วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทสัมภาษณ์คุณดังตฤณ รายการ Lightning Talk กับ สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

ตอน ทูตธรรมะยุคใหม่ของคนไทยในโลกหนังสือและสื่อไอที
ออกอากาศทางทีวีดิจิทัล ช่อง ๓ แฟมิลี่

รับฟังทางยูทูป  https://youtu.be/Pyw7QaXFwM8




.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสายสวรรค์ : สวัสดีค่ะคุณผู้ชมคะ
ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ lightning talk กับ สายสวรรค์ ขยันยิ่งค่ะ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณผู้ชมทุกครอบครัวทางช่อง ๓ แฟมิลี่ หรือว่าช่อง ๑๓ แฮปปี้แฟมิลี่แห่งนี้ และคุณผู้ฟังที่ฟังอยู่ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM
 ๑๐๖.๐ MHz. ด้วยนะคะ มาเติมพลังสร้างแรงบันดาลใจกันทุกๆคืน กับเรื่องราวที่หลากหลายจากแขกรับเชิญคุณภาพค่ะ

คืนนี้พบกับนักเขียนแนวธรรมะชื่อดังแห่งยุค นามปากกาดังตฤณค่ะ ซึ่งก็มีผลงานเขียนมาแล้วมากมาย นับตั้งแต่เรื่องของบทความ พ็อคเก็ตบุค หนังสือต่างๆก็มีหลายระดับสำหรับคนที่สนใจธรรมะ มีตั้งแต่เข้าใจง่ายๆ ย่อยง่ายๆ สำหรับคนที่สนใจธรรมะขั้นพื้นฐานที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนกระทั่งถึงขั้นสูงๆที่อยากจะนำไปปฏิบัติจริงอย่างนั้นเลยนะคะ แล้วก็ตามมาด้วยสื่ออีกมากมายซึ่งก็สอดคล้องกับยุคสมัย ดิฉันจึงขอเรียกท่านว่าเป็นทูตธรรมะในยุคปัจจุบัน ในยุคสังคมออนไลน์เลยก็ว่าได้ค่ะ วันนี้เราจะมาฟังทั้งมุมมองการค้นหาความสุขในชีวิต แล้วก็วิธีการถ่ายทอด รวมไปถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้ชมในคืนนี้ ว่าเราจะเข้าถึงธรรมะด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด อยู่ในชีวิตเรา ในชีวิตประจำวัน แบบที่ไม่ต้องฝืนตัวเอง ที่จะต้องทำอะไรแล้วรู้สึกว่าพูดถึงเรื่องธรรมะแล้วเป็นเรื่องยากนะคะ มาขอความรู้กันกับคุณศรันย์ ไมตรีเวช หรือว่าคุณดังตฤณค่ะ สวัสดีค่ะคุณศรันย์

คุณดังตฤณ : สวัสดีครับคุณหนิง

คุณสายสวรรค์ : ขอบคุณมากๆนะคะที่สละเวลามา งานเยอะมากๆด้วย

คุณดังตฤณ : (ยิ้มกว้าง) ด้วยความยินดีครับ

คุณสายสวรรค์ : ก่อนที่จะขอเป็นเคล็ดลับความรู้ที่จะเข้าถึงธรรมะแบบฆราวาสแบบเราๆเนี่ยนะคะ เอ่อ อยากจะถามที่มานิดหนึ่งค่ะว่าค้นพบความสุขทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไงเหรอคะ

คุณดังตฤณ : ตั้งแต่วัยรุ่นน่ะนะครับ

คุณสายสวรรค์ : ตั้งแต่วัยรุ่นเลยเหรอคะ

คุณดังตฤณ : คือเริ่มต้นขึ้นมาผมเป็นวัยรุ่นที่มีความสับสนในตัวเอง คือเป็นคนมีความขัดแย้งในตัวเองสูง ก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปนั่นแหละ

คุณสายสวรรค์ : เป็นมนุษย์เจ้าปัญหาเหรอคะ

คุณดังตฤณ : (ยิ้ม) ใช่ๆ คือเจ้าปัญหาสำหรับตัวเองแล้วก็คนอื่นด้วย พอตัวของเรามีปัญหาเนี่ย เราก็ทำปัญหาให้คนอื่น สร้างปัญหาให้คนอื่นได้ง่ายๆนะ 

อย่างบางทีผมก็ประหลาดใจนะ เวลาที่ อย่างจะต้องจบการศึกษาชั้นไหนไป มันก็จะมีการเซนต์เฟรนด์ชิปอะไรอย่างนี้นะ เคยมีเพื่อนบอก บอกว่า เนี่ยชื่นชมอยู่อย่างหนึ่ง ดูเป็นตัวของตัวเอง ดูเป็นแรงบันดาลใจให้เขาดี แต่ตรงนั้นอ่ะ เป็นมุมมองแรกเลยนะที่ทำให้รู้สึกสะอึก เพราะว่าข้างในเรารู้ตัวไงว่าพยายามค้นหาตัวเองอยู่ แล้วก็รู้ตัวว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง

คุณสายสวรรค์ : แต่คนอื่นกลับมองว่าเราเป็นตัวของตัวเอง 

คุณดังตฤณ : ใช่ เหมือนกับว่ามีความมั่นใจในตัวเองสูง คล้ายๆว่าคงจะมองว่าเราไปไหนไปคนเดียว หรือว่าไม่ค่อยจะแคร์กับการจะต้องไปเป็นกลุ่มหรืออะไรแบบนี้เท่าไหร่ จริงๆก็มีกลุ่มนะ มีกลุ่มเพื่อน แต่ว่าเวลาคนเขามองเรา เขาจะมองว่าเราเหมือนกับพร้อมจะทำอะไรแบบฉายเดี่ยว

คุณสายสวรรค์ : สันโดษ อยู่ด้วยตนเองได้

คุณดังตฤณ : ทำนองนั้น เพราะว่าอย่างเวลาตอนกลางวัน เราก็จะขึ้นห้องสมุดอยู่คนเดียว ไม่ชวนเพื่อน แล้วก็ไม่สนใจว่าจะมีเพื่อนไปหรือเปล่า ในขณะที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ ..

คุณสายสวรรค์ : ติดเพื่อน

คุณดังตฤณ : คือจะรู้สึกว่า เฮ้ย ถ้าไม่ได้ไปอย่างน้อยสองคนสามคนเนี่ย แปลว่าไม่มีใครคบ

คุณสายสวรรค์ : แปลกแยก ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม

คุณดังตฤณ : ใช่ กลัวว่าตัวเอง จะเหมือนกับจะหลุดจากวิถีทางแบบที่เป็นที่ยอมรับ พูดง่ายๆว่าไม่มีใครคบ

คุณสายสวรรค์ : แต่คุณศรันย์ไม่สนใจข้อนั้น

คุณดังตฤณ : จริงๆแล้ว คือเราจะเป็นประเภทที่ว่า... อย่างผมตอนชั้นมัธยมเนี่ยจะสนใจเรื่องของการเล่นเปียโน คือฝึกเล่น เพิ่งหัดเล่นเนี่ย ก็จะมีความอยากจะเล่นที่โรงเรียนเขาจะมีเปียโนอยู่หลังหนึ่งให้เด็กเข้าไปเล่นได้  บางทีตอนกลางวันก็จะเข้าไปเล่น โดยไม่สนใจว่าจะมีเพื่อนตามไปหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ 

ทีนี้ประเด็นก็คือว่า พอเหมือนกับคนอื่นเขามองเราอย่างหนึ่งนะ นึกว่าเรามีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ตัวเองเนี่ยคือยังถามตัวเองอยู่ทุกวันเลยว่าเราอยากจะทำอะไร คือเป็นคำถามที่เด็กทั่วๆไปก็คิดกันนะ เพียงแต่เด็กทั่วๆไปอาจจะเกิดความรู้สึกสบายใจละถ้าเพื่อนสนิทเอ็นท์เข้าคณะนั้น เอ็นท์เข้าคณะนี้ แล้วตามๆกันไปก็จบ แต่ของผมมีความรู้สึกว่าถ้าจะต้องเรียนอะไรเนี่ย คือคิดข้ามไปอีกช็อตนึงว่าจบจากนั้นจะทำงานอะไร คือตอบตัวเองไม่ถูก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสายสวรรค์ : หาเหตุหาผลตลอดในการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก 

คุณดังตฤณ : ใช่

คุณสายสวรรค์ : จะเรียน เรียนเพื่ออะไร จบแล้วจะทำยังไงต่อ แล้วชีวิตจะดำเนินยังไงต่อ คือคิดอย่างนี้ตั้งแต่มัธยม

คุณดังตฤณ : ใช่ๆ แล้วมันคิดมากนะ คือไม่ใช่คิดแค่เล่นๆ แต่มีความรู้สึกว่ามืดมน อนาคตมองไม่เห็น เหมือนเข้าไปในอุโมงค์แล้วก็รู้สึกว่ามันดำมืด เพราะใจตัวเอง คือมีความรู้สึกมาลึกๆตั้งแต่ไหนแต่ไรว่า ถ้าหากไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดใจให้เราเกิดความรัก หรือเกิดความชอบที่จะทำไปได้นานๆเนี่ย ชีวิตจะดูเหมือนกับไร้สาระ ว่างเปล่า แล้วก็..น่ากลุ้มใจ มันเป็นความกลุ้มใจจริงๆในช่วงนั้น

ทีนี้พอเราสงสัยในชีวิตข้างหน้ามากๆเข้า แล้วก็ไม่เป็นสุขกับชีวิตที่กำลังอยู่ในปัจจุบันเนี่ยนะ เราเข้าห้องสมุดทุกวัน แล้วก็เกิดความนึกอยากจะลองอ่านหนังสือ ในหิ้งหนังสือที่เราไม่เคยอ่านเลย คือเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา

คุณสายสวรรค์ : เพราะต้องการหาคำตอบให้ชีวิตนั่นเอง

คุณดังตฤณ : ไม่ใช่ๆ วันนั้นจำความรู้สึกของตัวเองได้ คือนึกเล่นๆว่า เอ๊ เอาหนังสือมาสักเล่มหนึ่ง มันอาจจะเป็นประตูบานใหม่ในชีวิตก็ได้ อาจจะตอบคำถามอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจเรา

แต่ก่อนจะอยู่ในยุคที่คนพูดกันมากเลยว่าศาสนาเนี่ยไม่มีสาระ ไม่มีความจริงอะไรอยู่ในนั้นหรอก ให้คำตอบอะไรคนยุคใหม่ไม่ได้หรอก เพราะว่าเป็นการคิดการค้นของคนโบราณ เอามาประยุกต์ไม่ได้แล้ว ซึ่งก็เชื่อตามนั้น เพราะว่า.. ผมก็เป็นนักอ่านนะ อ่านมาเยอะ ก็มีความรู้สึกว่าการที่เราจะไปเชื่อคนโบราณเนี่ย เหมือนกับเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เสี่ยงกับความไม่รู้แบบโบราณ คนโบราณที่ไม่เคยทราบด้วยซ้ำมั้งว่าโลกเรากลม และหมุนรอบดวงอาทิตย์ ยังนึกว่าโลกเราเป็นศูนย์กลาง แล้วมีดวงอาทิตย์หมุนรอบอะไรแบบนั้นนะ ทีนี้พอได้เริ่มอ่านตั้งแต่เล่มแรก มันทำให้ความรู้สึกข้างในแตกต่างไปหมดเลย

คุณสายสวรรค์ : คือยังไงคะ

คุณดังตฤณ : คือจากเดิม เวลาที่เราคิดถึงอนาคต เราจะคิดออกไปข้างนอกว่า ภาพการทำงานของเราเป็นภาพแบบไหน ใส่ยูนิฟอร์มแบบวิศวกร แบบหมอ แบบข้าราชการ หรือว่านักธุรกิจ ผูกไทใส่สูทอะไรแบบนี้นะ คือนึกภาพไม่ออก

แต่พออ่านหนังสือเล่มแรกที่ชี้ให้ดูเข้ามาข้างใน มันเริ่มนึกออกว่า ณ ขณะนั้น ยังไม่ต้องเอาข้างหน้านะ มันมีความมืดมนของจิตอยู่ มันเหมือนกับเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้นึกถึงตัวเองเป็นภาพ แต่เห็นตัวเองเป็นสภาพของจิตที่ยังมีความมืดบอด

คุณสายสวรรค์ : นั่นเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ แล้วก็ทำให้เริ่มหันกลับมามองข้างใน

คุณดังตฤณ : คือจริงๆแล้วไม่ใช่หนังสือทางพุทธนะ 

คุณสายสวรรค์ : เป็นปรัชญา

คุณดังตฤณ : เป็นวิถีแห่งความรู้แจ้ง   วิถีแห่งเต๋า คือจริงๆแล้วเต๋าก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณแบบเดียวกับพุทธนั่นแหละ เผลอๆก็พูดแบบเดียวกับพุทธเลยด้วยซ้ำนะ แล้วคนพูดเองก็เป็นผู้มีความรู้ทางจิตวิญญาณอันสูงส่ง แต่ตอนนั้นเป็นแบบเหมือนแรงบันดาลใจให้เกิดความรู้สึกข้างในมากกว่าจะเป็นความรู้ที่แท้จริง เพราะว่าเหล่าจื๊อหรือว่าเล่าจือเนี่ยท่านบันทึกในลักษณะถ่ายทอดประสบการณ์ทางจิตมากเสียกว่าจะให้ความรู้เป็นขั้นเป็นตอนว่าจะต้องทำอย่างไร ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเหมือนกับ โอเค เราได้ถนนเส้นใหม่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ที่คนพูดๆกันว่าศาสนาเป็นเรื่องล้าสมัย หรือว่าเรื่องทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องเหลวไหล จับต้องไม่ได้ เออ มันจับต้องไม่ได้จริงๆแต่สัมผัสรู้ได้ แล้วรู้สึกได้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตั้งแต่วันที่เรารู้สึกถึงจิตใจของตัวเองเดี๋ยวนั้น จิตมันเปิด เปิดรับสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น  นั่นก็คือใจของตัวเอง

คุณสายสวรรค์ : นั่นก็เลยเป็นบันไดขั้นแรก

คุณดังตฤณ : ก้าวแรกๆ

คุณสายสวรรค์ : ได้ฟังไปแล้วนะคะว่า จากวัยเด็ก วัยรุ่นที่กำลังค้นหาคำตอบของชีวิต แล้วก็ไปเจอเอาประตูบานหนึ่งเข้า ที่ทำให้สะดุ้ง แล้วก็มองกลับเข้าไปในจิตใจของตัวเอง จากนั้นค่ะเขาก็เริ่มศึกษาทั้งปรัชญา ทั้งธรรมะอะไรต่างๆ แบบพัฒนามาเป็นลำดับขั้น ขณะเดียวกันทางโลกก็ดำเนินต่อไป ทำไมถึงไปเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คือชอบทางด้านไอที ชอบทางด้านคอมพิวเตอร์เหรอคะ

คุณดังตฤณ : ใช่ เป็นสิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่าทำให้เราสนุก คือตั้งใจว่าจะเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วก็เอแบคก็มีสาขาคอมพิวเตอร์อยู่ ก็เลยไปเรียนที่นั่น

คุณสายสวรรค์ : ก็เลยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

คุณดังตฤณ : ใช่ครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..


คุณสายสวรรค์ : จบมาก็เป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วคือมันเหมือนคนละทางกับเรื่องของธรรมะและงานที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้เลยนะคะ จุดไหนที่ทำให้คุณศรันย์ขมวดมัน แล้วก็วางอย่างหนึ่ง แล้วก็มาเดินหน้าธรรมะอย่างเต็มตัวคะ

คุณดังตฤณ : คนส่วนใหญ่มองว่าคอมพิวเตอร์กับธรรมะเป็นคนละเรื่องกันนะ แต่ถามว่า โปรแกรมเมอร์อ่ะเป็นหุ่นยนต์หรือว่าเป็นคน 

คุณสายสวรรค์ : ก็คือคน

คุณดังตฤณ : ก็ต้องตอบว่าโปรแกรมเมอร์ก็คือคน คนมีเลือดเนื้อธรรมดา มีลมหายใจ ก่อนมาเป็นโปรแกรมเมอร์ก็คือคน คนธรรมดาคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่งจะต้องมาเป็นโปรแกรมเมอร์
และถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคน มันมีความทุกข์ มีความกระวนกระวาย มีความฟุ้งซ่าน มีความอยากได้อยากมี อยากที่จะโน่นอยากที่จะนี่ตลอดเวลา
อย่างผมอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องของอนาคตของตัวเอง นี่ก็คือความอยาก ที่ไม่ได้รับคำตอบ แล้วก็เป็นทุกข์ คือเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นอธิบายให้ใครฟังคงไม่เข้าใจว่าทุกข์ขนาดไหน แต่ทุกข์ขนาดที่ว่าถ้าไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรเนี่ย มันแทบไม่อยากมีชีวิตเลยทีเดียว

คุณสายสวรรค์ : ไม่มีพลังที่จะตื่นขึ้นมาทำอะไรเลย

คุณดังตฤณ : ใช่ๆ ช่วงนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีด้วย พอสุขภาพไม่ค่อยดีบวกกับมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง มันเหมือนไม่อยากมีชีวิต คือไม่ถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายนะ 

คุณสายสวรรค์ : แต่หดหู่

คุณดังตฤณ : แต่คือรู้สึกไม่อยากที่จะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ไปในทางไหนนะ ทีนี้ความเป็นโปรแกรมเมอร์เนี่ยไม่ได้ช่วยให้เราตอบตัวเองได้นะ ว่านี่คือสิ่งที่น่าพอใจที่สุดในชีวิตแล้ว แล้วก็ความเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนความเป็นหมอ ความเป็นวิศวกร ความเป็นข้าราชการ ความเป็นนักดนตรี อะไรก็แล้วแต่ที่คนเราจะสร้างตัวเองขึ้นมาได้ ในที่สุดแล้ว ก็ไปติดอยู่ที่สุดของอาชีพน่ะ ก็ย้อนกลับมาว่าเรามีความสุขไหม

คือไม่ใช่ว่าอาชีพ จะทำไปแล้วมีความทุกข์นะ คือหมายความว่าเราใช้ชีวิตจริงๆแบบมนุษย์คนหนึ่งเนี่ย เป็นนักดนตรี เป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นหมอ เป็นข้าราชการแล้ว  ที่สุดแล้วมันแก้ทุกข์ได้ไหม คือถ้าหากว่าเรามองที่ตรงนี้นะ เราจะไม่มีการแบ่งแยกเลยว่าสาขาอาชีพไหน เป็นต่างหากจากธรรมะ

ธรรมะเข้าถึงทะลุทลวงได้ถึงทุกสาขาอาชีพ ไม่มีกำแพงของสาขาอาชีพใดที่กั้นธรรมะไว้ได้ ในเมื่อที่สุดของสายอาชีพไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ผมรู้จักคนมา  ไม่ว่าจะอาชีพใดหรือว่ารวยขนาดไหน ไปถึงที่สุดของอาชีพตัวเอง ก็คือว่ามันยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ ยังมีความกระวนกระวาย ยังมีความรู้สึกว่าไปไม่ถึง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสายสวรรค์ : เหมือนกับฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับพุทธประวัติเลยนะคะ ว่าทำไมเจ้าชายสิทธัตถะถึงต้องออกบวช เพราะว่าเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง ทุกอย่างมีพร้อม

คุณดังตฤณ : มีพร้อม

คุณสายสวรรค์ : แต่ว่ายังหาไม่เจอว่าอะไรคือความสุขของชีวิต

คุณดังตฤณ : คือที่สุดแล้วมันมาอยู่ที่ตรงนี้ (เอานิ้วชี้มาที่กลางอก) ตรงว่ายังกระวนกระวายอยู่หรือเปล่า ถ้ายังกระวนกระวายอยู่เนี่ยมันไม่จบ 

คุณสายสวรรค์ : ไม่จบ

คุณดังตฤณ : พอกระวนกระวายอยู่  พระพุทธเจ้าท่าน ตอนที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านมีปัญญาเหนือโลกนะ คำว่าปัญญาเหนือโลกนี่หมายความว่าเห็นเข้ามาข้างใน คือคนอื่น มัวแต่มองออกไปข้างนอกว่า ทำยังไงถึงจะหยุดกระวนกระวายได้ จะต้องได้อะไรมาชีวิตถึงจะเต็ม แต่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะ คือมองเข้ามาตรงนี้ (เอานิ้วชี้มาที่กลางอก) แล้วบอกว่ามันยังไม่หยุด มันยังกระวนกระวาย มันยังหาทางออกไม่เจอ

คคำว่าทางออก คนมักจะนึกถึงประตูบานใดบานหนึ่งที่จับต้องได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ค้นหาสิ่งที่สูงสุด อย่างพวกที่แสวงหาสัจธรรมนั่นเองนะฮะ จะมองว่าถ้าหากว่าใจ ยังไม่เปิด ยังไม่สว่าง ยังไม่เห็นทาง ยังไม่ได้อยู่ที่ต้นทางเนี่ย อันนั้นแปลว่ายังไม่เจอประตู

คือพูดง่ายๆว่าเขาจะรู้สึกกันในหมู่นักแสวงสัจธรรมว่า ถ้าใจยังปิดอยู่ ยังกระวนกระวาย ยังอึดอัด ยังคิดแต่ที่ตัวนี้ ตัวตนแบบนี้ มันรู้สึกยังดิ้นอยู่ ตราบนั้นยังไม่เจอประตู

คุณสายสวรรค์ : แล้วมันก็เต็มไปด้วยคนที่ยังไม่เจอประตูอยู่รอบข้าง 

คุณดังตฤณ : ใช่

คุณสายสวรรค์ : ทุกคนก็ดิ้นรน ทุกคนก็เลยทุกข์ร้อนเต็มไปหมด

คุณดังตฤณ : ทีนี้ คืออย่างพอผมรู้สึกว่าถ้าเราจะเอาจริงเอาจังกับประตูบานที่เราค้นพบตั้งแต่ยังสมัยวัยรุ่นเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องวางสาขาที่กำลังทำอยู่เสมอไปนะ เคยบวชมาแล้วตอนอายุ ๒๐ แต่เป็นการบวชที่รู้ว่าชั่วคราวนะ ทีนี้ในระหว่างที่เราเรียนกำลังจะจบแล้ว แล้วก็ทำงานช่วงต้นๆ เราก็เหมือนกับทำสมาธิได้ เดินจงกรมได้ เราก็เขียน 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสายสวรรค์ : ปฏิบัติ แล้วก็เริ่มถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้

คุณดังตฤณ : ไม่ใช่เริ่มถ่ายทอด แต่ว่าเป็นการเริ่มระบายสิ่งที่เราคิด

คือนักเขียนเนี่ย จะมีความคิดที่ล้นหัว จะมีแรงดันที่อยากจะระบายความคิด ไอเดีย แล้วก็ประสบการณ์ตรงออกมาเป็นคำพูด ชนิดที่คนอื่นและตัวเราเองสามารถย้อนกลับมาอ่านได้ เป็นบันทึกที่บันทึกประสบการณ์ทางจิต ที่สามารถทำให้จิตเกิดประสบการณ์แบบเดียวกันนั้นหรือใกล้เคียงกันในขณะอ่านซ้ำได้ ตรงนี้นี่คือแนวคิดแบบการเขียนในเชิงศาสนานะ

คือพูดง่ายๆว่าเราบันทึก ใช้ลีลา ใช้สำนวน ใช้ภาษาในแบบที่จะก่อให้เกิดการปรุงแต่งประสบการณ์แบบที่ใกล้เคียงหรือเหมือนกันเด๊ะกับที่เคยเกิดขึ้น อย่างเช่นถ้าเรามีความสุข ถ้าเรามีความสงบ ถ้าเรามีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับอยู่ในโลกนี้ แต่เหมือนกับไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีความผาสุก มีสันติที่ยิ่งใหญ่นะ แล้วเราอยากจะเอาความยิ่งใหญ่แบบนั้นมาถ่ายทอดนี่ บางทีคำพูดไม่สามารถบอกเล่าได้ แต่การเขียน สามารถปรุงแต่งให้เกิด ให้คนอ่าน...

คุณสายสวรรค์ : ได้รับอรรถรสจากตัวอักษร

คุณดังตฤณ : ใช่

คุณสายสวรรค์ : แล้วไปสู่ความรู้สึกที่อยากจะบอกได้

คุณดังตฤณ : แบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน คือจริงๆแล้วอาจจะเป็นตัวเราเองก็ได้ที่เป็นคนอ่าน หมายความว่าอีกปีสองปีเราอาจจะลืมไปแล้ว เรากลับมาอ่านอีกทีหนึ่ง

คุณสายสวรรค์ : เราก็รู้สึกถึงสัมผัสนั้นได้อยู่

คุณดังตฤณ : ใช่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสายสวรรค์ : นั่นคือวิธีการแล้วก็ความเป็นมาของดังตฤณ ที่ถ่ายทอดเส้นทางการเรียนรู้ด้านในของตัวเอง เส้นทางการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณของตัวเอง แล้วอยากจะถ่ายทอดสู่คนอื่น ก็เลยเริ่มเป็นงานเขียนออกมา แต่ว่ามันมีหลายระดับมากนะคะ ทั้งคนที่ย่อยง่าย ต้องการอ่านแบบที่อะไรง่ายๆ คุณดังตฤณก็มีให้ คนที่ต้องการแบบยาก ซับซ้อน ขั้นลึก ขั้นเทพเนี่ยก็มีให้ สุดแท้แต่จริตใครหรือว่าต้นทุนใครที่อยากจะอ่านแบบไหนใช่ไหมคะ

และยิ่งเดี๋ยวนี้นะคะ คุณดังตฤณก็ยิ่งมีผลงานผ่านทางสื่อซึ่งเหมาะกับสังคมออนไลน์อีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะติดตามได้ใน
YouTube ในอะไรต่างๆนะคะ ในรายการวิทยุโทรทัศน์มีหมด ดังนั้นเป็นอีกหนึ่งทูตธรรมะที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย แต่ว่าไม่ใช่แค่เข้าถึงคุณดังตฤณนะคะ เพราะเชื่อว่าเจ้าตัวก็คงอยากจะให้เป็นทางผ่าน แล้วผ่านไปสู่สิ่งที่เป็นแก่นของคำสอนของธรรมะนะคะ

แต่ว่าสุดท้ายแล้วคุณดังตฤณอยากจะบอกให้คนที่ดูรายการเราอยู่ยังไงคะว่า เราหาไปเถอะ แล้วช่องทางอะไรต่างๆมากมายมันมีแบบนี้เนี่ย สุดท้ายแล้วเราต้องยึดอะไรเป็นกุญแจเปิดไปสู่ประตูบานที่คุณดังตฤณพบ เราถึงจะมีความสุขได้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ

คุณดังตฤณ : ครับ สมัยก่อนเวลาพูดถึงธรรมะ คนจะอยากเอาธรรมะที่ตัวเองคิดว่าดีมาให้กับคนรุ่นใหม่นะ คือไม่สนใจว่าวิธีการเป็นของคนรุ่นเก่า หรือว่าเป็นวิธีการที่โบราณนานมาแล้ว ก็จะให้ธรรมะกันตรงๆ เป็นความรู้ที่มีศัพท์แสง เป็นเรื่องของการจัดหมวดหมู่ธรรมะไว้ว่าจะต้องรู้ธรรมะแบบนั้นแบบนี้ หรือว่าหัวใจธรรมะของพุทธศาสนา คืออริยสัจ ๔ อะไรแบบนั้นนะ

ทีนี้ถ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ คือไม่พร้อมจะรับอะไรแบบนั้นแล้วนะ คนรุ่นใหม่ ต้องเข้าใจว่าเวลาเขาจะรับอะไร มันต้องแรง ต้องมีแรงปะทะ แล้วก็ต้องสั้น

คุณสายสวรรค์ : ภาษาวัยรุ่นอาจจะบอกว่าต้องโดนใจ

คุณดังตฤณ : ใช่ ฉะนั้นเนี่ยวิธีเดียวที่จะทำธรรมะให้เข้าสู่คนรุ่นใหม่ได้ก็คือว่า ถามตัวเองว่าในขณะนั้นคุณสนใจอะไรอยู่นะครับ 

ถ้าหากว่าคุณอยู่ในช่วงวัยรุ่น ก็มักจะสนใจเรื่องของความรัก เรื่องของการมีคู่ เรื่องของเนื้อคู่ ซึ่งพุทธศาสนาก็มีคำตอบให้


หรือสำหรับคนที่กำลังอยากจะเรียน ต้องการทำงาน ต้องการแรงบันดาลใจที่จะสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเอง ต้องการสร้างความมั่งคั่ง ให้มีความมั่นคงก่อน อันนั้นพุทธศาสนาก็มีคำตอบให้ในเรื่องของแรงบันดาลใจในการทำงานให้เกิดความสนุก ให้เกิดฤทธิ์ คือคนที่เก่งๆอ่ะ พูดง่ายๆว่าทางพุทธศาสนาเรียกว่า 'มีฤทธิ์'

คุณสายสวรรค์ : ผู้มีฤทธิ์ 

คุณดังตฤณ : เป็นผู้มีความสามารถในวงการหนึ่งๆที่จะเป็นพ่อมด ที่จะทำอะไรให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ พุทธศาสนาก็มีคำตอบให้ตรงนั้น แล้วถ้าหากว่าทุกอย่างในชีวิตของคุณโอเคแล้ว อิ่มตัวแล้ว สุดท้ายมันยังรู้สึกเหมือนกับหลงทางอยู่ดี!

คุณสายสวรรค์ : ไม่พออยู่ดี

คุณดังตฤณ : จะเอาคำตอบอย่างไหน อันนี้ก็ให้ไปดูเรื่องของการเจริญสติ ซึ่งแนวทางที่ผมทำ ก็จะออกไปในทำนองที่ว่า อย่างเมื่อกี้ที่เห็นโชว์เป็นปกหนังสือนะ มีทั้งเรื่องของความรัก มีทั้งเรื่องของการทำงาน แล้วก็ในเรื่องของการเจริญสติ

คุณสายสวรรค์ : วัยรุ่นอ่านได้ คนทำงานอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านได้ มีให้ทุกแบบเลย

คุณดังตฤณ : ซึ่งทีนี้ ตรงที่มันเป็นหนังสือ บางทีมันก็ยังอาจจะเป็นก้อนใหญ่เกินไป หรือว่าดูไกลตัวเกินไป

คุณสายสวรรค์ : หรือห่างไกลคนไม่ชอบอ่าน

คุณดังตฤณ : ใช่ 

คุณสายสวรรค์ : มีเยอะ

คุณดังตฤณ : ผมก็เลยเอามาทำให้เป็นรูปแบบที่ถูกกับหนทางของคนยุคปัจจุบัน คือใช้เฟสบุ๊ก

คุณสายสวรรค์ : หรือหนังสือเสียง ไม่ชอบอ่านก็ฟังเอา อย่างนี้เป็นต้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณดังตฤณ : ใช่ คืออย่างในเฟสบุ๊กเนี่ยจะเป็นการโต้ตอบกันแบบที่พูดง่ายๆว่าทุกเช้าจะมีเรื่องที่แตกต่างไป อาจจะเกี่ยวกับความรักก็ได้ อาจจะเกี่ยวกับการทำงานก็ได้ หรืออาจจะเกี่ยวกับการเจริญสติก็ได้นะฮะ

ซึ่งประเด็นคำถาม ที่ฮิตๆ ที่ฮอตๆ มาทุกยุคทุกสมัยเนี่ย ผมพยายามนำมาทำให้เกิดความหลากหลาย คือจริงๆน่ะเขียนเรื่องเดิม แต่ว่าทำให้เป็นเรื่องของความรู้สึกในขณะหนึ่งๆของแต่ละคน

อย่างบางคน อาจจะเกิดความสงสัยว่า ทำยังไงถึงจะลืมอดีตคนรัก เพราะว่ามันยังอยู่ตรงนั้น ยังทรมานใจอยู่อย่างเงี้ย หกปีก็แล้ว สิบปีก็แล้ว ยังไม่ไปไหนเลย ยังแกะออกจากหัวไม่ได้ ทำยังไง คือเรื่องของความรักมันไม่ใช่เรื่องของความสมหวังเสมอไป บางทีมันมีอะไรที่เด่นกว่านั้น ทำยังไงจะเจอเนื้อคู่เนี่ยโอเคก็มีอยู่ด้วย
 แต่ว่าตอนหลังๆจะไม่ค่อยเน้น

หรืออย่างเรื่องการทำงาน ทำยังไงถึงจะเจองานอันเป็นที่รัก คนส่วนใหญ่ปัจจุบัน  คนรุ่นใหม่ มักจะถามว่าทำยังไงจะรวย แต่ลืมถามว่ารวยไปแล้ว จะสนุกกับการทำงานต่อไปจนถึงอายุสักสี่สิบห้าสิบได้ไหม ตอนอายุสี่สิบห้าสิบเนี่ยสมมุติว่ารวยแล้ว คุณยังสนุกอยู่หรือเปล่า บางคนไปฆ่าตัวตายเอาตอนสี่สิบห้าสิบเพราะว่ามันไม่มีเรื่องสนุก อย่างนี้ก็มีนะ

คุณสายสวรรค์ : ทั้งๆที่รวยแล้วด้วยซ้ำ

คุณดังตฤณ : ทั้งๆที่รวยแล้ว แต่ความรวยนั่นแหละกัดกินหัวใจ คือบางทีพลาดทางธุรกิจ ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้วผิดพลาด  โดนคนล้อเลียนว่า โอ้โห เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมาตลอดชีวิต  มาตัดสินใจพลาดครั้งเดียวเนี่ย กระโดดให้รถไฟชนตายก็มี

อันนี้คือสุดท้ายแล้วเนี่ย เป็นเรื่องของว่า ถ้าธรรมะจะเข้าสู่หัวใจใครได้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นะ จะต้องมีช่องทางของเขาเองที่มาลิงก์ ที่มาเป็นตัวเชื่อม ซึ่งอันนี้ผมก็ทำในรูปแบบของคำถามคำตอบ จริงๆที่เขียนสเตตัสทุกเช้าเนี่ย มันก็รูปแบบของคำถามสำคัญที่ติดอยู่ในใจคนส่วนใหญ่ กับคำตอบที่อาจจะหลากหลายไปเรื่อยๆ แล้วก็อาจจะต้องไหลตามยุคสมัยนะ อย่างช่วงปีหนึ่งตอบแบบหนึ่งเนี่ย บางทีปีนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

คุณสายสวรรค์ : เพราะสถานการณ์เปลี่ยน สังคมเปลี่ยน วิธีคิดของคนก็เปลี่ยน 

คุณดังตฤณ : ใช่ ความรับรู้ วิธีรับรู้ของคนเนี่ยจะเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรที่ไหลเข้ามา ไหลเข้ามาห้อมล้อม ไหลเข้ามาครอบงำ

คุณสายสวรรค์ : ดังนั้นจึงเป็นแนวทางในการที่นำเอาแก่นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ จริงๆคือมีหลักอยู่หลักเดียว แต่ว่ามีพลวัตไปตามสังคม แล้วก็การรับรู้ของผู้อ่านที่เปลี่ยนไป

คุณดังตฤณ : ใช่

คุณสายสวรรค์ : บางคนก็ติดกันอยู่ตลอดแบบเนี้ยนะคะ เหมือนต้องสอนเรื่องซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บางคนได้ความสุขของตัวเอง แล้วก็อาจจะจากไปก็ได้ แต่ว่านี่คือสิ่งที่คุณดังตฤณยังคงยืนหยัดอยู่ เผยแพร่ในสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งเป็นที่นิยม แล้วก็คนก็ติด มีทั้งคนรุ่นเก่าไปใหม่มาอะไรแบบตลอดเวลาแบบนี้ คิดที่จะยึดงานแบบนี้ไปตลอดชีวิตไหมคะ

คุณดังตฤณ : จริงๆก็คิดถึงรูปแบบความหลากหลายเหมือนกันนะ แต่ว่าในที่สุดแล้วคืออะไรที่มันง่ายเนี่ยมันจะอยู่นาน คือเราเขียนเราก็เขียนได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน คนอ่านก็อ่านได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานเหมือนกัน ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบที่อาจจะน่าจะอยู่นานที่สุดนะ รูปแบบอื่นๆอาจจะตามมา แต่ว่ารูปแบบการเขียนเนี่ยผมคิดว่าน่าจะทนที่สุด

คุณสายสวรรค์ : ค่ะ และนี่ก็คือวิธีคิด ประสบการณ์ชีวิต แล้วก็สิ่งที่คุณดังตฤณอยากจะฝากไว้สำหรับคุณผู้ชมในคืนนี้นะคะ หยิบประเด็นได้หลายๆประเด็นตั้งแต่ช่วงต้นรายการมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ท่านไหนรู้สึกอย่างไร มุมมองไหนของคุณดังตฤณที่พูดออกมาแล้วไปตรงกับใจท่าน ตรงกับการรับรู้ หรือว่าตรงกับปัญหาที่ท่านกำลังหาคำตอบอยู่พอดีนะคะ ดิฉันเชื่อว่านำไปเป็นแรงบันดาลใจ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ค่ะ เสียดายเวลาน้อย ถ้ามีโอกาสจะต้องมาขอความรู้ แล้วก็ขอวิธีคิดดีๆแบบนี้ใหม่นะคะ ขอบพระคุณมากๆค่ะ

คุณดังตฤณ : ครับ สวัสดีครับคุณหนิง

คุณสายสวรรค์ : ค่ะ คืนนี้คุณศรันย์หรือว่าคุณดังตฤณ และดิฉันลาไปก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ







วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กรรมอะไรที่ทำให้ได้เกิดเป็นหมอ?

ถาม : อาจารย์ครับ แสดงว่าเราเกิดมาเป็นหมอเป็นพยาบาลนี้ ส่วนใหญ่ก็อาจจะเคยเป็นมาก่อนอย่างนี้ใช่มั้ยครับ
(คำถามต่อเนื่องจากคำถามก่อน  จะทราบได้อย่างไรว่าเราถนัดกับอาชีพไหน?
http://dungtrinanswer.blogspot.com/2015/05/blog-post.html)

รับฟังทางยูทูป : https://youtu.be/A2DAGPjXdqU

ดังตฤณ:  คือที่ผมดูนะ ส่วนใหญ่หมอมีอยู่สองประเภท
นี่พูดถึงหมอเลยนะครับ เอาของจริงๆ เลย 
ความอยากจะรักษาคน
ความอยากจะให้คนหายจากโรคจากภัยเนี่ย
มันมีอยู่ในใจแค่ไหน มันต่างกันนะ

หมอบางคนเรียนเพราะว่าพ่อแม่บอกให้เรียนก็มี  
หมอบางคน... นี่อันนี้มีน้อยแต่ว่ามีจริง
เพื่อนรักเรียนหมอ ก็เลยตามเพื่อนมาเรียน อย่างนี้มีนะ  
แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือรู้สึกว่าเป็นหมอแล้วรวย
เป็นหมอแล้วมีหน้ามีตาในสังคม

คือหมอเนี่ยจำแนกออกด้วยใจ เป็นต่างๆได้หลายแบบ
ขึ้นต้นมาเนี่ยพูดให้กระชับที่สุดเลยก็คือว่า
เป็นหมอด้วยความรู้สึกอยากให้คนหายป่วย
หรือว่าเป็นหมอเหตุผลอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าคุณเป็นหมอด้วยใจที่อยากรักษาให้คนจากโรคภัยนะ
สันนิษฐานได้ว่า..
อันนี้เป็นการสันนิษฐานเฉยๆ ไม่ใช่เป๊ะๆนะ
..ในอดีตเนี่ย คุณอาจจะไม่ได้เป็นหมอล่ะ 


รากของกรรมมันอาจจะเริ่มต้นขึ้นมา
จากการที่ว่าคุณมีความเอาใจใส่พระภิกษุบางรูปที่นับถือกันอยู่
แล้วก็คอยใส่ใจ ไถ่ถามว่าท่านเป็นโรคอะไร
มีอาการไม่ปกติตรงไหนอะไรยังไง
แล้วก็เกิดมีแก่ใจ ที่จะหาหยูกหายา
หาหมอที่ตรงกับโรคมารักษาท่านให้หาย
แค่นี้น่ะ มันเป็นปัจจัยแล้ว
ที่เราให้คุณมีความรู้สึกติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้
ก็คือ อยากให้คนหายป่วย



.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ที่นี้ความอยากตรงนี้
ถ้าหากมันไปบวกกับความรู้สึกว่า
อยากหายาอะไรที่มันดีที่สุด ที่มันเวิร์กกับโรคนี้ที่สุด 
แล้วสามารถรักษาท่านหายด้วย
 
เกิดความภูมิใจ เกิดความปลื้มใจด้วย
 
ตรงนี้มันจะเป็นต้นเหตุ ให้เป็นคนที่
..พูดง่ายๆว่า อยากเป็นหมอเลย
อยากเป็นคนคิดค้นผลิตยา
อยากเป็นคนที่มีความสามารถที่จะทำให้คนหายป่วยได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมอเนี่ย มีโอกาสกันเยอะนะ 
หมอที่ในโรงพยาบาลมีส่วนของรักษาพระอาพาธ
 
ถ้าอยากรู้ว่าหมอใหญ่ระดับโลกเขาเริ่มต้นจากตรงไหน
 


เริ่มต้นจากตรงนี้แหละ คือทำแบบไม่มีประมาณ 
ทำกับสงฆ์แบบไม่เลือกหน้าแล้วว่า
จะเป็นสงฆ์ที่รู้จักหรือไม่รู้จัก น่านับถือหรือไม่น่านับถือ
 
แต่ว่าเป็นสงฆ์
 
เป็นตัวแทนของผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา มีใจอยู่แค่นี้
 
แล้วคิดว่าเราจะเข้าไปทำ โดยที่ไม่ได้หวังอะไรทั้งสิ้น
 
แค่อยากให้ท่านหาย มีใจเป็นบุญน่ะ เป็นกุศล
 
ตัวนี้แหละ เป็นรากของกรรม ของความเป็นหมอใหญ่

เกิดชาติไหนนะครับ คือคุณจะมีความสามารถ
:  ทั้งในเรื่องของสติปัญญาที่จะเรียนจบหมอได้ง่ายๆ 
:  ทั้งในเรื่องความสามารถ 
:  ทั้งในเรื่องของไอเดียริเริ่มสร้างสรรค์
สามารถทำงานวิจัยอะไรในแบบที่คนอื่นเขาคิดกันไม่ถึง
คิดกันไม่ได้ คิดกันไม่ออก 

____________________

พิธีกร : ครับ ถ้าใครอยากเป็นหมอที่ยิ่งใหญ่ ก็คงจะต้องตั้งจิตอย่างที่อาจารย์ได้แนะนำไว้สักครู่นะครับ

ดังตฤณ: 
คือความเป็นสงฆ์เนี่ย
เป็นส่วนขยายผลของกรรมที่ยิ่งใหญ่ 

ทำอะไรกับสงฆ์เนี่ย มันจะได้ผลขยายที่ใหญ่
แล้วก็ถ้าใจเราใหญ่จริงเนี่ย
มันก็คือเกินกว่าคนอื่น มีกำลังใจเกินกว่าคนอื่น
ได้ทำกับบุคคลอันเป็นนาบุญที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้ทำ
มันก็คือระดับโลก ระดับประเทศนั่นเอง


วิธีค้นพบตัวเองว่าถนัดทำอาชีพไหน

ถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะทำงานอะไร มีสิ่งใดพอเป็นไกด์ไลน์ได้บ้าง

รับฟังทางยูทูป
 : http://bit.ly/1RjvOKO


ดังตฤณ:  จริงๆแล้ว คุณลองดูชีวิตคนนะ 
มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับความไม่รู้ ไม่รู้ไปหมดเลย
 
ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองคือใคร เป็นใคร ชอบอะไร อยากทำอะไร
อย่างผม จุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา
ไม่ใช่เพราะว่าเคารพนับถือพุทธศาสนานะ
ไม่ใช่เพราะว่าใครมาบอกว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเชื่อนะ
แต่เป็นเพราะว่ามันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ตอนอายุ ๑๖-๑๗
 
ว่าตัวเองจะทำอะไรดี
ด้วยความอยากจะได้คำตอบ ก็อ่านหนังสือไปทั่ว
แต่มันไม่มีหนังสือเล่มไหนให้คำตอบได้ดีมากไปกว่าพุทธศาสนา
ผมก็เลยนับถือพุทธศาสนา มีความผูกพันกับพุทธศาสนา

นี่แสดงให้เห็นนะว่าถ้าผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ
สงสัยชีวิตก็ปล่อยให้มันถูกกลบ ถูกลบ ถูกลืมไปตามวันเวลา
ผมก็คงไม่เจอพุทธศาสนา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เหมือนกัน เด็กหลายๆ คนโตขึ้นมาเป็นอัจฉริยะ
สอบได้ที่หนึ่งของประเทศหรืออะไรก็แล้วแต่
คุณสืบเข้าไปเถอะ
 
พวกนี้มักจะมีงานอดิเรกหรือความสนใจอะไรบางอย่าง
..ตั้งแต่เด็กๆ!
โชคดีที่เจอเรื่องที่ทำให้ตนเองสนใจได้
 
แล้วก็ยอมอุทิศเวลาให้กับมันได้

ยิ่งคุณทำงานอดิเรกมากขึ้นเท่าไหร่
ยิ่งคุณทำแบบที่ไม่ต้องถูกบังคับให้ทำ
 
ไม่มีใครบังคับให้ทำ

คุณจะยิ่งมีโอกาสค้นพบตัวเองมากขึ้นเท่านั้น!





.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่คนส่วนใหญ่เป็นยังไงครับ 
ยิ่งเด็กสมัยนี้ โตขึ้นมากับอินเตอร์เน็ต
แล้วก็..

อินเตอร์เน็ตนี่ดาบสองคมจริงๆ
คือคมที่มันร้าย ก็คือว่า จะทำให้คนไม่รู้จักตัวเอง
รู้แต่ว่าคนอื่นๆ เขาคุยกันยังไง พูดกันยังไง ชอบกันยังไง
เราก็ควรจะพูดอย่างนั้น ชอบอย่างนั้น คุยตามเขาไปแบบนั้น
 
มันเหมือนกันหมดทั่วโลก
มันแย่งเวลาที่จะไปให้ความสนใจกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เรามีความสามารถ มีความถนัดเป็นพิเศษ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..


เรื่องของเรื่องนะ 
ถ้าหากว่าเราใช้ชีวิตในแบบที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ

สงสัยอะไร อยากรู้อะไร 
พยายามขุดคำตอบออกมาให้ได้ด้วยตัวเอง
หรือว่ามีความสนใจในการละเล่นไหนก็ตาม
 
ในการเอาสนุกด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม
เอาให้มันจริง
 

พอเอาให้จริงหลายงานเข้า 
ในที่สุดคุณจะรู้สึกว่านี่จริงที่สุดมันอยู่ตรงนี้


แล้วสิ่งที่คุณให้เวลากับมันที่สุด 
สนใจกับมันมากที่สุดนั่นแหละ
 
เหมาะกับตัวคุณที่สุด!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พูดโดยสรุปคำตอบ ก็คือว่า
อย่ารอให้การเอ็นทรานซ์
หรือว่าการทำงานตามสาขาอาชีพ
มันมาบีบให้คุณรู้สึกว่า
คุณจะต้องเป็นอย่างนี้ คุณจะต้องเป็นตัวนี้ สวมหัวโขนแบบนี้

เวลาที่ยังมีเวลาอยู่นะ ตอนที่ยังมีเวลาอยู่นี่
พยายามที่จะหาอะไรทำ แบบที่ใจของคุณ..
 รู้สึกตรงกับมัน
 รู้สึกสอดคล้องกับมัน 
 แล้วก็รู้สึกว่าอยากทุ่มเวลาให้กับมัน

อันนี้จะสอดคล้องกับหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอิทธิบาท ๔
มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ก็คือถ้าหากคุณมีความสนใจเรื่องไหน
 
อย่าปล่อย กัดไม่ปล่อยเลย!
ตรงนั้นแหละที่เขาเรียกกันว่า 'พรสวรรค์
ชาวโลกเขาเรียกกันพรสวรรค์
แต่มันจะฟ้องว่าคุณ 'เคยทำบุญประเภทไหนมา'!


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อย่างบางคน ในอดีตชาตินะ
เคยทำขนมให้พระเป็นประจำ
ด้วยการออกหัวคิดเอง ปรุงแต่งให้มันมีรสชาติอร่อย
ปรุงแต่งให้มันมีความแปลกใหม่
 
คิดชื่อขนมขึ้นมาเองอะไรแบบนี้ ทำอยู่ทั้งชีวิต
บุญที่สั่งสมมามันจะทำให้ตั้งแต่เด็กๆ มีความสนใจชอบทำขนม
แล้วพอโตขึ้น ทำขนมออกขาย
มันกลายเป็นอะไรที่เป็นที่ติดใจ รสชาติถูกปากคนมาก
แล้วรัศมีบุญเก่ามันก็จะไปดึงดูดมหาชนให้จำได้
 
แล้วก็อยากจะช่วยกันบอกต่อ
นี่อันนี้ตัวอย่าง ยกตัวอย่าง
 

ถ้าคุณจะมองเป็นในเรื่องของบุญของกรรม
มันจะมีอะไรบางอย่างที่คุณเคยทำ ทำให้คนอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้สมณะชีพราหมณ์
 
ทำให้บุคคลที่เป็นผู้ทรงศีล
ถ้าหากว่าทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆแล้ว
มันจะไปกระตุ้นในชาติถัดมาให้เกิดความสนใจ
 
ให้เกิดความสนใจมากๆ

ตรงนั้นคนส่วนใหญ่เรียกกันว่าพรสวรรค์
แต่พรสวรรค์มันมีให้แค่จุดเริ่มต้น
คือความสนใจและความคุ้นเคย


ส่วนของความวิริยะมันเป็นบุญใหม่ที่ต้องไปสั่งสมเอาเองนะครับ

อ่านคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับคนเลือกอาชีพหมอ 
>> http://dungtrinanswer.blogspot.com/2015/05/blog-post_7.html


วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

รู้จักคุณดังตฤณกันมากขึ้น นสพ.กรุงเทพธุรกิจ: ฉบับวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๕

"ศรันย์ ไมตรีเวช" หรือ'ดังตฤณ'
ผู้เผยแผ่ธรรมผ่านตัวหนังสือที่มียอดตีพิมพ์มหาศาล
ในชื่อ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน'





ปกกายใจฉบับ120 
'ดังตฤณ'

รายงาน : ปริญญา ชาวสมุน 

บ้างว่าเขาเป็นผู้เผยแผ่ธรรม แม้ยังไม่ได้ชื่อว่าผู้บรรลุ แต่ทุกถ้อยคำและกระบวนความของ 'ดังตฤณ' ก็ทำให้รู้สึกว่า 'เสียดาย' หากก่อนตายไม่ได้รู้จักธรรมะจากเขา

กว่า 20 ปีแล้วที่ "ศรันย์ ไมตรีเวช" ชายผู้มีบุคลิกสงบเย็น รอยยิ้มเปี่ยมด้วยไมตรีจิต ได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงอย่างน่าสนใจและเข้าใจง่าย ผลงานสร้างชื่อของเขา อย่าง 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' นับเป็นหนังสือประเภทศาสนาและปรัชญาที่มียอดตีพิมพ์มหาศาลและเขายังมีลูกศิษย์ลูกหาผ่านหน้ากระดาษอีกนับไม่ถ้วน

นี่ไม่ใช่บทสนทนาสู่นิพพาน แต่คงดีไม่น้อย หากหลายเรื่องที่ตกค้างในใจผู้หลงทางในวังวนแห่งโลกียะ จะรู้กายรู้ใจตนมากขึ้นผ่านถ้อยคำอันกระจ่างชัดของเขา


ความหมายของดังตฤณ
ตฤณ แปลว่า หญ้า ดังตฤณ ก็ เหมือนหญ้า จริงแล้วเป็นชื่อตัวละครตัวหนึ่งที่เขียนนิยายไว้ตอนวัยรุ่น แต่พอมีเหตุให้มาเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมะก็เลือกชื่อนี้ขึ้นมา มันดูเหมือนเป็นธรรมชาติดี ไม่ใช่จะมาถ่อมตัวหรือว่าจะมาบอกว่าตัวเองเหมือนหญ้าน้อยๆ แต่ชอบความหมายตรงหญ้านี่มันมีความทนทาน โดนแดด ฝน เหยียบ เท่าไรๆ ถึงมันตายไปก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ มันเหมือนจะแฟ่บลงไปแต่มันไม่ตายจริง ลักษณะและความทนทานของหญ้าซึ่งดูบอบบางนั่นแหละ ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตของมนุษย์ทำให้เกิดเป็นอย่างนั้นได้ ถ้าหากว่าเราผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านความลำบาก ผ่านความสบาย แล้วเรามีชีวิตอยู่ได้ มันก็เหมือนหญ้า


กว่าจะเป็นหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน'
ตอนแรกเลยที่จะได้ชื่อหนังสือว่า 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' เหตุผลเพราะมีคนขอให้เขียนหนังสือสักเล่มหนึ่งเพื่อให้ญาติเขาที่ใกล้จะเสียชีวิตแล้วได้อ่าน ตอนนั้นเราก็คิดไม่ออก จนกระทั่งสองเดือนผ่านไป เรามานึกว่าญาติของเขาจากโลกนี้ไปแล้วหรือยัง ก็ปรากฏว่าเกิดความรู้สึกขึ้นมา ถ้าเขาได้ตายไปเสียก่อนที่จะได้อ่าน เหมือนกับเราไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้ ก็เกิดคำขึ้นมาในหัวว่า 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' มีคนๆ หนึ่งได้ตายไปก่อนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจริงๆ

จากนั้นพอชื่อหนังสือปรากฏขึ้นมา คอนเซ็ปท์ถึงไหลมาเทมา เราคิดออกว่าอะไรบ้างล่ะที่มันน่าเสียดาย ที่คนตายไปเสียก่อนจะได้อ่าน ก็คงไม่พ้นกับคำถามที่ผู้คนมีกันมาทุกยุคทุกสมัยว่า เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร มันมีความแตกต่างจนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นแค่ความบังเอิญหรือแค่ใครกำหนดมา ส่วนที่ว่าถ้าเราเชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ มีภพภูมิต่างๆ ถ้าหากว่ามีภพภูมิอื่นอยู่เนี่ย เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว ปฏิบัติตัวอย่างนี้แล้ว มันไปไหนได้บ้าง จากนั้นคำถามอันเป็นที่สุด ถ้าหากยังมีลมหายใจ ยังมีเลือดเนื้ออยู่อย่างนี้ สิ่งที่คุ้มที่สุดที่จะทำขณะที่เป็นมนุษย์คืออะไร ตรงนี้แหละคือเนื้อหาของ 'เสียดาย...คนตายไมได้อ่าน' เป็นการไล่ลำดับจากอดีตสู่ปัจจุบัน เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คือ อดีต ส่วนตายแล้วไปไหนได้บ้างก็คือ อนาคต ส่วนปัจจุบันก็จะตบท้าย


เริ่มต้นสนใจธรรมะอย่างไร
ไม่มีอะไรที่แปลกประหลาดเลยนะ เรียบๆ ง่ายๆ เลย ตอนช่วงที่ผมอยู่ชั้น ม.5, ม.6 มีความทุกข์เรื่องสุขภาพ มีความทุกข์เรื่องเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองว่าจะเรียนอะไรต่อ ถามตัวเองก่อนว่า คือไม่ใช่แค่เอ็นทรานซ์เข้าอะไรแล้ว ถามตัวเองจริงๆ ว่า ตื่นขึ้นมาอยากทำอะไร หมายความว่า ชีวิตที่เหลือนี่อยากจะรู้ อยากจะตอบตัวเองให้ได้ว่ามันจะอยู่ไปเพื่ออะไร ทำอะไรอันเป็นที่รัก ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถเลือกคณะได้ เราไม่สามารถเอ็นทรานซ์เพื่อจะเรียนอะไรที่จบออกมาแล้วเราไม่ได้ทำ พอมองไม่ออกว่าชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไร มันก็เกิดคำถามว่าเมื่อเกิดมา เพื่ออะไร ตรงนี้เป็นคำถามสำคัญ ประเด็นแรกเลยที่มาจุดชนวนในหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' ก็มาจากประสบการณ์ตรงนั่นแหละว่าเราเคยสงสัยชีวิต

ความหมายของการสงสัยชีวิตคือ ชีวิตนี่ ถ้ามันมีความหมายจริงๆ มันเริ่มต้นมาจากอะไร มันตั้งต้นมาจากอะไร ที่นี้พอเรามาพบพระพุทธศาสนาในห้องสมุดมีหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและปรัชญาเยอะ เหมือนเราได้คำตอบ

ก่อนหน้านั้น ไม่รู้สึกว่าชาตินี้ ชีวิตนี้จะต้องจับหนังสือธรรมะ เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ไกลตัวเรา ในฐานะเด็กวัยรุ่น เราฟังผู้ใหญ่คุยเรื่องธรรมะแล้วไม่เกี่ยวกับตัวเราเลย พูดเรื่องมรรคมีองค์แปด พูดเรื่องสติปัฏฐาน พูดเรื่องภพภูมิอะไรต่างๆ มันไม่เชื่อ มันไม่มีความรู้สึกว่าใกล้เคียงกับชีวิตที่เราเป็นอยู่จริงๆ ณ ขณะนั้น เราแค่ต้องการคำตอบเท่านั้นว่าจะให้เรียนอะไร ไปทำงานอะไร ส่วนที่ว่าเกิดมาทำไม มันมีความสงสัยอยู่จริง แต่ไม่เชื่อว่ามันมีคำตอบ
ที่นี้พอมาพบกับธรรมะของพระพุทธเจ้า เราเจอคำตอบอย่างหนึ่ง ถ้าตั้งโจทย์ผิด คุณไม่มีทางได้คำตอบถูก


คำตอบนั้นคืออะไร
ณ ช่วงเวลานั้นเหมือนกับเราไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีคนคอยตอบคำถามให้ว่าเกิดมาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพื่ออะไร เราก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่ตั้งคำถามว่าเกิดมาทำไม หลังจากที่เราได้คำตอบจากพระพุทธเจ้า เราพบว่าโจทย์ข้อนี้ผิด ถ้าหากว่ามัวแต่ถามกัน มันจะมีคำตอบเป็นปรัชญา มีคำตอบเป็นความเห็นส่วนตัวมากมายก่ายกอง และหาที่สรุป ที่ลงเอยไม่ได้ คนโน้นก็บอกว่าเกิดมาเพื่อที่จะทำดี คนนั้นก็เกิดมาเพื่อที่จะใช้ชีวิตให้คุ้ม อีกคนก็บอกว่าเกิดมาเพื่อศึกษา เพื่อรู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมวิบาก แล้วแต่ว่าใครมีความเชื่อแบบไหน มีความรู้จากที่ใด

ถ้าหากว่าเราตั้งโจทย์ให้มันเข้ากันได้กับพระพุทธศาสนาจริงๆ "เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร" ไม่ใช่เกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อทำอะไรหรือเป็นอะไร ถ้าหากเราตั้งคำถามนี้มันชัดเจนว่าเราจะฟังคำตอบจากใคร มันขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของเรา อยากเลือกเชื่อฝ่ายที่บอกว่าพระพรหมหรือว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่ถ้าอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งที่มีเหตุมีผลเรื่องเกี่ยวกับกรรมวิบาก ก็จะบอกว่า เรานั่นแหละที่เป็นคนสร้างตัว สร้างตน สร้างฐานะ สร้างชะตา สร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังเห็นในชีวิต และมีผลกระทบกับชีวิตของเราทุกวันนี้


ให้ดูจิตดูใจของตัวเองใช่ไหม
ใช่ ถ้าหากเราบอกได้ว่าสิ่งที่เรารู้สึกอยู่จริงๆ มันเป็นความสุข อย่างน้อยในพระพุทธศาสนา ยืนยันว่าความสุขไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญ ไม่ใช่เกิดจากใครบันดาลลงมาจากฟากฟ้าหรือสวรรค์ แต่ว่าเกิดจากการที่เราประพฤติธรรม ประพฤติกรรมอันเป็นกุศล คำว่ากุศลหมายความว่าธรรมชาติที่มีความความสว่าง มันเป็นฝักฝ่ายของความสุขความเจริญ ถ้าหากสั่งสมกุศลมากแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะเป็นเหตุให้เกิดความสุข บุญเป็นเหตุให้เกิดความสุข ส่วนบาปเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ บางทีเรื่องบุญเรื่องบาป

คนยุคนี้จะมองกันง่ายๆ คนทำชั่วทำไมมันได้ดี ลอยหน้าลอยตา ยังมีความสุข ยังยิ้มแย้มอยู่ในสังคม เอยะแยะเลย แต่คนทำดีทำไมต๋อกต๋อย ตกต่ำ ก็มีความสงสัยกับสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้า ท่านให้มองที่ใจก่อน ถ้าหากเราทำบุญมาจริงๆ มันไม่ต้องมีเหตุการณ์อะไรจะมาสนองตอบเราให้มีความสุข มันมีความสุขขึ้นมาด้วยใจที่เป็นบุญนั่นแหละ หมายความว่าต่อให้พระองค์ในชาติหนึ่งก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เคยโดนตัดมือตัดเท้า เคยโดนย่ำยีต่างๆ นานา แต่จิตใจของท่านมีความสุขอยู่ได้ด้วยเมตตา การแผ่เมตตา จนกระทั่งใกล้ตายจิตเป็นฌานได้ ไปอยู่พรหมโลกได้ พูดง่ายๆ ว่า การที่เราจะมีความสุขไม่ใช่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่เกิดจากเรารู้จักคำว่าบุญดีพอหรือเปล่า

อย่างคำว่าบุญ พระพุทธศาสนาบอกไว้สามระดับ บุญอันเกิดจากการเต็มใจให้ มันอยากให้น่ะ ก็มีความสุขแล้ว ลองมองไปที่ใจตัวเอง ตอนที่อยากให้อะไรใครจริงๆ มันมีความสุขขึ้นมาแล้ว แล้วถ้าให้สำเร็จยิ่งปลื้ม และถ้าหากว่าเรารักษาศีลได้ ต่อให้ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ใจของเรามีความรู้สึกสะอาด มีความรู้สึกเคารพตัวเองได้ นี่คือความสุขชนิดหนึ่ง ยิ่งที่เราเจริญสติได้ เราเป็นอิสระจากอุปาทานได้ อย่างน้อยที่สุดถ้าเราเห็นว่าใครตาย เราไม่เศร้าหรอก ใจมันเป็นอิสระจากความเศร้าได้

นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาพยายามบอก จี้ที่ใจ เน้นที่ใจ เอาความสุขที่ใจก่อน และถ้าทำบุญได้ครบให้ทาน เจริญสติ กระทั่งตกผลึกถึงจุดหนึ่ง ชีวิตทั้งชีวิตจะเกิดสุขตลอดเวลา ไม่ใช่สุขตอนที่ใครให้ของที่เราต้องการ ไม่ใช่สุขตอนที่เรามีแฟน ไม่ใช่สุขตอนที่เราได้บ้าน ได้รถ ได้ตำแหน่ง แต่มีความรู้สึกที่เราเกิดความเข้าใจว่าธรรมะคืออะไร เกิดความรู้สึกว่าทำบุญเป็นเหตุให้ความสุขคือเรื่องจริง เป็นธรรมชาติของจิต ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้นแล้วถึงค่อยเป็นอย่างนั้น แต่ธรรมชาตินี้มีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วถึงมาบอกต่อ


แก่นหลักแบบดังตฤณเป็นอย่างไร
เป็นเรื่องของความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจถูก เข้าใจตรง เข้าใจตามกติกาของธรรมชาติ อันนี้ถือว่าตรงเป้าของพระพุทธศาสนา คนมักเข้าใจว่าคงหมายถึงเรื่องอย่ามองกงจักรเป็นดอกบัว อย่าเห็นความชั่วเป็นความดี แต่จริงๆ แล้วพระพุทธศาสนายังมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก นอกจากกรรมดีกรรมชั่วแล้ว ยังมีเรื่องของความเข้าใจที่ทุกถูกต้องว่า อะไรๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรๆ มันมีความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คิดง่ายๆ สิ่งที่กำลังนั่งพูดอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นเพียงการประชุมกันชั่วคราวของธาตุสี่ เวลาตัวตนนี้ตายไปเราก็จะไม่เกิดความรู้สึกว่าเสียดายชีวิต มันเห็นเป็นแค่ธาตุสี่ มันจะแยกออกจากกัน ส่วนจะไปไหนต่อก็ขึ้นอยู่กับกรรมสั่งสมมา ถ้าสั่งสมความเห็นถูกต้องมามากพอจนกระทั่งไม่อาลัย ไม่อาวรณ์ ถึงขั้นจิตเป็นอิสระจากอุปาทานก็จะมีรางวัลสูงสุดของพระพุทธศาสนานั่นคือเป็นอิสระจากทุกข์อย่างถาวร


เราต้องทำอย่างไรจึงหลุดพ้น
ในพระพุทธศาสนามีเรื่องของการฝึกจิต การหลุดพ้นไม่ใช่เอาตัวที่เป็นร่างกายไปพ้นที่โลกไหนหรือขึ้นฟ้าไปอย่างไร แต่เอาจิตของเราพ้นจากอุปาทาน อุปาทานคืออะไร คือความรู้สึกว่าร่างกายนี้ จิตใจนี้มันเป็นของๆ เรา ร่างกายคนอื่น จิตใจของคนอื่นเกี่ยวข้องกับเรา เป็นญาติเรา แต่ไม่ใช่แค่ไม่ยึดติดนะ ต้องพ้นจากอุปาทานไปเลย ลักษณะของการฝึกจิตเพื่อให้พ้นจากอุปาทาน เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ หมายความว่าเอากายใจมาเป็นที่ตั้งของการฝึก มาเป็นที่ตั้งของการระลึก

มันคือการทำความรู้จักกับร่างกายและจิตใจของเรานี่แหละ คือเราไม่รู้จักกับร่างกายหรือจิตใจดีพอ เช่นเวลาที่เราออกเดินไป จิตใจของเราจะคิดไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ชมนกชมไม้ แต่ถ้าหากว่าจะทำความรู้จักกับร่างกาย เริ่มต้นง่ายๆ เวลาที่เราเดินไป เรารู้สึกถึงเท้ากระทบ แค่รู้สึกไปธรรมดานี่แหละ พอเรารู้สึกไปได้สักพักมันจะมีท่าเดินปรากฏในจิตใจของเรา แต่เดิมไม่สังเกต พอเราเริ่มสังเกตสิ่งที่มันกระทบกาย มันรายงานความรู้สึกให้เรารู้ พอรู้สึกมันมีประโยชน์ตรงที่เราสามารถพิจารณาขึ้นมาได้ ณ เวลานั้น

เมื่อมีสติ คมชัดมากขึ้น มันจะเห็นแม้กระทั่งความรู้สึกที่ผุดขึ้นเป็นขณะๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับกายนี้ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงให้สังเกตตรงนี้แหละ ลมหายใจเดี่ยวมันก็เข้าเดี๋ยวมันก็ออก เดี๋ยวมันก็ยาวเดี๋ยวมันก็สั้น พอรู้ว่าลมหายใจไม่เที่ยง จิตของเราจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันเหมือนจะแยกไปเป็นผู้ดู เป็นผู้รู้ ว่าลมหายใจเป็นแค่ธาตุลมที่พัดเข้าพัดออกในร่างกายของเรา พอเรารู้อย่างนั้นเราได้ความสดชื่นด้วย ได้สมาธิจากการดูลมด้วย และได้ความสามารถพร้อมจะต่อยอดที่เป็นสติรับรู้ร่างกาย


เป้าหมายสูงสุดคืออะไร
เป้าหมายสูงสุดคือใช้ชีวิตอย่างที่กำลังเป็น นั่นคือเรากำลังทำตามพระพุทธเจ้า คือ ทำความดี การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญสติขั้นต้น แต่ถ้าเราเป็นประโยชน์ให้กับศาสนาได้คือเอาความเข้าใจที่เราได้แล้วไปถ่ายทอดให้คนร่วมสมัย ที่เขาอาจยังไม่มีโอกาสได้เข้าใจอะไรง่ายๆ แบบที่เป็นภาษาร่วมสมัยเราก็ทำหน้าที่แบบนั้นไป แต่จุดมุ่งหมายที่สูงสุดคงต้องเรียกว่ารอเวลาเหมาะกว่าปัจจุบัน


ความสุขของอาจารย์คือเรื่องใด

ความสุขที่สุดเลย ที่เป็นปกติเลย คือความสบายใจคนเราจะใช้ชีวิตแค่ไหนก็ตาม จะตั้งเป้า ตั้งปรัชญาลึกซึ้ง สลับซับซ้อนแค่ไหน ถ้าหากไม่มีความสบายใจ ไม่มีความเป็นปัจจุบันที่รู้สึกเบา ตรงนั้นมันไม่มีความสุข อย่าไปเชื่อว่าเข้าถึงปรัชญาของตัวเองได้ถ้าปราศจากความสบายใจ ผมเชื่อว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าลงท้ายเราได้ความสบายใจมา ตรงนั้นเรามาถูกทาง


กล่าวถึงหนังสือเล่มล่าสุด 'จิตจักรพรรดิ'

จริงแล้วๆ งานเขียนของผมที่คนรู้จักเป็น 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' ก็เป็นงานบรรยายตรงไปตรงมาว่ากฎกติกาธรรมชาติเป็นอย่างไร หลักวิธีการปฏิบัติทำอย่างไร แต่งานนวนิยายผมเขียนมาสี่เล่ม มีเรื่อง 'ทางนฤพาน', 'กรรมพยากรณ์ ภาค ชนะกรรม', 'กรรมพยากรณ์ ภาค เลือกเกิดใหม่' ส่วน 'จิตจักรพรรดิ' เป็นนวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุด ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมะหรือมีความสงสัยว่าธรรมะคืออะไร หรืออยากได้แรงบันดาลใจ จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ผมก็เอาตัวละครมาเป็นตัวล่อ หมายความว่าถ้าตัวละครที่อยู่ในเรื่องสามารถดึงดูดให้คนอ่านติดหรือรู้สึกว่าตัวเรามีส่วนใช่ ตัวละครเปลี่ยนแปลงอย่างไร เข้าใจอย่างไร

คนอ่านก็จะเข้าใจหรือกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงตามตัวละครได้ ส่วนมากคนอ่านนวนิยายไม่นึกการสอนแต่นึกถึงความสนุก ผมใช้ความสนุกนั้นแหละเป็นตัวถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจการใช้ชีวิตแบบชาวพุทธ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

กู้ศรัทธาคืนมาให้ทัน

เสียงสัมภาษณ์ คุณดังตฤณ คลื่น FM ๑๐๑ 
ในหัวข้อเกี่ยวกับวิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนาในปัจจุบัน


ดำเนินรายการโดย : คุณปิยเกียรติ และ คุณนฤมล
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

 พิธีกร
: วันนี้จะรบกวนขอมุมมองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนทุกคนในประเทศไทย
รู้สึกพอเห็นข่าวแล้วก็ไม่สบายใจ
ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ในพุทธศาสนา
เป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรของสงฆ์
หรือแม้แต่พระกับฆราวาส พระกับพระด้วยกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ยังไม่มีใครทราบ
ว่าตกลงแล้วอะไรคือที่ถูก
อะไรคือที่ควรจะดำเนินต่อไป
อยู่ๆสิ่งที่มันจะมีกรรมการที่จะมาจัดการ เค้าก็ไม่ทำแล้ว
ทุกคนก็เลยงงกันอยู่ตรงนี้
เราจะตั้งสติเริ่มต้นจากตรงไหนอะไรได้บ้างนะครับ คุณศรันย์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ดังตฤณ : ตั้งสติจากตรงนี้เลย นี่เป็นคีย์เวิร์ดที่ดีมากนะฮะ
เริ่มตั้งสติจากตรงไหน?’

 ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองว่า..

เรามีศาสนากันไปทำไม?’
เราจะคงความเป็นพุทธไว้เพื่อประโยชน์อะไร?’
 

เพราะถ้าไม่ถามตัวเอง แล้วตอบตัวเองให้ได้ดี ๆแล้วเนี่ย
ก็ถือว่าเรากำลังอยู่ในยุคเดียว
กับผู้คนที่อยากเลิกนับถือพระนับถือเจ้ากันหมดแล้ว

อันนี้เป็นความจริง
เด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีความรู้ทางพุทธ
ถือว่าจะพูดก็ได้คุณปิยเกียรติ
ว่าเกือบๆจะสายแล้วนะ เกือบๆจะสายเกินไปแล้วนะ
!
เพราะคนที่ยังหนักแน่นอยู่กับความเป็นพุทธเนี่ย
ส่วนใหญ่จะต้องมีเสาหลักลงไว้ในใจก่อน
คือตอนนี้ถ้าขืนสมมุติว่ามาจากต่างบ้านต่างเมือง
ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเลย เจอแต่ข่าวพระแบบนี้
คิดว่ามันจะมีศรัทธาได้ไหวไหม


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเราถามตัวเองดีๆว่าเราจะเป็นพุทธต่อไปเพื่ออะไร
แล้วไม่เอาแต่ตอบว่าเพื่อไปไหว้พระไหว้เจ้าที่วัดไง
แต่สามารถบอกตัวเองได้ว่าคนเรามีเกิดแก่เจ็บตายนะ
แล้วเราก็เห็นญาติ เราก็เห็นเพื่อน
เราก็เห็นคนรอบตัวหรือไกลตัวก็ตายกันทุกวัน
!

ตอนตาย ถ้าไม่มีหลัก ไม่มีที่พึ่ง
ถ้าไม่มีที่ที่จะให้คิดว่าจะเอาอะไรไว้ในใจ
ใจจะมีความกระวนกระวายมาก!

ถ้าคุณปิยเกียรติเคยใกล้ชิดกับคนทีใกล้จะไป
ก็คงเห็นความจริงตรงนี้
..มันเหมือนเด็กหลงทาง
..มันเหมือนคนที่ใกล้จะต้องเข้าป่า
แล้วไม่รู้ว่าตัวเองเนี่ยมีเครื่องไม้เครื่องมือเดินป่าอะไรบ้างติดไม้ติดมืออยู่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หรือไม่ต้องตอนตาย

ไม่ต้องไปไกลตัวถึงขนาดอนาคตข้างหน้าอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เอาวันนี้ ตอนที่เป็นทุกข์จะเป็นยังไง
ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใครหรืออะไรที่ไหน

จิตใจคนที่กำลังสับสนอยู่ กำลังว้าวุ่นอยู่
มันมักจะพร้อมจะตัดสินใจอะไรผิดๆ
ถ้าเราไม่รู้จักคำว่ากุศลจิตเลย
ไม่รู้จักเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรียกว่าอกุศลจิตเลย
มันจะเป็นคนที่ดำเนินชีวิตไปแบบทุกข์ๆ
ทุกข์อยู่ทุกวัน แล้วก็ไม่รู้จะหาทางออกได้ยังไง
!

แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเราสามารถบอกตัวเองได้ว่า
เรามีศาสนาพุทธเพื่อที่จะเป็นหลักยึด
เพื่อที่จะเป็นศรัทธาให้ได้มีความชุ่มชื่นใจ
จะเป็นวันตายหรือวันอยู่ก็แล้วแต่
ขอเพียงว่าเรามีหลักมีที่ยึดที่พึ่งได้ มันน่าพอใจแล้ว


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะตั้งสติ คือเข้ามาที่ตัวเองก่อน
เพราะเวลาที่เกิดปัญหา
ไม่ว่าจะปัญหาบ้านเมือง หรือว่าปัญหาศาสนา

คนมักจะตั้งคำถามกันผิดๆ
ว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร แล้วก็เล็งไปที่ข้างนอก
คือเล็งไปทั้งๆที่ใจตัวเองกำลังร้อนรุ่มอยู่นั่นแหละ

เล็งไปที่การแก้ปัญหา หรือจะหาทางออกข้างนอก
ทั้งๆที่ใจมันยังทึบตันอยู่นั่นแหละ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้ถ้าเราสบายใจ
เริ่มต้นเรามาจากความสบายใจก่อน
ว่าคนอื่นไม่เกี่ยวนะ ไม่เกี่ยวกับจิตใจของเรานะ
ตัวเรานี่แหละ ที่เป็นผู้บอกตัวเอง
แล้วก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่า
..เราจะยึดศาสนาไว้ทำไม
..เราจะคงความเป็นพุทธไว้ทำไม
เราสบายใจแล้วเนี่ย
เราจะมองปัญหาข้างนอกเป็นปัญหาที่เรียกว่าอนัตตาภายนอก
เป็นเรื่องของสิ่งที่เราจะควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ก็ไม่รู้
เราจะมีอิทธิพลเราจะมีบทบาทได้แค่ไหนก็ไม่รู้
แต่เราจะสบายใจแล้ว
ว่าเรายังมีความเป็นพุทธอยู่ ด้วยตัวของเราเอง 
ไม่ใช่ด้วยพระที่ดีหรือไม่ดี
ไม่ใช่ด้วยศาสนาที่เสื่อมหรือไม่เสื่อม
แต่ด้วย กุศลจิตของเราที่มันยังสว่างอยู่
ที่มันยังมีความอบอุ่นใจกับตัวเองอยู่
ที่มันยังรู้ว่าตอนตายเนี่ยเราจะเอาอะไรเป็นหลักที่ยึด
แล้วตอนอยู่เวลาที่เป็นทุกข์เราจะเอาอะไรเป็นที่ตั้ง

พอมองอย่างนี้ได้
เราจะเริ่มมองปัญหาของพระด้วยความเป็นกลาง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ปัญหาของพระ พูดกันตรงๆง่ายๆเลย
คือ มันมีการสะสมเงินได้ !
แล้วก็มีการสะสมชื่อเสียงและยศศักดิ์ได้ !
ตลอดจนการที่ปัจจุบันโดยระบบของสื่อ
ระบบของการเผยแพร่มันทำให้งานเชิงวิชาการของพระ
มีความสำคัญกว่าผลงานทางจิต

คือผู้คนสมัยนี้ไม่รู้กันแล้วว่าผลงานทางจิตเป็นยังไง
ไม่รู้แล้วว่าพระที่เข้าใกล้แล้วอบอุ่น มีความสว่างอย่างใหญ่
มีกุศลอย่างใหญ่เยือกเย็นเป็นยังไง

คือตั้งแต่เด็กมาใกล้ชิดแต่พระที่มีความว้าวุ่น
จะเอายศ เอาศักดิ์ เอาตำแหน่ง เอาเงิน เอาชื่อเสียง
หรือว่าไม่ต้องอะไรเลย
พระเล็กๆน้อยๆจะแบ่งก๊กแบ่งเหล่า
เรื่องว่าใครได้รับกิจนิมนต์ก่อน
ใครเป็นคนจัดสรรคิวนิมนต์ อะไรแบบนี้

คือชาวบ้านส่วนใหญ่จะได้แต่ใกล้ชิด
กับพระที่มีการแบ่งชั้นวรรณะกันทำนองนี้
พูดง่ายๆว่ายังมองไม่เห็นข้อแตกต่าง
ว่าพระมีความแตกต่างจากตัวเอง
ที่หาอยู่หากิน
ที่ดิ้นรนเพื่อเอาหน้าเอาตา หรือว่าเอาชื่อเสียงอย่างไร
อันนี้พูดถึงปัญหาฝ่ายพระที่กำลังเป็นอยู่

แล้วถ้าหากว่ามองอย่างเป็นกลางๆ
ไม่คิดจะเป็นฮีโร่ไปพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้ทันทีทันใด
เราก็จะรู้สึกว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้ลองมองปัญหาฝ่ายฆราวาส

เมื่อกี้เราพูดถึงปัญหาฝ่ายพระ
ที่นี้เราลองมองอีกมุมนึง ย้อนกลับมาที่พวกของเราเอง
ปัญหาของฆราวาสในปัจจุบันก็คือ
ไม่รู้เลยว่าเป็นชาวพุทธเป็นกันยังไง
ไม่รู้กระทั่งว่าพระพุทธเจ้าฝากฝังให้
พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ไม่ใช่ให้พระ
!


นอกจากนั้นท่านยังฝากฝังไว้อีก
ว่าให้คนในบริษัทพุทธ
..พุทธนี่ถ้าถือว่าเป็นบริษัทเนี่ย
ก็ถือว่าเป็นบริษัทไร้จำกัด
คนที่เป็นเจ้าพนักงานทั้งหมด
เรียกว่าตั้งแต่ระดับสูงสุดถึงล่างสุด
ก็มีแบ่งออกเป็นสี่จำพวกใหญ่ๆให้ช่วยๆกันดูแล
นั่นคือมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ภิกษุก็อย่างที่เห็นๆกัน นุ่งห่มจีวร

ส่วนภิกษุณีนี่ปัจจุบันในไทยก็ถือว่าขาดสูญไปแล้ว
ส่วนอุบาสก อุบาสิกาก็คือชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆนี่แหละ
อุบาสกก็เป็นผู้ชาย อุบาสิกาก็เป็นผู้หญิง
เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่ามีศัพท์คำนี้อยู่
อุบาสก อุบาสิกา หมายความว่ายังไง

พอเรามองว่าปัญหาที่กำลังมีอยู่จริงๆ
ณ เวลานี้ ในประเทศไทย
ก็คือ ฝั่งพระ แบ่งชั้นวรรณะกัน
แล้วก็มีเรื่องของยศศักดิ์กันอย่างเห็นๆเลย
แล้วตรวจสอบเงินไม่ได้ด้วย
ถ้าตรวจสอบก็ถือว่าตรวจสอบศรัทธาของประชาชน
ก็ว่ากันไป
..

ส่วนฝ่ายฆราวาสเองก็บอกว่า
มีการเรียกร้องว่า ให้แก้ปัญหาพระ
แต่ไม่มีการเรียกร้อง
ให้มีการแก้ปัญหาฆราวาสกันสักเท่าไหร่เลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอให้ระลึกอย่างนี้นะ
ว่าคนเราเกิดมาไม่ได้บวชเป็นพระเลย
ก่อนที่จะบวชเป็นพระต้องเป็นฆราวาสก่อน

คือฆราวาสเป็นอย่างไร
แนวโน้มที่จะเป็นพระก็เป็นไปแบบนั้น

ถ้าหากว่าทั้งวันตั้งแต่เกิดมา ไม่รู้จะกี่วันกี่วัน
ก็เห็นแต่พระที่รู้แค่เรื่องการสวดมนต์
รู้แค่เรื่องรับกิจนิมนต์ ไปงานศพบ้าง
ไปงานขึ้นบ้านใหม่บ้าง อะไรบ้าง
ความทรงจำของคนยุคปัจจุบันที่ฝังไว้ตั้งแต่เด็ก
ก็คือเป็นพระเพื่อที่จะทำกิจนิมนต์

แต่จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าให้ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันบวชนะ
ว่าบวชมามีหน้าที่เดียว มีจุดประสงค์เดียวนะ
คือบวชมาเพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง

อันนั้นไม่มีคนรู้
!
และถ้าฆราวาสไม่รู้ อย่าหวังว่าเป็นพระแล้วจะรู้

อย่างถ้าคุณปิยเกียรติ คุณนฤมล เคยไปตามวัด
ที่ไม่ต้องไกลนะเช่นในกรุงเทพ
พระไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบวชมาต้องรักษาศีลอะไรบ้าง
ศีลห้ายังไม่รักษาเลย
(พิธีกรถาม : คือไม่รู้หรือไม่ทำคะ)
คือบางทีท่องกันไม่ถูกจริงๆ ไม่รู้จริงๆ
แล้วที่ไม่รู้เพราะไม่ถูกสอนไว้ก่อนตั้งแต่เป็นฆราวาส


แล้วถ้ามองความสำคัญนะ
ว่าเป็นฆราวาสยังไงก็จะเป็นพระยังงั้น
เราจะเริ่มหันมาตำหนิตัวเองกันมากขึ้น
ตำหนิตัวเองกันมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ด่าพระ
ไม่ใช่เอาแต่ตำหนิพระ


เพราะว่าพระก็คนนั่นแหละ มาจากพวกเรานั่นแหละ!
เติบโตขึ้นมาแบบที่เราเติบโตขึ้นมานั้นแหละ
อยู่ในสังคมแบบไหน คลั่งไคล้วัตถุนิยมแบบไหน
หรือว่าชอบยศศักดิ์ขนาดไหน

พระก็เหมือนกัน ถ้าเราฆราวาสเป็นแบบนั้น !

แต่ถ้าหากว่าฆราวาสเรา
ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด นี่พูดถึงทางออกแบบกว้างๆก่อนนะ
ขอให้ฆราวาสเห็นความสำคัญของศาสนาพุทธ
ว่ามีไว้เป็นหลักที่พึ่งทางใจทั้งในยามตายและในยามอยู่

(พิธีกรขอให้คุณดังตฤณรีบสรุปเนื่องจากหมดเวลา)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



สรุปก็คือ ถ้าเราอยากให้พระรู้เรื่องธรรมะกันมากขึ้น
เราเริ่มกันเลยตั้งแต่เป็นฆราวาสนี่แหละ
ศึกษาธรรมะและเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรให้
แล้วพระก็จะเป็นแบบนั้นเองครับ