วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

เพิ่งเสียลูกไป คิดว่าการนั่งสมาธิจะช่วยส่งลูกไปได้

ถาม :  เพิ่งเสียลูกไป คิดว่าการนั่งสมาธิจะช่วยส่งลูกไปได้
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/i2LhvRoV8pM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๕ การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๖ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
/ กลุ่มคำถามที่ ๓/คำถามที่ ๗

ดังตฤณ:  
ก็มีส่วน เพราะว่าตอนเค้าอยู่ในท้องเรา ๙ เดือนเนี่ยนะ จิตวิญญาณมันผูกพันกันโดยไม่รู้ตัว 

การที่เรามีความสุข หรือว่าการที่เรามีความคิดแบบใดๆก็แล้วแต่ระหว่างที่ตั้งท้อง มันส่งผลสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของเค้า มันก็เลยเกิดเป็นความผูกพัน เช่นกัน 

คือเมื่อเค้าไปแล้ว เค้าไปจากสภาพที่จะจับต้องได้ ที่จะมาติดต่อพูดคุยกันได้ ก็เหลืออยู่แต่ความผูกพันที่มันเป็นสายใย ที่เราเคยเลี้ยงเค้ามาด้วยร่างกายของเราเอง

ถาม :  ไม่รู้จะเริ่มต้นนั่งสมาธิอย่างไรให้ส่งผลบุญถึงลูกที่เสียไปตั้งแต่ยังไม่เกิดมาได้

คือพอเราทำตามที่ผมไกด์(Guide)ไปเนี่ยนะ มันเหมือนคอยคิดถึงลูก จิตไม่ได้อยู่กับสมาธิจริงๆ 

ตัวนี้เป็นอันดับแรกเลยที่เราต้องทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าเราจะมีเจตนาในการทำสมาธิอย่างไรก็แล้วแต่ 

ถ้าหากว่าใจมันไม่อยู่ในภาวะที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีทางสงบ ไม่มีทางตั้งมั่น 

ไม่มีทางเกิดคุณภาพของสมาธิขึ้นมาได้

ฉะนั้นอันดับแรกเลยก็คือ เมื่อนั่งสมาธิเราต้องบอกกับตัวเองว่า ทันใดที่เราจะเกิดความประหวัดคิดไปถึงสิ่งอื่นภายนอกตัว เราต้องรู้ตัวให้ทันในทันที รู้ว่าใจคิดไปถึงลูกแล้ว พอรู้สึกว่าใจคิดไปถึงลูก 

มันจะเห็นเป็นภาพทางใจนะ ภาพทางใจก็คือรู้สึกมีความหม่นๆ มีความรู้สึกปรารถนาให้เค้าได้อะไรดีๆ และเป็นความปรารถนาในแบบที่ว่าอยากให้เค้ามีความสุขด้วยความทุกข์ของเรา เข้าใจไหม...


คืออยากให้เค้ามีความสุขแต่ใจเราเป็นทุกข์ พอเราเห็นภาพทางใจอย่างนี้ จะได้เกิดสิ่งที่เรียกว่ามุมมองที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมาทิฐิ ถ้าเราอยากจะให้เค้ามีความสุขโดยฝีมือของเรา 

ใจเราต้องเป็นสุขให้ได้ก่อน 

ถ้าใจเราไม่มีความสุข ถ้าใจเราไม่มีความสว่าง ถ้าไม่มีความเปิดกว้าง เราส่งอะไรไปเค้าก็ได้แบบนั้นแหละ 

จิตของเราเวลาที่เศร้ามันจะมีอาการปิดแคบ เรานึกถึงลูก 

ลูกก็ได้ความรู้สึกปิดๆแคบๆ

เรามีอาการยึดมั่นถือมั่น เศร้าโศกอาลัย เวลาเราส่งไป
มันก็คือความเศร้าโศกอาลัย มันไม่ใช่ความสุข มันไม่ใช่บุญ 


เรามองเข้ามา เออตอนนี้ฝ่าเท้าผ่อนคลายนะ ฝ่ามือผ่อนคลายนะ ทั่วทั้งใบหน้านี่สบาย รู้สึกว่ามีความสุขจังเลย มีความสุขกับร่างกายตัวเองก่อน แล้วเห็นว่าในความสุขของร่างกายที่ผ่อนพักเนี่ย มีลมหายใจเข้า มีลมหายใจออกอยู่ งั้นใจเราไม่ไปไหน เรามีความสดชื่นอยู่กับความเป็นลมหายใจที่มันเข้าที่มันออกนี่ เราก็เกิดความรู้สึกว่าเออ..ใจเรานี่ยิ่งสะอาดขึ้นทุกที เมื่อเห็นว่าลมหายใจมันไม่ใช่ตัวตนนะ มันเป็นแค่ธาตุลม เดี๋ยวผ่านเข้าเดี๋ยวผ่านออก เดี๋ยวมันก็ยาวเดี๋ยวมันก็สั้น เลิกยึดมั่นถือมั่นแบบผิดๆ ว่านี่เป็นตัวของเรา ลมหายใจเป็นของเรา จิตที่มันสว่างขึ้นในขณะนั้นคือการฟ้องว่าบุญมันถึงจุดที่สูงสุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

บุญเนี่ยนะ ทำความเข้าใจใหม่ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง 

บุญอันเกิดจากการทำทาน ทำทานกับคนยากจน หรือว่าไปทำสังฆทานที่วัดก็แล้วแต่ 

บุญอันเกิดจากการรักษาศีล คือรักษาใจให้สะอาด ปราศจากเวร ปราศจากการเบียดเบียน และ

บุญที่สูงที่สุดในทางพระพุทธศาสนาคือ บุญที่สูงที่สุดที่พระพุทธศาสนาชี้ไว้ว่ามีตามธรรมชาติ ก็คือ
บุญอันเกิดจากการสละ ละอุปาทานออกไป ด้วยการภาวนา


การภาวนาคืออะไร คือการเห็นตามจริงอย่างนี้แหละ ว่าลมหายใจมันไม่ใช่ของเรา ความสุข ความทุกข์ ความอึดอัด ความสบาย ที่มันปรากฏในแต่ละลมหายใจเนี่ย มันเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ความรู้สึกมีตัวตนที่ครอบงำจิตใจอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตายเนี่ย ก็หายไปจากใจเราชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะนั้นที่เกิดบุญขั้นสูงสุด 

เวลาที่เรานึกปรารถนาจะให้บุญที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ได้กับใคร มันจะได้จริง จะถึงจริง คือจะมีพลังสะเทือนที่มากพอ บุญเนี่ยเป็นพลังชนิดหนึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นนามธรรม มันไม่ถูกบรรจุไว้ในรูปทรงแบบใดแบบหนึ่ง แล้วก็ไม่มีอะไรไปขวางกั้นมันได้ ถ้าหากว่าเราทำให้มันปรากฏขึ้นมาในเราได้แล้วเนี่ย เราจะปรารถนาส่งไปถึงใคร จะส่งได้ข้ามภพข้ามภูมิ ไม่จำกัด

พอยท์(Point) ก็คือว่าทำยังไง เราถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ 

อันดับ ๑ ท่องไว้อีกทีคือ พอเริ่มนั่งสำรวจเท้า มือ และใบหน้า 

อันดับ ๒ คือดูว่าจิตใจเรามีความกระวนกระวายเรื่องลูกหรือเปล่า พอรู้สึกว่าคิดถึงลูกอยู่ ยอมรับตามจริงว่ามีอาการแบบไหน จิตมันหดๆ จิตมันมีอาการเศร้าๆ มีอาการเหมือนกับคิดถึงอาลัยอาวรณ์ อะไรต่างๆ เราเห็นด้วยอาการยอมรับตามจริงว่ามีลักษณะอย่างไร พอเห็นแล้วมันจะคลายออกไปให้ดู เราก็จะได้รู้ว่าภาวะนั้นไม่แตกต่างกับลมหายใจที่เข้ามาแล้วก็ต้องออกไปเป็นธรรมดา แต่ไม่งั้นเราจะมีแต่อาการยึดอยู่ว่าความโศกเศร้าคือของจริง คือตัวเรา คือสิ่งที่จะต้องติดตัวเราไปจนตาย 

เคยรู้สึกไหมว่ามันไม่มีทางหายเศร้าได้หรอก แต่ถ้าหากเรามานั่งดูทีละลมหายใจ เราจะรู้ได้เดี๋ยวนี้เลย ว่าแม้กระทั่งความเศร้าก็แสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจ แต่ตอนที่เศร้าแบบเค้นจิตเค้นใจเรามากเนี่ย เราจะรู้สึกว่าไม่มีทางหาย  เราจะจำความเศร้าแบบนี้ไปจนตาย นี่คือความเข้าใจผิด แล้วการที่พระพุทธเจ้าให้ฝึกอานาปานสติก็เพื่อจะถอดถอนความเข้าใจผิดแบบนี้แหละ


ไม่ว่าเราจะสุขหรือเศร้าจะชอบคิด เวลามีความสุขเนี่ย ก็อยากมีความสุขแบบนี้ไปจนตาย และความสุขแบบนี้คงไม่เปลี่ยนแล้ว แต่เวลามีความเศร้ามันก็ย้อนกลับไปในทางตรงข้าม ที่นี้พอเรามาดูทีละลมหายใจ 

เออ   สุขแต่ละลมหายใจมันเท่ากันไหม เวลาคิดถึงลูกขึ้นมา 

บางทีเวลาเราสวดมนต์ ทำสมาธิไปบางทีมีความสุขไง 

แต่พอคิดถึงลูกปุ๊บคล้ายๆโดนจู่โจม คล้ายๆมีอะไรกัด แบบงับเข้ามา แล้วก็รู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงทันที ถ้าเราไม่ปล่อยสติให้หลงไปตามความเศร้า 

แต่มีสติรู้ทัน


ว่าภาวะหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกภาวะหนึ่ง จากภาวะสุขอยู่ดีๆ มีความสบายอกสบายใจอยู่กับการภาวนาดีๆ 

นึกถึงลูกปุ๊บเหมือนมีอะไรมากัดที่ตรงนี้ทันที เห็นเป็นภาพทางใจ 

รู้สึกว่า เออ..มันมีอะไรให้ดู 

ดูความไม่เที่ยง ดูความเป็นของเปรียบเทียบระหว่างสว่างกับมืด ระหว่าง

ปล่อยสบายกับโดนกัดกิน ภาวะตรงข้ามที่มันแสดงตัวอยู่ชัดๆ


โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังรู้สึกถึงการสูญเสียอย่างนี้เนี่ยมันมักจะสวิง (Swing) 
เวลามีใครมาปลอบใจ เออ..โล่งใจได้นิดหนึ่ง แล้วเสร็จแล้วก็กลับไปเศร้าอีก 

แล้วเราจะไปเชื่อว่าความเศร้านั้นคือของจริง ส่วนความสุขคือของปลอม เพราะความสุขมันแป๊บเดียว 
ความเศร้ามันนานกว่า แต่ถ้าเราเปรียบเทียบทันทีที่มันกำลังปรากฏความแตกต่างกัน อุปาทานตรงนั้นจะหายไป จะกลายเป็นการเห็นความจริงว่า 

สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง 


เข้าใจพอยท์(Point)นะ และตรงนี้แหละที่เป็นบุญสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้จริงๆ

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

นั่งสมาธิแล้วรู้สึกกลัว ควรทำอย่างไร

ผู้ถาม --  ได้ฟังแล้ว พยายามทำตามคลิปเสียงของคุณตุลย์ที่บ้าน พอดีป่วย  ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ก็พยายามดูลมหายใจ  แต่บางครั้งลมหายใจจับไม่ได้เลย  เรารู้สึกว่ามันเคลื่อนไปที่กระบังลมแทน  แล้วรู้สึกว่ากระบังลมมันสูบขึ้นๆลงๆแล้วสักพักมันก็ไปอยู่ที่หน้าท้อง เรารู้สึกว่ามันเหมือนเครื่องสูบลม แล้วก็อย่างที่คุณตุลย์บอกว่าให้จับความรู้สึกน่ะค่ะ บางทีมันบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกมันชื่ออะไร เพียงแต่เรารู้สึกว่ามีภาวะบางอย่างตรงหน้าอกเราบ้าง ตรงลมหายใจเราบ้าง ตรงหัวเราบ้าง เราบอกไม่ได้ว่าชื่ออะไร ตอนหลังเนี่ยรู้สึกว่ามันสงบขึ้นในสมาธินะคะ  แต่ว่ามันมีความกลัวเกิดขึ้น กลัวอย่างมากเลยค่ะ บางครั้งมันกลัวจนเราพยายามนึกถึงคำคุณตุลย์ให้จับความรู้สึกนั้นไว้ แต่บางครั้งมันกลัวจนกระทั่งที่เราเรียกว่าสมาธิ หรือกำลังที่เรามีจะต้านมันได้ไหม  ก็อยากจะขอเรียนถามให้คุณตุลย์ช่วยแนะนำ

รับฟังทางยูทูป : https://youtu.be/n38WCdKNN9I

การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
เสวนาดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๘ | คำถามที่ ๑๔-๐๑

ที่ณัฐชญาคลินิก ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๖

ดังตฤณ :

เอาจุดนี้ก่อนที่เห็นเหมือนมีกระบังลมเคลื่อนแล้วก็คล้ายๆร่างกายเป็นเครื่องสูบลม สูบเข้าสูบออก อันนี้ดี

ได้สมาธิแล้ว มันเห็นสักแต่เป็นธาตุ ธาตุดินก็มีการปั๊มเข้า ปั๊มออก ธาตุลมมันไม่รู้สึกว่าเป็นบุคคลแต่ความคิดน่ะเป็นบุคคลอยู่นะ เวลานั้นเนี่ย  เดี๋ยวจะให้ย้อนทบทวนดูเลยนะ 

ตอนที่เรากระบังลมเคลื่อนเข้า เคลื่อนออก มีลมหายใจเข้าออกเนี่ย มันเหมือนกับเป็นหุ่น  ไม่ใช่ตัวบุคคบ ไม่ใช่ตัวผู้หญิง ไม่ใช่เรา แต่เป็นหุ่นยนต์ ที่เรานั่งดูอยู่  นั่งดูการทำงานกลไกของมัน แต่ความคิดความรู้สึกของเรายังเป็นตัวตน  เป็นตัวตนที่เรานั่งดูอยู่  


พอไอ้ตัวตนอันนี้ ตอนมันเห็นแค่กระบังลม หดเข้า หดออก ก็ไม่รู้สึกอะไรเท่าไร ก็รู้สึกแค่เออ เหมือนหุ่นยนต์ แต่พอเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ข้างใน มันเริ่มปั่นป่วน คือ จะนิ่งก็ไม่ใช่ จะปั่นป่วนยุ่งเหยิงก็ไม่เชิง มันเป็นภาวะแปลก ไอ้ตัวตนนี้ก็เกิดความกลัวขึ้นมา  กลัวว่าเราจะเป็นไรรึเปล่า ไอ้ที่ป่วยอยู่แล้วมันจะยิ่งแย่ขึ้นไปอีกรึเปล่าอะไรทำนองนี้  

เพราะฉะนั้นถ้าสืบไปสืบมา ความกลัวเกิดจากอะไร
ความกลัวเกิดจากการที่ยังมีตัวตน 


เรายังเห็น เกิดจากการที่กลัวว่าตัวตนตัวนี้จะมีอันเป็นไปยังไง  นี่ความกลัวมันหน้าตาเป็นยังไง หน้าตาความกลัวแบบของเรามันออกแนวกระเพื่อมไหว รู้สึกเหมือนหวั่นไหว เป็นระลอก มันไม่ได้หวั่นไหวเท่าเดิมตลอด มันหวั่นไหวมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่จะปรุงแต่งอะไรขึ้นมา 

เห็นไหม สืบไปเนี่ย มันก่อตัวขึ้นที่ตรงนี้ 

คิดไปเอง  

จริงๆเนี่ยธรรมชาติของมนุษย์นี่เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง คิดไปเองตอนที่ไม่รู้ว่าอะไรจริง ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย คิดล่วงหน้าจินตนาการไป แล้วจินตนาการทางร้ายไว้ก่อน โดยเฉพาะตอนที่หลับตาเนี่ยมันเป็นภาวะที่มองไม่เห็นไง คำว่าหลับตา มันมาพร้อมคำว่า มองไม่เห็น  มองไม่เห็นด้วยแก้วตาที่เราเคยเห็นชิน ในการใช้มองดูรูป มองดูสีสัน  

แต่ถ้าเราสำรวจเข้าไปเนี่ย ถ้าเราหลับตาบางที เราเห็นยิ่งกว่าใช้ตาดูอีก 


เราเห็นตามความจริงไง 
เห็นความจริงที่กระเพื่อมเข้า กระเพื่อมออกราวกับเป็นหุ่นยนต์ เห็นความจริงว่า เออ นี่ความคิดก่อตัวขึ้นมา มีการจินตนาการล่วงหน้าแบบสูญเปล่า เห็นว่าเป็นตัว เป็นตน เห็นว่ามีความกลัวมากกลัวน้อย มันเห็นยิ่งกว่าตาเห็นอีก ตาเห็นบางทีเรามองไปนี่มันไม่ได้แปลด้วยซ้ำว่านี่ประตู  มันเห็นไปเฉยๆ มันขาดสติ ความคิดมันฟุ้งซ่านไปไหนไม่รู้ ที่คิดว่าตาดูอยู่แล้วเห็นนี่มันไม่ได้แปล  


แต่ถ้าใจเรากำลังเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายในเนี่ยตรงนั้นมันเห็นอยู่ตลอดเวลานะ เห็นอย่างต่อเนื่อง เราก็ดู 

แล้วก็เห็นว่าความกลัวที่เกิดขึ้นนี่จริงๆมันคือภาวะปรุงแต่ง ที่มันเริ่มต้นมาจากตรงนี้ ยิ่งตรงนี้เตลิดไปมากเท่าไร ความกลัวมันยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 


พอเห็นปุ๊ป ใจมันจะสลัดความกลัวทิ้ง ไม่ได้แกล้งสลัดนะ 
มันรู้สึกไม่อยากยึด มันคือความกลัวที่สูญเปล่า มันจะหายไปเฉยๆ


ผู้ถาม : ส่วนใหญ่มันจะกลัวตอนที่เรานิ่งเงียบน่ะค่ะ

ดังตฤณ มันไม่ใช่เงียบจริง ลองทบทวนดูดีๆนะมันเงียบกึ่งๆ


ผู้ถาม:  มันมีความคิดอยู่ข้างในค่ะ มันจะมีภาวะเงียบแบบว่านำเราดิ่งลงอะไรบางอยาง เหมือนเรามากนะคะ พอถึงตรงนั้นปั๊ปเนี่ย คือภาวะที่เราไม่รู้จะไปตรงไหน  มันกระชาก

ดังตฤณ :

ตรงนั้นเป็นภาวะที่จิตมันเริ่มหดตัว  ให้ดูไว้ ภาวะอุโมงค์ ภาวะเหมือนจะดิ่งอะไรต่างๆ เป็นภาวะที่จิตหดตัว ท่องไว้ล่วงหน้าเลย จำไว้ล่วงหน้า จิตมันจะมีการบีบเข้ามาแล้วเกิดความรู้สึกภายในเหมือนเป็นท่ออะไรกลวงๆ จริงแล้วเป็นแค่อาการหดลง

อย่างถ้าตอนที่จิตมันสบาย  เราจะรู้สึกเหมือนมันกว้างออกไป 

ไม่มีท่อ ไม่มีอะไรที่อุดตัน มันมีความว่าง มีแต่ความสบาย ก็รู้ว่านั่นเป็นจิตอีกแบบหนึ่ง เป็นจิตแบบเปิด ไม่ใช่จิตแบบหดตัว 


ทั้งหลายทั้งปวงมีแต่อาการของจิต 


แต่สิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้ไปกลัวนั่น กลัวนี่ หรือชอบนั่น ชอบนี่มันเป็นแค่ภาวะชั่วคราว แป๊ปนึงที่มันเกิดขึ้น เริ่มต้นจากในนี้ ในหัว
ตัวภาวะของจิตเอาจริงๆมันเป็นคนละอย่าง คนละเลเยอร์ อย่างสิ้นเชิง กับภาวะปรุงแต่งทางความคิด พอเราพันอยู่อย่างนี้รู้อยู่ส่วนลึกๆอย่างนี้ ความกลัวมันจะน้อยลง  

มันจะรู้สึกว่าความกลัวเนี่ยแท้ที่จริงแล้วมันกลวงยิ่งกว่าท่อที่เราเห็นอีก 



มันเหมือนพยับแดดที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่มีอะไรเลย  

ม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นผล หรือสมเหตุ สมผล  แต่มันก่อตัวขึ้นมาเพื่อเราจะเริ่มเรียนรู้ว่า  ความสูญเปล่ามันมาจากสิ่งที่เราไม่เท่าทันมัน  ระหว่างวันเนี่ย สังเกตด้วย 

วิธีคิดปรุงแต่งอะไรไป มันกลัวล่วงหน้าบ่อยๆ อย่างเรื่องสุขภาพ โอเคมันไม่ดี แล้วเราก็ไปปรุงแต่งนู่นนี่ไปไกลถึงไหนๆ  

อาการคิดไปเองมันมักจะนำมาซึ่งความน้อยใจ  บางทีมันเกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล บางทีมันเกิดขึ้นอย่างที่เหมือนกับเราถูกทอดทิ้ง จริง ๆ ก็เหมือนจะมีหลายสิ่งหลายอย่างบีบคั้นให้เรารู้สึกว่า เราถูกปล่อยทิ้งอะไรแบบนี้  ซึ่งมันไม่ใช่  

เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น  บางทีมันเกิดความรู้สึกขึ้นมา พอเกิดความรู้สึกทำนองนี้ขึ้นมา นี่ถือเป็นโอกาสดีว่าเราได้เห็น อาการคิดไปเอง หรือปรุงแต่งให้รู้สึกไป ทั้ง ๆ ที่มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  

           พอเราเห็นแบบนี้บ่อยๆ พอมันปรุงแต่งขึ้นมาตามสภาพที่เราคิดไป 
ความคิดไปเองมันจะน้อยลงเรื่อย ๆ
เพราะอาการยึดมั่นถือมั่นความคิดมันจะเบาบางลงไปเอง

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

ปฏิบัติแล้วเห็นว่าตัวเองชอบดูถูกคน


ถาม : รู้สึกตัวเองมีปัญหาทางด้านจิตใจ เป็นคนที่มองคนอื่นว่าแย่หรือด้อยกว่าเรา และที่ผ่านมา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราก็จะทำดี เพื่อให้เค้าชอบเรา แต่ในใจลึกๆเรารู้สึกว่าเราเหยียดหยามเขา  มองเห็นแต่ข้อเสียของคนอื่นไปหมดเลย เลยรู้สึกว่าเราไม่จริงใจกับใครเลย เราเสแสร้งกับคนอื่นตลอดเวลา

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/HU-DND_2R6I
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๕
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส 
ที่ณัฐชญาคลินิก ๙ ต.ค. ๒๕๕๖


ดังตฤณ: 
จิตใจนุ่มนวลลงเยอะแล้ว มันเข้าใจธรรมะ เข้าใจอะไรเยอะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นแค่ความเคยชินเก่าๆ แต่จิตของเราจริงๆมันแยกออกมา รู้สึกถึงอาการหันหลังกลับไหม? เวลาที่เราอยู่กับตัวเอง แล้วเห็นว่าความคิดของเรามันไม่จริง  ใจเนี่ยมันเหมือนหันหลังกลับ มันไม่ไปทางเดียวกันกับความคิดแบบเดิม แบบเดิมเราดูถูกคน เราจะรู้สึกเหมือนมีอาการเสแสร้ง เหมือนมีอาการใจที่มันยุ่งๆอยู่ มันเหมือนคนเถียงกับตัวเองอยู่ แต่ใจของเราที่มันเริ่มสว่าง เริ่มอยู่ในโหมดธรรมะเนี่ย มันคล้ายๆจะไม่เอา เหมือนหันหน้าหนี ถ้ามองเป็นภาพทางใจนะ คืออันนี้จะได้พูดกันง่ายว่าอาการทางใจของเรามันเป็นอย่างไรอยู่ อาการทางใจของเรามันเหมือนกับไม่เอากับตัวตนเดิม ทั้งๆที่ตัวตนเดิมมันยังทำงาน มันยังแอคทีฟอยู่ แต่ใจของเรามันเริ่มจะแยกไปอีกทางหนึ่ง

ให้ดูลักษณะของใจเวลาที่เกิดความฟุ้งซ่าน
ในแบบที่ไม่กลมกลืนไปกับชาวโลกเค้า
..มันมีความรู้สึกยุ่งใจ
..มันมีความรู้สึกเหมือนกับกระวนกระวายใจ
..ไม่อยากเป็นพวกเดียวกันกับคนในโลก
คำว่าไม่อยากเป็นพวกเดียวกันกับคนในโลก
เหมือนเราเป็นเอเลี่ยน

ผู้ถาม : ชอบคิดมาตั้งแต่เด็กๆ คิดว่าเราเกิดมาเป็นคนพิเศษ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนเดียวในโลกนี้ และคนอื่นเป็นแค่บทละครหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่คนเหมือนเรา

ดังตฤณ: 
ในช่วงนี้เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนธรรมดามากขึ้น คือไม่ได้ตลอดเวลานะ แต่ขอให้สังเกต

คือเริ่มต้นขึ้นมา อย่ามองว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มันดีขึ้นได้ยังไง เพราะถ้ามองแบบนี้มันจะต้องหาอุบายซับซ้อน หรือไม่ก็ต้องหาหลักการทางจิตวิทยาว่า จะทำยังไง วิธีคิดของเราถึงจะปรับเปลี่ยนไปในทางที่เป็นบวกมากขึ้น ซึ่งมันกินเวลา และก็ไม่มีอะไรเป็นประกันว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปได้จริงหรือเปล่า เราก็พยามยามคิดอะไรมาตั้งเยอะแล้วใช่ไหม แต่มันก็ไม่หายไปไหน

ทีนี้ถ้าเอาวิธีการของพระพุทธเจ้า คือ
เราตั้งมุมมองไว้ก่อนที่จุดเริ่มต้นว่า
ความคิดฟุ้งซ่านหรืออาการปรุงแต่งทางใจ
มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ตัวตน


คือถ้าตั้งมุมมองไว้อย่างนี้ มันได้แก่นสาร คือ มันได้หลักการปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ละครั้งที่น้องรู้สึกยุ่งๆ วุ่นวายขึ้นมา หรือรู้สึกแปลกแยกขึ้นมา ให้ดูว่าอาการแปลกแยก หรืออารมณ์ที่มันปั่นป่วนตรงนั้น มันเป็นแค่ภาวะปรุงแต่งชั่วขณะหนึ่ง

เนี่ย อย่างพอเราคุยกันไปมากๆ น้องเกิดความรู้สึกว่า เออ ไอ้ที่มันยุ่งๆ มันเป็นแค่ภาวะหนึ่งที่มันหายไป หายไปชั่วคราวนะ เนี่ยอย่างตอนนี้มันโล่งๆ มันรู้สึกว่าไม่มีความปรุงแต่งแบบเดิมๆอยู่ แค่เราสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างจิตที่มันถูกปรุงแต่งด้วยความฟุ้งซ่านยุ่งเหยิง เป็นคนละพวกกับชาวโลก กับจิตที่มันสงบระงับแบบนี้ เราสังเกตความแตกต่างของมันได้ แค่นี้ คือหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเราแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไร อย่างอื่นเพิ่มเติมเลย

พูดง่ายๆว่า ต่อไปเราเจอผู้คน เมื่อเกิดความรู้สึกวุ่นๆขึ้นมา ของน้องจะรู้สึกเหมือนกับพายุที่ก่อตัวขึ้นมาในหัว แล้วเรารู้สึกรำคาญมัน เรารู้สึกสับสน มันเหมือนกับเป็นตัวเราจริงๆ แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าไม่อยากเป็นตัวนั้น อารมณ์แบบนี้พอมันเกิดขึ้น เราแค่ทำไว้ในใจว่า นี่คือความปรุงแต่งทางใจที่เกิดขึ้นชั่วขณะลมหายใจนี้

พอเราได้หลักในการมองปุ๊บ
เราก็จะสังเกตต่อว่า ลมหายใจต่อมา
คลื่นความฟุ้งซ่านความปั่นป่วนตรงนี้เนี่ย
มันเบาบางลงไหม 

ถ้ามันก่อตัวขึ้นหนาแน่นขึ้น..ช่างมัน
เราแค่มีหน้าที่รับรู้และยอมรับความจริง
ที่มันปรากฏอยู่ในหัวของเราเท่านั้น

ถ้าหากมองด้วยอาการเปรียบเทียบแบบนี้นะว่า
มันเบาบางลงในแต่ละลมหายใจ หรือว่า
มันมีความหนาแน่นขึ้นในแต่ละลมหายใจที่มันผ่านไป
มันจะเกิดความเคยชินใหม่ คือ
ไม่ต้องทะเลาะกับตัวเอง

ที่ผ่านมาเหมือนมีภาพทางใจ เหมือนมีคนที่เกลียดตัวเอง แล้วก็ทะเลาะกับตัวเอง

ผู้ถาม : ใช่ มันชอบด่าคนอื่นในใจ ด่าพระ

ดังตฤณ: 
คือแม้กระทั่งด่าพระ ฟังดีๆนะ เป็นอารมณ์ของอนัตตาที่ดีเลยนะ พี่ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องดีที่มีความคิดด่าพระขึ้นมา แต่ว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีที่อนัตตาโชว์ตัวออกมาอย่างชัดเจน เพราะใจจริงๆของเราไม่ได้ตั้งใจด่าพระ คือมันด่าคนไม่ดีต่างหากที่มานุ่งเหลืองห่มเหลือง

ผู้ถาม : บางทีก็ด่าคนไม่รู้จัก

ดังตฤณ: 
นั่นแหละ คือให้มองว่าเวลาที่อนัตตาโชว์ตัวขึ้นมา เราจะไม่เข้าไปผสมโรงกับมัน ไม่เข้าไปให้ความร่วมมือกับมัน โดยการที่ว่าด่าหนักขึ้น หรือมีอาการที่คิดไม่ดีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ไปฝืน ไม่ไปต่อต้าน

ให้มีอารมณ์แบบหนึ่งที่มันเป็นแพสสีฟ (passive) คือ
ยอมรับสภาพว่ามันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆ
มันจะได้เห็นไงว่า เนี่ย ที่มันเกิดขึ้น
เกิดขึ้นทั้งๆที่เราไม่ได้สั่งให้มันเกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่าคำด่าตอนนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเราไปเกิดความรู้สึกแย่ ไปเกิดความรู้สึกฝืน ไปเกิดความรู้สึกทรมานใจ ไอ้ความทรมานใจนั้นมันจะไปบดบังความจริงที่ว่าความคิดคำด่าอะไรต่างๆมันเกิดขึ้นในหัว มันเสียไปเปล่าๆ อนัตตาเสียไปเปล่าๆ

แต่ถ้าคำด่าอะไรที่มันเกิดขึ้น แล้วเรายอมรับในเบื้องต้นว่ามันเกิดขึ้นในหัวของเรา มันมีโอกาสได้ดู ดู ณ จุดเกิดเหตุเลยว่าคำด่าเกิดขึ้นในหัวของเรา ยิ่งเกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ มันยิ่งได้เห็นชัดมากขึ้นเท่านั้นว่า ไอ้ตอนที่มา เราไม่ได้เชื้อเชิญ เราไม่ได้ตั้งใจคิดแบบนี้เลย แต่มันผุดขึ้นมาเอง แล้วพอมันเห็นว่าผุดขึ้นมาเอง มันจะแสดงอาการว่ามันสลายตัวไปเองเช่นกัน พอเห็นบ่อยเข้าเป็นเดือนเป็นปี ใจมันจะแยกออกมาจากคำด่า มันจะไม่เชื่อว่าคำด่านั้นเป็นตัวเราอีกต่อไป!

เห็นไหม คือบางทีถ้าไม่มีประสบการณ์ตรงทางจิต บางทีมันยากมากที่จะพูดว่า จิตของเรากำลังหลงสำคัญผิด ยึดติดกับสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แต่พอมีอะไรแบบนี้ขึ้นมาชัดๆว่าเราไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เราเห็นว่ามันเกิดขึ้นเองและหายไปเอง มันจะได้ตัวอย่างชัดๆเลยว่า
 นี่อนัตตาจริงๆ ไม่ใช่ตัวเราจริงๆด้วย!

สรุปคือสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย อันดับแรก ทิศทางของจิตเรามันดีอยู่แล้ว อันดับที่สอง คือเราต้องมองให้ถูก ยอมรับให้เป็น แล้วก็ของเรานะ บางทีมีของแถมด้วย คล้ายๆบางทีมีเสียงสั่งอยู่ในหัว เสียงสั่งที่มันเป็นลบว่าให้ทำนั่นทำนี่ คล้ายๆคำบงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน ตอนก่อนนอนตอนเคลิ้มๆ มันมีเหมือนเสียงบงการขึ้นมา แล้วพอมีเสียงบงการอะไรแบบนี้ บางทีมันจะมีภาพทางใจขึ้นมา มีมโนภาพของตัวเราเองที่มันเหมือนปีศาจ ลักษณะนี้เป็นการปรุงแต่งจิตชนิดหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้นมาจากความเกลียดตัวเองนั่นแหละ มันก่อตัวขึ้นมาจากความเกลียดตัวเอง ไม่ใช่ผีสางอะไรที่ไหน

ผู้ถาม : มันเกิดจากที่เราชอบดูถูกคนอื่นหรือเปล่าครับ

ดังตฤณ: 
การดูถูกคนอื่นมันเป็นส่วนหนึ่ง เป็นบันไดขั้นแรกๆ แต่ที่เราเกลียดตัวเองต่างหาก ที่เราไม่ชอบภาวะอกุศล 

คือว่าใจพื้นเดิมของเราเป็นกุศล เริ่มก่อนที่จะปรุงแต่งอะไรขึ้นมาเป็นอกุศลมั่วซั่วเนี่ย จิตทุกคนถือกำเนิดขึ้นมาด้วยกุศลธรรม และตัวเราเองก็สั่งสมอะไรมาพอสมควร ทีนี้พอมันมีอีกภาคหนึ่งมารบกวนมากๆ แล้วมันมีกำลังมากขึ้น มันก็เหมือนส่วนที่เป็นกุศล มันเกลียดส่วนที่มันเป็นอกุศลมืดๆ ที่มันค่อยๆก่อตัวขึ้นมา แล้วเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ 

ทีนี้เสียงสั่งอะไรต่างๆ เป็นคำอะไรสั้นๆ คล้ายๆมีอาการโฮกขึ้นมา มีการแยกเขี้ยวขึ้นมาของปีศาจอะไรแบบนี้ มันก็คือการสำแดงตัวของอาการปรุงแต่งอกุศลกรรม ซึ่งตอนนี้มันครอบงำไปทั่วโลก
 ลักษณะแบบนี้ แต่ของเราไม่หลงตามมัน เราจะรู้สึกว่าอยากหันหลังกลับ แต่มันทรมานใจตรงที่ว่าไม่รู้จะหันหลังกลับมายังไง คือของเราอยากให้มันหายไปทันที เดี๋ยวนั้น แล้วไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกเลย ตัวนี้แหละ ตัวทรมานใจแบบนี้แหละที่มันเป็นอาการหล่อเลี้ยงให้ความคิดแบบนั้นมันกลับมาไม่เลิก

แต่ถ้าเอาตามที่พี่บอก คือเริ่มต้นจากมุมมองใหม่หมดเลยที่มันไม่ใช่ตัวตน แล้วทุกครั้งที่มันกลับมา ให้ยอมรับว่ามันกลับมาว่ามันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆ มันจะได้มีโอกาสเห็นไงว่า เออ มันมาเองได้ มันก็ไปเองได้ แล้วพอเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยๆ จิตมันจะถอนออกมาจากอาการยึดมั่นว่านั่นเป็นตัวเรา

ผู้ถาม : ถามเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ผมเป็นคนมารยาเสแสร้ง บางทีทำตัวน่าสงสารให้คนอื่นเห็นใจ แต่จริงๆลึกๆคิดว่ากูดี กูเก่ง ใครสอนใครเตือนก็ไม่สำนึก ไปดูถูก ไม่ได้เห็นโทษของสิ่งที่เค้าเตือนเรา ลึกๆคิดว่าเราดีเราเก่ง อยากให้พี่ตุลย์แนะนำ ไม่ต้องรักษาน้ำใจผม ผมอยากแก้ไขตัวเอง

ดังตฤณ: 
คือจิตที่มีอารมณ์ตามที่เราเล่ามา ไม่ใช่แค่เป็นกันคนสองคน พี่เจอมาเยอะมาก แต่ละคนก็จะมีความทะนง คือ มันพอกอัตตาอะไรแบบหนึ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนดาราตุ๊กตาทองที่สามารถจะหลอกคนได้จะสะใจมาก หลอกให้คนสงสารได้ หลอกให้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ เสร็จแล้วก็ไม่ได้เป็น อีกเรื่องต่อมานี่กลายเป็นอีกอย่าง บางคนเรื่องหนึ่งเป็นพระ อีกเรื่องหนึ่งเป็นมหาโจร อะไรแบบนี้ มีความรู้สึกสะใจมากที่สามารถหลอกคนได้ พูดง่ายๆ มันมีเชื้อของดาราอยู่ ไปเป็นดาราอาจจะดังก็ได้ จริงๆแล้วจิตมันมีอาการปรุงแต่งไปได้สารพัด 

แต่การที่เราสามารถเห็นโทษว่า นี่เป็นอกุศลกรรม นี่คือตัวตั้งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว 

คือมันไม่ต้องอาศัยว่าพี่จะไปพูดกระตุ้นเรา หรือว่าเตือนเราแรงๆอย่างไร เอาแค่ที่เรารู้สึกว่านี่มันเป็นสิ่งที่มันเป็นอกุศลกรรมแล้วเราอยากจะหันหลังหนีอยู่แล้วนี่ มันเพียงพอ
 เพียงแต่ว่ารอขั้นตอนที่มันถูกต้อง นั่นคือ การเจริญสติ สามารถยอมรับความจริงได้เป็นลำดับว่า ตรงนี้อกุศลกรรมเกิดขึ้นขณะหนึ่ง และลมหายใจต่อมามันต่างกันไปยังไง แค่เห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างที่พูดมาทั้งหมดนั่นแหละ คือการถอนอยู่แล้ว

ดูสภาพของใจตัวเองนะ มันจะมีลักษณะหนึ่ง คือที่ผ่านมามันจะรู้สึกแย่กับตัวเองนะที่มันเป็นคนแบบนี้ แต่มันจะมีใจอยู่ลึกๆนะ ที่รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นพวกเดียวกับมัน เพราะถ้าเป็นพวกเดียวกับมันจริงๆ มันไม่พูดออกมาอย่างนี้หรอก ไอ้ที่เราพูด เราพูดออกมาจากอีกความรู้สึกหนึ่ง ที่มันไม่ได้รังเกียจตัวเอง แต่มันรังเกียจอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ผู้ถาม : จริงๆผมไม่ได้เห็นตัวเองทั้งหมด แต่คนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นคนที่เห็นผมเป็นอย่างนี้ เค้าก็คอยตำหนิ คอยว่าเราเรื่อยๆ

ดังตฤณ: 
ซึ่งบางทีมันไม่มีประโยชน์ เพราะมันเคยชิน มันดื้อยา

ผู้ถาม : ทำเป็นสลดไปอย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้เปลี่ยน

ดังตฤณ: 
คือมันเริ่มดื้อยา แต่ถ้าเรามีความเต็มใจที่จะเอาวิธีการไปเจริญสติจริงๆ นี่แหละคือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงออกมาจากการแกล้งทำ หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงออกมาอาการที่ว่าเราไปฝืนบังคับตัวเองให้เป็นยังไง แต่เปลี่ยนแปลงจากการที่เราสามารถยอมรับว่าอกุศลธรรมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมนั้นหายไปหรือลดระดับลง จนกระทั่งมันมีสติ 

สิ่งที่เรียกว่าสติ เราจะเข้าใจจริงๆว่า มันไม่ใช่แค่สติรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ แต่เป็นสติเห็นว่าอกุศลธรรเกิดขึ้นแล้วมันหายไปได้คือ ตรงนี้ คือ สิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา

ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นอกุศลธรรม
สามารถยอมรับตามจริงว่าอกุศลกรรมเกิด
แล้วเห็นว่าอกุศลธรรมนั้นมันค่อยๆหายไป
ในแต่ละลมหายใจมันไม่เท่าเดิม

นี่มันน่ารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าเราฝึกเจริญสติในแนวทางแบบนี้ไปเรื่อยๆ เข้าใจนะ

ผู้ถาม --      เข้าใจครับ

ดังตฤณ:      
เห็นไหมตอนแรกๆที่พี่พูดถึงว่าจิตของเราเหมือนมีพายุฟุ้งๆยุ่งๆ อะไรอย่างนี้ มันจะมีเป็นช่วงๆที่มีมืดๆขึ้นมา แต่อย่างตอนนี้มันเคลียร์ไป คือมันไม่ใช่เคลียร์แล้วเคลียร์เลย มันจะกลับมาเป็นวูบๆได้อีก 

ให้สังเกตแค่ตรงนี้ แล้วมันจะค่อยๆมีความสามารถในการยอมรับตามจริงว่า อกุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมหายไป และพอตอนที่มันเคลียร์จริงๆ ให้สังเกตว่าเคลียร์เพราะเรายอมรับตามจริง ไม่ใช่เคลียร์เพราะว่าเราแกล้งฝืนหรือว่าแสดงแอคชั่น ไม่ได้เข้าฉากแอคชั่นแบบเดิมๆ มันจะมีอีกตัวหนึ่งที่มันแตกต่างไป คือ มันมีสภาพยอมรับ อกุศลธรรม ไม่ใช่ไปเถียงกับมันหรือว่าไปเข้าร่วมมือกับมันนะ