วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิธีสู้โมหะที่ใหญ่เกินกำลังสติ

ถาม : ในกรณีที่เราต้องทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มันมีพลังโมหะเยอะๆ หรือบางทีอยู่ในที่ที่คนที่มีพลังแปลกๆ หรือพลังที่มันมืดเข้ามา เราจะมีวิธีช่วยให้ตัวเองอย่างไรให้สามารถภาวนาได้

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/IWMAL0O1pmE
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ: 
เวลาที่เห็นความมืดภายนอก หรือว่าความสะเทือนที่มันเป็นลบ ที่มันแผ่ออกจากภายนอกมากดดันเรา จริงๆแล้วถ้ามองในแง่ของการเจริญสติเนี่ย เราได้เครื่องฝึกให้จิตมีความเข้มแข็ง ให้สติมันมีความแก่กล้า..มันยาก เหมือนกับอยู่ๆให้คนที่ยังไม่มีกำลังเลย ให้ไปฝึกกับนักมวยปล้ำที่มันมีกำลังมากกว่า อย่างนี้ยาก.. แต่ของเราก็ฝึกมาหลายปี บอกตัวเองว่า ไม่ใช่ขี้ไก่เหมือนกันนะ ไม่ใช่ไก่กา เราก็ได้บ่มเพาะ ได้มีกล้ามเนื้อ ได้มีพลังของนักสู้มาพอสมควรแล้ว ต้องบอกกับตัวเอง ต้องให้กำลังใจตัวเองนิดหนึ่ง

ถ้าหากว่าคู่ต่อสู้จะมีกำลังมากกว่า ก็หมายความว่า เราได้โอกาสที่จะฝึก เราได้มีจุดที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้ตัวเอง โดยการมีใจคิดสู้  

คำว่าสู้ของนักเจริญสติ ก็คือ
ไม่ถอยไปจากอารมณ์
ที่มันเข้ามากระทำย่ำยี
อารมณ์ลบ หรือว่าพลังลบ
พลังมืด พลังโมหะ
ที่มันพยายามจะเข้ามากดดัน
ทำให้เราพลอยมีโมหะตามไปด้วย
เราเห็นเป็นคู่ต่อสู้และก็เห็นเป็นเครื่องฝึกจิต
ให้มีกำลังกล้าแข็งมากขึ้น
ตรงนี้มันก็จะเกิดกำลังใจ

และก็เกิดความมีแก่ใจว่า เวลาที่โดนกดดันมา เราเห็นความกดดันหรือเปล่า หรือว่ายอมรับ เปิดประตูให้ความกดดันเข้ามากระทำตรงๆ สังเกตจิตสังเกตใจตัวเอง  ส่วนใหญ่นะ
..เวลาที่ไปเจอโลภะ โทสะ โมหะแรงๆของคนอื่น เข้ามากระแทก มากระทบ  ใจเรามันจะเปิดประตูรับ มันจะเหมือนกับรู้สึกว่าหนีไปไหนไม่ได้

ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีใจแบบนักสู้ คือบอกว่าโอเค เข้ามาเนี่ยมันไม่มีทางที่จะหนีไปไหนแล้ว  โจทย์คือว่า เราจะตั้งป้อมสู้อย่างไร? คนส่วนใหญ่ตั้งป้อมสู้ด้วยอาการเกร็งกำลังภายใน  มันฮึด..เหมือนกับในหนังจีนกำลังภายในที่เบ่งกล้ามเนื้อออกมาให้เค้าทุบตี  ซึ่งอาการแบบนั้นมันไม่ใช่การสู้แบบนักเจริญสติที่ฉลาด สิบวินาทีแรก ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเกินสิบวินาที เกินนาทีขึ้นไปเนี่ย ถือว่าไม่ฉลาดแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีใครมาพูด ทั้งๆที่มันไม่ได้มีเรื่องด่วน เรื่องร้าย แต่คำพูดของเค้ามันร้อน มันกระแทกและทำให้เราเกิดโทสะ มันมีอาการน้ำเสียงแข็งๆ ห้วนๆ หรือว่าจะมาสั่ง เหมือนกับเจ้านายจิกหัวใช้ข้าทาสอะไรแบบนั้น  สิบวินาทีแรก มันไม่มีใครไม่โกรธหรอก มันต้องเกิดความรู้สึกที่มันรุนแรง สวนกลับไปเป็นกิริยา อันนั้นเป็นธรรมดา ถ้าเราอดกลั้นไว้ไม่มีอาการสะบัด ไม่มีอาการฟึดฟัด อันนั้นเรียกว่าโอเค แต่ถ้าเกินสิบวินาที แล้วเรายังมีอาการฟึดฟัดๆอยู่ ฮึดฮัดอยู่ข้างใน อันนี้เรียกว่า ไม่ฉลาดแล้ว

สิบวินาทีแรก
ถ้ามันฮึดฮัดฟึดฟัด เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ถัดจากนั้นไป ถ้าเราเจริญสติมาจริง
มันต้องเริ่มมีอาการสังเกตเข้ามาข้างในแล้ว


ว่า เออนี่ ลักษณะฟึดฟัดมันไปถึงไหนแล้ว มันลามมาถึงร่างกาย หรือว่ามีอาการมืดทั่วทั้งใบหน้าหรือเปล่า มีอาการร้อนทั่วทั้งตัวหรือเปล่า และในอาการรู้สึกถึงภาวะทางกาย เรามีอาการสังเกตอยู่ด้วยไหมว่า อาการดังกล่าวเนี่ย มันลดระดับลง หรือว่าเพิ่มระดับขึ้นมา หรือว่าเท่าเดิม ถ้าหากว่าสังเกตอยู่ถึงความไม่เที่ยง ถึงความไม่เท่าเดิม นี่เรียกว่าฉลาด นี่เรียกว่าแม่นในหลักการ นี่เรียกว่าสติของเรา อย่างน้อยนะ..มันเจริญขึ้น

ทุกครั้งที่โกรธนะ
ถ้าดูเข้ามาในความไม่เท่าเดิม
นั่นคือความก้าวหน้าขึ้นแล้ว
นั่นคือความเจริญงอกงามขึ้นแล้วของสติ  

แต่ถ้าหากว่า มีอาการกระทบกระทั่งขึ้นมา
แล้วเราดูอยู่นั่นแหละ เฝ้าดูอยู่นั่นแหละ
จดจ้องอยู่นั่นแหละ รู้นะว่าโกรธ รู้นะว่าโกรธ
นี่มันไม่ฉลาดแล้ว มันจะไม่เห็นอะไรเลย!


โดยอาการที่ถูกต้องของจิตเนี่ย จริงๆแล้วมันต้องสักแต่รู้แหละ แต่ว่าโดยในทางการปฏิบัติจริงของคนทั่วไป มันมีแต่อาการท่อง..ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่ารู้ รู้ไปเฉยๆ แต่อาการของจิตมันไม่ใช่รู้ มันมีแต่อาการท่องจำเอา! มันมีแต่อาการบริกรรมเอา! ฉะนั้นดูตัวนี้แหละ ไม่ว่ามันจะมีพลังกระทบกระแทกเข้ามา กี่ครั้งกี่หนก็แล้วแต่ ถ้าหากเรารู้ว่า เออ จิตของเรามันสะเทือนตามไปด้วยอย่างไร เค้ามืดมา เรามืดตาม

แน่นอนมันยังไม่แข็งแกร่งพอ
มันยังไม่ได้มีจิตที่กว้างใหญ่มากพอ
ที่จะมีอิทธิพลต่อจิตภายนอก
จิตภายนอก
ยังมีอิทธิพลต่อจิตของเรามากกว่า!

..เราก็เห็นไป ด้วยอาการยอมรับตามจริง’ 
ด้วยอาการสังเกตเห็นว่า
สิ่งที่เป็นปฏิกิริยาทางใจของเราเนี่ย

มันเป็นลบตามเค้า
และอาการลบนั้น
แสดงความไม่เที่ยงอยู่ 
ตรงนี้แหละ ที่มันจะแก้ครอบจักรวาล!




วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ยอมรับความจริงอย่างไร ถึงจะยอมรับได้จริงๆ

ถามสวัสดีครับพี่ตุลย์ ช่วงนี้คือแบบตอนนี้เห็นโลกเป็นทุกข์ อะไรๆก็เหมือนจะไร้สาระและจิตมันก็เป็นทุกข์ จิต มันไม่เป็นกลางกับสภาวะ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/Yq0J41vz-lM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
การยอมรับภาวะทางใจ
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก

ดังตฤณ: 
จิตของคุณ มันเหมือนมีความไม่พอใจในตัวเองอยู่ลึกๆ ตอนนี้จริงๆแล้วมันมีความพอใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะแล้ว อย่างเมื่อกี้เพิ่งนั่งสมาธิไป อย่างตอนนี้ถ้าพูดถึงภาวะทางใจในปัจจุบัน มันก็เหมือนมีความพอใจอยู่พอสมควร เพียงแต่ว่าเราเล่าถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต  ก่อนที่จะมาเข้าห้องนี้ หรือว่าก่อนที่เราจะมีความรู้สึกว่า เออ..เข้ามาอยู่กับภาวะยอมรับ อย่างนี้เรียกว่าภาวะที่ยอมรับได้ว่า มันจะสุขก็ช่าง มันจะทุกข์ก็ช่าง แต่ก่อนหน้านี้มันยอมรับไม่ได้ คือมันดิ้นรนกระสับกระส่ายอยู่ จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยข้างหลังก็ไม่ได้ จะอยู่กับที่มันก็รู้สึกกระสับกระส่าย จำไว้ว่า ตัวความไม่พอใจ มันเป็นขั้วตรงข้ามกันกับ ความสามารถในการยอมรับ

ถ้าเมื่อไหร่เกิดความทุกข์ เกิดความกระวนกระวาย เกิดความรู้สึกว่า ภาวะทั้งหลายนี้เราไม่อยากเอา แต่ก็พ้นไปไม่ได้ ตัวนี้เรียกว่า ความไม่พอใจ

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม เราสามารถเห็นความไม่พอใจ เห็นภาวะกระสับกระส่าย เห็นภาวะที่จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยไปข้างหลังก็ไม่ได้ อยู่กับปัจจุบันมันก็กระสับกระส่าย ตัวที่เห็นอยู่นี้เรียกว่า ตัวยอมรับ ยอมรับว่ามันกระสับกระส่ายอยู่ และไปไหนไม่รอด  
ตัวยอมรับว่ามันกระสับกระส่ายอยู่และไปไหนไม่รอด ตัวนี้แหละคือ ตัวปัญญา  เป็นปัญญาอ่อนๆ คือ จุดเริ่มต้นของสติที่เห็นเข้ามาในภาวะปัจจุบันว่า จิตกำลังกระสับกระส่ายฟุ้งซ่าน เมื่อจิตมีอาการฟุ้งซ่านให้เห็นได้ และเราสามารถที่จะยอมรับได้ ความฟุ้งซ่านนั้นก็แปรปรวนไป แสดงความไม่เที่ยง แสดงความไม่เท่าระดับเดิม

ส่วนใหญ่
เนี่ยจะเจริญสติกันมากี่ปีๆ
มันก็จะไม่แม่นกัน มันจะจำตรงนี้กันไม่ได้!

หลักการสำคัญเลย
มันไม่ใช่ดูให้เห็นอะไรอย่างหนึ่งอย่างเดียวนะ
แต่ต้องสังเกตด้วยว่า อะไรอย่างนั้น
มันแสดงความไม่เท่าเดิมอยู่หรือเปล่า

อย่างเช่น ความกระสับกระส่าย ความรู้สึกไม่อยากจะยอมรับแม้ภาวะอันเป็นปัจจุบัน คือมันเกิดขึ้นกับคนที่เจริญสติกันมาทั้งนั้นแหละ รู้สึกเหมือนกับว่า เรานี่น่าสงสาร ถูกโลกบีบคั้น จริงๆบางทีไม่มีใครมาทำอะไรหรอก เราทำของเราเอง จิตมันทำของมันเอง แล้วก็รู้สึกสงสารตัวเอง รู้สึกว่าไปไหนก็ไม่รอด ต้องติดบ่วงคนโน้น ติดบ่วงคนนี้ เราสงสารคนโน้น เราสงสารคนนี้ แท้ที่จริงมันสงสารตัวเองนั่นแหละ

ความสงสารตัวเอง
ความรู้สึกกระสับกระส่าย

มันจะเป็นศัตรู
มันจะเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างยิ่งเลยกับ
ความสามารถในการยอมรับ

สภาพที่มันเกิดขึ้นตามจริง

พอมันยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้
แล้วจะเอาอะไรมาสังเกต ความไม่เที่ยง
 
ที่มันกำลังปรากฏเด่นอยู่ในปัจจุบัน
มันไม่มีทาง!

แต่ถ้าหากเราเริ่มต้นขึ้นมา มีอาการยอมรับได้ ยอมรับสภาพที่มันกำลังกระสับกระส่าย กำลังว้าวุ่น กำลังสงสารตัวเองอยู่นั่นแหละ  เกิดความรู้สึกว่า เออ..มันดิ้นๆๆอยู่ เหมือนเด็กกำลังพยายามยื้อของเล่น จะเรียกร้องเอาอะไรอย่างหนึ่งให้ได้  เอาอะไร..จริงๆก็ไม่รู้ พอเห็นอาการอย่างนี้ปุ๊บ มันเกิดความสะเทือนขึ้นมาว่า เออ ภาวะแบบนี้มันเป็นแค่ภาวะหลอก เป็นแค่ภาวะปรุงแต่งไป ไม่เห็นมีอะไร แล้วมันก็จะได้มีแก่ใจสังเกตนะ

พระพุทธเจ้าให้เครื่องสังเกตมาง่ายๆเลย ที่หายใจเข้า หายใจออก อยู่ปัจจุบันนี้ มันมีความสงสารตัวเองมันมีความกระสับกระส่ายอยู่ เราก็ดูภาวะไปว่า..

การหายใจครั้งต่อไป
ภาวะสงสารตัวเอง หรือภาวะกระสับกระส่าย
มันยังอยู่หรือเปล่า?
ถ้ามันยังอยู่ ก็ยอมรับว่ามันยังอยู่  
และเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ

อาศัยลมหายใจเป็นเครื่องสังเกต เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องแบ่งว่า ภาวะที่มันเคยเกิดขึ้น ที่มันเห็นตั้งแต่แรกว่ามันมีความเข้มข้นแค่ไหน มันแปรปรวนไปแล้วหรือยัง เราไม่ใช่ไปจ้องลมหายใจเป็นหลักนะ เรารู้สึกถึงลมหายใจเป็นรอง

เหมือนกับให้ลมหายใจ
มันเป็นแบ็คกราวน์ (
background)
 
แต่อาการที่มันสงสารตัวเอง
อาการที่มันกระสับกระส่าย
เป็นโฟร์กราวน์ (
foreground)
 
ไม่งั้นเราจะรู้สึกเหมือนกับว่า เออนี่..กำลังดูความกระสับกระส่าย แต่จริงๆไม่ได้ดูหรอก ไปช่วยมันปรุงแต่งต่างหาก!

หลายคนนะ
พอเกิดความกระสับกระส่าย เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา
ไปท่องอยู่แต่คำว่า
เออ รู้ความฟุ้งซ่าน สักแต่รู้ไป
ท่องอยู่อย่างนี้
ท่องถูก แต่ว่าอาการทางใจมันไม่ถูก
คือเราไปให้ความร่วมมือกับมันโดยไม่รู้ตัว
!

เพราะว่าอย่างที่ผมบอกแต่แรกว่าความสงสารตัวเอง ความกระสับกระส่าย มันเป็นตรงกันข้ามอย่างยิ่งกับอาการเราจะไปยอมรับสภาพตรงนั้น  แต่ถ้าหากว่า เราเอาลมหายใจเข้ามาช่วยเป็นแบ็คกราวน์ (background)  ดูว่าครั้งนี้กับอีกครั้งหนึ่ง มันมีระดับความกระสับกระส่ายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่สนใจว่ามันจะเพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงนะ สนใจแต่ว่ามันเท่าเดิมหรือเปล่า

ท่องไว้เลยว่า
ถ้าหากเราสามารถเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งใด
สิ่งนั้นมันจะครอบงำเราไม่ได้
มันจะทำให้เราเกิดอุปาทานว่ามันเป็นเราไม่ได้

ถ้าหากว่าความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย ความสงสารตัวเอง มันแสดงความไม่เที่ยงอยู่ ความสงสารตัวเอง..มันจะไม่สามารถทำให้เราเชื่อว่ามันคือตัวเรา ตรงกันข้าม..มันจะแสดงตัวเอง มันโชว์ตัวเองชัดเลยว่า เนี่ย มันแค่อาการปรุงแต่ง เป็นส่วนเกินไปแป๊บนึง แป๊บนึงมันก็หายไป มันก็จางลง กลายเป็นความรู้สึกเป็นอิสระจากความสงสารตัวเอง

ทีนี้คุณก็ลองดูว่า ภาวะนี้มันเกาะติดเรามาอยู่เรื่อยๆแหละ มันไปเริ่มต้นจากตรงไหนก็ช่างเถอะ แต่ว่าตอนนี้มันน้อยลงแล้ว มันน้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่มันก็ยังอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เรารู้สึกว่าโลกน่าเบื่อ โลกเป็นสิ่งบีบคั้น โลกเป็นทุกข์ โลกเป็นอะไรที่มันไม่น่าอยู่ เกิดความอึดอัด เกิดความทรมานใจขึ้นมา

ตามหลักการในเวทนานุปัสสนา พระพุทธเจ้าให้ดูทุกขเวทนา อันเกิดจากความอยากจะพ้นไป แต่พ้นไม่ได้ หลักการดูทุกขเวทนาเป็นอย่างไร..ดูว่ามันไม่เท่าเดิม

พระพุทธเจ้าท่านสอนชัดเจนนะ
บอกว่าถ้าอยากจะดูทุกขเวทนา
อยากจะดูสุขเวทนา
ให้มนสิการอานาปานสติให้ดี
ก็คือให้ดูว่าแต่ละลมหายใจ
มันมีทุกขเวทนาอยู่เท่าเดิมหรือเปล่า

ถ้าเราได้ข้อสังเกต ได้จุดสังเกตอย่างนี้ มันมีความชัดเจนเลยว่าหลักการปฏิบัติที่เหลือ มันจะเป็นไปเพื่อเห็นทุกขเวทนาแสดงความไม่เที่ยงแน่ๆ

แต่ที่ผ่านมาพอเกิดทุกขเวทนาแล้ว มันมีอาการดิ้นรน มันเหมือนกับเราจะบอกตัวเองว่า เออ..ให้ดูมันไป แต่อีกใจหนึ่งมันไม่อยากดู ตัวนั้นมันคืออาการที่ว่า เราถูกครอบงำ เราถูกครองอยู่ด้วยความกระสับกระส่าย และก็นิสัยสงสารตัวเองแบบเดิมๆ มันกลับเข้ามามีส่วนร่วม ถึงแม้ว่ามันจะเบาบางลงไปแล้ว แต่เวลาที่มันมีความทุกข์แก่กล้าขึ้นมาจริงๆเนี่ย อาการสงสารตัวเองมันจะเข้ามาให้ความร่วมมือ มาสมทบทันที ไม่ว่าใคร..ไม่ว่าจะชายจะหญิงเนี่ยนะ โรคสงสารตัวเอง มันเกิดขึ้นได้เสมอเวลาที่ทุกขเวทนามันมีกำลังแก่กล้า  ฉะนั้นเครื่องมือที่เราจะใช้รบกับมัน ก็คืออานาปานสตินั่นเองนะ   

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รู้สึกจิตสะอาด ว่าง หลุดพ้นชั่วขณะ

ลักษณะของพุทธิปัญญาและพุทธิจิต
ถาม : รู้สึกจิตสะอาด ว่าง หลุดพ้นชั่วขณะ  ควรภาวนาต่ออย่างไร? (ไม่มีเสียงคำถาม)

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/WFNAq9KXqTU
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
เมื่อกี๊ตอนที่รู้สึกว่าจิตสะอาด ว่าง อันนั้นเป็นตัวอย่างของพุทธิปัญญาอย่างหนึ่ง ที่รู้สึกว่ามันไม่มีมโนภาพ ไม่มีอะไร มันมีแต่ความเห็นว่า เออ..ลมหายใจมันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ คือตัวที่มันเป็นสมถะเนี่ยหมายความว่าไม่มีกิเลส แต่ตัวที่เห็นอยู่ว่าลมหายใจกำลังแสดงความไม่เที่ยงอย่างนี้คือปัญญา อย่างนี้คือวิปัสสนา มันเป็นจุดเริ่มต้น เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญวิปัสสนา มันก็คือเริ่มมาจากจุดอะไรที่มันเห็นได้ง่ายๆอย่างนี้แหละ

พอเรามีตัวอย่างของพุทธิปัญญาหรือพุทธิจิต คือสว่างเนี่ย มันเป็นแค่อาการผิวนอก ผิวนอกของปัญญา มันไม่ใช่ตัวปัญญา คือจริงๆแล้ว ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสนะ ที่เป็นปัญญาแท้จริงคือความสว่าง แต่ว่ามันเป็นปลายทาง ต้นทางคือเราเห็น กำลังเห็นอยู่ว่า อนิจจังแสดงตัว แล้วเราก็ไม่เกิดมโนภาพ อย่างเมื่อกี๊นี้จะรู้สึกว่าใจมันสะอาด เราดูกันที่ความว่างเนี่ยว่างจากอะไร ว่างจากความรู้สึกปรุงแต่ง ว่างจากอาการยึดมั่นถือมันว่าจะต้องเป็นเรา จะต้องเป็นเขาอะไรต่างๆ

ลักษณะของจิตแบบนี้ตอนทำเองเกิดขึ้นบ่อยไหม

ถาม : ก็บ่อยครับ บางทีเริ่มต้นมาก็เกิด แต่ถ้าตั้งใจทำ จงใจทำมันก็ไม่เกิดครับ

ดังตฤณ: 
ถ้าจงใจก็อปปี้หรือจงใจที่จะเข้าถึงภาวะนั้นเนี่ย มันก็ไม่ใช่พุทธิปัญญาตั้งแต่เริ่ม ถ้าก้าวแรกไม่ใช่พุทธิปัญญา โอกาสที่มันจะเป็นพุทธิปัญญาจะยาก

ลักษณะของพุทธิปัญญา
จำไว้เลย คือ
ไม่คาดหวัง
แต่ยอมรับตามจริงตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้าก้าวแรกเราไม่คาดหวัง ยอมรับตามจริงไป นั่นมันจะมีโอกาสสเต็บบายสเต็บ (step by step) ไปเรื่อยๆ

แบบเมื่อกี้นี้ ขึ้นต้นมาเนี่ยมันไม่ได้เจาะจง แต่ก่อนจำได้ ตอนมาแรกๆ มันจะคาดหวังต่างๆนานา มันจะเอาให้ได้เดี๋ยวนี้ จะเอาทั้งสมถะ จะเอาทั้งวิปัสสนา จะเอาทั้งมรรคผลให้ได้เดี๋ยวนี้ มันกลายเป็นความอยากครอบงำจิตใจไปหมด มันไม่มีตัวยอมรับเลย มันไม่มีตัวเห็นความจริง มันมีแต่เห็นตัวหลอก ตัวที่มันอยากไปต่างๆนานา แล้วก็จะไปยึดอยู่ตรงนั้น ไปยึดอยู่แค่นั้น

ถาม : แล้วจะไปต่อยังไงดีครับ

ดังตฤณ: 
ถึงตรงนี้ เวลาอยู่ระหว่างวัน บางทีมันจะรู้สึกว่างขึ้นมาเองอยู่แล้ว อันนี้คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิในแบบอานาปานสติของพระพุทธเจ้า คือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งได้ในขณะที่หลับตา เวลาที่อยู่ในระหว่างวัน บางทีมันก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาเองว่า เออ..มันว่างไป แต่ถ้าหากว่างโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันก็อาจจะหายไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นกัน

เราต้องมีสติไว้ล่วงหน้า ดูไว้ล่วงหน้าว่า
ขณะนี้จิตมันว่างไปชั่วคราว
ว่างจากความรู้สึกยึดมั่นถือมัน
ว่างจากตัวตน

เราก็ต้องดูต่อว่า
อาการที่มันไม่ว่างแล้ว
มันกลับมาเมื่อไหร่
มันจะกลับมาตอนที่เราเผลอนั่นล่ะ
ตอนที่เราไม่รู้นั่นล่ะ

ทีนี้มันต้องมีจุดสังเกต ถ้าหากว่าไม่มีจุดสังเกต มันก็เหมือนกับหลุดแล้วหลุดเลย จุดสังเกตง่ายๆก็คือ ถามตัวเองว่าในขณะที่เรากำลังทำงานกัน เวลาที่มันเกิดความรู้สึกว่างขึ้นมา อันนี้พูดถึงคนที่มีประสบการณ์แบบนี้นะ คือพอทำอานาปานสติไป อันนี้ย้ำนิดหนึ่งนะ ทำอานาปานสติไปแล้วเกิดความรู้สึกว่าได้ผล เกิดความรู้สึกว่าใจมันสะอาด มันแห้งจากความรู้สึกในตัวตนขึ้นมาได้ชั่วขณะ

ในระหว่างวันมันจะมีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ให้บอกตัวเอง ช่วงแรกๆต้องบอกตัวเองว่าอย่างนี้เรียกว่าจิตหลุดพ้นชั่วขณะ หลุดพ้นจากอุปาทานชั่วขณะ เพราะเห็นอยู่ รู้อยู่ว่า อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องดับลงเป็นธรรมดา ตัวนี้แหละที่มันเรียกว่าพุทธิปัญญา

เมื่อเราสามารถจำแนกได้ว่าจิตแบบนี
จิตที่มันแห้งสบายแบบนี้เนี่ย
ไม่ใช่จิตที่ยึดมั่นถือมั่น
เป็นจิตหลุดพ้นชั่วคราว
เมื่อเกิดความยึดมั่นขึ้นมาในขณะจิตหลังจากนั้น
มันจะเปรียบเทียบได้ถูก
มันจะรู้สึกว่ามีมโนภาพ
มีความยึดมั่นถือมั่น
มีความฟุ้งซ่าน หรือว่า
ปรุงแต่งเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา

ช่วงแรกๆมันจะรู้สึกว่าดูไปไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ เมื่อเกิดการเปรียบเทียบว่าจิตแบบนี้แห้งสบาย จิตแบบนี้ยึดมั่นถือมั่น กลับมารู้สึกสกปรกได้อีก ตอนแรกมันจะไม่เกิดอะไรขึ้น มันมีแค่การเปรียบเทียบวูบๆวาบๆ แต่ถ้าเปรียบเทียบบ่อยจริงๆ มันจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความแห้งสะอาดจากอุปาทานบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

เข้าใจไหม ตอนแรกมันไม่ค่อยมี มันอาจจะเกิดขึ้นแบบฟลุคๆ มันอาจจะเกิดขึ้นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่พอเราสังเกตว่าจิตแบบนี้แห้งสบาย จิตแบบนี้มันกลับมาหมักหมมได้ใหม่ จิตแบบนี้ไม่ยึดมั่นถือมั่น เปิดออก จิตแบบนี้กลับมายึด พอสังเกต ไอ้ตัวการสังเกตนั่นแหละที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่างขึ้นมาได้บ่อยๆ แล้วว่างเนี่ยมันจะมีว่างหลายแบบ ว่างแบบนาน ว่างแบบเหมือนกับไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร มีสติอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาหลายนาที กับว่างขึ้นมาแค่ปุ๊บเดียว แล้วมันก็หายไป เนี่ยลองสังเกตอยู่อย่างนี้ แค่สังเกตอยู่อย่างนี้เรียกว่าเห็นความจริงทางจิต ที่บางครั้งมันก็หลุดพ้นชั่วขณะ บางครั้งมันก็กลับมายึดใหม่ กลายเป็นความปรุงแต่งแบบเดิมๆ

อันนี้พูดเฉพาะกรณีนิดหนึ่ง เพราะว่าเห็นทำได้ก็เลยพูดอย่างนี้ แต่ว่าคนทั่วไปไม่ใช่อยู่ๆ จิตมันจะเกิดความว่างความสะอาดขึ้นมา เมื่อกี้เท่าที่ดูหลายคนทำได้ละ น่าจะหลายคนที่ทำมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็ดี ของเราก็ก้าวหน้าขึ้นละ ถ้าหากไปทำอานาปานสติแบบที่ผมไกด์ (guide) ไปบ่อยๆแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าระหว่างวัน อยู่ๆจิตมันเกิดความปล่อยวาง เกิดความคลาย เกิดความรู้สึกไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา

ขอให้สังเกตดูอย่างกรณีที่ผมพูดไปก็แล้วกัน ของเราเมื่อกี้มันก็มีช่วงที่มันแห้งไปบ้าง แต่มันก็มีความปรุงแต่ง เพราะจิตเดิมของเราเดิมมันปรุงแต่งมาก แต่นี่น้อยลงเยอะนะ คือน้อยลงกว่าที่เจอคราวแรกน่ะ คราวแรกนี่มันเต็มไปด้วยความปรุงแต่งมั่วไปหมดเลย เหมือนกับเราเป็นพวกปรุงแต่งแล้วยึดแรง

แต่อย่างเมื่อกี้จะรู้สึกได้ถึงอะไรที่มันสลับกัน ระหว่างปล่อยกับกลับมายึด พอปล่อยมันปล่อยแป๊บเดียวแล้วก็กลับมายึด เสร็จแล้วพอมาดูลม มันก็เหมือนกับปล่อยได้อีก อย่างนี้ดีเหมือนกัน มันมีข้อดีตรงที่ว่าเราสามารถสังเกตเห็นข้อแตกต่าง ระหว่างจิตที่ยึดกับจิตที่ปล่อยชั่วคราวชั่วขณะ ถ้าหากว่ามันปล่อยนานเกินไปบางทีเราก็ไม่รู้จะดูอะไร แต่ถ้ามันปรุงแต่ง มีอาการยึดมั่นถือมั่นตลอดเวลา ก็ไม่รู้จะสังเกตข้อเปรียบเทียบแตกต่าง ระหว่างจิตแบบหนึ่งกับอีกแบบหนึ่งได้ยังไง การที่มันมีสลับๆกันในช่วงต้นๆเนี่ย ของเราก็ทำมานานแล้วล่ะ

คือเราก็ดูไปเรื่อยๆน่ะนะ แต่เป็นการดูที่อาจจะค่อยๆเอาวิธีการปรุงแต่งจิตแบบเก่าๆออกไปเยอะพอสมควรแล้ว ดูตรงนี้แหละที่มันมีการปรุงแต่ง ยึดมั่นถือมันเหมือนมีตัวเรา เหมือนมีมโนภาพอะไรแบบหนึ่ง อย่างเมื่อกี้ที่มีมโนภาพขึ้นมา พอมองเห็นความแตกต่างไหม ระหว่างไม่มีมโนภาพกับมีมโนภาพ นึกออกใช่ไหม เพราะมันชัด ตอนที่มันไม่มีมโนภาพน่ะ มันว่างไปแป๊บหนึ่ง แล้วมันกลับมามีมโนภาพใหม่ มันมีความรู้สึกว่าเนี่ยเรา มีตัวเรา มีความคิดนำขึ้นมา คิดแบบฟุ้งๆ ยุ่งๆ แล้วก็มีตัวตนแบบหนึ่งที่เรารู้สึกว่านั่นแหละ คือมโนภาพของเรา แล้วพอกลับมาดูลมหายใจใหม่แป๊บนึงมันก็จะกลับมาว่าง เวลาสังเกตเนี่ยในชีวิตประจำวันก็สามารถสังเกตแบบนี้ได้เหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ที่มาของนิยายและชื่อตัวละคร กรรมพยากรณ์ (ดังตฤณ)

ถาม : แก่นของเรื่องเกี่ยวกับ เลือกเกิดใหม่ล่ะคะ ต้องการที่จะเน้นว่ากรรมที่เราทำอยู่ตอนนี้มันจะเป็นแรงส่งไปเป็นผลกระทบในภายภาคหน้าใช่ไหมคะ?

ดังตฤณ: 
มันมีหลายชั้นอยู่ในเลือกเกิดใหม่คือว่าทำปุ๊บได้ปั๊บก็มี ทำแล้วต้องรอการเผล็ดผลก็มี ทำแล้วต้องตายซะก่อนถึงจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็มี

ตอน เลือกเกิดใหม่มีความหมายมีนิยามที่ครอบคลุมทั้งเกิดใหม่ในปัจจุบันและก็เกิดใหม่ในแบบที่ร่างกายนี้มันแตกไปแล้วด้วย


ถาม : ไม่ทราบว่าวิเคราะห์ถูกหรือเปล่านะคะ อย่างณชเลเนี่ย เขาก็ปฏิบัติก็ดีอยู่แล้ว พูดก็ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการเลือกเกิดใหม่ของเขาเป็นทางความคิด เป็นมโนกรรมของเขา ใช่หรือเปล่าคะ?


ดังตฤณ: 
ตัวที่เป็นการเลือกเกิดใหม่จริงๆ เลย มีอยู่ 2 ตัวที่เป็นหลักจริงๆ คือพฤหัส กับอเวรา แล้วก็จองฤกษ์ด้วย ส่วนตัวอื่นเป็นตัวซับพอร์ท(เสริม) ส่วนณชเลเนี่ย เหมือนเขาดีของเขาอยู่แล้ว จะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เขาไม่ต้องเลือกเกิดใหม่ เขาอยู่ในที่ๆ ดีอยู่แล้ว อยู่ในภาวะที่ดีอยู่แล้ว แล้วก็ในขั้นสุดท้ายแค่คิดว่า เออ...แม้แต่ยังดีที่รู้สึกว่าคนอื่นมองว่าเขาดีที่สุดอยู่แล้วนั้น เขารู้สึกว่าเขายังดีไม่พอ มันมียิ่งกว่าดีอยู่ให้ไปให้ถึง อย่างฉากสุดท้าย จะจบด้วยการพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน ด้วยการนั่งไปในรถยนต์ มันก็เป็นสัญลักษณ์แทนอย่างหนึ่งของการเดินทางไปร่วมกัน แล้วก็พุ่งไปสู่เป้าหมายที่มันชัดเจนขึ้น ตรงนี้มันเหมือนกับฉากเหตุการณ์ที่หย่อนไว้ แล้วก็ให้เข้าไปอยู่ในใจคนอ่านเองว่าตอนจบมันเป็นการเดินทางไปร่วมกัน แล้วก็มีความสามารถที่จะร่วมกันร่วมมือกันสร้างพาหนะไปสู่ที่หมายเดียวกัน คือต่อให้คิดว่าจะอยู่ร่วมกันฉันชายหญิงเนี่ย มันก็มีเป้าหมายอะไรที่ดีกว่าการอยู่ร่วมกันเฉยๆได้


ถาม : อย่างจองฤกษ์เนี่ย ทำไมคุณดังตฤณถึงเลือกใช้ชื่อนี้คะ?

ดังตฤณ:
อันที่จริงก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่หรอก แค่จะคิดชื่อให้มันดูเหมาะกับคาแรกเตอร์ ที่ออกจะมีอาการจองหอง คำว่า "จอง" นี่บางทีมันก็ไม่ได้มีความหมายตรงๆ หรอก แต่คำว่า "จองฤกษ์" พอใครเห็น ในส่วนลึกมันจะไปนึกถึงคำๆ นี้ได้ อย่างจองหองอะไรเนี่ย เพราะมันไปผูกกับคาแรกเตอร์ของจองฤกษ์ที่มีความยโสโอหัง หรือว่าความมีอีโก้(อัตตา)สูง มีความรู้ความสามารถแล้วดูถูกคนอื่น แต่ว่าคำว่าจองฤกษ์เนี่ยจะคิดว่าเป็นความหมายที่ดีก็ได้ คือว่า เมื่อไหร่ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อไหร่ที่คิดจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เราก็จองฤกษ์ของเราด้วยตัวเราเอง เพราะว่าคาแรกเตอร์จองฤกษ์ก็คือว่าอะไรๆ เนี่ยะเขาคิดได้เอง ขอให้มีแรงบันดาลใจเท่านั้นเอง ส่วนว่าเขาจะทำอย่างไร เลือกเวลาอะไรแบบไหนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเขาเป็นคนกำหนด


ถาม : แล้วอย่างณชเล แปลว่าอะไรหรือคะ?

ดังตฤณ:
"ณชเล" ก็คือ ที่ทะเล นั่นเอง "ชเล" แปลว่าทะเล "ณชเล" ก็คือ ณ, ที่, อยู่ตรงที่ทะเล อันนี้ไปอ่านปณิธาณกวีของอังคาร กัลป์ยาณพงษ์ แล้วมันมีคำหนึ่งที่ใช้ในโคลงสี่ ท่านอังคารพูดถึงคำว่า "ณชเล" คือไม่ได้เป็นคำติดกันนะ ณ เว้นวรรค ชเล ก็รู้สึกว่าเป็นคำที่สวยดี ชื่อมันก็ทำให้เกิดความรู้สึก เหมือนกับผู้หญิงใสๆ เด็กผู้หญิงใสๆ ได้ สิ่งที่ชื่อแต่ละชื่อจะมีความหมายว่าเด็กคนนี้เนี่ย ถ้าคนอ่านรู้ความหมาย คือพี่พูดถึงความหมายของ ณชเล ในเรื่อง ว่าหมายถึงอยู่ที่ทะเล เกิดที่ทะเล ก็จะทำให้นึกถึงจิตของณชเล ที่เปิดกว้างเหมือนคนยืนดูทะเลอยู่ได้ ถ้าหากว่าคาแรกเตอร์ของณชเลเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วด้วย คือมีใจที่เปิดกว้าง ให้ทาน มีความรู้สึกอยากให้ มีความรู้สึกอยากเสียสละ พูดง่ายๆ ว่าใจกว้าง เป็นคนใจกว้าง มันก็เหมือนกับทะเล แล้วพอนึกถึงคำว่า ณชเล ก็จะมีทั้งภาพที่ตัวอักษรตัวชื่อก็มีความไพเราะด้วย มันก็นึกถึงเด็กใสๆที่รู้สึกเลยว่าน่ารัก แล้วก็ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะนึกถึงใจที่มันกว้างขวางเปรียบเหมือนทะเลด้วย คือเหมือนยืนอยู่ที่ทะเลแล้วใจกว้าง


ถาม : แล้วอย่าง พฤหัส”  "มาวันทา" และ "ลานดาว" ล่ะคะ?

ดังตฤณ:
พฤหัสมาจากความรู้ความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าคนเกิดวันพฤหัสเนี่ยจะเป็นพวกที่ซื่อสัตย์ ไม่เจ้าชู้ แต่ว่าจะตั้งให้มันขัดแย้งกันซะอย่างนั้น มันไม่จำเป็นว่าเกิดวันไหนตามดวงแล้วจะต้องเป็นคนแบบนั้น มันมีคำพูดคำหนึ่งในคำพูดของพฤหัสก็คือว่า คนเกิดวันพฤหัสเนี่ยจะซื่อ จะจริงใจ จะรักเดียวใจเดียวอะไรอย่างนี้ พฤหัสจะพูดด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งนั่นน่ะมันเป็นตามหลัก แต่ว่าของจริงมันจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จริงๆแล้วคนจะเกิดวันอะไรก็แล้วแต่ สมมุติว่าเราเชื่อตามหลักการว่าเกิดวันพฤหัสจะเป็นคนซื่อ ก็หมายความว่าในอดีตเขาอาจจะรักเดียวใจเดียวแล้วไม่วอกแว่ก มาลงที่วันแบบนี้ แต่พอใช้ชีวิตใหม่ มันอาจจะมีกิเลสเพราะว่าเห็นตัวเองหล่อ เห็นตัวเองมีเสน่ห์ พอผู้หญิงมาชอบมากๆ ก็เลยกลายเป็นคนเจ้าชู้ไป ค่อยๆ เป็นค่อยๆไป ค่อยๆเปลี่ยน

ส่วน มาวันทาก็มาจากการคิดชื่อว่าจะให้มันเก๋ๆ แล้วก็ดูมีความอ่อนน้อมถ่อมตน วันทาก็ไหว้ มาวันทาก็คือมาไหว้ มันไม่ได้มีสัญลักษณ์พิเศษ

ส่วน ลานดาว” เป็นชื่อที่คิดได้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่งเพลงไว้ชื่อเพลงลานดาว ช่วงนั้นชอบไปฝันเฟื่องกับเพื่อน เวลาคุยกับเพื่อนที่บ้านบางทีก็จะดูดาว แล้วก็วาดความฝันไปต่างๆนานา ว่าเออ...ผู้หญิงในฝันจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้อะไรต่างๆ แล้วก็ผุดชื่อลานดาวขึ้นมา การมองไปบนฟ้าแล้วเห็นดาวมากๆ เนี่ยมันทำรู้สึกเหมือนกับ ถ้าเป็นผู้หญิงก็หมายความว่า ไม่ใช่เป็นดาวดวงใดดวงหนึ่ง แต่ว่าเป็นดาวทั้งฟ้า ทั้งผืนฟ้าเนี่ย มันทำให้เราฝันถึงผู้หญิง ก็เลยเป็นที่มาของชื่อลานดาว แต่ทีนี้ มันก็มาประกอบกับกรรมพยากรณ์ภาคแรกที่ลงตัวตรงพล๊อตเรื่องที่นางเอกมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้หญิงต้องการ แต่ว่าสิ่งที่ไม่มีก็คือความรู้สึกที่สมใจในเรื่องของความรัก ซึ่งอันนี้เนี่ย ชื่อก็กลายเป็นสัญลักษณ์ไปโดยปริยาย คือถึงแม้ว่าจะเป็นที่ใฝ่ฝันยังไง แต่สิ่งที่เป็นตัวดวงดาวเองก็ไม่ได้สมใจเสมอไป ตรงนั้นเนี่ยคนที่แหงนหน้ามองขึ้นไปจะมองไม่เห็น จะไม่เข้าใจ

ถาม : อย่างอมฤตในเรื่องเขาสามารถสะกดจิต มีความสามารถทางจิต ก็เลยตั้งชื่อว่าเป็นอมฤต?

ดังตฤณ:
อมฤตนี่จริงๆแล้วเป็นชื่อที่จะบอกว่าเป็นรสอมฤต มาจากคำว่ารสอมฤต ซึ่งลานดาวสัมผัสแล้วเหมือนกับ โอย...ได้น้ำทิพย์ชโลม หรือว่าได้กินอะไรที่ไม่เคยกินมาก่อน อร่อยอย่างที่สุดวิเศษอะไรอย่างนี้ละนะ แต่ก็พบในเวลาต่อมาว่าอะไรที่รู้สึกว่าสมใจที่สุดแล้ว มันยังมีรายละเอียดอีก มันยังมีเงื่อนไขอะไรอีก ที่จะกินได้ตลอดไปหรือเปล่า? อันนั้นก็สัญลักษณ์บอกอย่างหนึ่งว่า รสที่นึกว่าเป็นรสอมฤตเนี่ย มันต้องคนที่คู่กับรสตรงนั้นด้วย คือเหมาะที่จะอยู่กับรสตรงนั้นด้วย

ส่วนสรณะก็คือที่พึ่ง แปลว่าที่พึ่ง ซึ่งอันนี้เป็นความหมายของพระโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์จะทำตัวเป็นที่พึ่งให้กับคนอื่น จริงๆ เป็นชื่อที่คิดขึ้นมาว่าจะให้เป็นตัวเอกตัวสุดท้าย ที่แสดงว่าลานดาวเหมาะสมกับคนแบบไหน คือ ภาวะของลานดาวเนี่ยที่เป็นผู้หญิงติดตาม หรือว่าคล้อยตาม หรือว่ายินดีตามพระโพธิสัตว์ ก็คือพูดง่ายๆ ว่าอันนี้มันจะมีเรื่องของความเข้าใจในพุทธศาสนา เกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า ว่าต้องช่วยคน แล้วไม่ใช่ช่วยแบบเอาตัวเข้าไปช่วยอย่างเดียว มันช่วยแบบฉลาดได้ด้วย แล้วก็ที่จะเป็นสรณะหรือว่าที่พึ่งอย่างแท้จริงเนี่ย ต้องมีทั้งความมุ่งมั่น สติปัญญา อุบายอันแยบคาย ตรงนี้แหละตรงที่ลานดาวจะรักได้จริงๆ ก็คือว่าได้ทำบุญร่วมกันมาก่อนด้วย เป็นที่พึ่งของลานดาวมาก่อน เพราะว่าในคำของหมออุปการะมีอยู่ตอนหนึ่งที่บอกว่า ที่เขารวยมาอย่างนี้ รูปร่างหน้าตาดีมาอย่างนี้ ก็เพราะว่าในอดีต เคยอยู่ในครอบครัวที่ดี แล้วก็ทำบุญกันเป็นงานอดิเรกแล้วก็ได้สามีที่มานำทางถูกต้องดี แล้วหนูก็มีความยินดีอยู่กับบุญในแบบนั้นๆมาตลอด

ตรงนี้ถ้าไปบวกกับในช่วงสุดท้าย ก็จะเห็นว่าสรณะนี่เองที่เป็นคู่บุญ แล้วคู่บุญในทางนี้ก็หมายความว่า เป็นผู้ริเริ่ม อย่างบทสุดท้ายจะเห็นว่าสรณะริเริ่มโครงการอะไรเยอะแยะ แล้วก็ลานดาวก็ยินดีด้วยแล้วก็สามารถช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุน คือในที่สุดแล้วทำให้ทานเสมอกัน ศีลเสมอกัน แล้วก็ในส่วนของการภาวนาก็มีเหมือนๆกันด้วย อย่างจะเห็นข้อหนึ่งจริงๆว่าลานดาวเนี่ยมีความสามารถมากมาย แต่ขาดไปข้อหนึ่งก็คือคิดเอง อย่างตอนที่เขาจะเลือกทำอะไรให้ชีวิตตัวเองให้ตัวเองทำอะไรเนี่ย มาวันทาก็เป็นคนคิดให้ นี่ก็เป็นเหตุว่าจริงๆแล้วถ้าหากเรามองนะ ว่าคนเก่งคนมีความสามารถเนี่ยมีอยู่เยอะ แต่ที่คิดเองแล้วมันตรงจุดตรงเป้าเนี่ย บางทีมันมองไม่เห็น มันมองไม่เห็นตนเอง ต้องให้คนอื่นตีให้




ที่มาของนิยายและชื่อตัวละคร ทางนฤพาน (ดังตฤณ)

ถาม : ขออนุญาตถามแก่นของเรื่อง เช่นทางนฤพาน บางคนที่ได้คุยด้วยจะมองว่าเป็นการสื่อของลักษณะนิสัยของพระโพธิสัตว์อย่างเดียวเลย อย่างตนเองตอนที่ได้อ่านจะรู้สึกว่าคำว่าทางนฤพานนอกจากจะสื่อว่าเป็นเส้นทางรวมทั้งบุคลิกของผู้ที่จะเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ยังจะสื่อถึงว่าทางนฤพานมีหลายสายที่จะเลือกเดิน มีทั้งที่เป็นสายตรง ก็คือปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอน กับสายอ้อมก็คือเป็นพระโพธิสัตว์ ใช่อย่างนี้หรือเปล่าคะ?

ดังตฤณ: 
ใช่ ก็คือแต่ละคนแต่ละตัวเนี่ย 
จะเป็นสัญลักษณ์แทนคนแต่ละประเภท 
แต่ที่เรื่องดำเนินไปส่วนใหญ่เป็นบทบาทของเกาทัณฑ์ 
ซึ่งปรารถนาพุทธภูมิ 
ก็เพราะว่าคนทั้งโลกจะสนุกที่สุด 
หรือว่ารับได้ง่ายที่สุดก็จากอะไรแบบนี้ 

คือเวลาคนเขาไปดูหนังดูละครเนี่ย 
มันจะมีพระเอกอยู่ตัวหนึ่ง 
แต่คนทั่วไปไม่สามารถนิยามได้ว่าพระเอกจริงๆ 
ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
เพราะว่าพระเอกบางทีทำตัวชั่วร้ายก็มีแล้วค่อยกลับเป็นดี 
แต่คำว่าดีนั้นสุดยอดหรือปลายทางของความดีอยู่ตรงไหน
ตรงนี้พุทธศาสนาของเรามีคำตอบ
 คือว่าการทำตัวเป็นผู้ยื่นข้อเสนอว่า
จะเป็นเรือพาคนอื่นข้ามทะเลความทุกข์ไปถึงฝั่ง


ถาม : ทำไมคุณดังตฤณใช้ชื่อพระเอกว่าเกาทัณฑ์ที่หมายถึงธนู หรือว่าพุ่งตรงไปสู่เป้าหมายคะ?

ดังตฤณ: 
คำว่าเกาทัณฑ์เนี่ย ก่อนอื่นมันเท่ดี 
แล้วก็ทำให้นึกถึงความเร็ว ความแรง 
ความตรง ความแน่วแน่ 
ที่จะพุ่งไป




วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พ่อดื้อ เอาแต่ใจ ไม่แคร์ความรู้สึกลูก (ดังตฤณวิสัชนา)

ถาม : คุณพ่อใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอดเกือบ ๒๐ ปี แต่ตอนนี้ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ต้องมาอยู่กับลูกๆ
แต่ท่านมีนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อ เชื่อมั่นตัวเองสูง ไม่สนใจความรู้สึกลูก ลูกได้เล่าพฤติกรรมของพ่อให้เพื่อนฟัง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง? จะทำอย่างไร ให้ท่านเข้าใจลูกบ้าง เราควรคิดต่อท่านอย่างไร +ทำไมจึงเป็นอย่างนี้

ดังตฤณ: 
ปัญหาทำนองนี้ไม่มีคำตอบตายตัวครับ
เพราะแนวทางการแก้ปัญหาไม่ใช่ "วิธีการแบบจำเพาะเจาะจง"
แต่เป็น "ศิลปะการใช้ใจเข้าถึงใจ"

ตามแนวทางของพรหมวิหาร ๔
คุณควร "ทำใจ" ไว้ดังนี้

) มีความคิดเมตตา ไม่ใช่หมายถึงเอ็นดูผู้หลักผู้ใหญ่เหมือนเด็กๆ
แต่หมายถึงการที่เราตั้งจิตไว้เป็นสุข ไม่ปล่อยให้จิตจมปลักอยู่กับความโกรธ
และคิดถึงท่านแต่ในทางดี เอาความจริงที่ว่าท่านคือผู้มีพระคุณสูงสุดไว้เป็นที่ตั้ง
เมื่อคิดถึงใครในทางดี เราย่อมมีแต่ความปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข
มีความสบายใจ ไม่มีทุกข์ต้องแบก ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิด

๒) พูดและทำด้วยกรุณา คือทำพร้อมทั้งในขั้นพื้นฐาน
เช่นเลี้ยงดู ซื้อของใช้ หรือทำกิจธุระเล็กใหญ่ให้ท่าน
นอกจากนั้นคือใช้วาจาที่เหมาะสม
ถึงท่านเอาแต่ใจอย่างไรก็มีวาจาที่เกื้อกูล ไม่หักหาญน้ำใจตรงๆ
หากมีโอกาสชวนไปทำบุญให้ร่วมมีจิตใจเยือกเย็นด้วยกันบ้างได้ก็ดี
ข้อนี้คือการทำใจในระดับพร้อมจะส่งคำพูดและการกระทำในทางดีต่อกัน

๓) คิดยินดีในเรื่องที่ชอบที่ควร อย่าขัดคอให้เสียน้ำใจตรงๆ
ถ้าเห็นท่านพูดดีเมื่อใดก็อย่าช้า ให้ทำใจคล้อยตามและสนับสนุนทันที
สั่งสมให้มากแล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตปรับเข้าหากันได้มากอย่างที่อาจคิดไม่ถึง
ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิด คำพูด และการกระทำที่คล้อยตามกันในทางดี

๔) คิดวางอุเบกขา ในจังหวะที่ไม่ทราบจะปรามท่านอย่างไร
ไม่ให้ท่านคิดผิด พูดผิด ทำผิด
ก็ให้ตั้งความคิดไว้ว่านั่นเป็นการสั่งสมนิสัยมาของท่าน
เราไม่ได้ไปช่วยท่านสั่งสมนิสัยแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แม้ควรสลดใจที่เห็นท่านทำจิตตัวเองหมอง
จิตเราก็ควรทรงอยู่ในสภาพวางเฉย
เพราะแม้จิตเราหมองไปกับท่านด้วย ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
แต่ถ้าใจเราวางเฉย เราจะยังคงมีสติ มีกำลังกายกำลังใจ
ที่จะเห็นแจ่มแจ้งว่าช่องทางช่วยเหลือท่านอยู่ตรงไหน
ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิดเป็นหลัก

เมื่อฝึกมีอุเบกขาเห็นโลกตามจริงได้พักหนึ่ง
คุณจะตอบตัวเองได้ครับว่าทุกสิ่งและทุกคนต่างมีที่มาที่ไป
กรรมที่แต่ละคนสั่งสมไว้นั่นแหละ คือกรงขังให้ใครต่อใครติดอยู่
ถ้าคุณหาทางออกจากกรงได้ ก็อาจกลับมาช่วยท่านออกจากกรงได้เช่นกัน

ถ้ายังไม่เคยอ่าน ลองอ่าน วิปัสสนานุบาล ดูนะครับ