วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฝึกแผ่เมตตา (คุณดังตฤณเล่าประสบการณ์)

หลังจากพบว่าจิตที่ตั้งมั่นเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่ากำลังเห็นอะไรอยู่จริงๆ ผมก็เพียรแบบมวยวัด พยายามเข้าให้ถึงสมาธิตั้งมั่นท่าเดียว หลงๆลืมๆหลักการเจริญสติระหว่างวันไป กล่าวคือเมื่อนึกถึงการปฏิบัติธรรมภาวนา ผมจะนึกถึงการนั่งหลับตาเพื่อเอาความสงบ อยากได้ปีติสุขอันเป็นรสวิเวกประหลาดของอุปจารสมาธิ อยากเห็นลมหายใจแจ่มชัดดุจน้ำตกกลางอากาศว่างซ้ำแล้วซ้ำอีก
นี่เป็นธรรมดาของนักเจริญสติส่วนใหญ่ พอเข้าถึงภาวะอะไรดีๆ ก็พยายามก๊อปปี้ พยายามลอกเลียนของดีๆนั้น ด้วยความอยากให้มันเกิดซ้ำอีกทุกครั้งดังใจ ผลคือล้มเหลว เพราะไม่ได้สร้างเหตุที่ถูกต้อง แค่ตั้งต้นด้วยความอยาก ก็ผิดทางที่จะรู้ตามจริงแล้ว เปลี่ยนมาอยู่บนเส้นทางของการบังคับให้อะไรๆเกิดขึ้นตามใจอยากแล้ว
ผมต้องใช้เวลาพอควร กว่าจะเข้าใจว่าการพยายามนึกถึงภาวะดีๆในอุปจารสมาธิ ไม่ได้เป็นปัจจัยช่วยให้เข้าถึงอุปจารสมาธิได้เลย เพราะจิตมีแต่อาการกระโจนทะยาน อยากได้อยากดี ไม่มีความวางเฉยอันเป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานของความสงบเอาเลย
และผมต้องใช้เวลาฝึกระยะหนึ่ง กว่าจะเท่าทันความอยาก ผมพบด้วยตัวเองว่า

แค่เรายอมรับตามจริงว่ากำลังอยาก
เหมือนใจเหนอะหนะด้วยยางเหนียว
ภาวะฟุ้งซ่าน
อันเป็นอุปสรรคขวางทางตั้งแต่ต้น
ก็เบาบางลงได้
แต่แม้พบความจริงดังกล่าว ผมก็ลืมอยู่ดี เมื่อใดลงนั่งหลับตา เมื่อนั้นจะโหยหารสสุขในอุปจารสมาธิเป็นอันดับแรกเสมอ แล้วก็ใจฝ่อเสมอเมื่อเข้าถึงภาวะแสนสุขนั้นไม่สำเร็จ อย่างดีก็แค่สุขนิดๆหน่อยๆ สว่างนวลวูบๆวาบๆพอเป็นกระสายให้ชุ่มชื่นบ้างเท่านั้น
เมื่อสำคัญผิด
คิดว่าสมาธิควรก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆวันต่อวัน
แล้วในความเป็นจริงมันไม่ใช่
ผมก็ชักท้อ
รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่เอาไหน ไม่น่าภูมิใจ
แต่วันดีคืนดี ก็เกิดปรากฏการณ์ทางจิตเป็นกำลังใจขึ้นมาอีก คือมีอยู่วันหนึ่งผมอ่านเรื่องการแผ่จิตเป็นเมตตาตามที่พระพุทธเจ้าสอน จับใจความได้ว่าให้ตั้งต้นด้วยการคิดไม่เบียดเบียน เห็นความพยาบาทเหมือนโรคทางใจ ถ้าหายได้จะดีกว่าเป็นไหนๆ กำลังวังชาก็กลับมา ธุระปะปังก็ทำต่อได้ จึงไม่ควรหวงโรคทางใจไว้ด้วยประการทั้งปวง จากนั้นเมื่อกระแสเมตตาบังเกิดขึ้น ก็ให้กำหนดทิศแผ่ไปไม่มีประมาณในเบื้องหน้า เบื้องซ้าย เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องบน เบื้องล่าง
ผมลองแผ่จิตมั่วๆ ตอนนั้นไม่แน่ใจนักว่าใช่หรือเปล่า แค่นึกสบายๆไปข้างหน้า พอสบายด้านหน้าได้ก็นึกถึงความสบายด้านข้างต่อ แต่ก็ไม่ปรากฏผลชัดเจนนัก เพราะสบายได้เดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนเป็นฟุ้งซ่าน จับอะไรไม่ติด ไม่ทราบจะตั้งจิตไว้อย่างไรแน่
สงสัยจะเป็นบุญครับ พอนึกอยากฝึกแผ่เมตตา ก็ได้เครื่องช่วยฝึกในวันนั้นเลย ผมมีเรื่องขัดเคืองกับเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันนิดหน่อย ประมาณว่าขี่จักรยานผ่านบ้าน แวะทักแล้วเพื่อนพูดทิ่มแทงให้เสียความรู้สึก เกิดความเจ็บใจ และเก็บมาคิดขุ่นเคืองยืดเยื้อ
ผมกลับมานอนเปลญวนริมระเบียงบ้านคุณพ่อ มองดูทะเลกว้างในช่วงเย็น ตาทอดไกลแต่ไม่เห็นอะไร เพราะใจยังขมวดมุ่น คุกรุ่นอยู่กับคำพูดของเพื่อนไม่เลิก
ชั่วขณะหนึ่ง ผมนึกถึงพระพุทธพจน์ขึ้นมาได้
ที่ท่านว่าความพยาบาทเหมือนโรคทางใจ
ตราบใดยังไม่หายไป
ตราบนั้นเราก็เหมือนคนป่วย
ไร้เรี่ยวแรง ทำอะไรตามปกติไม่ได้
ชั่วขณะนั้นผมตระหนักว่า
ได้อาการป่วยของจริงมาอยู่กับตัวแล้ว
ขนาดตามองทะเลยังไม่เห็นทะเล
เพราะใจเห็นแต่ใบหน้าที่น่าต่อยของเพื่อน
โอกาสดีอย่างนี้จึงไม่ควรทิ้งขว้างให้เสียเปล่า
ลองใช้วิชาของพระพุทธเจ้ารักษาตัวเองหน่อยจะเป็นไร
ผมปิดตาลง พิจารณาเพื่อให้ ยอมรับตามจริงถึงภาวะทางใจในชั่วขณะนั้น เห็นความมืดนำมาก่อน ตามด้วยความยุ่งเหยิงทางความคิดในหัว และสรุปตบท้ายที่ความรู้สึกเสียดแน่นร้อนรน กระวนกระวายอยู่ในอก
จากนั้นจึงถามตัวเองว่านี่ใช่ไหม ที่เรียกโรคทางใจ?
จิตตอบรับว่าใช่ และเมื่อคิดว่าจะให้อภัย ก็คล้ายปวดแปลบแสบทรวง เหมือนเกิดพลังยื้อยุดฉุดดึงมหาศาลไม่ให้ยอม ช่วงวัยรุ่นผมเป็นพวกเจ็บแค้นแรง อยู่ๆจะให้ถอนความพยาบาทนั้น ออกจะเหลือวิสัย
แต่ความอยากฝึกแผ่เมตตาก็เหนี่ยวนำให้พยายามต่อ แล้วผมก็พบความจริงที่น่าตื่นใจ

ตัวความโกรธ หรือกระแสความพยาบาท
ที่ห่อหุ้มคลุมจิตอยู่นั้น
เป็นพลังอัดอย่างหนึ่ง
ตราบใดยังพิจารณามัน
ตราบนั้นก็เท่ากับเราอาศัยกระแสพลังแรงๆของมัน 
มาช่วยพยุงจิตให้อยู่ในอาการจดจ่อ
ไม่ซัดส่ายไปไหน
!
ผมดูภาวะอารมณ์พยาบาทพร้อมทั้งพิจารณาตามพระพุทธเจ้าสอนอยู่ประมาณ ๑๐ นาที

ตามธรรมชาติของจิตนี่นะครับ
เมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ซัดส่ายไปไหนสักพักหนึ่ง
ก็เกิดธรรมดาผนึกกระแส รวมศูนย์เข้ามา
ใจเริ่มตั้งนิ่งเป็นสมาธิแบบขุ่นๆ
แต่ความคิดก็ยังทำงานต่อ
คือ เห็นอารมณ์พยาบาทเป็นเหมือนโรค
ไม่ใช่ของน่าหวงเอาไว้
ถัดจากนั้นนานเท่าไรประมาณไม่ถูก ได้เกิดภวังค์สั้นๆขึ้นคล้ายวูบหลับเล็กๆ แล้วจิตก็ตื่นในอีกภาวะหนึ่ง โดยที่ผมไม่ได้สั่ง และไม่อาจควบคุม ดวงจิตคล้ายหลุดจากที่คุมขังคับแคบ แผ่กระแสออกสู่ความว่างอันเยือกเย็นไร้ขอบเขต ทรงปีติสุขล้ำลึก
ทราบด้วยสัญชาตญาณทางจิตว่านั่นคืออาการรวมดวงระดับอุปจารสมาธิ และเป็นสมาธิที่ตั้งต้นขึ้นมาจากการพิจารณาเห็นความพยาบาทเป็นโรค ควรรักษาด้วยการปลดปล่อยมันออกจากใจ เมื่อใจยอมคายความพยาบาท พลังความพยาบาทก็ปฏิรูปมาเป็นพลังขั้วตรงข้าม ผนึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในความเมตตาไปแทน
จากที่ฝึกแผ่เมตตานำร่องแบบไม่เป็นโล้เป็นพายไว้ก่อน พอรวมดวงลง จิตก็เริ่มทำงานเองอย่างรู้แนว คือแผ่กระแสความรู้สึกเยือกเย็น ผายอาณาเขตความปลอดภัยอันกว้างขวางออกไปเบื้องหน้า ผมรู้สึกเหมือนเห็นทะเลไพศาลเบื้องหน้ารางๆ ไม่เห็นสีสัน แต่ก็มีความคงที่กว่าการใช้ตาเนื้อทอดตามองตามปกติมากนัก
ใจคล้ายยิ้มได้กว้างกว่าปากตอนกำลังฉีกยิ้มกว้างสุดๆหลายร้อยเท่า และยินดียิ่งกับการอยากส่งยิ้มไม่มีประมาณนั้นให้กับโลก ประจักษ์ว่าอย่างนี้เองคือเวิ้งทะเลแห่งความสุขอันสร้างขึ้นด้วยใจ กว้างขวางและแผ่ไปได้ไม่แพ้อ่าวไทยตรงหน้าเลย
เมื่อเห็นว่าจิตยังผนึกแน่วไม่โคลงเคลง ผมก็ทดลองนึกถึงทิศซ้ายขวาพร้อมกัน ปรากฏว่ากระแสจิตแปรจากทิศเบื้องหน้ามาเป็นทิศซ้ายขวาได้ดังใจ คล้ายศูนย์กลางอันว่างเปล่าของจิตเป็นไฟฉายมหัศจรรย์ สามารถกำหนดให้ฉายกว้างไปเบื้องหน้าก็ได้ หรือเปลี่ยนแนวมาเป็นยิงลำใหญ่ออกทางด้านข้างทั้งซ้ายขวาพร้อมกันก็ได้
เมื่อกำลังจิตเริ่มถดถอย อาการผนึกดวงเริ่มแผ่วลง ผมพยายามรวบรวมกำลังใหม่ ซึ่งแรกๆก็ทำได้ แต่พอแผ่วสองสามหนก็หมดแรง รวมจิตไม่ติด ต้องถอนจากสมาธิด้วยความอาลัยอาวรณ์ในที่สุด
จากประสบการณ์ครั้งนั้นเอง
ผมจึงได้ความรู้ว่าในการแผ่เมตตานั้น
จิตต้องรวมดวงเสียก่อน
จึงจะสามารถเล่นกับทิศทางได้
ตลอดจนเล่นกับการกำหนดขอบเขตความกว้างยาวได้

มิฉะนั้นจะเป็นเพียงอาการคิดๆนึกๆถึงทิศแห่งเมตตา หรืออย่างดีก็ได้แค่การยิงกระแสเมตตาแบบอ่อนๆวูบวาบคล้ายอุปาทานเท่านั้น ห่างชั้นกันมากกับการพบความเยือกเย็นโอฬารอันซ่านหวานขึ้นมาจากภาวะสมาธิ
ภาวะที่จิตรวมกระแสเป็นดวงนวล คืออะไรที่อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ด้วยคำพูด ปกติคนที่ไม่ฝึกสมาธิจะคุ้นอยู่กับประสบการณ์ทางจิตแบบซัดส่าย กระโดดไปฟุ้งซ่านเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที ไม่ค่อยมีกำลังที่จะตั้งมั่นแม้ทำงานแบบโลกๆตามภาระหน้าที่ด้วยซ้ำ นี่เองที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าภาวะของสมาธิเป็นเรื่องอจินไตย คิดคะเนหรือจินตนาการเอาไม่ถูก ต้องเข้าถึงด้วยตนเองจึงจะรู้
และแม้ใครเข้าถึงสมาธิแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีกำลังสม่ำเสมอ ทำได้ทุกวันตามต้องการนะครับ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในแต่ละวัน แต่อย่างน้อยผมก็เริ่มสังเกตเหตุปัจจัยแห่งสมาธิได้ เช่น
๑)    ใจต้องปลอดโปร่งและเริ่มต้นด้วยความไม่คาดหวัง
๒)    กายต้องเริ่มต้นด้วยความผ่อนพักสบายทั่วพร้อม
๓)    จิตต้องไม่เร่งร้อน รู้สึกถึงสิ่งที่ระลึกอยู่ตามจริง เช่น ลมหายใจถึงเวลาเข้าก็รู้ ไม่ใช่ยังไม่ถึงเวลาเข้าก็จะไปเร่งให้มันเข้า
๔)    จิตต้องมีความยินดีกับลมหายใจหรือเป้าหมายที่ใช้กำหนดสมาธิ มากกว่าความฟุ้งซ่านอันเป็นคลื่นแทรกคอยเบี่ยงเบนความสนใจ
๕)    ตัวเราต้องไม่พยายามระงับความฟุ้งซ่าน แต่แค่ดู แค่รู้ แค่เท่าทัน ว่าความฟุ้งซ่านคือคลื่นรบกวน ถ้าเห็นมัน แต่ไม่เข้าไปทำอะไรทั้งทางห้ามและทางส่งเสริม มันก็จะแผ่วและผ่านไปเอง
ถ้าอยากได้ความคืบหน้าทางสมาธิ ให้คำนึงและสังเกตเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ไว้มากๆในเบื้องต้น แล้วจะพบว่าความสำเร็จต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกทางเสมอครับ

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ถ้าเกิดความคิดสมน้ำหน้าผู้อื่นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จะถือว่าเป็นบาปหรือไม่

ถาม : อยู่ๆความคิดสมน้ำหน้าก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งๆที่เราไม่ได้ตั้งใจจะคิด อย่างนี้ถือว่าเป็นกรรมทางความคิดไหมคะ?

รับฟังทางยูทูบ :  youtu.be/uxLVC-qMrck

ดังตฤณ: 
ผมจะบอกอย่างละเอียดเลยว่า
กลไกของกรรม กลไกของความคิด
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ

สิ่งที่เรามักจะรู้สึกกัน ก็คือ
ความคิดแบบนี้
อยู่ๆมันเกิดขึ้น เราไม่ได้ตั้งใจนะ

ลักษณะของความคิดแบบนั้น
ยังไงมันก็เป็นความรู้สึก
ให้ความรู้สึกว่าเป็นความคิดของเราอยู่ดี
เพราะอะไร
ต้องมองแบบนักเจริญสตินะ
อย่ามองแบบคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะครับ

มองอย่างนักเจริญสติจะเห็นว่า
ความคิดเป็นสิ่งกระทบที่เกิดขึ้นนอกจิตนอกใจ
ไม่ใช่สิ่งเดียวกับใจนะ

ทุกคนที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
จะสำคัญผิดคิดว่า
ความคิดมันก็คือจิต มันก็คือใจ
แล้วจิตใจมันก็คือตัวเรา
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าความคิดใดเกิดขึ้น
เราต้องรับผิดชอบ
นี่มันเกิดอุปาทานขึ้นมาแล้วว่าความคิดเป็นเรา
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรับผิด
เป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทีนี้ถ้ามองในมุมของนักเจริญสติจะเห็นว่า
ใจอยู่ส่วนใจ
ความคิดอยู่ส่วนความคิด
ยังไม่เกี่ยวข้องกันนะ

คือพอเราสั่งสมประสบการณ์มา
เกิดประสบการณ์อะไรมามากๆ
ประสบการณ์เหล่านั้น
มันจะวนเวียนในรูปของ ‘ความเป็นไปได้’
ที่จะกลับมาย้อน กลับมาผุดขึ้นในหัว
ความเป็นไปได้ที่ธรรมชาติจะ
ยิงความคิดมากระทบใจในแต่ละขณะ
ตัวนั้นน่ะ ท่านถือว่าเป็นอายตนะภายนอก
คือความคิด คือความจำ
หรือว่าแม้กระทั่งความรู้สึกอยากสมน้ำหน้าใครขึ้นมา

แล้วความคิดความจำหรือการปรุงแต่งแบบนั้นน่ะ
คืออย่างนี้
ความจำนะ ถ้าหากว่ามันผุดขึ้นกระทบใจ
แล้วเกิดเป็นปฏิกิริยานะว่า
เอ๊ย อยากสมน้ำหน้าคนคนหนึ่งขึ้นมา
อันนั้นเรียกว่าเป็นความคิดที่เป็นอกุศล
คือเกิดความรู้สึกหมั่นไส้
เกิดความรู้สึกสมน้ำหน้าอะไรขึ้นมา
นี่มันต้องมีอีกความคิดความจำอะไรอย่างหนึ่ง
ขึ้นมานำหน้าก่อน เข้ากระทบใจ
แล้วเกิดเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีสวนออกไป
เป็นปฏิกิริยาสวนออกไป

ความรู้สึกแบบนี้
มันจะเกิดขึ้นเองลอยๆไม่ได้
ถ้าไม่มีความจำนำหน้าขึ้นมา กระทบใจขึ้นมาก่อน

หรือถ้าหากว่าเราไปมองหน้าใคร
ที่เขากำลังเหมือนกับตกทุกข์ได้ยาก
แล้วจำได้ว่า คนคนนี้
เคยทำให้เรารู้สึกไม่ดีมาก่อน
เราไปสมน้ำหน้าเขา
อย่างนี้ก็เท่ากับว่ากลไกของการเกิดความสมน้ำหน้า
ก็คือว่าตาไปกระทบกับรูป
แล้วรูปนั้นมันทำให้เรารู้สึกไม่ดีขึ้นมา
ไม่ใช่อยู่ๆ ความสมน้ำหน้ามันจะเกิดขึ้นเองได้

ถ้าหากว่าความรู้สึกสมน้ำหน้ามันเกิดขึ้น
แล้วมีตัวตัวหนึ่งที่เรียกว่าสติ มาทำความรับรู้
แล้วก็เกิดความระลึกขึ้นมาได้ว่า
อย่างนี้เป็นอกุศล อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี
แล้วเปลี่ยนใหม่ จิตมันเกิดการปรุงแต่งใหม่
เป็นความรู้สึกที่ว่า
เออ เราไม่ควรจะไปสมน้ำหน้า
นี่เป็นความคิดที่เป็นกุศลแล้ว

ทั้งหมดทั้งปวงนี่ไม่มีตัวเราอยู่เลยนะ
ทั้งหมดทั้งปวงนี่เป็นแค่
สภาวธรรมที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุและมีผล
ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นเหตุและเห็นผลได้ว่า
ที่มาที่ไปของความรู้สึกสมน้ำหน้ามันมีมาได้อย่างไรนะ
เราจะเข้าใจ เข้าใจอย่างขาด
เข้าใจแบบคนที่อ่านออกทะลุว่า
ไม่มีตัวตนให้ต้องรับผิดชอบ
อย่างนี้จะอยู่เหนือบุญเหนือบาป



ทีนี้ถ้ามองจากมุมนี้นะว่า
เออ เพราะเหตุมันเป็นอกุศล จึงเกิดผลเป็นอกุศล
เพราะเหตุเป็นกุศล ผลจึงเป็นกุศลตามนะ
ไม่มีตัวตนอยู่ในทั้งอกุศลและกุศลนั้น
เราก็จะสามารถที่จะมองย้อนกลับไป
แล้วให้คำตอบตัวเองได้ว่า
ความคิดสมน้ำหน้าที่มันผุด
ขึ้นแวบเดียวนี่ไม่เป็นไรหรอก
ไม่ได้ถือว่าเป็นบาปเป็นกรรมอะไรมากมาย
คือกรรมมันยังไม่ได้เกิดขึ้นครบวงจร
เพราะยังไม่ได้มีตัวเราเข้าไปตัดสิน
ตัวเราเข้าไปผสมโรง
หรือว่าตัวเราเข้าไปให้การรับรองว่า
ความคิดอย่างนั้นดีแล้วชอบแล้ว





กรรมที่มันจะเป็นกรรมทางความคิดเต็มๆ
มันต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีความตั้งมั่นอยู่ในเรา
คือพูดง่ายๆว่า
จิตของเราไปยึดว่าความคิดแบบนั้นน่ะดีจริง
แล้วก็ควรจะหวงไว้
ตัวนี้ที่มันเป็นตัวเรา ที่มันเป็นกรรม
เป็นมโนกรรมจริงๆ ที่จะต้องได้รับผล

แต่ประเภทที่เกิดขึ้นแค่แวบเดียวนะ
เพราะมีอะไรกระทบ
จะเป็นความจำเก่าๆ
หรือว่าจะเป็นแค่การเห็นหน้าแล้วรู้สึกไปชั่วแวบชั่ววาบ
มันยังไม่ได้เป็นอะไรมากมาย
มากไปกว่าภาวะของอกุศลธรรม

เกิดขึ้นแป๊บหนึ่งแล้วเดี๋ยวมันก็หายไป

วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ต้องอยู่ในครอบครัวที่คนมีอัตตาสูง รู้สึกหดหู่เวลาโดนกระแทกอารมณ์ใส่ ควรทำอย่างไรคะ?

คำถาม : ต้องอยู่ในครอบครัวที่คนมีอัตตาสูง แสดงความไม่พอใจเวลาเราคิดไม่ตรงกับเขาเสมอ อยากจะปล่อยวาง แต่ทำใจไม่ได้เสียที รู้สึกหดหู่ เวลาโดนกระแทกอารมณ์ใส่ ควรทำอย่างไรคะ?

ช่วงถาม-ตอบ
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ประตูผ่านโลก
21 ตุลาคม 2560
รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/55wXILRjVaE

ดังตฤณ:  
ช่วงหลังๆ มีคำถามแบบนี้มาเยอะนะ
คือ จริงๆแล้วเนี่ย ถ้าเราเจอคนที่ทำงานประมาณนี้ มันยังไม่แย่เท่าเจอคนที่บ้านทำใส่ เพราะว่า ที่ทำงาน บางทีมันอยู่ในใจเราว่าเป็นสนามรบ ที่มีการแข่งขันกันทางธุรกิจ มีการแข่งขันกันเองระหว่างเพื่อนร่วมงาน มีการบีบคั้นจากหัวหน้า มีการพยศจากลูกน้อง คือ พูดง่ายๆว่า ใจเราไม่คาดหวังมากอยู่แล้วว่าที่ทำงานจะเป็นสถานที่ที่อบอุ่น เข้าไปแล้วเกิดรู้สึกแสนดี อยากเข้าไปทั้งเจ็ดวัน ไม่หยุดเลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่คาดหวัง

แต่คำว่า "บ้าน"  เนี่ย มันทำให้เราเกิดความคาดหวัง เพราะว่าตั้งแต่เล็กจนโต บ้านเป็นสถานที่เอาไว้พักนอน เวลาหนาวก็เอาผ้าห่มมาห่มให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น เวลาเนื้อตัวสกปรก ก็เป็นที่ไว้ชำระร่างกาย และมีที่ส่วนตัว มีมุมโปรดของเรา หรือพูดง่ายๆว่าเป็นโลกของเรา ซึ่งถ้าหากว่าโตแล้วมีความสามารถที่จะเลี้ยงตัว แล้วซื้อบ้าน ซื้ออะไรเป็นของตัวเอง ก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ คือความเป็นเรา  คือความเป็นเราไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปร่างหน้าตา จะรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ห่อหุ้มตัวเราอยู่ด้วย และเป็นของๆเรา เป็นที่ๆเราได้อยู่กับตัวเองเต็มที่

แต่ถ้าหากว่ายังต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ยังต้องอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง ต้องอยู่ในฐานะผู้อาศัย หรือ ในฐานะผู้ให้ "เขา" อยู่ก็ตาม บางที มันเกิดความรู้สึกว่า "เขตความเป็นเรา" เขตความอบอุ่นใจ เขตความรู้สึกแสนดี เนี่ย มันมีอยู่ในที่แคบๆจำกัด คือแค่ "ห้องนอน" ของเราเท่านั้น พอออกนอกเขต บางที่ต้องยื้อแย่ง เช่น น้องดูทีวีอยู่ เราก็เล่นเกมไม่ได้ หรือว่าพี่ใช้คอมพ์ เราไม่มีสิทธิ์ใช้ ต้องรอคิว หรืออย่างกรณีที่เป็นคำถามนี้ คือ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า บ้านเป็นที่ๆเราจะเกิดความรู้สึกว่าเหมือน "ตกนรกหมกไหม้" ได้
อันนี้ขอใช้คำนี้ เพราะมันเป็นความรู้สึกของหลายๆคนที่เจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดไม่ดี พูดกระแทก แบบพยายามทำให้รู้เลยว่าตั้งใจให้ เจ็บช้ำน้ำใจ หรือด่าว่าให้เกิดความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง แบบนี้ มันเหมือน "ตกนรกอยู่ที่บ้าน"

บางทีนะ เรามีสนามรบ อยู่ที่ที่ทำงาน เราหวังว่าจะกลับมาอยู่ในที่ๆมันสงบ มาพักรบ แต่ไม่ใช่ หนีเสือ ปะจระเข้ มันยิ่งกว่านั้น คือกลับมาตกนรกเลย ไม่ใช่ไปแค่เข้าสนามรบ เพราะฉะนั้น ตรงที่บอกว่า ขอคำแนะนำ จะทำใจยังไง? หรือจะให้พูดยังไง? คือ ลองมาหมดทุกวิธีแล้ว มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยนะ อันนี้ขอบอกตรงๆเลยนะว่า วิธีที่ทำให้ "นรกทางใจ" มันหายไปเลยนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่มันอยู่ที่บ้านเนี่ยนะ มันไม่ใช่สนามรบ มันเป็นเหมือนกับ ..เค้าจะเรียกว่าอะไร? .."ที่ลงโทษ" หรือไม่ก็ "ที่ตบรางวัล" นี่พูดให้เข้าใจแบบชัดเจนเลยนะ

บางทีเนี่ย คำว่า "บ้าน" มันมีอยู่สองอย่าง ไม่สวรรค์ ก็นรก ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยได้สร้างบ้านแบบไหนมา? ทำให้คนในครอบครัวมีความรู้สึกแบบไหน? นะ อันนี้ทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อน เพื่อที่จะให้เกิดความรู้สึกว่า โอเค มันมีเหตุผลอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง คือไม่ใช่ว่าอยู่ๆเรามาตกอยู่ในภาวะแบบนี้ บางคนทำไม พ่อแม่เค้าดี๊ดี  ดีตั้งแต่ลูกยังเด็ก จนลูกแก่เฒ่า ไม่เคยว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจ มีแต่อธิบายให้เป็นเหตุเป็นผล  ถ้าตำหนิ ก็ตำหนิแบบที่ทำให้รู้คิดมีปัญญามากขึ้น ทำให้คิดเป็น ไม่ใช่ดุด่าให้เจ็บแสบ นะ

อันนี้ก็เราเคยทำมาอย่างไรนะ เราก็ต้องมาอยู่กับผลแบบนั้น อันนี้ ถ้ามองด้วยความเชื่อแบบนี้  ด้วยความศรัทธา ในวิบากแห่งกรรม ในผลแห่งกรรม เราจะมีความรู้สึกว่า สภาพที่เป็นอยู่เนี่ย มันคือ วิธีใช้กรรมแบบหนึ่ง พอมีความรู้สึกอย่างนี้ ก็ให้สังเกตไปเรื่อยๆว่าการใช้กรรมของเราเนี่ย มันมีข้อแตกต่างได้นะ

ถ้าหากว่า เราทุกข์ร้อน เรารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ เรารู้สึกดิ้นเร่าๆ พยายามที่จะเอาชนะกรรมเก่า ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรนะ  พ่อแม่ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร แต่เป็นวิธีใช้กรรมเก่าของเรา

วิธีที่เราโต้ตอบเนี่ย เป็นวิธีที่ดุเดือด ดึงดัน จะเอาชนะ หรือว่าเป็นวิธีที่จะค่อยๆอ่อนโอนผ่อนตาม ทำให้ผู้ใหญ่เนี่ย มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้หงอ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แข็ง คือมันอยู่ตรงกลางๆ นะ

คือเราต้องมีคำพูดที่สั้น ชัดเจน แสดงถึงความเข้มแข็งของจิตใจนะ เวลาที่จะโต้ตอบท่าน แต่ต้องไม่เจือด้วยความโกรธ ถ้าเวลาที่ท่านหลุดคำพูดขึ้นมาว่า ปีกกล้าขาแข็งแล้วเหรอ เราต้องหยุด แต่ต้องหยุดอย่างสง่างาม ไม่ใช่ หยุดด้วยอาการที่หยุดแบบอัดอั้นตันใจ ราวกับลูกหนูที่ถูกบีบ จนตัวแทบไม่เหลือ ต้องหยุดในลักษณะที่ทำให้ท่านสัมผัสได้ถึงความสงบของใจ ซึ่งอันนี้ต้องฝึก

การปฏิบัติธรรมที่บ้านเนี่ย มันมีตรงนี้ด้วย คือถ้าเราทำไว้ในใจว่า เราจะฝึก นี่ก็คือ การปฏิบัติธรรมทันที

คือตั้งแต่นาทีที่เราตั้งใจว่า เราจะฝึกที่จะหยุดโต้ตอบ ฝึกที่จะมีความสงบเป็นการตอบโต้ผู้ใหญ่ ให้ท่านรู้สึกถึงความสงบ นาทีนั่นแหละ สิ่งที่เราตัดสินใจนั่นแหละ ที่เราลงมือทำนั่นแหละ คือ การปฏิบัติธรรมที่บ้าน

ผลของการปฏิบัติธรรมที่บ้านกับผู้ใหญ่ที่ชอบขึ้นเสียง ที่ชอบพูดจาให้เจ็บใจ เราจะค่อยๆเห็นวันต่อวัน ไม่ใช่แค่วันสองวันนะ..วันต่อวัน เป็นเดือนๆเป็นปีๆ เราจะรู้สึกเหมือนว่าท่านได้รับความสงบจากเราไป เหมือนท่านหยุดเป็น เหมือนที่เราหยุดเป็นมาแรมเดือนแรมปี

นี่แหละ คือ วิธีโต้ตอบกับผลกรรมเก่าของเรา เป็นวิธีโต้ตอบอย่างแท้จริงเลย โต้ตอบในแบบจะทำให้อะไรๆมันดีขึ้น นี่เรียกว่าเป็นบุญใหม่ เป็นกรรมใหม่ เป็นของใหม่

แต่ถ้าหากว่า เราโต้ตอบในแบบว่าจะทำให้อะไรๆมันแย่ลง หรือว่าร้ายอยู่อย่างนั้น คาราคาซัง นั่นคือว่า เราไม่ได้ใช้กรรมเก่าเลยนะ แทบจะไม่ได้ทำให้ของเก่ามันหมดสิ้นไป เพราะว่าการโต้ตอบกับพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่มีพระคุณ ยังไงเราก็เสียเปรียบนะ ยังไงเราก็ต้องกลับไปรับผลอีก ยังไงเราก็ต้องกลับไปอยู่วงจรนี้อีก มันไม่ช่วยให้ดีขึ้น ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต

แต่เมื่อไร เราตั้งใจจะปฏิบัติธรรมที่บ้าน เราจะดีขึ้นทันที เห็นนาทีนี้เลย แล้วจะดีขึ้น ในกาลต่อๆไปที่จะตามมาข้างหน้าด้วยนะครับ

คือ ผมเน้นที่ใจนะ ใจเนี่ยเป็นสิ่งที่มันส่งผ่านถึงกันได้ เป็นกระแสที่ส่งผ่านถึงกันได้ ถ้าเรามีความสงบ ในขณะที่คนอื่นมีความวุ่นวาย เค้าจะวุ่นวายน้อยลงตามเรา ถ้าเรามีความเยือกเย็น ในขณะที่คนอื่นเค้าร้อนแรง เค้าเสียดแทงเหลือเกิน ความเย็นของเรา จะทำให้เค้ารู้สึกว่านึกคร้านที่จะมาทิ่มแทงต่อนะ  อันนี้ จะเป็นสิ่งที่เห็นผล หลังจากบารมีของเราที่บำเพ็ญในการปฏิบัติธรรมที่บ้านได้มากพอ..นานพอนะครับ

















วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

การแผ่เมตตา (โดยอาศัยจิตสามัญ และ โดยอาศัยสมาธิจิต)

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการแผ่เมตตานั้น มีจุดประสงค์เพื่อละพยาบาท เช่นที่พระพุทธองค์ตรัสสอนพระราหุลในราหุโลวาทสูตรมีความว่า…

ดูกรราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จักละพยาบาทได้

และเมื่อเข้าใจแล้วว่าเราต้องการละพยาบาท ก็ต้องทำความเข้าใจให้ละเอียดต่อไปอีกชั้นหนึ่ง ว่า "ความโกรธ" กับ "ความพยาบาท" นั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร สำหรับความโกรธนั้นคือตัวโกธะ ซึ่งอาจหมายถึงความขุ่นเคืองที่เกิดจากผัสสะกระทบใดๆ อาการทางจิตโดยทั่วไปจะเหมือนไฟไหม้ฟาง คือวูบหนึ่ง หรือระยะหนึ่งแล้วดับหายไป ส่วนความพยาบาทนั้นจะหมายเอาความแค้นใจ ความเจ็บใจ ความคิดร้าย ซึ่งเป็นตรงข้ามกับเมตตาโดยตรง พฤติของจิตจะเป็นไปในทางผูกใจคิดแก้แค้นเอาคืน หรือแม้ไม่ถึงขั้นลงมือเอาคืน ก็มีอาการขัดเคือง ขุ่นข้องค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น

เมื่อเข้าใจตรงนี้ ก็จะเห็นว่าตัวความโกรธอาจพัฒนาเป็นความพยาบาท หรืออาจจะหายไปเสียเฉยๆก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายต่อหลายประการ ดังนั้นเราเอาจแผ่เมตตาเพื่อระงับความโกรธ ตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อมิให้ลุกลามเป็นพยาบาทก็ได้ หรืออาจแผ่เมตตาเพื่อทำความพยาบาทที่ครอบงำจิตอยู่แล้วให้สูญไปก็ดี ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการแผ่เมตตามิใช่การทำเชื้อแห่งความโกรธให้ดับลงสนิท เพราะนั่นเป็นงานวิปัสสนา เราแผ่เมตตาเป็นงานสมถะ เพื่อทำจิตให้มีคุณภาพพอจะต่อยอดเป็นวิปัสสนาในภายหลัง

และเมื่อทำความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วว่าจุดประสงค์ของการแผ่เมตตาเป็นไป เพื่อละพยาบาท อันเป็นของครอบงำจิตระยะยาว ก็ต้องเห็นซึ้งยิ่งขึ้นไป ว่าการแผ่เมตตาเป็นเรื่องของการ "เปลี่ยนนิสัย" คือต้อง "ละพยาบาท" ให้ขาดจากจิต แม้โกรธขึ้นก็เหมือนจุดไฟดวงน้อย เรามีน้ำกลุ่มใหญ่ไว้สาดให้ดับพร้อมอยู่แล้ว

เมื่อแผ่เมตตาเป็น จะเกิดกระแสจิตอีกแบบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่ากรรมฐานข้อนี้ต่างกับข้ออื่น คือถึงจุดหนึ่งแล้วเหมือนจิตฉายรัศมีเมตตาออกมาเองโดยไม่ต้องกำหนด เนื่องจากเมตตาเป็นธรรมชาติของจิตที่เปล่งประกายได้โดยปราศจากเจตจำนงบังคับ ตรงนั้นจะเห็นอานิสงส์ของการแผ่เมตตาตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเมตตาสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ สั่งสมดีแล้ว ปรารภด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ ประการคือ ย่อมหลับเป็นสุข, ย่อมตื่นเป็นสุข, ย่อมไม่ฝันลามก, ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย, ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย, เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา, ไฟ ยาพิษ หรือศาตราย่อมไม่กล้ำกรายได้, จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว, สีหน้าย่อมผ่องใส, เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ, เมื่อไม่แทงตลอดคุณอันยิ่ง ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

สำหรับงานภาวนาในสติปัฏฐาน 4 คงหวังผลเด่นประการหนึ่งจากบรรดาอานิสงส์ทั้ง 11 ข้อข้างต้นนี้ นั่นคือ "จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว" ซึ่งสำหรับอานิสงส์ดังกล่าวย่อมรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เสียก่อน ใช้เหตุผลตามจริงที่ว่าเมื่อจิตสงบ อ่อนโยน มีความสุข ปราศจากการคุมแค้นอาฆาตใคร ไม่คิดจองเวรใคร ก็ย่อมปราศจากคลื่นความฟุ้งในหัว และพร้อมพอใจะเข้าสู่ความตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ต้องการได้ง่ายๆ แน่นอน

การเจริญเมตตาภาวนานั้นแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะใหญ่ๆตามวิธีดำเนินจิต แบบแรกคือใช้จิตที่ยังคิดนึกส่งความปรารถนาดี ปรารถนาให้บุคคล สัตว์ หรือสิ่งของอันเป็นเป้าหมายมีความสุข แบบที่สองคือกำหนดจิตอันตั้งมั่นแล้ว แผ่กระแสเมตตาออกตามรัศมีจิต เริ่มต้นอาจจะเพียงในระยะสั้นเพียงสองสามเมตร ต่อมาเมื่อล็อกไว้ได้นาน ก็อาศัยกำลังอันคงตัวนั้น ยืดขยายระยะ หรือตั้งขอบเขตออกไปไกลๆ กระทั่งถึงความไม่มีประมาณ ทิศเดียวบ้าง หลายทิศพร้อมกันบ้าง ตลอดจนครอบโลกโดยปราศจากทิศคั่นแบ่งบ้าง เป็นผลพิสดารในภายในอันรู้ได้ด้วยตนเองเมื่อสามารถทำสำเร็จ

เมื่อทราบว่าการเจริญเมตตาภาวนาแบ่งออกเป็นสองวิถีทางอย่างนี้ ก็พึงทราบว่าการเจริญเมตตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจริตนิสัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีปัจจัยใดๆหนุนหลังหรือถ่วงรั้งเอาไว้ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสมควรฝึก สมควรทำให้เกิดขึ้นในตน เพื่อขจัดวัชพืชออกไปจากพื้นที่เพาะพันธุ์มรรคผลในจิตเรา

การฝึกเจริญเมตตาโดยอาศัยจิตสามัญ

ก่อนอื่นต้องสำรวจด้วยความตระหนักแบบไม่เข้าข้างตนเอง ว่าเป็นคนมักโกรธ เป็นฟืนเป็นไฟง่าย กับผูกโกรธไว้เผาเราเผาเขาได้นานหรือเปล่า หากรู้ตามจริงว่าเป็นบุคคลเคราะห์ร้าย คือจัดอยู่ในพวกโกรธง่ายหายช้า ก็ให้ทราบว่าอย่างนั้นเป็นคนเมตตาอ่อน มีทุนน้อย จะเอามาใช้เจริญเมตตาเป็นภาวนาทันทีทันใดคงยาก

หลายคนได้รับคำแนะนำให้ภาวนา สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ ขอสัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย ภาวนาอยู่เกือบสิบปี ยังหน้าตาเหี้ยมเกรียมอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะตั้งความเข้าใจไว้ผิดพลาด ว่าแค่ท่องบ่นไปก็คือการเจริญเมตตาภาวนาแล้ว หรือหนักกว่านั้นคือนับเป็นการแผ่เมตตาแล้ว ขอให้เข้าใจว่าการเจริญเมตตานั้น เป็นอาการของจิตที่ส่งความปรารถนาดี ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขด้วยใจจริง การท่องบ่นสาธยายมนต์นั้น ไม่ต่างกับนกแก้วนกขุนทองที่พูดได้คำสองคำ แต่หามีความเข้าใจหรือรับรู้ในภาษาที่ตนพูดไม่

ในมหาสีหนาทสูตรท่านตรัสกะชีเปลือยชื่อกัสสปะว่าเมตตาจิตนั้นคือจิตอันไม่มี เวร ไม่มีความเบียดเบียน ซึ่งหมายถึงการคิด การพูด และการทำอันไม่มีเวรกับใคร ไม่ได้เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ดังนั้นการ "สร้างทุน" คือเมตตาจิตนั้น ก็ต้องอาศัยการหมั่นสำรวจอย่างเข้มงวด ว่าชีวิตเราล่วงไปวันต่อวัน ขณะต่อขณะอยู่อย่างนี้ ด้วยอาการผูกเวร ด้วยอาการเบียดเบียนใครหรือไม่

หากสำรวจตามจริง พบในขณะแห่งการคิด การพูด หรือการทำ ว่าเราเอาแล้ว ก่อเวรแล้ว เบียดเบียนใครเข้าแล้ว ก็ต้องรีบเปลี่ยนท่าทีให้เป็นตรงข้าม คือไม่แม้คิดก่อเวร ไม่แม้คิดเบียดเบียนใครๆด้วยประการใดๆเลย พูดง่ายๆคือถ้าถามตัวเองว่าตอนนี้คิดไม่ดีกับใครหรือเปล่า รู้ตัวแล้วก็เปลี่ยนให้เป็นตรงข้ามเสีย ด้วยความระลึกว่าการคิดไม่ดีย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเมตตาจิต ระลึกไว้เพียงเท่านี้ก็จะเป็นบาทฐานอันมั่นคงไว้รองรับเมตตาจิตอันจะมาถึง เองข้างหน้าแล้ว

แรกๆเมื่อทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้นในเรานั้น จะเป็นเรื่องของการฝืนใจ อาจไม่เห็นผลเป็นความสุขความเย็นทันใด บางทีถึงกับต้องสู้กับความรู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบ อันนี้ถ้าเห็นว่ายากหรือเหลือบ่ากว่าแรงนัก ก็อาจเอาแค่ถือศีล 5 ให้ครบ ให้จิตใจสะอาด นั่นก็เรียกว่าสร้างเมตตาจิตอยู่กลายๆแล้ว เพราะเมื่อตีกรอบไว้ กำหนดเจตนาไว้ว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเขาเมียใคร ไม่มุสา และไม่ร่ำสุรา ก็คือระงับเหตุแห่งเวรและการเบียดเบียนทั้งปวงนั่นเอง สำรวจใจที่สะอาดด้วยรั้วคือศีล พอเห็นผลตามจริงก็จะเกิดโสมนัสขึ้นมา

หลังจากเจริญเมตตาจิตด้วยการคิด การพูด การทำเป็นร้อยครั้งพันหน กระทั่งรู้สึกถึงกระแสฝ่ายดี กระแสเย็นใจชุ่มชื่นอันเกิดจากการระงับเวรทั้งปวงแล้ว ชนิดที่สามารถระบายยิ้มอ่อนๆออกมาได้เองโดยไม่ต้องฝืน พอกระแสนั้นเอ่อขึ้นมาเมื่อใดขณะไหนก็ตาม อยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม ให้ฝึกล็อกอยู่กับความรู้สึกภายในชนิดนั้นไว้ คือรู้ว่าเป็นสุขเย็น และความสุขไม่เคลื่อน ไม่เลื่อนไหลแปรปรวนเป็นอื่นง่าย กระทั่งชัดเต็มอยู่ในอกในใจ มีความตั้งมั่นไม่ต่างกับขณะแห่งการจ่อจิตไว้ที่ลมหายใจหรืออารมณ์ภาวนา อื่นๆ ถึงขั้นนี้เรียกว่ามีทุนไว้ต่อทุนในระดับต่อไปแล้ว

ยิ่งถ้าหากมีพื้นนิสัยอ่อนโยน มีลักษณะแห่งเมตตาอยู่ในตัว คือนอกจากไม่ก่อเวรแล้ว ยังเป็นผู้ชอบสร้างสุขผูกไมตรีกับคนอื่น และนอกจากไม่เบียดเบียนแล้ว ยังเป็นผู้ชอบเอื้อเฟื้อเจือจานให้คนอื่นมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ก็อาจใช้ทุนประจำตัวได้เลยทันที คือสังเกตว่าขณะที่ไม่ฟุ้งคิด จิตใจสงบสุขอยู่กับตนเอง บอกตนเองว่านี่เพราะเราไม่มีเวร ก็ไม่มีใครเบียดเบียนตอบ ให้ล็อกเอาความรู้สึกนั้นไว้ในใจ เป็นองค์ภาวนาเดี๋ยวนั้น

หากใครนึกเถียงอยู่ในใจว่าเมตตาแล้ว แต่ยังถูกเบียดเบียนอยู่ดี ก็ให้ตัดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบทิ้ง ยิ่งต้นเหตุยั่วยุให้เหมือนคลั่ง ก็ยิ่งเป็นแบบฝึกชั้นสูง เราจะเอาเป้าหมายเดียวคือเมตตาจิต ฉะนั้นต้องละจากการจองเวร ให้อภัยเป็นทานเสีย ผ่านขั้นยากได้เท่าไหร่ยิ่งเป็นอภัยทานชั้นเลิศขึ้นเท่านั้น เมื่อสำรวจแล้วว่าเราให้ทานเป็นการอภัยออกมาจากแก่นแท้ภายในแล้วมีความสุข ความสงบเย็นทันตาเห็น ก็ดูตามจริงว่านี่ก็คือลักษณะของเมตตาจิต ล็อกไว้อย่างนั้นเป็นองค์ภาวนาได้เช่นกัน

สรุปคือใช้ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ในการเจริญเมตตาภาวนาเบื้องต้น ตราบใดเรายังต้องคิด ต้องเจรจา ต้องมีกิจกรรมตอบโต้กับชาวโลก ตราบนั้นคือโอกาสในการเจริญเมตตาภาวนาของเราทั้งหมด ลองระลึกในทุกขณะว่าเมตตาเป็นด้านหัวของเหรียญ พยาบาทเป็นด้านก้อยของเหรียญ เราพลิกด้านหนึ่งขึ้นมา อีกด้านหนึ่งก็หายไปทันที ตัวที่พลิกจากคิดไม่ดีเป็นคิดดีกับผู้อื่นนั่นแหละตัวเมตตาอันเป็นที่รู้สึก ได้ชัด ระลึกไว้ง่ายๆอย่างนี้จะสำรวจความคิด คำพูด และการกระทำของตนเองถนัดขึ้น

การเจริญเมตตาโดยอาศัยสมาธิจิต

ในเตวิชชสูตร พระพุทธองค์ตรัสกะวาเสฏฐะตอนหนึ่งมีความว่านิวรณ์เป็นทุกข์ เป็นโทษ และอุบายลัดทางอย่างง่ายที่สุดคือให้ "รู้" เข้ามาตรงๆถึงภาวะของนิวรณ์ อย่างเช่นเมื่อตระหนักว่าพยาบาทกำลังครอบงำจิต ก็ให้พิจารณาเปรียบเทียบว่า…

ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนผู้ป่วยหนัก บริโภคอาหารไม่ได้และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมาเขาพึงหายจากความป่วยไข้นั้น บริโภคอาหารได้ และมีกำลังวังชากลับคืนมา เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้ป่วย ถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส โดยความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

เพียงคิดเทียบเสียได้ด้วยใจอันซื่อ ว่าความพยาบาทนั้นเหมือนโรค เหมือนความป่วย จิตก็เห็นโทษแห่งพยาบาทอย่างแจ่มชัด ถ้าเลิกพยาบาทได้ก็จะปลอดโปร่งโล่งสบาย กินอิ่มนอนหลับเหมือนหายป่วย พอเห็นข้อดีชัดเจนเข้า จิตก็ละพยาบาทอย่างไม่เสียดายเหมือนถ่มเสลดทิ้งจากปากคอ เมื่อทิ้งได้ ก็บังเกิดโสมนัสอันพร้อมน้อมมาใช้แผ่เมตตาขั้นสูงต่อไป

อีกนัยหนึ่ง เมื่อภาวนาจนจิตตั้งมั่น ผ่องใส อ่อนควรเพียงพอแล้ว ก็อาจพิจารณาว่าจิตมีลักษณะเช่นนั้นอยู่ได้ก็ด้วยเพราะปราศจากความพยาบาท หากมีความพยาบาทครอบงำจิตอยู่ ก็คงถึงซึ่งลักษณะตั้งมั่น ผ่องใส อ่อนควรเช่นนี้ไม่ได้ นี่ก็จะเป็นชนวนให้เกิดความโสมนัสในผลอันเป็นปัจจุบันเช่นกัน พระพุทธองค์ตรัสว่าเมื่อสำรวจได้เช่นนั้น พึงแผ่เมตตาออกดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องเฉียง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่าในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

กล่าวโดยวิเคราะห์เพื่อดำเนินจิตเข้าสู่การแผ่เมตตาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ ดังนี้

1) สำรวจว่าจิตยังมีพยาบาทอันเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่งหรือไม่ หากรู้แก่ใจว่ายังมีพยาบาท ให้ละเสียด้วยความคิดเปรียบเทียบพยาบาทเหมือนโรค คิดว่าถ้าจิตเป็นอิสระจากพยาบาท ก็เหมือนหายจากโรค คิดให้น้อย แต่รู้ตามจริงให้มาก

2) หากผ่านข้อก่อนได้สำเร็จ ก็จะมีกระแสสุขแบบที่เป็นเมตตาเกิดขึ้นทันที ดังกล่าวแล้วว่าของแบบนี้มีแต่ด้านหัวกับด้านก้อย คว่ำพยาบาทลงได้ก็เท่ากับหงายเอาเมตตาขึ้นแทน ให้ประคองรู้จิตอัน "ประกอบด้วยเมตตา" นั้นไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มแผ่เมตตาออก เริ่มจากทิศหนึ่งคือเบื้องหน้า ทิศสองคือเบื้องขวา ทิศสามคือเบื้องซ้าย ทิศสี่คือเบื้องหลัง แล้วจึงแผ่ไปยังเบื้องบน เบื้องล่าง ด้านทะแยง จากนั้นเมื่อชำนาญแล้ว จึงกำหนดจิตแผ่ครอบไปทุกทิศพร้อมกัน คือแผ่ไปตลอดโลก เป็นการแผ่สุขให้อย่างไม่เลือกหน้า ไม่เลือกภพเลือกภูมิว่าเป็นมนุษย์ สัตว์ เทวดา หรืออื่นๆ ลิ้มรสความวิเวกอันเกิดจากความไร้เวรภัย ตั้งมั่นในระดับที่เรียกว่า "อัปปมัญ ญาสมาบัติ"

บางคนอาจสงสัยว่าอุบายวิธีแผ่เมตตาของพระพุทธเจ้าคงต้องรอให้โกรธหรือคิด พยาบาทมาดร้ายใครเสียก่อนกระมัง จึงจะถือเอามาใช้เป็นบทเริ่มต้นได้ ความจริงแล้วก็เหมือนคนเริ่มทำสมาธิด้วยวิธีสำรวจศีลของตนเองทีละข้อ วันไหนทราบชัดว่าศีลของตนสะอาดบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง ก็ย่อมเกิดปราโมทย์ เกิดปีติ สงบสุขอยู่กับความผ่องแผ้วอันเป็นคุณลักษณ์ขณะนั้นแห่งจิตตน ทำนองเดียวกันนั้น เมื่อสำรวจแล้วว่าจิตเราปราศจากความดำริก่อเวร ปราศจากการคิดเบียดเบียนใคร เมื่อนั้นกระแสเมตตาย่อมรินรสอยู่ในภายในให้สำเหนียกได้ กำหนดเป็นตัวตั้งเพื่อใช้แผ่ออกตามทิศต่างๆได้

ว่าสำหรับการกำหนดจิตเพื่อแผ่ออกนั้น อาศัยปัจจัยหลักเพียง 3 ประการเป็นฐานเริ่ม ได้แก่

1. จิตอันประกอบด้วยเมตตา ดังกล่าวถึงวิธีก่อแล้วข้างต้น

2. ทิศทาง ขอให้กำหนดเป็นเบื้องหน้าก่อน เพราะเป็นไปตามธรรมชาติการมองออกด้วยสายตามาทั้งชีวิต จึงง่ายกว่าทิศอื่นทั้งหมด

3. ระยะ เริ่มต้นควรมีระยะที่แน่นอน เพื่อให้จิตรู้ว่าควรกำหนดไว้แค่ไหน แรกทีเดียวควรเป็นสัก 2-5 เมตร คือระยะระหว่างสายตากับผนังห้องนอนทั่วไปก็ดี

ด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้ พอจะลำดับขั้นตอนได้ง่ายๆ คือให้นั่งตัวตรงสบายๆ สำรวจแน่ใจแล้วว่าจิตประกอบด้วยเมตตาชัดอยู่ในกระแสรู้สึกตรงกลางๆ ทอดตาตรงไปยังเป้าหมายใกล้ตาเบื้องหน้า อาจเป็นเสา อาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งบนผนัง ขอให้ตาจับได้โดยไม่ก่อความคิดอันเป็นนิวรณ์ใดๆขึ้นก็แล้วกัน

มองเป้าหมายนิ่งๆสัก 2-3 วินาทีแล้วปิดเปลือกตาลง โดยที่ยังรักษาอาการทอดตาจับนิ่งๆแบบไม่เพ่งจนเกินไป ขณะเดียวกันโฟกัสก็ไม่เลื่อนไหลไปมาให้นัยน์ตาหลุกหลิก แล้วกำหนดความรู้สึกมาที่กระแสเมตตากลางอกอันไม่คับแคบเป็นจุดเล็ก แต่คลุมๆอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วถึง จากนั้นแนบกระแสเมตตาเป็นอันเดียวกับอาการทอดสายตาตรง จะเห็นคล้ายตัดความผูกโยงกับประสาทตามาที่กลางอก เสมือนเปิดแผ่นอกโล่งและฉายรัศมีสุขออกไปตรงๆ

ขอให้รักษาทิศทางและระยะไว้ดีๆ เพียงตั้งมั่นไม่นานจะสำเหนียกถึงอาการที่จิตล็อกอยู่กับกระแสสุขอย่าง ชัดเจน หาไม่แล้ว จิตที่ขาดทิศทางและระยะย่อมกระจายออก หรือวนๆอยู่ในตัว ทำให้ขาดความตั้งมั่นอย่างรวดเร็ว

ขอให้สังเกตการแผ่ที่ผิดพลาดให้ทันตั้งแต่เบื้องแรก คือถ้ารู้สึกดันๆออกไป ตึงขมับ หรือเกร็งส่วนใดส่วนหนึ่ง นั่นอาจเป็นเพราะเราเพ่งมากเกิน ที่ถูกต้องมีเพียงกระแสสุขที่สาดตรงออกไปโดยปราศจากความเครียด และมีสติรู้ตั้งมั่นอยู่ที่กลางๆ

เมื่อจิตเริ่มทรงอยู่ในกระแสสุข ประกอบพร้อมด้วยทิศเบื้องหน้าและระยะใกล้จนชำนาญแล้ว จะเหมือนจิตแสวงความโล่งเป็นระยะไกลขึ้นเอง เพียงกำหนดรู้ตามว่ารัศมีสุขเริ่มขยายออกไป สติก็จะดำเนินตามพัฒนาการของการแผ่เมตตา ที่มีแต่ทิศเบื้องหน้าเป็นกำหนด แต่ขอบเขตจำกัดไม่มี คล้ายมองขอบฟ้าลิบโลก หรือไปไกลถึงอนันต์ เพียงประคองไว้ได้สักนาทีเดียว จิตจะดึงดูดเข้าสู่ความมั่นคงระดับอุปจารสมาธิ มีปีติเย็นวิเวกแปลกกว่าสุขแม้ในสมาธิทั่วไป

ขอให้ฝึกจนกระแสมั่นคงในทิศเบื้องหน้าแล้ว จิตรู้กระแสเมตตาอันเป็นนามธรรมว่าต่างหากจากกายแล้ว ไม่ผูกกับสายตาแล้ว จึงค่อยย้ายมาฝึกแผ่ไปทางทิศเบื้องขวา คล้ายนึกในใจถึงวัตถุที่อยู่ด้านขวาโดยไม่ต้องเหลือบแลสายตาตามอาการนึก และมีระยะทางที่แน่นอนใกล้ตัวก่อน เมื่อสามารถตามกระแสเมตตาได้จนเหมือนไกลถึงขอบฟ้าด้านขวา จึงเป็นอันใช้ได้ หากทำทางทิศเบื้องหน้าชำนาญแล้วจะเห็นการกำหนดทิศด้านข้างง่ายดายและรวดเร็ว มาก

เมื่อได้ด้านขวาชำนาญก็ฝึกกำหนด้านซ้าย เมื่อฝึกด้านซ้ายชำนาญก็ให้ลองกำหนดแผ่ซ้ายขวาพร้อมกัน จะมีกระแสแผ่ออกเบื้องหน้าโดยอัตโนมัติ

เมื่อสามารถแผ่สามทิศได้พร้อมกันแล้ว จะเหมือนมีกระแสสุขเป็นตัวเป็นตนเด่นชัดขึ้นให้รู้สึกได้ และจิตจะรักความไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียน คือไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร ไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งกับใคร และเหตุการณ์ในชีวิตก็เหมือนจะเริ่มเข้าข้างกระแสเมตตาภายในเรา

สำหรับการแผ่ทางทิศเบื้องหลังนั้นจะยากกว่าสามทิศแรก เหตุเพราะมนุษย์เรามีอายตนะส่งจิตออกกระทบวัตถุเป็นสายตา ซึ่งเล็งไปเบื้องหน้า และเป็นแก้วหู ซึ่งเล็งหนักไปทางซ้ายขวา

การที่จะกำหนดแผ่เมตตาทางทิศเบื้องหลัง จำเป็นต้องอาศัยความรู้สึกในแผ่นหลัง ประกอบกับจิตนึกทวนทิศของอายตนะหยาบ ขอให้ลองนึกถึงแผ่นหลังก่อน แล้วนึกถึงวัตถุสักชิ้น อาจเป็นผนังระยะใกล้ซึ่งอยู่ด้านหลัง นึกเฉยๆโดยไม่ต้องกำหนดกระแสเมตตาก่อนก็ได้ เมื่อแน่ใจแล้วว่านึกเป็น จึงค่อยกำหนดกระแสเมตตาประกอบการนึกย้อนหลังดังกล่าว หากเป็นไปตามลำดับก็จะพบว่าไม่ยากเย็นนัก

หากกำหนดแผ่เมตตาได้ถึงขอบฟ้าเบื้องหลังสำเร็จ จะเหมือนเปิดจิตโล่งออกไปได้ทุกทิศทุกทางไม่จำกัด ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องเฉียงทั้งหมด ก็ไม่เหลือวิสัยอีกเลย จะเหมือนมีกระแสเมตตาหลั่งรินออกมาตลอดเวลาโดยไม่ต้องกำหนด พฤติกรรมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคิด พูด หรือทำ ก็ถูกล้อมไว้ด้วยทะเลเมตตาจากจิตนั่นเอง อานิสงส์ทั้ง 11 ประการตามพระพุทธองค์ตรัสแสดงจะปรากฏชัดให้ทราบได้อย่างปราศจากกังขา

ถึงตรงนั้น ของแถมที่ตามมาอันรู้ได้เองอาจเป็นการรู้ว่าเมตตาอันเป็นรัศมีจิตของเรามี กำลังใหญ่ โทสะและพยาบาทของคนรอบข้างมีกำลังน้อย ถูกกลบกลืนด้วยสนามพลังเมตตาของเราโดยง่าย ก็จะเป็นการช่วยผู้อื่นให้พ้นนรกในอกได้อ้อมๆ และอาจเป็นสื่อโน้มนำเขามาเข้ากระแสที่ถูกต้องต่อไป หากใครมีไฟร้อนอยู่ในเรือน ก็อาจดับร้อนด้วยจิตตนนี้เอง

ปกติจิตคนเราชอบคิดกักตัวเองไว้ในหัวเหมือนมีกรงขังเล็กๆในโพรงกะโหลก เมื่อเริ่มแผ่เมตตาจึงอาจรู้สึกว่ายาก แต่เมื่อแผ่เป็น ก็จะเห็นความเคยชินเก่าๆเริ่มแปรไป คือจิตเหมือนเป็นอิสระออกมาจากกรงขังเป็นมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม นับเป็นการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติสติปัฏฐานได้อีกทางหนึ่ง

นักภาวนาที่ประสบปัญหานอนไม่หลับเพราะตาแข็งจากสมาธิอาจชื่นชมอานิสงส์ของ การแผ่เมตตาเป็นพิเศษ เมื่อนอนหงายปิดตา กำหนดสุขในอก แผ่ออกไปยังทิศเบื้องบน อาจจับแค่ระยะเพดานห้องนอนก่อน หรือจะเป็นด้านข้างก็ได้ แล้วแต่ถนัด ถ้าจิตล็อกนิ่งแล้วหลับลงในอาการนั้น จะมีแต่ความสุขสบาย และเหมือนเข้าสมาธิอยู่แบบกึ่งเคลิ้มกึ่งรู้ตัว ถึงจะตื่นเร็วเกินเหตุก็เป็นการนอนหลับเต็มตา ไม่เหนื่อยล้าภายหลัง


อย่างไรก็ตาม ความสุข ความสว่างแจ้งในเมตตาเป็นรสอันยากจะเปรียบ ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูวิธีพิจารณาสุขเวทนาในหมวดเวทนานุปัสสนาดีๆ เพื่อความไม่ยึดติดจนเกินไป ขอให้ระลึกว่าเราแผ่เมตตาเพื่อผลคือละพยาบาทเป็นหลัก มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์อันจะพาออกนอกทางสติปัฏฐานเพื่อพ้นทุกข์ พ้นความยึดติดแม้สุขอันเลิศรสใดๆ