ตอน ทูตธรรมะยุคใหม่ของคนไทยในโลกหนังสือและสื่อไอที
ออกอากาศทางทีวีดิจิทัล ช่อง ๓ แฟมิลี่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ : สวัสดีค่ะคุณผู้ชมคะ
ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ lightning talk กับ
สายสวรรค์ ขยันยิ่งค่ะ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณผู้ชมทุกครอบครัวทางช่อง
๓ แฟมิลี่ หรือว่าช่อง ๑๓ แฮปปี้แฟมิลี่แห่งนี้ และคุณผู้ฟังที่ฟังอยู่ทางวิทยุครอบครัวข่าว
ส.ทร. FM ๑๐๖.๐ MHz. ด้วยนะคะ
มาเติมพลังสร้างแรงบันดาลใจกันทุกๆคืน
กับเรื่องราวที่หลากหลายจากแขกรับเชิญคุณภาพค่ะ
คืนนี้พบกับนักเขียนแนวธรรมะชื่อดังแห่งยุค นามปากกาดังตฤณค่ะ
ซึ่งก็มีผลงานเขียนมาแล้วมากมาย นับตั้งแต่เรื่องของบทความ พ็อคเก็ตบุค
หนังสือต่างๆก็มีหลายระดับสำหรับคนที่สนใจธรรมะ มีตั้งแต่เข้าใจง่ายๆ ย่อยง่ายๆ สำหรับคนที่สนใจธรรมะขั้นพื้นฐานที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ไปจนกระทั่งถึงขั้นสูงๆที่อยากจะนำไปปฏิบัติจริงอย่างนั้นเลยนะคะ
แล้วก็ตามมาด้วยสื่ออีกมากมายซึ่งก็สอดคล้องกับยุคสมัย ดิฉันจึงขอเรียกท่านว่าเป็นทูตธรรมะในยุคปัจจุบัน
ในยุคสังคมออนไลน์เลยก็ว่าได้ค่ะ
วันนี้เราจะมาฟังทั้งมุมมองการค้นหาความสุขในชีวิต แล้วก็วิธีการถ่ายทอด
รวมไปถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้ชมในคืนนี้
ว่าเราจะเข้าถึงธรรมะด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด อยู่ในชีวิตเรา ในชีวิตประจำวัน
แบบที่ไม่ต้องฝืนตัวเอง
ที่จะต้องทำอะไรแล้วรู้สึกว่าพูดถึงเรื่องธรรมะแล้วเป็นเรื่องยากนะคะ
มาขอความรู้กันกับคุณศรันย์ ไมตรีเวช หรือว่าคุณดังตฤณค่ะ สวัสดีค่ะคุณศรันย์
คุณดังตฤณ : สวัสดีครับคุณหนิง
คุณสายสวรรค์ :
ขอบคุณมากๆนะคะที่สละเวลามา งานเยอะมากๆด้วย
คุณดังตฤณ : (ยิ้มกว้าง) ด้วยความยินดีครับ
คุณสายสวรรค์ :
ก่อนที่จะขอเป็นเคล็ดลับความรู้ที่จะเข้าถึงธรรมะแบบฆราวาสแบบเราๆเนี่ยนะคะ เอ่อ
อยากจะถามที่มานิดหนึ่งค่ะว่าค้นพบความสุขทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไงเหรอคะ
คุณดังตฤณ : ตั้งแต่วัยรุ่นน่ะนะครับ
คุณสายสวรรค์ : ตั้งแต่วัยรุ่นเลยเหรอคะ
คุณดังตฤณ :
คือเริ่มต้นขึ้นมาผมเป็นวัยรุ่นที่มีความสับสนในตัวเอง
คือเป็นคนมีความขัดแย้งในตัวเองสูง ก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปนั่นแหละ
คุณสายสวรรค์ : เป็นมนุษย์เจ้าปัญหาเหรอคะ
คุณดังตฤณ : (ยิ้ม) ใช่ๆ คือเจ้าปัญหาสำหรับตัวเองแล้วก็คนอื่นด้วย
พอตัวของเรามีปัญหาเนี่ย เราก็ทำปัญหาให้คนอื่น สร้างปัญหาให้คนอื่นได้ง่ายๆนะ
อย่างบางทีผมก็ประหลาดใจนะ เวลาที่ อย่างจะต้องจบการศึกษาชั้นไหนไป มันก็จะมีการเซนต์เฟรนด์ชิปอะไรอย่างนี้นะ
เคยมีเพื่อนบอก บอกว่า เนี่ยชื่นชมอยู่อย่างหนึ่ง ดูเป็นตัวของตัวเอง
ดูเป็นแรงบันดาลใจให้เขาดี แต่ตรงนั้นอ่ะ เป็นมุมมองแรกเลยนะที่ทำให้รู้สึกสะอึก
เพราะว่าข้างในเรารู้ตัวไงว่าพยายามค้นหาตัวเองอยู่
แล้วก็รู้ตัวว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง
คุณสายสวรรค์ : แต่คนอื่นกลับมองว่าเราเป็นตัวของตัวเอง
คุณดังตฤณ : ใช่ เหมือนกับว่ามีความมั่นใจในตัวเองสูง คล้ายๆว่าคงจะมองว่าเราไปไหนไปคนเดียว
หรือว่าไม่ค่อยจะแคร์กับการจะต้องไปเป็นกลุ่มหรืออะไรแบบนี้เท่าไหร่
จริงๆก็มีกลุ่มนะ มีกลุ่มเพื่อน แต่ว่าเวลาคนเขามองเรา เขาจะมองว่าเราเหมือนกับพร้อมจะทำอะไรแบบฉายเดี่ยว
คุณสายสวรรค์ : สันโดษ อยู่ด้วยตนเองได้
คุณดังตฤณ : ทำนองนั้น
เพราะว่าอย่างเวลาตอนกลางวัน เราก็จะขึ้นห้องสมุดอยู่คนเดียว
ไม่ชวนเพื่อน แล้วก็ไม่สนใจว่าจะมีเพื่อนไปหรือเปล่า
ในขณะที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ ..
คุณสายสวรรค์ : ติดเพื่อน
คุณดังตฤณ : คือจะรู้สึกว่า เฮ้ย ถ้าไม่ได้ไปอย่างน้อยสองคนสามคนเนี่ย แปลว่าไม่มีใครคบ
คุณสายสวรรค์ : แปลกแยก ไม่เป็นที่ยอมรับ
ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม
คุณดังตฤณ : ใช่
กลัวว่าตัวเอง จะเหมือนกับจะหลุดจากวิถีทางแบบที่เป็นที่ยอมรับ
พูดง่ายๆว่าไม่มีใครคบ
คุณสายสวรรค์ :
แต่คุณศรันย์ไม่สนใจข้อนั้น
คุณดังตฤณ :
จริงๆแล้ว คือเราจะเป็นประเภทที่ว่า... อย่างผมตอนชั้นมัธยมเนี่ยจะสนใจเรื่องของการเล่นเปียโน คือฝึกเล่น
เพิ่งหัดเล่นเนี่ย ก็จะมีความอยากจะเล่นที่โรงเรียนเขาจะมีเปียโนอยู่หลังหนึ่งให้เด็กเข้าไปเล่นได้ บางทีตอนกลางวันก็จะเข้าไปเล่น โดยไม่สนใจว่าจะมีเพื่อนตามไปหรือเปล่าอะไรอย่างนี้
ทีนี้ประเด็นก็คือว่า พอเหมือนกับคนอื่นเขามองเราอย่างหนึ่งนะ
นึกว่าเรามีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ตัวเองเนี่ยคือยังถามตัวเองอยู่ทุกวันเลยว่าเราอยากจะทำอะไร
คือเป็นคำถามที่เด็กทั่วๆไปก็คิดกันนะ
เพียงแต่เด็กทั่วๆไปอาจจะเกิดความรู้สึกสบายใจละถ้าเพื่อนสนิทเอ็นท์เข้าคณะนั้น
เอ็นท์เข้าคณะนี้ แล้วตามๆกันไปก็จบ
แต่ของผมมีความรู้สึกว่าถ้าจะต้องเรียนอะไรเนี่ย คือคิดข้ามไปอีกช็อตนึงว่าจบจากนั้นจะทำงานอะไร
คือตอบตัวเองไม่ถูก
..
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ : หาเหตุหาผลตลอดในการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก
คุณดังตฤณ : ใช่
คุณสายสวรรค์ : จะเรียน เรียนเพื่ออะไร จบแล้วจะทำยังไงต่อ
แล้วชีวิตจะดำเนินยังไงต่อ คือคิดอย่างนี้ตั้งแต่มัธยม
คุณดังตฤณ : ใช่ๆ แล้วมันคิดมากนะ
คือไม่ใช่คิดแค่เล่นๆ แต่มีความรู้สึกว่ามืดมน อนาคตมองไม่เห็น
เหมือนเข้าไปในอุโมงค์แล้วก็รู้สึกว่ามันดำมืด เพราะใจตัวเอง คือมีความรู้สึกมาลึกๆตั้งแต่ไหนแต่ไรว่า
ถ้าหากไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดใจให้เราเกิดความรัก หรือเกิดความชอบที่จะทำไปได้นานๆเนี่ย
ชีวิตจะดูเหมือนกับไร้สาระ ว่างเปล่า แล้วก็..น่ากลุ้มใจ มันเป็นความกลุ้มใจจริงๆในช่วงนั้น
ทีนี้พอเราสงสัยในชีวิตข้างหน้ามากๆเข้า
แล้วก็ไม่เป็นสุขกับชีวิตที่กำลังอยู่ในปัจจุบันเนี่ยนะ เราเข้าห้องสมุดทุกวัน แล้วก็เกิดความนึกอยากจะลองอ่านหนังสือ
ในหิ้งหนังสือที่เราไม่เคยอ่านเลย คือเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา
คุณสายสวรรค์ : เพราะต้องการหาคำตอบให้ชีวิตนั่นเอง
คุณดังตฤณ : ไม่ใช่ๆ วันนั้นจำความรู้สึกของตัวเองได้ คือนึกเล่นๆว่า เอ๊
เอาหนังสือมาสักเล่มหนึ่ง มันอาจจะเป็นประตูบานใหม่ในชีวิตก็ได้ อาจจะตอบคำถามอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจเรา
แต่ก่อนจะอยู่ในยุคที่คนพูดกันมากเลยว่าศาสนาเนี่ยไม่มีสาระ ไม่มีความจริงอะไรอยู่ในนั้นหรอก ให้คำตอบอะไรคนยุคใหม่ไม่ได้หรอก
เพราะว่าเป็นการคิดการค้นของคนโบราณ เอามาประยุกต์ไม่ได้แล้ว
ซึ่งก็เชื่อตามนั้น เพราะว่า.. ผมก็เป็นนักอ่านนะ
อ่านมาเยอะ ก็มีความรู้สึกว่าการที่เราจะไปเชื่อคนโบราณเนี่ย เหมือนกับเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เสี่ยงกับความไม่รู้แบบโบราณ
คนโบราณที่ไม่เคยทราบด้วยซ้ำมั้งว่าโลกเรากลม และหมุนรอบดวงอาทิตย์
ยังนึกว่าโลกเราเป็นศูนย์กลาง แล้วมีดวงอาทิตย์หมุนรอบอะไรแบบนั้นนะ
ทีนี้พอได้เริ่มอ่านตั้งแต่เล่มแรก มันทำให้ความรู้สึกข้างในแตกต่างไปหมดเลย
คุณสายสวรรค์ : คือยังไงคะ
คุณดังตฤณ : คือจากเดิม เวลาที่เราคิดถึงอนาคต เราจะคิดออกไปข้างนอกว่า ภาพการทำงานของเราเป็นภาพแบบไหน ใส่ยูนิฟอร์มแบบวิศวกร แบบหมอ
แบบข้าราชการ หรือว่านักธุรกิจ ผูกไทใส่สูทอะไรแบบนี้นะ คือนึกภาพไม่ออก
แต่พออ่านหนังสือเล่มแรกที่ชี้ให้ดูเข้ามาข้างใน มันเริ่มนึกออกว่า ณ ขณะนั้น ยังไม่ต้องเอาข้างหน้านะ
มันมีความมืดมนของจิตอยู่ มันเหมือนกับเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้นึกถึงตัวเองเป็นภาพ
แต่เห็นตัวเองเป็นสภาพของจิตที่ยังมีความมืดบอด
คุณสายสวรรค์ : นั่นเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ
แล้วก็ทำให้เริ่มหันกลับมามองข้างใน
คุณดังตฤณ :
คือจริงๆแล้วไม่ใช่หนังสือทางพุทธนะ
คุณสายสวรรค์ : เป็นปรัชญา
คุณดังตฤณ : เป็นวิถีแห่งความรู้แจ้ง วิถีแห่งเต๋า
คือจริงๆแล้วเต๋าก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณแบบเดียวกับพุทธนั่นแหละ เผลอๆก็พูดแบบเดียวกับพุทธเลยด้วยซ้ำนะ
แล้วคนพูดเองก็เป็นผู้มีความรู้ทางจิตวิญญาณอันสูงส่ง
แต่ตอนนั้นเป็นแบบเหมือนแรงบันดาลใจให้เกิดความรู้สึกข้างในมากกว่าจะเป็นความรู้ที่แท้จริง
เพราะว่าเหล่าจื๊อหรือว่าเล่าจือเนี่ยท่านบันทึกในลักษณะถ่ายทอดประสบการณ์ทางจิตมากเสียกว่าจะให้ความรู้เป็นขั้นเป็นตอนว่าจะต้องทำอย่างไร
ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเหมือนกับ โอเค เราได้ถนนเส้นใหม่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ที่คนพูดๆกันว่าศาสนาเป็นเรื่องล้าสมัย หรือว่าเรื่องทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องเหลวไหล จับต้องไม่ได้ เออ มันจับต้องไม่ได้จริงๆแต่สัมผัสรู้ได้ แล้วรู้สึกได้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตั้งแต่วันที่เรารู้สึกถึงจิตใจของตัวเองเดี๋ยวนั้น
จิตมันเปิด เปิดรับสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น นั่นก็คือใจของตัวเอง
คุณสายสวรรค์ : นั่นก็เลยเป็นบันไดขั้นแรก
คุณดังตฤณ : ก้าวแรกๆ
คุณสายสวรรค์ : ได้ฟังไปแล้วนะคะว่า จากวัยเด็ก
วัยรุ่นที่กำลังค้นหาคำตอบของชีวิต แล้วก็ไปเจอเอาประตูบานหนึ่งเข้า
ที่ทำให้สะดุ้ง แล้วก็มองกลับเข้าไปในจิตใจของตัวเอง
จากนั้นค่ะเขาก็เริ่มศึกษาทั้งปรัชญา ทั้งธรรมะอะไรต่างๆ แบบพัฒนามาเป็นลำดับขั้น
ขณะเดียวกันทางโลกก็ดำเนินต่อไป ทำไมถึงไปเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
คือชอบทางด้านไอที ชอบทางด้านคอมพิวเตอร์เหรอคะ
คุณดังตฤณ : ใช่ เป็นสิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่าทำให้เราสนุก คือตั้งใจว่าจะเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วก็เอแบคก็มีสาขาคอมพิวเตอร์อยู่
ก็เลยไปเรียนที่นั่น
คุณสายสวรรค์ : ก็เลยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
คุณดังตฤณ : ใช่ครับ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ : จบมาก็เป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วคือมันเหมือนคนละทางกับเรื่องของธรรมะและงานที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้เลยนะคะ
จุดไหนที่ทำให้คุณศรันย์ขมวดมัน แล้วก็วางอย่างหนึ่ง
แล้วก็มาเดินหน้าธรรมะอย่างเต็มตัวคะ
คุณดังตฤณ :
คนส่วนใหญ่มองว่าคอมพิวเตอร์กับธรรมะเป็นคนละเรื่องกันนะ
แต่ถามว่า โปรแกรมเมอร์อ่ะเป็นหุ่นยนต์หรือว่าเป็นคน
คุณสายสวรรค์ :
ก็คือคน
คุณดังตฤณ : ก็ต้องตอบว่าโปรแกรมเมอร์ก็คือคน คนมีเลือดเนื้อธรรมดา มีลมหายใจ
ก่อนมาเป็นโปรแกรมเมอร์ก็คือคน
คนธรรมดาคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่งจะต้องมาเป็นโปรแกรมเมอร์
และถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคน มันมีความทุกข์ มีความกระวนกระวาย มีความฟุ้งซ่าน มีความอยากได้อยากมี
อยากที่จะโน่นอยากที่จะนี่ตลอดเวลา
อย่างผมอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องของอนาคตของตัวเอง นี่ก็คือความอยาก
ที่ไม่ได้รับคำตอบ แล้วก็เป็นทุกข์ คือเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นอธิบายให้ใครฟังคงไม่เข้าใจว่าทุกข์ขนาดไหน
แต่ทุกข์ขนาดที่ว่าถ้าไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรเนี่ย
มันแทบไม่อยากมีชีวิตเลยทีเดียว
คุณสายสวรรค์ : ไม่มีพลังที่จะตื่นขึ้นมาทำอะไรเลย
คุณดังตฤณ : ใช่ๆ
ช่วงนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีด้วย พอสุขภาพไม่ค่อยดีบวกกับมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง มันเหมือนไม่อยากมีชีวิต คือไม่ถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายนะ
คุณสายสวรรค์ : แต่หดหู่
คุณดังตฤณ :
แต่คือรู้สึกไม่อยากที่จะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ไปในทางไหนนะ
ทีนี้ความเป็นโปรแกรมเมอร์เนี่ยไม่ได้ช่วยให้เราตอบตัวเองได้นะ ว่านี่คือสิ่งที่น่าพอใจที่สุดในชีวิตแล้ว
แล้วก็ความเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนความเป็นหมอ ความเป็นวิศวกร ความเป็นข้าราชการ
ความเป็นนักดนตรี อะไรก็แล้วแต่ที่คนเราจะสร้างตัวเองขึ้นมาได้ ในที่สุดแล้ว ก็ไปติดอยู่ที่สุดของอาชีพน่ะ ก็ย้อนกลับมาว่าเรามีความสุขไหม
คือไม่ใช่ว่าอาชีพ จะทำไปแล้วมีความทุกข์นะ
คือหมายความว่าเราใช้ชีวิตจริงๆแบบมนุษย์คนหนึ่งเนี่ย เป็นนักดนตรี
เป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นหมอ เป็นข้าราชการแล้ว ที่สุดแล้วมันแก้ทุกข์ได้ไหม
คือถ้าหากว่าเรามองที่ตรงนี้นะ เราจะไม่มีการแบ่งแยกเลยว่าสาขาอาชีพไหน เป็นต่างหากจากธรรมะ
ธรรมะเข้าถึงทะลุทลวงได้ถึงทุกสาขาอาชีพ
ไม่มีกำแพงของสาขาอาชีพใดที่กั้นธรรมะไว้ได้
ในเมื่อที่สุดของสายอาชีพไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ผมรู้จักคนมา ไม่ว่าจะอาชีพใดหรือว่ารวยขนาดไหน ไปถึงที่สุดของอาชีพตัวเอง ก็คือว่ามันยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ ยังมีความกระวนกระวาย ยังมีความรู้สึกว่าไปไม่ถึง
..
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ :
เหมือนกับฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับพุทธประวัติเลยนะคะ
ว่าทำไมเจ้าชายสิทธัตถะถึงต้องออกบวช เพราะว่าเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง
ทุกอย่างมีพร้อม
คุณดังตฤณ : มีพร้อม
คุณสายสวรรค์ : แต่ว่ายังหาไม่เจอว่าอะไรคือความสุขของชีวิต
คุณดังตฤณ : คือที่สุดแล้วมันมาอยู่ที่ตรงนี้
(เอานิ้วชี้มาที่กลางอก) ตรงว่ายังกระวนกระวายอยู่หรือเปล่า
ถ้ายังกระวนกระวายอยู่เนี่ยมันไม่จบ
คุณสายสวรรค์ : ไม่จบ
คุณดังตฤณ : พอกระวนกระวายอยู่ พระพุทธเจ้าท่าน
ตอนที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านมีปัญญาเหนือโลกนะ คำว่าปัญญาเหนือโลกนี่หมายความว่าเห็นเข้ามาข้างใน
คือคนอื่น มัวแต่มองออกไปข้างนอกว่า ทำยังไงถึงจะหยุดกระวนกระวายได้ จะต้องได้อะไรมาชีวิตถึงจะเต็ม
แต่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะ คือมองเข้ามาตรงนี้ (เอานิ้วชี้มาที่กลางอก)
แล้วบอกว่ามันยังไม่หยุด มันยังกระวนกระวาย มันยังหาทางออกไม่เจอ
คคำว่าทางออก คนมักจะนึกถึงประตูบานใดบานหนึ่งที่จับต้องได้
แต่ถ้าเป็นคนที่ค้นหาสิ่งที่สูงสุด
อย่างพวกที่แสวงหาสัจธรรมนั่นเองนะฮะ จะมองว่าถ้าหากว่าใจ ยังไม่เปิด
ยังไม่สว่าง ยังไม่เห็นทาง ยังไม่ได้อยู่ที่ต้นทางเนี่ย อันนั้นแปลว่ายังไม่เจอประตู
คือพูดง่ายๆว่าเขาจะรู้สึกกันในหมู่นักแสวงสัจธรรมว่า ถ้าใจยังปิดอยู่ ยังกระวนกระวาย ยังอึดอัด ยังคิดแต่ที่ตัวนี้ ตัวตนแบบนี้ มันรู้สึกยังดิ้นอยู่ ตราบนั้นยังไม่เจอประตู
คุณสายสวรรค์ :
แล้วมันก็เต็มไปด้วยคนที่ยังไม่เจอประตูอยู่รอบข้าง
คุณดังตฤณ : ใช่
คุณสายสวรรค์ : ทุกคนก็ดิ้นรน ทุกคนก็เลยทุกข์ร้อนเต็มไปหมด
คุณดังตฤณ : ทีนี้ คืออย่างพอผมรู้สึกว่าถ้าเราจะเอาจริงเอาจังกับประตูบานที่เราค้นพบตั้งแต่ยังสมัยวัยรุ่นเนี่ยนะ
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องวางสาขาที่กำลังทำอยู่เสมอไปนะ เคยบวชมาแล้วตอนอายุ ๒๐ แต่เป็นการบวชที่รู้ว่าชั่วคราวนะ
ทีนี้ในระหว่างที่เราเรียนกำลังจะจบแล้ว แล้วก็ทำงานช่วงต้นๆ เราก็เหมือนกับทำสมาธิได้ เดินจงกรมได้ เราก็เขียน
..
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ : ปฏิบัติ แล้วก็เริ่มถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้
คุณดังตฤณ : ไม่ใช่เริ่มถ่ายทอด
แต่ว่าเป็นการเริ่มระบายสิ่งที่เราคิด
คือนักเขียนเนี่ย จะมีความคิดที่ล้นหัว
จะมีแรงดันที่อยากจะระบายความคิด ไอเดีย แล้วก็ประสบการณ์ตรงออกมาเป็นคำพูด ชนิดที่คนอื่นและตัวเราเองสามารถย้อนกลับมาอ่านได้ เป็นบันทึกที่บันทึกประสบการณ์ทางจิต
ที่สามารถทำให้จิตเกิดประสบการณ์แบบเดียวกันนั้นหรือใกล้เคียงกันในขณะอ่านซ้ำได้
ตรงนี้นี่คือแนวคิดแบบการเขียนในเชิงศาสนานะ
คือพูดง่ายๆว่าเราบันทึก ใช้ลีลา ใช้สำนวน ใช้ภาษาในแบบที่จะก่อให้เกิดการปรุงแต่งประสบการณ์แบบที่ใกล้เคียงหรือเหมือนกันเด๊ะกับที่เคยเกิดขึ้น
อย่างเช่นถ้าเรามีความสุข ถ้าเรามีความสงบ
ถ้าเรามีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับอยู่ในโลกนี้
แต่เหมือนกับไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีความผาสุก มีสันติที่ยิ่งใหญ่นะ แล้วเราอยากจะเอาความยิ่งใหญ่แบบนั้นมาถ่ายทอดนี่ บางทีคำพูดไม่สามารถบอกเล่าได้
แต่การเขียน สามารถปรุงแต่งให้เกิด ให้คนอ่าน...
คุณสายสวรรค์ : ได้รับอรรถรสจากตัวอักษร
คุณดังตฤณ : ใช่
คุณสายสวรรค์ : แล้วไปสู่ความรู้สึกที่อยากจะบอกได้
คุณดังตฤณ : แบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
คือจริงๆแล้วอาจจะเป็นตัวเราเองก็ได้ที่เป็นคนอ่าน
หมายความว่าอีกปีสองปีเราอาจจะลืมไปแล้ว เรากลับมาอ่านอีกทีหนึ่ง
คุณสายสวรรค์ : เราก็รู้สึกถึงสัมผัสนั้นได้อยู่
คุณดังตฤณ : ใช่
..
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณสายสวรรค์ : นั่นคือวิธีการแล้วก็ความเป็นมาของดังตฤณ
ที่ถ่ายทอดเส้นทางการเรียนรู้ด้านในของตัวเอง
เส้นทางการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณของตัวเอง แล้วอยากจะถ่ายทอดสู่คนอื่น
ก็เลยเริ่มเป็นงานเขียนออกมา แต่ว่ามันมีหลายระดับมากนะคะ ทั้งคนที่ย่อยง่าย
ต้องการอ่านแบบที่อะไรง่ายๆ คุณดังตฤณก็มีให้ คนที่ต้องการแบบยาก ซับซ้อน ขั้นลึก
ขั้นเทพเนี่ยก็มีให้ สุดแท้แต่จริตใครหรือว่าต้นทุนใครที่อยากจะอ่านแบบไหนใช่ไหมคะ
และยิ่งเดี๋ยวนี้นะคะ
คุณดังตฤณก็ยิ่งมีผลงานผ่านทางสื่อซึ่งเหมาะกับสังคมออนไลน์อีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ
ไม่ว่าจะติดตามได้ใน YouTube ในอะไรต่างๆนะคะ
ในรายการวิทยุโทรทัศน์มีหมด ดังนั้นเป็นอีกหนึ่งทูตธรรมะที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย
แต่ว่าไม่ใช่แค่เข้าถึงคุณดังตฤณนะคะ
เพราะเชื่อว่าเจ้าตัวก็คงอยากจะให้เป็นทางผ่าน
แล้วผ่านไปสู่สิ่งที่เป็นแก่นของคำสอนของธรรมะนะคะ
แต่ว่าสุดท้ายแล้วคุณดังตฤณอยากจะบอกให้คนที่ดูรายการเราอยู่ยังไงคะว่า
เราหาไปเถอะ แล้วช่องทางอะไรต่างๆมากมายมันมีแบบนี้เนี่ย
สุดท้ายแล้วเราต้องยึดอะไรเป็นกุญแจเปิดไปสู่ประตูบานที่คุณดังตฤณพบ
เราถึงจะมีความสุขได้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ
คุณดังตฤณ : ครับ
สมัยก่อนเวลาพูดถึงธรรมะ คนจะอยากเอาธรรมะที่ตัวเองคิดว่าดีมาให้กับคนรุ่นใหม่นะ
คือไม่สนใจว่าวิธีการเป็นของคนรุ่นเก่า หรือว่าเป็นวิธีการที่โบราณนานมาแล้ว
ก็จะให้ธรรมะกันตรงๆ เป็นความรู้ที่มีศัพท์แสง
เป็นเรื่องของการจัดหมวดหมู่ธรรมะไว้ว่าจะต้องรู้ธรรมะแบบนั้นแบบนี้
หรือว่าหัวใจธรรมะของพุทธศาสนา คืออริยสัจ ๔ อะไรแบบนั้นนะ
ทีนี้ถ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ คือไม่พร้อมจะรับอะไรแบบนั้นแล้วนะ
คนรุ่นใหม่ ต้องเข้าใจว่าเวลาเขาจะรับอะไร มันต้องแรง ต้องมีแรงปะทะ
แล้วก็ต้องสั้น
คุณสายสวรรค์ : ภาษาวัยรุ่นอาจจะบอกว่าต้องโดนใจ
คุณดังตฤณ : ใช่
ฉะนั้นเนี่ยวิธีเดียวที่จะทำธรรมะให้เข้าสู่คนรุ่นใหม่ได้ก็คือว่า
ถามตัวเองว่าในขณะนั้นคุณสนใจอะไรอยู่นะครับ
ถ้าหากว่าคุณอยู่ในช่วงวัยรุ่น
ก็มักจะสนใจเรื่องของความรัก เรื่องของการมีคู่ เรื่องของเนื้อคู่
ซึ่งพุทธศาสนาก็มีคำตอบให้
หรือสำหรับคนที่กำลังอยากจะเรียน ต้องการทำงาน
ต้องการแรงบันดาลใจที่จะสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเอง ต้องการสร้างความมั่งคั่ง
ให้มีความมั่นคงก่อน
อันนั้นพุทธศาสนาก็มีคำตอบให้ในเรื่องของแรงบันดาลใจในการทำงานให้เกิดความสนุก
ให้เกิดฤทธิ์ คือคนที่เก่งๆอ่ะ พูดง่ายๆว่าทางพุทธศาสนาเรียกว่า 'มีฤทธิ์'
คุณสายสวรรค์ : ผู้มีฤทธิ์
คุณดังตฤณ :
เป็นผู้มีความสามารถในวงการหนึ่งๆที่จะเป็นพ่อมด
ที่จะทำอะไรให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ พุทธศาสนาก็มีคำตอบให้ตรงนั้น แล้วถ้าหากว่าทุกอย่างในชีวิตของคุณโอเคแล้ว
อิ่มตัวแล้ว สุดท้ายมันยังรู้สึกเหมือนกับหลงทางอยู่ดี!
คุณสายสวรรค์ : ไม่พออยู่ดี
คุณดังตฤณ : จะเอาคำตอบอย่างไหน
อันนี้ก็ให้ไปดูเรื่องของการเจริญสติ
ซึ่งแนวทางที่ผมทำ ก็จะออกไปในทำนองที่ว่า
อย่างเมื่อกี้ที่เห็นโชว์เป็นปกหนังสือนะ มีทั้งเรื่องของความรัก
มีทั้งเรื่องของการทำงาน แล้วก็ในเรื่องของการเจริญสติ
คุณสายสวรรค์ : วัยรุ่นอ่านได้ คนทำงานอ่านได้
ผู้ใหญ่อ่านได้ มีให้ทุกแบบเลย
คุณดังตฤณ : ซึ่งทีนี้ ตรงที่มันเป็นหนังสือ
บางทีมันก็ยังอาจจะเป็นก้อนใหญ่เกินไป หรือว่าดูไกลตัวเกินไป
คุณสายสวรรค์ : หรือห่างไกลคนไม่ชอบอ่าน
คุณดังตฤณ : ใช่
คุณสายสวรรค์ : มีเยอะ
คุณดังตฤณ : ผมก็เลยเอามาทำให้เป็นรูปแบบที่ถูกกับหนทางของคนยุคปัจจุบัน
คือใช้เฟสบุ๊ก
คุณสายสวรรค์ : หรือหนังสือเสียง ไม่ชอบอ่านก็ฟังเอา
อย่างนี้เป็นต้น
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
คุณดังตฤณ : ใช่ คืออย่างในเฟสบุ๊กเนี่ยจะเป็นการโต้ตอบกันแบบที่พูดง่ายๆว่าทุกเช้าจะมีเรื่องที่แตกต่างไป
อาจจะเกี่ยวกับความรักก็ได้ อาจจะเกี่ยวกับการทำงานก็ได้
หรืออาจจะเกี่ยวกับการเจริญสติก็ได้นะฮะ
ซึ่งประเด็นคำถาม ที่ฮิตๆ ที่ฮอตๆ มาทุกยุคทุกสมัยเนี่ย
ผมพยายามนำมาทำให้เกิดความหลากหลาย คือจริงๆน่ะเขียนเรื่องเดิม แต่ว่าทำให้เป็นเรื่องของความรู้สึกในขณะหนึ่งๆของแต่ละคน
อย่างบางคน อาจจะเกิดความสงสัยว่า ทำยังไงถึงจะลืมอดีตคนรัก
เพราะว่ามันยังอยู่ตรงนั้น ยังทรมานใจอยู่อย่างเงี้ย หกปีก็แล้ว สิบปีก็แล้ว ยังไม่ไปไหนเลย ยังแกะออกจากหัวไม่ได้ ทำยังไง
คือเรื่องของความรักมันไม่ใช่เรื่องของความสมหวังเสมอไป
บางทีมันมีอะไรที่เด่นกว่านั้น ทำยังไงจะเจอเนื้อคู่เนี่ยโอเคก็มีอยู่ด้วย แต่ว่าตอนหลังๆจะไม่ค่อยเน้น
หรืออย่างเรื่องการทำงาน ทำยังไงถึงจะเจองานอันเป็นที่รัก
คนส่วนใหญ่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ มักจะถามว่าทำยังไงจะรวย
แต่ลืมถามว่ารวยไปแล้ว จะสนุกกับการทำงานต่อไปจนถึงอายุสักสี่สิบห้าสิบได้ไหม
ตอนอายุสี่สิบห้าสิบเนี่ยสมมุติว่ารวยแล้ว คุณยังสนุกอยู่หรือเปล่า
บางคนไปฆ่าตัวตายเอาตอนสี่สิบห้าสิบเพราะว่ามันไม่มีเรื่องสนุก
อย่างนี้ก็มีนะ
คุณสายสวรรค์ : ทั้งๆที่รวยแล้วด้วยซ้ำ
คุณดังตฤณ : ทั้งๆที่รวยแล้ว
แต่ความรวยนั่นแหละกัดกินหัวใจ คือบางทีพลาดทางธุรกิจ
ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้วผิดพลาด โดนคนล้อเลียนว่า โอ้โห เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมาตลอดชีวิต มาตัดสินใจพลาดครั้งเดียวเนี่ย กระโดดให้รถไฟชนตายก็มี
อันนี้คือสุดท้ายแล้วเนี่ย เป็นเรื่องของว่า ถ้าธรรมะจะเข้าสู่หัวใจใครได้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นะ
จะต้องมีช่องทางของเขาเองที่มาลิงก์ ที่มาเป็นตัวเชื่อม
ซึ่งอันนี้ผมก็ทำในรูปแบบของคำถามคำตอบ จริงๆที่เขียนสเตตัสทุกเช้าเนี่ย
มันก็รูปแบบของคำถามสำคัญที่ติดอยู่ในใจคนส่วนใหญ่
กับคำตอบที่อาจจะหลากหลายไปเรื่อยๆ แล้วก็อาจจะต้องไหลตามยุคสมัยนะ
อย่างช่วงปีหนึ่งตอบแบบหนึ่งเนี่ย บางทีปีนี้ใช้ไม่ได้แล้ว
คุณสายสวรรค์ : เพราะสถานการณ์เปลี่ยน สังคมเปลี่ยน วิธีคิดของคนก็เปลี่ยน
คุณดังตฤณ : ใช่ ความรับรู้ วิธีรับรู้ของคนเนี่ยจะเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรที่ไหลเข้ามา ไหลเข้ามาห้อมล้อม
ไหลเข้ามาครอบงำ
คุณสายสวรรค์ :
ดังนั้นจึงเป็นแนวทางในการที่นำเอาแก่นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ
จริงๆคือมีหลักอยู่หลักเดียว แต่ว่ามีพลวัตไปตามสังคม
แล้วก็การรับรู้ของผู้อ่านที่เปลี่ยนไป
คุณดังตฤณ : ใช่
คุณสายสวรรค์ : บางคนก็ติดกันอยู่ตลอดแบบเนี้ยนะคะ
เหมือนต้องสอนเรื่องซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บางคนได้ความสุขของตัวเอง
แล้วก็อาจจะจากไปก็ได้ แต่ว่านี่คือสิ่งที่คุณดังตฤณยังคงยืนหยัดอยู่
เผยแพร่ในสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งเป็นที่นิยม แล้วก็คนก็ติด
มีทั้งคนรุ่นเก่าไปใหม่มาอะไรแบบตลอดเวลาแบบนี้
คิดที่จะยึดงานแบบนี้ไปตลอดชีวิตไหมคะ
คุณดังตฤณ :
จริงๆก็คิดถึงรูปแบบความหลากหลายเหมือนกันนะ แต่ว่าในที่สุดแล้วคืออะไรที่มันง่ายเนี่ยมันจะอยู่นาน
คือเราเขียนเราก็เขียนได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน คนอ่านก็อ่านได้ง่ายๆ
ใช้เวลาไม่นานเหมือนกัน ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบที่อาจจะน่าจะอยู่นานที่สุดนะ
รูปแบบอื่นๆอาจจะตามมา แต่ว่ารูปแบบการเขียนเนี่ยผมคิดว่าน่าจะทนที่สุด
คุณสายสวรรค์ : ค่ะ และนี่ก็คือวิธีคิด ประสบการณ์ชีวิต
แล้วก็สิ่งที่คุณดังตฤณอยากจะฝากไว้สำหรับคุณผู้ชมในคืนนี้นะคะ
หยิบประเด็นได้หลายๆประเด็นตั้งแต่ช่วงต้นรายการมาจนถึงตอนนี้ค่ะ
ท่านไหนรู้สึกอย่างไร มุมมองไหนของคุณดังตฤณที่พูดออกมาแล้วไปตรงกับใจท่าน
ตรงกับการรับรู้ หรือว่าตรงกับปัญหาที่ท่านกำลังหาคำตอบอยู่พอดีนะคะ
ดิฉันเชื่อว่านำไปเป็นแรงบันดาลใจ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ค่ะ
เสียดายเวลาน้อย ถ้ามีโอกาสจะต้องมาขอความรู้ แล้วก็ขอวิธีคิดดีๆแบบนี้ใหม่นะคะ
ขอบพระคุณมากๆค่ะ
คุณดังตฤณ : ครับ สวัสดีครับคุณหนิง
คุณสายสวรรค์ : ค่ะ คืนนี้คุณศรันย์หรือว่าคุณดังตฤณ และดิฉันลาไปก่อนนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ