วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

๑.๖๔ ทำไว้ในใจโดยแยบคาย คืออะไร?

ถาม :  ทำไว้ในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เป็นอย่างไร?

รับฟังทางยูทูป
: http://youtu.be/uhbrVu04qEo


ดังตฤณ: 

ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ก็คือ
การที่เรา มีความรู้มากพอ’ 
แล้วก็ พิจารณาไตร่ตรองดีแล้วนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดความสงสัยอยู่ว่า
เอ๊ะ! นี่เรากำลังทำถูกหรือทำผิด?
เรากำลังเจริญสติถูกหรือผิดอยู่?
ถ้าปล่อยให้เกิดความสงสัยครอบงำจิตใจไปเรื่อยๆ
มันก็จะไม่หลุดออกจากความรู้สึกเป็นทุกข์

--> แต่ถ้าหากว่าเรา พิจารณาว่า
คำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้คืออย่างไร

ขึ้นต้นมาเจริญสติปัฏฐาน ๔
ท่านให้ดูว่า หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้
หายใจยาวให้รู้ หายใจสั้นให้รู้
แล้วความรู้นั้น มันจะมาเป็นผู้ดูกองลมทั้งปวงไปเอง

ตรงนี้ ถ้าหากว่าเรา พิจารณาว่า
เออ! เรากำลังรู้อะไรอย่างหนึ่งชัดๆหรือเปล่า?
ว่าลมหายใจมันเข้า ลมหายใจมันออก
ลมหายใจมันยาว ลมหายใจมันสั้น
เดี๋ยวก็มีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง
เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวก็คลี่คลายไป

ถ้า พิจารณาว่า
เออ! เรากำลังรู้อะไรอย่างหนึ่งว่าไม่เที่ยงจริงๆนี่
มันจะเกิดความรู้สึกมั่นใจขึ้นมา
มันจะเกิดความรู้สึกว่า
ออ! ที่เราเกิดความสงสัย แล้วไม่หายสงสัยนี่
ก็เพราะว่าเราเอาแต่สงสัย
แต่ไม่ได้ดูอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

นี่คือตัวอย่างง่ายๆที่จะยกให้ฟังว่า
การพิจารณาโดยแยบคายเป็นอย่างไรนะครับ

วันนี้เวลาอาจจะสั้นไปนิดหนึ่ง

ก็คงอธิบายได้เท่านี้

๑.๖๓ นั่งสมาธิแล้วตัวหาย

๑.๖๓ นั่งสมาธิแล้วตัวหาย

๑.๖๒ นั่งสมาธิแล้วร้อนฝ่ามือ

๑.๖๑ ทำอย่างไรให้จิตตั้งมั่น?

ถาม :  ทำอย่างไรให้จิตตั้งมั่น?

รับฟังทางยูทูป
: http://youtu.be/slcKnO0aYgc


ดังตฤณ:  ง่ายๆเลยนะครับ สำหรับผู้ที่ยังใช้ชีวิตทางโลกอยู่นะครับ

พูดคำไหนคำนั้น อย่าเป๋ !

เพราะพูดคำไหนแล้วไม่ทำคำนั้น
ก็คือการที่จิตปรุงแต่งไปหลากหลาย
แล้วความตั้งมั่นไม่เกิดขึ้นในจิตที่หลากหลายหรอก
แต่ความตั้งมั่นจะเป็นเพื่อนเป็นพวกเดียวกันกับจิตที่มีใจเดียว
กับจิตที่มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียว จิตที่มีลักษณะว่า
ตั้งใจทำอะไรแล้วทำจริง
ไม่โลเล ไม่เหลาะแหละ ไม่ล้มเลิกกลางคันนะครับ
แล้วก็เป็นจิตที่ไม่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แต่พยายามที่จะทำให้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
คือจิตมีอะไรจดจ่ออย่างเดียว
ไม่พยายามที่จะคิดอะไรซับซ้อน
ไม่พยายามที่จะคิดอะไรที่ในลักษณะวกไปวนมา
ถ้าหากว่าจิตของเรามีลักษณะความคิด
ที่เป็นพวกเดียวกันกับการเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
อันนี้ก็มีส่วนที่จะทำให้จิตตั้งมั่นได้เหมือนกันนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เรื่องของความตั้งมั่นของจิต
นอกจากเราจะทำนิสัยในชีวิตประจำวั
นสอดคล้องกับจิตที่ตั้งมั่นแล้วนะครับ
ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้จิตใจมีความเยือกเย็น จิตใจมีความสว่างด้วย

วิธีที่ง่ายที่สุดและสั้นที่สุด
ที่พระพุทธศาสนาได้ถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมกันมาก็คือ
สวดมนต์บทที่เย็น
บทที่มีความสามารถที่จะให้เราหลั่งรินเอาความเมตตาออกมาได้
นั่นก็คือ สวดสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เรียกสั้นๆว่าบทอิติปิโสนั่นเอง


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าใครสวดบทนี้เป็นประจำถึงแม้ว่าจะไม่รู้คำแปลเลย
ก็จะมีความรู้สึกถึงสัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ สัมผัสถึงสิ่งที่อยู่สูง
และใจที่ผูกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือใจที่สว่าง
ยิ่งถ้าหากว่าเราสามารถจะ
เปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ ภะคะวา…’

ถ้าทำได้เปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำได้
จิตก็จะมีความรู้สึกผูกพัน
จิตจะมีความรู้สึกว่าถูกปรุงแต่งด้วยแก้วเสียงที่เป็นกุศล
ยังจิตให้เป็นกุศลมากขึ้นมากขึ้น

แล้วถ้ายิ่งสวดหลายรอบ
แต่ละรอบดูไปด้วยว่าจิตมีความฟุ้งซ่านหรือไม่มีความฟุ้งซ่าน
ต่างกันกับรอบก่อนๆอย่างไร
เปรียบเทียบไปปัญญามันเกิดแล้ว
ก็กลายเป็นปัจจัยของความตั้งมั่นขึ้นมาได้มาก


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

จะสังเกตว่าคนที่สวดอิติปิโสบ่อยๆ
เวลาลงนั่งทำสมาธิ เวลาที่ดูลมหายใจ เข้าออก
จะรู้สึกว่าสามารถอยู่กับลมหายใจผูกพันกับลมหายใจได้ง่าย
นั่นเพราะอะไร ?
เพราะว่าจิตมีความพร้อมที่จะดู

คนที่ทำสมาธิไม่ค่อยได้ส่วนใหญ่ไม่ใช่อะไรหรอก
เพราะว่าจิตไม่มีความพร้อมที่จะดูนั่นเอง
จิตไม่มีความเยือกเย็นพอ
จิตยังมีความฟุ้งซ่านซัดส่าย
หรือว่ามีความโลภอยากได้ความนิ่ง อยากกำจัดความฟุ้งซ่านมากเกินไป
จนกระทั่งมันเป็นต้นเหตุของความฟุ้งซ่านขึ้นมาซ้อนๆกันไปอีกนะครับ


๑.๖๐ เห็นกายแยกกับจิต เป็นสัมมาสมาธิ?

ถาม :  ช่วงนี้หัดแยกขันธ์อยู่ สามารถเห็นกายกับจิตแยกกันได้ แต่ไม่แน่ใจว่าแบบนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิหรือเปล่า? ขอคำแนะนำด้วย? 

รับฟังทางยูทูป
: http://youtu.be/JQ6jkdPpHII

ดังตฤณ:  คำว่า ‘สัมมาสมาธิ
หมายถึงสมาธิที่เกิดจากการที่เราเจริญสติมาถูกทาง
และที่จะเจริญสติได้ถูกทาง
ต้องมี ‘สัมมาทิฐิ’ เป็นตัวนำหน้า

พูดง่ายๆถ้าหากว่าเราตั้งมุมมองไว้ถูกต้อง
ว่ากายใจไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
อันนี้เรียกว่าเป็นอันดับแรก
ที่จะนำทางเข้ามาสู่การเห็นที่ถูกต้อง

แล้วถ้าหากว่าเราตั้งมุมมองในการเจริญสติถูก
คือสามารถที่จะรู้สึกถึงกาย รู้สึกถึงใจได้
โดยไม่ไปคาดหมายมากเกินไป ไม่ไปเพ่งมากเกินไป
ในขณะเดียวกันไม่ปล่อยให้จิตใจเหม่อลอยหรือฟุ้งซ่าน
ก็ในที่สุดก็จะได้เกิดการรับรู้ขึ้นมาว่ากายในขณะนี้มันไม่เที่ยง
เช่น ลมหายใจเดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออก
มันสักแต่เป็นลมพัดขึ้นพัดลง พัดเข้าพัดออกแบบนี้
จนไม่รู้สึกว่าลมหายใจเป็นเรา


จากนั้นอิริยาบถมันจะแสดงตัวเป็นอย่างไรอยู่
ก็รู้สึกได้ชัดเจนตามมา
แล้วจะสุขจะทุกข์อย่างไร จะฟุ้งซ่านหรือว่าจะสงบ
ภาวะภายในเป็นอย่างไร รู้จริงตามนั้น ตามที่มันกำลังปรากฏอยู่นี่

อย่างนี้ในที่สุดแล้ว พอใจมันไม่วอกแวกไปไหน
มันมีความสนใจ มันมีฉันทะ

ที่จะเข้ามารู้สึกถึงภาวะทางกายทางใจอยู่เรื่อยๆ
มันเกิดสมาธิขึ้นมา มันเกิดความตั้งมั่นของการรับรู้
ความตั้งมั่นของการรับรู้นั่นแหละคือสมาธิ
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องแยกให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้
หรือว่าเราจะต้องไปมีภาวะใดภาวะหนึ่งเป็นพิเศษเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

บางคนรู้สึกว่ากายกับจิตแยกกันแล้ว ไปพยายามก๊อปปี้
เข้าใจว่านั่นเป็นสภาพของสมาธิ เป็นสภาพของวิปัสสนาฌาน
แท้ๆแล้วนี่ จริงๆก็คือว่า เมื่อไหร่เราตั้งใจก๊อปปี้ของเดิมขึ้นมา
ไม่เอาภาวะตามจริง
ที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตามาเป็นตัวตั้งนะครับ
ตรงนั้นกลายเป็นการปรุงแต่งไปเรียบร้อยแล้ว
กลายเป็นการหลอกตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
กลายเป็นการทำสมาธิชนิดหนึ่ง
ที่มันไม่ได้ให้ผลเป็นการปล่อยวางอย่างแท้จริง
แต่ให้ผลเป็นการปรุงแต่งแบบหนึ่ง
กลายเป็นสภาพหลอกอย่างหนึ่งไม่ใช่ของจริง !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรู้สึกถึง
ภาวะทางกาย ทางใจ ที่กำลังปรากฏได้ตามจริง
เราจะเห็นว่าความตั้งมั่นของการรับรู้
บางครั้งมันแช่นิ่งอยู่เฉยๆนะ มันไม่เคลื่อนไหวไปไหนเลย
ยกตัวอย่างเช่น
เห็นจิตมีความนิ่ง มีความสว่างโพลนอยู่
ไม่ได้มีความแยก ไม่ได้มีความล้ำเลื่อม
ไม่ได้มีการบอกเลยว่าตรงนี้รู้ ตรงนั้นเป็นสิ่งถูกรู้
มีแต่อาการรู้อยู่เฉย มีแต่อาการสว่างโพลนอยู่เฉยๆ
แต่ว่าก็มีปัญญาฌานเกิดขึ้นประกอบด้วย
คือเกิดความรู้สึกจิตที่สว่างโพลนอยู่เฉยๆ
แช่อยู่นิ่งๆนั้นนะ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อย่างนี้ก็มีได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



คำว่าสัมมาสมาธิที่แท้แล้ว
พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาระดับฌาน

แต่ว่าระดับฌาน ก็ยังแยกเป็นระดับต่างๆ

เรียกว่า ‘อารัมมณูปนิชฌาน
คือเพ่งอยู่เฉยๆ ไม่มีปัญญาฌานประกอบ

คือว่ารู้ว่ามีอะไรปรากฏอยู่ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอนัตตา

อีกอย่างหนึ่งคือเป็น
ฌานในอีกแบบหนึ่ง (ลักขณูปนิชฌาน - แอดมิน)
คือเห็นความไม่เที่ยง และ เห็นความไม่ใช่ตัวตน
คือต่อให้มันมีความนิ่งอยู่เฉยๆ
มีอาการสว่างโพลนแต่มีปัญญาฌานประกอบอยู่ด้วย
ว่าลักษณะของจิตที่กำลังปรากฏนิ่งอยู่นั้น ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พูดง่ายๆถ้าจะเอาภาษาชาวบ้านก็คือ
ถ้ารู้สึกว่าที่อาการปรากฏของสภาวธรรมหนึ่งๆนี่
มันเป็น ตัวเรา’ อยู่
อย่างนั้นเรียกว่าเป็น ฌานแบบที่เพ่งเป็นอารมณ์เฉยๆ


แต่ถ้าหากว่ามีความรู้สึกว่า
สิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ต่อจิตไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เป็นเพียงของว่าง เป็นเพียงของกลวง
เป็นเพียงของเปล่า ประชุมประกอบกันชั่วคราว
จะด้วยสภาพการเห็นแบบแยกหรือไม่แยกอะไรอย่างไรก็แล้วแต่
ถือว่าเป็นวิปัสสนาจริงหมด
ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้ใจถอนออกจากอุปาทานยึดมั่นถือมั่น
ว่านั่นเป็นเรา หรือว่าเรามีอยู่ในสิ่งนั้นนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สัมมาสมาธิ ถ้าพูดกันให้เอาตามพุทธพจน์เป๊ะๆเลย
ก็ตั้งต้นตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป คือมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
คืออย่างน้อยที่สุดคือต้องมีความสบาย
แล้วก็มีความรับรู้อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แล้วก็มีความตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา

เอกัคคตาลักษณะจะเป็นจิตใหญ่จิตใหญ่
มันต้องเข้าถึงด้วยประสบการณ์ตรงถึงจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร
คือจิตปกติมันจะมีความฟุ้งซ่านกระจัดกระจายซัดส่าย
แต่ถ้าหากว่าความฟุ้งซ่านเงียบกริบลงแล้ว
ความคิดมันหายไปจากหัว
แล้วมีกระแสการรวมดวงทำให้เกิดเป็นดวงสว่างอย่างใหญ่ขึ้นมา
แล้วก็ตั้งมั่นอยู่ไม่ไปไหน
ตรงนั้นเรียกว่าเป็นฌานนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอสรุปนิดนึงว่าหัดแยกขันธ์
หัดที่จะแยกกาย แยกจิต
คือถ้าตามหลักแล้วก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ
แต่ถ้าจงใจแยกโดยก๊อปปี้จากของเดิมที่ทำได้มา
มันจะกลายเป็นการคิดนึก
มันมีการเอาจินตนาการเป็นตัวตั้ง
ไม่ได้เอาของจริงเป็นตัวตั้ง

ถ้าหากว่าเรารับรู้อยู่
ถึงสภาวะที่กำลังปรากฏตามจริงในปัจจุบันทุกครั้ง
เอาตัวปัจจุบันเป็นตัวตั้งทุกครั้ง
แล้วเกิดความรับรู้ได้ทุกครั้ง อันนั้นถูก
เกิดความรับรู้ว่าไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตนได้ทุกครั้ง
ประกันได้เลยว่ามาถูกทาง


ถ้าหากว่าเราฝึกหัดแยกขันธ์ด้วยการจงใจทุกครั้ง
ว่าเอาแบบที่เราเคยเห็นมาเป็นตัวตั้ง
อันนั้นคือเป็นการเอาของเก่ามาปฏิบัติใหม่
เป็นการก๊อปปี้เอาของเดิมมาใช้ใหม่ 

นั่นก็คือซีร็อก ไม่ใช่ตัวจริงนะครับ !


๑.๕๙ ปัญญาล้ำหน้าเป็นอย่างไร?