แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก-หลงใหล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก-หลงใหล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

ติดซีรีส์ หลงใหลศิลปิน รู้สึกมัวเมา ฝึกจิตอย่างไร?

 ดังตฤณ : เราเป็นฆราวาส ไม่มีข้อห้ามในการเสพความบันเทิง แล้วก็จริงๆแล้วเนี่ยความบันเทิงเป็นสิ่งที่ติดตัวกับมนุษย์เมืองคนเมืองที่อยู่ในยุคไอทีนี้

ถ้าหากว่าอยู่ในเมืองแล้วเราไม่ได้เสพความบันเทิงเลย เหมือนกับเราแปลกแยกกับคนในสังคม คุยกับคนในสังคมเขาไม่รู้เรื่อง หรือต่อให้เราไม่เข้าหาความบันเทิง บางทีความบันเทิงก็เข้ามาหาเราเอง

อย่างเดินไปป้ายรถเมล์เจอโฆษณาเจออะไรที่มันเย้ายวน เจออะไรที่มันยั่วยุให้ตำหูตำตาให้เกิดราคะบ้าง เกิดโทสะบ้าง หรือเกิดโมหะเพิ่มขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าเราหลีกเลี่ยงจากความเป็นคนเมืองที่เสพความบันเทิงไม่ได้ เราหาประโยชน์จากมันก็แล้วกัน

เวลาที่เราดูซีรี่ส์ คนที่ปฏิบัติธรรมด้วยแล้วดูซีรี่ส์หรือดูหนัง จะสั้นจะยาวยังไงก็แล้วแต่ จะพบความแตกต่าง จะมีมุมมองที่แตกต่าง

อย่างตอนเด็กๆตอนที่ไม่มีสมาธิเลย ตอนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเกี่ยวกับการเจริญสติอยู่เลย เราจะพบว่าทุกครั้งที่ดูซีรี่ส์อะไรมันๆ ดูหนังอะไรที่มันบันเทิงมากๆเร้าใจมากๆ แล้วทำให้เราอินเข้าไปกับตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นผิดหวังสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นเคียดแค้น หรือว่าอยากให้อภัย จิตของเราถูกจูงไปตามตัวละครหมดเลย

พูดง่ายๆ นักประพันธ์หรือผู้กำกับเขากำหนดให้ทิศทางของหนังไปแบบไหน ใจเราก็ไปแบบนั้นตามไม่ว่าจะขึ้นฟ้าหรือลงเหว เสร็จแล้วพอดูจบคุณจะสังเกตได้ ตอนที่ยังไม่ได้ทำสมาธิ ยังไม่ได้มีการเจริญสติอะไรเข้ามาช่วย ใจมันจะมีอาการหมุนๆๆๆๆ เหมือนกับว่าเราเข้าไปอยู่กลางพายุที่หาทางออกไม่เจอ

บางทีต้องหลับไป แล้วตื่นขึ้นมาใหม่มันถึงจะหาย หรือว่าทุเลาเบาบางลง หรือบางคนหนักกว่านั้น ละครบางเรื่องมันจบไปแล้วสามวัน แต่ใจเรายังเมามันอยู่มัน ยังอินมัน ยังมีความรู้สึกไม่จบตามละคร ในหัวเราปั่นป่วนอยู่ตลอดเวลา ในอกเนี่ยมันมีอะไรม้วนๆอยู่ไม่เลิก นี่ตรงนี้มันก็เป็นจุดสังเกต ถ้าเราทบทวนไปตอนที่เรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเนี่ย มันจะมีลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น

ทีนี้พอเรามาเจริญสติหรือว่ามีการทำสมาธิ สิ่งที่ต่างไปมุมมองที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มันเกิดเนี่ยนะ มันจะบอกเราได้ว่า ตอนที่เราดูหนังจบไม่ว่าจะสนุกขนาดไหน ถ้าเรารู้สึกได้ว่ามีอะไรมันพันๆอยู่ในหัว แล้วเราไม่ปล่อยให้มันม้วนตลบ หรือว่ากลายเป็นคลื่นพายุปั่นป่วนแบบแต่ก่อนเนี่ย นี่แสดงว่าสติของเราดีขึ้น

จริงๆไม่ต้องเจริญสติก็ได้ อย่างตอนเราเด็กหรือตอนวัยรุ่นเนี่ย คนๆหนึ่งอาจจะปล่อยใจตามละครหรือหนังเต็มที่เลย แต่พอโตขึ้นทำงานทำการ ผูกใจไว้กับเงินหรือว่าตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือว่าชื่อเสียงมากกว่าสิ่งบันเทิงอะไรทั้งหลาย ดูหนังดูละครจบก็จะทำให้เหมือนกับมีความรู้สึกคล้ายกันตื่นขึ้นมาจากฝัน เมื่อกี้ฝันไปเต็มที่เต็มเหนี่ยวเลย พอตื่นจากฝันแล้ว เอ้อ ผ่านๆไปแล้ว ก็กลับมาทำงานทำการหรือว่าสนใจกับเงิน หรือว่าชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่กันต่อ นี่อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสติแบบโลกๆเหมือนกันที่ทำให้เกิดมุมมองความแตกต่างภายใน

แต่ถ้าเป็นนักเจริญสติ จริงๆแล้วเราสามารถที่จะมองตัวเองได้ว่า ใจของเราเนี่ยอยู่กับการเจริญสติมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่าอยู่กับการเจริญสติอยู่เรือยๆ มันจะมีอัตโนมัติขึ้นมา แม้กระทั่ง ณ เวลาที่เรากำลังดูอยู่ แล้วเกิดอาการอินในบัดนั้นเลย โอ้โหอินขนาดโมโหแทนตัวละคร อยากจะบีบคอไอ้ตัวร้าย หรือว่าบางทีเดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมีตัวร้ายนะ พระเอกกับนางเอกเนี่ยเป็นตัวร้ายซะเอง คือเราอยากจะไปเค้นคอว่าทำไมพระเอกทำแบบนี้ ทำไมนางเอกไม่ตัดสินใจอย่างนี้นะ พออินมากเกินไปราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริงของตัวเองเนี่ย แล้วเกิดสติรู้ขึ้นมาเป็นอัตโนมัติว่า เอเนี่ยจิตมันพลาดไปแล้ว มันเป็นอุปาทานซ้อนอุปาทานแล้ว

อุปาทานในกายใจนี้ไม่พอนะ ไอ้ตัวที่มันเป็นของจริงอยู่เนี่ย เราตั้งใจจะออกจากอุปาทานนี้อยู่แล้ว ดันไปเจออุปาทานที่เกิดจากหนังละครมันยิ่งซ้อนหนักเข้าไปอีก แล้วยิ่งหลงได้เท่ากันหรือบางทีหลงหนักกว่า

บางคนแค้นตัวละครมากกว่าที่จะแค้นคนในชีวิตจริงเสียอีก บางคนอินขนาดนั้น เพราะว่าชีวิตบางคนเจอแต่คนธรรมดาๆไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แต่ตัวละครเนี่ยมันทำเดือดทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับพลุ่งพล่าน ไอ้ตรงนี้เราก็สามารถใช้เป็นมิเตอร์บอกได้ว่า เวลาที่จิตมันหลงไปเนี่ย หน้าตาของโมหะหน้าตาของความหลงที่มันปักดิ่งแน่วเข้าไปมันเป็นแบบนี้ เราสามารถเห็นได้ ณ เวลาที่ดูนั่นแหละ คือไม่ได้ทำให้ความสนุกมันลดลงนะ แต่เหมือนกับชีวิตประจำวันที่เราเจริญสติเนี่ย มันก็มีความอินเข้าไปกับการที่มีใครมาด่าหรือมีใครมาชมไม่แตกต่างกัน

ประเด็นของการเจริญสติคือ รู้ว่ากำลังเกิดตัวโมหะ หรือว่าตัวโลภะโทสะหรือว่าราคะที่มันเขมือบจิตไปทั้งดวงเต็มๆเนี่ย เราไม่ปล่อยให้มันเกิดนาน เรามีสติเข้ามารู้ แล้วก็เห็นว่าราคะยังมีอยู่ในจิตมั้ย โทสะยังมีอยู่ในจิตมั้ย โมหะยังห่อหุ้มจิตอยู่มั้ย

หรือว่าโมหะมันสลายตัวไปแล้ว อันนี้ถ้าเราฝึกระหว่างดูมันจะไม่ทำให้เสียอรรถรส แล้วมีผลดีคือ พอดูจบเราก็กลับมาสำรวจตัวเองซ้ำอีกครั้งนึงว่า ยังมีความปั่นป่วนมากหรือน้อยแค่ไหน เราจะพบเลยนะตอนที่เราดูไปด้วยแล้วมีสติรู้ไปด้วยเนี่ย พอดูจบมันจะไม่ถูกความฟุ้งซ่านเล่นงานหนักมากนะครับ

......................................................

๑๓ มีนาคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอนไลฟ์คลับเฮาส์และเฟสบุ๊ค

คำถามเฟสบุค : ชอบดูซีรีส์ หลงใหลศิลปิน รู้สึกมัวเมาเหมือนมีม่านหมอกฟุ้งไปหมดค่ะ เราควรฝึกกับช่วงจิตเหวี่ยงไปมาแบบนั้น หรือเลิกดูอะไรแบบนี้ไปเลย แบบไหนดีกว่ากัน?

คำถามยูทูบ    : ติดซีรีส์ หลงใหลศิลปิน รู้สึกมัวเมา ฝึกจิตอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป      ๘.๑๓ นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=khVzvK_RKbM&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=15

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ใช้ชื่อคนที่เราชอบเป็นคำบริกรรมได้ไหม

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน การทำสมาธิจำเป็นเพียงใดต่อการบรรลุธรรม?
25 สิงหาคม 2561

ดังตฤณ: หลวงพ่อพุธเคยไปสอนลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่งบอกว่า ไม่ชอบคำว่าพุทโธ ท่านก็ถามว่า ชอบชื่อแฟนไหม บอกว่าชอบ ก็เอาชื่อแฟนนั่นแหละ ไปบริกรรม อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าทำได้ด้วย

คำว่า “พุทโธ” นี่นะ แปลว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” ที่นำมาใช้เป็นคำบริกรรม ก็เพราะว่าเป็นคำที่จำง่าย แล้วก็เป็นคำที่จิตนี่หน่วงไว้แล้ว มีความง่ายที่จะตื่นรู้ คือเป็นเรื่องลึกลับนิดหนึ่ง บางทีไม่ใช่แบบเป็นเหตุผล เป็นแบบคณิตศาสตร์ว่า เอ๊ะ แล้วทำไมทีคำอื่นถึงไม่ง่ายต่อการเป็นสมาธิล่ะ

คำว่าพุทโธนี่ คือ เราคิดอย่างนี้ก็ได้ว่า มีความหมายแบบที่เป็นสากล ว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ภาษาไทยก็เรียกตามภาษาดั้งเดิมนั่นแหละว่า พุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าหากว่าเราบริกรรมคำนี้ ต่อให้ไม่รู้คำแปล แต่ความหมายของคำนี้ที่มีอยู่ครอบโลก ก็จะทำให้เกิดพลังแบบหนึ่ง ที่ทำให้ง่ายต่อการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สำคัญคือว่า ไม่ใช่แค่ชื่อ ไม่ใช่แค่คำ แต่เป็นจิตของเราด้วย ที่นึกถึงคำนั้นแบบไหน

อย่างถ้าสังเกตตัวเองดีๆ คุณจะเห็นนะว่าคำว่าพุทโธๆๆ นี่ อย่างเวลาผมพูด พุทโธๆๆ คำนี้ มีความหนัก ความเบา ความดัง ความค่อยสม่ำเสมอ พุทโธๆๆ แต่เอาเข้าจริงจิตนี่นะถ้าหลับตานึกถึงคำว่าพุทโธอย่างเดียว จะมีการกระโดด เดี๋ยวหนัก เป็นพุทโธ ตัวเป้งๆ โตๆ ... เดี๋ยวเบา เป็นพุทโธ ตัวเล็กๆ ...

ถ้าหากว่า เราเป็นพุทโธหนักๆ ก็พุทโธๆ อาการของจิต จะเค้น แต่ถ้าพุทโธแผ่วๆ หรือพุทโธแบบเลือนๆ พุทโธแบบเลอะเลือน อันนั้นเป็นอาการของใจที่กำลังเลื่อนลอย กำลังเบลอๆ แต่ถ้าหากว่าใจกำลังโฟกัส (focus) อยู่จริงๆ มีโฟกัสที่พอดี จะมีความสม่ำเสมอของ พุทโธๆๆ เหมือนกับตอนที่เราอ่านหนังสืออย่างมีสมาธินี่ คำในหน้าหนังสือจะปรากฏเป็นเสียงกระซิบในหัวของเราสม่ำเสมอ ยิ่งถ้าใครอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ เสียงในหัวจะยิ่งเหมือนกับเบา เหมือนกับเงียบหายไปนะ นี่ก็เหมือนกัน คือพุทโธนี่ ถ้าเราเป็นสมาธิมากขึ้นเท่าไหร่ พุทโธนี่จะเป็นเส้นตรง จะมีความสม่ำเสมอ จะมีความคงที่ จนกระทั่งหายไป

อันนี้ก็คือพูดง่ายๆว่า เราอย่ามาเกี่ยงกันแค่เรื่องของคำอย่างเดียว ให้ดูเรื่องของจิตด้วยว่า จิตที่บริกรรม พุทโธ หรือ จิตที่บริกรรมคำไหนๆ ก็ตาม ตามสำนักไหนก็ตาม เป็นจิตแบบใด เป็นจิตแบบที่มีอาการเค้น มากแค่ไหน เป็นจิตที่เลื่อนลอยหรือเปล่า เป็นจิตที่มีสมาธิแล้วหรือยัง ถ้าจิตที่เค้นนี่ จะรู้สึก พุทโธนี่หนักๆ หรือคำบริกรรมนั้นๆ จะหนัก เหมือนกับเป็นตัวใหญ่เท่าหม้อแกงเลย แต่ถ้าหากว่าเรามีจิตที่เลื่อนลอยนะ จะแผ่ว จะกระโดดๆ เดี๋ยวหนักบ้างเดี๋ยวเบาบ้าง เดี๋ยวมาถี่ๆ เดี๋ยวมาแบบห่างๆ ไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้าหากว่าเป็นสมาธิ จะมีความคงที่ มีความคงเส้นคงวา

ผมมีอุบายง่ายๆ อย่างถ้าเราเขียนคำว่า พุทโธๆๆ ไว้ในหน้ากระดาษ แล้วก้มลงอ่านเงียบๆ ให้สังเกตว่า เออ มีคำว่าพุทโธๆๆ ในหัวของเราประมาณไหน ให้จำเสียงกระซิบแบบนั้นไว้ แล้วก็เอาไปนึกต่อ โดยไม่ต้องอ่านตัวหนังสือ คือเขียนใส่หน้ากระดาษไว้ พุทโธ สักห้าคำ สิบคำ แล้วอ่านไป จะมีเสียงขึ้นมาในหัวว่า พุทโธๆๆ แล้วเสร็จแล้วเราก็เอาไปบริกรรมต่อ

อันนี้ทำนองเดียวกันนะ ต่อตัวคำถาม บอกว่าจะเอาชื่อคนที่เราชอบมาบริกรรมได้ไหม ก็เอาชื่อคนที่เราชอบมาเขียนใส่หน้ากระดาษ แล้วก็สังเกตดู เวลาเราอ่าน ด้วยสายตา มีความสม่ำเสมอในหัวแค่ไหน เกิดเสียงกระซิบแบบไหน ก็ให้จำเสียงกระซิบนั้นเป็นคำบริกรรมนะครับ แล้วก็ค่อยดู ค่อยเปรียบเทียบ ทีละช่วงๆ ว่าจิตของเราเค้นไหม จิตของเราเป็นทุกข์อึดอัดไหม จิตของเรามีความสุขไหม จิตของเราสบายไหม หรือจิตของเราเลื่อนลอยไป ก็จะปรากฏในคำบริกรรมนั่นแหละ นะครับ

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ติดบันเทิงดูหนังฟังเพลง อยากตั้งใจภาวนา

ถาม ชอบดูหนังฟังเพลง จะดึงตัวเองให้กลับมาตั้งใจภาวนาอย่างไร?
รับฟังทางยูทูบhttps://youtu.be/PiRTtP0dQmE
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
๓๐สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก

ดังตฤณ: 
เราเป็นคนที่ชอบความบันเทิง ใจจะชอบคิดถึงความบันเทิง จะเสียงเพลงจะอะไรก็แล้วแต่ที่เราเคยชินอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของฆราวาสเรา แต่ลองสังเกตถึงอาการปล่อยจิตปล่อยใจ มันจะไม่เท่ากันในแต่ละวัน บางทีปล่อยเตลิดไปจนกระทั่งเหมือนจิตมีอาการฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ เข้าใจใช่ไหม แต่บางทีมันรู้สึกว่าบันเทิงพอหอมปากหอมคอ แล้วเรากลับมาเจริญสติใหม่ได้  คือความแตกต่างกันที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง คือถ้าอะไรมันเกิน ถ้าอะไรมันเลอะเทอะ เลื่อนลอยไปแล้ว มันเหมือนกับคิดแบบคนในโลกที่มันไม่มีขีดจำกัด ไม่บันยะบันยัง นั่นแสดงว่าหลุดออกนอกทาง เยอะเกิน คือมันตามใจตนเอง ของเราเป็นคนชอบตามใจตัวเองในทางบันเทิง


แต่ลองสังเกตช่วงไหนมีความใส่ใจในการเจริญสติ มันจะเหมือนมีตัวเบรก (Break – หยุด) มันจะเหมือนมีตัวบันยะบันยัง ว่าเอ ตรงนี้เพลินมากเกินไปแล้วนะ มันจะรู้สึกผิดขึ้นมา จะเหมือนไม่ได้ทำหน้าที่ให้มันดี ให้มันถูก ให้มันครบ ตัวนี้จะตะล่อมให้เรากลับเข้าทาง มาเจริญสติ มาเดินจงกรม เราก็สังเกตนี่แหละ อันนี้เฉพาะตัวเลยนะ ถ้าจะสังเกตง่ายๆก็คือ อาการไม่บันยะบันยัง จิตจะพร่าเลือน มันจะออกแนวแบบเพ้อเจ้อ เพ้อพกไป อะไรมาดึง เราก็ไปตามนั้น

ฉะนั้นบางที คือเรารู้อยู่นะ อะไรที่เกินๆ ถ้าหากว่าไม่เบรกมัน เราจะโดนฉุดไปเรื่อย คือมันเหมือนกับบอกตัวเอง เดี๋ยวเรากลับมาใหม่ เดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่ เดี๋ยวค่อยเอาใหม่ ... มันไม่จริงนะ มันเอาใหม่ไม่ได้เสมอไป เพราะบางทีถ้าไปสร้างความเคยชินไว้แล้ว ว่าตามใจตัวเองก็ได้ ในที่สุดจะเจอตัวเองหลงอยู่ในทะเลทราย หาทางกลับไม่เจอ
คือต้องมีความใส่ใจ เพราะของเรานี่ตั้งใจเบรกไม่ได้นะ ใจมันไม่ยอมเชื่อนะ คือพอหยุดตัวเองบ่อยๆ เดี๋ยวมันหลุดเลย บอกไม่เอาแล้ว ชอบตามใจตัวเอง 

ทีนี้ถ้าหากว่าเราเพิ่มความใส่ใจ เพิ่มฉันทะในการเจริญสติ ในการฟังธรรม ในการไปอยู่กับบุญกุศล เอาตรงนั้นดีกว่า เพราะบางทีขาดกำลังใจ ขาดกำลังความสว่าง แล้วก็เลยหันไปหาความเคยชินแบบเดิมๆ ถ้าเราเหมือนเอาขนมหวานมาล่อ ขนมหวานในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นขนมหวานที่ไม่ใช่ช็อคโกแลต แต่มีหวานเคลือบขม คือจะต้องทวนกระแส

ถ้าหากว่าเราหาจุดที่มันเป็นตัวสร้างฉันทะได้ อะไรก็แล้วแต่ในทางธรรม อย่างสวดมนต์ บางทีเราก็ยังไม่ได้สวดแบบที่สวดแล้วมีความสุข คือเราสวดเป็นหน้าที่ ลองดูอาการของใจตัวเองนะ เวลาสวด คือถ้าสวดให้บ่อยขึ้น หมายถึงว่าสวดมากรอบมากขึ้น ใช้วิธีนี้เลย สวดตั้งใจสักสามจบ รอบแรก ดู ดูเฉยๆว่ามีความสุขหรือไม่มีความสุข มีความฟุ้งซ่าน หรือไม่มีความฟุ้งซ่าน ดูเฉยๆนะ เสร็จแล้วรอบที่สอง เปรียบเทียบดู ของเราขึ้นรอบที่สอง น่าจะดูดีขึ้นแล้ว รอบที่สาม มันแย่ลง คือยอมรับความจริงว่า ภาวะจิตของแต่ละรอบ แตกต่างกันอย่างไร เอาแค่นั้น

ไม่นานเราจะรู้สึกว่าตรงนี้จะเป็นขนมล่อได้ คือพอนึกถึงการสวดมนต์ จะนึกถึงความสุขอันเกิดจากการเห็นความไม่เที่ยงของจิต แต่เดิมมันมาด้วยความรู้สึกว่าต้องทำ แล้วมันสวดแล้วฟุ้งๆ มันฝืนๆ คือ ถ้ารอบแรกสวดแล้วฟุ้งๆฝืนๆ ก็ยอมรับไป ว่ามันฟุ้งๆ ฝืนๆ พอรอบสองมันจะรู้สึกสบายขึ้น ก็บอกตัวเองว่า มันฟุ้งน้อยลง รอบสาม ถ้าหากว่ามันสบายขึ้นหรือกระทั่งมีปีติเลย ก็ให้เปรียบเทียบ อย่าดีใจ เปรียบเทียบไปว่ามันดีกว่าสองรอบแรก แล้วถ้าหากว่ามันมีแก่ใจจะเอารอบสี่ต่อ ก็ดูไป ค่อยเอาใหม่เป็นรอบสี่ แต่ถ้าไม่มีแก่ใจ ก็หยุดก็ได้ มันจะได้ไม่ฝืน ทำไปด้วยความรู้สึกว่า สุดท้ายแล้วลงเอยด้วยความสุข