วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ควรช่วยคนทั้งที่รู้ว่าเขาจะอกตัญญูไหม

ถาม : ควรช่วยคนทั้งที่รู้ว่าเขาจะอกตัญญูไหม  
รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/Uyy6HZLFaJg
เสวนาดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๘
| คำถามที่ ๒.
๑๒ ก.ย. ๒๕๕๖


ดังตฤณ: 
คือ ถ้าเรามีความรู้สึกระแวง หรือว่าหวาดๆอยู่นะ เราเวท (ชั่งน้ำหนัก /weight) เอาจากความรู้สึก ไม่ใช่ความรู้สึกที่มากระทบเราอย่างเดียว แต่ด้วยความรู้สึกตรงนี้ด้วยว่ามันมีแรงดันที่จะ มีความกรุณา มีความอยากจะช่วยคนแค่ไหน

แทนที่เราจะสังเกตจากภายนอกมาว่า เอ๊ะ นี่มันมีความร้อนๆมา แข็งๆมานะ แล้วจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเนี่ย เราเคยเจอคนอกตัญญูมาก่อนเราจะรู้สึกได้ว่า เนี่ย กระแสแบบเนี้ย ช่วยไปก็เท่านั้นแหล่ะ เหมือนกับหว่านพืชลงไปบนนาที่มันดินไม่ดี ยังไงมันก็ไม่งอกเงยขึ้นมา เราจะรู้สึกอย่างเดียวถึงฝั่งเค้าว่า ไอ้เนี่ย ช่วยไปสูญเปล่า

แต่ถ้าหากว่า เราย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง และรู้สึก
..เอ๊ะตรงเนี้ย
จะได้ผลหรือไม่ได้ผล แต่เรานึกอยากช่วย คือมันจะเห็นอีกมิตินึง ไม่ใช่มิติที่เข้ามาอย่างเดียว แต่มิติภายในของเราด้วยนะว่า ตรงนี้มีความเย็นแค่ไหน มีความรู้สึกว่ามีความพร้อมจะกรุณา มีความพร้อมจะเมตตา แม้กระทั่งคนที่ท่าทางจะไม่เอาไหนหรือเปล่า  และสังเกตอย่างนี้เนี่ยมันจะเห็น เห็นขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า บางทีรู้ๆอยู่ ช่วยไปไม่มีอะไรขึ้นมาหรอกนะ เค้าอาจจะมาทำร้ายเราด้วยซ้ำ แต่ว่าเราก็ช่วย เพราะว่าเค้ามาขอ

เหมือนกับพระพุทธเจ้า ท่านเจอหน้าพระเทวทัต ท่านก็รู้แล้ว เนี่ยคู่เวร เคยตามเบียดเบียนท่านมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แต่ท่านก็บวชให้ แล้วท่านก็สอนจนสำเร็จอภิญญา ปีกกล้าขาแข็งปุ๊บ เอาเลย จะมาแข่งกับท่าน จะมาเป็นพระศาสดาแทนท่าน ด้วยการตั้งกฎอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องกินมังสวิรัติ ต้องเข้มงวด ต้องเคร่งครัด อย่างนั้นอย่างนี้ ไปสร้างข้อดีขึ้นมาเป็นภาพลักษณ์ ทำให้ภิกษุจำนวนนึงหลงเชื่อ ว่าพระเทวทัตน่าจะเคร่งกว่า น่าจะเป็นไปได้จริงมากว่า เป็นของจริงมากกว่า อะไรอย่างเนี้ย นะ นี่ มัน คือ เรื่องของเรื่องเนี่ย
พระพุทธเจ้านะ ท่านไม่ได้ดูตรงที่ว่า ผลข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ท่านช่วยเพราะท่านตั้งใจไว้แล้วว่าจะช่วยแบบไม่เลือกหน้า ใครมาเนี่ย ท่านก็เมตตาหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรู้ว่า
ถ้าเข้ามาเนี่ยนะ ยังไงก็ต้องเคยมีสายใย เคยมีความผูกพันกันไว้ก่อน ถ้าหากว่าสายใยผูกพันในอดีต มันจะเป็นเวร มันจะเป็นภัยต่อกันจริง อย่างน้อยที่สุดได้ช่วยกัน ได้ทำอะไรดีๆ ให้เนี่ย มันก็ล้าง ล้างเวร ละลายเวรให้ความมืดเนี่ย มันสว่างขึ้นบ้างก็ยังดี เนี่ย ด้วยเจตนาแบบนี้แหละ ที่จะ เรียกว่า พรหมวิหารสี่ ที่จะทำให้เราเนี่ยไม่ใช่พร้อมจะช่วยคนอย่างเดียว แต่พร้อมจะอภัยได้ด้วย คือมาฝึก มาใช้เวรด้วย มาฝึกที่จะอภัยด้วย มาฝึกที่จะช่วยคนอื่นด้วยนะ ตรงนั้น เราจะรู้สึกว่า สิ่งที่ได้เป็นผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ว่าช่วยใครแค่ไหนนะ ตอนก่อนตายเราจะรู้สึกเลยว่า มันได้ช่วยตัวเองนั่นแหละ ช่วยให้จิตของตัวเองปราศจากเวร ปราศจากภัย

จิตเนี่ยถ้าหากว่า อยู่เฉยๆนะ แค่ว่าไม่ได้ตั้งไว้ว่าจะเอายังไงกับคนข้างนอก มันมีแนวโน้มอยากจะเบียดเบียนแล้ว แต่ถ้าหากว่าเราตั้งไว้ อยากจะช่วย อยากจะช่วย แล้วก็เกิดความคิดว่า แม้กระทั่งคนที่จะมาทำให้เราเดือดร้อน ถ้าช่วยได้สักนิดสักหน่อย มันก็จะได้เป็นการล้างเวรล้างภัย ในอดีตที่เคยๆ ทำกันไว้ เนี่ย คิดแบบเนี้ย จิตมันก็เต็มขึ้นมา ด้วยอารมณ์ของเมตตา อารมณ์ของกรุณา ในแบบพรหมวิหารจริงๆนะ ส่วนจะเป็นอุเบกขา ไม่เป็นอุเบกขามันขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถมองเห็นตามจริงได้แค่ไหน เอ่อนี่ ฝั่งเรา ฝั่งเค้า ทำกันมาอย่างนี้ นะ แรงเค้า แรงเรา อันไหนมันมีน้ำหนักมากกว่ากัน แล้วทำใจจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง ตรงนั้นแหละ ที่จะเกิดอุเบกขาในแบบที่หนักแน่นขึ้นมา แล้วจิตเนี่ยจะมีความตั้งมั่น อารมณ์ตั้งมั่นอยู่ในความรู้สึกเมตตาอยากช่วยคนอื่น แล้วก็พร้อมที่จะเป็นอุเบกขาได้ มันเป็นความตั้งมั่นแบบพรหม 
ต่อให้เราไม่ฝึกสมาธิ ต่อให้เราทำสมาธิแบบหลับตาไม่เป็นนะ แต่ถ้าจิตแบบนั้นมีความตั้งมั่นแล้วเนี่ย ตอนตายมันจะมีความหนักแน่นพอ ที่จะได้เข้าถึงฌานสมาบัติ  ฌานในแบบที่เรียกว่า อัปมัญญาสมาบัติ คือจิตมีความแผ่ออกไป มีความเมตตา มีความกรุณา แล้วก็มีความอุเบกขานะ



วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แบบไหนถึงเรียกอุเบกขาของจริง

ถาม : พอดีว่าหนูได้ครูบาอาจารย์ค่ะ หนูถามว่า หนูจะช่วยคนได้ไหมคะ อะไรอย่างเงี้ย เพราะว่าหนูมีความรู้สึกว่าอุเบกขาเนี่ย หนูไม่ค่อยเข้าใจ แล้วหลวงพ่อก็เลยบอกว่า วันนึงมันจะมาเอง เมื่อเราเจอมาหลายๆ เคส  
รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/T_5ANTc39ks
เสวนาดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๘
| คำถามที่ ๒.
๑๒ ก.ย. ๒๕๕๖


ดังตฤณ: 
ใช่ ใช่ ถูกต้อง อุเบกขาบางทีเนี่ยมันไม่ใช่แกล้งทำเอา แต่มันต้องเจอแล้วก็เกิดความเข้าใจ คือมีการมองเห็นนะว่าโลกนี้มันเป็นยังไงอยู่ แล้วก็จากประสบการณ์นั้นแหละ ที่เราผ่านความรู้สึกเป็นทุกข์มาได้ ที่เหลือมันจะเป็นอุเบกขาของจริง

ผู้ถาม :: ใช่ค่ะ แต่ว่าเรื่องของเรื่องก็คือว่า นิสัยหนูเหมือนมันรั้น รั้นนิดนึงว่า สิ่งที่เห็นน่ะ คือไม่เชื่อ คิดว่าเปลี่ยน (นิสัยคน) ได้

ดังตฤณ: 
ไม่เป็นไร คือ คือตรงที่เรารู้สึกอยากเปลี่ยนให้โลกนี้ดีขึ้นเนี่ย เป็นความตั้งใจที่ดี มัน มันไม่ใช่ว่า โอ๊ย ถ้าเราไปฝืนกับความเป็นจริงที่มันกำลังเป็นอยู่ในนิสัยคนอื่น หรือสันดานของคนอื่น อะไรแบบเนี้ยนะ มันจะเป็นการสูญเปล่า เสียแรงเปล่า จริงๆ แล้วมันเป็นการได้พยายามทำสิ่งที่มันไม่ดี ให้กลายเป็นสิ่งที่ดี เปลี่ยนสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดีขึ้น เป็นความพยายามที่เป็นกุศล ไม่ใช่เป็นความพยายามที่สูญเปล่านะ

ดูตรงใจ ดูตรงเจตนา อยากจะเอาชนะความชั่วร้าย อยากจะเอาชนะความไม่ยุติธรรม ถือว่าเป็นกุศล ไม่ใช่อกุศลนะ ส่วนที่ว่าเราพยายามไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ อันนี้ต่างหาก ที่จะมาวัดใจว่า เราสามารถเป็นอุเบกขาได้แค่ไหน

คำว่าอุเบกขาไม่ใช่ดูดาย หรือว่าปล่อยให้คนชั่วกลายเป็นคนชั่วไปอย่างนั้น แต่ อุเบกขาหมายถึงว่า เราพยายามทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว แต่มันเหลือวิสัย มันเป็นไปไม่ได้ ตรงนั้น เราค่อยเกิดความรู้สึกว่าเนี่ย มันสุดๆ ได้เท่านี้นะ แล้วก็ค่อยพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมายความว่าแรงดันของกรรมของเค้าเนี่ย มันมากเกินกำลังของเราที่จะไปเอาชนะได้ เพราะว่าคือ ตอนที่เรายังไม่พยายามเนี่ย มันเหมือนกับปล่อยให้เค้าชั่วไป มันมีแรงดันของความชั่วเค้าอยู่เท่าไหร่ ก็ เอ่อ มีอยู่แค่นั้น ไม่สามารถที่จะเอาอะไรไปทัดทาน แต่เมื่อไหร่เรามีความพยายาม เรามีความตั้งใจ แล้วใช้วันเวลาที่ผ่านไปเนี่ย เอาแรงของเราเอากำลังของเราตรงนั้น ไปต้าน หรือว่า ไปพยายามเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น นี่ตรงนี้มันเกิด แรง แรงอีกแรงนึง ที่มาสู้กัน คือเหมือนกับเอาน้ำไปดับไฟ เอาความเย็นไปดับความร้อน แทนที่ความร้อนนะ ถ้าหากว่ามันสำเร็จก็แปลว่ากำลังของเรา กำลังความเย็นของเรามัน มันเอาชนะได้ แต่ถ้าหากว่าในที่สุดแล้ว ความชั่วร้ายของเค้าไม่ได้แตกต่างไปเลย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยนะ เราก็แค่รับรู้ตามจริงว่านั่นน่ะ กำลังของเราถึงที่สุดแล้ว ไม่สามารถเอาชนะกำลังของเค้าได้ ตรงนั้นค่อยอุเบกขา

คำว่าอุเบกขาหมายถึงเราเข้าใจด้วยอาการยอมรับ ไม่ใช่ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ


ชายรักชาย หญิงรักหญิง บาปไหม

ถาม : ชายรักชาย หญิงรักหญิง บาปไหม ?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/OIxZ14dBe2Q

(ดังตฤณวิสัชนา Live  # ทางเฟสบุ๊ก ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙)

ดังตฤณ: 
การเป็นชายรักชาย หรือว่าหญิงรักหญิง มันไม่ได้ผิดศีลข้อไหน

การผิดศีลคือการที่เรานอกใจคู่ครองที่มีสิทธิ์ครอบครองตัวเรา คำว่าศีลตัดสินกันง่ายๆ ผิดหรือไม่ผิด ก็คือว่าเราละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นหรือเปล่า อย่างเช่น อทินนาทานา  ก็ดูเอาตรงที่ว่า เราถือเอาทรัพย์ของคนที่เขาเป็นเจ้าของ เขาไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ให้เรา แล้วเราไปถือเอามา อย่างนี้เรียกว่าขโมย ส่วนศีลข้อกาเมฯ ก็คือว่า สำหรับชาย ถ้าหากว่าไปฉุดคร่าข่มขืนอันนี้ชัดเจนมากที่สุดนะครับ หรือว่าไปล่อลวงลูกสาวของพ่อแม่ หรือว่าปู่ย่าตายายที่ทำการดูแลให้เงินเลี้ยงดูอยู่มาเป็นของตัว อย่างนี้เรียกว่าผิดศีล หรือถ้าหากว่าผู้หญิงมีคู่หมั้นแล้ว มีคู่หมั้นขึ้นไป หมั้นด้วยแหวน หรือสมัยก่อนหมั้นด้วยพวงมาลัยก็ตาม ประกาศว่าหมั้นแล้ว แล้วเราไปเอาเค้ามาเป็นของของเรา อย่างนี้ถือว่าผิดศีลนะครับ 
หรือว่าอย่างผู้หญิง ถ้าหากว่า รู้ว่าตัวเองมีคู่ครองแล้ว แล้วคู่ครองของเราก็หวงเราไม่ยอมยกเราให้ใครแล้วเราไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น อย่างนี้ถือว่าผิดศีล

แต่ว่าการที่เราสมมุติว่า ชายรักชายหรือหญิงรักหญิง มันเป็นเรื่องของความชอบใจ ซึ่งความชอบใจเนี่ยมันอาจจะเกิดจากการที่เราเคยเป็นคู่กับคนๆหนึ่งมา อย่างบางทีมันมีกรณีอยู่จริงๆที่ว่า เมื่อชาติที่แล้วเคยเป็นชายเป็นหญิงนะครับ  รักกันมากอธิษฐานขอติดตามกันมาทุกภพทุกชาติ แล้วจำเพาะว่า ชาติถัดมามีเหตุมีกรรมบางอย่างที่ทำให้ฝ่ายชายกลายเป็นหญิง แต่พอมาเจอกันก็รักกันอยู่ดี  มีความหลงรัก  มีความพิศวาส มีความปฏิพัทธ์กันอยู่ อันนี้มีอยู่จริง

หรือบางทีอาจจะเกิดจากความชอบใจความรู้สึกสนิทสนม ที่มันเหมือนกับเกินเพื่อน เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ แล้วมีความรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกที่ทำให้รู้สึกอ่อนหวาน มีความรู้สึกสดชื่น มีความรู้สึกแสนดี มีความรู้สึกสนิทใจได้ขนาดนี้  มันก่อตัวเป็นความรักไปได้ มันลืมผู้ชายไปได้อะไรแบบนี้

เรื่องของความชอบใจทางเพศมันมีได้หลายกรณี แม้แต่เคยก่อกรรมมาด้วยกัน แล้วทำให้ต้องมาอับอายขายหน้าด้วยกัน โดยการเป็นหญิงรักหญิง หรือว่าชายรักชาย ในประเทศที่เค้ารังเกียจ ในกรณีนี้มันก็มี คือพูดง่ายๆว่าบาปเก่ามันบีบ ให้จะต้องไปพบรักกันกับเพศเดียวกัน ในประเทศที่เค้าไม่ยอมรับ อย่างบางประเทศ คือถึงขั้นที่ว่าออกกฎหมายเลยว่า ห้ามชายรักชาย ห้ามหญิงรักหญิงอะไรแบบนี้

สรุปแล้วคือว่า ความรู้สึกเบี่ยงเบนทางเพศยังไม่ได้ทำผิดศีลอะไร มันอาจจะเป็นการชดใช้กรรมเก่าก็ได้ การผิดศีล หรือการเป็นบาปเป็นกรรมที่แท้จริง มันเกิดขึ้นต่อเมื่อเรานอกใจคู่ครองของเราที่เรายกสิทธิ์ ยกตัวเองให้เค้า เป็นสิทธิ์ครอบครองของเค้าไปแล้ว ไปมีสัมพันธ์กับคนอื่น อย่างนี้ถึงจะถือว่าเป็นบาปเป็นกรรมหรือว่าผิดศีลข้อ กาเมฯ



สรุปง่ายๆคือว่า การรักเพศเดียวกันไม่ได้บาป แต่ว่าไอ้ความรู้สึกอับอายขายหน้า หรือว่าความรู้สึกว่าใช้ชีวิตแบบปกติในสังคมไม่ได้ มันยังมีสังคมอีกหลายสังคมที่ไม่ยอมรับอะไรแบบนี้ อันนั้นเป็นเรื่องของการที่เราต้องรับกรรม รับผลของกรรมที่เคยทำเรื่องน่าอับอายมา อย่างบางคนเนี่ย ในชาติที่เรียกว่าเจ้าชู้ประตูดินนะครับ เรียกว่าหลอกผู้หญิงไม่เลือกหน้าอะไรแบบนี้ โดยไม่เกิดความสำนึกเลย ไม่เกิดความอับอายขายหน้าเลย ธรรมชาติเค้าก็ลงโทษโดยการที่ทำให้เกิดใหม่ อาจจะมีความรู้สึกเบี่ยงเบนหรือว่าสับสนเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ พอประพฤติผิดทางเพศแล้วไม่รู้สึกผิดทางเพศ ในที่สุดมันจะมามีความผิดปกติทางเพศได้ในชาติต่อมา

อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในคัมภีร์นะครับ ในคัมภีร์บอกไว้ว่า การที่เราประพฤติผิดทางเพศมากๆ มันทำให้เกิดความผิดปกติทางเพศได้ แต่ถ้าในขณะที่เราผิดปกติทางเพศ เรายังรักษาศีล เรายังอยู่กับคู่ครองโดยความซื่อสัตย์ อันนี้ไม่ถือว่าเป็นการก่อบาปเพิ่ม

ประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก

ถาม : เวลาประหม่า เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะใจจะเต้นแรง มือไม้สั่น ควรฝึกอย่างไรให้ใจมันแข็งแรงขึ้น ให้มั่นใจไม่ประหม่า หรือประหม่าน้อยลง ?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/UDjZlHVqWh8
(ดังตฤณวิสัชนา Live  # ทางเฟสบุ๊ก ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙)


ดังตฤณ: 
บางทีสาเหตุของความประหม่าของแต่ละคนมันซับซ้อนและก็มีความแตกต่าง เอาแบบที่เราจะลองไปฝึกได้จริงๆ สเต็ปบายสเต็ปเลยก็แล้วกันนะ เวลาเจอผู้คนเยอะๆ จิตของเรามันจะ สำหรับคนที่ประหม่าเก่งๆนะ
มันจะมีอาการแบบว่ามองไปแล้วตาลาย คือพูดง่ายๆว่ามองไปแล้วไปจับอยู่กับกลุ่มก้อนประชนชน ไปจับอยู่กับจำนวนคนนะครับ ไปจับอยู่กับความรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องเข้ามามากๆ อัดแรงสายตา สายตาปะทะใจเราเข้ามามากๆ หรือเกิดความรู้สึกสัมผัสขึ้นมาว่า นี่มันมีความคิด หรือว่าการเพ่งเล็ง กระแสการเพ่งเล็งเข้ามา ด้วยความรู้สึกจะจับผิดหรือว่าจดจ้องจะฟัง  ตั้งอกตั้งใจดูว่าเราจะมีท่าทียังไง  เราจะมีอะไรผิดเพี้ยนไหม เราจะมีอะไรตลกๆให้เค้าดูไหม หรือว่ามีอะไรน่าล้อเลียนไหม คิดไปต่างๆนานา ในแบบที่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับกลุ่มอารมณ์แบบนั้น คลื่นอารมณ์แบบนั้น คลื่นอารมณ์ที่จดจ้องเรา

การที่จิตของเรามีความอ่อนไหว มีความอ่อนไหวนะครับที่จะรับสัมผัสอารมณ์แบบนั้น แล้วเกิดความกระเพื่อมรุ่นแรง มันจะกลายเป็นความเคยชินที่ว่า เจอผู้คนมากๆแล้วประหม่าทุกครั้ง ให้สังเกตจิตของตัวเองตัวนี้ให้ออก อาการมือชาเท้าชาอะไรแบบนี้ มันเริ่มขึ้นมาจากจิตก่อน ไม่ใช่เริ่มขึ้นมาจากร่างกาย  ถ้าร่างกายของคุณ ..สังเกตเวลาเดินไปตลาดไม่เห็นประหม่าเลย เจอผู้คนเยอะเหมือนกัน  เพราะเค้าไม่ได้จ้องมาทางคุณใช่ไหม มันไม่มีอารมณ์แบบว่า เออ มาเพ่งเล็งอยู่ที่เรา ว่าเราจะผิดหรือถูก เราจะพูดแบบไหน เราจะมีปัญญาที่จะนำเสนออะไรบ้าง เดินไปในตลาดมันไม่มีอาการแบบนั้นเพราะไม่มีสายตาจ้องมา แต่มันก็มีอารมณ์คนเหมือนกัน คนแต่ละคนเดินไปในตลาด เดินไปในห้างมันมีอารมณ์หลากหลายเหมือนกันนั่นแหละ

ลองฝึกอย่างนี้ดู ไปในห้างไปในที่ๆมีคนเยอะๆ ที่ๆจะไม่มีสายตาจ้องมาทางเรา แต่มีคนเยอะๆ แล้วยืนมอง ยืนมองให้เห็นให้เห็นรวมๆ ว่าคนจำนวนเยอะๆนั้นอยู่ในสายตา หรืออยู่ในกรอบสายตาของเรา  คือไม่ใช่จ้องไปที่คนใดคนหนึ่ง แล้วก็ไม่ใช่มองไปเบลอๆ  จนไม่เห็นอะไรเลย ฟังดีๆ นะ เวลาเรามองไปที่กลุ่มคนเยอะๆ มองให้เห็นว่าเค้ามีกลุ่มคนประมาณนี้กี่หัวก็ไม่รู้ กี่สิบก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามีประมาณอย่างนี้ แล้วสำรวจใจตัวเองดูว่ามันไม่เห็นรู้สึกประหม่าเลย นั่นเพราะว่าสายตาเค้ามันยังไม่ได้กระแทกเข้ามา ยังไม่ได้มีคลื่นอารมณ์อัดเข้ามา

ทีนี้ลองไปสังเกตเปรียบเทียบดู เมื่อไหร่ที่เราต้องขึ้นพูด ต่อหน้าผู้คน ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่ประชุม หรือว่าน่าจะเป็นห้องเรียน หรือว่าอะไรสักอย่างที่มีคนมากๆมองดูมาที่ตัวเราคนเดียว ให้สังเกตทันทีที่เรารู้สึกว่ามีอารมณ์ของทุกคนปะทะเข้ามานะ หูตามันจะเริ่มเบลอ มันจะเริ่มขาดโฟกัส ให้ลองปรับโฟกัสตรงนั้นดู เวลามองไปที่ผู้คน มองเป็นจำนวนคนเหมือนๆกับตอนที่เราไปดูอยู่ในห้าง ตอนที่เค้าไม่ได้เล็งสายตามาทางเรา คนเหมือนกัน กลุ่มคนเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามีอารมณ์เดียวมาที่เราแตกต่างกันแค่ตรงนี้

จากนั้นเนี่ยให้มองที่ปฏิกิริยาทางใจของเรานะครับ พอเราเห็นภาพผู้คน ปฏิกิริยาทางใจของเรามันมีอาการอึดอัดมันมีอาการประหม่า สั่นไปสั่นมา มันมีอาการโยกไหวคิดอะไรไม่ออก ให้ดูไป ดูไปด้วยอาการรับรู้ ไม่ใช่ดูไปด้วยความพยายามว่าจงหายประหม่า จงเลิกประหม่า ไม่ใช่ดูด้วยอาการแบบนี้นะ ถ้าดูด้วยอาการว่าจงหายประหม่า จงหายประหม่า มันยิ่งประหม่าหนักเข้าไปอีก ไปกดดันตัวเอง อย่างที่ผมบอกไว้ตอนต้นว่านะครับว่า  ยิ่งเราอยากให้อะไรหายไปเท่าไหร่ เรายิ่งมีความกระวนกระวายเกี่ยวกับเรื่องนั้นหนักขึ้น เพราะว่าความอยากเนี่ยเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความอยากเป็นต้นเหตุของความกระวนกระวายทางใจ

พอเราไม่อยาก เราเห็นความประหม่า เรายังเห็นอาการสั่นอยู่นะ แต่เราบอกตัวเองว่า ที่เราสั่นอยู่เนี่ยเป็นเพราะว่าเราไม่รู้จะพูดอะไร เราไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร ลองคิดดูเดี๋ยวนั้น คิดนะ คิดดูเดี๋ยวนั้นว่า มีอะไรที่เราจะสามารถหยิบยื่นให้เค้าได้ง่ายที่สุด ได้เร็วที่สุดและทำได้จริงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น บอกว่า สวัสดีครับ ด้วยความรู้สึกที่มันเป็นมิตร แค่ความรู้สึกเป็นมิตรนะ เนี่ยเรียกว่าการให้แล้ว

แต่ถ้าเราไปเหมือนกับตั้งใจว่า จะสวัสดียังไงให้มันดูเท่ ให้มันดูน่าประทับใจ หรือว่าเค้าเห็นแล้วเนี่ยเค้ามีความอยากจะฟังเราต่อ อะไรแบบนั้น ด้วยความอยากชนิดนั้นมันจะทำให้เราทำอะไรไม่ถูก มันจะยิ่งทำให้เรานึกภาพตัวเองไม่ออก ว่าภาพที่ดูดีที่สุดมันเป็นภาพแบบไหน

สรุปง่ายๆ จำไว้นะพอเห็นอาการประหม่าของตัวเอง อย่าพยายามไปกดดันให้ตัวเองหายประหม่า แต่ให้คิดว่าเราจะให้ความรู้สึกดีๆหรือว่าให้ความรู้ดีๆอะไรกับคนฟังได้จริงๆ คือขอให้นึกให้ชัด ขอให้นึกด้วยใจที่รู้สึกมีความเบา ชิวๆ เบาๆ สบายๆนะ อย่างคำที่ดีที่สุดก็คือ สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ด้วยความสุข ด้วยความอยากจะนำเอาไอ้ความรู้สึกดีๆจากใจของเราเนี่ยไปสู่ใจของคนฟังนะครับ ด้วยการที่จิตของเรามีความเป็นกุศล มีความอยากจะให้คนอื่นรู้สึกดีตาม อันนั้นเป็นการแผ่เมตตาแล้วชนิดหนึ่ง

บางคนเนี่ยเข้าใจว่าการแผ่เมตตาหมายถึง การพยายามมานั่งท่อง สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ อะไรแบบนี้ จริงๆแล้วที่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง อาจจะไม่มีความสุข ไม่มีเมตตาแผ่ออกมาแม้แต่นิดเดียว นกแก้วนกขุนทองมันแผ่เมตตาไม่เป็น เราก็อย่าไปแผ่เมตตาแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ให้แผ่เมตตาในแบบที่ว่าเรานึกถึงคำ ที่เราพูดได้ดีที่สุด เช่นคำว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ หรือคำทักทายในแบบที่จะทำให้เค้ารู้สึกว่า เราเป็นมิตร เป็นกันเองกับเค้า หรือถ้าคิดอะไรไม่ออกเลย ให้มองว่าตอนนั้น ณ เวลานั้น เรารู้อะไรดีที่สุด ชัดเจนที่สุด พูดได้ง่ายที่สุด นึกถึงคำนั้นก่อนเลย โพล่งขึ้นมาก่อนเลยเป็นประโยคแรก ให้รู้สึกว่าเรากำลังให้ประโยชน์อะไรกับคนฟังอยู่ เนี่ยตัวนี้เป็นการแผ่เมตตาแล้ว

การแผ่เมตตาจำไว้นะ เริ่มต้นขึ้นมาใจของเราต้องมีดีอะไรบางอย่าง มันถึงจะแผ่ได้ มีดีเนี่ย บางทีมันเป็นแค่ความรู้สึกอ่อนโยนก็ได้ รู้สึกอ่อนโยนพอที่จะพูดคำว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ แค่นี้มันเป็นจุดเริ่มต้นเป็นประตูที่จะทำให้เราสามารถพูดต่อได้ หายประหม่าได้ ก้าวต่อก้าวที่เราพูดด้วยความรู้สึกเมตตา ก้าวต่อก้าวที่ความรู้สึกของเรามันมั่นคงขึ้นนะ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนพูดอย่างมีความมั่นใจ ไม่ใช่พูดไปแล้วติด เออๆ อ่าๆ ติดอ่าง ยิ่งติดอ่างมากเท่าไหร่ ยิ่งประหม่ามากขึ้นเท่านั้น

คำพูดของเรามันเป็นนายของจิต คือเดิมทีจิตมันเป็นนายของคำพูด แต่เมื่อไหร่ที่เรา ฝึกที่จะพูดอะไรออกไปในแบบที่มีความมั่นใจ ในแบบที่จะมีความเชื่อมั่น ในแบบที่จะมีความเมตตา หรือหยิบยื่นประโยชน์ให้คนอื่น ยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่จิตจะยิ่งมีความเป็นอย่างนั้น จะยิ่งมีความสว่าง ยิ่งมีความเมตตา ยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ  

สรุปก็คือ วิธีแก้ประหม่า เริ่มต้นขึ้นมา ฝึกที่จะมอง มองกลุ่มคนให้มีโฟกัสชัดเจนนะครับ จากนั้นพอเรารู้กลุ่มคนประมาณนี้มันมีอิทธิพลที่จะทำให้เรามีปฏิกิริยาทางใจอย่างไร ให้ยอมรับไปตามนั้นนะครับ จากนั้นพอเรารู้ปฏิกิริยาทางใจของตัวเองว่ามีความประหม่าอยู่ ให้ยอมรับไปตามจริง แล้วก็คิดถึงสิ่งที่มันจะทำให้คนฟังหรือคนดูรู้สึกดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่เราจะทำได้จริง อย่างเช่น เรามีความรู้สึกอยากจะให้ความสุขด้วยคำว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ แค่นี้มันเป็นการแผ่เมตตาอ่อนๆแล้ว จากนั้นเราอยากจะหยิบยื่นอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับคนดู คนฟังเราก็ทำไปได้เต็มที่เลย ด้วยความรู้สึกที่มันดีแล้ว มันนำมาแล้วนั่นแหละ               


วิธีประคองชีวิตคู่ให้อยู่กันรอด

ถาม : รู้สึกว่าสามีเลวมาก แค้นสามีมาก จะลบแค้นจากใจอย่างไรดี  ?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/XVrglHQ6DK0
(ดังตฤณวิสัชนา  Live  # ทางเฟสบุ๊ก ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙)


ดังตฤณ: 
ยุคเราเนี่ยมันหนักหนาสาหัสกว่ายุคอื่นๆใดที่ผ่านมา ผมว่าคงไม่มียุคไหนสมัยไหน ที่คู่ผัวตัวเมียจะมีปัญหากันแทบทุกคู่ได้เท่ายุคสมัยนี้ ผมรู้จักคู่รักมา..เอาเป็นว่าเยอะมาก บางคู่เป็นที่อิจฉา เป็นคู่รักในฝันเลยว่างั้นเถอะ ใครๆก็อยากที่จะมีชีวิตแบบนั้น   คือที่แท้แล้วพอพ้นหูพ้นตาคนอื่น ก็ไม่ได้มีความสุขไปกว่าคู่รักธรรมดาทั่วไป ก็มีความทุกข์เหมือนลิ้นกระทบฟันอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นเอาเถอะอย่ามองว่าเราโดดเดี่ยวก็แล้วกัน เรามีเพื่อนเยอะอยู่ในยุคปัจจุบัน

และผมว่านะที่คนยุคเรามีทุกข์กันเรื่องคู่มากเนี่ย ก็เพราะว่าเดินทางกันผิด เดินกันผิดทาง คือไปเชื่ออะไรที่ บางทีเราตั้งความเชื่อขึ้นมาบางอย่าง ดูเหมือนกับว่ายุติธรรม ดูเหมือนกับว่าอันนี้เป็นเรื่องที่แฟร์ แต่เอาเข้าจริง มันมาผิดทาง คือ เรื่องบางเรื่องถ้าเราจะเอาความยุติธรรมกันมากเกินไป จะเอาความเท่าเทียมกันมากเกินไป มันกลายเป็นการที่เราไม่สามารถจะรักษาธรรมชาติของคู่เอาไว้ได้ 

อย่างผู้ชายยุคนี้ต้องยอมรับความจริงนะ อันนี้ไม่ได้พูดว่าใครทั้งสิ้นนะ ต้องยอมรับความจริงว่าจะค่อนข้างมักมากกัน คือไม่ค่อยมีความอยากจะรักเดียวใจเดียว ไม่ค่อยอยากจะอยู่กับคนๆเดียว มันเบื่อง่าย แล้วก็อยากลองของใหม่อะไรแบบนี้ ซึ่งพูดถึงผู้ชายก่อน ไม่ได้หมายความว่าด่าผู้ชายนะ แต่ขอให้ยอมรับความจริงว่ามันเป็นแบบนี้

ส่วนผู้หญิงเนี่ยคือบางทีด้วยความที่อยากจะเท่าผู้ชาย บางทีแก้ปัญหาหรือว่าทำตัวเหมือนผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่ชัยภูมิของความเป็นหญิง ชัยภูมิของความเป็นหญิงคือความอ่อนโยน ถ้าจะรบชนะต้องรบด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่รบด้วยความแข็งกร้าว การรบด้วยความแข็งกร้าวเป็นหน้าที่ของผู้ชายเค้า เป็นเรื่องของธรรมชาติของเพศที่มันจะแสดงความห้าวหาญอะไรแบบนี้ ทีนี้ถ้าเราเหมือนกับรบผิดที่ หรือว่าออกจากชัยภูมิของตัวเอง บางทีมันแพ้ด้วยกันทั้งคู่ มันไม่มีใครชนะ

แต่ผู้หญิงที่เข้าใจธรรมชาติของตัวเองจริงๆ แล้วพยายามที่จะรบ หรือเอาชนะด้วยความอ่อนโยน ด้วยความนุ่มนวล ผมเห็นมาเยอะนะ เยอะจริงๆ ที่สามารถเอาชนะได้ เอาชนะได้จริงๆ เอาชนะได้ ถึงไม่ใช่เอาชนะด้วยการหักหาญ  หรือว่าบอกว่า นี่จงยอมแพ้  กดหัวให้อีกฝ่ายอยู่เบื้องล่าง  แต่เอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกผิด รู้สึกสำนึก รู้สึกที่จะรับผิดชอบ คนๆหนึ่ง เวลาที่จะสำนึกผิด จำไว้นะ ไม่ได้สำนึกผิดด้วยอารมณ์โกรธ แล้วก็ไม่ได้สำนึกผิดด้วยอารมณ์ที่ว่าตัวเองเป็นนายเหนือ คือบางคนใช้วิธีจ๋อย ใช้วิธีเหมือนกับน่าสงสาร นิ่งๆไม่พูดไม่จา ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แต่อันนั้นก็ไม่ใช่ถูกเหมือนกันนะ วิธีที่จะทำให้ผู้ชายเกิดความรู้สึกผิดได้ จำไว้นะ ไม่ใช่ด้วยการที่เรายอมจ๋อย แล้วก็ไม่ใช่ การที่เราด่าทอ  แต่ต้องเป็นด้วยวิธีที่เค้ารู้สึกว่าเรายังมีสติดีอยู่ เรายังมีความผ่องใสอยู่ แล้วก็เราสามารถที่จะไม่ถือสา ไม่ถือสาจริงๆ  

ส่วนผู้ชายเวลาที่มีความรู้สึกกับผู้หญิงนะครับ ในทางที่แหมอยากให้เค้าเป็นอย่างใจเรา อยากให้เค้าอยู่ในอำนาจของเราตามธรรมชาติของเพศชายนะ คือ ผู้หญิงสมัยนี้เค้าจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเจ้านายหรือว่าอยู่เหนือกว่าอีกต่อไป มันมีการพยายามเอาความเท่าเทียมทางเพศมาเป็นตัวตั้งทางความรู้สึกกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปพยายามที่จะวางอำนาจหรือว่าอยู่เหนือกว่าเอาดื้อๆนะ ไม่พยายามเอาชนะใจด้วยการใช้เหตุผลหรือว่าใช้อุบายวิธีที่เหมาะสมกับคู่ของตนนะ ในที่สุดผู้หญิงก็จะเหมือนกับไปเร่งให้ผู้หญิงพยายามมาแข่งดีด้วย พยายามที่จะมาสู้รบตบมือเอาชนะกันด้วยวิถีทางของความเท่าเทียม   ซึ่งมันก็จะผิดเพศด้วยกันทั้งคู่ ผิดฝาผิดตัว คือฝ่ายชายแทนที่จะทำตัวเป็นที่พึ่งที่น่าอบอุ่น มันกลายเป็นไปกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงอยากมาแข่งดีด้วย

ส่วนฝ่ายหญิงพอถูกกระตุ้นให้แข่งดีด้วย   มันก็เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า  สับสนในตัวเองว่าตกลงเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะต้องทำตัวเป็นผู้ชายกันแน่ 
  

ปัญหาอะไรแบบนี้ที่มัน ยุคเรามันค่อนข้างมากันผิดทาง กำลังเป็นเหมือนกับตัวที่ทำให้สถาบันครอบครัวมันพัง มันไม่สามารถอยู่กันได้รอด มันอยู่รอดกันได้ยากมันมีโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันได้รอดค่อนข้างยาก แล้วคนยุคเราสมาธิสั้น คือไม่ค่อยอยากจะอดทนกับอะไรนานๆ อยากจะแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด  หรือว่าอยากจะแสดงถึงความต้องการที่แท้จริง ผ่านคำพูดตรงไปตรงมากันค่อนข้างมากนะครับ คือ ไม่อยากทน ไม่อยากจะอยู่กับอะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์  ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่ว่ามีภาระหน้าที่ร่วมกันแต่ก็ไม่อยากจะแบกภาระนั้นอีกต่อไป 


อันนี้ก็สรุปนะครับ คือว่ายุคของเราเนี่ย คือ  เมื่อคุณจับคู่กับใครขอให้นึกว่าตัวเองเนี่ยเข้าไปอยู่ในโอกาสที่จะได้เกลียดกัน เหมือนกับคนหมู่มากที่เค้าประสบกันอยู่ ถ้าหากกว่าเราทำความเข้าใจกันไว้ตั้งแต่ต้นว่า ธรรมะยังไม่ล้าสมัย ธรรมะทำให้คนสองคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข  และธรรมะสามารถทำให้คนสองคน ที่รู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้  สามารถที่จะยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่ถึงแม้ว่าจะแยกกันแล้ว

การที่เราจะเลิกเกลียดใครได้ บางที อันนี้พูดด้วยความเข้าใจนะ  บางทีมันเหมือนสายเกินไป มันถอนความเกลียดไม่ได้แล้วล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดการทำร้ายกันมาทุกวันๆ เป็นเดือนเป็นปีเนี่ยนะ เอาธรรมะข้อไหน  มาพยายามละความเกลียดบางทีมันยากมาก แต่ถ้าหากเรามีธรรมะเตรียมไว้ก่อนที่จะเกลียด มันจะเกลียดไม่มาก มันจะปรับใจเกลียดได้ไม่มากนัก มันมีพื้นที่ของความสุข มันมีพื้นที่ของกุศลจิต คอยช้อนคอยรองรับ คอยทำให้ไม่ต้องเกลียดกัน ยังสามารถที่จะเป็นเพื่อนร่วมโลก  เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขที่ดีต่อกันได้อยู่

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำอย่างไรให้จิตหายกลัว


ถาม : ทำอย่างไรให้จิตหายกลัวและมีกำลังในยามที่ร่างกายมีเวทนาจากความป่วย

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/ls6iMNsZIds
(ดังตฤณวิสัชนา Live #๓ ทางเฟสบุ๊ก พฤหัส ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙)

 

ดังตฤณ: 

คืออยากหายกลัวแล้วก็อยากจัดการกับทุกขเวทนาในขณะที่ป่วยไข้ จิตที่กลัวคือจิตที่มันมีอาการหดตัว มีอาการมืดเหมือนกับถูกครอบด้วยความมืด ถูกครอบด้วยความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วอันนี้เป็นสิ่งที่เหมือนกับแก้ยากสำหรับคนที่ไม่พร้อมที่จะฝึกเผชิญหน้ากับความกลัวในใจของตัวเอง

ขอเจาะจงนิดนึงคือเมื่อครู่นี้ไม่ได้บอกว่ากลัวอะไร กลัวผี หรือว่ากลัวความล้มเหลว หรือว่ากลัวภยันอันตรายอะไรต่างๆนาๆ แต่ผมจะยกตัวอย่างที่เข้าใจกันได้เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีความกลัวที่ตรงกัน คือกลัวความมืดกลัวผี โดยฉพาะอย่างยิ่งพอไปดูหนังผีมา มันมักจะมีอาการเหมือนกับร่ำๆจะเห็นผีขึ้นมารำไร ผมก็ถามหลายคนว่าเคยเห็นผีกันสักครั้งหนึ่งไหมในชีวิต ไอ้ที่กลัวกันมากๆ ไม่เคยเห็นแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับกลัว และกลัวมาก กลัวจนเหมือนกับที่เค้าเรียกว่าขี้ขึ้นหัวนะ ทำไมคนเราถึงกลัวหนักกลัวหนากับสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเราตั้งข้อสังเกตนี้ แล้วฉุกคิดได้นะ มันจะเข้ามาที่ข้างใน มันจะเกิดความฉุกใจคิดขึ้นมาว่า สิ่งที่เรากลัวอย่างแท้จริงว่า มันคืออุปทานที่เราสร้างขึ้นมาเอง มันคือการหลอกให้ตัวเองจ้องไปจับอยู่กับไอ้ตัวความกลัวที่สร้างขึ้นมาจากความมืด จากความไม่รู้
 
คือมนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้อยู่แล้ว เกิดมาพร้อมกับความกลัวอยู่แล้ว ที่นี้อะไรล่ะที่มันจะทำให้เป็นความรู้สึกสุดยอดของความกลัว ก็ต้องสร้างมโนภาพอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วมโนภาพนั้นก็มักจะมีลักษณะที่น่ากลัวหรือน่าจะเป็นอันตรายกับชีวิต กับความปลอดภัยของเรา สวัสดิภาพทางใจของเราทางกายของเรา พอไปดูหนังผีมาก็จำว่าผีหน้าตาเป็นอย่างนั้น หน้าตาเป็นอย่างนี้ จะโผล่มาที่ประตูแบบนี้หรือว่าความมืดแบบนี้ สารพัดต่างๆนาๆที่เราจะไปจำเอามาจากในหนังแล้วมาหลอกตัวเอง มาหลอนตัวเอง มาสร้างอุปทานให้ตัวเอง ถ้าหากว่าเรารู้จริงๆ เรารู้เข้ามาข้างใน ณ ขณะนั้นว่า ความกลัวมันเริ่มจากข้างในนะ ไม่ใช่จากข้างนอก มันจะเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าตาภูติผีปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นเงาที่ชวนสยองขวัญชวนขนหัวลุก มันเกิดขึ้นมาจากการวาดภาพของจิต ถ้าหากว่าคุณสามารถเห็นอาการการวาดภาพของจิตนี้ได้ในแต่ละครั้งที่เกิดความกลัว มันจะหายกลัวทันที แต่ถ้าหากว่าคุณยังมีอาการขนลุกขนชัน ขนพองสยองเกล้า หรือว่ามีความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวมันเห่อๆพองๆออกไป ราวกับคนใกล้จะถูกทำร้ายแน่ๆ อย่างนี้คุณไม่มีทางเห็นอาการวาดภาพของจิตได้เลย
 
ทำอย่างไรเราถึงจะเห็นอาการวาดภาพของจิต คุณต้องมองความกลัวที่กำลังห่อหุ้มจิตให้ออกก่อนว่า ความกลัวชนิดนั้นมันเกิดขึ้นวูบๆวาบๆในแต่ละลมหายใจไม่เท่าเดิม ไม่เท่ากัน บางวูบมันกลัวกลัวเหมือนกับกำลังจะตาย บางวูบพอหายใจเข้าได้ยาวๆ มันรู้สึกความกลัวมันลดลง เจือจางลง จังหวะที่เราสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างลมหายใจหนึ่งกับอีกลมหายใจหนึ่งได้ว่า ความกลัวมันไม่เท่าเดิม จังหวะนั้นแหล่ ะจังหวะที่ใจมันโล่งๆขึ้นมานิดนึงนั้นแหล่ะ คุณจะสามารถเห็นได้ว่า ภาพภูติ ผี ปีศาจ ที่มันนึกขึ้นมาในหัวนี่ มันเป็นภาพแค่รางๆ แล้วมันเป็นอาการของใจที่พยายามสรรสร้างขึ้นมา พยายามที่จะวาดรูปอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา วาดเงาอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา ถ้าฝึกที่จะเห็นอาการวาดภาพที่น่ากลัวของจิตได้แล้วหายกลัว คุณเอาไปใช้ได้หมดเลยกับทุกความกลัวในโลก ความกลัวทุกชนิดในโลกมาในรูปแบบคล้ายๆกันนี่แหล่ะ

พยายามฝึกรู้ลมหายใจ แต่เกิดความง่วง

ถาม : ระหว่างวันได้พยายามฝึกที่จะรู้สึกถึงลมหายใจแล้วเกิดความง่วง  

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/K6fDjvwFmKo
(ดังตฤณวิสัชนา Live #๓ ทางเฟสบุ๊ก พฤหัส ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙)


ดังตฤณ: 

อันนี้เป็นเป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะสามัญสำหรับคนที่ฝึกจะอยู่กับลมหายใจ คนที่อยู่กับลมหายใจแล้วง่วงคือคนที่หายใจแบบผิดปกติ คุณสังเกตดู ว่าลมหายใจของคุณเป็นธรรมชาติแค่ไหน ถ้าหากว่ายังไม่ถึงเวลาที่ร่างกายต้องการจะรับลมเข้า แล้วคุณไปรีบดึงลมเข้าหลายๆครั้งเข้า จะเกิดความอึดอัดนำเข้ามาก่อน พอเกิดความอึดอัดแล้ว มันก็กลายเป็นความรู้สึกว่าฝืน เกิดความรู้สึกว่าล้า เกิดความรู้สึกว่าเพลียนะ อย่างหลายๆคน ผมจะหายใจให้ดูคือขึ้นมาตั้งใจก่อนเลยว่า เราจะรู้ลมหายใจให้ได้ ตั้งใจมั่นๆเลย พอระบายลมหายใจออกไปเสร็จ ยังไม่ทันที่ร่างกายจะต้องการลมหายใจระลอกใหม่ คุณไปสั่งเองเลยให้มันหายใจเข้าอีก นี่ตรงนี้ ร่างกายไม่ได้เป็นคนหายใจแล้วแต่ตัวคุณตัวอัตตา ผู้อยากสงบมันเป็นคนอยาก มันเป็นคนเรียกลมหายใจเข้ามา ซึ่งไอ้ตัวอยากสงบ หรือว่าตัวที่อยากจะผูกอยู่กับลมหายใจให้เกิดสมาธิ ให้เกิดสติ ถ้ามันมากเข้ามากเข้า มันกลายเป็นความหนักอึ้ง มันกลายเป็นภาระซึ่งทำให้เกิดความง่วงได้ง่ายๆ เพราะว่าลมหายใจที่เข้าไปมากเกินไป โดยที่ร่างกายยังไม่ทันต้องการ มันทำให้เกิดความอึดอัด ทำให้เกิดความหน่วง ทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน ไอ้ความกดดัน ความอ่อนเพลีย ความรู้สึกว่ามันล้านี่แหล่ะ เป็นตัวการที่ทำให้ง่วงในระยะยาว
 
แต่ถ้าหากว่าเอาใหม่ การเจริญสติระหว่างวัน ถ้าหากจะใช้ลมหายใจเป็นที่พึ่งเป็นราวเกาะ ขอให้สังเกตสภาพทางกายก่อน อันนี้คือคีย์เวิร์ดนะ อย่าไปรีบร้อนที่จะจ้องลมหายใจทันที เริ่มต้น สร้างความเคยชินใหม่ สร้างความเคยชินใหม่เลย คือ เราอยู่ในอริยาบทใดก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นอริยาบทนั่ง เวลาคนจะรู้สึกถึงลมหายใจระหว่างวัน ให้ดูก่อนว่าสภาพทางกายนี่ มันมีอาการเกร็ง มันมีอาการแน่นอยู่ไหม ถ้าหากว่าสภาพทางกายของคุณมีอาการเกร็ง มีอาการแน่น มีอาการกำ แล้วคุณไปฝืนหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาก็คือ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายนี่ มันอึดอัดยังไงชอบกล เริ่มต้นขึ้นมาอึดอัดเลย มีความรู้สึกทึบๆขึ้นมาทันที แล้วยิ่งหายใจไปหายใจมา ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกตึงเครียด เกิดความรู้สึกเหมือนกับถูกกดถูกหน่วงไว้อยู่ข้างในแล้วก็กลายเป็นความง่วงในที่สุด แต่ถ้าหากว่าเริ่มต้นขึ้นมา คุณไม่ได้ไปเพ่งที่ลมหายใจ แต่สำรวจความพร้อมทางกายก่อน ดูซิว่าฝ่าเท้าคุณวางราบอยู่กับพื้น มันมีอาการงอไหม มันมีอาการเกร็งไหม ถ้าหากว่ามีอาการงอ มีอาการเกร็ง ก็ทำให้ผ่อนคลายซะ พอผ่อนคลายที่ฝ่าเท้าได้ คุณจะรู้สึกเหมือนกับร่างกายปรากฏชัดขึ้นมา ปรากฏด้วยความอ่อนสลวย ด้วยความอ่อนโยน ด้วยความไม่เกร็ง ไม่กำ ลักษณะของกายที่ไม่เกร็ง ไม่กำ นั่นเป็นลักษณะของกายที่พร้อมจะเป็นฐานรองรับสมาธิ คนส่วนใหญ่ไม่สังเกตถึงข้อนี้ หลายคนนี่บังเอิญที่จะทำสมาธิได้นิ่ง บังเอิญทำสมาธิได้นาน ถ้าสังเกตดูดีๆนะ มันเริ่มต้นมาจากร่างกายที่มีความพร้อมนี่แหล่ะ ที่มันมีความโปร่ง ที่มันมีความเบา ที่มันมีความไม่กำไม่เกร็ง ถ้าสำรวจฝ่าเท้าดู เออมันไม่กำไม่เกร็งแล้ว ลองสำรวจฝ่าเท้ามือต่อด้วย ฝ่ามือจะวางอยู่ตรงไหนก็ตาม ถ้าหากว่ามันแบสบาย ไม่อยู่ในลักษณะกำ ไม่อยู่ในลักษณะที่มันตึงเกร็ง มันก็จะมีความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอีก และทั่วทั้งใบหน้าดูเถอะ มันมีอาการขมวดอยู่ไหม มีไหมที่ขมับเรายังตึงๆอยู่ ถ้าหากว่าเราสำรวจเข้ามาที่ร่างกาย ส่วนใดส่วนหนึ่ง สามจุดนี้ มันมีอาการกำ มีอาการแน่น มีอาการเกร็ง มีอาการตึง มีอาการขมวด แล้วเราผ่อนคลายให้ได้ทั้งหมด มันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เออนี่ร่างกายของเรา มีความเป็นอย่างนี้อยู่ มีความพร้อมที่จะอยู่นิ่งๆได้ไม่กวัดแกว่ง ไม่มีความอยากจะเคลื่อนไหว ไม่มีความอยากจะกระดุกกระดิก ลักษณะของร่างกายที่พร้อมจะสงบ ระงับได้ เวลาหายใจเข้าจะหายใจแบบมีสติรู้ว่า ขณะนี้ร่างกายมีความพร้อมที่จะลากลมหายใจยาว หรือว่าดึงลมหายใจเข้าแค่สั้นๆ ระบายลมหายใจออกได้ยาวๆหรือว่า ระบายลมออกได้แค่สั้นๆ ตั้งต้นที่ความรู้สึกทางกายก่อน ลองดูนะ
 
พอตั้งต้นที่ความรู้สึกทางกายได้ จำไว้เลย สิ่งแรกที่คุณจะค้นพบก็คือ ถ้าหากร่างกายยังไม่อยากหายใจ คุณจะไม่รีบร้อนดึงดันเอาลมหายใจเข้ามา ถ้าหากว่าร่างกายยังไม่ได้ต้องการจะระบายลมหายใจออกคุณก็จะไม่รีบพ่น พ่นๆออกไป การที่ลมหายใจเข้าออกตามจังหวะความต้องการที่แท้จริงของร่างกายนี่นะ มันจะทำให้เกิดสติ มันจะทำให้เกิดความรู้สึกใจเย็น ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัด การที่ร่างกายปลอดโปร่งสบาย ไม่รีบร้อนไม่เร่งรัดแล้วมีสติรู้เข้าไปอีก ว่าขณะนี้ร่างกายต้องการลมหายใจเข้า ขณะนี้ร่างกายต้องการลมหายใจออก แล้วก็รู้ด้วยว่าควรจะยาวแค่ไหน ควรจะสั้นแค่ไหน อย่างนี้นอกจากจะไม่ง่วงแล้ว มันจะทำให้เราเกิดสติตื่นขึ้นมา หรือแม้กระทั่งพอหายใจไปหายใจมา ธรรมดา คนสมาธิยังไม่ค่อยจะตั้งมั่นมันก็จะลอยๆออกไป จิตมันเหมือนกับอยากจะออกไปข้างนอก อยากไปเที่ยว อยากจะคิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่อยากจะเอาลมหายใจ อะไรที่มันน่าเบื่อ อะไรที่มันซ้ำไปซ้ำมา ถ้าเรายังมีสติอยู่แล้วดูว่า ณ ขณะที่มันอยากจะเหม่อออกไป มันก็เป็นช่วงเวลาที่ มันเริ่มจะง่วงได้เหมือนกัน มันเริ่มง่วงขึ้นมาแบบอ่อนๆ ที่นี้เราเปลี่ยน ถ้าหากว่าถึงจังหวะที่มันเริ่มเบลอๆ ถึงจังหวะที่มันเริ่มอยากจะส่งออกไป ออกไปเที่ยวข้างนอก แล้วเราบอกตัวเองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของความง่วง ง่วงเพราะว่ามันสบาย มันเคลิ้มอยู่กับความรู้สึกว่านั่งนิ่งๆ ดูลมหายใจสบายๆแล้วใจก็เหม่อลอยออกไปตามธรรมชาติที่พร้อมจะหลับนั่นแหล่ะ พอเรามีสติเตือนตัวเองขึ้นมานิดเดียวว่าจิตแบบนี้เป็นชนวนของการง่วง จิตแบบนี้ที่เป็นชนวนของความพร้อมจะหลับ ไม่ใช่ความพร้อมจะตื่นรู้เป็นสมาธิ ไม่ใช่พร้อมจะตื่นรู้เป็นสติ เตือนตัวเองแค่นิดเดียว นี่จิตแบบนี้ จิตเริ่มง่วง แล้วหายใจยาวขึ้นเรียกความสดชื่นเข้ามา แล้วสังเกตความแตกต่างระหว่างจิตที่มันเริ่มจะบานออกไป เริ่มจะไปเที่ยวข้างนอก กลายเป็นจิตที่รู้อยู่กับความสดชื่นของลมหายใจ มันจะผิดกัน มันจะแตกต่างกัน แล้วจะค่อยๆแยกแยะออก ว่าจิตที่พร้อมจะง่วง หน้าตาเป็นแบบหนึ่ง จิตที่พร้อมจะตั้งเป็นสมาธิมันเป็นอีกแบบหนึ่ง

ในที่สุดระหว่างวัน คุณจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าจิตที่อยู่กับลมหายใจอย่างถูกต้อง นอกจากจะไม่ง่วง มันจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่า มีความกระตือรือร้นที่จะอยู่ในชีวิตประจำวัน อันนี้เรายังไม่ได้พูดถึงการพิจารณาลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง หรือว่า โดยให้เป็นสติ เป็นฐานเริ่มต้นของสติ เราพูดเอาเฉพาะแค่ว่าอยู่กับลมหายใจเป็น ใจจะเย็นแล้วก็มีสติตื่น