วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ใช้ชื่อคนที่เราชอบเป็นคำบริกรรมได้ไหม

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน การทำสมาธิจำเป็นเพียงใดต่อการบรรลุธรรม?
25 สิงหาคม 2561

ดังตฤณ: หลวงพ่อพุธเคยไปสอนลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่งบอกว่า ไม่ชอบคำว่าพุทโธ ท่านก็ถามว่า ชอบชื่อแฟนไหม บอกว่าชอบ ก็เอาชื่อแฟนนั่นแหละ ไปบริกรรม อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าทำได้ด้วย

คำว่า “พุทโธ” นี่นะ แปลว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” ที่นำมาใช้เป็นคำบริกรรม ก็เพราะว่าเป็นคำที่จำง่าย แล้วก็เป็นคำที่จิตนี่หน่วงไว้แล้ว มีความง่ายที่จะตื่นรู้ คือเป็นเรื่องลึกลับนิดหนึ่ง บางทีไม่ใช่แบบเป็นเหตุผล เป็นแบบคณิตศาสตร์ว่า เอ๊ะ แล้วทำไมทีคำอื่นถึงไม่ง่ายต่อการเป็นสมาธิล่ะ

คำว่าพุทโธนี่ คือ เราคิดอย่างนี้ก็ได้ว่า มีความหมายแบบที่เป็นสากล ว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ภาษาไทยก็เรียกตามภาษาดั้งเดิมนั่นแหละว่า พุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าหากว่าเราบริกรรมคำนี้ ต่อให้ไม่รู้คำแปล แต่ความหมายของคำนี้ที่มีอยู่ครอบโลก ก็จะทำให้เกิดพลังแบบหนึ่ง ที่ทำให้ง่ายต่อการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สำคัญคือว่า ไม่ใช่แค่ชื่อ ไม่ใช่แค่คำ แต่เป็นจิตของเราด้วย ที่นึกถึงคำนั้นแบบไหน

อย่างถ้าสังเกตตัวเองดีๆ คุณจะเห็นนะว่าคำว่าพุทโธๆๆ นี่ อย่างเวลาผมพูด พุทโธๆๆ คำนี้ มีความหนัก ความเบา ความดัง ความค่อยสม่ำเสมอ พุทโธๆๆ แต่เอาเข้าจริงจิตนี่นะถ้าหลับตานึกถึงคำว่าพุทโธอย่างเดียว จะมีการกระโดด เดี๋ยวหนัก เป็นพุทโธ ตัวเป้งๆ โตๆ ... เดี๋ยวเบา เป็นพุทโธ ตัวเล็กๆ ...

ถ้าหากว่า เราเป็นพุทโธหนักๆ ก็พุทโธๆ อาการของจิต จะเค้น แต่ถ้าพุทโธแผ่วๆ หรือพุทโธแบบเลือนๆ พุทโธแบบเลอะเลือน อันนั้นเป็นอาการของใจที่กำลังเลื่อนลอย กำลังเบลอๆ แต่ถ้าหากว่าใจกำลังโฟกัส (focus) อยู่จริงๆ มีโฟกัสที่พอดี จะมีความสม่ำเสมอของ พุทโธๆๆ เหมือนกับตอนที่เราอ่านหนังสืออย่างมีสมาธินี่ คำในหน้าหนังสือจะปรากฏเป็นเสียงกระซิบในหัวของเราสม่ำเสมอ ยิ่งถ้าใครอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ เสียงในหัวจะยิ่งเหมือนกับเบา เหมือนกับเงียบหายไปนะ นี่ก็เหมือนกัน คือพุทโธนี่ ถ้าเราเป็นสมาธิมากขึ้นเท่าไหร่ พุทโธนี่จะเป็นเส้นตรง จะมีความสม่ำเสมอ จะมีความคงที่ จนกระทั่งหายไป

อันนี้ก็คือพูดง่ายๆว่า เราอย่ามาเกี่ยงกันแค่เรื่องของคำอย่างเดียว ให้ดูเรื่องของจิตด้วยว่า จิตที่บริกรรม พุทโธ หรือ จิตที่บริกรรมคำไหนๆ ก็ตาม ตามสำนักไหนก็ตาม เป็นจิตแบบใด เป็นจิตแบบที่มีอาการเค้น มากแค่ไหน เป็นจิตที่เลื่อนลอยหรือเปล่า เป็นจิตที่มีสมาธิแล้วหรือยัง ถ้าจิตที่เค้นนี่ จะรู้สึก พุทโธนี่หนักๆ หรือคำบริกรรมนั้นๆ จะหนัก เหมือนกับเป็นตัวใหญ่เท่าหม้อแกงเลย แต่ถ้าหากว่าเรามีจิตที่เลื่อนลอยนะ จะแผ่ว จะกระโดดๆ เดี๋ยวหนักบ้างเดี๋ยวเบาบ้าง เดี๋ยวมาถี่ๆ เดี๋ยวมาแบบห่างๆ ไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้าหากว่าเป็นสมาธิ จะมีความคงที่ มีความคงเส้นคงวา

ผมมีอุบายง่ายๆ อย่างถ้าเราเขียนคำว่า พุทโธๆๆ ไว้ในหน้ากระดาษ แล้วก้มลงอ่านเงียบๆ ให้สังเกตว่า เออ มีคำว่าพุทโธๆๆ ในหัวของเราประมาณไหน ให้จำเสียงกระซิบแบบนั้นไว้ แล้วก็เอาไปนึกต่อ โดยไม่ต้องอ่านตัวหนังสือ คือเขียนใส่หน้ากระดาษไว้ พุทโธ สักห้าคำ สิบคำ แล้วอ่านไป จะมีเสียงขึ้นมาในหัวว่า พุทโธๆๆ แล้วเสร็จแล้วเราก็เอาไปบริกรรมต่อ

อันนี้ทำนองเดียวกันนะ ต่อตัวคำถาม บอกว่าจะเอาชื่อคนที่เราชอบมาบริกรรมได้ไหม ก็เอาชื่อคนที่เราชอบมาเขียนใส่หน้ากระดาษ แล้วก็สังเกตดู เวลาเราอ่าน ด้วยสายตา มีความสม่ำเสมอในหัวแค่ไหน เกิดเสียงกระซิบแบบไหน ก็ให้จำเสียงกระซิบนั้นเป็นคำบริกรรมนะครับ แล้วก็ค่อยดู ค่อยเปรียบเทียบ ทีละช่วงๆ ว่าจิตของเราเค้นไหม จิตของเราเป็นทุกข์อึดอัดไหม จิตของเรามีความสุขไหม จิตของเราสบายไหม หรือจิตของเราเลื่อนลอยไป ก็จะปรากฏในคำบริกรรมนั่นแหละ นะครับ

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คำว่า "สละออก" กับ "ช่างมัน" เหมือนกันไหม


ถาม: คำว่า "สละออก" กับ "ช่างมัน" เหมือนกันไหม




ดังตฤณ: ไม่เหมือนนะ “ช่างมัน” นี่ มีที่ใช้ได้ทั้งทางดีและในทางร้าย
ช่างมันในแบบดูดาย ... ช่างมัน เออ มันจะตายก็ให้ตายไป ไม่ต้องไปช่วยมัน อย่างนี้คือ ช่างมันแบบมีโมหะ ประกอบอยู่ โน้มเอียงที่จะไหลลงต่ำ โน้มเอียงที่จะทำอะไรที่มันร้ายๆ ให้เกิดขึ้นเสียเอง 

ดูดาย กับ คิดร้าย ต่างกันนิดเดียว เฉียดกันนิดเดียวนะ เพราะคิดดูดายช่างมัน ไม่ช่วยทั้งๆที่ช่วยได้นี่ จริงๆแล้วนั่นเป็นอกุศลจิตแล้วนะ เป็นอกุศลจิตแล้ว 
อกุศลจิตนี่ ใกล้กับอกุศลจิตประเภทเดียวกัน หรือประเภทที่อัพเกรดขึ้นใหม่ จาก ... ช่างมัน มันจะตายก็ช่างมัน กลายเป็น ...เออ เราจะฆ่ามันก็ได้ ห่างกันนิดเดียวนะ (การ)ไม่สนใจชีวิตนี่ พอเริ่มไม่มีความเมตตา พอสมองส่วนที่จะมีเมตตาให้คนอื่น ถูกปิด ถูกระงับไป ถูกปิดการใช้งานไปนี่ พอแค้นเคืองใครขึ้นมาก็คิดกำจัดได้ โดยไม่เห็นใจว่าเขามีสิทธิ์จะมีชีวิตต่อยังไง หรือว่า ลูกหลานจะเศร้าโศกเสียใจยังไง มันปิดการทำงาน แล้วก็จัดการตามที่ตัวเองนึกอยากขึ้นมาแบบดิบๆ นี่คือช่างมันแบบ คือเริ่มต้นก็คือช่างมัน ดูดาย แบบดูดาย

ทีนี้มี ช่างมัน แบบที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้บอก ... ช่างมัน ...
หมายความว่าใจนี่ไปยึด เช่น บอกว่าใครมาทำให้เราเกิดความขัดเคือง เกิดความรู้สึกเจ็บใจ เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ย ไม่น่าทำกันแบบนี้เลย ประเภทจี๊ด ทำไมทำกันแบบนี้ แล้วมีอาการของใจที่บอก “ช่างมัน” ขึ้นมา อันนี้คือ “สละออกซึ่งความแค้น” อย่างนี้ถือว่าเป็น ช่างมันแบบดี

ส่วนคำว่า “สละออก” มีนัยยะ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เบื้องต้น ไปจนถึงเบื้องปลาย
สละออกในแบบที่ว่า ตรงนี้เป็นส่วนเกิน เอาไปให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นดีกว่า อย่างนี้เรียกสละออกแบบเบื้องต้น
ส่วนสละออกขั้นกลาง อย่างที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นมหาทาน ก็คือสละออกซึ่งความอยากจะไปทำร้ายใครเขา อยากจะไปเอาเปรียบใครเขา อยากจะไปทำให้ใครเขาเกิดความบาดเจ็บทางใจ หรือการเอาลูกเอาเมียเขามา อะไรต่างๆ นี่อย่างนี้เรียกว่า เป็นการสละออกซึ่งตัวตนที่มันร้ายๆ เป็นการสละออกระดับกลาง
ส่วนการสละออกในแบบที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น การสำรอกตัณหา ก็คือการสละออกซึ่งตัวตน การสละออกซึ่งความสำคัญมั่นหมายผิดๆ ยึดมั่นผิดๆ ว่ากายนี้ใจนี้ เป็นตัวเป็นตนของเรา เรียกว่าเป็นการสละออกขั้นสูงนะครับ ซึ่ง ไม่ใช่แค่ช่างมัน คือ อยู่ๆ เราจะไปบอกว่า ตัวนี้ตนนี้จะมีหรือไม่มี ช่างมัน อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้แล้วมาบอกว่า คิดแบบเซน คิดแบบง่ายๆ เบาๆ แล้วก็ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อน คิดแบบนี้นี่คิดเอาเองนะ ใช้โมหะคิด เพราะว่าถ้าคิดแบบนี้แล้วบรรลุมรรคผลกันได้ หรือว่าไปนิพพานกันได้ พระพุทธเจ้าไม่ต้องเกิดนะ คิดกันเอาเองแล้วก็ไปนิพพานกันเอาเองง่ายๆ ไม่ต้องมีวิธีจากพระพุทธเจ้ามาว่าจะต้องเจริญสติปัฏฐานกันยังไง

สรุปคือ สละออก กับ ช่างมัน บางส่วนอาจจะเข้ากันได้ แต่ส่วนใหญ่ ไม่ใช่นะ สละออกนี่ใหญ่กว่า ส่วนช่างมันนี่ยังเล็กๆ อยู่นิดหนึ่ง



ทำไมนั่งสมาธิและเคลิ้มหลับทุกครั้ง ควรปฏิบัติอย่างไร


ทำไมนั่งสมาธิและเคลิ้มหลับทุกครั้ง ควรปฏิบัติอย่างไร


ดังตฤณ: ก็อยากให้แบ่งไปเดินจงกรมบ้าง เดินจงกรมเอาแรกๆ นี่ ให้รู้สึกถึงเท้ากระทบ แปะๆๆ ก็พอ
การเดินจงกรมนี่ เริ่มต้นขึ้นมาสิ่งที่ต้องท่องเลยนะ คือ เราจะรู้สึกถึงจังหวะกระทบ ไม่ใช่กระทบแค่ หนึ่ง สอง สาม แล้วถือว่าจบ ถือว่าใช้ได้ แต่ต้องรู้ว่ามันมีจังหวะกระทบ แปะๆๆ ไป บางรอบนี่ แปะๆๆ ช้า บางทีมันก็เร็ว บางทีมันรู้สึกชัด บางทีก็รู้สึกไม่ชัด ถ้าจับจังหวะของการกระทบได้ นี่ตัวนี้มันเริ่มเกิดสติ มันเริ่มที่ว่าจิตจะขยายขอบเขตการรับรู้แบบเพ่งเล็ง ให้กลายเป็นแผ่กว้างสบายขึ้น จิตที่มีความสามารถรับรู้ได้กว้างขึ้น เห็นเป็นจังหวะกระทบที่บางทีช้า บางทีเร็ว ไม่เที่ยง ไม่สม่ำเสมอ นะ ความสามารถเห็นแบบนั้นนี่ พอกลับมานั่งสมาธิ คุณจะรู้สึกได้ว่า เออ มันมีความตื่นมากขึ้น มันรู้สึกว่ามีความสามารถที่จะตั้งอยู่ รู้ แล้วก็ดู แล้วก็เห็น อะไรอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น
ขอให้สังเกตเถอะ ที่นั่งสมาธิแล้วง่วงนี่ เพราะว่ามันเห็นแป๊บเดียว เห็นแค่จังหวะสั้นๆ ไม่สามารถเห็นในช่วงจังหวะยาวๆ ได้ จิตมันยังคับแคบ จิตมันยังไม่มีกำลัง จิตมันยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับรู้อะไรได้นานๆ
ขอให้มองง่ายๆ ว่าถ้าจิตมีกำลังมากพอที่จะเห็นความไม่เที่ยงของภาวะหนึ่งได้ อันนี้ ตัวนี้แหละที่เริ่มจะมีความตื่นตัวขึ้นมานะครับ พอนั่งสมาธิแบบตื่นตัวได้นานๆ ยิ่งตื่นมาก จิตจะยิ่งมีความเข้มแข็ง จิตยิ่งมีสติและกำลังของสมาธิมากขึ้น แล้วก็จะรู้สึกว่า เราต้องการนอนน้อยลงนะ เพราะได้พัก ได้รีแลกซ์ (Relax) อยู่แล้ว ในระหว่างที่เราเจริญสติแล้วก็นั่งสมาธินะครับ

เถียงพ่อแม่ มีโทสะหรือมีเหตุให้ท่านเสียใจทุกข์ใจ มีผลต่อการบรรลุธรรมไหม


ถ้าเถียงพ่อแม่ มีโทสะหรือมีเหตุให้ท่านเสียใจทุกข์ใจ ดุท่านด้วยความเป็นห่วง มีผลต่อการบรรลุธรรมไหม พยายามรู้ทันโทสะ และไม่ลั่นออกทางวาจา แต่บางทีรู้ไม่ทันก็หลุด


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน บุญอันเกิดจากการสร้างวัด วันที่ 29 กันยายน 2561

https://www.youtube.com/watch?v=tPvaJg85p4s&t=15s

ดังตฤณ
จำไว้แม่นๆ เลยนะ กรรม หรือบาปที่ห้ามมรรค ห้ามผล ห้ามนิพพาน มีอยู่แค่ห้าอย่างเท่านั้น คือ ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด อย่างที่พระเทวทัตทำ คือทำร้ายพระพุทธเจ้าได้ที่สุดแค่นั้นแล้ว ต่อให้เป็นมารผู้มีฤทธิ์นะ ก็ไม่สามารถทำให้พระพุทธเจ้าเลือดตกยางออกได้นะ ทำได้อย่างมากที่สุดคือห้อเลือด แต่ถ้ากรรมเก่าของพระองค์เล่นงานพระองค์เอง อันนั้นว่าไปอีกอย่าง อาจจะปวดพระเศียรบ้าง หรือว่าเลือดออกในกระเพาะบ้างอะไรแบบนี้
กับอีกอย่างหนึ่งคือ ทำสงฆ์แตกกัน อันนี้ก็เป็นข้อค่อนข้างจะถกเถียงกันว่า ทำสงฆ์แตกกันนี่ระดับไหน บางทีก็ถ้ายกตามวินัย ตีความตามวินัยเป๊ะๆ ก็ต้องอยู่ในอาวาสเดียวกัน อยู่ในที่อยู่เดียวกัน แล้วก็พยายามยุยงให้สงฆ์แตกกัน แต่บางคนก็บอก โอ๊ย คือถ้าทำให้เกิดการแบ่งแยกนิกาย เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้พระศาสนาอยู่ไม่ได้ พระสงฆ์ปั่นป่วนไปหมด ทะเลาะกันไปหมด อย่างนั้นก็ถือว่าเป็นสังฆเภทเช่นกัน
อันนี้ก็แล้วแต่ แต่เอาเป็นข้อสรุปว่าถ้าเราไม่ได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ไม่ได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า แล้วไม่มีเจตนายุยงให้สงฆ์แตกคอกัน ก็เป็นอันสบายใจได้ กรรมไหนๆ ก็ไม่สามารถที่จะห้ามมรรค ห้ามผลได้นะครับ แม้แต่พระองคุลีมาล ฆ่าคนเกือบพันคน ท่านยังบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ แม้แต่ ยกตัวอย่างใครดี ในสมัยพุทธกาลที่... นึกไม่ออกนะ ที่ดุพ่อดุแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่ อืม จริงๆ แล้วนี่ พอพูดนึกขึ้นได้ พระองคุลีมาล ตอนท่านยังเป็นฆราวาสอยู่ ท่านไล่ฆ่าคนไป ๙๙๙ คน แล้วกำลังจะครบพันคน ตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับอาจารย์ ว่าจะฆ่าคนให้ครบพันคน คนที่หนึ่งพันนี่ คือแม่ของตัวเอง คือถ้าพระองคุลีมาลฆ่าแม่ของตนเองสำเร็จนี่ อดเลย เป็นอันว่าไม่สามารถที่จะบรรลุ อย่าว่าแต่บรรลุอรหัตผล ได้ฌานยังทำไม่ได้เลยนะ เพราะว่าถ้าทำอนันตริยกรรม ฆ่าแม่ไปแล้วนี่ จิตมันเหมือนกับ มันขุดตัวเอง มันถอนรากออกมา
พ่อแม่นี่เป็นรากของชีวิต ถ้าถอนรากขึ้นมา ความเจริญไม่มี ไม่มีเหลือ คือยังทำจิตให้เป็นกุศลได้ ทำบุญได้ เหมือนกับอย่างพระเจ้าอชาตศัตรูนี่ ฆ่าพระบิดาไปสำเร็จ ก็ยังเป็นอุปถัมภก ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ คือสามารถกลับใจได้ แต่ไม่สามารถทำสมาธิจนถึงฌาน เพราะถ้าทำสมาธิจนถึงฌานได้ มีสิทธิไปเป็นพรหมก่อน แต่ว่าอนันตริยกรรมนี่ คือ ห้ามไว้แล้ว ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำไปแค่ครั้งเดียวนี่ คือมันเที่ยง คำว่าอนันตริยกรรม คือเที่ยงที่จะได้ไปนรกก่อน ตายปุ๊บนี่ ไม่ต้องไปที่อื่น ไม่ต้องคิดว่าจะไปที่ไหน ไปนรกก่อนเลย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าพอรู้อย่างนี้ก็ปล่อยเลยตามเลย ยิ่งทำบาปทำกรรมชั่วร้ายเข้าไปใหญ่อะไรแบบนี้ อย่างนี้ก็ไม่ต้องขึ้นจากนรกกัน ชั่วกัปชั่วกัลป์

สรุปก็คือ เราไม่ได้ทำอนันตริยกรรมแน่ๆ อย่างทำกรรมไปดุพ่อดุแม่นี่ บางทีมันเจืออยู่ด้วยความหวังดี บางทีมันเจืออยู่ด้วยอารมณ์ที่แบบว่า ปุถุชนน่ะ ห้ามไม่ได้มันมีแบบว่าขึ้นเสียงบ้าง อะไรบ้าง ถ้าเรากลับใจ ถ้าเราสำนึกทัน แล้วไปขอโทษขอโพย ไปบีบนวด ไปทำให้ท่านมีความสุข ไปทำให้ท่าน คือ พ่อแม่เป็นรากของชีวิตใช่ไหม ไปบำรุงรากให้มีความสดชื่น ให้มีความพร้อมจะเจริญงอกงาม ชีวิตของเราซึ่งเป็นยอดของรากนั้น ก็สามารถที่จะเจริญงอกงามตามไปด้วยได้ นี่แหละ ตรงนี้แหละ หลักการง่ายๆ เลย จะบรรลุหรือไม่บรรลุนี่ ขึ้นอยู่กับว่า ไปทำอนันตริยกรรมไว้หรือเปล่า แล้วก็เจริญสติถูกทางหรือเปล่านะ
ถ้าผู้ป่วยอาการหนักระยะสุดท้าย แต่ยังยอมรับความตายไม่ได้ การเปิดเสียงสวดมนต์ให้ฟังจะเป็นการทำให้คนไข้ขุ่นมัวไหมคะ?

https://www.youtube.com/watch?v=h6eGGKKzss0&t=3s .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถอดเครื่องช่วยพยุงชีพเป็นบาปไหม? 4 พฤศจิกายน 2561
อันนี้ก็เป็นอีกแง่คิดหนึ่งนะ คือคนเขายังไม่อยากตายแล้วเราไปบอกว่า ให้ท่องไว้นะ พระอรหันต์ๆ นี่นะ มันกลายเป็นไป เหมือนกับยั่วยุ หรือว่าไปซ้ำเติมให้เขานี่เกิดความรู้สึก เรากำลังแช่งเขาอยู่นะ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกัน คือ คนนี่ ไม่เหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าร่างกายจะฟ้องอยู่ว่ากำลังจะตายแน่ๆ แต่ถ้าเขายังไม่อยากตาย เขายังอยากให้เราสู้ให้เขา อยากให้เราใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ ก็อย่าไปพยายามทำให้เขารู้สึกว่าเขากำลังจะตาย แต่อาจชวนคุยเรื่องดีๆ ด้วยการไกด์ (Guide) ว่า ถ้าเรามีใจที่เป็นสุข จะมีความสุขจากการนึกถึงอะไรดีๆ เก่าๆ ก็ตาม หรือว่าจะเป็นเรื่องใหม่ๆ ดีๆ ที่ชวนเขาทำ ก็ตาม บอกว่าความสุขนี้จะทำให้เกิดการหลั่งสารอะไรดีๆ แล้วต่ออายุขึ้นไปได้ ดีกว่าที่จะทำจิตให้เศร้าหมองเคร่งเครียดแล้วก็กลัวตาย หรือว่ากลัวเจ็บนะ แล้วหลั่งสารที่เป็นพิษเป็นภัยอะไรออกมา จะทำให้ร่างกายทรุดหนักแย่หนัก หรือ พูดไปในทางที่ว่า ได้ยินข่าว พลังของความสว่างทางใจที่เกิดจากการคิดดี ที่เกิดจากความสุขในช่วงที่กำลังเจ็บหนัก มีปาฏิหาริย์ ทำให้ร่างกายกลับฟื้นฟูสู่สภาพปกติได้ พูดในทำนองนี้ แล้วทำให้เขาเกิดความหวังเกิดความรู้สึก เบาตัวเบาใจขึ้นได้บ้าง ก็น่าจะดีกว่าที่จะมาพูดถึงทางพระ หรือว่ามาพูดถึงอะไรที่บอกว่าเป็นการเตรียมตัวตาย
ทีนี้คนที่ใกล้จะไปจริงๆ นี่เขาจะรู้ ความรู้สึกในร่างกายจะไม่เหมือนเรานะ ความรู้สึกในร่างกายของคนปกติจะรู้สึกว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ความรู้สึกเข้าที่เข้าทางเป็นปกตินี่ จะปรุงแต่งให้จิตเกิดความรู้สึกว่ายังอยู่ได้อีกนาน อันนี้คือความรู้สึกแบบเราๆ แต่อย่างสมมติว่า อย่างผมนี่ คือเคยมีประสบการณ์ว่าหัวใจเหมือนทำท่าจะไม่เต้นนี่นะ ความรู้สึกว่ามีชีวิต จะห่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จะมีความรู้สึกว่าเหลือนิดเดียว จะมีความรู้สึกว่า นี่กำลังจะไปแล้ว นี่กำลังจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว นี่กำลังจะต้องเปลี่ยนสภาพ หรือว่า หมดสภาพความเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกที่แบบจะมาหลอกตัวเองว่า ร่างกายยังเป็นปกติดีอยู่ ฉันยังสู้ ฉันยังมีสิทธิ์กลับมาได้ จะไม่ค่อยมี จะเบาบางลงไป จะกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกเกี่ยวกับตัวเองว่าใกล้จะหมดความเป็นตัวเอง ใกล้จะหมดความเป็นตัวตนแบบนี้
ซึ่งถ้าเขาไปถึงตรงนั้น แล้วเรารู้ว่าเขารู้สึกอย่างนั้นอยู่ อันนี้ใส่เข้าไปได้เต็มที่เลย คือสามารถที่จะบอกไปได้ตรงๆ ว่าให้ทำใจยังไง ให้คิดถึงอะไร หรือว่าจะต้องมีมุมมองแบบไหน คือตอนนั้นนี่ เขาจะอยู่ในสภาพที่พร้อมฟังหมด ที่ยังเถียงได้ ยังไม่อยากตายนี่ ตรงนี้แสดงว่าร่างกายมันยังไม่บอกนะ ว่ากำลังจะไป แต่ถ้าร่างกายเขาบอกมาเมื่อไหร่นี่ คือพูดได้เต็มที่เลย อันนี้ผมไปไกด์ไม่ได้นะว่าจะให้พูดว่าอย่างไร เพราะแล้วแต่ความเชื่อของผู้ป่วยแล้วก็ผู้ที่เป็นญาตินะครับ ว่าจะให้ยึดหลวงพ่อองค์ไหน หรือว่าจะศาสนาไหนนี่ ก็แล้วแต่ แล้วแต่ว่ามีความผูกกันมาอย่างไร นะครับ แต่การไกด์นี่ หลักการที่เหมือนๆกันก็คือ ทำให้เขาสบายใจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเอาอะไรที่ขัดแย้งหรือว่ามีความรู้สึกหนักอก หรือว่าจะต้องมาคิดต่อต้าน หรือว่าจะมาเป็นข้อถกเถียงว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ขอให้มีความโฟกัสอยู่กับจุดสำคัญที่สุดคือจุดความสบายใจของผู้ที่จะไปนะครับ

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความไม่สมปรารถนาในรัก เป็นกรรมชนิดใด


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน การทำสมาธิจำเป็นเพียงใดต่อการบรรลุธรรม?
25 สิงหาคม 2561
ดังตฤณ: อันนี้เป็นคำถามสั้น แต่ต้องตอบกันยาว บางคนนี่มีเรื่องของกรรมเก่าอยู่จริงๆ คือ อาจจะเป็นประเภทชอบหักอกคนไว้เยอะ ในอดีตชาติ แล้วก็อาจเป็นผู้ชายที่หลงรูปตัวเอง สำคัญตัวเองผิด นึกว่าตัวเองนี่เป็นคาสโนว่า จะทำตัวเป็นนักรัก ให้คนอื่นเขารักได้ แต่ไม่ยอมให้ความรักกับคนอื่นเขาไว้ อะไรแบบนี้ เกิดใหม่ก็อาจไม่สมหวังในรักตั้งแต่เกิดจนตายได้เหมือนกัน คือถ้าทำอะไรมาทั้งชาติ ก็อาจถูกวางแผนไว้ให้เป็นไปตามนั้นทั้งชาติได้ อันนี้สำหรับบางคน ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น อย่างเราเห็นด้วยตาเปล่านี่ น้อยคนนักที่จะเป็นนักรักประเภท ทำตัวลอยชายไปเรื่อย ให้คนอื่นเขารัก แต่ตัวเองไม่รักใคร ไม่เคยปักหลักรับผิดชอบใคร อะไรต่างๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันถึงห้าสิบ อย่างมากก็สิบ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อะไรแบบนี้ ก็เลยเหมือนกับจะไม่ค่อยมีหรอกประเภท ตั้งแต่เกิดจนตายจะไม่ได้มีความรักกับใครเขาเลย
ทีนี้ถ้าเราไม่เอาคำตอบจากเรื่องบุญบาปเก่า เรามาดู เรามาพิจารณาได้ไหมว่า มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ใจของเรานี่ ทำตัวเป็นขั้วผลัก อยู่เรื่อย ไม่เคยเป็นขั้วดูด หรือว่าชีวิตทั้งชีวิตนี่เหมือนแท่งแม่เหล็กที่มีแต่จะผลักออก ไม่มีดูดเข้ามา ถ้าหากว่า เราค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ทำความเข้าใจ โดยอาจจะมองจากคนอื่นก่อนก็ได้ว่า เอ๊ะ มีไหมบางคนที่เราเห็น แล้วรู้สึกว่า ไม่อยากสนิทชิดเชื้อมากเกินไป เราเห็นแล้วมีความรู้สึกว่าไม่อยากที่จะเอาชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้ว บุคคลแบบนั้นนี่ ไม่ใช่แค่เรานะที่รู้สึก ทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดเลย เหมือนกับเป็นคนที่โดดเดี่ยว ไม่มีใครโคจรเข้าไป เข้าใกล้ชีวิตเขา ต้องอยู่เหงาๆ ทีนี้ถ้าเราเจอบุคคลตัวอย่างประเภทนี้ก็ให้สังเกตว่า มีคุณสมบัติอะไรบ้าง มีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น บางทีนี่ไม่ค่อยจะคิดอะไรเหมือนชาวบ้านเขา คือ แอบคิดอยู่คนเดียวข้างใน ไม่ได้ฟังคนอื่นเขาพูดอะไรแบบนี้ อันนี้แค่ตัวอย่าง ไม่ได้บอกว่า คนตั้งคำถามนี่เป็นแบบนี้นะ นี่ยกตัวอย่างเฉยๆ ว่า มีบุคคลบางประเภทที่กรรมปัจจุบันนี่แหละ ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกทันทีที่เห็น ทันทีที่เจอ แล้วคนไม่นึกอยากเข้ามาใกล้ บางทีไม่ใช่การทำตัวภายนอก ไม่ใช่การทำหน้าทำตา แต่เป็นกระแสของจิตภายใน ถ้ามีโลกส่วนตัวมากเกินไป มีโลกส่วนตัวสูงเกินไปแล้วข้างนอกไม่ได้มีเสน่ห์มาก โลกส่วนตัวที่สูงเกินไปนั้น ก็อาจเป็นแรงผลักให้คนอื่นเขารู้สึกว่าเข้าไม่ถึง รู้สึกเหมือนนั่งใกล้ๆ แต่ว่าใจอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ อะไรแบบนี้ ก็เป็นเหตุได้เหมือนกัน
คืออย่าคิดถึงกรรมเก่าที่เรามองไม่เห็นอย่างเดียว ลองมองดูเหตุปัจจัยภายใน ใจของเรานี่ เราเปิดรับ หรือว่า มีความสามารถที่จะคอนเนค (connect) เชื่อมต่อกับคนรอบข้างแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศตรงข้าม คือบางทีนี่สิ่งที่เห็นได้ยากที่สุดก็คือตัวเราเอง แต่ถ้าเราสังเกตเอาจากคนที่เราคบ เราเจอ ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ตามที่ทำงาน ตามโรงเรียน หรือว่า ตามที่สาธารณะก็ตาม เราจะค่อยๆ เก็บไว้เป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) แล้วมาถามตัวเองว่า เออ ตรงนี้นี่เราเป็นแบบเขาหรือเปล่า จะค่อยๆ เห็นขึ้นมาทีละนิด ทีละหน่อย ทีละชิ้น ทีละอัน แล้วพอมองเห็นตัวเองได้นี่ว่า อ๋อ เราตั้งจิตไว้แบบนี้ ถึงไม่มีใครอยากจะเฉียดเข้ามาใกล้ หรือว่าได้เข้ามาอยู่กับเราจริงๆ
อย่างบางคนนี่นะ คือไม่ใช่ว่าไม่เอาใคร ตรงกันข้าม เอามากเกินไป คือแบบเหมือนกับพอรักใคร ชอบใครแล้วจะมีความกระเหี้ยนกระหือรือ อยากจะให้เขามาชอบหรือว่า อยากให้เขามาหลงนะ ความอยากจะรุกมากเกินไป กระแสที่รุก กระแสที่พยายามจะวิ่งไล่มากเกินไป ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากวิ่งหนี เคยไหม แบบอยากได้ใครมากเกินไป อยากรู้จักใคร คือ คุณอาจเป็นฝั่งรับน่ะ คือแบบว่ามีใครมาไล่ตามคุณ อย่างพวกเซลส์ พวกแจกใบปลิวตามห้างแบบนี้ ขนาดหน้าตาสวยๆ นะ ปกติคนจะวี้ดวิ้วใช่ไหม คนจะมอง แต่พอเอาใบปลิวมาแจกนี่ กลายเป็นเมินไปเลย กลายเป็นเดินหนี กลายเป็นแบบว่าหลีกไม่เอา เนี่ย
อันนี้คือพูดง่ายๆ เหตุปัจจัย ที่ทำให้ไม่ได้อยู่กับใคร หรือว่าไม่ได้เจอคนที่จะเข้ามาใกล้ชีวิตนี่ ไม่ใช่เรื่องของเก่าอย่างเดียว บางทีเรื่องของใหม่ก็อาจเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ซึ่งคือถามสั้นๆ แบบนี้ แล้วผมตอบกว้างๆ แบบนี้ อาจไม่มาลงที่ ไม่รวมลงเป็นคำตอบสำหรับคุณโดยเฉพาะนะ แต่จะบอกเท่านั้นว่าเหตุปัจจัยที่บางที ปรากฎอยู่โต้งๆ ตรงหน้านี่แหละ แต่เราไม่รู้ เพราะไม่เคยสังเกต แต่ถ้าเราลองสังเกตคนอื่นแล้วลองถามตัวเองง่ายๆ ถามเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ทีละชิ้นๆ ว่า แบบนี้ เรามีส่วนเป็นแบบเขาหรือเปล่า จะค่อยๆ เข้าใจตัวเองเหมือนได้เห็นกระจกส่อง มากขึ้นๆ นะครับ!

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

จะฝึกอย่างไรให้มีสติปัญญา จนแก้ปัญหาได้


รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เจริญสติแก้เครียด  17 มิถุนายน 2561

https://www.youtube.com/watch?v=Pibx6DV8c30

ถ้าหากว่าเรามีความสามารถที่จะรู้ว่าปมปัญหาของโรคเครียด หรือ ว่า ปมปัญหาที่คิดไม่ออกเรื่องไหนก็ตาม มาจากอาการของจิตที่มีอาการกระจุก กระจุกแน่นอยู่ คิดไม่ออกก็กระจุกเข้าไป คิดไม่ออกก็กลุ้มเข้าไป คิดไม่ออกก็มีแต่ร้องคร่ำครวญอยู่ข้างในว่า จะทำยังไงดีๆ อาการแบบนี้นี่แหละที่จะปิดทางออกทั้งหมด
แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเจริญสติ แล้วร่างกายผ่อนคลายได้ อาการของจิตเห็นได้ว่า ถ้ากระจุกนะ จะเป็นต้นเหตุของความเครียด ถ้าเบิกบานออก จะเป็นต้นเหตุของอาการเยียวยา เห็นแบบนั้นให้ได้ แล้วก็เข้าใจจริงๆ ว่า สมุฏฐานของความทุกข์ทั้งปวงมาจากการปรุงแต่งของจิต ตัวนี้จะทำให้จิตผ่อนคลาย วันต่อวัน ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ คลายออก เบิกบานขึ้นๆ จนกระทั่ง ถึงจุดหนึ่ง จิตนั่นแหละจะมีความฉลาดขึ้นมาเอง
ฉลาดนี่ ไม่ใช่ฉลาดทางสมองนะ แต่จิตที่โล่ง จิตที่เบิกบาน คือจิตที่พร้อมจะแก้ปัญหา จะรับมือกับปัญหาทุกอย่าง ที่คิดไม่ออกเพราะว่ามีอาการกระจุก แต่ถ้า (จิต) เปิด เบิกบาน ก็เหมือนเปิดหลังคารับแสงสว่าง แสงสว่างสาดเข้ามาก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างได้ ตอนที่จิตมีความสบายผ่อนคลาย จะสามารถคิดอะไรได้ปรู๊ดปร๊าด สามารถที่จะทำให้สมองแล่น หายติดขัดนะครับ แล้วก็มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาได้เอง
พูดง่ายๆ คือไม่ใช่ว่าจะเจริญสติอย่างไรให้แก้ปัญหาได้ ไม่มีวิธีแบบนั้น แต่ว่า เจริญสติอย่างไรให้ถูกต้อง จนกระทั่งจิตใจผ่อนคลาย สบาย แล้วก็เปิดโล่ง เปิดโล่งแบบพุทธิปัญญา ตรงนั้นแหละที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง!