วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บุญใหญ่ชาตินี้จะช่วยทำให้กรรมใหญ่ในอดีตเบาบางลงได้ไหม


ถาม: บุญใหญ่ชาตินี้จะช่วยทำให้กรรมใหญ่ในอดีตเบาบางลงได้ไหมคะ?

ดังตฤณ : เอาอย่างนี้นะ ผมตอบแบบเป็นวิทยาศาสตร์นิดหนึ่ง คนเราพอมีความสุขมาก ร่างกายนี่จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมามาก สารแห่งความสุขก็มีอยู่หลายชนิด

ถ้าสารแห่งความสุขหลั่งออกมามากแล้วร่างกายผ่อนคลาย สบาย กล้ามเนื้อไม่เกร็ง ไม่เครียด หน้าตา รู้สึกว่าผ่องใส เปิดโล่ง สบาย ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องรุมเร้าแต่ใจนี่ไม่ถูกบีบคั้น ให้แคบ ให้ทึบ ให้มืด นี่ก็เรียกว่า เป็นผู้ที่ชนะกรรมหนักๆ กรรมเก่าๆ กรรมที่มืดๆ กรรมที่ดำๆ ได้บ้างแล้วแบบเห็นชัดเจน เห็นทันตา

คือคนที่ทำบุญใหญ่จริงๆนะ ไม่ใช่คนที่ทำบุญ ... นานๆ ทำบุญที ทำบุญแบบเป็นล้าน
คนที่ทำบุญใหญ่คือคนที่สะสมบุญเล็กๆ วันละนิดวันละหน่อย จนกระทั่งเกิดความเคยชินที่จะคิดอะไรในทางที่เป็นกุศล ที่จะพูดอะไรที่มาในทางที่ทำให้คนอื่น เขารื่นหู สบายใจ

พอคิด พอพูด พอทำอะไรในทางที่ดี ทีละเล็กทีละน้อย วันละนิดวันละหน่อย มันเหมือนหยอดกระปุก วันหนึ่งกระปุกหนักขึ้นมา นั่นแหละ ตอนนั้นแหละ  บุญใหญ่แล้ว

คือไม่ใช่ว่า ทำบุญสร้างวัด ถือว่าเป็นบุญใหญ่ แล้วก็นึกว่าชาตินี้ฉันทำบุญใหญ่แล้ว ไปสร้างวัดแล้วนี่ ทุกอย่างจบ จะพูดทำร้ายจิตใจคนอื่นยังไงก็ได้ จะคิดไม่ดีกับใครแค่ไหนก็ได้ สาปแช่งเขายังไงก็ได้ อย่างนี้ชีวิตยังเป็นทุกข์อยู่นะ สร้างความทุกข์ สร้างความอึดอัด สร้างจิตใจที่ดำมืดให้ตัวเองอยู่ไม่เลิก อย่างนี้เรียกว่าไม่ทำบุญใหญ่ที่แท้จริง
คือทำบุญใหญ่แบบที่ไม่รู้จะให้ผลเมื่อไหร่ ชาติไหน แต่ชาตินี้ ปัจจุบันนี้ยังเก็บเล็กผสมน้อยบาปกรรม อกุศลดำมืดอยู่ทีละนิดทีละหน่อย ด่าคนวันละนิดจิตแจ่มใส พวกนี้นี่นะ ไม่ได้เรียกว่าทำบุญใหญ่นะ ... (เรียกว่า) ทำบาปใหญ่นะประเภทสะสมไปวันละนิดวันละหน่อย มันกลายเป็นบาป กลายเป็นอกุศลใหญ่ขึ้นมา

ฉะนั้น คือขอให้มองอย่างนี้ บุญใหญ่คือ บุญเล็กๆ ที่เราสะสมไปเรื่อยๆ ทีละวัน ทีละนิดทีละหน่อย อย่างนี้มันชนะ มันทุเลาเบาบางกรรมดำเก่าๆ ได้แน่นอน อย่างที่ผมยกตัวอย่างไป ถ้าร่างกายสบาย หลั่งสารแห่งความสุขออกมามากๆ คิดดี พูดดีอยู่ตลอดเวลานี่ กล้ามเนื้อไม่เกร็ง เจอปัญหาแล้วไม่ฟุ้งซ่านจัด มีสติที่แก้ปัญหาไปเป็นเปลาะๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการทำบุญใหญ่ ชนะบาปเก่าที่โตๆ ได้นะครับ!

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ช่วงคำถาม-คำตอบ วันที่ 7 เมษายน 2561



** IG **

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ถ้าในขณะที่กำลังจะตาย เกิดความห่วง ต้องไปเกิดเป็นอะไร


ถาม: ถ้าในขณะที่กำลังจะตาย เกิดความห่วงพ่อแม่ ห่วงลูก จะต้องไปเกิดเป็นอะไร?

https://www.youtube.com/watch?v=Wu5w0GHxGFE&t=160s
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน "ธรรมะแค่ไหนไม่กลัวตาย?"
26 พฤษภาคม 2561

ดังตฤณ: ถ้าในขณะที่กำลังจะตาย เกิดความห่วงพ่อ ห่วงแม่ ห่วงลูก จะต้องไปเกิดเป็นอะไร
อย่างที่บอกไปนะในช่วงต้นรายการนะครับ ใจผูกอยู่กับใคร ส่วนใหญ่ ความห่วงในช่วงท้ายๆ นี่ก็จะเป็นโซ่ตรวนผูกยึดเราไว้ให้ต้องอยู่กับพวกเขาต่อ จิตวิญญาณที่มีความห่วง มีความอาลัย คือจิตวิญญาณที่สร้างกรรมไว้ในแบบที่จะต้องมาอยู่ใกล้ๆ แต่ใกล้ในฐานะที่เขาไม่ได้เห็นหน้าเราแล้ว เรามีสิทธิ์เห็นหน้าได้อย่างเดียว มันทรมานนะ

คือความห่วง ความอาลัย ถ้ามาก เหนียวแน่นขนาดที่ปรุงแต่งให้เกิดอกุศล คือทำให้เศร้าหมองได้ ส่วนใหญ่นะ ก็ไปไม่ไกล จะอยู่แถวๆนี้แหละ อยู่บ้านเดิมนี่แหละ ขอให้นึกถึงตอนที่เราหลับฝัน เวลาที่เราฝันถึงเรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกยึดติดมาก รู้สึกรักมาก หรือว่ากลัวมาก ใจจะดิ้นไปไม่ได้ จะอยู่กับภาพอะไรแบบหนึ่ง ภาพเดิมๆ ภาพซ้ำๆ นั่นแหละ คล้ายๆ แบบนั้น คือเราจะเห็น เห็นหมด เห็นทุกอย่าง เท่าที่ตามนุษย์เห็น เท่าที่หูมนุษย์ได้ยิน หรืออาจมากกว่านั้น น้อยกว่านั้น บวกลบนิดหน่อย แต่ว่าจะเลือกไม่ได้นะ ว่าเราจะเห็นอะไร เมื่อไหร่ หรือไม่เห็นอะไร หนีจากสิ่งนั้นได้มั้ย

อย่างเป็นมนุษย์อยู่นี่ ถ้าไม่พอใจ เดินหนีไป วิ่งหนีไปยังได้ วิ่งหนีนี่ก็คือการแสดงนิมิตของจิตว่า อยากออกห่างไปอย่างรวดเร็ว แต่จิตที่มีความผูกมัดอยู่กับบุคคลอันเป็นที่รัก หรืออยู่ในโลกเก่าๆ มันวิ่งไม่ได้นะ หนีไม่ได้ ไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น บางทีนี่บุคคลอันเป็นที่รัก เขามีกรรมในแบบของเขาที่จะต้องเสวย ที่จะต้องรับผล บางทีเป็นกรรมไม่ดี เราไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น เขาเป็นทุกข์ เขาร้องห่มร้องไห้ เราอยากปลอบ ปลอบไม่ได้ ไม่อยากเห็นแล้วก็ต้องเห็นอีก ยังต้องเห็นอีกอยู่ดี

ถึงบอกว่าถ้าก่อนตาย ไปผูกพันกับใครแล้วทิ้งไปไม่ได้นี่ เป็นความผูกมัดที่สูญเปล่าเลยนะ ผมเคยให้คำแนะนำไว้ว่า ตอนมีชีวิตอยู่อยากทำอะไรดีๆ ทำให้เต็มที่ ทำให้มากที่สุด รับผิดชอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตอนจะตาย ให้เลิกรักหรือชอบเสีย ให้คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว พ้นจากความสามารถที่เราจะไปรับผิดชอบอะไรแล้ว ให้คิดอย่างเดียวเลยว่าไม่เอาแล้ว

ขณะยังมีชีวิตทำให้ดีที่สุด ขณะจะตาย ปล่อยให้ได้มากที่สุด ให้มันกลายเป็นความเห็นไป เห็นสิ่งที่ควรจะเห็นก่อนตาย ก็คือว่า ที่ผ่านมาทั้งหมด คือฝันไปทั้งสิ้น

ลองนึกดูถึงชั่วคืนที่ผ่านมา ถ้าหากว่าใครจำความฝันของตัวเองได้ชัด จะชัดแค่ไหนก็ตาม ก็กลายเป็นแค่ “ภาพที่เลื่อนลอย” เป็นนิมิตที่หายไป แล้วหยิบจับอะไรนี่มาใช้อีกไม่ได้แล้ว เหมือนกับแบบนั้น เหมือนกัน ก่อนชีวิตจะสิ้น มันระลึกถึงชีวิตทั้งชีวิตที่ผ่านมา ไม่ต่างอะไรจากความฝัน เอาไปไม่ได้อีกแล้ว หยิบจับอะไร จับต้องอะไรไม่ได้แล้ว ถึงมีมืออยู่บางทีมือหมดแรงแล้วที่จะไปจับ ที่จะไปยึด เหลือแต่ใจที่ยังคงจับยึดอยู่อย่างสูญเปล่า

สรุปคือ ถ้ายังยึดมั่น ถือมั่นอยู่กับพ่อแม่ลูกอันเป็นที่รัก นั่นคือความเสี่ยงที่จะเราจะกลายมาเป็นจิตวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่แถวนี้ ที่เดิม ทั้งๆที่ควรจะไปดีได้
แต่บางคนก็มีนะ คือจิตยังหวง ยังห่วง ยังอาลัย แต่ท้ายๆนี่ คือบุญที่ทำมาทั้งชีวิต มีเกิน ชนะความยึดติดความอาลัยตรงนั้น ตัดฉัวะ ให้จิตขาดไปพร้อมนิมิตดีๆ แล้วก็ คือลืมความทรงจำเก่าๆ ถูกล้าง จะมีช่วงล้าง ช่วงภวังค์ เป็นภวังค์แบบพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นขณะมีชีวิตเป็นภวังค์ที่ล้างความทรงจำเดิมๆ ว่าตัวเองเคยเป็นใครมานะ ภวังค์ตรงนั้นถ้าหากว่าเนรมิตขึ้นมาจากบุญ กองบุญที่ใหญ่เกินความอาลัย ก็สามารถที่จะตัดความผูกมัด หรือว่าสายโซ่ระหว่างจิตกับโลกเดิมได้ ก็มีสิทธิ์ไปดีได้เหมือนกัน แต่แบบนั้นนี่ คือต้องทำบุญทุกวันจริงๆ แล้วก็ทำบุญในขณะที่ใจมีความผูกพัน มีความชื่นชม พูดง่ายๆ ว่าสวรรค์ติดตั้งไว้ในจิตเรียบร้อยแล้ว พร้อมแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่แบบนั้น 

คนส่วนใหญ่ถ้ามีความยึดติด มีความอาลัย มีความผูกติดกับบุคคลแล้วนี่ ก็จะอารมณ์ขึ้น อารมณ์ลง กับบุคคลเหล่านั้นแหละ พูดง่ายๆ ถ้าจิตของเราถูกปรุงแต่งด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่ใกล้ชิดได้มากๆ มีความเซนซิทิฟ (sensitive) มีความอ่อนไหว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นี่ตัวนี้ ที่จะเป็นตัวเสี่ยง เวลาจะตายถ้าไปผูกพันกับบุคคล มักจะถ่วงให้ต้องติดอยู่ข้างล่าง ติดอยู่กับพื้นดิน ไม่ขึ้นสูง ลอยขึ้นพ้นบรรยากาศโลกไม่ได้นะ ฉะนั้นคือตัดความเสี่ยงออกให้หมด อย่าให้มีความยึดติดที่สูญเปล่า มีความผูกมัดที่ไร้ผล ที่ไร้ประโยชน์นะ ซ้อมไว้ ลองย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นรายการ ผมพูดถึงประเด็นนี้ว่าเวลาจะซ้อม ถ้าจะให้เป็นมรณสติจริงๆ เรานึกไม่ออกว่าทำกันยังไง ให้ดู สังเกตดูว่าใจเรานี่ทิ้งใครได้บ้าง หรือทิ้งใครไม่ได้บ้างนะ

คนที่ปรามาสพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะได้รับวิบากกรรมอย่างไร



ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถือศีลให้สะอาดถึงนิพพานได้ไหม?
8 ธันวาคม 2561


ดังตฤณ : พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้นะ คือ อย่างเวลาพระองค์จะตรัสถึงโทษของการมีมโนทุจริต วจีทุจริต แล้วก็กายทุจริต ท่านตรัสไว้รวมๆ นะว่ามีดีกรี (degree) ความผิดที่ร้ายแรง
ถ้าร้ายแรงน้อย ก็อาจกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีผิวพรรณทราม หรือว่าตกยาก ลำบาก หรือว่าถูกคนใส่ใคล้บ้าง อะไรบ้างแล้วแต่
แต่ถ้าร้ายแรงในระดับที่หมกมุ่นอยู่กับความคิด อย่างเช่นด่าพระด่าเจ้าอะไรแบบนี้นี่ จะไปต่ำได้กว่าการเป็นมนุษย์นะครับ
พระองค์ถึงได้ตรัสว่า อย่ามีมโนทุจริต อย่ามีวจีทุจริต อย่ามีกายทุจริต และอย่าติเตียน อริยเจ้า เพราะว่าถ้าไปเผลอหมกมุ่นติเตียน อริยเจ้าแล้วนี่ โทษสถานเบาอันเห็นได้ในปัจจุบันคือ เป็นคนฟุ้งซ่านจัด จะหยุดไม่ได้

คือไม่ต้องอริยเจ้าหรอกนะ เอาแค่คนถือศีลสะอาดบริสุทธิ์ ผู้ทรงศีล แล้วก็ทำคุณงามความดีไว้กับโลก ให้ทานไว้มากๆ แล้วก็ถือศีลให้สะอาดบริสุทธิ์นี่ แค่ไปด่า แค่ไปยุให้คนอื่นเกลียดชัง ลองสังเกตได้เลย จิตใจนี่จะคิดดีไม่เป็นนะ คิดดีไม่ออก จะมีแต่ความคิดร้ายๆ จะมีแต่การเพ่งโทษ จะมีแต่ความอยากจะฟุ้งซ่านไม่หยุดมากขึ้นๆ ตัวนี้นี่ที่เป็นภัยของการคิดไม่ดีนะ

ฉะนั้นคือถ้าปรามาส หรือว่าติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ่อยๆ พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์นะ และพระธรรมของพระองค์นี่เป็นความสว่างสูงสุดในอนันตจักรวาลนี้ ส่วนพระสงฆ์นนี่ ก็เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เจริญรอยตามพระองค์อยู่บนเส้นทางที่จะมีความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ถ้าไปปรามาสในแบบหมกมุ่น ในแบบที่เห็นได้ชัดว่า สนุก สะใจ จากการได้ด่า ยิ่งด่ายิ่งมัน แบบนี้ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ

เห็นจากปัจจุบันง่ายๆ เลยก็แล้วกันว่าจะมีความฟุ้งซ่านมากขึ้นๆ ... ฟุ้งซ่าน ไม่สามารถที่จะสงบเป็นสมาธิได้นะครับ หลุดจากความเป็นมนุษย์ไปนี่ โอกาสที่จะไปไม่ดีก็สูงนะ

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เป็นคนจิตใจไม่ดี ชอบว่าคนอื่นในใจ ควรแก้อย่างไร


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นั่งสมาธิแล้วกลัวตายให้ทำอย่างไร?
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561


ดังตฤณ: นิยามตัวเองใหม่นะ เป็นคนจิตใจปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่เดิมที ไม่มีใครคิดดีหรอก เชื่อเถอะ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสนะ บอกว่า จิตคน นี่ เหมือนกับ น้ำ ที่มีธรรมชาติไหลลงต่ำ คือไม่ต้องไปทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ มันไหลลงต่ำได้เอง เหมือนอย่างความคิดนี่ ที่คิดไม่ดีนะ มันไม่ใช่อยู่ๆ มีตัวความคิดไม่ดีติดตั้งอยู่ในจิตของเรา แต่ว่าจิตของเรามีความมืด ได้มากกว่าความสว่าง มีความทุกข์ ได้มากกว่าความสุข มีความอยากอิจฉา ริษยา เปรียบเทียบ เทียบเขาเทียบเรา มากกว่าที่จะเทียบกับตัวเองเมื่อวานนี้ ว่าดีขึ้นหรือยัง
อาการของจิตเหล่านี้ มันปรุงแต่ง นึกออกไหม อย่างเวลาเราร้อนนี่ เรามักจะนึกอยากด่าคน หรือว่าอยากสาปแช่งคนอยู่ในใจ แต่เวลาเราหนาวๆ เวลาเรารู้สึกเย็นๆ อากาศสบายๆ นี่ เราจะมีแก่ใจมองหาอะไรดีๆ ได้ จิตมันมีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาด้วยสภาพแวดล้อม หรือไม่ก็สภาวะของจิตเอง

ถ้าสภาวะของจิตมันกำลังวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน แล้วก็ชอบไปดูละคร ชอบไปดูอะไรที่ทำให้รบกวนจิตใจ มันก็อยู่ในภาวะพร้อมที่จะคิดไม่ดีอยู่ตลอดเวลา อยู่ในภาวะ เหมือนกับยืนอยู่บนเวที หรือว่ายืนอยู่ในป่ารกที่เต็มไปด้วยยุง เต็มไปด้วยอากาศที่อบอ้าว หรือว่าเต็มไปด้วยสภาพที่เป็นพิษ เป็นมลพิษ เราพร้อมที่จะป่วยไข้ เราพร้อมที่จะรู้สึกตะครั่นตะครอ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อาการแบบนี้ของจิตนี่ ทำให้เราคิดไม่ดีอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะมองใครไม่ดีอยู่ทุกคน
อย่างเจอใครใหม่นี่ คิดแล้ว คนนี้นี่ สมมติว่าเป็นคนที่ทำงาน จะต้องติดต่อกัน เอ๊ะ เขาจะโกงหรือเปล่า หน้าตาดีๆ เดี๋ยวนี้ หน้าตาดีๆมักจิตใจชั่วร้าย คดโกง ชอบเอาเปรียบ โน่น นี่ นั่น คือเราเสพย์แต่ข่าว หรือว่าเจอแต่ประสบการณ์ที่เหมือนกับ บีบ ให้เราคิดไปในทางนั้น แล้วก็เกิดความเคยชินที่จะคิดกับทุกคนที่เจอหน้าใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งคนที่เราอยู่ด้วยมานาน บางทีก็คิดระแวง เพราะปัจจุบันนี่ มีสมบัติส่วนตัวเป็นมือถือกันนี่ จ้องแล้ว เอ๊ะ ก้มหน้ายิ้มๆ นี่ คุยกับใคร หรือ เอ๊ะนี่ พิมพ์ พิมพ์จังเลย พิมพ์อยู่นั่นแหละไม่หยุดสักที แอบโฉบผ่านไป ดู เอ๊ะนี่คุยเรื่องอะไรกับใคร อ้าว นี่คุยกับผู้ชายไม่เป็นไร อะไรแบบนี้นี่ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วการที่เรานี่ไม่มีช่วงเว้นวรรคเลย ก็กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ทางความคิดลบ
ปฏิกิริยาลูกโซ่ทางความคิดลบมีความหมายยังไง มีความหมายว่า พอความคิดไม่ดีกับคนๆหนึ่งเกิดขึ้น ทำให้จิตใจของเรานี่แย่ เต็มไปด้วยความระแวง เต็มไปด้วยความระวัง เต็มไปด้วยความรู้สึกเคียดแค้นเก่าๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนกับอยากจะเอาให้ได้แบบเขาบ้าง ขอลัดๆ ได้ไหม วิธีไหนที่ได้เร็วๆ แบบเขา อยากได้แบบนั้น ความรู้สึกแย่ๆ ที่ตกค้างอยู่ ขยะทางอารมณ์ที่ไม่ไปไหน เหมือนกับขยี้ ขยำให้จิตเป็นก้อนๆ เป็นอะไรที่มั่วๆ และความรู้สึกมั่วๆ เป็นก้อนๆ ร้อนๆ ตรงนั้นนี่ ก็ผลิตความคิดไม่ดี ระลอกต่อมา ไม่ต้องเจอหน้าใคร คิดถึงหน้าคนเก่าๆ ที่เรารู้สึกเกลียดชัง หรือเรารู้สึกระแวงอยู่
ฉะนั้น ก็เกิดเป็นความคิดไม่ดีขึ้นมา แล้วความคิดไม่ดีนั้น ก็ไปทำให้อกุศลจิตยังคงอยู่ คือเลี้ยงอกุศลจิตไว้ ฉะนั้นไปเจอคนใหม่ ไปเจอคนต่อมา ก็คิดไม่ดีกับเขาอีก นี่แหละปฏิกิริยาลูกโซ่ทางความคิดไม่ดีนะ เป็นแบบนี้ .. .คิดไม่ดี แล้วเกิดอกุศลจิต อกุศลจิตทำให้เกิดความคิดไม่ดี ความคิดไม่ดี ทำให้เกิดอกุศลจิต ... อย่างนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ทางอกุศลธรรม คิดไม่ดีแล้วก็เกิดอกุศลจิต อกุศลจิตก็ไปจุดชะนวนความคิดไม่ดีต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ถามว่าทำยังไง นี่แหละ ตอนที่เราเริ่มต้นตั้งคำถามแบบนี้ เขาเรียกว่าเป็นศุภนิมิต ในโลกทางวิญญาณ เขาถือว่าเป็นศุภนิมิตแล้ว ถ้าสมมติว่าเรามีเทวดาค่อยดูแลรักษาอยู่นี่ พอแค่เราตั้งคำถามนี้ ท่านเห็นแล้ว นี่ มีแสงสว่าง มีอะไรบางอย่างที่เป็นกุศลเกิดขึ้นมาในจิตของเราแล้ว ทีนี้ทำยังไงให้ชะนวนที่เกิดขึ้นนี้ กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ทางกุศลจิตขึ้นมา นั่นก็คือ เราเคยมองแง่ไม่ดีกับคนไว้ยังไง จำแง่ไม่ดีกับคนไว้ยังไง ลองงัดเอาแง่ดีของเขาขึ้นมา ทันทีที่คิดไม่ดีเกี่ยวกับเขา
คนเรามีทั้งมืด ทั้งสว่าง มีทั้งดี มีทั้งไม่ดี แล้วก็ความทรงจำของเราเกี่ยวกับตัวเขา ก็ต้องมีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกัน ทันทีที่แอบคิดไม่ดี จะอยู่หน้าเขา หรือว่าลับหลังเขาก็ตาม บอกตัวเองว่า เรื่องไม่ดีของเขานี่ เป็นกรรมของเขา ที่คิดไม่ดี นี่คือกรรมของเรา ถ้าหากว่าเราตั้งใจจะเปลี่ยนจากความคิดไม่ดีนี้ ให้กลายเป็นความคิดที่ดีขึ้น ชีวิตของเราก็จะพลิกจากลักษณะคว่ำ เป็นหงายขึ้นมา เตือนตัวเองให้ได้แบบนี้บ่อยๆ นะ พอทันทีที่นึกเรื่องไม่ดีของใคร ง่ายๆ เลย เอาเรื่องดีมาชน เอาของดีมาสู้ เหมือนกับให้มีสองคนอยู่ในตัวเรา รู้แล้วรู้รอดไปเลย ฝ่ายหนึ่ง ตั้งหน้าตั้งตาจะฉุดตัวเองลงต่ำ อีกฝ่ายหนึ่งก็ตั้งอกตั้งใจที่จะฉุดตัวเองขึ้นสูงนะ
พอมีความเคยชินสักครั้ง สองครั้ง ที่เวลาคิดไม่ดีกับใครแล้วนึกถึงแง่ดีของเขาขึ้นมาทันที ครั้งแรกๆ เหมือนจะแพ้ เพราะว่าคนมักจะสู้ความเคยชินที่ผ่านๆ มาของตัวเองไม่ค่อยจะได้หรอก แต่ถ้าหากว่าเรายังมีแก่ใจที่จะทำให้เกิดขึ้นครั้งที่สอง ครั้งที่สามไปเรื่อยๆ ในที่สุด ปฏิกิริยาลูกโซ่ทางความคิดดี จะจุดติด จุดชะนวนติด สังเกตได้ว่า ทันทีที่คิด ตั้งใจจะคิดไม่ดีกับใคร จะเอะใจขึ้นมา นี่อย่างนี้เกิดสติ เรียกว่า รู้ตัวว่ากำลังคิดไม่ดี แล้วนึกทันทีถึงอะไรดีๆ เกี่ยวกับตัวคนๆ นั้น ต่อให้เขาเคยทำให้เราเจ็บใจมาขนาดไหนก็ตาม อาจนึกแง่ดีว่า เขาเป็นคนที่กตัญญูกับพ่อแม่เขา ดูเขารักลูกนะ หรือว่า นี่ท่าทางเขาถึงแม้จะโผงผาง พูดจาจิกกัดให้เราเจ็บใจได้ง่ายๆ แต่ดูท่าทางจะซื่อสัตย์ดี ไม่คดโกง ไม่เจ้าเล่ห์อะไรแบบนี้ หาเรื่องดีๆ ที่จะเอามารีบสู้กัน หรือกลบทับความทรงจำที่เป็นลบชองเรานะ
ก็อาจไม่ได้ถึงขนาดว่า เปลี่ยนจากเกลียดเป็นรัก หรือเปลี่ยนจากหมั่นไส้เป็นชื่นชม แต่อย่างน้อยเปลี่ยนจากความมืดในใจของเราเองเป็นความสว่างขึ้นมาได้ แล้วถ้าสว่างบ่อยๆ เราจะติดใจรสชาติความสว่างนั้นมากขึ้นทุกทีนะครับ

จะแยกได้อย่างไรว่า ปัญญาที่เกิดไม่ใช่ความคิดที่เราได้มาจากการจดจำ


จะแยกได้อย่างไรว่า ปัญญาที่เกิดไม่ใช่ความคิดที่เราได้มาจากการจดจำ มาจากสิ่งที่เราได้อ่านได้ฟัง แล้วบอกจิตให้คิดตามนั้น?
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นั่งสมาธิแล้วกลัวตายให้ทำอย่างไร?
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561


ดังตฤณ: อันนี้ตอบได้ง่ายๆเลยนะ ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้นี่ สิ่งที่ท่านต้องการคือ การมีภาวะรับรู้เป็นปกติ พูดง่ายๆ ว่าจิตที่รู้ว่าอะไรๆ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นปกตินะ อย่างนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสำคัญ อย่าไปมองเรื่องมรรคผล อย่าไปมองเรื่องหลุดพ้นจากกิเลส แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ให้มองเป็น #จิตที่มีความเป็นปกติ ที่จะรับรู้ว่า สิ่งใดที่มากระทบเรา สิ่งนั้นไม่เที่ยง ปฏิกิริยาของใจที่สวนออกไปกับสิ่งกระทบนั้น ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน
ถ้าหากว่าเรารู้ได้เป็นปกติ จะไม่สงสัย ที่รู้ได้เป็นปกตินั่นแหละ ที่ท่านเรียก “สัมมาสมาธิ” คือมีสติอย่างเดียวไม่พอนะ มีสติอย่างเดียวบางทีนี่เราอาจจะอาศัยความคิดประกอบเข้าไปก็ได้ แต่ถ้าหากจิตมีความรับรู้อยู่เป็นปกติ คือรู้สึกอยู่อย่างนั้นเลยนี่ อยู่ว่างๆ นี่จิตว่างๆ ว่างเปล่า สบายๆ อยู่ เสร็จแล้วพอมีเรื่องในหัว ผุดขึ้นมา บอก เอ๊ะ คนนั้นนี่ยังไม่คืนเงินเรานี่ ใจนี่จากเดิมที่ว่างๆ สบายๆ อยู่ กลายเป็นทุกข์ กลายเป็นดิ้นรน กลายเป็นมีความรู้สึกกระวนกระวายอยากโทรไปทวงทันที ถ้าความรู้สึกว่าเราจะต้องทวงหนี้ เราเป็นทุกข์กับสิ่งที่ยังไม่ได้คืนนี่ มันกัดกินใจเราไปหมด นี่อย่างนี้เรียกว่า ยังไม่รู้เป็นปกติ
ถ้ายังต้องพิจารณา ถ้ายังต้องมาบอกตัวเองว่า เออ อันนี้คือภาวะอย่างหนึ่ง ความกระวนกระวายนี่ เป็นแค่สิ่งที่ผ่านมา แล้วเดี๋ยวจะผ่านไป ความกระวนกระวายนี่ เดี๋ยวนับเอาเสียหน่อย กี่ลมหายใจถึงจะค่อยๆ จางลง อย่างนี้ยังไม่ใช่ของจริง อย่างนี้ยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องคิดๆ ช่วย หรือว่าจะต้องเอาความทรงจำเก่าๆ ที่ครูบาอาจารย์สอน หรือว่าที่เคยอ่านเคยฟังมานี่ มาประกบกิเลสตัวนั้น อย่างนี้ยังไม่ใช่ปัญญาที่เกิดขึ้นจริง ยังเป็นปัญญาในระดับจินตนาการเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นปัญญาของจริง อยู่ว่างๆ อยู่สบายๆ อยู่ดีๆ จิตอยู่ดีๆ ไม่ได้เป็นทุกข์ไม่ได้เป็นร้อนอะไร เกิดความคิดผุดขึ้นมา เอ๊ะ นี่ยังไม่ได้คืนเงินเรานี่ นี่ก็เลยกำหนดนัดมาตั้งนานแล้ว พอเกิดความกระวนกระวายขึ้นมา เรายังไม่ได้คิดเลย (ความคิด) นี่เป็นภาวะ (ความคิด) นี่เดี๋ยวจะแสดงความไม่เที่ยง แต่จิตเกิดความรู้สึกขึ้นมา เท่าทันว่า ความคิดอยากจะทวงเงินนี่เป็นแค่อาการ เหมือนกับมีอะไรดันๆ ออกมา มีอะไรป่วนๆ อยู่ข้างใน หรือว่ามีอะไรที่ทำให้หัวหูร้อน เสร็จแล้วความเป็นปกติของจิตที่ยืนอยู่บนพื้น เป็นพื้นจิตพื้นใจนี่นะ ทำให้ภาวะวุ่นวายตรงนั้น กลายเป็นแค่ส่วนเกินของภาวะปกตินี้ กลายเป็นภาวะที่เรารู้สึกว่า นี่มีอะไรแปลกปลอมบางอย่างเกิดขึ้น และภาวะแปลกปลอมนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องแคร์ (care) นะ
อันนี้เป็นระดับของจิตนะ ไม่ใช่ความคิด ว่าเราจะต้องใส่อะไรลงไป มันรู้สึกขึ้นมาเองว่า ที่ผุดขึ้นมานี่ไม่ใช่เรานี่ อยู่ๆ มันผุดขึ้นมาจากความว่างของจิต จิตเดิมทีอยู่ว่างๆ เฉยๆ มันผุดความคิดเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองขึ้นมา แล้วเกิดความทุกข์ความร้อนขึ้นมา ถ้าจิตเราเป็นปกติ เป็นสมาธิอยู่ มันจะมีความรู้สึกว่า ภาวะปรุงแต่งที่ผุดขึ้นมาให้ใจเร่าร้อนเป็นทุกข์นี่ เป็นแค่ภาวะแผ่วๆ ที่พร้อมจะผ่านไป มันเห็นของมันเอง
อย่างนี้มั่นใจได้ว่าจิตที่มันเห็นว่าแผ่วๆ แล้วก็ผ่านๆไปนี่นะ จะกลับมาว่างเหมือนเดิม ความว่างนั้นจะไม่สงสัยตัวเอง จะมีความรู้สึกว่า เออนี่ ที่ตั้งอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นสมาธิอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่า รู้เป็นปกติ จะไม่มีความคิดสงสัยตามหลังมาอีก เพราะว่าสิ่งที่อยู่เป็นปกติคือ จิตที่พร้อมจะรู้อะไรก็ตามที่มันผ่านเข้ามากระทบ หรือแม้แต่กระทั่งปฏิกิริยาทางใจ ที่ปกติจะผลิตความรู้สึกมีตัวตนออกมา ก็จะสักแต่ว่ามีปฏิกิริยาออกมาอย่างนั้นเอง จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่างๆ โหวงๆ โปร่งๆ กลวงๆ นะ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น จะรู้สึกแน่นๆ ทึบๆ จับต้องได้ แบบว่ารู้สึกว่านี่มีตัวตนอยู่แน่ๆ มีตัวเราอยู่ในนี้แน่ๆ ตัวนี้แหละที่ไม่ใช่ปัญญาของจริง ไม่ใช่ปัญญาในระดับ “รู้” เป็นปัญญาในระดับ “คิด”
ปัญญามีอยู่สามระดับ ปัญญาในระดับ “ฟัง” ฟังมา รับฟังมา สดับตรับฟังมา หรืออ่านมานะครับ
แล้วก็ปัญญาในระดับ “นึกๆ คิดๆ” อย่างเช่นเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่าง พอเกิดภาวะอะไรขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมาแล้วเราคิดว่า นี่เป็นภาวะอย่างหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ต้องหายไปในอีกไม่กี่ลมหายใจ อย่างนี้ยังเป็นคิดแบบ จินตนาการ
แต่ถ้ามันรู้อยู่เองเป็นปกติ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วเหลือแต่ “ใจ” ที่ยังว่างอยู่ ว่างอย่างรู้ ไม่มีตัวตน ตัวนี้นี่ เป็นปัญญาแบบภาวนาแล้ว เป็นปัญญาในระดับที่หวังความเอาตัวรอดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางคนอาจนึก เอ๊ะ แล้วทำไมผมบอกว่า ผมแนะว่า ควรจะนับลมหายใจ นับอายุลมหายใจ ก็เพื่อที่จะให้เป็นปัญญาในระดับจินตนาการเต็มขั้น ปัญญาในระดับจินตนาการเต็มขั้นนี่นะ ในที่สุดจะต่อยอดขึ้นไปให้จิตรวมลง แล้วก็กลายเป็นภาวะ “รู้ ตื่น เบิกบาน” แล้วก็ไม่ต้องจินตนาการ ไม่ต้องมาเค้นคิด
คือจิตนี่ ถ้าทำให้เดินไปในทิศทางที่ถูก เดี๋ยว(จิต) ไปไกลได้เอง มันถึงจุดหมายได้เอง แต่ถ้าให้มันย่ำอยู่กับที่ หรือว่าเดินไปผิดทิศผิดทาง ยังไงก็ไปไม่ถึงที่ๆเราต้องการ อย่างยกตัวอย่าง บางคนบอกว่า เอาล่ะ ฉันมีจริตนิสัยในทางที่จะดูจิตอย่างเดียวนะ เสร็จแล้วพอเกิดปฏิกิริยาทางใจอะไรขึ้นมาจริงๆ ยกตัวอย่างเดิมนี่ อย่างอยากจะทวงเงินคืน เป็นทุกข์เป็นร้อน คือทวงเงินนี่ ต้องทวงนะไม่ใช่ไม่ทวง แต่ว่า ทำไมต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน นี่ ตัวนี้ที่มันเป็นส่วนเกินมา
ถ้าเป็นคนปกติ จะมีความรู้สึกว่า เอ๊ย ถ้าถึงเวลาทวงเงินแล้วนี่ มันต้องเป็นทุกข์สิ ไม่เป็นทุกข์นี่ผิดปกติ แล้วก็ลืมหมดเลย เรื่องภาวนา เรื่องอะไรต่อมิอะไร ต่อให้เคยภาวนามากี่ปีก็ตาม พออารมณ์ครอบงำแล้ว ลืมทุกอย่าง ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำต่อไป นี่ตัวนี้ที่คือข้อแตกต่าง
ถึงแม้ว่าเราจะภาวนามา บอกว่า ฉันภาวนามาสิบปี แต่ถ้าหากว่า ท่าทีที่เรามองว่า ฉันจะดูจิตอย่างเดียวนี่ แต่พอปฏิกิริยาทางใจเกิดขึ้นแรง ความทุกข์เกิดขึ้นแรงเกิน เกินกว่าที่จะให้ดู ดูไม่ได้แล้วนี่ ก็ปล่อยใจหลงไปตามมัน ไม่มีทุน หรือว่าตัวกำลังหนุนที่จะช่วยให้เรามารับมือกับความทุกข์แรงๆ ที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเรามานับลมหายใจ แต่ละครั้งที่เกิดความทุกข์ขึ้นมา มันอยู่ได้กี่ลมหายใจ อันนี้อยู่ในทิศทางที่จะได้สังเกตจริงๆ ว่าความทุกข์ทุกชนิดนี่ มันอยู่ได้ไม่กี่ลมหายใจก็ต้องเหือดแห้งไป ระเหยหายไป
พอเราได้ข้อสรุปแบบนี้หลายๆ ครั้งเข้า จิตเขาไม่ต้องไปพึ่งลมหายใจ พอความทุกข์หรือปฏิกิริยาทางใจร้อนๆ เกิดขึ้นปุ๊บ มันสามารถรู้ขึ้นมาได้เองเลย มีสติเท่าทันเลยว่าเดี๋ยวมันก็จะต้องหายไป พอสังเกตดู เออ มันก็หายไปจริงๆ ด้วย พอหายใจก็จะเหลือแต่ใจว่างๆ ที่ไม่มีความทุกข์ไม่มีความร้อนนะ


วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

มีทุกขเวทนาทางกายมากๆ จะเจริญสติอย่างไร


รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทางออกของโทษประหาร 23 มิถุนายน 2561

https://www.youtube.com/watch?v=JMx6OXbGip0

ดังตฤณ : ถ้าทุกขเวทนา หรือว่าความทุกข์ทางกาย ทางใจหนักเกิน บางทีต้องยอมรับความจริงว่า สติมาไม่ได้นะ สู้ไม่ไหว หรือมาไม่ทัน
.
สิ่งที่เราจะทำกันจริงๆ ในแบบของคนเจริญสติก็คือว่า ดูทุกข์เล็กๆ น้อยๆ มาก่อน คือเตรียมไว้ก่อนหน้า ไม่ใช่เพิ่งมาเริ่มทำกันตอนที่กำลังทุกข์มากแล้ว ทุกข์แก่กล้าสาหัส ไม่มีสติของใครที่ไหนที่จะสามารถตามได้ทัน หรือว่าเกิดขึ้นได้นับหนึ่งกันที่ตรงทุกข์หนักๆ นะ
.
จริงๆ แล้วต้องนับหนึ่งกันที่ทุกข์เบาๆ ทุกข์แบบในชีวิตประจำวันที่ หงุดหงิดใครบ้าง หรือว่าเกิดความรู้สึกไม่ได้อย่างใจบ้าง หรือว่าเกิดความรู้สึกว่า โอ้ย เกิดความหิว หรือว่าเกิดความรู้สึกว่าร้อนเหลือเกิน ประเภท ... โอ๊ยเล็กๆ ไม่ใช่โอ๊ยใหญ่ๆ ... แบบนั้น ที่เราควรจะฝึกไว้ก่อนต้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เกิดสติพื้นฐาน สามารถทำความเข้าใจ สามารถทำการรับรู้ได้ง่ายๆ ว่าอย่างนี้เรียกว่าทุกข์ ทุกขเวทนา มันเกิดขึ้นที่ลมหายใจไหน แล้วค่อยๆ คลี่คลายผ่านไปที่ลมหายใจไหน มันดับไป หายไป นับหนึ่งที่ลมหายใจนี้ ทุกข์เล็กๆ ทุกข์น้อยๆ มีแค่ความหงุดหงิดเกิดขึ้นมา แค่ความรู้สึกหงุดหงิดหรือขุ่นเคืองทางใจนี่ เสร็จแล้ว สองสามลมหายใจต่อมาสังเกตดูอีกที อ้าว ตอนนี้ใจว่างหายไปแล้วจากความทุกข์แบบเดิม
.
นี่เรียกว่าเป็นการฝึกสตินะ รู้ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานต่อไปว่าเวลาที่เจอกับทุกข์ที่มันหนักขึ้น ประสบทุกข์ที่ดำมืด ทำให้จิตใจนี่ตกต่ำดำมืด เราก็จะมองเห็นว่า เออ มันเป็นทุกข์เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้ใหญ่กว่า รับมือยากกว่า
.
ถ้าหากว่าคนมีสติขั้นพื้นฐาน รู้ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ โดยความเป็นของไม่เที่ยงมาแล้ว ก็จะมีแก่ใจ มีกำลัง มากพอที่จะมองว่า ถึงแม้ทุกข์หนัก ก็เป็นรสชาติของความทุกข์อันเดียวกันนั้นเอง ถึงแม้จะบอกว่า โอ๊ย นี่เหมือนโลกทั้งใบทับอยู่ ก็เป็นความทุกข์โดยเนื้อหานี่ มันเหมือนกับ คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเลนะ จะเป็นทะเลที่ชายหาด หรือว่าที่ก้น ที่ท้องมหาสมุทร มันก็เป็นทะเลเหมือนกัน มันเป็นทะเลอันเดียวกัน ความรู้สึกจะเป็นอย่างนั้น
.
สำหรับคนที่สังเกตเห็นว่าทุกข์ไม่เที่ยงมาแต่ไหนแต่ไร ทุกข์เล็ก ทุกข์น้อย กำลังแสดงความแปรปรวนไปในแต่ละลมหายใจ พอเกิดความทุกข์อย่างใหญ่ขึ้นมาก็จะเข้าสูตรเดิม มานับหนึ่งตรงที่ว่า เออ ลมหายใจนี้นะ มันทุกข์ใหญ่หลวงเหลือเกิน จะด่าวดิ้นให้ได้แล้ว แต่เสร็จแล้วอีกสองสามลมหายใจต่อมา ความทุกข์ที่ราวกับถูกโลกทับทั้งใบ ก็กลายเป็นเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกได้ชั่วคราวขณะหนึ่ง
.
ชั่วขณะที่เห็นว่าทุกข์ใหญ่หลวงนั้น จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือว่าจะเป็นทุกข์ทางใจก็ตาม สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ขอแค่สังเกตเห็นแค่นิดเดียว
.
คนที่มีฐานสติจะได้ข้อสรุปให้กับจิตว่า นี่ก็ทุกข์ นี่ก็ความไม่เที่ยงของทุกข์เหมือนกัน มีความไม่เที่ยงมีความแปรปรวนไป ให้เราดูได้เหมือนกัน ตัวนี้ก็จะเกิดสติตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็ ทุกข์ขนาดไหนเราก็เห็นเป็นความไม่เที่ยงได้เหมือนกันหมด โอเค จะมีทุกข์บางกรณีที่เห็นเป็นความเที่ยงได้จริงๆ นะ แต่ทุกข์แบบนั้นหายาก ทุกข์ส่วนใหญ่นะ ต่อให้ทุกข์หนักขนาดไหน มันสามารถที่จะแสดงความไม่เที่ยงให้เราดูได้ในไม่กี่ลมหายใจ สำคัญตรงที่ว่า เรามีพื้นฐานของสติไว้พร้อมจะรับมือกับมันหรือเปล่าเท่านั้นเองนะ!

กรรมจากอกุศลมโนกรรมจะมาในรูปแบบใด

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน การทำสมาธิจำเป็นเพียงใดต่อการบรรลุธรรม?
25 สิงหาคม 2561

https://studio.youtube.com/video/eLuk0DhbYQU/edit

ดังตฤณ: กรรมจากอกุศลมโนกรรม จะมาในรูปแบบใดได้บ้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนกรรมสำคัญที่สุด มโนกรรมใหญ่ที่สุด ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ถ้าหากว่าใจน้อมไปนึกถึงสิ่งใด หรือว่ามีวิธีคิดแบบไหนนะ มโนกรรมก็เกิดขึ้นแบบนั้น

มโนกรรมคือต้นตอของชีวิตทั้งหมด เพราะฉะนั้น การรับผลของมโนกรรมก็คือการมีชีวิตทั้งหมดที่เรากำลังเป็นอยู่นั่นแหละ กรรมเก่า บางทีอาจเบียดเบียนถ้าเรามีความทุกข์ แต่มโนกรรมใหม่ที่เป็นบุญ ที่เป็นกุศลอาจทำให้ทุกข์นั้นไม่ต้องเกิดขึ้นก็ได้ ถ้ามโนกรรมของเรา เป็นมโนกรรมในแบบที่จะพิจารณาให้เห็นนะว่า ความทุกข์ไม่เที่ยง เกิดขึ้นเดี๋ยวก็ต้องดับไป แล้วก็เห็นจริงๆว่าทุกข์นี่เกิดขึ้นที่ลมหายใจไหน แล้วก็หายไปที่ลมหายใจไหน เห็นจริงๆ บ่อยเข้า ก็เป็นมโนกรรมในแบบที่จะทำให้เกิดความสุขได้ ทั้งๆที่กำลังรับเวร รับกรรมอยู่ รับบาปรับกรรมเก่าอยู่ กำลังมีความทุกข์ มีความอัตคัต มีความขัดสน ไม่มีเงินจะใช้ แต่ใจกลับเบา ใจนี่กลับเกิดความรู้สึกปลอดโปร่ง เออ จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้

อย่างคนคุกนี่หลายคนอ่านหนังสือธรรมะ หรือว่าฟังธรรมะ แล้วเกิดความรู้สึกว่า เออ โชคดีนะที่มาติดคุกแล้วได้ฟังธรรมะ ตอนอยู่นอกคุกไม่เคยได้ฟังเลย อันนั้นโชคร้ายกว่า นี่บางคนนะนักโทษนี่ ปฏิบัติธรรมเป็น เจริญสติได้ ใช้ชีวิตคุ้มกว่าคนที่อยู่นอกคุกเสียอีกนะ นี่แหละ ผลของมโนกรรมที่น้อมเอาธรรมะมาใส่ตน มาประดิษฐานในตน

คนนอกคุกนี่รู้ธรรมะกันได้เยอะ จำธรรมะกันได้มาก แต่ว่ามีธรรมะกันได้น้อย เพราะอะไร เพราะเป็นอิสระเกินไป นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ นี่ มโนกรรมต่างกันแล้ว รู้ธรรมะเยอะแยะเลย แต่มโนกรรมนี่ไม่เอา ไม่เอามาอยู่ในใจ ไม่เอามาประดิษฐานไว้ในใจ มีความอยากจะทำอะไรตามใจชอบ นึกอยากทำอะไรก็ทำ แล้วก็อ้างว่า เออ รู้ธรรมะแล้ว แต่กองไว้ก่อน ขอเอาสิ่งที่ใจชอบ กิเลสนี่นิยม เอาตัวนี้ก่อน อันนี้ก็คือมโนกรรม เลือกเอง แล้วก็รับผลเอง รับผลคือ ไม่ได้ธรรมะจริง มีแต่จำได้ว่าธรรมะ เขาพูดว่าอะไร ตอนนี้บุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา เข้าไปอยู่ในคุกกันเยอะแยะเลย ก็ไม่รู้ว่า จะมีมโนกรรมแบบใหม่ ได้เอาธรรมะเข้าตัว เอาธรรมะเข้าสู่ใจกันมากน้อยแค่ไหน