุญขั้นสูงสุด 

เวลาที่เรานึกปรารถนาจะให้บุญที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ได้กับใคร มันจะได้จริง จะถึงจริง คือจะมีพลังสะเทือนที่มากพอ บุญเนี่ยเป็นพลังชนิดหนึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นนามธรรม มันไม่ถูกบรรจุไว้ในรูปทรงแบบใดแบบหนึ่ง แล้วก็ไม่มีอะไรไปขวางกั้นมันได้ ถ้าหากว่าเราทำให้มันปรากฏขึ้นมาในเราได้แล้วเนี่ย เราจะปรารถนาส่งไปถึงใคร จะส่งได้ข้ามภพข้ามภูมิ ไม่จำกัด

พอยท์(Point) ก็คือว่าทำยังไง เราถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ 

อันดับ ๑ ท่องไว้อีกทีคือ พอเริ่มนั่งสำรวจเท้า มือ และใบหน้า 

อันดับ ๒ คือดูว่าจิตใจเรามีความกระวนกระวายเรื่องลูกหรือเปล่า พอรู้สึกว่าคิดถึงลูกอยู่ ยอมรับตามจริงว่ามีอาการแบบไหน จิตมันหดๆ จิตมันมีอาการเศร้าๆ มีอาการเหมือนกับคิดถึงอาลัยอาวรณ์ อะไรต่างๆ เราเห็นด้วยอาการยอมรับตามจริงว่ามีลักษณะอย่างไร พอเห็นแล้วมันจะคลายออกไปให้ดู เราก็จะได้รู้ว่าภาวะนั้นไม่แตกต่างกับลมหายใจที่เข้ามาแล้วก็ต้องออกไปเป็นธรรมดา แต่ไม่งั้นเราจะมีแต่อาการยึดอยู่ว่าความโศกเศร้าคือของจริง คือตัวเรา คือสิ่งที่จะต้องติดตัวเราไปจนตาย 

เคยรู้สึกไหมว่ามันไม่มีทางหายเศร้าได้หรอก แต่ถ้าหากเรามานั่งดูทีละลมหายใจ เราจะรู้ได้เดี๋ยวนี้เลย ว่าแม้กระทั่งความเศร้าก็แสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจ แต่ตอนที่เศร้าแบบเค้นจิตเค้นใจเรามากเนี่ย เราจะรู้สึกว่าไม่มีทางหาย  เราจะจำความเศร้าแบบนี้ไปจนตาย นี่คือความเข้าใจผิด แล้วการที่พระพุทธเจ้าให้ฝึกอานาปานสติก็เพื่อจะถอดถอนความเข้าใจผิดแบบนี้แหละ


ไม่ว่าเราจะสุขหรือเศร้าจะชอบคิด เวลามีความสุขเนี่ย ก็อยากมีความสุขแบบนี้ไปจนตาย และความสุขแบบนี้คงไม่เปลี่ยนแล้ว แต่เวลามีความเศร้ามันก็ย้อนกลับไปในทางตรงข้าม ที่นี้พอเรามาดูทีละลมหายใจ 

เออ   สุขแต่ละลมหายใจมันเท่ากันไหม เวลาคิดถึงลูกขึ้นมา 

บางทีเวลาเราสวดมนต์ ทำสมาธิไปบางทีมีความสุขไง 

แต่พอคิดถึงลูกปุ๊บคล้ายๆโดนจู่โจม คล้ายๆมีอะไรกัด แบบงับเข้ามา แล้วก็รู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงทันที ถ้าเราไม่ปล่อยสติให้หลงไปตามความเศร้า 

แต่มีสติรู้ทัน


ว่าภาวะหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกภาวะหนึ่ง จากภาวะสุขอยู่ดีๆ มีความสบายอกสบายใจอยู่กับการภาวนาดีๆ 

นึกถึงลูกปุ๊บเหมือนมีอะไรมากัดที่ตรงนี้ทันที เห็นเป็นภาพทางใจ 

รู้สึกว่า เออ..มันมีอะไรให้ดู 

ดูความไม่เที่ยง ดูความเป็นของเปรียบเทียบระหว่างสว่างกับมืด ระหว่าง

ปล่อยสบายกับโดนกัดกิน ภาวะตรงข้ามที่มันแสดงตัวอยู่ชัดๆ


โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังรู้สึกถึงการสูญเสียอย่างนี้เนี่ยมันมักจะสวิง (Swing) 
เวลามีใครมาปลอบใจ เออ..โล่งใจได้นิดหนึ่ง แล้วเสร็จแล้วก็กลับไปเศร้าอีก 

แล้วเราจะไปเชื่อว่าความเศร้านั้นคือของจริง ส่วนความสุขคือของปลอม เพราะความสุขมันแป๊บเดียว 
ความเศร้ามันนานกว่า แต่ถ้าเราเปรียบเทียบทันทีที่มันกำลังปรากฏความแตกต่างกัน อุปาทานตรงนั้นจะหายไป จะกลายเป็นการเห็นความจริงว่า 

สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง 


เข้าใจพอยท์(Point)นะ และตรงนี้แหละที่เป็นบุญสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้จริงๆ