แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุเบกขา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุเบกขา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

19 คุยกับหมอบี : ขอวิธีลดความห่วงใยคนอื่น

หมอบี : การห่วงทุกคนในชีวิต

ต้นตอของปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น แต่ปัญหาขึ้นกับตัวเขาเอง

เพราะเขารู้สึกว่า เรา คือหมายถึงว่า เขามีตัวมีตนขึ้นมาแล้วว่า

เขานี่ห่วงคนอื่น เขาเป็นอย่างนั้น เขาเป็นอย่างนี้

 

เสร็จแล้ว ก็เกิดความรู้สึกว่า

ไม่ชอบที่เขาเป็นอย่างนั้น ไม่ชอบที่เขาเป็นอย่างนี้

 

ซึ่งตรงนี้ ถ้าจะแก้ที่ต้นเหตุคือ

ต้องแก้ด้วยการที่เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีตัวเรา ของเรา

หรือ ที่ท่านพุทธทาสใช้คำว่า ตัวกู ของกู

 

ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากให้พิจารณาเยอะๆ มากๆ ครับ

ว่า ตัวกู ของกู ของตัวเองนี่คืออะไร

เป็นต้นเหตุเลย ต้นปัญหาเลย ของความทุกข์ทั้งมวล

 

ถ้าเราไม่มีตัว แล้วไม่มีตน เราจะเอาอะไรไปทุกข์

จะเอาอะไรมากระทบ จะเอาอะไรไปคาดหวัง

ว่าคนอื่นควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้

ควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ควรจะทำอย่างนี้

 

อันนี้ จริงๆ อยากให้แยกว่าเวลาเราไปอะไรกับคนอื่น

อยากให้แยกว่า เป็นฉันทะ หรือเป็นตัณหา

 

ถ้าเรามีความ อยากได้ อยากมี อยากเป็น

ไม่อยากได้ ไม่อยากมีอยากเป็นกับคนอื่น มีความคาดหวัง

อันนี้ไม่ใช่ฉันทะแล้ว นี่คือตัณหา

 

แต่ถ้าเราเข้าใจว่า สิ่งที่เรามอบความปรารถนาดีออกไปแล้ว

ไม่ได้มีความคาดหวัง หรือไม่ได้มีความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ

นี่คือความรักอย่างหนึ่ง หรือภาษาพระ คือฉันทะ

 

อันนี้จะงดงามกว่า และเราจะไม่เกิดความทุกข์ที่เกิดจากฉันทะ

 

อยากให้แก้ตรงนี้ก่อนว่า จุดหลักๆ คือเรื่องตัวตน ตัวกูของกู

และให้พิจารณาดีๆ ว่า เราทำ

มีความปรารถนาอยากจะช่วยอะไรใครก็ตาม

เป็นตัณหา หรือฉันทะครับ

_________________

การห่วงทุกคนในชีวิต เราจะลดความห่วงให้น้อยลงได้อย่างไร

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน รู้จักขันธ์ ๕ จากสมาธิจิต

- ช่วง คุยกับหมอบี

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=VRgJj5jc0B8

 

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

เจริญสติรู้อิริยาบทและฝึกอานาปานสติ จนรู้อนิจจสัญญา ตอนหลังรู้สึกเบื่อหน่ายจนเป็นโทสะ จะแก้ไขอย่างไร

 ผู้ร่วมรายการ : โดยพื้นฐานผมเป็นพุทธตามทะเบียบบ้าน ทำบุญตามประเพณี ยังไม่ได้รู้สึกว่าเชื่อในศาสนาพุทธ จนกระทั้งช่วงวัยรุ่นมีความรัก แล้วผิดหวัง ตอนนั้นผิดหวังแล้วไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเป็นฆราวาสที่เรียนเกี่ยวกับพระอภิธรรมมา แล้วเขียนโดยอิงจากพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นก็มีทุกข์”  หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ “รักคนอื่นเสมอรักตนเองไม่มี” ตอนนั้นมีความทุกข์จากความรักที่ผิดหวัง แต่อ่านบทความเหล่านั้นแล้วผู้เขียนอธิบายแง่มุมว่า ทำไมมันเป็นแบบนั้น เช่น เรารักรู้สึกว่าเรารักคนอื่นมาก เราสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆให้กับคนอื่นได้ แต่พอพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “รักคนอื่นเสมอรักตัวเองไม่มี” ผู้เขียนอธิบายว่า รักคนอื่นไม่มี รักตัวเองมากที่สุดเนื่องจากว่า เวลาเราผิดหวัง ที่เราเสียใจจากที่คนอื่นเขาไม่รักเรา แล้วเราผิดหวังเสียใจ มันเป็นเพราะจริงๆแล้ว เรารักตัวเราเองมากกว่า

ดังตฤณ :  มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าเรารักตัวเอง ไม่ใช่รักคนอื่น ทีนี้ที่ผ่านมามีประสบการณ์ในการปฏิบัติสมาธิหรือว่าเดินจงกรมยังไงมั้ยครับเช่น มันพาเราออกจากความรู้สึกรักตัวเองยังไงบ้าง

ผู้ร่วมรายการ : ครับ หลังจากนั้นก็เลยสนใจ หรือว่ามีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ก็เลยเริ่มศึกษา ศึกษาจากคนที่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนั้น เริ่มแรกผมเริ่มปฏิบัติโดยลักษณะของวิปัสสนาก่อน ใช้ลักษณะของอิริยาบถบรรพของสติปัฏฐาน ๔ รู้รูป ยืน เดิน นั่ง นอน โดยอาศัยสติ ไม่ได้ทำสมาธิก่อนเลย รู้อิริยาบทเลย เช่น นั่งอยู่ก็รู้ว่ามันเป็นลักษณะของรูปนั่ง ยืนอยู่ก็รู้ลักษณะของรูปยืน โดยกำหนดสติเป็นหลัก ช่วงแรกจิตมันยังฟุ้งซ่านไปรู้สิ่งข้างนอกบ้าง แต่พอกลับมารู้อิริยาบถตัวเองและพอมีสติเกิดมากขึ้น แทนที่เราจะรู้แค่อิริยาบถสี่ มันกลับเป็นรู้อย่างอื่นด้วย อย่างเช่น ใจฟุ้งซ่านคิดไป จะมีสติรู้ว่ามีความคิดวิ่งออกไป มันก็รู้เป็นลักษณะจิตแทน ทั้งๆที่ตอนแรกเรารู้แค่รูปอย่างเดียว หรือตอนกินข้าวปกติถ้ากินข้างนอกเราจะรู้สึกสึกว่ามันอร่อย แต่ตอนนั้นมันรู้สึกแค่เป็นสัมผัสของรสที่แตะลิ้นแล้วก็จบ มันไม่มีความรู้สึกว่ามันปรุงว่า มันรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือว่าอร่อย

ดังตฤณอนุโมทนาครับ สำหรับคืนนี้มีคำถามว่าอย่างไรบ้างครับ

ผู้ร่วมรายการ : คำถามผมคือ พอหลังจากนั้น ผมทิ้งตัววิปัสสนานั้นไป เนื่องจากว่ามันอยู่ในช่วงการเรียนมหาวิทยาลัย อารมณ์หรือสิ่งแวดล้อมมันไม่เอื้ออำนวย หลังจากนั้นประมาณสองปีที่เคยฝึกมามันก็มีรู้สึกตัวเรื่อยๆ แต่ว่ามันเบาบางมาก เพราะไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปฏิบัติเต็มที่ แต่สองปีที่ผ่านมา ผมเรียนจบทำงานแล้วมีเวลามากขึ้น ก็เริ่มมาฝึกอานาปานสติร่วมด้วย โดยดูจากในวิสุทธิมรรค ที่มีการนับลม ๑ ลม ๒ ตาม พอฝึกไปสักพักปรากฏว่า ตัวอิริยาบถบรรพที่เราเคยฝึกไว้มันกลับมาด้วย

ดังตฤณตรงนี้ถูกแล้วนะครับ คือลมหายใจเนี่ย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้รู้ลมหายใจ พระพุทธเจ้าให้เอาลมหายใจเป็นจุดเริ่มต้น เป็นปากประตูเป็นปากทางหรือเป็นสปริงบอร์ด หรือเป็นราวเกาะให้เราเข้ามารู้ทั้งกายทั้งใจทั้งหมดเลยว่า ในแต่ละลมหายใจมันสามารถเห็นอะไรในกายใจได้บ้าง เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ชัดเจน ในโพชฌงคสูตร

ในโพชฌงคสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อมีอานาปานสติเป็นฐานที่ตั้งอย่างแข็งแรงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา เราสามารถตรวจดูได้เลยว่า แต่ละลมหายใจมีองค์ของโพชฌงค์อยู่เป็นยังไงบ้าง เอาง่ายๆเลย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอานาปานสติว่า หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก รู้ว่าหายใจออก ตรงนั้นเป็นเบสิก(basic)

แต่ที่แอดวานซ์(advance)ที่ยังตามไปอีกคือ หายใจเข้ามีสภาวธรรมอะไรแสดงอยู่ในลมหายใจเข้า หายใจออกมีอะไรแสดงอยู่ในลมหายใจออกนั้น เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากว่ามีจุดเริ่มต้นมีจุดศูนย์กลางที่ดีของสติ มันปรากฏได้หมดอย่างที่คุณบอกถูกต้องเลยนะครับ พอเรารู้ลมหายใจอย่างถูกต้อง อิริยาบถมันปรากฏเอง โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปเค้น หรือว่าไปพยายามนึกถึง

เนื่องจากว่าจุดที่ลมหายใจเข้ามา มันก็คือศูนย์กลางความเป็นกายนั่นแหละ ถ้าหากว่าเรารู้จักลมหายใจได้ เราก็รู้จักภาวะความเป็นกายในอิริยาบถนี้ได้ครับ

ผู้ร่วมรายการ : พอหลังจากนี้มันเริ่มรู้ถี่ขึ้นสติเกิดบ่อยขึ้น ก็เริ่มมีอนิจจสัญญาคือเริ่มรู้ความไม่เที่ยงของลักษณะการแปรเปลี่ยน มันจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรา ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์เช่น รู้สึกว่ามันมีแล้วมันไม่มี มันรู้สึกว่าใจหาย มันจะมีสองจังหวะ ถ้าสติเกิดทันมันจะรู้สึกสังเวชและเบื่อหน่ายความมีชีวิตอยู่ เป็นลักษณะสังเวชที่ปัญญามันทำงาน

แต่ว่าโดยส่วนมากที่ประสบกับตัวเองเวลาเกิดสภาวะที่เราเข้าไปเห็นความไม่เที่ยงในตัวเองแล้วรู้สึกเบื่อหน่าย มันกลับกลายเป็นอารมณ์ของโทสะแทนที่ เรารู้สึกว่าเรายังไม่อยากพรากออกจากร่างกายนี้ ยังรู้สึกว่ายึดติดอยู่กับร่างกายนี้ครับ

ยิ่งสติยิ่งถี่เท่าไหร่ มันยิ่งเห็นโทษของร่างกาย ยิ่งเห็นโทษของวัฏฏะในการเวียนว่ายตายเกิด พอมันเห็นโทษมากๆ แทนที่มันจะเป็นอารมณ์ของปัญญาเป็นความสังเวช กลับกลายเป็นอารมณ์ของโทสะที่เรารู้สึกว่ามันทุกข์ แล้วกลายเป็นโทสะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ไหว แล้วรู้สึกว่ามันทุกข์มากเกินไปจนมันต้องคลาย หมายถึงว่าผมจะต้องทำสติให้มันน้อยลง เพราะเวลามันทุกข์โดยสภาวะนั้นมันไม่ไหวเลยครับ

ดังตฤณผมเข้าใจประเด็นปัญหา อย่างนี้นะครับ ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจ ผมเจอคำถามนี้มาเยอะมาก จนกระทั่งเกิดความเข้าใจขึ้นมาจุดหนึ่ง ที่คนเราปฏิบัติมาแต่ละคนนะครับจะมียางเหนียวแตกต่างกัน ยิ่งมียางเหนียวมากขึ้นเท่าไหร่ พอปฏิบัติไปลึกขึ้นลึกขึ้น ยางเหนียวนี้มันจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ มันจะพยายามยื้อเราไว้ อันนี้สำหรับคนที่มียางเหนียวนะครับ มีความยึดมั่นถือมั่นสูงๆเนี่ย ขอให้สังเกตนะ เหมือนกับหนังสติ๊กที่เราพยายามจะยืดออก ตอนแรกจะพยายามดึงมันให้ขาด แต่ถ้ามันไม่ขาดซักที เนื่องจากมันเหนียวมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เราจะเกร็งเนื้อเกร็งตัว เราจะรู้สึกฝืน เราจะรู้สึกฝืด เราจะรู้สึกว่ามันน่าโมโหที่ไม่ขาดซักที หรือว่าจะเกิดความรู้สึกว่า ที่เราต้องออกแรงเกร็งอยู่มากๆมันเป็นเหตุสะสมให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมา ผมเปรียบเทียบกับการยึดหนังสติ๊กแบบนี้แหละ พยายามที่จะยืดเพื่อให้ขาดแต่มันไม่ขาดซักที มันก็เลยเกิดความรู้สึกฝึด

ตอนที่มันรู้สึกฝืด มันรู้สึกว่าจะยืดออกแล้วออกไม่สุด หรือว่าขาดไม่ได้เนี่ย มันจะมีอยู่สองอารมณ์แทรกขึ้นมา ถ้าไม่เป็นโกรธ ก็จะมีความรู้สึกกลัว จริงๆแล้วมันมีมูลมาจากโทสะด้วยกันทั้งคู่ มันมีมูลฐานอันเดียวกันคือโทสะ

โกรธ คืออะไร?

โกรธ คือไม่พอใจ แต่ไม่รู้ว่าไม่พอใจอะไร สำรวจเข้าไปรู้แต่ว่ามันไม่พอใจ มันมีความรู้สึกว่า ภาวะความเป็นอย่างนี้มันไม่น่าอยู่อาศัย แต่เสร็จแล้วคุณสังเกตนะว่ามันมีอาการถกเถียงกับตัวเองว่าจะเอายังไง จะเอายังไงต่อราวกับว่ามันแบ่งออกเป็นสองภาค ตัวนึงมันอยากจะพ้นไป อีกตัวนึงมันอยากยื้อไว้ เนี่ย!มันทำให้เกิดอารมณ์โกรธ

กับอีกอันนึงคือ ความกลัวหรืออารมณ์กลัว พอมันมาถึงจุดนึงเห็นว่ากายไม่ใช่เราแน่ๆเนี่ย จุดนั้นอาจจะเกิดแค่วินาทีเดียว เสร็จแล้วแรงยื้อของยางเหนียวมันทำให้เราเกิดหวงตัวหวงตนขึ้นมา ในจักรวาลทั้งจักรวาลถ้าคิดแบบคนธรรมดา ไม่มีอะไรที่มันกลัวไปกว่าการไม่มีตัวตน

คุณคงเคยดูหนังที่มันเป็นบทลงโทษสูงสุด มันไม่ใช่การประหาร แต่ว่าทำลายตัวตนไม่ให้เหลือตัวตนอีกเลย ไม่ให้เหลือซากอีกเลย ไม่ให้มีแม้กระทั่งวิญญาณ ไม่ให้มีแม้กระทั่งจิต ก็จะบอกกันว่านี่เป็นภาวะที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุด มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเราอย่างที่สุด ถ้าใครจะมาพยายามทำลายอัตตา ทำลายตัวตนคนนั้นเนี่ย มันชั่วมากเป็นโจรเป็นอะไร แต่ที่แท้ที่ไหนได้ ถ้าหากทำลายตัวตนได้จริง พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นบรมสุข และพระองค์ชี้ทางไว้ด้วยว่า ทำยังไงถึงจะเห็นกายใจจนกระทั่งหมดตัวหมดตนได้ นี่พระพุทธองค์ไม่ใช่ผู้ร้ายนะครับ แต่เป็นพระผู้มาโปรดมาชี้ทาง

ทีนี้คือเราจะจัดการกับอารมณ์ตรงนั้นได้ยังไง?

แต่ละครั้งที่มันเกิดความรู้สึกเห็นจริงเห็นจังขึ้นมาว่า กายนี้สักแต่เป็นธาตุมาประชุมกัน ไม่ใช่ตัวเรา ตกลงไม่มีตัวเราจริงๆเหรอ แล้วเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาต้องเสียพี่เสียน้องเสียญาติเสียสิ่งที่เป็นที่รักรวมทั้งครอบครัวและหัวใจสำคัญ ที่สุดที่จะต้องเสียไปก็คือตัวเอง ตอนนั้นเนี่ยตัวตนมันกำลังดิ้นอย่างที่สุด

และทำไมมันถึงดิ้น เพราะมันกำลังรู้สึกว่ากำลังจะเสียตัวเองไป กำลังจะเสียสิ่งอันเป็นที่รักที่สุดที่ยึดมาเหนียวแน่นชั่วกัปชั่วกัลป์ไป มันเลยเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างนั้นได้ ซึ่งคนที่ไปถึงตรงนั้นได้ ถามว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว ใช้ได้เลยนะครับ เพราะถ้าไม่ไปขุดถึงรากถึงโคนมันไม่สะเทือนดุ้งสะเทือนขนาดนั้น ไม่สะดุ้งสะเทือนขนาดหวาดกลัวขึ้นมาได้หรอก

เพราะฉะนั้น ได้ข้อสรุปตรงนี้ก่อนว่า คุณมาไกลพอสมควรนะครับ

ทีนี้จะไปต่อยังไง?

คุณต้องเข้าใจคำหนึ่ง จิตที่สามารถทิ้งได้จริง ไม่ใช่จิตที่หวาดกลัว ไม่ใช่จิตที่อยากได้มรรคผล แต่เป็นจิตที่มีความเป็นกลาง เป็นอุเบกขา

ถ้าหากว่าจิตไม่เป็นอุเบกขา มันไม่มีทางมีกำลังมากพอที่จะรวมลงเป็นสมาธิถึงฌานที่จะประหารกิเลสไปตัดล้างสังโยชน์ขึ้นมาได้ เป็นไปไม่ได้เลย

จำไว้จิตที่มีความกลัว จิตที่มีความโกรธ จิตที่มีแม้แต่ความอยากได้มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่จิตที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน

จิตที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานคือจิตที่ทิ้งอย่างเป็นกลาง

ราวกับว่าเป็นคนที่ถ่มเสลดออกจากปากได้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาลัยไม่อาวรณ์ และไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้น ไม่อยากได้อะไรเพิ่มเข้ามาที่ปาก มีแต่อยากถ่มทิ้งไปจากปาก เนี่ยความรู้สึกของเหล่าพระอริยเจ้าเวลาท่านจะข้ามโครตปุถุชน ความรู้สึกมันแบบนั้นจริงๆ ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนะครับ เหมือนกับถ่มเสลดออกจากปากโดยไม่มีความอาลัยไยดี ไม่มีความเสียดายแม้แต่นิดเดียว

ทีนี้เราจะไปถึงตรงอุเบกขาได้ยังไง?

ตรงนี้แหละคือโจทย์สำคัญ ที่เป็นคำตอบที่ตรงโจทย์ของคุณในคืนนี้นะครับ

สิ่งเดียวที่จะทำให้จิตของเราเป็นอุเบกขาได้ คือการเห็นว่ามันไม่เที่ยง

เดิมเนี่ยคุณเห็นมามากมายแล้ว กายไม่เที่ยง กายเป็นธาตุ กายเป็นโน่นเป็นนี่ อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ทั้งหลายมันแปรปรวนเห็นมาหมดแล้ว แต่ไม่สามารถเห็นขาด ไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกโกรธความรู้สึกกลัวในสังขารของตัวเองไปได้ เพราะเป็นอารมณ์ทีหนาแน่นชุกชุมมาก อย่างที่ผมเปรียบเทียบ มันเหมือนยางเหนียวที่มันเหนียวจริงๆ มันเหนียวเกรอะกรัง และมันสู้เราด้วย มันพยายามยื้อเราไว้ ทำยังไงยังไงมันก็ดูจะไม่สามารถเป็นกลางได้ แต่อยากพยายามดู

ถ้าคุณไม่พยายามดูนะ คุณแค่ทำไว้ในใจว่า มันจะโกรธแค่ไหน มันจะกลัวแค่ไหน มันจะรู้สึกยึดมั่นถือมั่นเหนียวแน่นแค่ไหนก็ตาม คุณยอมรับไปตามจริงว่ามันกำลังปรากฏอยู่ในความเป็นอารมณ์นั้น มันจะเหมือนยางมะตอย หรือกาวตราช้างอะไรสักอย่างที่มาเกาะหนึบติดจิตคุณตอนแรกๆ และเป็นกาวที่มืด เป็นยางมะตอยที่สีดำด้วย มันเกาะติดแน่นมากเลย เป็นก้อนเป็นกระจุก เป็นอะไรที่แกะไม่ออก

ทีนี้อย่าไปพยายามแกะ ให้ทำความรู้สึกในลมหายใจยอมรับว่า ที่ลมหายใจนี้มันมีความโกรธ มันมีความขัดเคืองในการเห็นสังขาร มันมีความกลัวว่าตัวตนมันจะหายไป ที่ลมหายใจนี้เป็นลมหายใจแห่งความโกรธ หรือไม่ก็ลมหายใจแห่งความกลัว พอเห็นไป ยอมรับไป ลมหายใจที่หนึ่ง ลมหายใจที่สอง ถึงลมหายใจที่สิบอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย มันยังมียางมะตอยอยู่ มันยังมีกาวเหนียวๆติดจิตติดใจเป็นยางสีดำไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่พอลมหายในที่สิบเอ็ดมันจะเริ่มมีช่องโหว่ ค่อยๆมีช่องว่างของยางมะตอย หรือว่าของกาวตรงนั้นนะครับ มันจะมีความรู้สึกว่า ที่มันเกาะเหนียวแน่นเนี่ย จริงๆมันมีช่องโหว่อยู่ ค่อยๆเกิดช่องโหว่ขึ้นมา เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของความโกรธความกลัวในการจะไม่มีตัวตนแล้ว

พอเห็นไปเรื่อยๆ เห็นไปแบบยอมรับเป็นลมหายใจทีละลมหายใจไปเรื่อยๆ มันจะพาไปสู่ความว่า ที่สุดแล้วมันเหลือแต่ลมหายใจกับจิต จิตที่เห็นว่าสุดท้ายมีแต่ลมหายใจไม่มีความโกรธ ไม่มีกลัวอยู่ เพราะว่าความโกรธความกลัวแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นไปแล้วเนี่ย ตรงนั้นย้อนกลับมาดูสังขารอีกที คราวนี้มันจะดูด้วยความว่างเปล่า มันจะดูด้วยความรู้สึกอีกแบบนึง ไม่ใช่บุคคลเป็นผู้ดู มันจะมีความรู้สึกว่าสภาวธรรมดูสภาวธรรม จิตมันกำลังดูความไม่เที่ยงของตัวเองอยู่ จิตมันกำลังดูความไม่เที่ยงของความปรุงแต่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วค่อยๆผ่านไปทีละคืบทีละวาทีละศอก

ตรงนี้เนี่ยครั้งแรกๆอาจจะรู้สึกเหมือนฝืนๆหน่อย แต่มันเหมือนกับคนเล่นกีฬา ยิ่งเล่นมันยิ่งชำนาญ พอคุณเห็นความกลัว หรือความโกรธในการรู้สึกว่ามันจะไม่มีตัวตนบ่อยขึ้น ในที่สุดแล้วมันกลายเป็นความเคยชิน มันกลายเป็นความชำนาญเป็นอัตโนมัติ ทุกครั้งที่เกิดความกลัวหรือความโกรธแบบนี้ขึ้นมา มันจะค่อยๆสลายตัวไปให้ดู แล้วสังเกตได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องก็คือว่า จิตของคุณมันจะเข้าสู่ภาวะหนึ่งที่เรียกว่าไม่รู้ไม่ชี้ มันจะมีหรือไม่มีตัวตนช่างมัน ตัวที่ไม่รู้ไม่ชี้ช่างมันเนี่ย ตัวนี้มันเข้าใกล้ความเป็นสังขารุเปขาญาณ

สังขารุเปกขาญาณ จะเป็นตัวสะพานให้ข้ามโครตจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยะจะต้องมีสมาธิประกอบ ต้องมีกำลัง และกำลังมันก็สั่งสมมาจากความเคยชินที่จะเห็นแบบยอมรับความจริงนั่นแหละ อันนี้ตอบยาวนิดนึง โอเคช่วยเปิดไมค์และอันนี้คือคำตอบแล้วนะครับ

ผู้ร่วมรายการ : ครับ ขอบคุณมากครับ ได้เห็นภาพแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

----------------------------------------

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
Clubhouse รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน  

คำถาม : เมื่อก่อนเจริญสติรู้อิริยาบท ต่อมาฝึกอานาปานสติ ทำให้รู้พร้อมกันทั้งลมและอิริยาบทถูกต้องไหม? รู้อนิจจสัญญา ถ้าสติเกิดทันจะรู้สึกสังเวช เบื่อหน่าย แต่โดยทั่วไปแล้วรู้สึกใจหายกลายเป็นโทสะ

ระยะเวลาคลิป    ๒๐.๔๒  นาที
รับชมทางยูทูบ https://www.youtube.com/watch?v=M23MGNIn1z8&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=34&t=741s

 ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ร่างกายป่วยจิตฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรให้ใจไม่ดิ้นรน


ดังตฤณ : คือถ้าไปฝึกตอนป่วย ไม่ทันนะครับ สมมติว่า เราป่วยครั้งนี้ แล้วเริ่มฝึกครั้งนี้ จะได้จริงๆ เอาครั้งหน้า คือจะเริ่มรู้ทาง 

จริงๆ แล้วการฝึกที่จะไม่กระสับกระส่าย
ผมใช้คำนี้ก็แล้วกัน กายกระสับกระส่าย แต่ใจสงบระงับได้ ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ แล้วก็ไม่ใช่ไปฝึกเอาตอนที่เราป่วยไปแล้ว เป็นไปไม่ได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าป่วยหนัก อย่างเช่นเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือเป็นอะไรที่ตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง รู้สึกทุรนทุราย กายกับใจผูกติดอยู่ด้วยกันเหนียวแน่น ถ้ากายร้อนมากๆ แล้วเกิดความทุรนทุราย ทรมานมากๆ จิตก็ดิ้นรนตาม ร้อนตาม ทุรนทุรายตาม เพราะผูกติดกันเหนียวแน่น กายเป็นอย่างไร จิตก็เป็นอย่างนั้น ถูกปรุงแต่งไปเป็นแบบนั้น

แต่ถ้าหากว่าเราเคยเจริญสติ เคยทำสมาธิมาจนถึงขั้นที่จิตมีความสบายของมันอยู่ได้เอง มีความสุขกับตัวเองอยู่ได้เป็นปกติ คือพูดง่ายๆว่า ในชีวิตประจำวัน ถึงขั้นที่ พอ (ความ) ฟุ้งซ่านมาแล้ว (เห็นว่า) ผ่านมาผ่านไป เราไม่เก็บความฟุ้งซ่านไว้ จิตแบบนี้ที่เอาไปต้อนรับขับสู้ความป่วยไข้ได้นะ

ต้อนรับได้อย่างไร ก็คือว่า จิตของคน จำไว้ตรงนี้ สำคัญนะ ถ้าระหว่างวันเรารู้สึกว่าใจสงบๆ สบายๆ ไม่รำคาญตัวเอง ไม่รำคาญโลกภายในของตัวเอง ขอให้สันนิษฐานได้ว่า จิตของเรามีทิศทางที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฝึกสมาธิ แม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไรให้ถึงขั้นฌาน ขั้นญาณประเภทไหน แต่จิตอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ที่จะสบายใจ ที่จะมีความสุข

ถ้าสำรวจดู คนที่สบายใจได้เป็นปกติ ไม่ผิดศีลผิดธรรมให้ใจสกปรก ใจสกปรก ไม่มีทางสบาย แล้วถ้าหากว่ามีแต่ความหวง มีแต่ความห่วง โน่น นี่นั่น นี่ก็ไม่มีทางสบายอีกเช่นกัน แต่ถ้ารินน้ำใจบ่อยๆ มีความคิดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากๆ นี่ก็มีความพร้อมที่จะเย็น แม้ภายนอกจะร้อนก็ตาม

นี่พูดถึงขั้นของทาน ขั้นของศีลนะ ถ้าเตรียมไว้ก่อน ถ้าใจมีความเย็น มีความชุ่มฉ่ำจากน้ำใจที่รินไปของตัวเอง ถ้าใจมีความสะอาดไม่รกรุงรัง อันเนื่องจากการมีศีล ตัวนี้ก็พร้อมจะสะอาด พร้อมจะเย็น ไม่ใช่ว่าจะต้องมาทำสมาธิอะไรก่อนนะ เอาความสะอาด แล้วก็ความชุ่มชื่นจากการรินน้ำใจ จากการรักษาศีล แค่นี้ เป็นขั้นต้นที่จะทำให้เราสามารถต้อนรับขับสู้ กับความเจ็บป่วยได้บ้างแล้ว

เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วมีฐานของความสว่าง มีฐานของความสะอาด มีฐานของความเย็นมากพอที่จะดูว่า ร่างกายร้อน ร่างกายกระสับกระส่าย แต่ใจของเรามีต้นทุนเป็นความเย็น มีต้นทุนเป็นความสะอาดไม่รกรุงรัง ไม่ฟุ้งซ่านมากอยู่ เท่านี้ ก็จะเริ่มเป็นสมาธิอ่อนๆ แล้ว คือใจจะอยู่กับความเย็นของตัวเอง ความไม่รกรุงรังของตัวเอง ร่างกายจะกระสับกระส่ายอย่างไร ก็จะมีกำลัง ตรงนี้นี่ พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ใครรักษาศีลได้สะอาด ตรงนั้นมีความพร้อมที่จะต่อยอดเป็นสมาธิ รู้เห็นอะไรได้ตามจริง ไม่กระสับกระส่าย ไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เห็นได้เป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ ผลของกรรมดีที่ให้ผลทันตาในชีวิตนี้นะครับ

แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่แค่ให้ทานดี ไม่ใช่แค่รักษาศีลดี แต่ยังมีการเจริญสติ เอาง่ายๆ ก่อนนอน เป็นช่วงที่ดีเลยที่ใครจะซ้อมไว้ก่อนป่วยไข้ ก่อนนอนสังเกตดู นิสัยคน ชอบคิดอยากโน่น อยากนี่ หรือว่ากังวลเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือว่าบางทีไม่ได้มีเรื่องอะไรอยู่ในใจ แต่ว่ามีความเคยชินทางสมอง คันสมอง รู้สึกยังไม่อยากนอน นอนไม่หลับ มีความรู้สึกเครียดๆ อยู่ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตรงนี้ คล้ายๆ กับการป่วยไข้นั่นแหละ

ถ้าใครซ้อมไว้ได้ตอนนอน เจริญสติ ไม่ใช่ทำสมาธินะ เจริญสติ เห็นความฟุ้งซ่าน เห็นความรำคาญใจ เห็นความกระสับกระส่ายภายใน เป็นเครื่องผลักดันให้ร่างกายพลอยกระสับกระส่ายตาม ร่างกายเย็นอยู่ดีๆ แต่จิตกระสับกระส่ายอยู่ที่ภายใน เกิดความร้อนระอุอยู่ที่ภายใน พลอยทำให้ร่างกายเกิดความกระสับกระส่ายแล้วก็ร้อนรนตามไปด้วย ตัวนี้ ถ้าเราพิจารณาเห็น ขนาดไม่ป่วยไข้อยู่แท้ๆ ร่างกายยังสามารถกระสับกระส่ายจากแรงดันภายในได้ เห็นแค่นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการซักซ้อม ต้อนรับการป่วยไข้ได้แล้ว

ทำอย่างไร ฝึกอย่างไร ฝึกโดยการที่พิจารณาว่า ใจที่ทุรนทุรายไป กระสับกระส่ายไปอย่างเปล่าประโยชน์ คืออาการป่วยชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ป่วยไข้ทางกาย แต่เป็นอาการป่วยไข้ทางใจ เป็นความไม่ปกติ ร่างกายเย็นอยู่ดีๆ ไปทำให้ร้อนขึ้นมา ร่างกายไม่กระสับกระส่ายก็ได้ แต่ก็ไปทำให้กระสับกระส่ายขึ้นมา พิจารณาอยู่อย่างนี้ จะเริ่มเห็นเข้ามา เห็นจากการพิจารณาก่อนอันดับแรกก่อนว่า กายอยู่ดีๆ เราไปทำให้เสีย จะเริ่มเข้ามารู้สึกข้างใน เข้ามาเห็นความกระสับกระส่าย เห็นความอึดอัด เห็นความดื้นรนที่เปล่าประโยชน์ ไร้สาระ พอเห็นบ่อยๆ เข้าจะเกิดสติขึ้นมาว่า อาการดิ้นรนอย่างสูญเปล่า เริ่มต้นที่สุดมาจากการไม่มีสติ มองเห็นเข้าไปในใจของตัวเอง ถ้าขาดสติแล้วไม่เห็นเข้าไปในใจของตัวเอง ก็จะพร้อมที่จะไหลลงต่ำ พร้อมที่จะฟุ้งกระเจิง พร้อมที่จะกระสับกระส่ายออกมาจากข้างใน พอเห็นอย่างนั้นบ่อยๆ ก่อนนอน จะเริ่มหาอะไรที่เป็นแก่นสารขึ้นมา อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าแนะนำอย่างที่สุดเลยก็คือว่า ให้สังเกตว่า เรากำลังหายใจเข้า หรือหายใจออก หายใจยาวหรือหายใจสั้น หายใจยาวจะสังเกตได้เลย ท้องจะพองขึ้นมาก่อน พองขึ้นมาสบายๆ แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนคลายออกไปนะ

แต่ถ้าไม่ยึดลมหายใจไว้ จะไปดูส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือไปดูส่วนใดส่วนหนึ่งของจิต บางทีไม่รู้จะเอาอะไรมาจับยึดไว้ให้แน่นอนนะ บางคนอาจจับจุดถูกว่านอนหงายอย่างไรให้เกิดความรู้สึกเบากายขึ้นมา แล้วก็สามารถที่จะล็อกตรงนั้นไว้เป็นเครื่องตรึงจิต อันนั้นเรียกว่าเป็นสมาธิ แต่ถ้าหากว่าเราจับสังเกตได้ว่า ลมหายใจ หรือ อาการทางกาย กระสับกระส่ายก็ดี หรือว่าสงบลงก็ดี กำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ ตรงนี้ จะเกิดสติขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง เป็นการยกระดับสติขึ้นมาเป็นสติแบบพุทธ คือเห็นความไม่เที่ยงของกายใจ เมื่อสามารถเห็นความไม่เที่ยงของกายใจก่อนที่จะหลับได้ ตรงนี้พอเกิดอาการป่วยไข้ คุณจะมีเครื่องมือ มีอาวุธ ไว้ต่อกรกับความป่วยไข้แล้ว พอร่างกายร้อนขึ้นมา เกิดความทุรนทุรายขึ้นมา คุณบอกตัวเองได้ว่า เป็นความทุรนทุรายภายนอก เป็นความเจ็บปวดทางกายที่มาปรุงแต่งจิตให้พลอยเศร้าหมองไปด้วย ทีนี้ลองสำรวจ สังเกตเข้าไปข้างในว่าจิตพลอยมีอาการกระสับกระส่ายตาม หรือว่ามีแรงดันให้ตัวเองพลิกไปพลิกมาจากภายในบ้างไหม

ถ้าสังเกตเห็นว่าระดับความแรงของความกระสับกระส่ายไม่เท่าเดิมในแต่ละลมหายใจ ตรงนี้ ก็จะเกิดการเห็นความไม่เที่ยง แล้วเมื่อไหร่ที่เกิดความเห็นว่าไม่เที่ยง ใจจะผ่อนอาการยึด จะถอยกลับมาเป็นผู้ดู โดยกลไกธรรมชาติของจิต ธรรมชาติเป็นอย่างนี้นะ ถ้าจิตเห็นสิ่งใดไม่เที่ยง จิตจะถอยออกมาเป็นผู้ดู จะห่างออกมาจากความไม่เที่ยงนั้น จะปล่อยวางความไม่เที่ยงนั้น เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา จิตไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งเดียวกับจิต จิตเป็นเพียงผู้ดู แล้วสิ่งที่แสดงความไม่เที่ยงนั้น เป็นตัวละคร เป็นหุ่นกระบอก หรือว่าเป็นโพรงไม้ว่างเปล่าที่ปรากฏให้ดู ไม่ใช่ปรากฏให้เป็น

เมื่อไหร่ที่เราไม่เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ตรงนี้ เราจะเห็นเลยว่า ความกระสับกระส่ายทางกาย จะร้อนแค่ไหน ถ้าลงไปไม่ถึงใจ ใจไม่ร้อนตาม จะค่อยๆ เย็น จะค่อยๆ ดีขึ้น จะค่อยๆปรับเข้าสู่สภาพสมดุลโดยธรรมชาติของร่างกายเอง

แต่ถ้าหากว่าร่างกายกระสับกระส่าย แล้วใจพลอยกระสับกระส่ายตามไปด้วย ก็จะเกิดธรรมชาติในอีกทางหนึ่ง ธรรมชาติในทางทุกข์ จะไม่มีอะไรดีๆ เหลืออยู่ข้างใน มีแต่อะไรเสียๆ มีแต่อะไรร้ายๆ ร่างกายรังแต่จะผลิตอะไรที่แย่ลงๆ มาใส่ตัวเอง เช่นสารที่เป็นพิษ อะดรีนาลีนบ้าง หรืออะไรที่ไม่ดีทั้งหลาย จะหลั่งออกมา ส่วนของความร้อนก็จะร้อนอยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีส่วนของความเย็นภายในเข้ามาช่วยบรรเทาบ้างนะครับ
!

คำถามเต็ม : เวลาร่างกายป่วย จิตฟุ้งซ่าน จะรวบรวมสติได้ด้วยวิธีใด ที่จะทำให้ป่วยแค่กาย แต่ใจไม่ดิ้นรน
ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เจริญวิปัสสนาอุทิศให้สัตว์เลี้ยงได้ไหม?
คำถามช่วง ถามตอบ
19 มกราคม พ.ศ. 2562

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

ให้เพื่อนยืมเงินแต่เพื่อนไม่คืน จะตัดใจยังไง เพื่อที่จะไม่เป็นการผูกกรรมต่อกัน


ดังตฤณ: ก็คิดว่าการให้เงินยืม เป็นการให้ทรัพยทานนะครับ
เราให้อภัยทานซ้ำเข้าไปอีกทบหนึ่ง จะได้มั้ย
ให้ทั้งทรัพยทาน ให้ทั้งอภัยทาน
คือทานอันยิ่งใหญ่ ยากที่ใครจะทำได้นะครับ

แต่ทีนี้ถ้าจำเป็นจริงๆ เป็นเงินก้อนที่เดือดร้อนจริงๆ ถ้าไม่ได้กลับคืนมา
อย่างนี้ก็คือไม่ใช่นิ่งดูดายนะ ก็อาจจะหาทางพยายามอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ในทางปฏิบัตินี่ คน เวลาให้ยืมเงินมักจะไม่ได้ทำสัญญากันไว้
ซึ่งในทางกฎหมายนี่ถือว่า ให้โดยสิเน่หา ไม่มีหลักฐานอะไรไปเอาผิดเขาได้
ทีนี้เราก็อาจบอกว่า เหตุการณ์นี้เราได้บทเรียนมาก็แล้วกัน
บทเรียนที่ว่า ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าให้ใครยืมเงิน
แล้วก็อีกอันหนึ่งคือ ถ้าไม่เซ็นต์สัญญา ไม่ทำสัญญาไว้
ถึงเพื่อน หรือแม้กระทั่งญาติก็ไว้ใจไม่ได้นะครับ
ตัดความเจ็บปวดทิ้งไป แล้วรักษาไว้แต่บทเรียนที่ได้มาก็แล้วกัน!

https://www.youtube.com/watch?v=SxSEsrvKyas

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561

พบคนกำลังทำผิดศีล แล้วนิ่งเฉย จะมีวิบากหรือไม่



ถาม : หากคนอื่นกำลังทำผิดศีล การที่เราไม่พยายามทำอะไร จะทำให้ตัวเรามีวิบากอะไรไหมครับ?

ดังตฤณ : เรียกว่าเป็นการดูดายก็ได้นะครับ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็บัญญัติพระวินัยไว้ข้อหนึ่ง บอกว่า ถ้าเห็นภิกษุอื่น ทำอาบัติ ต้องอาบัติแล้วไม่เตือน เราพลอยติดอาบัติไปด้วย แต่ไม่ได้อาบัติเท่าเขา แต่เป็นอาบัติทุกกฏ แปลว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ที่ยอมๆ ได้อภัยได้ เพียงด้วยการกล่าวแก้ กล่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่า เราผิดวินัยข้อนี้ไปนะครับ นี้เป็นเรื่องของพระ

แต่เรื่องของพระก็เป็นแบบอย่างได้ แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าโดยแนวทางของพุทธ ไม่อยากให้มีการดูดาย

เวลาเราเห็นคนอื่นกำลังเดือดร้อน คนอื่นจมน้ำ เรากระโดดลงไปช่วย หรือว่า เอาห่วงยางโยนลงไปเพื่อให้เขาตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ ให้รอด แต่เวลาคนกำลังจะผิดศีล หรือ สร้างความเดือดร้อนให้จิตวิญญาณของตัวเอง สร้างความเดือดร้อนเป็นภัย ให้กับโลกภายนอกอย่างไม่จำกัด แล้วเราไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น ก็จะรู้สึกอยู่ว่า อย่างนี้เราดูดายไป

ทีนี้ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้อีกข้อหนึ่งคือว่า ถ้าพูดแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ อันนั้นควรพูด แต่ถ้าพูดแล้วรู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์ อย่าไปพูดเลย ฉะนั้นตรงนี้เอาเข้ามารวมด้วย คือว่า เราไม่ดูดายแล้ว เราตั้งจิตไว้ ตั้งทิศทางไว้ว่า จะช่วยให้คนที่เขากำลังจะทำความผิดพลาดทางวิญญาณ เราตั้งใจช่วยเขา แต่จะช่วยแล้วได้ประโยชน์อะไรมั้ย ถ้าช่วยแล้วได้ประโยชน์ พูดหรือว่าแสดงท่าที ภาษากายอะไรต่างๆ แล้วจะเกิดประโยชน์ขึ้นมา เอาเลย ช่วยเลย

แต่ถ้าพิจารณาแล้ว ช่วยแล้วยิ่งแย่หนักขึ้นกว่าเดิม เขาจะโมโห เขาจะเกิดทิฐิมานะ ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นพ่อเป็นแม่ หรือว่าเป็นญาติที่อาวุโสกว่าเรา ธรรมดาเวลาทำผิดอะไร เขาจะมีอัตตาของเขา มากั้นเป็นกำแพงหนาๆ ไม่อยากให้ใครมาเตือน ยิ่งลูกหลาน ยิ่งคนที่อาวุโสน้อยกว่ายิ่งแล้วใหญ่เลยนะครับ ก็จะมีความยาก

ถ้าหากว่าเราพิจารณาว่าพูดไปเดี๋ยวนั้นแล้วไม่เกิดประโยชน์เราพักไว้ก่อนนะ คือไม่ใช่ต้อง โอ๊ย ไม่ได้สิ กำลังทำผิด ถ้าเราไม่เตือนเดี๋ยวจะเป็นการดูดาย เป็นการติดเวรติดกรรมไป อะไรต่างๆ อย่าไปเร่งร้อนขนาดนั้น ให้รอจังหวะได้ การช่วยมีหลายจังหวะ

หรือถ้าหากว่าจะกี่จังหวะก็ตาม เรามีความรู้สึกว่ามันพ้นขอบเขตความสามารถที่จะไปช่วยเขา ก็อาจดึงความสามารถของคนอื่นที่เหนือกว่าเขา หรือว่าเป็นที่ยอมรับนับถือของเขามาตักเตือนแทน หรือถ้าหากว่าไม่มีเลย ในโลกนี้เขาไม่เอาใครเลย ไม่สนใจนับถือ หรือว่าให้การยอมรับใครเลย ไม่มีการมาให้เกียรติใครทั้งสิ้น นอกจากเกียรติของตัวเอง อัตตาของตัวเอง ถ้ากรณีนี้ก็สามารถที่จะ “อุเบกขา” คือ เราตั้งจิตไว้ก่อน เป็นเมตตา กรุณา แล้วก็มุทิตา คือมีความอยากให้เขาได้ดี แล้วก็ลงมือช่วย กรุณาอนุเคราะห์ด้วยการลงมือเต็มที่ แล้วก็มีจิตพร้อมจะยินดี ถ้าหากว่าเขาได้ดีตาม แต่ถ้าหากทำมาทั้งหมดแล้ว หรือพิจารณาว่า กำลังเมตตา กรุณา กับมุทิตาของเรา ไม่เพียงพอที่จะไปช่วยอะไรเขาได้ ก็ต้องอุเบกขา คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

คำว่าอุเบกขา ไม่ใช่อยู่ๆ ขึ้นต้นมาดูดายนะ แบบนั้นไม่ใช่พรหมวิหารนะ ไม่ใช่อุเบกขาที่มีเมตตานำ แต่เป็นอุเบกขาชนิดที่มีใจจืดชืด ใจดำ ใจร้ายใจดำ เป็นตัวนำเป็นที่ตั้ง อุเบกขาที่ถูกต้อง ต้องผ่านการพยายามมาแล้ว เมตตาช่วยเหลือแล้ว ถ้าไม่สำเร็จก็ค่อยพิจารณาว่า เป็นเรื่องของสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ต่อให้เป็นญาติ ต่อให้เป็นพ่อแม่ ต่อให้เป็นบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ถึงแม้ว่าจะรักขนาดไหน แสนรักขนาดไหน เราก็จำเป็นต้องมีอุเบกขา แล้วก็ระลึกถึงข้อเท็จจริงว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามญาติไม่ให้ฆ่ากันถึงสามรอบ รอบที่สี่ยังยกทัพมาอีก ท่านก็บอก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เห็นมั้ย พระองค์นำเป็นแบบอย่างไว้ก่อนแล้ว ถึงแม้พระองค์จะมีพระญาณ รู้อยู่ทั้งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่พระองค์ก็พยายาม ที่จะช่วยก่อน แล้วช่วยไม่ได้ ท่านถึงอุเบกขา ตัวนี้นะครับ


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จิตรวม vs จิตค้าง
13 ตุลาคม 2561
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ขอวิธีลดความทุกข์ ในใจ



ดังตฤณ : วิธีลดความทุกข์ในใจ ไปสั่งลดไม่ได้ แต่ต้องสร้างเหตุที่จะไม่ให้เป็นทุกข์ ที่จะทำให้ ใจ เปิดรับความสุขเข้ามา มากกว่าความทุกข์นะครับ ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ นั่นแหละ ตรงนั้นแหละ ลดความทุกข์ลงแล้ว

ในขณะที่เราอยู่ในสภาวะหนาทึบ จะมีวิธีไหนที่จะดึงสติเราได้ไวที่สุด ก็คือ ให้ “ยอมรับ” ตามจริง ว่ากำลังอยู่ในภาวะหนาทึบอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ในจิตตานุปัสนา ท่านให้ “รู้” ให้ยอมรับนั่นเองว่า ขณะนี้ “โมหะ” มีอยู่ในจิต โมหะกำลังห่อหุ้มจิตอยู่ โมหะกำลังปิดบังจิตอยู่ แค่รู้เท่านั้น ยอมรับเท่านั้น “สติ” เกิดแล้ว

สติเกิดขึ้นแล้วยังไง สติเกิดขึ้นรู้ว่า ภาวะของเราขณะนี้ เรียกว่ามีโมหะ จิตมีโมหะ เมื่อยอมรับได้ เมื่อเกิดสติได้ โมหะจะถูกมองเป็นของอื่น เป็นของต่างหากจากจิตทันที แล้วพอเกิดความรู้สึกว่า ที่ทึบๆ หนาๆ แน่นๆ อยู่นี่ แค่ลมหายใจต่างกันสองสามลมหายใจ มันก็โปร่งบางลง ก็เบาบางลง หรืออาจจะย้อนกลับมาหนาทึบขึ้นได้อีก ยอมรับตามจริงไปให้หมด ก็คือการมีสติเห็นได้หมด ว่าขณะไหนกำลังมีโมหะ ขณะไหนไม่มีโมหะแล้ว


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ภาวะโปร่งใส vs ภาวะหนาทึบ
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

จะวางตัววางใจอย่างไร เมื่อต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ต่างก็ไม่มีใจรักในงานที่ทำ


ถาม : วางตัว/วางใจอย่างไร เมื่อต้องทำงานกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงานที่ต่างก็ไม่มีใจรักในงานที่ทำ และไม่สามารถหวังพึ่งอะไรได้เลย

ดังตฤณ : วางตัวแบบที่เราจะเป็นทุกข์น้อยที่สุดนะ คือปัญหาแบบนี้อย่าไปคาดหวัง คำถามของคุณ ผมเข้าใจนะ คำถามนี่ก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ แต่ในโลกความเป็นจริง ถ้าขืนไปหวังแบบนั้น ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก เพราะอะไร เพราะว่ายิ่งหาอุบายมากขึ้นเท่าไหร่ ใจคุณยิ่งดิ้นรนมากขึ้นเท่านั้น เพราะเห็นนี่ว่าเป็นไปไม่ได้ จะให้ทำใจยังไงก็ตาม ยังไงในที่สุดก็ต้องเป็นทุกข์

ไหนๆ จะต้องเป็นทุกข์แล้ว ทุกข์ให้เป็นประโยชน์ดีกว่า ทุกข์ด้วยการยอมรับว่านี่ (เรา) จมอยู่กับสภาพความน่าอึดอัด น่าระอา อยู่ในโลกที่ดูเหมือนไม่มีใครมีชีวิตชีวา มีแต่คนที่พร้อมจะเป็นซอมบี้ ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะทำงานเอาเงินเดือนไปวันๆ ไม่ได้จะมาที่ทำงาน เพื่อจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะทำจิตให้ขยันขันแข็ง มีความกระตือรือล้น หรือว่ามีความสูงส่งขึ้น

โลกนี้กำลังเต็มไปด้วยซอมบี้ที่ใจไปอยู่ไหนแล้วไม่รู้ ไปอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต ในโลกโซเชียล แต่ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง

ทีนี้ถ้าเราอยู่ในเมืองซอมบี้แล้วเราบอกว่า ฉันจะสั่งตัวเองให้ไม่ทุกข์ นี่ก็คือสั่งในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราอาจไม่ใช่ซอมบี้ แต่ก็จะกลายเป็นผีอีกประเภทหนึ่ง ผีที่มีความทุกข์ร้อนจากความไม่ได้อย่างใจ ไม่สามารถเป็นสุขได้อย่างที่หวัง

มาเป็น มนุษย์ธรรมดา ดีกว่า มนุษย์ที่สามารถยอมรับความจริงได้ว่า เราจะต้องอยู่กับความทุกข์

เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นมานี่ เราเอาความทุกข์มาใช้ประโยชน์ อย่างที่ผมบอกมาตลอดทั้งรายการว่า เมื่อใดเกิดความทุกข์ เมื่อนั้นให้ หายใจ เพื่อที่จะมาร์ก (mark) จุดไว้เลยว่า ตอนนี้เริ่มทุกข์แล้ว เริ่มมีความทุกข์ เริ่มมีความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เริ่มมีความรู้สึกกดดัน เริ่มมีความรู้สึกอึดอัด เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับ โอ๊ย จะทนไม่ได้ อยากจะหนีไปไกลๆ ไม่อยากอยู่โลกนี้ ให้มาร์กไว้เลยว่า นั่นคือลมหายใจแรกที่พาความทุกข์เข้ามา

คือไปโทษลมหายใจ ปัดความผิดให้ลมหายใจไปก่อน บอกว่า ลมหายใจนี้พาความทุกข์เข้ามาในเรา ลมหายใจนี้พาความคิดไม่ดีเข้ามาในเรา แล้วพอสังเกตต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าลมหายใจข้างหน้า ลมหายใจต่อๆไป พาความคิดไม่ดี หรือความรู้สึกไม่ดี ที่ต่างระดับกันเข้ามา เอาความทุกข์ในที่ทำงานมาใช้ประโยชน์ ... นี่ถ้าเราคุยกันเรื่องการเจริญสติ การปฏิบัติธรรมแนวพุทธนะ

แต่ถ้าจะหาอุบายแนวอื่นเพื่อมาปลอบใจตัวเองเป็นครั้งๆ อันนั้นก็ไม่ว่ากัน คือผมเข้าใจ ว่ามาดูลมหายใจนี่ มันไม่เคยชินนะ ไม่ใช่ความเคยชินของมนุษย์ปกติทั่วไป แต่ถ้าเราพัก สร้างความเคยชินขึ้นมาใหม่ได้ เป็นความเคยชินแบบพุทธ คุณจะพบว่าไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน เราสามารถแปลงให้เป็นทางเดินจงกรม แปลงให้เป็นที่นั่งสมาธิ แปลงให้เป็นพื้นที่เจริญสติ ได้ทั้งหมดนะ ขอแค่มีมุมมอง ขอแค่มีความเข้าใจที่ตรงตามแนวพุทธก็แล้วกัน!
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นั่งสมาธิแล้วกลัวตายให้ทำอย่างไร?
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คำว่า "สละออก" กับ "ช่างมัน" เหมือนกันไหม


ถาม: คำว่า "สละออก" กับ "ช่างมัน" เหมือนกันไหม




ดังตฤณ: ไม่เหมือนนะ “ช่างมัน” นี่ มีที่ใช้ได้ทั้งทางดีและในทางร้าย
ช่างมันในแบบดูดาย ... ช่างมัน เออ มันจะตายก็ให้ตายไป ไม่ต้องไปช่วยมัน อย่างนี้คือ ช่างมันแบบมีโมหะ ประกอบอยู่ โน้มเอียงที่จะไหลลงต่ำ โน้มเอียงที่จะทำอะไรที่มันร้ายๆ ให้เกิดขึ้นเสียเอง 

ดูดาย กับ คิดร้าย ต่างกันนิดเดียว เฉียดกันนิดเดียวนะ เพราะคิดดูดายช่างมัน ไม่ช่วยทั้งๆที่ช่วยได้นี่ จริงๆแล้วนั่นเป็นอกุศลจิตแล้วนะ เป็นอกุศลจิตแล้ว 
อกุศลจิตนี่ ใกล้กับอกุศลจิตประเภทเดียวกัน หรือประเภทที่อัพเกรดขึ้นใหม่ จาก ... ช่างมัน มันจะตายก็ช่างมัน กลายเป็น ...เออ เราจะฆ่ามันก็ได้ ห่างกันนิดเดียวนะ (การ)ไม่สนใจชีวิตนี่ พอเริ่มไม่มีความเมตตา พอสมองส่วนที่จะมีเมตตาให้คนอื่น ถูกปิด ถูกระงับไป ถูกปิดการใช้งานไปนี่ พอแค้นเคืองใครขึ้นมาก็คิดกำจัดได้ โดยไม่เห็นใจว่าเขามีสิทธิ์จะมีชีวิตต่อยังไง หรือว่า ลูกหลานจะเศร้าโศกเสียใจยังไง มันปิดการทำงาน แล้วก็จัดการตามที่ตัวเองนึกอยากขึ้นมาแบบดิบๆ นี่คือช่างมันแบบ คือเริ่มต้นก็คือช่างมัน ดูดาย แบบดูดาย

ทีนี้มี ช่างมัน แบบที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้บอก ... ช่างมัน ...
หมายความว่าใจนี่ไปยึด เช่น บอกว่าใครมาทำให้เราเกิดความขัดเคือง เกิดความรู้สึกเจ็บใจ เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ย ไม่น่าทำกันแบบนี้เลย ประเภทจี๊ด ทำไมทำกันแบบนี้ แล้วมีอาการของใจที่บอก “ช่างมัน” ขึ้นมา อันนี้คือ “สละออกซึ่งความแค้น” อย่างนี้ถือว่าเป็น ช่างมันแบบดี

ส่วนคำว่า “สละออก” มีนัยยะ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เบื้องต้น ไปจนถึงเบื้องปลาย
สละออกในแบบที่ว่า ตรงนี้เป็นส่วนเกิน เอาไปให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นดีกว่า อย่างนี้เรียกสละออกแบบเบื้องต้น
ส่วนสละออกขั้นกลาง อย่างที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นมหาทาน ก็คือสละออกซึ่งความอยากจะไปทำร้ายใครเขา อยากจะไปเอาเปรียบใครเขา อยากจะไปทำให้ใครเขาเกิดความบาดเจ็บทางใจ หรือการเอาลูกเอาเมียเขามา อะไรต่างๆ นี่อย่างนี้เรียกว่า เป็นการสละออกซึ่งตัวตนที่มันร้ายๆ เป็นการสละออกระดับกลาง
ส่วนการสละออกในแบบที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น การสำรอกตัณหา ก็คือการสละออกซึ่งตัวตน การสละออกซึ่งความสำคัญมั่นหมายผิดๆ ยึดมั่นผิดๆ ว่ากายนี้ใจนี้ เป็นตัวเป็นตนของเรา เรียกว่าเป็นการสละออกขั้นสูงนะครับ ซึ่ง ไม่ใช่แค่ช่างมัน คือ อยู่ๆ เราจะไปบอกว่า ตัวนี้ตนนี้จะมีหรือไม่มี ช่างมัน อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้แล้วมาบอกว่า คิดแบบเซน คิดแบบง่ายๆ เบาๆ แล้วก็ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อน คิดแบบนี้นี่คิดเอาเองนะ ใช้โมหะคิด เพราะว่าถ้าคิดแบบนี้แล้วบรรลุมรรคผลกันได้ หรือว่าไปนิพพานกันได้ พระพุทธเจ้าไม่ต้องเกิดนะ คิดกันเอาเองแล้วก็ไปนิพพานกันเอาเองง่ายๆ ไม่ต้องมีวิธีจากพระพุทธเจ้ามาว่าจะต้องเจริญสติปัฏฐานกันยังไง

สรุปคือ สละออก กับ ช่างมัน บางส่วนอาจจะเข้ากันได้ แต่ส่วนใหญ่ ไม่ใช่นะ สละออกนี่ใหญ่กว่า ส่วนช่างมันนี่ยังเล็กๆ อยู่นิดหนึ่ง



วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ต้องอยู่ในครอบครัวที่คนมีอัตตาสูง รู้สึกหดหู่เวลาโดนกระแทกอารมณ์ใส่ ควรทำอย่างไรคะ?

คำถาม : ต้องอยู่ในครอบครัวที่คนมีอัตตาสูง แสดงความไม่พอใจเวลาเราคิดไม่ตรงกับเขาเสมอ อยากจะปล่อยวาง แต่ทำใจไม่ได้เสียที รู้สึกหดหู่ เวลาโดนกระแทกอารมณ์ใส่ ควรทำอย่างไรคะ?

ช่วงถาม-ตอบ
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ประตูผ่านโลก
21 ตุลาคม 2560
รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/55wXILRjVaE

ดังตฤณ:  
ช่วงหลังๆ มีคำถามแบบนี้มาเยอะนะ
คือ จริงๆแล้วเนี่ย ถ้าเราเจอคนที่ทำงานประมาณนี้ มันยังไม่แย่เท่าเจอคนที่บ้านทำใส่ เพราะว่า ที่ทำงาน บางทีมันอยู่ในใจเราว่าเป็นสนามรบ ที่มีการแข่งขันกันทางธุรกิจ มีการแข่งขันกันเองระหว่างเพื่อนร่วมงาน มีการบีบคั้นจากหัวหน้า มีการพยศจากลูกน้อง คือ พูดง่ายๆว่า ใจเราไม่คาดหวังมากอยู่แล้วว่าที่ทำงานจะเป็นสถานที่ที่อบอุ่น เข้าไปแล้วเกิดรู้สึกแสนดี อยากเข้าไปทั้งเจ็ดวัน ไม่หยุดเลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่คาดหวัง

แต่คำว่า "บ้าน"  เนี่ย มันทำให้เราเกิดความคาดหวัง เพราะว่าตั้งแต่เล็กจนโต บ้านเป็นสถานที่เอาไว้พักนอน เวลาหนาวก็เอาผ้าห่มมาห่มให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น เวลาเนื้อตัวสกปรก ก็เป็นที่ไว้ชำระร่างกาย และมีที่ส่วนตัว มีมุมโปรดของเรา หรือพูดง่ายๆว่าเป็นโลกของเรา ซึ่งถ้าหากว่าโตแล้วมีความสามารถที่จะเลี้ยงตัว แล้วซื้อบ้าน ซื้ออะไรเป็นของตัวเอง ก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ คือความเป็นเรา  คือความเป็นเราไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปร่างหน้าตา จะรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ห่อหุ้มตัวเราอยู่ด้วย และเป็นของๆเรา เป็นที่ๆเราได้อยู่กับตัวเองเต็มที่

แต่ถ้าหากว่ายังต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ยังต้องอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง ต้องอยู่ในฐานะผู้อาศัย หรือ ในฐานะผู้ให้ "เขา" อยู่ก็ตาม บางที มันเกิดความรู้สึกว่า "เขตความเป็นเรา" เขตความอบอุ่นใจ เขตความรู้สึกแสนดี เนี่ย มันมีอยู่ในที่แคบๆจำกัด คือแค่ "ห้องนอน" ของเราเท่านั้น พอออกนอกเขต บางที่ต้องยื้อแย่ง เช่น น้องดูทีวีอยู่ เราก็เล่นเกมไม่ได้ หรือว่าพี่ใช้คอมพ์ เราไม่มีสิทธิ์ใช้ ต้องรอคิว หรืออย่างกรณีที่เป็นคำถามนี้ คือ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า บ้านเป็นที่ๆเราจะเกิดความรู้สึกว่าเหมือน "ตกนรกหมกไหม้" ได้
อันนี้ขอใช้คำนี้ เพราะมันเป็นความรู้สึกของหลายๆคนที่เจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดไม่ดี พูดกระแทก แบบพยายามทำให้รู้เลยว่าตั้งใจให้ เจ็บช้ำน้ำใจ หรือด่าว่าให้เกิดความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง แบบนี้ มันเหมือน "ตกนรกอยู่ที่บ้าน"

บางทีนะ เรามีสนามรบ อยู่ที่ที่ทำงาน เราหวังว่าจะกลับมาอยู่ในที่ๆมันสงบ มาพักรบ แต่ไม่ใช่ หนีเสือ ปะจระเข้ มันยิ่งกว่านั้น คือกลับมาตกนรกเลย ไม่ใช่ไปแค่เข้าสนามรบ เพราะฉะนั้น ตรงที่บอกว่า ขอคำแนะนำ จะทำใจยังไง? หรือจะให้พูดยังไง? คือ ลองมาหมดทุกวิธีแล้ว มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยนะ อันนี้ขอบอกตรงๆเลยนะว่า วิธีที่ทำให้ "นรกทางใจ" มันหายไปเลยนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่มันอยู่ที่บ้านเนี่ยนะ มันไม่ใช่สนามรบ มันเป็นเหมือนกับ ..เค้าจะเรียกว่าอะไร? .."ที่ลงโทษ" หรือไม่ก็ "ที่ตบรางวัล" นี่พูดให้เข้าใจแบบชัดเจนเลยนะ

บางทีเนี่ย คำว่า "บ้าน" มันมีอยู่สองอย่าง ไม่สวรรค์ ก็นรก ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยได้สร้างบ้านแบบไหนมา? ทำให้คนในครอบครัวมีความรู้สึกแบบไหน? นะ อันนี้ทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อน เพื่อที่จะให้เกิดความรู้สึกว่า โอเค มันมีเหตุผลอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง คือไม่ใช่ว่าอยู่ๆเรามาตกอยู่ในภาวะแบบนี้ บางคนทำไม พ่อแม่เค้าดี๊ดี  ดีตั้งแต่ลูกยังเด็ก จนลูกแก่เฒ่า ไม่เคยว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจ มีแต่อธิบายให้เป็นเหตุเป็นผล  ถ้าตำหนิ ก็ตำหนิแบบที่ทำให้รู้คิดมีปัญญามากขึ้น ทำให้คิดเป็น ไม่ใช่ดุด่าให้เจ็บแสบ นะ

อันนี้ก็เราเคยทำมาอย่างไรนะ เราก็ต้องมาอยู่กับผลแบบนั้น อันนี้ ถ้ามองด้วยความเชื่อแบบนี้  ด้วยความศรัทธา ในวิบากแห่งกรรม ในผลแห่งกรรม เราจะมีความรู้สึกว่า สภาพที่เป็นอยู่เนี่ย มันคือ วิธีใช้กรรมแบบหนึ่ง พอมีความรู้สึกอย่างนี้ ก็ให้สังเกตไปเรื่อยๆว่าการใช้กรรมของเราเนี่ย มันมีข้อแตกต่างได้นะ

ถ้าหากว่า เราทุกข์ร้อน เรารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ เรารู้สึกดิ้นเร่าๆ พยายามที่จะเอาชนะกรรมเก่า ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรนะ  พ่อแม่ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร แต่เป็นวิธีใช้กรรมเก่าของเรา

วิธีที่เราโต้ตอบเนี่ย เป็นวิธีที่ดุเดือด ดึงดัน จะเอาชนะ หรือว่าเป็นวิธีที่จะค่อยๆอ่อนโอนผ่อนตาม ทำให้ผู้ใหญ่เนี่ย มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้หงอ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แข็ง คือมันอยู่ตรงกลางๆ นะ

คือเราต้องมีคำพูดที่สั้น ชัดเจน แสดงถึงความเข้มแข็งของจิตใจนะ เวลาที่จะโต้ตอบท่าน แต่ต้องไม่เจือด้วยความโกรธ ถ้าเวลาที่ท่านหลุดคำพูดขึ้นมาว่า ปีกกล้าขาแข็งแล้วเหรอ เราต้องหยุด แต่ต้องหยุดอย่างสง่างาม ไม่ใช่ หยุดด้วยอาการที่หยุดแบบอัดอั้นตันใจ ราวกับลูกหนูที่ถูกบีบ จนตัวแทบไม่เหลือ ต้องหยุดในลักษณะที่ทำให้ท่านสัมผัสได้ถึงความสงบของใจ ซึ่งอันนี้ต้องฝึก

การปฏิบัติธรรมที่บ้านเนี่ย มันมีตรงนี้ด้วย คือถ้าเราทำไว้ในใจว่า เราจะฝึก นี่ก็คือ การปฏิบัติธรรมทันที

คือตั้งแต่นาทีที่เราตั้งใจว่า เราจะฝึกที่จะหยุดโต้ตอบ ฝึกที่จะมีความสงบเป็นการตอบโต้ผู้ใหญ่ ให้ท่านรู้สึกถึงความสงบ นาทีนั่นแหละ สิ่งที่เราตัดสินใจนั่นแหละ ที่เราลงมือทำนั่นแหละ คือ การปฏิบัติธรรมที่บ้าน

ผลของการปฏิบัติธรรมที่บ้านกับผู้ใหญ่ที่ชอบขึ้นเสียง ที่ชอบพูดจาให้เจ็บใจ เราจะค่อยๆเห็นวันต่อวัน ไม่ใช่แค่วันสองวันนะ..วันต่อวัน เป็นเดือนๆเป็นปีๆ เราจะรู้สึกเหมือนว่าท่านได้รับความสงบจากเราไป เหมือนท่านหยุดเป็น เหมือนที่เราหยุดเป็นมาแรมเดือนแรมปี

นี่แหละ คือ วิธีโต้ตอบกับผลกรรมเก่าของเรา เป็นวิธีโต้ตอบอย่างแท้จริงเลย โต้ตอบในแบบจะทำให้อะไรๆมันดีขึ้น นี่เรียกว่าเป็นบุญใหม่ เป็นกรรมใหม่ เป็นของใหม่

แต่ถ้าหากว่า เราโต้ตอบในแบบว่าจะทำให้อะไรๆมันแย่ลง หรือว่าร้ายอยู่อย่างนั้น คาราคาซัง นั่นคือว่า เราไม่ได้ใช้กรรมเก่าเลยนะ แทบจะไม่ได้ทำให้ของเก่ามันหมดสิ้นไป เพราะว่าการโต้ตอบกับพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่มีพระคุณ ยังไงเราก็เสียเปรียบนะ ยังไงเราก็ต้องกลับไปรับผลอีก ยังไงเราก็ต้องกลับไปอยู่วงจรนี้อีก มันไม่ช่วยให้ดีขึ้น ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต

แต่เมื่อไร เราตั้งใจจะปฏิบัติธรรมที่บ้าน เราจะดีขึ้นทันที เห็นนาทีนี้เลย แล้วจะดีขึ้น ในกาลต่อๆไปที่จะตามมาข้างหน้าด้วยนะครับ

คือ ผมเน้นที่ใจนะ ใจเนี่ยเป็นสิ่งที่มันส่งผ่านถึงกันได้ เป็นกระแสที่ส่งผ่านถึงกันได้ ถ้าเรามีความสงบ ในขณะที่คนอื่นมีความวุ่นวาย เค้าจะวุ่นวายน้อยลงตามเรา ถ้าเรามีความเยือกเย็น ในขณะที่คนอื่นเค้าร้อนแรง เค้าเสียดแทงเหลือเกิน ความเย็นของเรา จะทำให้เค้ารู้สึกว่านึกคร้านที่จะมาทิ่มแทงต่อนะ  อันนี้ จะเป็นสิ่งที่เห็นผล หลังจากบารมีของเราที่บำเพ็ญในการปฏิบัติธรรมที่บ้านได้มากพอ..นานพอนะครับ

















วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อย่าล็อคอยู่กับความไม่ยินดียินร้าย ให้สังเกตความไม่เที่ยง

ถาม : เวลาที่อารมณ์ของเราเป็นแบบ ไม่มีความรู้สึกว่าทุกข์หรือสุข เวลาได้ยินหรือว่าเห็นก็รู้สึกเฉย ๆ ไม่ทราบว่าอารมณ์แบบนี้มันเป็นอารมณ์อย่างไรครับ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/XlWUPYj9E90
เสวนาดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๗ | คำถามที่ ๔.๑
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๔ ต.ค. ๒๕๕๖

ดังตฤณ: 
พระพุทธเจ้าจำแนกความรู้สึกไว้เป็น ๓ พวกใหญ่ ๆ  คือ
มีความรู้สึกยินดี 
เป็นสุข
มีความรู้สึกยินร้าย 
เป็นทุกข์ มีความอึดอัด
และก็มีความรู้สึกคือไม่ยินดียินร้าย เรียกว่าเป็น
อทุกขมสุขเวทนา 


ตัวอทุกขมสุขเวทนานี้ เราดูว่ามันไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง จะชื่นใจก็ไม่ใช่ สบายก็ไม่ใช่ จะอึดอัดหรือว่าเกิดความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์มันก็ไม่เชิง มันมีแต่ความรู้สึกเหมือนกับอยู่เฉยๆ ยืนอยู่นิ่งๆ ไม่หือไม่อือ ไม่มองซ้าย ไม่มองขวา ตัวความรู้สึกไม่ยินดียินร้าย รู้สึกเฉยๆก็ยังมีแยกย่อยออกไป บางทีมันมาจากจิตที่มีคุณภาพดีระดับหนึ่งแล้ว มันมีความเฉยในแบบที่เป็นปัญญา กับจิตอีกแบบหนึ่งคือจิตธรรมดาๆ ที่บางครั้งมันรู้สึกไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากซ้ายไม่อยากขวา ไม่อยากโน่นไม่อยากนี่

อย่างของคุณเนี่ย บางครั้งที่รู้สึกเฉยๆ มันเป็นความรู้สึกเฉยๆที่ออกมาจากความไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งที่อยู่รอบตัว มันคล้ายๆว่าลอยอยู่ในอากาศ เหมือนเห็นตัวเองอยู่คนละโลกกับคนที่มีอยู่ทั่วไป และบางครั้งเรารู้สึกว่า เราแยกตัวออกไปเป็นต่างหากนานพอสมควรด้วยนะ คือมันจะมีความนิ่งแบบหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่านี่มันเป็นอีกภาวะหนึ่งที่ไม่เหมือนใคร 

ทีนี้เวลาที่พระพุทธเจ้าท่านให้ดูนี่ ท่านให้ดูว่า แม้กระทั่งความรู้สึกว่าหลุดออกจากโลก พ้นไปจากโลก มันก็เป็นแค่ภาวะของจิต เป็นความปรุงแต่งทางจิตชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นแป๊บหนึ่ง คำว่าแป๊บหนึ่งของพระองค์ บางทีมันอาจจะเป็นชั่วโมงๆ ก็ได้นะ อาจจะนานแค่ไหนก็แล้วแต่ แต่ขอให้สังเกตว่าเดี๋ยวมันก็กลับมา กลับมาคิดอะไรแบบโลกๆใหม่ นี่ก็เป็นเครื่องยืนยัน เป็นหลักฐานว่าความรู้สึกที่พ้นออกไปจากโลกตรงนั้นเนี่ย มันเป็นแค่ของชั่วคราว ตราบใดมันยังตกกลับมาสู่ภาวะแบบโลกๆได้ ภาวะแบบนั้นไม่เที่ยง ต้องนับว่าไม่เที่ยงแล้ว ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่ามันอยู่นานแค่ไหน

เรื่องของเรื่องเนี่ย มันเหมือนกับคุณไปมีความยินดีในภาวะนั้นอยู่พอสมควร แล้วมันเหมือนสะสมกำลังที่จะรักษาความนิ่งแบบนั้นมานานพอสมควร มันก็เลยมีความรู้สึกเหมือนกับเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตเข้าไปอยู่ตรงนั้น เข้าไปอยู่กับความพอใจตรงนั้น ทีนี้เรายังมาสร้างความพอใจใหม่ได้ คือทำความเข้าใจว่าภาวะนิ่งแบบนั้น จะตั้งอยู่นานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้ว มันก็จะตกกลับมาคิดอะไรแบบโลกๆ 

ลองสังเกตนะ บางทีมันเหมือนกับว่างๆ ไม่มีความคิดอะไรเลยอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่พอมันตกกลับมาคิดอยากโน่นอยากนี่แบบโลกๆ มันกลายเป็นฟุ้งซ่าน เหมือนมีอะไรยุ่งเหยิงอยู่ในหัวเต็มไปหมด  คล้ายๆว่าตอนแรกมุงหลังคาไว้ดี ฝนตกลงมาเข้ามาไม่ได้ แต่พอหลังคาเปิดปุ๊บมันรั่วเข้ามา อะไรก็ไม่รู้ นี่แสดงให้เห็นว่าภาวะตรงนั้นยังไม่ใช่ภาวะของสมาธิที่มีคุณภาพจริง พอเราพิจารณาเห็นว่า เอ๊ะ ภาวะแบบนี้หมดไปเมื่อไหร่ หายไปเมื่อไหร่ มันกลายเป็นภาวะฟุ้งซ่านกระเจิดกระเจิง มันก็จะได้มีแก่ใจสังเกต แล้วก็ปลูกฝังความพอใจใหม่ คือมาดูความไม่เที่ยงดีกว่า

ที่ผ่านมามันมีความพอใจที่จะล็อคอยู่ในสภาวะแบบนั้น แล้วพอภาวะแบบนั้นพัง มันก็เหมือนกับทำนบแตก เขื่อนพังน้ำก็เข้ามา  ช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่มา ๒ – ๓ ครั้งมันก็ต่างไปแล้วนะ มันก็เริ่มต่าง คือเวลาที่ความฟุ้งซ่านมันกลับมา มันกลับมาไม่มากเท่าเดิม แต่ก่อนพอความฟุ้งซ่านมันกลับมา สังเกตเห็นไหม คือบางทีมันไม่ใช่ความคิดของเรา มันเหมือนมีความคิดอะไรปะปนมั่วเข้ามาหมด แล้วมันไม่ใช่ตัวเราเป็นคนคิดน่ะ แต่นี่พอมีความฟุ้งซ่านแล้วเรายังเป็นตัวของตัวเอง ก็เริ่มเห็นว่ามันมีกลุ่มก้อนความคิด ความฟุ้งซ่าน แล้วก็ค่อยๆเบาบางลง คือมันไม่ใช่รบกวนเราอยู่ตลอดเวลา 

แต่ก่อนของคุณมันเป็นสภาพปรุงแต่งจิตชนิดแปลกแยก มันแปลกแยกออกจากโลก มันจะมีความรู้สึกด้วยว่าคล้ายๆกับมีการเชื่อมกับอีกมิติหนึ่งที่มันแตกต่างไป มันก็เลยมีความพอใจ เอาง่าย ๆ เลย ถามตัวเองง่ายๆเลยว่า ความพอใจตรงนี้มันเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน หรือเป็นไปเพื่อความสงบ มันบอกตัวเองได้เลยนะ ว่ามันฟุ้งซ่านไป กระเจิดกระเจิงไป เปรียบเทียบกับตอนนี้ที่เราค่อยๆเข้ามาดู ค่อยๆเข้ามาเห็น ค่อยๆเข้ามาศึกษาเรื่องความไม่เที่ยงเนี่ย มันมีความสุขอีกแบบหนึ่ง เป็นความพอใจที่มันเป็นของจริง 

เนี่ย อย่างความรู้สึกตรงนี้ มันเป็นความรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เป็นคนธรรมดาที่มันมีความพร้อมที่จะทุกข์น้อยกว่าคนทั่วไป คือมันมีเหตุของความเป็นอิสระจากอุปาทาน เหตุนั้นก็คือเราเห็นความจริง เห็นความจริงธรรมดาๆ แต่เดิมมันไขว่คว้าอะไรที่มันพิเศษ วิเศษ มันลงเอยตรงความฟุ้งซ่าน บางทีอย่างตอนก่อนจะนอน บางทีคุณจะรู้สึกเหมือนมีกำลังอะไรไม่รู้ กำลังขับดันออกมาจากข้างใน มีกำลังมาก แต่เป็นกำลังมากในแบบที่ทำให้นอนไม่หลับใช่ไหม? มันเหมือนกับจะต้องทำอะไรแล้วยังทำไม่เสร็จ ทำอะไรก็ไม่รู้ เหมือนมีภาระ เหมือนมีอะไรที่เรายังต้องจัดการ

ผู้ถาม : เป็นบ่อยมากเลยครับ

ดังตฤณ: 
นั่นแหละ แสดงให้เห็นว่าการพยายามที่จะอยู่กับมิติอื่น มันเป็นไปเพื่อความทุกข์ คนที่มีความสุขต้องนอนสบาย นี่นอนแล้วมันมีความดิ้นไปดิ้นมา คือร่างกายไม่ได้ดิ้นนะ แต่เราจะรู้สึกเหมือนข้างในมีกำลังใหญ่ๆอะไรอย่างหนึ่ง ที่มันต่างจากมนุษย์ มันผิดจากธรรมดา

ผู้ถาม : แล้วการแก้ไขคือต้องทำอย่างไรครับ

ดังตฤณ: 
นี่ไง ก็คือมาปลูกฝังความพอใจใหม่ ที่จะเห็นความไม่เที่ยงของจิต ที่จะเห็นความไม่เที่ยงของอาการฟุ้งซ่าน แล้วก็ไม่ไปอยากล็อค ล็อคไว้อยู่ในสภาพที่มันเฉยเมยกับโลกธรรมดา เลิกที่จะล็อคตัวเองเข้ากับอะไรอีกมิติหนึ่งที่มันพิเศษหรือวิเศษวิโส กลับมาเป็นคนธรรมดาที่มันเป็นอิสระจากทุกข์ดีกว่า 

ที่คุณฟังมาและก็ที่มาเจริญอาปานสติด้วยกัน มันละลายไปได้เยอะแล้วนะ แต่ลองสังเกต ตอนแรกๆ ที่ทำอานาปานสติ มันจะมีใจต่อต้าน คือหมายความว่า ความที่จะยอมรับสภาพว่าตรงนี้มันฟุ้งซ่าน ตรงนี้มันสงบ ตรงนี้ไม่สงบ อะไรต่างๆ นี่มันจะมีใจฝืนอยู่ เพราะเราต้องการที่จะล็อค ล็อคอยู่กับภาวะที่มันดูวิเศษกว่านั้น

แต่ตอนหลังๆ มันเริ่มเข้าถึงภาวะที่จะยอมรับ ความสามารถที่จะยอมรับสภาพที่มันกำลังปรากฏที่มันเกิดขึ้นอยู่จริงๆ บางทีมันฟุ้งซ่านอยู่ก็จริง แต่เรามีความสามารถที่จะยอมรับตรงนั้นได้ แต่ก่อนมันยอมรับไม่ได้ มันมีความรู้สึกเหมือนกับต้องสู้กับมัน เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เจริญอานาปานสติไป แล้วก็ดูไปในระหว่างวัน เวลาที่มันเกิดอะไรขึ้น เกิดแรงอัด มันจะกลับมาอีกพวกแรงอัดอะไรอย่างนี้ แต่ว่าก็มองไปว่าตอนนี้อัดมาก ลมหายใจนี้อัดมาก ลมหายใจต่อมาอาจจะยังอัดมากอยู่ แต่สิบลมหายใจต่อมามันจะเริ่มแสดงความไม่เที่ยง จะเข้มข้นขึ้นหรือเบาบางลงก็แล้วแต่ เราเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง พอเห็นว่าอะไรๆ ไม่เที่ยงไปเรื่อยๆ จิตจะเป็นอิสระ