ผู้ร่วมรายการ
: โดยพื้นฐานผมเป็นพุทธตามทะเบียบบ้าน ทำบุญตามประเพณี
ยังไม่ได้รู้สึกว่าเชื่อในศาสนาพุทธ จนกระทั้งช่วงวัยรุ่นมีความรัก แล้วผิดหวัง
ตอนนั้นผิดหวังแล้วไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งผู้เขียนเป็นฆราวาสที่เรียนเกี่ยวกับพระอภิธรรมมา แล้วเขียนโดยอิงจากพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าว่า
“ที่ใดมีรัก ที่นั่นก็มีทุกข์”
หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ “รักคนอื่นเสมอรักตนเองไม่มี”
ตอนนั้นมีความทุกข์จากความรักที่ผิดหวัง
แต่อ่านบทความเหล่านั้นแล้วผู้เขียนอธิบายแง่มุมว่า ทำไมมันเป็นแบบนั้น เช่น
เรารักรู้สึกว่าเรารักคนอื่นมาก เราสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆให้กับคนอื่นได้
แต่พอพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “รักคนอื่นเสมอรักตัวเองไม่มี” ผู้เขียนอธิบายว่า
รักคนอื่นไม่มี รักตัวเองมากที่สุดเนื่องจากว่า เวลาเราผิดหวัง ที่เราเสียใจจากที่คนอื่นเขาไม่รักเรา
แล้วเราผิดหวังเสียใจ มันเป็นเพราะจริงๆแล้ว เรารักตัวเราเองมากกว่า
ดังตฤณ : มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าเรารักตัวเอง
ไม่ใช่รักคนอื่น
ทีนี้ที่ผ่านมามีประสบการณ์ในการปฏิบัติสมาธิหรือว่าเดินจงกรมยังไงมั้ยครับเช่น
มันพาเราออกจากความรู้สึกรักตัวเองยังไงบ้าง
ผู้ร่วมรายการ
: ครับ หลังจากนั้นก็เลยสนใจ
หรือว่ามีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ก็เลยเริ่มศึกษา
ศึกษาจากคนที่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนั้น
เริ่มแรกผมเริ่มปฏิบัติโดยลักษณะของวิปัสสนาก่อน
ใช้ลักษณะของอิริยาบถบรรพของสติปัฏฐาน ๔ รู้รูป ยืน เดิน นั่ง นอน โดยอาศัยสติ
ไม่ได้ทำสมาธิก่อนเลย รู้อิริยาบทเลย เช่น
นั่งอยู่ก็รู้ว่ามันเป็นลักษณะของรูปนั่ง ยืนอยู่ก็รู้ลักษณะของรูปยืน
โดยกำหนดสติเป็นหลัก ช่วงแรกจิตมันยังฟุ้งซ่านไปรู้สิ่งข้างนอกบ้าง
แต่พอกลับมารู้อิริยาบถตัวเองและพอมีสติเกิดมากขึ้น แทนที่เราจะรู้แค่อิริยาบถสี่
มันกลับเป็นรู้อย่างอื่นด้วย อย่างเช่น ใจฟุ้งซ่านคิดไป
จะมีสติรู้ว่ามีความคิดวิ่งออกไป มันก็รู้เป็นลักษณะจิตแทน
ทั้งๆที่ตอนแรกเรารู้แค่รูปอย่างเดียว
หรือตอนกินข้าวปกติถ้ากินข้างนอกเราจะรู้สึกสึกว่ามันอร่อย
แต่ตอนนั้นมันรู้สึกแค่เป็นสัมผัสของรสที่แตะลิ้นแล้วก็จบ มันไม่มีความรู้สึกว่ามันปรุงว่า
มันรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือว่าอร่อย
ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ
สำหรับคืนนี้มีคำถามว่าอย่างไรบ้างครับ
ผู้ร่วมรายการ
:
คำถามผมคือ พอหลังจากนั้น ผมทิ้งตัววิปัสสนานั้นไป
เนื่องจากว่ามันอยู่ในช่วงการเรียนมหาวิทยาลัย อารมณ์หรือสิ่งแวดล้อมมันไม่เอื้ออำนวย
หลังจากนั้นประมาณสองปีที่เคยฝึกมามันก็มีรู้สึกตัวเรื่อยๆ แต่ว่ามันเบาบางมาก
เพราะไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปฏิบัติเต็มที่ แต่สองปีที่ผ่านมา
ผมเรียนจบทำงานแล้วมีเวลามากขึ้น ก็เริ่มมาฝึกอานาปานสติร่วมด้วย โดยดูจากในวิสุทธิมรรค
ที่มีการนับลม ๑ ลม ๒ ตาม พอฝึกไปสักพักปรากฏว่า
ตัวอิริยาบถบรรพที่เราเคยฝึกไว้มันกลับมาด้วย
ดังตฤณ : ตรงนี้ถูกแล้วนะครับ คือลมหายใจเนี่ย
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้รู้ลมหายใจ พระพุทธเจ้าให้เอาลมหายใจเป็นจุดเริ่มต้น เป็นปากประตูเป็นปากทางหรือเป็นสปริงบอร์ด
หรือเป็นราวเกาะให้เราเข้ามารู้ทั้งกายทั้งใจทั้งหมดเลยว่า ในแต่ละลมหายใจมันสามารถเห็นอะไรในกายใจได้บ้าง
เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ชัดเจน ในโพชฌงคสูตร
ในโพชฌงคสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่า
เมื่อมีอานาปานสติเป็นฐานที่ตั้งอย่างแข็งแรงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา
เราสามารถตรวจดูได้เลยว่า แต่ละลมหายใจมีองค์ของโพชฌงค์อยู่เป็นยังไงบ้าง
เอาง่ายๆเลย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอานาปานสติว่า หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออก รู้ว่าหายใจออก ตรงนั้นเป็นเบสิก(basic)
แต่ที่แอดวานซ์(advance)ที่ยังตามไปอีกคือ
หายใจเข้ามีสภาวธรรมอะไรแสดงอยู่ในลมหายใจเข้า
หายใจออกมีอะไรแสดงอยู่ในลมหายใจออกนั้น
เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากว่ามีจุดเริ่มต้นมีจุดศูนย์กลางที่ดีของสติ
มันปรากฏได้หมดอย่างที่คุณบอกถูกต้องเลยนะครับ พอเรารู้ลมหายใจอย่างถูกต้อง
อิริยาบถมันปรากฏเอง โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปเค้น หรือว่าไปพยายามนึกถึง
เนื่องจากว่าจุดที่ลมหายใจเข้ามา
มันก็คือศูนย์กลางความเป็นกายนั่นแหละ ถ้าหากว่าเรารู้จักลมหายใจได้
เราก็รู้จักภาวะความเป็นกายในอิริยาบถนี้ได้ครับ
ผู้ร่วมรายการ
:
พอหลังจากนี้มันเริ่มรู้ถี่ขึ้นสติเกิดบ่อยขึ้น
ก็เริ่มมีอนิจจสัญญาคือเริ่มรู้ความไม่เที่ยงของลักษณะการแปรเปลี่ยน มันจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรา
ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์เช่น รู้สึกว่ามันมีแล้วมันไม่มี มันรู้สึกว่าใจหาย
มันจะมีสองจังหวะ ถ้าสติเกิดทันมันจะรู้สึกสังเวชและเบื่อหน่ายความมีชีวิตอยู่ เป็นลักษณะสังเวชที่ปัญญามันทำงาน
แต่ว่าโดยส่วนมากที่ประสบกับตัวเองเวลาเกิดสภาวะที่เราเข้าไปเห็นความไม่เที่ยงในตัวเองแล้วรู้สึกเบื่อหน่าย
มันกลับกลายเป็นอารมณ์ของโทสะแทนที่ เรารู้สึกว่าเรายังไม่อยากพรากออกจากร่างกายนี้
ยังรู้สึกว่ายึดติดอยู่กับร่างกายนี้ครับ
ยิ่งสติยิ่งถี่เท่าไหร่
มันยิ่งเห็นโทษของร่างกาย ยิ่งเห็นโทษของวัฏฏะในการเวียนว่ายตายเกิด
พอมันเห็นโทษมากๆ แทนที่มันจะเป็นอารมณ์ของปัญญาเป็นความสังเวช
กลับกลายเป็นอารมณ์ของโทสะที่เรารู้สึกว่ามันทุกข์ แล้วกลายเป็นโทสะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ไหว
แล้วรู้สึกว่ามันทุกข์มากเกินไปจนมันต้องคลาย หมายถึงว่าผมจะต้องทำสติให้มันน้อยลง
เพราะเวลามันทุกข์โดยสภาวะนั้นมันไม่ไหวเลยครับ
ดังตฤณ : ผมเข้าใจประเด็นปัญหา อย่างนี้นะครับ
ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจ ผมเจอคำถามนี้มาเยอะมาก จนกระทั่งเกิดความเข้าใจขึ้นมาจุดหนึ่ง
ที่คนเราปฏิบัติมาแต่ละคนนะครับจะมียางเหนียวแตกต่างกัน
ยิ่งมียางเหนียวมากขึ้นเท่าไหร่ พอปฏิบัติไปลึกขึ้นลึกขึ้น
ยางเหนียวนี้มันจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ มันจะพยายามยื้อเราไว้
อันนี้สำหรับคนที่มียางเหนียวนะครับ มีความยึดมั่นถือมั่นสูงๆเนี่ย ขอให้สังเกตนะ เหมือนกับหนังสติ๊กที่เราพยายามจะยืดออก
ตอนแรกจะพยายามดึงมันให้ขาด แต่ถ้ามันไม่ขาดซักที เนื่องจากมันเหนียวมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เราจะเกร็งเนื้อเกร็งตัว เราจะรู้สึกฝืน เราจะรู้สึกฝืด
เราจะรู้สึกว่ามันน่าโมโหที่ไม่ขาดซักที หรือว่าจะเกิดความรู้สึกว่า ที่เราต้องออกแรงเกร็งอยู่มากๆมันเป็นเหตุสะสมให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมา
ผมเปรียบเทียบกับการยึดหนังสติ๊กแบบนี้แหละ
พยายามที่จะยืดเพื่อให้ขาดแต่มันไม่ขาดซักที มันก็เลยเกิดความรู้สึกฝึด
ตอนที่มันรู้สึกฝืด
มันรู้สึกว่าจะยืดออกแล้วออกไม่สุด หรือว่าขาดไม่ได้เนี่ย
มันจะมีอยู่สองอารมณ์แทรกขึ้นมา ถ้าไม่เป็นโกรธ ก็จะมีความรู้สึกกลัว จริงๆแล้วมันมีมูลมาจากโทสะด้วยกันทั้งคู่
มันมีมูลฐานอันเดียวกันคือโทสะ
โกรธ
คืออะไร?
โกรธ
คือไม่พอใจ แต่ไม่รู้ว่าไม่พอใจอะไร สำรวจเข้าไปรู้แต่ว่ามันไม่พอใจ มันมีความรู้สึกว่า
ภาวะความเป็นอย่างนี้มันไม่น่าอยู่อาศัย
แต่เสร็จแล้วคุณสังเกตนะว่ามันมีอาการถกเถียงกับตัวเองว่าจะเอายังไง
จะเอายังไงต่อราวกับว่ามันแบ่งออกเป็นสองภาค ตัวนึงมันอยากจะพ้นไป
อีกตัวนึงมันอยากยื้อไว้ เนี่ย!มันทำให้เกิดอารมณ์โกรธ
กับอีกอันนึงคือ
ความกลัวหรืออารมณ์กลัว พอมันมาถึงจุดนึงเห็นว่ากายไม่ใช่เราแน่ๆเนี่ย
จุดนั้นอาจจะเกิดแค่วินาทีเดียว
เสร็จแล้วแรงยื้อของยางเหนียวมันทำให้เราเกิดหวงตัวหวงตนขึ้นมา ในจักรวาลทั้งจักรวาลถ้าคิดแบบคนธรรมดา
ไม่มีอะไรที่มันกลัวไปกว่าการไม่มีตัวตน
คุณคงเคยดูหนังที่มันเป็นบทลงโทษสูงสุด
มันไม่ใช่การประหาร แต่ว่าทำลายตัวตนไม่ให้เหลือตัวตนอีกเลย ไม่ให้เหลือซากอีกเลย
ไม่ให้มีแม้กระทั่งวิญญาณ ไม่ให้มีแม้กระทั่งจิต
ก็จะบอกกันว่านี่เป็นภาวะที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุด
มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเราอย่างที่สุด ถ้าใครจะมาพยายามทำลายอัตตา
ทำลายตัวตนคนนั้นเนี่ย มันชั่วมากเป็นโจรเป็นอะไร แต่ที่แท้ที่ไหนได้
ถ้าหากทำลายตัวตนได้จริง พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นบรมสุข และพระองค์ชี้ทางไว้ด้วยว่า ทำยังไงถึงจะเห็นกายใจจนกระทั่งหมดตัวหมดตนได้
นี่พระพุทธองค์ไม่ใช่ผู้ร้ายนะครับ แต่เป็นพระผู้มาโปรดมาชี้ทาง
ทีนี้คือเราจะจัดการกับอารมณ์ตรงนั้นได้ยังไง?
แต่ละครั้งที่มันเกิดความรู้สึกเห็นจริงเห็นจังขึ้นมาว่า
กายนี้สักแต่เป็นธาตุมาประชุมกัน ไม่ใช่ตัวเรา ตกลงไม่มีตัวเราจริงๆเหรอ
แล้วเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาต้องเสียพี่เสียน้องเสียญาติเสียสิ่งที่เป็นที่รักรวมทั้งครอบครัวและหัวใจสำคัญ
ที่สุดที่จะต้องเสียไปก็คือตัวเอง ตอนนั้นเนี่ยตัวตนมันกำลังดิ้นอย่างที่สุด
และทำไมมันถึงดิ้น
เพราะมันกำลังรู้สึกว่ากำลังจะเสียตัวเองไป
กำลังจะเสียสิ่งอันเป็นที่รักที่สุดที่ยึดมาเหนียวแน่นชั่วกัปชั่วกัลป์ไป
มันเลยเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างนั้นได้ ซึ่งคนที่ไปถึงตรงนั้นได้ ถามว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว
ใช้ได้เลยนะครับ เพราะถ้าไม่ไปขุดถึงรากถึงโคนมันไม่สะเทือนดุ้งสะเทือนขนาดนั้น
ไม่สะดุ้งสะเทือนขนาดหวาดกลัวขึ้นมาได้หรอก
เพราะฉะนั้น
ได้ข้อสรุปตรงนี้ก่อนว่า คุณมาไกลพอสมควรนะครับ
ทีนี้จะไปต่อยังไง?
คุณต้องเข้าใจคำหนึ่ง
จิตที่สามารถทิ้งได้จริง ไม่ใช่จิตที่หวาดกลัว ไม่ใช่จิตที่อยากได้มรรคผล
แต่เป็นจิตที่มีความเป็นกลาง เป็นอุเบกขา
ถ้าหากว่าจิตไม่เป็นอุเบกขา
มันไม่มีทางมีกำลังมากพอที่จะรวมลงเป็นสมาธิถึงฌานที่จะประหารกิเลสไปตัดล้างสังโยชน์ขึ้นมาได้
เป็นไปไม่ได้เลย
จำไว้จิตที่มีความกลัว จิตที่มีความโกรธ
จิตที่มีแม้แต่ความอยากได้มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่จิตที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน
จิตที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานคือจิตที่ทิ้งอย่างเป็นกลาง
ราวกับว่าเป็นคนที่ถ่มเสลดออกจากปากได้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาลัยไม่อาวรณ์
และไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้น ไม่อยากได้อะไรเพิ่มเข้ามาที่ปาก
มีแต่อยากถ่มทิ้งไปจากปาก
เนี่ยความรู้สึกของเหล่าพระอริยเจ้าเวลาท่านจะข้ามโครตปุถุชน
ความรู้สึกมันแบบนั้นจริงๆ ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนะครับ
เหมือนกับถ่มเสลดออกจากปากโดยไม่มีความอาลัยไยดี ไม่มีความเสียดายแม้แต่นิดเดียว
ทีนี้เราจะไปถึงตรงอุเบกขาได้ยังไง?
ตรงนี้แหละคือโจทย์สำคัญ
ที่เป็นคำตอบที่ตรงโจทย์ของคุณในคืนนี้นะครับ
สิ่งเดียวที่จะทำให้จิตของเราเป็นอุเบกขาได้ คือการเห็นว่ามันไม่เที่ยง
เดิมเนี่ยคุณเห็นมามากมายแล้ว
กายไม่เที่ยง กายเป็นธาตุ กายเป็นโน่นเป็นนี่
อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ทั้งหลายมันแปรปรวนเห็นมาหมดแล้ว แต่ไม่สามารถเห็นขาด ไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกโกรธความรู้สึกกลัวในสังขารของตัวเองไปได้
เพราะเป็นอารมณ์ทีหนาแน่นชุกชุมมาก อย่างที่ผมเปรียบเทียบ มันเหมือนยางเหนียวที่มันเหนียวจริงๆ
มันเหนียวเกรอะกรัง และมันสู้เราด้วย มันพยายามยื้อเราไว้
ทำยังไงยังไงมันก็ดูจะไม่สามารถเป็นกลางได้ แต่อยากพยายามดู
ถ้าคุณไม่พยายามดูนะ
คุณแค่ทำไว้ในใจว่า มันจะโกรธแค่ไหน มันจะกลัวแค่ไหน
มันจะรู้สึกยึดมั่นถือมั่นเหนียวแน่นแค่ไหนก็ตาม
คุณยอมรับไปตามจริงว่ามันกำลังปรากฏอยู่ในความเป็นอารมณ์นั้น มันจะเหมือนยางมะตอย หรือกาวตราช้างอะไรสักอย่างที่มาเกาะหนึบติดจิตคุณตอนแรกๆ
และเป็นกาวที่มืด เป็นยางมะตอยที่สีดำด้วย มันเกาะติดแน่นมากเลย เป็นก้อนเป็นกระจุก
เป็นอะไรที่แกะไม่ออก
ทีนี้อย่าไปพยายามแกะ
ให้ทำความรู้สึกในลมหายใจยอมรับว่า ที่ลมหายใจนี้มันมีความโกรธ มันมีความขัดเคืองในการเห็นสังขาร
มันมีความกลัวว่าตัวตนมันจะหายไป ที่ลมหายใจนี้เป็นลมหายใจแห่งความโกรธ
หรือไม่ก็ลมหายใจแห่งความกลัว พอเห็นไป ยอมรับไป ลมหายใจที่หนึ่ง ลมหายใจที่สอง
ถึงลมหายใจที่สิบอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย มันยังมียางมะตอยอยู่
มันยังมีกาวเหนียวๆติดจิตติดใจเป็นยางสีดำไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย
แต่พอลมหายในที่สิบเอ็ดมันจะเริ่มมีช่องโหว่ ค่อยๆมีช่องว่างของยางมะตอย หรือว่าของกาวตรงนั้นนะครับ
มันจะมีความรู้สึกว่า ที่มันเกาะเหนียวแน่นเนี่ย จริงๆมันมีช่องโหว่อยู่
ค่อยๆเกิดช่องโหว่ขึ้นมา
เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของความโกรธความกลัวในการจะไม่มีตัวตนแล้ว
พอเห็นไปเรื่อยๆ
เห็นไปแบบยอมรับเป็นลมหายใจทีละลมหายใจไปเรื่อยๆ มันจะพาไปสู่ความว่า ที่สุดแล้วมันเหลือแต่ลมหายใจกับจิต
จิตที่เห็นว่าสุดท้ายมีแต่ลมหายใจไม่มีความโกรธ ไม่มีกลัวอยู่
เพราะว่าความโกรธความกลัวแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นไปแล้วเนี่ย
ตรงนั้นย้อนกลับมาดูสังขารอีกที คราวนี้มันจะดูด้วยความว่างเปล่า
มันจะดูด้วยความรู้สึกอีกแบบนึง ไม่ใช่บุคคลเป็นผู้ดู
มันจะมีความรู้สึกว่าสภาวธรรมดูสภาวธรรม จิตมันกำลังดูความไม่เที่ยงของตัวเองอยู่
จิตมันกำลังดูความไม่เที่ยงของความปรุงแต่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วค่อยๆผ่านไปทีละคืบทีละวาทีละศอก
ตรงนี้เนี่ยครั้งแรกๆอาจจะรู้สึกเหมือนฝืนๆหน่อย
แต่มันเหมือนกับคนเล่นกีฬา ยิ่งเล่นมันยิ่งชำนาญ พอคุณเห็นความกลัว หรือความโกรธในการรู้สึกว่ามันจะไม่มีตัวตนบ่อยขึ้น
ในที่สุดแล้วมันกลายเป็นความเคยชิน มันกลายเป็นความชำนาญเป็นอัตโนมัติ
ทุกครั้งที่เกิดความกลัวหรือความโกรธแบบนี้ขึ้นมา มันจะค่อยๆสลายตัวไปให้ดู แล้วสังเกตได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องก็คือว่า
จิตของคุณมันจะเข้าสู่ภาวะหนึ่งที่เรียกว่าไม่รู้ไม่ชี้
มันจะมีหรือไม่มีตัวตนช่างมัน ตัวที่ไม่รู้ไม่ชี้ช่างมันเนี่ย
ตัวนี้มันเข้าใกล้ความเป็นสังขารุเปขาญาณ
สังขารุเปกขาญาณ จะเป็นตัวสะพานให้ข้ามโครตจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยะจะต้องมีสมาธิประกอบ
ต้องมีกำลัง และกำลังมันก็สั่งสมมาจากความเคยชินที่จะเห็นแบบยอมรับความจริงนั่นแหละ
อันนี้ตอบยาวนิดนึง โอเคช่วยเปิดไมค์และอันนี้คือคำตอบแล้วนะครับ
ผู้ร่วมรายการ : ครับ ขอบคุณมากครับ
ได้เห็นภาพแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
----------------------------------------
๒๐
กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
Clubhouse
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน
คำถาม : เมื่อก่อนเจริญสติรู้อิริยาบท
ต่อมาฝึกอานาปานสติ ทำให้รู้พร้อมกันทั้งลมและอิริยาบทถูกต้องไหม? รู้อนิจจสัญญา
ถ้าสติเกิดทันจะรู้สึกสังเวช เบื่อหน่าย แต่โดยทั่วไปแล้วรู้สึกใจหายกลายเป็นโทสะ
ระยะเวลาคลิป ๒๐.๔๒ นาที
รับชมทางยูทูบ https://www.youtube.com/watch?v=M23MGNIn1z8&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=34&t=741s
ผู้ถอดคำ แพร์รีส แพร์รีส