วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วิธีฝึกให้รู้ทันความคิดที่เป็นตัวเราขณะกำลังรู้ลมหายใจ


ถาม ก็ใหม่ทั้งการนับถือศาสนาพุทธและก็ใหม่มากๆ เรื่องนั่งสมาธิ เพราะคิดว่าเพิ่งจะเริ่มนั่งจริงๆ จังๆ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมจะพยายามนั่งตอนกลางคืนเพราะว่าเป็นเวลาที่ไม่มีใครยุ่งเกี่ยว ก็จะตั้งนาฬิกาปลุกขึ้นมาตอนตีหนึ่งครึ่ง จะสวดมนต์ก่อนแล้วก็นั่งสมาธิ แต่ตอนที่นั่งกลางคืนมันรู้สึกเดี๋ยวปวดหลัง เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวคัน เดี๋ยวอะไรต่างๆ 


รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/Mbgq7bk23ZA  
ดังตฤณวิสัชนา๒๕๕๖ ครั้งที่ ๗  การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส๙ กันยายน๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ:   
ก็นั่งเก้าอี้แบบนี้ คือถ้ายังมีความติดขัดทางร่างกาย พี่แนะนำให้นั่งเก้าอี้เพราะว่ามันก็เป็นสมาธิได้เหมือนกัน จริงๆ ที่มีความติดขัดเกี่ยวกับร่างกาย เมื่อยขบหรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นเพราะว่าเอ็นโดรฟิน (Endorphineมันยังไม่ได้หลั่งออกมาช่วย แต่ถ้าเรานั่งเก้าอี้จนกระทั่งคุ้น แล้วค่อยไปนั่งขัดสมาธิเพชรมันจะครบวงจรมากขึ้น 

ถาม : อนกลางคืนผมจะนั่งครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสบายตัว แต่เราก็นั่ง เสร็จแล้วก็แผ่เมตตา ตื่นเช้ามาก็ไปทำภารกิจเสร็จก็จะกลับมาสวดอีกรอบหนึ่งและนั่งต่อ ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่นั่งแล้วสบายขึ้น เหมือนความเมื่อยมันน้อยลงและสงบขึ้น เลยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ซักเท่าไหร่เพราะว่ายังใหม่และพยายามอ่านหนังสืออะไรต่างๆ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันถูกต้องหรือเปล่า และจะต้องเพิ่มเติมตรงไหนถึงจะสามารถบรรลุไปในเป้าหมายก็คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็พยายามหาวิธีครับ 

ดังตฤณ:   
อย่างเมื่อกี้ตอนนั่งสมาธิเนี่ย คือเราจะรู้สึกถึงลมหายใจได้ชัดเป็นห้วงๆ แล้วก็พอฟังๆ ไป างครั้งบางคราวรู้สึกสว่างใช่ไหม รู้สึกเหมือนกับว่างๆ โล่งๆ  

ถาม : แรกๆ จะบีบๆ 

ดังตฤณ:  บีบเป็นช่วงๆ  ของเราคือเวลาที่ลมหายใจปรากฏชัดเนี่ย มันจะเหมือนกับมีความคิดหรือความฟุ้งซ่านมันโผล่ขึ้นมา แล้วเวลาดู..บางทีมันยังดูไม่ออกว่ามันขึ้นมาแล้วหายไปยังไง  ถ้าต่อไป ไปทำด้วยตัวเอง คือสังเกตแค่ว่า ลมหายใจเข้าครั้งนี้ มันมีความรู้สึกเหมือนกับคลื่นรบกวนมันโผล่ขึ้นมาในหัว  ลมหายใจออกไปคลื่นรบกวนมันเท่าเดิมหรือเปล่า หรือว่ามันหายไปจากหัว สำหรับเรา..คือสังเกตอยู่แค่นี้ถือว่าน่าจะใช้ได้ เพราะว่าเมื่อกี้นี้เราเห็นลมหายใจโดยความเป็นของที่มันแสดงความไม่เที่ยงได้ แต่ความฟุ้งซ่านมันยังเป็นตัวเราอยู่ เข้าใจพ้อยท์ไหม คือว่าความฟุ้งซ่านพอมันขึ้นมาเรายังรู้สึกว่า เนี่ย..เราคิด 

ถาม : ใช่ๆๆ 

ดังตฤณ: 
เนี่ย..มันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพราะว่าของเราเป็นคนค่อนข้างจะคิดชัดเจนพอสมควร หมายถึงเวลาที่คิดเรื่องปกติอะไรอย่างเนี้ยนะ พอมันโผล่ขึ้นมาในหัวมันจะมีความชัดเจนพอสมควรในความรู้สึกแบบเก่าๆ ตอนที่เราไม่ได้นั่งสมาธิหรือว่าตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจมาดูความเกิดดับ มันจะติดกันเป็นก้อนหรือติดกันเป็นสาย 

ถาม : ทีนี้อย่างตอนผมดู พี่บอกว่าให้ดูลมหายใจเฉยๆ ใช่ไหมครับ  แต่ความรู้สึกผมมันเหมือนว่าเพ่งหรือเปล่า มันเหมือนกับเราไปบังคับมัน 

ดังตฤณ: 
มันชัดไง  คือลมหายใจของเรามันลากยาว มันลากยาวอยู่เรื่อยๆ ตอนช่วงต้นๆน่ะ ที่สบายเพราะว่าลากลมหายใจยาว แต่มันพยายามจะให้ยาวอยู่เรื่อยๆ น้องลองไปสังเกตใหม่อย่างที่พี่ว่า จริงๆ ร่างกายไม่ได้ต้องการลมหายใจยาวตลอด คือของเราตั้งอกตั้งใจ และในขณะเดียวกันเราก็พยายามผ่อนคลายตามที่พี่พูดด้วย แต่เนื่องจากมันยังจูนไม่ตรงกัน คือยังไม่คุ้น ก็มีความพยายามหลายๆ ทางพร้อมกันมันก็เลยได้ดีด้านหนึ่งและเสียอีกด้านหนึ่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราเหมือนมีความพยายามทำความเข้าใจตามไปด้วย กลายเป็นคลื่นความคิด กลายเป็นระลอกความคิดขึ้นมา แล้วพอมันมีความคิดชัดเจนมันก็กลับไปเป็นตัวเราเต็มที่   

น้องลองสังเกตสิ ตอนที่เรารู้สึกถึงลมหายใจสอง-สามระลอกแรก มโนภาพของเรามันจะไม่มี มันจะเหมือนว่างๆ ไป อย่างที่คุยกัน..ว่าช่วงแรกมันมีช่วงของความรู้สึกสว่างด้วย แต่พอความคิดกลับเข้ามาปุ๊บ มันจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง มโนภาพตัวเราที่เรากำลังนั่งอยู่ หน้าตาแบบเรามันจะกลับมาปรากฏใหม่ อย่างนี้ทบทวนไป เข้าใจใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น   

ถาม : เข้าใจครับ 

ดังตฤณ:   
เมื่อไปนั่งเอง แล้วเกิดภาวะอย่างนั้นขึ้นมาใหม่ ก็แค่บอกตัวเองว่า เออเนี่ย ตอนนี้ความคิดมันกลับมาปรากฏอย่างชัดเจนในหัว ระลอกลมหายใจเนี่ย..เรามีความรู้สึกเป็นตัวเรา แล้วเราก็กลับไปดูใหม่ ลมหายใจต่อไป ระลอกความรู้สึกเป็นตัวเรามันค่อยๆ เสื่อมลงหรือว่ามันยังชัดเจนเท่าเดิม  คือบางทีมันไม่ได้มาในรูปความฟุ้งซ่านแบบกระวนกระวายในหัว มันมาในรูปก้อนความคิดที่ชัดเจน อย่างของน้องตอนที่มันกลับเข้ามา มันเป็นก้อนความคิดของความพยายามทำ พยายามตั้งใจให้ดี พยายามตั้งใจให้มันสงบให้มันสบาย จนกระทั่งมันกลายเป็นอาการล๊อค เฉพาะของน้องเนี่ย..สังเกตว่ามโนภาพในตัวเรามันเกิดขึ้นชัดหรือเปล่า ถ้าชัด ตรงนั้นให้สังเกตดูว่าในหัวมันรู้สึกหนักๆหรือเปล่า คำว่าหนักไม่ใช่หนักอึ้ง แต่หมายถึงว่ามันมีความเข้มข้นของกลุ่มความคิดเกิดปรากฏขึ้นมา มันแตกต่างจากตอนที่เรารู้สึกถึงลมหายใจอย่างเดียวแล้วว่างสบาย เป็นคนละความรู้สึกกัน เป็นคนละน้ำหนักกัน 

ถ้าเรารู้สึกถึงความแตกต่างได้ อันนั้นแหละ..คือเรียกว่าดูเป็นแล้ว ดูความแตกต่างเป็น เมื่อดูความแตกต่างได้ว่า เออ ตอนน้ำหนักความคิดมันเข้มข้นขึ้นมา กับตอนที่มันเบาบางหรือสลายตัวไป เราจะค่อยๆจับสังเกต แต่ละระลอกลมหายใจมันไม่เหมือนกัน การปรุงแต่งไม่เหมือนกัน บางครั้งก็ไม่มีความรู้สึกถึงมโนภาพของตัวตนเลยหรือว่าไม่มีความคิดในหัวเลย  แต่บางครั้งมันก็มีอาการที่ปรุงแต่งขึ้นมา มีความเข้มข้นของกลุ่มความคิดในหัว  ตอนแรกๆ มันจะรู้สึกว่าภาวะสองภาวะแตกต่างกัน แต่พอมีความคุ้นคือพูดง่ายๆ ว่าสมาธิของเราอยู่ตัว สติของเรามีความเข้มแข็งมากขึ้น มันจะเห็นเลยว่าตอนที่เกิดความคิด ก่อความคิดขึ้นมาในหัว ก็ตอนที่เราไมได้รู้สึกถึงลมหายใจ แต่ไปรู้สึกอยากจะคิดหรืออยากจะกลับมาเป็นตัวเราใหม่ 

ถาม : อย่างนี้ถ้าเรานึกออกปุ๊บ เราตัดไปที่ลมหายใจเลยได้ไหม 

ดังตฤณ:   
ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่ตัดไปที่ลมหายใจนะ  หลักการของอานาปานสติจริงๆ ตอนแรกเราพยายามสร้างความคุ้นเคยกับลมเข้า-ลมออก สังเกตมันว่า เดี๋ยวก็เข้าเดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็ยาวเดี๋ยวก็สั้น จนกระทั่งมันมีความคุ้นจริงๆ และจิตมีความเป็นผู้ดู ผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว แต่ต่อมาเมื่อเรามีความคุ้น มีความรู้สึกเกี่ยวกับลมหายใจชัดเจนดีแล้ว ควรจะอาศัยลมหายใจเป็นเครื่องสังเกต คือเราแค่บอกตัวเองว่าในขณะที่หายใจเข้าอย่างนี้ เกิดภาวะแบบไหนขึ้นมา ของเราเนี่ย..ถ้าตั้งต้นได้แล้ว รู้สึกถึงลมหายใจได้แล้ว คือไม่ต้องไปพยายามจับให้มั่นคั้นให้ตาย ของเราจะเป็นแบบนี้ไง คือจิตมันเหมือนจะจับให้อยู่ เหมือนจะเอาให้ชัด เพราะวิธีคิดที่ผ่านมามันเป็นประเภทถ้าไม่ชัดมันไม่ยอมหยุด มันไม่ยอมเลิกราที่จะหาความชัดเจน รู้สึกใช่ไหม ถึงความเป็นคนที่จะไม่ยอมหยุด 

ถาม : พยายามที่จะให้เห็นลมหายใจอยู่ตลอดเวลา 
ดังตฤณ: 
การพยายามมันมีข้อดี ทำให้เราไม่วอกแวกง่าย แต่มันมีข้อเสีย..ตรงที่ว่าใจมันจะมีอาการยึดแบบจับให้มั่นคั้นให้ตาย ซึ่งพอความคิดมันก่อตัวขึ้นมา ม้กระทั่งความฟุ้งซ่านเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้มโนภาพของเรามันกลับมาเต็มได้ อัตตาของเรามันกลับมาเต็มได้  ที่พี่บอกว่าอย่ากลับไปพยายามดูแบบจับลมหายใจให้ได้ ก็เพราะว่าอาการของเรา พอกลับไปที่ลมหายใจมันจะไปบังคับเอาให้ได้อย่างใจ  เป็นลมหายใจยาว เป็นลมหายใจที่ชัด เป็นลมหายใจที่เราแน่ใจว่า เออเนี่ย..มันจะไม่หายไปไหน ตัวนี้แค่สังเกตก็พอ ว่าในอาการนั้น ลมหายใจนั้นเนี่ย เรามีอาการพยายามอยู่แค่ไหน 

เอ้อ..เนี่ยอย่างนี้ดี เมื่อกี้ที่หายใจ แล้วรารู้สึกเฉยๆ ว่ามันหายใจเข้าหายใจออก เห็นไหม มโนภาพเกี่ยวกับตัวตนหรือว่ากลุ่มก้อนความคิดมันไม่ได้หนาแน่น เออ..อย่างนี้ใช้ได้ ที่มันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 

ถาม : เวลาคิดปุ๊บ ลมหายใจหายไปเลย 

ดังตฤณ: 
ใช่ สังเกตแบบนี้นะ ว่ามันแตกต่างกันยังไง  ตอนที่กลุ่มความคิดมันกลับมาหนาแน่นกับตอนที่มันสลายตัวไป แล้วเหลือแต่ความรู้โดยไม่มีอาการพยายามจับให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างนี้ดี  

ถาม : มาถูกทางแล้วใช่ไหมครับ 

ดังตฤณ: 
ใช่ๆ คือเริ่มต้นอย่างนี้ มันจะเริ่มไม่อยาก เพราะว่าตอนแรกขึ้นมามันควรจะอยากอยู่หรอก อยากได้มรรคผล อยากได้ฌาน อยากได้สมาธิ อย่างโน้นอย่างนี้ เพราะถ้าไม่มีความอยากมันก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่พอมาเริ่มฝึกจริงๆเนี่ย คือเราต้องสังเกตเห็นว่าตัวความอยากนั่นแหละ มันเป็นต้นเหตุของความยึดมั่นถือมั่น มันเป็นต้นเหตุของอุปาทานว่าเราจะเอานั่นเอานี่ มรรคผลที่แท้จริงไม่ใช่ได้นั่นได้นี่ แต่ทิ้งทุกอย่างทั้งหมดที่มันยึดอยู่ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราหรือเกี่ยวเนื่องอยู่กับเรา  นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จิตมันจะเริ่มไม่เอา เนี่ย..เห็นไหม มันไม่ได้จะเอาอะไร เห็นไหมก้อนความคิดมันเหมือนหายไป มันเหมือนกับไม่มีอิทธิพลที่จะทำให้ใจเราไปยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแรงเกินไป มันแค่มีความคาดหวังอยู่เป็นระลอกๆ ทุกลมหายใจมีแค่ความคาดหวังว่าเราจะรู้ เราจะดูตามที่มันเป็น เนี่ยตอนนี้มันเริ่มหลุด ที่หลุดนี่ือมันเริ่มเหมือนกับมีอะไรที่มันคลุคลิๆอยู่ในหัว รู้สึกได้ไหม  รู้สึกใช่ไหม 

ถาม : ครับ 
  

ดังตฤณ: 
อ่าเนี่ย คือพอเรารู้ถึงอาการคลุกคลิกๆอยู่ในหัว แล้วเหมือนกับไม่ได้ทำอะไร แค่ลมหายใจนี้เรายอมรับที่มันเห็นว่าหายไป ตัวนี้แหละ..ลักษณะของความไม่เที่ยงนี่มันกำลังแสดงตัว มันแสดงตัวอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เราแค่เอาลมหายใจเข้าออกเป็นเครื่องตั้งในการสังเกต ไม่ใช่ว่าเราจะไปยึดลมหายใจให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา อันนี้คือหลักของอานาปานสติที่แท้จริง 

ถาม : มีแนะนำอะไรเพิ่มเติมไหมครับ 

ดังตฤณ:   
ตรงนี้แหละ..คือถ้าทำได้อย่งนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแล้ว ทีนี้ก็สังเกตเอาเองว่าในแต่ละลมหายใจมีภาวะอื่นภาวะใดภายในขอบเขตกายใจให้ดูอีก 

ถาม : คือถ้ากลางคืนผมตื่นขึ้นมาแล้ว ผมสามารถนั่งพิงได้ใช่ไหมครับ 

ดังตฤณ:   
ได้ ตราบใดที่เรายังรู้สึกอยู่ว่ามันเป็นอิริยาบถที่เป็นปัจจุบันจริงๆ  เป็นลมหายใจที่เป็นปัจจุบันจริงๆ มันใช้ทำสมาธิได้หมดแหละ ไม่ว่าจะนั่งในท่าไหน เท่าที่พี่พบมาหลายคนไปติดอุปสรรคอยู่ตรงนี้ คือพยายามเอาท่านั่ง ไม่ได้พยายามเอาลักษณะจิตที่พร้อมจะเป็นสมาธิ บางคนทำเป็นสิบปี ทำแล้วเลิก ทำแล้วเลิกก็เพราะว่ามาติดเรื่องท่านั่งนี่แหละ มันมีความเมื่อยขบมันมีอะไร ถ้าเรานั่งเก้าอี้แบบสบายๆ จนกระทั่งเกิดสมาธิได้แล้ว มันรู้สึกเหมือนกับมีความสุข มีปีติ ตรงนี้มันจะไม่เมื่อยขบ แล้วกลับไปนั่งสมาธิเพชรอีกทีหนึ่งจะรู้สึกสบายขึ้น จะรู้สึกว่ามันไม่มีความทรมาน ไม่ได้เอาตัวมาทรมานเปล่า แล้วก็เวลานั่งไปก็จะเกิดความรู้สึกว่า เออ ตอนนั่งขัดสมาธิเพชรความรัดกุมหรือว่าพลังที่โคจรอยู่ทั่งร่างเนี่ย มันแน่นกว่า มันหนาแน่นกว่า

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อาการสงบแบบยังไม่มีกำลังความตื่นรู้มากพอ


ถาม : เพิ่งเคยมาฟังครั้งแรก็ยังไม่รู้จะถามอะไรครับ รู้แต่ว่ามันตื่นเต้นอยู่ 
รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/KesGRx3eWhs  ดังตฤณวิสัชนา๒๕๕๖ ครั้งที่ ๗  การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส  ๙ กันยายน๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ:   
ก็ดูไป เมื่อครู่นี้ตอนที่ฟังไปด้วยและก็ทำสมาธิตามไปด้วยเนี่ยนะ มันมีอาการที่ว่า..บางครั้งก็ฟังรู้เรื่อง บางครั้งก็เหมือนกับลอยๆไป หรือว่าอย่างเมื่อกี้บางทีมันมีอาการเคลิ้มๆไป  ลอยๆไป  เข้าใจอาการเคลิ้มไหม มันเหมือนไม่ใช่สบายเฉยๆ มันเหมือนคล้ายๆ จะว่าหลับก็ไม่ใช่ จะว่าตื่นก็ไม่เชิง ตัวภาวะแบบนี้มันจะเกิดขึ้นบ่อย เวลาที่เรานั่งสมาธิหรือเวลาที่เราสงบแบบยังไม่มีกำลังความตื่นรู้มากพอ ตัวนี้ก็เป็นอาการแสดงของจริงเกี่ยวกับภาวะทางจิตได้  ถ้าเราเห็นของจริงอยู่อย่างนี้ รู้อยู่อย่างนี้ ในที่สุดมันก็เกิดการยอมรับขึ้นมาว่า เออ..ภาวะที่เราจะตั้งใจรู้ ตั้งใจดูอะไรก็แล้วแต่ มันก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดูอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน  

และในระหว่างวันก็ดูได้ทำนองเดียวกัน  เวลาที่คุณคิดตั้งใจรู้สึกว่าอยู่กับงานตรงหน้า ล็อคโฟกัสอยู่กับงานตรงหน้าได้ รู้สึกดี แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเหมือนกับเหม่อๆ ไป  บางทีคล้ายๆ ร่างกายไม่พร้อมบ้างหรือว่าสภาพจิตใจมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวบ้าง มันก็ไม่แตกต่าง เพราะมันเป็นจิตใจอันเดียวกันกับตอนที่เรานั่งสมาธิ คือไม่ใช่จิตใจที่เป็นของอีกคนหนึ่ง แค่ว่าหลับตาหรือลืมตาเท่านั้น แต่ว่าเรามาหลับตากันเป็นจุดเริ่มต้ก็เพื่อที่จะให้ง่าย ที่จะให้เห็นว่ามันกำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ภาวะฟุ้งซ่านกำลังปรากฏหรือไม่ปรากฏ ถ้าลืมตาเนี่ย บางทีมันถูกอย่างอื่นแย่งไป 


















วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

ขาดสติในชีวิตประจำวันบ่อย อึดอัดคับข้องใจสถานการณ์รอบตัว

ผู้ถาม : คือเป็นคนที่บางทีเราเหมือนกับ เราจะขาดสติบ้างในบางครั้งน่ะค่ะ อยากจะถามว่าจะมีวิธีให้เราคิดอย่างไร ให้เรากลับมามีสติ หรือว่ามีสมาธิมากขึ้นในการดำรงชีวิตทั่วไปค่ะ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/4uBNUH38ocM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๐
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๕ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
ตอนที่เราบอกว่า มันมีอาการขาดสตินี่ เคยสังเกตไหม มันมีอาการอัดอั้นตันใจควบคู่ไปด้วย 
รู้สึกไหม? อาการอัดอั้นตันใจน่ะ มันจะรู้สึกหนักๆ  หนักๆในใจ 
คือไม่ใช่แค่อึดอัดนะ แต่มันเป็นอาการคับอกคับใจ เข้าใจใช่ไหม? 
ตอนนี้ต้องเริ่มให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ภาวะเป็นอย่างไร


ภาวะคับอกคับใจเนี่ย  มันจะทำให้เราคิดอะไรไม่ออก 

พอคิดอะไรไม่ออกนะ คนเราจะขี้เกียจคิด อยากจะปล่อยให้อะไรมันเลยตามเลย จะเป็นอะไรอย่างไรก็ช่างมัน เข้าใจอารมณ์ประมาณนั้นนะ คราวนี้เรารู้ที่มาที่ไปแล้วว่าทำไมมันถึงขาดสติ 
คำว่าขาดสติ ไม่ใช่อยู่ ๆ มันขาดสติ 
แต่มันเริ่มมาจากขี้เกียจจะมีสติก่อน 
ที่ขี้เกียจนี่เพราะมันอัดอั้นตันใจ

กรณีของเรา มันมีความรู้สึกคับอกคับใจ มันมีความรู้สึกไม่พอใจกับอะไรๆที่เป็นอยู่ ทีนี้

ถ้าเราเริ่มมองออกว่า
มีอาการคับอกคับใจ นำหน้า อาการขี้เกียจคิด ขี้เกียจจะมีสติ 
มันจะเริ่ม นี่เป็นแบบนี้ 

เห็นไหมมันรู้สึกเบาลงไป มันจะรู้สึกเหมือนกับว่า อาการคับอกคับใจนี่น้อยลง เมื่อกี้พอพี่พูดว่ามีอาการคับอกคับใจ แล้วเรารู้สึกถึงมันได้น่ะ มันเหมือนกลับมาเกิดขึ้นใหม่

แล้วพอกลับมาเกิดขึ้นใหม่ แล้วเราเห็นมันได้ ว่าหน้าตามันเป็นแบบนี้ มันอึดอัด ๆ อยู่ มันมีอาการคับข้องอยู่ มันก็คลายออกไป 

ของน้องนะ คีย์อยู่ตรงนี้นะ 

พอรู้สึกถึงอาการคับอกคับใจ เรารู้มันตามจริงว่าหน้าตามันเป็นแบบนี้ 
มันแคบๆ มันมืดๆ มันอึดอัด 
มันเหมือนกับขี้เกียจคิด 

เข้าใจคำว่า"ขี้เกียจคิด" ใช่ไหม? 
ไม่รู้จะคิดมันไปทำไม 

นี่พอเห็นภาวะตรงนี้ปุ๊บ เราก็เริ่มเลย ดูนะลมหายใจนี้ มันรู้สึกอย่างนี้อยู่นะ 
หายใจทีหนึ่ง แล้วก็เออ...อึดอัด เออ...มันก็คลายลง 
พอมันคลายลงเดี๋ยวมันกลับมาใหม่ 
เพราะว่าเรื่องข้างนอกมันยังไม่ได้อย่างใจ

มันอึดอัดใหม่ เราก็ดูใหม่ 

ดูเหมือนกับดูเห็นอะไรเข้ามา 
คล้ายๆ ของมันเบียดเข้ามาในใจเราน่ะ 

มีตู้มีเก้าอี้ มีอะไรนู่นนี่นั่นเบียดเข้ามา 
แล้วเรารู้สึกคับข้อง ติดขัด 

พอเห็นว่ามันเบียดเข้ามา มันคับข้องเข้ามา มันก็หายไปใหม่ 
ดูเป็นแต่ละลมหายใจไปเรื่อยๆ 
ณ ตรงนี้เราจะมีสติมากขึ้น 

โดยที่ไม่ต้องไปหาอุบายอะไรอย่างอื่น แค่ดูเข้าไปที่ตรงจุดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับใจของเรา


ใจลอย ฝันกลางวัน

ผู้ถาม : พึ่งมาครั้งแรกครับ ก็ได้ศึกษาแล้วก็ฟังซีดีสักพักหนึ่ง ก็เหมือนเด็กพึ่งจะหัดคลานหรือว่าเด็กประถม อยากจะขอคำแนะนำมากกว่าครับ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/wSKXTeRT8iE
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๐
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๕ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
ระหว่างวันถ้ารู้ตัวว่า ยังปล่อยจิต ปล่อยใจ หลงๆไป อะไรอย่างนี้นะ คือก็กลับมา

ค่อย ๆ สังเกต เออนี่ ตอนที่รู้สึกหลงๆหายๆไป เพราะของเราเป็นคนชอบวาดวิมานในอากาศ คือบางทีไม่เกี่ยวกับโลกความเป็นจริงเลยนะ คือวาดไปส่วนตัว โลกส่วนตัวมากเลยน่ะ

ก็ให้รู้ว่าเนี่ยในอาการแบบนั้นน่ะ กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก เพื่อที่จะแบ่ง แบ่งกลับมา 
คือไม่ใช่แบ่งกลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่ามาอยู่กับลมหายใจ 

แต่เหมือนกับให้มันมีอาการระลึกบ้างว่า ตอนที่กำลังวาดวิมานในอากาศอยู่เนี่ย อาการที่มันลอยๆหลงๆ เนี่ยนะ มันหายใจเข้าหรือหายใจออก 

มันจะรู้สึกมาครึ่งหนึ่ง แต่พอรู้สึกมาครึ่งๆ หลายครั้งเข้า บ่อยครั้งเข้า มันจะเริ่มรู้สึกขึ้นมา 
ว่าเออเนี่ย ไอ้สภาวะวาดวิมานในอากาศ เป็นแค่ภาวะ เป็นแค่อารมณ์ทางใจอย่างหนึ่ง

เกิดขึ้นแป๊บหนึ่ง   ในระลอกลมหายใจนี้  
แล้วพอเรารู้สึกถึงลมหายใจสองครั้ง สามครั้งไป 
อารมณ์แบบลอยๆ ตรงนั้นน่ะ มันจะค่อย ๆเหมือนกับฟีบตัวลงมาอยู่ 
คือสภาวะทางการรับรู้เนี่ย มันจะเข้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้น 
คือไม่ใช่มาเพ่งกับลมหายใจแคบๆนะ แต่มารู้สึกถึงเนื้อถึงตัวคล้ายๆแบบนี้

แต่ลองดูนะ ด้วยความที่ว่า  ฐานของใจเรามันเหมือนกับลอยๆมาจนเคยชินน่ะ แม้กระทั่งตอนนี้ที่อยู่กับเนื้อกับตัว มันก็ครึ่งๆกลางๆ มันเหมือนแบ่งออกไปสู่อาการลอย ๆ ครึ่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ไม่ได้คิดนะ ไม่ได้คิดฟุ้งซ่านนะ แต่มันจะเหมือนพร้อมจะลอยเป็นลูกโป่งออกไป ลูกโป่งที่มันบานออกไปน่ะ นึกออกไหม มันพร้อมที่จะลอยขึ้นไป ขึ้นฟ้า

เนี่ยเราก็รู้ว่าภาวะตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ หน้าตามันเป็นอย่างนี้ รู้เนื้อรู้ตัว แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมจะลอย เสร็จแล้วก็สังเกตไปเรื่อยๆ หายใจเข้า หายใจออกแต่ละครั้งเนี่ย อารมณ์มันไปประมาณไหนแล้ว 

อารมณ์เบา มันเบาเป็นลูกโป่งอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า หรือว่ามันเริ่มกลับมารู้สึกรู้สาเกี่ยวกับตัวตน เกี่ยวกับเนื้อเกี่ยวกับตัว เกี่ยวกับลมหายใจนี้จริงจัง

ยิ่งมีความรู้สึกเกี่ยวกับเนื้อเกี่ยวกับตัวเนี่ยเข้มข้นมากขึ้นเท่าไร อารมณ์ลอย ๆตรงนี้ มันจะยิ่งอ่อนกำลังลง 

คือไปสังเกตอย่างนี้ แล้วมันต้องใช้เวลานาน คืออย่าคาดหวังว่าเดี๋ยวมันจะได้ผล หรือมันจะทำให้เราเลิกฟุ้งซ่านอะไรอย่างนี้นะ คืออย่าไปคาดหวังอะไรทั้งสิ้น แต่ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ 


ในที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นความเคยชินแบบใหม่ 
ทุกครั้งที่มันมีอาการวาดวิมานในอากาศ มันจะกลับมาที่ลมหายใจ 
กลับมาอย่างสังเกตว่าลมหายใจนี้ จิตของเรามันโป่งๆพองๆบานๆนะ 
แต่พอดูๆลมหายใจไปพักหนึ่ง แล้วสังเกตเปรียบเทียบ มันยังบานเท่าเดิมอยู่ไหม หรือมันเริ่มเข้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้น

เนี่ยมันจะเริ่มสนุก เหมือนเห็น แล้วจิตแบบนี้มันจะเห็นง่ายด้วยนะ

คล้ายๆ กับเราอยู่ในความฝันอีกแบบหนึ่ง ความฝันที่อยู่ในหุ่นกระบอก เหมือนกับเห็นตัวเองเนี่ยเป็นแค่หุ่นที่ถูกชักใยด้วยอารมณ์ภายใน ที่มันไม่มีตัวตนอยู่จริง 

เพราะว่าคนชอบฝันแบบลอยๆเนี่ย มันจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นจริงเป็นจังอยู่แล้ว ทีนี้พอกลับเข้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้นเนี่ย มันจะรู้สึกเลย เหมือนกับร่างกายนี่มันก็แค่หุ่นถูกชักใย เคลื่อนไปเคลื่อนมา ลมหายใจเดี่ยวก็เข้าเดี๋ยวก็ออก มันไม่เห็นจะมีอะไรที่บอกว่าเป็นตัวเป็นตนได้

แต่ดีแล้วไม่ต้องยื้อ อย่างนี้ คืออย่างนี้แหละ ดูไปอย่างนี้ 

คือมันจะเหมือนกับต้องออกอาการจงใจนิด ๆ ฝืนใจหน่อย ๆ อะไรอย่างนี้นะ แต่ว่ามันจะประมาณนี้แหละ 

คือรู้สึกเหมือนกับว่าพอจะดึงกลับมา ไอ้นี่ก็คอยฉุดขึ้นไป พอไอ้นี่ฉุดขึ้นไป ตัวนี้ก็ดึงกลับลงมา คือไม่ใช่เราจะไปกระโดดไปกระโดดมาระหว่างสองอันนะ แต่ต้องรู้ไปพร้อมกันเลย ว่านี่หายใจครั้งนี้ มันกำลังกระเจิดกระเจิงอยู่ ก็ยอมรับไป คือฟังมาทั้งหมดนี่ มันเข้าใจแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า เอาให้ตรงภาวะของเราเองเท่านั้นนะ


คิดเยอะฟุ้งซ่าน ลังเลใจที่จะเริ่มต้นภาวนา

ถาม :  คิดเยอะฟุ้งซ่าน ลังเลใจที่จะเริ่มต้นภาวนา
รับฟังทางยูทูบ 
https://youtu.be/0DjUKUChiDM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๕ การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๖ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
/ คำถามที่ ๖

ดังตฤณ:  
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านอย่างเดียว มันเป็นอาการกระวนกระวาย คือมีนิสัยทางจิตที่ว่าถ้าอยากได้อะไร แล้วยังไม่ได้อย่างใจมันจะกระวนกระวายไม่หยุด เห็นใช่ไหม 

แม้กระทั่งเราคิดเรื่องการภาวนาก็ตาม ถ้าใจหนึ่งมันอยากไปเล่น อีกใจหนึ่งมันอยากภาวนา แค่นี้กระวนกระวายแล้ว ตอนเล่น ก็จะเอ๊ะ เราทำผิดอะไรหรือเปล่า นั่นแหละ 


ดูตัวกระวนกระวาย

เวลาที่เกิดความกระวนกระวายขึ้นมาเนี่ย 
มันจะเหมือนกับเราเสียความเป็นตัวของตัวเองไป 
นึกอะไรไม่ค่อยออก 
เพราะมัวแต่ไปติดอยู่กับพายุความกระวนกระวาย 
ไม่ว่าจะในเรื่องไหนก็ตาม จะเรื่องทางโลก หรือเรื่องทางธรรมก็ตาม 

ตอนที่เราคุยกับใครแล้วไม่รู้เรื่อง คือเค้าจะไม่ฟังเราหรืออะไรก็แล้วแต่ 
ก็เกิดความว้าวุ่นใจ เกิดโทสะ เกิดความคิดในแบบที่...ทำไมมันอย่างนู้น อย่างนี้ 
มีคำด่าขึ้นมาแป๊บๆ แต่อยู่ต่อหน้าต้อง ไม่เป็นไรค่ะ ได้ค่ะ

แบบนี้เราก็ดูความขัดแย้ง 

มันจะมีความอึดอัด ความกระวนกระวายในแบบร้อนๆ หรือมีคำด่าแทรกแซงมา ในระหว่างที่เราต้องยิ้ม 

ตรงนั้นมันก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด เราจะรู้สึกอึกอัดขึ้นมาเป็นวูบๆ ถ้าเรามองเห็นด้วยอาการยอมรับถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเกิดขึ้นบ่อย สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติที่ดี

คือยิ่งเราเห็นมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้สึกสงบ 
มันเย็นลงทันที เหมือนมีน้ำเย็นลูบใจ 

ราก็เห็นต่อไป ว่าอาการเย็นนี้มันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย อยู่ๆมันไม่ได้เย็นขึ้นมาเอง แต่เป็นเพราะว่าความกระวนกระวายเกิดขึ้นแล้วเราสามารถเห็น 

ยอมรับตามจริง 

ก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของความกระวนกระวาย ระดับความกระวนกระวายมันลดลง 
ระดับความอึดอัดมันลดลงให้เห็นด้วยอาการยอมรับ 
ไม่ใช่ด้วยอากาพยายามไปแข็งขืนกับมัน หรือไปพยายามแทนที่มัน

ที่ผ่านมาเรารู้เกือบถูกแล้ว แต่เห็นไหมความกระวนกระวายไม่ได้หายไป  ตอนที่เรารู้ 

พอยท์ (Point) มันอยู่ที่ตรงนี้ เราไม่ได้ยอมรับ มันไม่ใช่ด้วยอาการยอมรับแบบนี้ อย่างนี้เค้าเรียกว่ายอมรับ 
แต่ตอนนั้นมันไม่อยากยอมรับ มันอยากจะสงบทันที มันไม่อยากมีความทุกข์ 

ตัวที่ไม่อยากมีความทุกข์ ไม่อยากกระวนกระวาย ตัวนั้นแหละที่ทำให้กระวนกระวายต่อ 


ต้นเหตุของความทุกข์ที่แท้จริง คือความอยาก

แม้กระทั่งอยากหายทุกข์ ก็คือต้นเหตุของความทุกข์ 

จำไว้เป็นพอยท์(Point)  ที่จะสังเกตแล้วกัน ว่าเรารู้จริง หรือไม่รู้จริง 
ถ้ารู้จริง จะมีอาการยอมรับ 

ถ้าไม่รู้จริงจะมีอาการ"อยาก"


พยายามเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่หากงานยุ่งจะทำไม่ได้ ถ้าเจออารมณ์แรงๆก็หลุดเลย

ถาม :  เริ่มสนใจธรรมะมา ๓-๔ ปี จากนั้นก็ไปเข้าคอร์สทุกปี ในชีวิตประจำวันจะรักษาศีล๕ ทำความรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันบ้าง หากงานยุ่งจะตามไม่ค่อยได้ ปัญหาคือถ้าเจออารมณ์แรงๆก็หลุดเลย

รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/H2wAl6VkXas
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๕ การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๖ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
/ กลุ่มคำถามที่ ๓/คำถามที่ ๘

ดังตฤณ:  
มันอย่างนี้นะ โดยพื้นทางจิตใจของเรามา ต่อให้ไม่มีอะไรกระทบ มันก็กระทบตัวเองได้ มันมีอะไรเปรี้ยงปร้างอยู่ในความคิดได้เรื่อยๆ เข้าใจคำว่าเปรี้ยงปร้างใช่ไหม เหมือนฟ้าผ่าอยู่ข้างในน่ะ ของเราเนี่ยจะเป็นแบบนั้น 

แต่ว่าช่วงหลังๆ หลังจากที่เรามาสนใจในธรรมะ มันมีอีกกระแสหนึ่งที่มันแตกต่างไป 

มันจะมีความรู้สึกว่า บางที บางชั่วโมงนี่เหมือนแม่พระเลยนะ ยิ้มเย็นๆ สบายๆ รู้สึกข้างในไม่มีอะไร 

แล้วมันเกิดความรู้สึกขึ้นมาวูบๆวาบๆ ว่าเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราจะไม่กลับไปเป็นคนโมโหง่ายอะไรอีกแล้ว 

แต่เสร็จแล้วพอมีหมากปราบเซียนมากระทบก็    ตายเลย คือ

มันได้เห็นตัวเอง ว่ามันยังไม่ได้เป็นแม่พระจริง เป็นแม่เพละ มันเหมือนแตกกระจายออกไป  เราก็จะเสียใจและก็รู้สึกว่าเรานึกว่าเราจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว แต่มันก็ยังเป็นอยู่ นี่ตัวเนี้ย...

คือถ้าเราตั้งมุมมองไว้อย่างถูกต้องมันก็จะไม่ไปเสียใจ  แต่เหมือนกับที่พูดไปว่าแทนที่เราจะไปเข้าใจผิดว่ามันต้องเกิดขึ้นตลอดไป ตอนที่เรารู้สึกดีแล้ว ตอนที่เรารู้สึกสว่าง รู้สึกมีเมตตา ไปยึดว่าเนี่ยเป็นของเรา 

เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่ และแสดงความไม่ใช่   ผ่านเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่งจิตใจ และเกิดปฏิกิริยาที่เราไม่สามารถห้ามตัวเองได้ หยุดไม่อยู่ ตัวนี้


ต่อไปให้ตั้งมุมมองของใจไว้เลยว่า ทั้งตัวแม่พระ ทั้งตัวโมโหร้ายอะไรเนี่ย 

อย่างภาวะที่มันดีๆน่ะ อาจจะตั้งอยู่นานได้ แต่อย่าคิดว่ามันจะตั้งอยู่ตลอดไป 

คือให้คิดว่ามันจะตั้งอยู่นานนะ และอาจจะตั้งอยู่นานหน่อย เพราะว่าเราเต็มใจให้มันเป็นอย่างนี้

 เราสมัครใจเลือกตัวตนใหม่แบบนี้ มันถึงอยู่ได้นานหน่อย 
แต่ ถ้าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยน 

เราถือเป็นโอกาสที่จะได้รู้ว่าสภาวะทางใจแบบนั้นมันไม่เที่ยง



อย่างเมื่อกี้ ตอนที่นั่งสมาธิตามที่พี่ไกด์(Guide)เนี่ย คือมันมีความคิดวุ่นวาย มันมีความพยายามจะทำตามที่พี่พูดนั่นล่ะแต่ก็มีอีกใจว่าเราทำไม่ได้เราอย่างโน้นอย่างนี้ 

คือมันมีอะไรจุ๊กจิ๊กๆขึ้นมาแบบคนที่เคยมีอคติกับการนั่งสมาธิ  เพราะนั่งมาไม่สำเร็จแล้วมีความคิดรบกวน เคยมีความคิดรบกวนยังไง ก็กลายเป็นมันย้อนมาทุกที 

ถาม : ถ้าบางทีสงบตอนนั่งสมาธิก็จะหลับไปเลยค่ะ

ดังตฤณ:

ที่หลับสาเหตุเพราะว่าเราอยู่กับความเคลิ้ม อยู่กับอาการที่มันน่าพอใจ คือมันสบายๆ สงบๆ แล้ว เรารู้สึกว่ามันดีจังเลยติดอยู่กับภาวะนั้นจนกระทั่งหลับ 

แต่ถ้าหากว่าเราค่อยๆมอง ค่อยๆฝึก คือต้องสวนกับอคติแบบเดิมนิดหนึ่ง คำว่าอคติไม่ใช่การคิดร้ายคิดไม่ดีอะไรมากมาย แต่หมายถึงทัศนคติที่เรามีต่อสมาธิ เราต้องปรับใหม่ว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะได้ตั้งหลัก สร้างทุน เพื่อที่จะเอาสติมาใช้ในชีวิตประจำวัน 

เดิมเรามีแค่การทำใจ เหมือนกับไปทำบุญ ฟังคำสอน สวดมนต์ แผ่เมตตาอะไรอย่างนี้อะนะ เราจะถนัดแบบนั้น เราจะรู้สึกว่าเอากระแสของการแผ่เมตตา ความคิดดีๆหลังสวดมนต์ มาใช้ในชีวิตประจำวัน เรารักษาให้มันดีอยู่อย่างนั้น ซึ่งมันก็จะแค่รักษาให้ดี ทำใจ แต่ไม่ใช่เห็นอะไรตามจริงอย่างที่มันกำลังปรากฏ มันแตกต่างกันนะ 

ตอนที่เราจะรักษาภาวะดีๆไว้ มันต้องอาศัยกำลังใจที่จะไม่ให้มันเคลื่อนไปสู่ภาวะไม่ดี 

แต่อย่างตอนที่เราเจริญสติแล้วเห็นภาวะที่มันปรากฏตามจริง เวลาที่ไม่ดียอมรับว่าไม่ดี เวลาเปรี้ยงปร้างอะไรขึ้นมา เออ...นี่ จิตมันแสดงความไม่เที่ยงของความสุขให้ดู 

หรือว่าตอนที่มันเย็นๆ มันนิ่งๆ มันมีเมตตา มันเหมือนอยากจะยิ้ม อยากจะช่วยคนทั้งโลกอะไรแบบนี้นะ ให้เห็นว่านี่คือการแสดงความไม่เที่ยงของโทสะ 


หลักการดูก็คือ  มุมมองที่เราจะดูเข้ามาที่ข้างในนั้นเอง 

แค่ตั้งมุมมองไว้แตกต่าง มันเปลี่ยนจากสวรรค์เป็นนิพพานได้เลย