วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

ซีอุสมีจริงไหม? / แฟนเพจจิตจักรพรรดิ


ดังตฤณ:     
หลังจาก "จิตจักรพรรดิ" เล่ม ๒ วางแผงได้ไม่กี่สัปดาห์
ถึงบัดนี้ผมได้รับคำถามอยู่ทุกวัน
ว่าเมื่อไหร่จะได้ฤกษ์เล่ม ๓ วางแผงตามมาเสียที
ผมจึงตัดสินใจจัดทำแฟนเพจจิตจักรพรรดิ
http://www.facebook.com/EmperorMind
เพื่อให้ทุกท่านสะดวกในการติดตามความเคลื่อนไหว
ตลอดจนส่งคำถามคาใจต่างๆไปที่นั่นได้โดยตรง
และอีกประการที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ผมจะได้โฟกัสอย่างมีสมาธิไปที่เดียวด้วยครับ

นับเป็นครั้งแรกที่จะมีแหล่งเสวนา
เกี่ยวกับงานเขียนของผมแบบจำเพาะเจาะจง
จริงๆแล้วนอกจากเหตุผลข้างต้นดังที่กล่าวมา
ผมยังพอคาดหมายได้ว่าหลังอ่านเล่ม ๓ จบ
อารมณ์ของหลายท่านน่าจะยังไม่จบ
ยังอยากถามหาข้อเท็จจริงทั้งทางโลกและทางธรรมกันต่อ
ซึ่งผมถือว่าเป็นไปตามเป้า
ตราบเท่าที่ทิศทางของการสนทนา
มุ่งไปในทางการทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับกรรมวิบากและทางพ้นทุกข์ในพุทธศาสนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้เป็นแหล่งแสดงการยินดีต้อนรับ
กับกลุ่มท่านผู้อ่านใหม่ๆที่เริ่มหันมาสนใจทางนี้

กรอบในการเสวนากันในแฟนเพจนั้น
มุ่งเอาความสนใจจำแนกตามคำถามที่ผมได้รับมาตลอด
ขอยกมาทั้งคำถามและคำตอบเป็นตัวอย่าง ดังนี้

๑) ข้อเท็จจริงในนิยาย

ที่ถามถึงกันมากที่สุดคงได้แก่ซีอุส
ปัจจุบันนี้มีครับ โปรแกรมที่อาศัยตัวแปรหลัก ๓ ตัว
คือรหัสบุคคล ตำแหน่งพิกัดโลกที่ทำมุมกับดวงดาว
ตลอดจนวันเดือนปีที่อยู่ในความสนใจ
เมื่อเอามาสัมพันธ์กันแล้ว
จะทำนายได้ละเอียดว่าเดี๋ยวจะเกิดอะไรขึ้น
เช่น ถ้าคุณไปอยู่ที่จันทบุรีวันนี้
แนวโน้มจะทำเงินหรือเสียเงิน ได้เพื่อนหรือเสียเพื่อน เป็นต้น

แต่ยังไม่มี และน่าจะไม่มีแบบซีอุส
ที่รวมรายละเอียดบุคคลเป็นเป็นฐานข้อมูล
แล้วเอามาใช้สืบค้นความสัมพันธ์ได้ตามต้องการ
เพราะทั้งการรวบรวมฤกษ์เกิดของบุคคลเป็นพันล้าน
และทั้งการเขียนเสิร์ชเอ็นจินที่สืบค้นความสัมพันธ์
ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
อีกอย่าง ขืนใครสร้างซีอุสขึ้นมาสำเร็จ
คนนั้นก็คงได้ครองโลกจริงๆครับ
เพราะไม่ได้รู้แค่เรื่องคน แต่รู้เรื่องเหตุการณ์สำคัญๆ
เช่น ลงทุนในธุรกิจแบบนี้ เวลานี้ ออฟฟิศใหญ่อยู่ตรงนี้
ให้ซีอีโอเป็นคนนี้ จะได้กำไรหรือขาดทุนในเวลาเท่าใด
วันนี้ตลาดหุ้นจะปิดบวกหรือปิดลบ
หุ้นตัวไหนจะเด่น หุ้นตัวไหนจะร่วง ฯลฯ

เล่ม ๓ จะกล่าวถึงแนวคิดอันเป็นรากฐานของซีอุส
คือถ้ารู้ว่าในจักรวาลนี้ มีอะไรเป็นตัวแปรปฐม
เราก็ใช้ตัวแปรนั้นเป็นศูนย์กลาง
ไปสู่การทำความเข้าใจตัวแปรอื่นๆได้

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ทราบว่าก่อนเกิดจักรวาลที่เราเห็น
(คือก่อนที่จะมีกาลเวลา อวกาศ และกาแลกซีทั้งหลาย)
มีกฎของแรงโน้มถ่วงอยู่ก่อนหน้า
ซึ่งเป็นเหตุผลทางรูปธรรมว่าทำไมสรรพสิ่งจึงเกิดขึ้นเอง
โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้สร้าง
(ลองอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของสตีเฟน ฮอว์คิง
ชื่อว่า The Grand Design)

กฎแห่งแรงโน้มถ่วงมาจากไหน?
ถ้าเอาแต่มองออกข้างนอก ก็จะไม่มีวันได้คำตอบสุดท้าย
แต่ถ้ามองจากมุมของพุทธศาสนา
เห็นว่าเป็นแรงดึงดูดสังสารวัฏ
ที่ไม่ได้ดึงดูดเฉพาะวัตถุเข้าหากัน
แต่ยังดึงดูดจิตให้ติดกันเป็นกลุ่มก้อน
เพื่อผลักออกแล้ววิ่งกลับมาเข้าหากันใหม่
ตามจังหวะเหตุปัจจัยที่ถูกกระทำโดยกรรมและวิบาก
และเมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งหลาย
ก็หาทิศทางคำนวณให้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
ได้อย่างแม่นยำแบบที่ซีอุสทำ

การสมมุติแบบนี้เป็นไปตามหลัก
ที่นักประพันธ์นวนิยายวิทยาศาสตร์ใช้กัน
คือมีมูลความจริงพื้นฐานประกอบกับข้อสันนิษฐาน
อันเป็นมุมมองส่วนตัวของผู้ประพันธ์ประกอบเข้าไป
โดยอาจจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆชัดเจน
คือไม่เน้นถูกเน้นผิดเป็นสำคัญ
แต่มุ่งให้เกิดแรงบันดาลใจ
เร่งเร้าให้คนอ่านคุยกัน หรือนำไปสู่การพิสูจน์
ซึ่งกรณีนี้ ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล
กล่าวคือถ้าวิทยาศาสตร์ตอบสนองไม่ได้
ก็ต้องใช้วิธีการทางศาสนาเข้าช่วย
นั่นคือ รู้เอง เห็นเอง
ด้วยจิตที่เป็นพุทธิปัญญาของแต่ละคน

๒) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรรมวิบาก

ถ้ามีคำถามทำนอง "เป็นอย่างนั้นจริงเหรอ?"
หรือ "น่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่ามั้ง?"
ขอได้โปรดเข้าใจว่า
ผมเขียนเท่าที่ผมเห็นด้วยทัศนะเฉพาะตน
โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับกรรมวิบาก
ที่ได้มาจากพระไตรปิฎกเป็นฐาน
ส่วนตัวอย่างเหตุการณ์ร่วมสมัย
ก็จำเป็นต้องเสริมจินตนาการปรุงแต่ง
ยกบุคคลสมมุติมาเป็นตัวสร้างจินตนาการ

ยิ่งตัวละครดึงคุณไปมีอารมณ์ร่วมได้มากเท่าไร
"ผลทางอารมณ์" ของคุณ
ที่สะท้อนตามกรรมของตัวละคร ก็จะชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
เล่ม ๓ จะมีบางจุดที่ชัดมากๆจนน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจ
ว่าสภาพจิตใหญ่แบบหนึ่ง
ก็เกิดขึ้นมาจากกรรมอันใหญ่ยิ่งแบบที่ไม่มีใครคาดได้ถึง
ขณะที่จิตใหญ่ ก็อาจย่อยยับลงได้ด้วยความหลงผิด
ดำดิ่งสู่หลุมดำของความคิดอกุศลได้
ไม่มีภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่แน่นอน
ระหว่างกุศลกับอกุศล แต่ละภาวะอาจเป็นแรงขับ
ให้เกิดภาวะขั้วตรงข้ามได้เสมอ

๓) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติ

เกี่ยวกับธรรมปฏิบัติที่แทรกอยู่ในเรื่อง
จนถึงเล่มสองเห็นจะไม่มีอะไรเกินการทำกสิณ
หลายคนถามว่าทำได้จริงหรือไม่
แล้วจะกลายเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าได้หรือเปล่า

ในศาสนาพุทธนั้น มีการสอนทำกสิณไว้ด้วย
ซึ่งกสิณแบบพุทธจะมีจุดประสงค์ ๒ ประการ
จุดประสงค์แรก เป็นไปเพื่อให้เห็นขณะเกิดกสิณแจ่มชัด
ด้วยมุมมองว่านั่นเป็นเพียงธรรมชาติการปรุงแต่งจิต
จิตเป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งชั่วคราว
แล้วแต่เจตนาจะกำหนดให้เป็นไป
เช่นสร้างภาพที่ไม่มีอยู่ ให้ดูเหมือนมีอยู่ในจิต
แต่ภาวะตั้งมั่นรู้เห็นภาพที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น
ไม่นานก็ต้องแปรไป
ไม่อาจคงสภาพอยู่ได้ ผู้เข้าถึงกสิณจึงเห็นแจ้ง
ว่าสิ่งที่จิตเห็น รวมทั้งภาวะของจิตเอง
ไม่ใช่ตัวตน เป็นภาวะธรรมชาติที่ต้องสลายตัวเป็นธรรมดา

อีกจุดประสงค์คือผู้เข้ากสิณได้
จะมีจิตที่ตั้งมั่น น้อมรู้ทุกสิ่งที่ควรรู้ในขอบเขตกายใจได้ดี
เช่น เมื่อจิตสว่างแจ้ง เห็นภายในกายได้เหมือนเครื่องเอ็กซเรย์
ก็อาจน้อมไปส่องดูภายในกายว่าเป็นโพรง
แออัดด้วยตับไตไส้พุง เต็มไปด้วยของสกปรกไม่น่าใคร่
และโดยความเป็นนิมิตนั้นย่อมสะท้อนธรรมชาติทางกาย
จำลองความเน่าเปื่อยผุพังให้ดูกันจะจะ
ให้ผลเป็นความรู้สึกแหนงหน่ายคลายความยินดี
แม้ลืมตาตื่นเป็นปกติ รู้อิริยาบถปัจจุบันอยู่อย่างนี้
ก็ไม่หลงนึกไปว่ากายเป็นของเที่ยง กายนี้จะอยู่ตลอดไป

ครูบาอาจารย์ร่วมสมัยบางท่าน
แนะให้ทำกสิณขาว
เพราะเป็นเหตุใกล้ให้เห็นกาย
โดยความเป็นโครงกระดูกฉาบเนื้อได้ง่าย
บนอินเตอร์เน็ตก็มีประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติได้
เล่าๆกันไว้ให้ฟังอยู่ไม่น้อย ถ้าสนใจก็ลองหาๆดู
ในส่วนของผมเคยเขียนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร
ใช้คีย์เวิร์ดในการสืบค้นจากกูเกิ้ลแล้วเจอทันที คือ
-- การฝึกโอทาตกสิณ dungtrin.com --
คุณจะได้ทราบทั้งแนวคิดพื้นฐาน
และวิธีการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ทั้งการฝึกกสิณ และการเอาไปใช้ต่อยอดแบบพุทธ

ขอบอกไว้ล่วงหน้าว่าสำหรับกสิณนั้น
ร้อยคนมีไม่ถึงหนึ่งที่ฝึกได้
อย่างใน "จิตจักรพรรดิ" ผมก็เคยให้ไว้เป็นเค้า
คือ เดิมมะแมเป็นคนคิดมาก
กว่าจะทำกสิณได้ก็ต้องเพียรต่อเนื่องหลายปี
ต่างจากน้องอิ๊กที่ขึ้นต้นมาไม่ทันไรก็ฝึกสำเร็จ
นั่นก็เพราะปัจจัยเก่าจากอดีตชาติเป็นฐาน
แล้วก็ยังอยู่ในวัยเด็ก ไม่มีคลื่นรบกวนมากนัก

ที่ผมนำกสิณมาเป็นองค์ประกอบเด่นในสองเล่มแรก
ก็เพราะเหมาะกับอาชีพของมะแม
ขอให้ทราบว่าอาชีพแบบมะแมไม่จำเป็นต้องมาทางพุทธ
และปัจจุบันซีกโลกตะวันตกก็มีบุคคลที่เรียกกันว่า psychic
ทำอะไรคล้ายมะแมกันมาก โดยไม่ได้เป็นพุทธ

สรุปคือกสิณนั้น คือการฝึกจิตที่เป็นเอกเทศ
ไม่ขึ้นอยู่กับศาสนาไหน
ไม่จำกัดว่าจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด
สิ่งที่สำคัญกว่ากสิณ จึงตัวความเห็นถูกหรือเห็นผิด
การเป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ คือเครื่องชี้ที่แท้
ว่าฝึกกสิณสำเร็จแล้วจะเป็นคุณหรือเป็นโทษเพียงใด
นำไปสู่จุดหมายสูงสุดทางศาสนา
หรือเพื่อความเห็นแก่ตัวเฉพาะตน

ขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม
กสิณยกระดับการรับรู้ของผู้ฝึกให้เหนือคนธรรมดา
แต่องค์ประกอบของญาณหยั่งรู้
มีอะไรมากกว่าความสามารถในการเห็นนิมิตชัด
บางคนเห็นรูปพระพุทธเจ้าชัด
ก็หลงสำคัญผิด เข้าใจว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริงเสด็จมาหา
เกิดลัทธิความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงเทพยดาองค์หนึ่ง
อยู่บนสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นต้น

หากอ่านเล่ม ๓ จบแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากปฏิบัติธรรม
ก็ขอแนะนำให้เริ่มจากอานาปานสติสูตร
หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ
ว่าการฝึกสติรู้อาการแห่งลมหายใจ
ว่าเข้าหรือออก ยาวหรือสั้น สบายหรืออึดอัด
รู้ไปเรื่อยๆโดยอาการอย่างนี้จะปลอดภัย
รับประกันได้ดีที่สุดว่าเห็นปัจจุบันอยู่จริงๆ
ไม่มีการนึกคิดจินตนาการเอาเอง
อานาปานสติสูตรเป็นการฝึกจิต
ที่พระพุทธเจ้าคะยั้นคะยอให้ทำกันทุกคน
แต่ปัจจุบันมีหลายคนจดจำไว้ว่ายากเกินไป
หรือมีข้อเสีย ข้อไม่ดีต่างๆนานา
นั่นเพราะไม่ได้วางรากฐานการฝึกตามพระพุทธเจ้า
แต่สร้างแนวคิดในการฝึกกันขึ้นมาเองหลังยุคพุทธกาล

เล่ม ๓ ของ "จิตจักรพรรดิ" นั้น
ผมแทรกแนวปฏิบัติแบบอานาปานสติไว้หน่อยหนึ่ง
ไม่ละเอียดนัก เพื่อไม่ให้ฉีกจากความเป็นนิยายอ่านเล่น
แต่ก็น่าจะปูพื้นให้ลองทำตามได้ทันทีแบบง่ายๆ

๔) ข้อเท็จจริงปลีกย่อยอื่นๆ

"จิตจักรพรรดิ" ก็เหมือนนิยายอื่นๆ
คือเต็มไปด้วยสารพัดข้อมูลรายละเอียดประกอบเรื่อง
ถ้าคุณๆต้องการแสดงความเห็นเสริมเติม
หรือทักท้วงว่าตรงไหนผิดพลาด ก็ขอเชิญได้ครับ
ถ้ามีโอกาสผมจะแก้ไขในตอนรวมเล่มหรือตีพิมพ์ครั้งใหม่

นอกจากนั้น ถ้าใครอยากคุยเล่นเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ
ได้อย่างใจหรือไม่ได้อย่างใจแค่ไหน
ก็ระบายความอัดอั้นได้ที่นี่เช่นกัน

ที่แฟนเพจนี้ ขออนุญาตไม่รับคำถามเป็นส่วนตัวนะครับ
เพื่อให้แน่ใจว่ามีเวลาเหลือสำหรับงานเขียน
ที่ได้ทำสัญญาประชาคมไว้
และขอถือโอกาสกราบงามๆขออภัย
สำหรับข้อความส่วนตัวตกค้างทั้งในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค
ที่ผมตอบไม่ไหวจริงๆ

โดยรวมแล้ว ถามว่าคนยังไม่อ่าน "จิตจักรพรรดิ"
ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในแฟนเพจจิตจักรพรรดิหรือไม่
คำตอบคือถ้าคุณไม่คิดจะอ่านนวนิยายเรื่องนี้
ก็เข้าร่วมได้เลยโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นใด
มากกว่าไปเอาประเด็นที่ตัวเองสนใจ
ตามข้อต่างๆที่ยกมาแล้ว
แต่ถ้าหวังจะอ่านให้สนุก ก็ยังไม่ควรเข้าไปจนกว่าจะอ่านจบ
เพราะที่นั่นคงมีการตีไข่ใส่สีกันใช้ได้เลย
แค่ชื่อกระทู้ก็อาจเป็นตัวเฉลยความลับเล่ม ๓ แล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านทั้งเล่ม ๑ และเล่ม ๒
วันนี้คุณสามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาได้แล้ว
ในรูปแบบของไฟล์ PDF
ซึ่งถ้าใช้ eBook Reader เช่น Kindle หรือ iPad
ก็อาจอ่านสะดวกยิ่งกว่าหนังสือจริงเสียอีก

เล่ม ๑ http://dungtrin.com/EmperorMind/Vol1.pdf
เล่ม ๒ http://dungtrin.com/EmperorMind/Vol2.pdf

(หมายเหตุ - ลิงก์ของเล่ม ๑ แก้ไขจากเดิม
เพราะผมเพิ่งเห็นว่าสะกดคำว่า Emperor ผิดเดี๋ยวนี้เอง
ขออภัยสำหรับความผิดพลาดทางภาษา
สำหรับใครที่ทำลิงก์มาที่นี่ก็ขอความกรุณาแก้ไขด้วยครับ
แต่ถึงใช้ลิงก์เดิมก็ redirect มาที่ใหม่ให้อยู่ดี)

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่าน
ผู้มีส่วนร่วมในการทายตอนจบด้วยนะครับ
ทีมงานเสนอให้ลองทายตอนจบกัน
เพราะเห็นว่าแต่ละวันมีการทายหรือคาดเดากันเยอะ
ถ้านำมาคุยเฟื่องเสียเลยน่าจะเหมาะ
ใครทายถูกทั้งหมดหรือถูกเพียงบางส่วน
ก็จะมีรางวัลพร้อมลายเซ็นจากผมให้ด้วย
เป็นการสร้างบรรยากาศมีส่วนร่วม
ใน "จิตจักรพรรดิ" ไปด้วยกันครับ

ดังตฤณ
พฤศจิกายน ๕๓

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

อยากเป็นแบบพระเอกในเรื่องจิตจักรพรรดิ ต้องทำอย่างไร?


ถาม :  จากที่ได้อ่านหนังสือของอาจารย์ จิตจักรพรรดินะครับ รู้สึกว่าอ่านแล้วอยากเป็นแบบอัคระ จะต้องทำอย่างไรครับ?

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/DYmh3ZVxH2A
คุณดังตฤณตอบคำถามที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
เมื่อวันที่
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔
ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ
เปิดตัวหนังสือ "คำตอบใน
facebook"

ดังตฤณ:     
จริงๆแล้ว ตัวละครตัวนี้ ผมเอามาจากเค้าโครงในประวัติหรือที่เรียกว่าชาดก เป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็นพระมหาโพธิสัตว์อยู่ ท่านสามารถสำรวจตัวเองได้ว่า ท่านเป็นมหาจักรพรรดิขึ้นมาด้วยเหตุเพราะอะไร

ด้วยเหตุเพราะว่า
มีทาน มีขันติ แล้วก็มีทมะ
ทมะคือความข่มใจ
สามข้อนี้ท่านเด่นขึ้นมา

ผมก็เอาไปแตกเป็นตัวละครที่ให้มีชีวิตชีวา ที่ให้เห็นหน่อยว่า ที่เค้าเรียกว่า ทาน ให้เป็นมหาทาน ให้แบบไม่จำกัด ให้แบบไม่เลือกหน้า จนกระทั่งมีความยิ่งใหญ่ในทาน หน้าตาเป็นยังไง ก็แบบอัคระ ที่เห็นอยู่แล้วว่าเป็นยังไง

ในเรื่องของขันติ ในเรื่องของความอดกลั้น คือต่อให้ถูกศัตรูทำร้ายจะเอาชีวิต ก็ไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีความโกรธแค้น ไม่ใช่เพราะว่าจะมาตั้งหน้าตั้งตาบังคับใจตัวเองให้ไม่โกรธ แต่มันมีความเข้าใจ มันมีความเห็นคุณประโยชน์ของมนุษย์ มันมีความอยากจะเผื่อแผ่ออกมาตั้งแต่เริ่มต้น ว่าอยากให้โลกนี้ดี อยากให้โลกนี้เป็นโลกของแหล่งผลิตสวรรค์ ไม่ใช่ต้นกำเนิดนรก ความเข้าใจที่อยู่พื้นจิตพื้นใจมันทำให้เกิดขันติอีกไปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่มาฝืนใจ กลั้นใจกัน แต่เป็นขันติในแบบที่มีความเมตตาเป็นพื้นหนุนอยู่

แล้วก็ในเรื่องของความข่มใจ ความสามารถที่จะอดกลั้นในเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ในเรื่องที่ฝืนกับกิเลสของตัวเอง แต่ได้ประโยชน์กับคนอื่น คนจำนวนมากๆ

อันนี้ก็เอามาทำเป็นตัวละคร ที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาเป็นอัคระ แล้วถ้าหากว่าใครทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้ตามนั้นจริงๆ ได้ผลตามนั้นจริงๆ เพราะว่าอย่างที่บอกแล้วว่าเอาเค้ามาจากมหาโพธิสัตว์ที่ออกมาชาติสุดท้าย พระองค์ได้ขึ้นถึงฝั่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาจริงๆ อันนี้ก็พูดง่ายๆ มีเรื่องของทาน ทำทานแบบไม่เลือกหน้า แล้วก็ในเรื่องของขันติ ในเรื่องของทมะ ความข่มใจ ความอดกลั้น

พิธีกร (พี่โมโม่) : 
กำลังคุยสนุกเลย แต่เวลาหมด หมดเวลานะครับ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณคุณดังตฤณที่มาแนะนำหนังสือดีดี คำตอบในเฟซบุคนะครับ

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

ขาดความอบอุ่นในวัยเด็ก เครียดง่าย โดดเดี่ยว


ถาม : ทำอย่างไรให้รู้สึกดีกับตนเอง ชอบจริงจังเกินเหตุ จึงทำให้เครียดและกังวลบ่อยๆ บางครั้งรู้สึกโดดเดี่ยวค่ะ อาจเพราะขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็ก ที่ผ่านมาก็ต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด ต้องเจริญสติให้รู้สึกผ่อนคลายใช่หรือเปล่าคะ?

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/P2JxDESHk-c
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๕

ดังตฤณ: 
วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองคือ เห็นว่าตัวเองนี่มีความก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางใดทางหนึ่งนะ หรือไม่ก็ตัวเองนี่มีประโยชน์กับชาวโลกในทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่อย่างนั้นนะคนเราไม่มีทางรู้สึกดีกับตัวเอง ต่อให้ได้ไปได้เหรียญทอง หรือว่าไปสอบได้ หรือว่าทำงานได้ หรือว่าได้เงินได้ทองอะไรมาแค่ไหนก็ตาม มันจะเป็นความรู้สึกแค่วูบๆวาบๆ ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองอย่างแท้จริง

ลองนึกดู ถ้ามีใครบอกว่าคุณเป็นคนโชคดี กับอีกคนหนึ่ง บอกว่าคุณเป็นคนมีค่า ความรู้สึกแบบไหนที่จะทำให้เรารู้สึกดีได้กับตัวเองจริงๆ ความโชคดีนี่มันให้มาไม่ใช่ด้วยความพยายาม มันไม่ใช่ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล ไม่ใช่ด้วยการก่อกรรม แต่เป็นด้วยอะไรก็ไม่รู้ คนเรานี่มันระลึกชาติไม่ได้ มันก็ไม่รู้ว่าบุญมาจากไหน ลาภมาจากไหน ที่บุญหล่นทับนี่ ที่ส้มหล่นหรือว่าที่ถูกลอตเตอรี่อะไรต่างๆนี่ มันมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้ใช้ความพยายามไม่ได้ใช้คุณค่าของตัวเอง 

แต่ถ้าหากว่าจิตใจของเรา จิตวิญญาณของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มันสามารถให้อภัยคนได้ มันสามารถสร้างค่าให้ตัวเองด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ วันหนึ่งเมื่อมีใครจะระลึกถึงเรา เมื่อเราจากไปแล้วนี่ เขาจะพูดว่า นี่คุณคนนี้นะช่วยให้ชีวิตฉันดีขึ้น คุณคนนี้นะช่วยให้ฉันพ้นจากความยากลำบาก คุณคนนี้นะให้อภัยฉัน ทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจอยากจะให้อภัยคนอื่นบ้าง มองโลกในแง่ดีขึ้นได้ อย่างนี้ นี่คือมันเป็นความทรงจำดีๆที่ถูกทิ้งไว้ในโลก มันมีค่ามากกว่ากัน มันมีค่ามากกว่าความโชคดี 

ทีนี้มองกลับกัน อย่างน้องบอกว่ามันเหมือนกับถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อันนี้ก็คือความโชคร้าย ความโชคร้ายมาจากไหนไม่รู้ เราจำไม่ได้ เราระลึกชาติไม่ได้ว่าเคยไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกทอดทิ้ง แต่เราสามารถมองออกว่า ความโชคร้ายนี่มันไม่ได้แย่ไปกว่าการที่เรางอมืองอเท้า ที่จะหมกจมอยู่กับความเศร้า งอมืองอเท้าที่จะทำประโยชน์เฉพาะให้กับตัวเอง ไม่ทำประโยชน์ให้คนอื่นนะ ความโชคร้ายนั้นมันยังดีซะกว่าการที่เราหมกจมอยู่กับความเศร้าไปเปล่าๆ

ถ้าหากว่าเราแค่จะเจริญสติเพื่อให้ความหมกจมนั้นมันถอนออก นี่แค่นี้เรามีค่าขึ้นแล้ว มันจะรู้สึกดีกับตัวเองแล้ว ว่าเกิดมานี่โชคร้ายแต่ชีวิตนี้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีได้ มันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นอะไรที่ดีกว่าคนที่เขามีความสุขอยู่แล้วแล้วเขาก็มาสร้างความสุขต่อยอดให้กับตัวเอง เพราะคนที่มีความสุขแล้วมามีความสุขเพิ่มนี่ มันดูเหมือนง่าย แต่คนที่เกิดมาไม่มีความสุขแล้วสามารถทำให้ตัวเองมีความสุขได้ ทำให้คนอื่นมีความสุขได้ เคยถูกทอดทิ้งแต่เราไม่ทอดทิ้งใคร เคยต้องให้กำลังใจตัวเอง ไม่มี ไม่ได้รับกำลังใจจากคนอื่น แต่มีความสามารถที่จะให้กำลังใจคนอื่น สามารถที่จะให้กำลังใจตัวเองได้ คนแบบนี้ไม่ใช่หาง่ายๆ

และมันเกิดขึ้นได้เพียงเราตั้งใจที่จะเป็นไปแบบนั้นนะ!

** IG *

ปมที่ฝังอยู่ในจิต สลายไปได้ไหม?


ถาม : ปมที่ฝมอยู่ในจิต เช่น ปมวัยเด็ก มันสลายไปได้ไหม บางทีเราเศร้า เพราะลึกๆเรามีปมฝังอยู่แบบไม่รู้ตัว?

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/5IkuDPSYzRo
ดังตฤณวิสัชนา Live#28
วันที่ ๓๐ เม.ย. ๒๕๖๐

ดังตฤณ: 
มันมีกันทั้งนั้นทุกคนนะ เรื่องปมฝังอยู่ในจิตเนี่ย มันไม่หายไปหรอก คือ ประสบการณ์ในแต่ละชาติ ในแต่ละชีวิตที่เป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้เนี่ย มันไม่ได้มีแต่จิตวิญญาณอย่างเดียว ยังมีสมองที่มีหน้าที่หลักในการทำให้เรารู้สึกนึกคิดอะไรไปยังไงนะฮะ

อย่างทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มระแคะระคายว่า อะไรๆทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ชีวิตของเรา มันเป็นการทำงานของสมองหมดเลย อันนี้ถ้าพูดไปแล้วยาว แต่สรุปสั้นๆง่ายๆว่า ส่วนหนึ่งของความทรงจำเนี่ย สมองมีบทบาทมีหน้าที่ที่จะดึงขึ้นมาแค่ไหน แต่ความจำเนี่ย จริงๆทุกวันนี้จริงๆนักวิทยาศาสตร์เห็นนะว่า เวลาที่คนเราจำอะไรใหม่ๆ มันจะมีโปรตีนชนิดหนึ่งสร้างขึ้นมาในสมอง มีการแตกกิ่งก้านสาขาของเส้นประสาทขึ้นมา แล้วก็เข้าใจว่า นั่นน่ะ เรียกว่าความจำ แต่จริงๆมันเหมือนกับแค่เรามีแฟลชไดรฟ์เพิ่มขึ้นมา หรือว่ามีฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นมา ตัวข้อมูลจริงๆที่เค้าเข้าใจว่าเป็นตัวโปรตีน หรือเป็นเรียงรหัสอะไรกันในทางประสาทวิทยาศาสตร์เนี่ย จริงๆ นั่นไม่ใช่ความจำนะ

คือจิตเนี่ย แม้แต่จิตเองก็ไม่ใช่ที่บันทึกกรรม ส่วนใหญ่แม้แต่ชาวพุทธที่เรียนกันทุกวันนี้จะเชื่อว่า ความจำเนี่ยบันทึกอยู่ในจิต แต่จริงๆเนี่ยไม่ใช่นะ คือที่อธิบายว่าความจำบันทึกอยู่ในจิต แล้วจิตดวงหนึ่งดับไป ก็สืบความจำไปให้จิตอีกดวงหนึ่งน่ะ ในพระไตรปิฎกดั้งเดิมพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าอดีตสัญญาเนี่ย คือพูดง่ายๆว่าความจำมันเป็นสิ่งที่เกิดดับตามธรรมชาติอยู่ ทีนี้มันจะฝากไว้ที่ไหนเนี่ย มันก็ฝากไว้กับสัจธรรม สิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นแล้วเนี่ย มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ

ถ้าหากว่าสัญญาของเราเกิดขึ้น ยกตัวอย่างนะ เมื่อชั่วโมงที่แล้วเนี่ย สิ่งที่เคยเกิดขึ้น มันแปรรูปเป็นอดีตสัญญาในปัจจุบันไปแล้ว ถ้าเราทำให้อดีตสัญญานั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ก็เท่ากับเรากลับไปอยู่เมื่อชั่วโมงที่แล้วชั่วขณะหนึ่ง แล้วรายละเอียดเกี่ยวกับชั่วโมงที่แล้วที่มันเชื่อมโยงก็จะปรากฏตามมา อย่างถ้าเราอยู่อีกห้องหนึ่ง เราก็จะนึกออกว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วอีกห้องหนึ่งเนี่ย มีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง  อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆ

ทีนี้อย่างปมในอดีตที่มันเคยเกิดขึ้น มันฝังอยู่ตรงไหน?

มันมีการทำงานของสมองร่วมอยู่ด้วย แล้วก็มีเรื่องของการกระตุ้นให้เกิดการนึกคิดถึงสิ่งที่เลวร้าย หรือว่าสิ่งที่มันดีงาม ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเด็ก จากอารมณ์กระทบอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เห็นภาพแล้วมันกระตุ้นเตือนให้นึกถึง หรือ แม้กระทั่งภาวะที่มันกระทบใจเราเอง ภาวะนึกๆคิดๆเนี่ยนะ ทางพุทธเรียกว่าเป็น ธรรมารมณ์ เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาเอง มันผุดขึ้นมาโดยเราไม่ได้ตั้งใจเป็นผู้ไปเค้นนึก แต่มันปรากฏขึ้นมาเองเฉยๆ จากการกระตุ้นของสมอง ซึ่งมันมีเหตุผลซับซ้อน และเราเข้าใจยาก เราเข้าใจได้แค่ว่า เออ เมื่อใดที่ธรรมารมณ์ปรากฏขึ้น เมื่อนั้นธรรมารมณ์นั้นที่กระทบใจ จะก่อให้เกิดสัญญา จำได้หมายรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น

แล้วพอตัวความเจ็บปวดในอดีตมันย้อนกลับมา อาการทางกายมันก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง อย่างเช่น เป็นความเกร็ง เป็นความรู้สึกจุกอก บางคนเนี่ยเกร็งไปทั้งตัว บางคนเกิดความรู้สึกอยากร้องไห้ นี่เรียกว่าเป็นการลั่นไกจากสมองนะครับ คือ ถึงเวลา ถึงจุดจุดหนึ่งขึ้นมาเนี่ย อยู่ๆมันนึกขึ้นมาเอง มันคิดขึ้นมาเอง แล้วก็วนเวียนอยู่กับความเศร้า วนเวียนอยู่กับอารมณ์ทุกข์แบบนั้นไม่เลิก ราวกับว่าอดีตที่ผ่านมาแล้วในวัยเด็กไม่เคยหายไป มันฝังแน่นอยู่ในตัวตนนี้ นาทีนี้ ตลอดเวลา

ตัวนี้แหละ ถ้าเราจะเจริญสติ เราเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ความทรงจำที่แท้จริงนะ มันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา

ทีนี้พอพูดว่าความทรงจำไม่เที่ยง เอ้า แล้วทำไมมันยังอยู่นะ ปมฝังใจในวัยเด็กมันไม่ได้หายไปไหน นี่เราไม่ได้พูดถึงไม่เที่ยงแค่นั้นนะ ไม่ใช่พูดถึงว่าทำไมมันไม่หายไปจากหัวเราจริงๆสักที เราเอาตรงที่สังเกตว่า เมื่อมันเกิดขึ้นในลมหายใจนี้ จะเป็นความทรงจำที่เรารู้สึกว่ามันเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม หรือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่ได้แย่มาก แต่เราอยากลืม พอมันเกิดขึ้นมาที่ลมหายใจนี้ เราก็แค่สบายๆ ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น แต่ต้องรู้นะ มีสติรู้ว่านี่เป็นความทรงจำ ตัวความทรงจำนั่นแหละ ขอให้ทราบว่า มันเป็น..ขอเรียกเป็นศัพท์นะ เพื่อที่เดี๋ยวจะได้พูดกันง่ายๆ ความทรงจำนั้นเป็น ธรรมารมณ์ชนิดหนึ่ง เป็นธรรมะชนิดหนึ่งที่เข้ามากระทบใจ พอกระทบใจมันก็จำได้ว่าเคยเกิดขึ้นอะไรขึ้นกับตัวเรา

คนทั้งโลกจะหยุดกันที่ตรงนี้ หยุดกันที่ข้อสรุปว่า ความทรงจำนั้นคือตัวเรา เราเคยเกิดเรื่องนั้นขึ้น แล้วเรื่องนั้นยังไม่หายไปจากหัวเรา นี่คือสิ่งที่ทุกคนยึด!

ที่นี้ในความเป็นจริง ความทรงจำหรือสัญญานั้น ที่ลมหายใจนี้มันเกิดขึ้น ลมหายใจต่อมามันอาจจะคลายตัวไป มันอาจจะไม่เข้มข้นแบบลมหายใจก่อน มันอาจจะไปมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นเข้ามาแทนที่ นี้แหละ ตัวนี้ที่ทางพุทธถือว่าเป็นความไม่เที่ยงของสัญญา นี่แหละคือความไม่เที่ยงของธรรมารมณ์ ภาวะกระทบใจเมื่อกระทบแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่ไปครุ่นคิดต่อ แต่สังเกตเฉยๆว่ามันยังอยู่ในใจเราไหม เราจะพบว่าที่ลมหายใจหนึ่ง กับอีกลมหายใจหนึ่ง มันต่างกันได้ ตัวนี้แหละที่เรียกว่าความไม่เที่ยง ที่เรียกว่าอนิจจัง

พอเราสังเกตไปอีก เอ้อเนี่ย ไปคิดเรื่องอื่นแล้วนะที่ลมหายใจนี้ อีกแป๊บหนึ่งมันย้อนกลับมาคิดใหม่ ทั้งๆที่เราไม่ได้เรียกมันมา เราไม่ได้มีความยินดีที่จะเอามันกลับมาอยู่ในหัวเลย แต่มันก็กลับมา นี่ก็เป็นความไม่เที่ยงอีกเหมือนกัน พอเราทำความเข้าใจไว้อย่างถูกต้องตามหลักการของการเจริญสติแบบนี้ เราจะเห็นความไม่เที่ยงของความจำนั้นๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ผลคือเวลาที่เราเห็นไปหลายๆครั้งเข้า ..เนี่ย เกิดขึ้นครั้งนี้มันไม่เที่ยงจริงๆด้วย เดี๋ยวก็มีเรื่องอื่นแทรกแทนเข้ามา  แล้วเดี๋ยวเรื่องอื่นหายไป เรื่องนั้นกลับมาอีก วกกลับไปวกกลับมา นี่เรากำลังเห็นความไม่เที่ยงอยู่ นี่ครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการเห็นความไม่เที่ยงแล้วนะ รุ่งขึ้น วันต่อมา ตื่นขึ้นมา เอาแล้ว มันนึกถึงขึ้นมาอีกโดยที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ มันมาจากไหนก็ไม่รู้ เราก็ได้คีย์เวิร์ดละ ธรรมารมณ์กลับมาแล้ว กลับมากระทบใจแล้ว สัญญาเกิดขึ้นแล้ว สัญญาเก่า ความจำเก่าๆปรากฏขึ้นมา เราก็ดูโดยความเป็นของไม่เที่ยงอีก ลมหายใจนี้สัญญาเกิด ลมหายใจหน้าสัญญาค่อยๆคลายตัวลง อีกลมหายใจหนึ่ง สัญญาดับไป เห็นแบบนี้ เอ้าวันที่สองผ่านไป

วันที่สามต่อมา กำลังกินข้าวอยู่ดีๆ ความทรงจำชุดเดิมกลับมาอีก เราก็ทำแบบเดิม ซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งอาจจะวันที่เจ็ด หรืออาจจะกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป จิตมันเกิดความฉลาดขึ้น จริงๆจิตไม่ได้ฉลาดหรอก สติมันเกิดปัญญาประกอบจิต

พอมีสัญญากลับมาปุ๊บ มีธรรมารมณ์กระทบใจปั๊บ มันเกิดความตื่นรู้ขึ้นมาทันทีว่า เดี๋ยวมันก็หายไป แล้วมันก็หายไปให้ดูจริงๆด้วย เพราะเราดูมาตลอดปี หรือตลอดเจ็ดวัน แล้วก็พบว่ามันไม่เที่ยงทุกที ตรงนี้แหละที่จิตมันจะได้ข้อสรุปว่า ที่เป็นธรรมารมณ์กระทบใจเนี่ย มันเป็นอนัตตา มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวใครเลย ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา มีแต่ภาวะอะไรอย่างหนึ่งที่มันเกิดขึ้นกระทบใจแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไป

ตัวนี้แหละที่ปัญญาเกิดแล้ว แล้วตัวนี้แหละที่เป็นเครื่องบอกเลยว่า อดีตที่ผ่านมาจะแย่แค่ไหน หรือว่าดีเพียงใด มันสามารถเอามาใช้เป็นอุปกรณ์การเจริญสติได้หมด ชาวพุทธเรานะ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนความทรงจำแย่ๆให้กลายเป็นสติปัญาดีๆขึ้นมาได้ภายในชีวิตนี้แหละ!

แล้วพอจิตนะ เห็นว่าสักแต่เป็นสัญญา สักแต่เป็นธรรมารมณ์กระทบใจ เห็นว่าสักแต่เป็นสัญญาเกิดดับๆ อดีตสัญญาเป็นปัจจัยให้เกิดสัญญาปัจจุบัน มันจะรู้สึกว่าไม่มีตัวเราอยู่ในตัวสัญญา ไม่มีตัวตนอยู่ในธรรมารมณ์ อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดขึ้นกระทบใจ สักแต่เป็นของที่เอาให้ใจใช้เป็นอุปกรณ์เจริญสติ มีอยู่ให้รู้ไปอย่างนั้นเอง ไม่ใช่มีอยู่ให้ยึดจะเอาเป็นเอาตายกับมัน

ที่จุดเริ่มต้นแค่ทำความเข้าใจ หรือตั้งมุมมองไว้ถูกเนี่ย จากอะไรที่มันเบสิกมากๆมันกลายเป็นขั้นแอดวานซ์ภายในเวลาไม่นาน แต่ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจ เราไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้าเลย เราก็จะได้ข้อสรุปเดิมๆไปจนตายว่า ความจำเนี้ย ประสบการณ์นี้เป็นตัวเรา แล้วตอนตายมันจะงงนะ เอ๊ะ ตลอดเวลาที่มันเป็นตัวเราๆๆเนี่ย พอตอนใกล้จะตายมันมองไม่เห็นอะไรเลยที่มันจะคว้าไว้ได้ ที่มันจะยึดไว้ได้ ร่างกายก็กำลังจะแตกสลายไป ความจำอะไรที่มันเคยเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม หรือที่เคยดีงามแค่ไหนก็ตาม มันก็เหมือนเลือนๆ มันมีอะไรสลับๆมาแบบห้ามไม่ได้อยู่ตลอดเวลา แล้วอะไรที่มันสลับๆมาบอกว่าเป็นตัวเราๆๆๆนั่นน่ะ เราจะเกิดความงงตัวองนะว่า เฮ้ย ถ้ามันเป็นตัวเราจริง ทำไมเอาไปใช้ไม่ได้ล่ะ ความทรงจำวัยเด็กบางชุดนะ มันลืมไปสนิทเลย ลืมไปไม่เคยคิดถึงมันเลยตลอดชีวิต แต่วันตายเนี่ยมันกลับมาซะอย่างนั้นเอง กลับมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ เอ๊ะ ตัวเราเนี่ยตัวไหนกันแน่นะ ตัวที่มันเป็นเด็ก ตัวที่มันโตขึ้นมา ตัวที่มันเป็นหนุ่มสาว หรือตัวที่มันแก่ หรือตัวที่มันกำลังจะตายอยู่นี้ จิตมันจะงงๆ บอกตัวเองไม่ถูก

แต่คนที่เจริญสติมาก่อนไปถึงจุดนั้นเนี่ย สะสมสติมาไว้ดีแล้วมันจะไม่งง มันจะได้พระธรรมอันเป็นสุดยอดของสัจจะเป็นที่พึ่ง มันจะมีสติเกิดขึ้น ระลึกได้ว่าเหตุการณ์อะไรผ่านมาเข้าหูเข้าตา หรือว่าภาวะทางกายมันกำลังพยศยังไงก็ตาม สติมันจะมีแต่บอกตัวเองว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา ที่สำคัญมั่นหมาย นึกว่าเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นลูกของคนนั้นคนนี้ เป็นแฟนกับใคร เป็นญาติโกโหติกากับชาวบ้านเค้าเนี่ย มันเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

วันสุดท้ายเนี่ยตัดสินเลยนะว่าถูกหลอกมาทั้งชีวิต แล้วคนเจริญสติเนี่ยก็จะไม่โดนหลอกในวันสุดท้าย มันจะเห็นไงว่าร่างกายเนี่ย เดี๋ยวก็ต้องเสื่อมไป ความทรงจำมีอยู่กี่ชุด กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นชุด กี่แสนกี่ล้านชุด ที่สะสมมาทั้งชีวิตเนี่ย เดี๋ยวมันก็หายไป แล้วถ้าเคยสะสมสมาธิจนกระทั่งมีกำลัง มีความสามารถที่จะเห็นไปล่วงหน้า มันเห็นเป็นนิมิตเลยนะว่า เออ กรรมที่ทำมาทั้งหมดเนี่ย เดี๋ยวจะไปปรากฏรูปปรากฏร่างเป็นแบบไหนต่อ เป็นแบบสว่างหรือเป็นแบบมืด เป็นแบบที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือว่าเป็นแบบที่สวยงามสง่า มันจะเห็นล่วงหน้าเลยก่อนที่จะถึงจุดนั้น

แล้วถ้าถึงขั้นที่ข้ามพ้นจากความยึดติดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเป็นตนไปได้  ตรงนั้นมันก็จะไม่เห็นภาพแล้วว่าจะไปเกิดอะไรต่อ พอจิตสุดท้ายใกล้ๆจะดับ ใกล้จะถึงจิตสุดท้าย ใกล้ๆจะดับหายไปเนี่ย มันจะรู้สึกถึงความว่าง แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเหมือนมหาสมุทรแห่งความว่าง แล้วก็ความว่างฝ่ายนี้ก็กำลังจะไปรวมกับความว่างฝ่ายโน้น แบบที่ความว่างฝ่ายโน้นเนี่ย ไม่มีการพร่อง ไม่มีการเพิ่ม มันเป็นอยู่เท่าเดิม ตัวนี้แหละที่เป็นสุดยอดของแก่นพุทธศาสนา

ถ้าหากเราเริ่มทำความเข้าใจได้จากจุดง่ายๆ จากปมฝังใจ หรือว่าเรื่องไม่ดี ประสบการณ์ไม่ดีในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยๆพิจารณาค่อยๆเห็นว่า อันนั้นก็ไม่เที่ยง อันนี้ก็ไม่ใช่เรา อันนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา ในที่สุดแล้วพุทธศาสนาเนี่ยจะเป็นคำตอบของชีวิต เป็นคำตอบสุดท้ายเลยนะว่าเราไม่ต้องไปหาที่ไหนอีกแล้ว สุดยอดของคำตอบในชีวิตเนี่ย ทั้งในขณะกำลังหายใจอยู่และกำลังจะหมดลมหายใจไปเนี่ย อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงที่ทำยังไงเราจะเจริญสติเป็น ทำยังไงเราจะรู้จักพระพุทธศาสนาให้จริง ทำยังไงเราถึงจะไปถึงจุดที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าคุ้มที่สุดที่เกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือตัดความหลงผิดได้ ตัดอุปาทานในตัวตนได้ เท่ากับทำให้จิตไม่ต้องกระสับกระส่าย ไม่ต้องกระวนกระวายเป็นทุกข์อีกเลย แบบชนิดที่ไม่กลับกำเริบอีก

** IG **

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

อัลไซเมอร์เกิดจากกรรมอะไร?


ถาม : อัลไซเมอร์เกิดจากกรรมอะไร?

ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑๑๙
ดังตฤณ: 
อันนี้ตอบตรงนี้ก่อนเลย อัลไซเมอร์เนี่ยบางทีมันเป็นเรื่องของทางกายภาพด้วยนะ มันไม่ใช่ว่าจะมีกรรมที่ทำให้เป็นอัลไซเมอร์อย่างเดียว

บางคนเนี่ยพอขาดสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมอง หรือว่ามีความเครียดมากเกินไป สมองทำงานผิดปกตินะ มันก็สามารถเป็นอัลไซเมอร์ได้ก่อนวัยอันควรนะครับ คือหลงๆลืมๆ กะป้ำกะเป๋อนะ เพราะว่าระบบประสาทมันรวนนะ

ส่วนใหญ่แล้ว... คือที่เขาค้นคว้าวิจัยกันอยู่เนี่ย มันยังไม่สามารถได้ข้อสรุปชัดเจนว่า ทำไมบางคนเป็น ทำไมบางคนไม่เป็น แต่ส่วนใหญ่นะก็จะไปโทษในเรื่องของระบบประสาทมากกว่าอย่างอื่น

แต่ถ้าหากว่าจะเอาเรื่องจิตเรื่องใจนะครับ เท่าที่ผมสังเกตดู ก็คือ คนที่จะมีสิทธิ์เป็นอัลไซเมอร์ หรือว่าพวกสมาธิสั้น ความจำไม่ค่อยดีนะ หรือความจำเก่าๆมันลบเลือนหายไปเนี่ยนะ โดยมากจะเป็นพวกที่มีอะไรยุ่งๆอยู่ในหัวตลอดเวลานะ แล้วก็เป็นอะไรยุ่งๆแบบที่ไม่มีสาระ ไม่สามารถจะต่อกันได้ติดนะ คือสับไปเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที โดยที่ไม่มีระบบความคิดที่ชัดเจน ไม่มีระบบความคิดในแบบของคนที่จะระลึกอะไรได้แบบเชื่อมโยงนะ อยากคิดเรื่องไหนก็คิดเลยนะ แล้วระบบวิธีคิดเนี่ยมันเป็นอย่างนั้น มั่วๆอยู่อย่างนั้น เป็นปีๆ หลายๆสิบปีเข้านะ ในที่สุดแล้วพอระบบความคิดมันพัง คือต่อกับอะไรไม่ติด ก็ไม่สามารถที่จะระลึกถึงอะไรที่ผ่านๆมาได้นะ อันนี้เท่าที่ผมสังเกตดูเอาเองนะครับ คืออย่าเพิ่งฟังเป็นข้อสรุปว่าอัลไซเมอร์เกิดจากสาเหตุนี้นะ นี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งก็แล้วกัน ว่าถ้าหากพูดถึงเรื่องกรรม พูดถึงเรื่องของวิบาก เอาสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชาตินี้เป็นหลักก็แล้วกันว่าระบบความคิดเนี่ยนะมันไม่ดีพอ

เขาเคยมีการวิจัยนะที่ต่างประเทศเนี่ย บอกว่าคนที่เล่นหมากรุก คนที่จะต้องใช้สมองในส่วนของจินตนาการ และระบบความคิดแบบตรรกะนะควบคู่กันไปอยู่เรื่อยๆเนี่ย จะไม่เป็นอัลไซเมอร์ คือโอกาสที่จะเกิดอัลไซเมอร์เนี่ยต่ำมาก อย่างนักหมากรุกบางคนอายุ ๘๐-๙๐ เนี่ย ความจำนี่เปรี๊ยะเลย เขาก็เลยเกิดความสนใจมาวิจัยกันว่า มันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ ว่าถ้าหากว่าจะใช้สมองแบบเต็มที่ ใช้สมองแบบเป็นระบบทั้งตรรกะ และวิธีใช้จินตนาการควบคู่กันไป เขาบอกว่า... ปรากฏว่ามันมีนัยสำคัญนะครับ มันมีความเชื่อมโยงกันระหว่างคนที่ใช้สมองอย่างถูกต้อง กับคนที่ใช้สมองแบบเลื่อนเปื้อนเลื่อนลอยนะ หรือไม่ก็บรรทุกข้อมูลมากเกินไปในแบบที่มันไม่ค่อยเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน คือเก็บๆๆ จำๆๆ แล้วก็มาคิดๆๆนะ เอาแต่คิดในแบบที่มันไม่ค่อยจะเป็นระบบเท่าไหร่นะ

บางคนก็บอกว่า เอ๊ะ! นี่บางรายเขาก็ใช้ความคิดแบบเป็นระบบนะ อย่างโรนัลด์ รีแกน (Ronald Reagan) เนี่ยนะ ที่รู้กันว่าเป็นอัลไซเมอร์นะ อันนั้นเขาก็น่าจะคิดอย่างเป็นระบบนะ แต่จริงๆแล้วถ้าหากว่าเรามาดูที่ระบบความคิดคนเนี่ยนะ บางทีเราไปคาดหมายเอาจากงานที่เขาทำไม่ได้ บางทีเนี่ยต้องดูวิธีที่เขาคิดด้วยว่า เครียดเกินเหตุหรือเปล่านะ อย่างบางคนเนี่ย งานเยอะ งานหนัก ข้อมูลมาก แล้วก็ไปเพ่งๆๆเอานะครับ คือตั้งใจคิดมากเกินไป วิตกกังวลมากเกินไป พูดง่ายๆว่า เอาอารมณ์เนี่ยเข้ามาผสมกับตรรกะ แล้วก็จินตนาการ จนกระทั่งว่าอารมณ์เนี่ยมันเหนือกว่าอะไรทั้งหมดนะ มีแต่ความกังวล มีแต่ความคิดแบบ... สมมติว่าคิดเรื่องนี้จบไปแล้ว ย้อนกลับไปคิดอีก หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกผิดที่คิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้ แล้วก็ติดวนอยู่กับความรู้สึกผิดเนี่ยไม่เลิก

บางคนเนี่ยนะคือไปทำงานใหญ่ระดับประเทศเนี่ย โดยที่คล้ายๆไม่ได้เต็มใจ คือตัวตนเนี่ยไม่ได้เป็นอย่างนั้นอยู่ก่อนนะ แล้วเกิดความรู้สึกผิด เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองอย่างรุนแรง แล้วก็คิดวน คิดไปคิดมานะ วนไปวนมา ในที่สุดแล้วระบบความคิดมันพัง มันเหมือนกับว่าถูกความรู้สึกผิด หรือความรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเดิมของเราเนี่ยมันครอบงำนะ ในที่สุดแล้วก็เลย มันเหมือนกับไปบล๊อกระบบความจำอะไรที่... คือวิธีนึกคิดเนี่ยมันไม่สามารถนึกเชื่อมโยงกับข้อมูลรายละเอียดได้ แต่ว่ามันไปติดอยู่กับความรู้สึกว่างๆ ไม่ใช่ว่างดีนะ แต่เป็นว่างไม่ดี ว่างในแบบที่เหมือนกับมีกำแพงกั้น มีอะไรมาบล๊อกไว้นะ แล้วพอติดอย่างนั้นบ่อยเข้า มีกำแพงหลายชั้นเข้าเนี่ย ในที่สุดเหมือนกับว่าไม่สามารถมองผ่านเข้าไปในอดีตนะ เข้าไปขุดข้อมูลความจำจากในอดีตสักอย่างเดียว ติดแต่กำแพงเนี่ย

อันนี้ก็ฟังเอาไว้ละกัน คือเรื่องจะแก้กรรมเรื่องอัลไซเมอร์นะ คือถ้าหากว่าเอาตามวิทยาศาสตร์เนี่ย มันน่าจะได้มากกว่านะ เพราะว่าคนที่เป็นอัลไซเมอร์ไปแล้วเนี่ย ส่วนใหญ่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วนะ ก็คือใช้ในเรื่องของยา เรื่องของวิตามิน เรื่องของการบำรุงสมองดีกว่า อย่างเขาบอกว่า จะมีอาหารประเภทไหนบำรุงสมอง แก้อัลไซเมอร์อะไรต่างๆเนี่ย ก็ทดลองดูให้หมดนะครับ เอาอย่างนั้นดีกว่า ผมว่ามันจะมีสิทธิ์มีภาษีมากกว่า



** IG **

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

ฟุ้งซ่านมาก จะเริ่มอย่างไรดีครับ?


ถาม : ฟุ้งซ่านมาก จะเริ่มอย่างไรดีครับ?


รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/ghsqZG5RH54

ดังตฤณ: 
เริ่มจากการกำจัดเหตุของความฟุ้งซ่าน
ถ้าหากว่าคุณฟุ้งซ่านเรื่องไม่เป็นเรื่อง
อย่างเช่นสำรวจตัวเองแล้วเนี่ย
เป็นคนชอบปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน
ชอบฝากใจไว้กับคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต
ดูนั่นดูนี่ ท่องเที่ยวไปเรื่อย
ก็ตกลงกับตัวเองว่า
ต่อไปจะลดต้นเหตุนี้ลง

คือมันไม่มีหรอกนะ อุบายแบบว่าคุณทำใจคิดแบบหนึ่ง
เสร็จแล้วปฏิบัติตนเหมือนเดิม
ดูหนัง ดูละคร ดูอะไรไร้สาระ
เห็นใครเค้าด่ากันเข้าไปแจม
ร่วมยำสหบาทากับเขา
เสร็จแล้วบอกว่าเดี๋ยวจะไปใช้อุบายที่ได้ไปเนี่ย
มากำจัดความฟุ้งซ่าน มันไม่ใช่แบบนั้น

มันต้องละด้วย
ละต้นเหตุของฟุ้งซ่านด้วย
ไม่ใช่ว่าจะอาศัยอุบายการเจริญสติ
มากำจัดความฟุ้งซ่านได้อย่างเดียวนะครับ




วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฝึกแผ่เมตตา (คุณดังตฤณเล่าประสบการณ์)

หลังจากพบว่าจิตที่ตั้งมั่นเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่ากำลังเห็นอะไรอยู่จริงๆ ผมก็เพียรแบบมวยวัด พยายามเข้าให้ถึงสมาธิตั้งมั่นท่าเดียว หลงๆลืมๆหลักการเจริญสติระหว่างวันไป กล่าวคือเมื่อนึกถึงการปฏิบัติธรรมภาวนา ผมจะนึกถึงการนั่งหลับตาเพื่อเอาความสงบ อยากได้ปีติสุขอันเป็นรสวิเวกประหลาดของอุปจารสมาธิ อยากเห็นลมหายใจแจ่มชัดดุจน้ำตกกลางอากาศว่างซ้ำแล้วซ้ำอีก
นี่เป็นธรรมดาของนักเจริญสติส่วนใหญ่ พอเข้าถึงภาวะอะไรดีๆ ก็พยายามก๊อปปี้ พยายามลอกเลียนของดีๆนั้น ด้วยความอยากให้มันเกิดซ้ำอีกทุกครั้งดังใจ ผลคือล้มเหลว เพราะไม่ได้สร้างเหตุที่ถูกต้อง แค่ตั้งต้นด้วยความอยาก ก็ผิดทางที่จะรู้ตามจริงแล้ว เปลี่ยนมาอยู่บนเส้นทางของการบังคับให้อะไรๆเกิดขึ้นตามใจอยากแล้ว
ผมต้องใช้เวลาพอควร กว่าจะเข้าใจว่าการพยายามนึกถึงภาวะดีๆในอุปจารสมาธิ ไม่ได้เป็นปัจจัยช่วยให้เข้าถึงอุปจารสมาธิได้เลย เพราะจิตมีแต่อาการกระโจนทะยาน อยากได้อยากดี ไม่มีความวางเฉยอันเป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานของความสงบเอาเลย
และผมต้องใช้เวลาฝึกระยะหนึ่ง กว่าจะเท่าทันความอยาก ผมพบด้วยตัวเองว่า

แค่เรายอมรับตามจริงว่ากำลังอยาก
เหมือนใจเหนอะหนะด้วยยางเหนียว
ภาวะฟุ้งซ่าน
อันเป็นอุปสรรคขวางทางตั้งแต่ต้น
ก็เบาบางลงได้
แต่แม้พบความจริงดังกล่าว ผมก็ลืมอยู่ดี เมื่อใดลงนั่งหลับตา เมื่อนั้นจะโหยหารสสุขในอุปจารสมาธิเป็นอันดับแรกเสมอ แล้วก็ใจฝ่อเสมอเมื่อเข้าถึงภาวะแสนสุขนั้นไม่สำเร็จ อย่างดีก็แค่สุขนิดๆหน่อยๆ สว่างนวลวูบๆวาบๆพอเป็นกระสายให้ชุ่มชื่นบ้างเท่านั้น
เมื่อสำคัญผิด
คิดว่าสมาธิควรก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆวันต่อวัน
แล้วในความเป็นจริงมันไม่ใช่
ผมก็ชักท้อ
รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่เอาไหน ไม่น่าภูมิใจ
แต่วันดีคืนดี ก็เกิดปรากฏการณ์ทางจิตเป็นกำลังใจขึ้นมาอีก คือมีอยู่วันหนึ่งผมอ่านเรื่องการแผ่จิตเป็นเมตตาตามที่พระพุทธเจ้าสอน จับใจความได้ว่าให้ตั้งต้นด้วยการคิดไม่เบียดเบียน เห็นความพยาบาทเหมือนโรคทางใจ ถ้าหายได้จะดีกว่าเป็นไหนๆ กำลังวังชาก็กลับมา ธุระปะปังก็ทำต่อได้ จึงไม่ควรหวงโรคทางใจไว้ด้วยประการทั้งปวง จากนั้นเมื่อกระแสเมตตาบังเกิดขึ้น ก็ให้กำหนดทิศแผ่ไปไม่มีประมาณในเบื้องหน้า เบื้องซ้าย เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องบน เบื้องล่าง
ผมลองแผ่จิตมั่วๆ ตอนนั้นไม่แน่ใจนักว่าใช่หรือเปล่า แค่นึกสบายๆไปข้างหน้า พอสบายด้านหน้าได้ก็นึกถึงความสบายด้านข้างต่อ แต่ก็ไม่ปรากฏผลชัดเจนนัก เพราะสบายได้เดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนเป็นฟุ้งซ่าน จับอะไรไม่ติด ไม่ทราบจะตั้งจิตไว้อย่างไรแน่
สงสัยจะเป็นบุญครับ พอนึกอยากฝึกแผ่เมตตา ก็ได้เครื่องช่วยฝึกในวันนั้นเลย ผมมีเรื่องขัดเคืองกับเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันนิดหน่อย ประมาณว่าขี่จักรยานผ่านบ้าน แวะทักแล้วเพื่อนพูดทิ่มแทงให้เสียความรู้สึก เกิดความเจ็บใจ และเก็บมาคิดขุ่นเคืองยืดเยื้อ
ผมกลับมานอนเปลญวนริมระเบียงบ้านคุณพ่อ มองดูทะเลกว้างในช่วงเย็น ตาทอดไกลแต่ไม่เห็นอะไร เพราะใจยังขมวดมุ่น คุกรุ่นอยู่กับคำพูดของเพื่อนไม่เลิก
ชั่วขณะหนึ่ง ผมนึกถึงพระพุทธพจน์ขึ้นมาได้
ที่ท่านว่าความพยาบาทเหมือนโรคทางใจ
ตราบใดยังไม่หายไป
ตราบนั้นเราก็เหมือนคนป่วย
ไร้เรี่ยวแรง ทำอะไรตามปกติไม่ได้
ชั่วขณะนั้นผมตระหนักว่า
ได้อาการป่วยของจริงมาอยู่กับตัวแล้ว
ขนาดตามองทะเลยังไม่เห็นทะเล
เพราะใจเห็นแต่ใบหน้าที่น่าต่อยของเพื่อน
โอกาสดีอย่างนี้จึงไม่ควรทิ้งขว้างให้เสียเปล่า
ลองใช้วิชาของพระพุทธเจ้ารักษาตัวเองหน่อยจะเป็นไร
ผมปิดตาลง พิจารณาเพื่อให้ ยอมรับตามจริงถึงภาวะทางใจในชั่วขณะนั้น เห็นความมืดนำมาก่อน ตามด้วยความยุ่งเหยิงทางความคิดในหัว และสรุปตบท้ายที่ความรู้สึกเสียดแน่นร้อนรน กระวนกระวายอยู่ในอก
จากนั้นจึงถามตัวเองว่านี่ใช่ไหม ที่เรียกโรคทางใจ?
จิตตอบรับว่าใช่ และเมื่อคิดว่าจะให้อภัย ก็คล้ายปวดแปลบแสบทรวง เหมือนเกิดพลังยื้อยุดฉุดดึงมหาศาลไม่ให้ยอม ช่วงวัยรุ่นผมเป็นพวกเจ็บแค้นแรง อยู่ๆจะให้ถอนความพยาบาทนั้น ออกจะเหลือวิสัย
แต่ความอยากฝึกแผ่เมตตาก็เหนี่ยวนำให้พยายามต่อ แล้วผมก็พบความจริงที่น่าตื่นใจ

ตัวความโกรธ หรือกระแสความพยาบาท
ที่ห่อหุ้มคลุมจิตอยู่นั้น
เป็นพลังอัดอย่างหนึ่ง
ตราบใดยังพิจารณามัน
ตราบนั้นก็เท่ากับเราอาศัยกระแสพลังแรงๆของมัน 
มาช่วยพยุงจิตให้อยู่ในอาการจดจ่อ
ไม่ซัดส่ายไปไหน
!
ผมดูภาวะอารมณ์พยาบาทพร้อมทั้งพิจารณาตามพระพุทธเจ้าสอนอยู่ประมาณ ๑๐ นาที

ตามธรรมชาติของจิตนี่นะครับ
เมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ซัดส่ายไปไหนสักพักหนึ่ง
ก็เกิดธรรมดาผนึกกระแส รวมศูนย์เข้ามา
ใจเริ่มตั้งนิ่งเป็นสมาธิแบบขุ่นๆ
แต่ความคิดก็ยังทำงานต่อ
คือ เห็นอารมณ์พยาบาทเป็นเหมือนโรค
ไม่ใช่ของน่าหวงเอาไว้
ถัดจากนั้นนานเท่าไรประมาณไม่ถูก ได้เกิดภวังค์สั้นๆขึ้นคล้ายวูบหลับเล็กๆ แล้วจิตก็ตื่นในอีกภาวะหนึ่ง โดยที่ผมไม่ได้สั่ง และไม่อาจควบคุม ดวงจิตคล้ายหลุดจากที่คุมขังคับแคบ แผ่กระแสออกสู่ความว่างอันเยือกเย็นไร้ขอบเขต ทรงปีติสุขล้ำลึก
ทราบด้วยสัญชาตญาณทางจิตว่านั่นคืออาการรวมดวงระดับอุปจารสมาธิ และเป็นสมาธิที่ตั้งต้นขึ้นมาจากการพิจารณาเห็นความพยาบาทเป็นโรค ควรรักษาด้วยการปลดปล่อยมันออกจากใจ เมื่อใจยอมคายความพยาบาท พลังความพยาบาทก็ปฏิรูปมาเป็นพลังขั้วตรงข้าม ผนึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในความเมตตาไปแทน
จากที่ฝึกแผ่เมตตานำร่องแบบไม่เป็นโล้เป็นพายไว้ก่อน พอรวมดวงลง จิตก็เริ่มทำงานเองอย่างรู้แนว คือแผ่กระแสความรู้สึกเยือกเย็น ผายอาณาเขตความปลอดภัยอันกว้างขวางออกไปเบื้องหน้า ผมรู้สึกเหมือนเห็นทะเลไพศาลเบื้องหน้ารางๆ ไม่เห็นสีสัน แต่ก็มีความคงที่กว่าการใช้ตาเนื้อทอดตามองตามปกติมากนัก
ใจคล้ายยิ้มได้กว้างกว่าปากตอนกำลังฉีกยิ้มกว้างสุดๆหลายร้อยเท่า และยินดียิ่งกับการอยากส่งยิ้มไม่มีประมาณนั้นให้กับโลก ประจักษ์ว่าอย่างนี้เองคือเวิ้งทะเลแห่งความสุขอันสร้างขึ้นด้วยใจ กว้างขวางและแผ่ไปได้ไม่แพ้อ่าวไทยตรงหน้าเลย
เมื่อเห็นว่าจิตยังผนึกแน่วไม่โคลงเคลง ผมก็ทดลองนึกถึงทิศซ้ายขวาพร้อมกัน ปรากฏว่ากระแสจิตแปรจากทิศเบื้องหน้ามาเป็นทิศซ้ายขวาได้ดังใจ คล้ายศูนย์กลางอันว่างเปล่าของจิตเป็นไฟฉายมหัศจรรย์ สามารถกำหนดให้ฉายกว้างไปเบื้องหน้าก็ได้ หรือเปลี่ยนแนวมาเป็นยิงลำใหญ่ออกทางด้านข้างทั้งซ้ายขวาพร้อมกันก็ได้
เมื่อกำลังจิตเริ่มถดถอย อาการผนึกดวงเริ่มแผ่วลง ผมพยายามรวบรวมกำลังใหม่ ซึ่งแรกๆก็ทำได้ แต่พอแผ่วสองสามหนก็หมดแรง รวมจิตไม่ติด ต้องถอนจากสมาธิด้วยความอาลัยอาวรณ์ในที่สุด
จากประสบการณ์ครั้งนั้นเอง
ผมจึงได้ความรู้ว่าในการแผ่เมตตานั้น
จิตต้องรวมดวงเสียก่อน
จึงจะสามารถเล่นกับทิศทางได้
ตลอดจนเล่นกับการกำหนดขอบเขตความกว้างยาวได้

มิฉะนั้นจะเป็นเพียงอาการคิดๆนึกๆถึงทิศแห่งเมตตา หรืออย่างดีก็ได้แค่การยิงกระแสเมตตาแบบอ่อนๆวูบวาบคล้ายอุปาทานเท่านั้น ห่างชั้นกันมากกับการพบความเยือกเย็นโอฬารอันซ่านหวานขึ้นมาจากภาวะสมาธิ
ภาวะที่จิตรวมกระแสเป็นดวงนวล คืออะไรที่อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ด้วยคำพูด ปกติคนที่ไม่ฝึกสมาธิจะคุ้นอยู่กับประสบการณ์ทางจิตแบบซัดส่าย กระโดดไปฟุ้งซ่านเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที ไม่ค่อยมีกำลังที่จะตั้งมั่นแม้ทำงานแบบโลกๆตามภาระหน้าที่ด้วยซ้ำ นี่เองที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าภาวะของสมาธิเป็นเรื่องอจินไตย คิดคะเนหรือจินตนาการเอาไม่ถูก ต้องเข้าถึงด้วยตนเองจึงจะรู้
และแม้ใครเข้าถึงสมาธิแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีกำลังสม่ำเสมอ ทำได้ทุกวันตามต้องการนะครับ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในแต่ละวัน แต่อย่างน้อยผมก็เริ่มสังเกตเหตุปัจจัยแห่งสมาธิได้ เช่น
๑)    ใจต้องปลอดโปร่งและเริ่มต้นด้วยความไม่คาดหวัง
๒)    กายต้องเริ่มต้นด้วยความผ่อนพักสบายทั่วพร้อม
๓)    จิตต้องไม่เร่งร้อน รู้สึกถึงสิ่งที่ระลึกอยู่ตามจริง เช่น ลมหายใจถึงเวลาเข้าก็รู้ ไม่ใช่ยังไม่ถึงเวลาเข้าก็จะไปเร่งให้มันเข้า
๔)    จิตต้องมีความยินดีกับลมหายใจหรือเป้าหมายที่ใช้กำหนดสมาธิ มากกว่าความฟุ้งซ่านอันเป็นคลื่นแทรกคอยเบี่ยงเบนความสนใจ
๕)    ตัวเราต้องไม่พยายามระงับความฟุ้งซ่าน แต่แค่ดู แค่รู้ แค่เท่าทัน ว่าความฟุ้งซ่านคือคลื่นรบกวน ถ้าเห็นมัน แต่ไม่เข้าไปทำอะไรทั้งทางห้ามและทางส่งเสริม มันก็จะแผ่วและผ่านไปเอง
ถ้าอยากได้ความคืบหน้าทางสมาธิ ให้คำนึงและสังเกตเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ไว้มากๆในเบื้องต้น แล้วจะพบว่าความสำเร็จต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกทางเสมอครับ