วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เสียงสติ เวอร์ชั่นไหนที่ควรฟังเวลาป่วย?



ดังตฤณ: อันนี้เห็นมากับตาแล้วนะครับ จริงๆก็รอดูๆอยู่เหมือนกัน ช่วงที่ผ่านมาผมพยายามหาหลักฐาน หาสถิติว่า ฟังอะไรแล้วเกิดผลอย่างไรบ้าง พบว่าตัว ))เสียงสติ(( พร้อมนอน ตัวนี้ช่วยรักษาได้จริงๆนะครับ

อย่างเห็นได้ชัดเลยนะครับ คนป่วยอยู่ในท่านอน ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลฟื้นตัวได้เร็วมาก แต่ต้องฟังบ่อยๆนะครับ ฟังเยอะพอสมควร คือไม่ใช่ฟังแค่แป๊บๆนะครับ

อย่าง ))เสียงสติ(( ครึ่งชั่วโมงเนี่ย พอที่จะให้หลับ แต่ถ้าจะให้เพียงพอกับการฟื้นตัว ทำให้ร่างกายรู้วิธีซ่อมแซมตัวเอง ต้องฟังหลายชั่วโมงนะครับ

อย่าง ))เสียงสติ(( ช่วยนั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง พวกนี้ ต้องนั่งในท่านั่ง ซึ่งอาจจะไม่สะดวกกับผู้ป่วย แล้วก็อย่างหนึ่งคือ ต้องนั่งสมาธิเป็นนิดหนึ่ง จะต้องอาศัยสติของเราประกอบอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเสียงสติจะช่วยทั้งหมดนะครับ

เพราะฉะนั้น ))เสียงสติ(( นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง แล้วก็สองชั่วโมง เหมาะสำหรับที่จะให้ร่างกายฟื้นฟู ณ เวลาที่เรายังอยู่บ้านเป็นปกติอยู่นะครับ

อันนี้ถ้าใครนั่งได้สม่ำเสมอทุกวัน จะพบว่าตัวเองอ่อนเยาว์ลง จริงๆนี่ผมจะเปิดให้ฟังตอนนี้เลยดีไหม คือคุณพ่อผมเองแหละนะครับ ที่เห็นเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เลยนะ ตัวเครื่องมือตัวอุปกรณ์บอกว่าอายุน้อยลงมากนะครับ จากเดิมที่อายุจริงๆ ตอนนี้ประมาณ 82 เกือบๆจะ 82 แล้วมกราคมปีหน้านี้ ตอนนี้ลงมา 56 ซึ่งคุณพ่อก็ดีใจมากนะครับ

แล้วก็เชื่อว่า ถ้าฟังตัวชั่วโมงครึ่งไปด้วย แล้วเดินสายพานไปด้วยเนี่ยช่วยจริงๆ นะครับ ความรู้สึกว่าสมองตัน หรือว่าคิดอะไรไม่ค่อยออกอะไรต่างๆเนี่ยจะหายไป กลายเป็นความรู้สึกโล่ง แล้วก็เลือดลมดี อันนี้คนใกล้ตัวผมเอง

จริงๆบันทึกหลักฐานไว้ด้วย คำให้การ แต่ว่าเดี๋ยวเอาไว้ตอนจะแสดงอะไรเป็นเรื่องเป็นราวพร้อมกันทีเดียวดีกว่า

สรุปว่า ถ้าคุณมีความสามารถที่จะนั่งสมาธิ หรือว่าเดินจงกรมบนสายพาน เดินจงกรมบนทางจงกรมจริงๆ หรือว่าจะวิ่งเหยาะๆก็ตามนะครับ ขอแนะนำให้ใช้ตัว ))เสียงสติ(( ชั่วโมงครึ่ง
อันนี้เป็นตัวนำเสนอภูมิใจนำเสนอจริงๆ ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ตอนนี้นะครับ ))เสียงสติ(( หนึ่งชั่วโมงครึ่ง นะครับ ถ้ายิ่งฟังหลายรอบได้ยิ่งเวิร์ค(Work)เลย

แต่ถ้านอนอยู่แล้วปวดหัว ไม่สามารถที่จะมาฟังในท่านั่งหรือว่าท่าเดินได้ ก็แนะนำ ))เสียงสติ(( ตัวพร้อมนอนครับ

_______________

ผู้ถอดคำ : แพร์รีส แพร์รีส
ตรวจทาน : เอ้

วันที่ไลฟ์   ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ชีวิตไม่มีปัญหา แต่เบื่อโลก เบื่อคน ไม่อยากอยู่



ดังตฤณ: ถ้านั่งสมาธิจนกระทั่งมีความชุ่มชื่นได้ เราจะเห็นตรงนี้เป็นโอกาสทองเลยนะ ตอนไม่อยากมีตัวตนนี่ เป็นจังหวะที่เหมาะที่สุด แต่จิตต้องชุ่มชื่นด้วยนะ ไม่ใช่มีแต่ความห่อเหี่ยว หรือซึมเซาจากความเบื่อหน่ายนะ

ต้องนั่งสมาธิจนกระทั่งเกิดความรู้สึกชุ่มชื่น ชุ่มฉ่ำขึ้นมา แล้วอาศัยความเบื่อโลก เป็นตัวนำมาให้เกิดความพร้อมจะเห็นว่า กายนี้ไม่เห็นมีอะไรเป็นของเราเลย ลมหายใจก็แสดงอยู่ชัดๆ ว่าเข้ามาแล้วออกไป ความคิดนี่ก็ไม่เห็นจะมีความคิดไหนเป็นตัวเราเลย ที่นึกว่าเราเป็นคนคิด ที่นึกว่าความคิดคือตัวเรา ผิดหมดเลย ปรับมุมมองกัน

พอคุณสามารถที่จะมีใจชุ่มชื่นได้ และเห็นความคิดสักแต่เกิดสักแต่ดับ ไม่มีภาวะของตัวตนอยู่ ตรงนี้จะหายเบื่อทันที จะไม่เข้าไปจับที่ความคิดเบื่อ (แต่) จะจับที่ความไม่เที่ยงของความคิด จับที่ความไม่เที่ยงของอาการเบื่อ 

พอความชุ่มชื่นมา ความเบื่อก็ถูกแทนที่ใช่ไหม พอความคิดถูกรู้ ความเบื่อก็ไม่ได้ที่ตั้ง คำบ่นอะไรต่างๆ เช่นเบื่อชีวิตเหลือเกิน ทำอย่างไรชีวิตจะหายไป หรือทำอย่างไรที่จะไม่ต้องมาเกิดอีกอะไรแบบนี้ คำถามพวกนี้ จะเป็นเพียงฝุนละออง หรือเศษซากสภาวะธรรม ที่ยังหลงเหลือตกค้างอยู่ในหัว แล้วจิตเขามีสติดีพอ ที่จะไปรู้ รู้ออกมาจากแก่นกลางภายใน รู้ออกมาจากความสว่าง ที่ว่างอยู่ ว่างจากกิเลสอยู่ รู้ว่าความคิดที่ชักจูงให้เราเบื่อโลกเบื่อชีวิต ก็แค่เหมือนกับฝุ่น เหมือนกับทราย เหมือนกับลมที่ผ่านมา แล้วเดี๋ยวก็หายไป

นี่ หายเบื่อเลยนะ ตรงนี้เรียกว่าเป็นการ เบื่อความเบื่อ ไม่เอาความเบื่อ ไม่ยึดความเบื่อเอาไว้ ใจจะว่างแบบพร้อมที่จะรู้สภาวะชุดใหม่ๆ ที่จะจรเข้ามาอีก แล้วก็หายไปอีก สภาวะใหม่ๆ ก็หมายถึงว่าความคิด ความรู้สึกที่ผุดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ

สมองของเราเป็นคลื่นไฟฟ้านะ ทำงานด้วยคลื่นไฟฟ้า คลื่นสมองนี่ อย่างเมื่อกี้ เราฟังเสียงสติกันไป ก็คือการไปจูนกันตรงๆเลย ที่คลื่นไฟฟ้าของสมองนี่ ให้มีการผลิตคลื่นสมองออกมาได้สมดุลมากขึ้นนะ

พอได้สมดุล ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความรู้สึกเซ็งโลก ความรู้สึกแย่ๆ เกิดจากการที่สมองไม่ค่อยมีคุณภาพ ก็จะถูกปรับปรุงนะครับ

บางทีเราไม่รู้ตัวนะแค่คลื่นสมองย่านใดย่านหนึ่ง ผิดปกติ ก็เซ็งโลกได้ แล้วรู้สึกเหมือนไม่มีแก่จิตแก่ใจอยากทำอะไร สมาธิก็ไม่อยากนั่ง

แต่พอมาปรับให้คลื่นสมองสมดุลกันทุกย่าน ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง มีความพร้อม มีความกระตือรือล้นที่จะรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในขอบเขตกายใจนี้ ความเบื่อก็จะไม่ได้ที่ตั้งไปเอง!

______________

คำถามเต็ม: ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ แต่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วค่ะ เบื่อโลก เบื่อคนมากๆ

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เหตุที่จิตสว่างแล้วมีอะไรดีๆเข้ามาในชีวิต
(ร่วมแผ่เมตตา)
▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀
20 กรกฎาคม 2562

** IG **

คนคนหนึ่งบางเรื่องดี แต่บางเรื่องไม่ดี ตัวแปรคืออะไร


ดังตฤณ: ความเห็น ความเชื่อ พื้นฐานความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนๆหนึ่ง ดูเป็นคนดีแสนดีในฟากหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นผู้ร้าย กลายเป็นโจรในอีกฟากหนึ่ง

เหมือนอย่างบางคน อยู่ที่ทำงาน ดี๊ดี พูดดีกับใครต่อใคร สะสมความดีจนเกิดความเก็บกด เพราะไม่ได้ดีออกมาจากใจ แต่แกล้งดี พอตกเย็นขึ้นมา เก็บกดได้ที่ เข้าบ้านปุ๊บ อาละวาดเลย ตวาดแว้ดๆ มีนะ มีจริงๆ

คือพออยู่ที่ทำงาน ดูแสนดี ดูเป็นคนที่มีภาพลักษณ์คอตั้งหลังตรง สง่าผ่าเผย แต่งตัวดูเนี้ยบ พูดจาอ่อนหวาน ทุกอย่าง พอกลับเข้าบ้านกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ถอดเสื้อผ้า แล้วก็ถอดหน้ากากที่สวมอยู่ กลายเป็นใครอีกคน ที่คนที่บ้านเกิดความรู้สึกระอา

นี่คือเหตุผลหนึ่งนะ อย่างพออยู่ต่อหน้าคนอื่น ทำเป็นดี ทั้งๆที่ใจมีความคิดไม่ดีอยู่ตลอดเวลา แล้วความเก็บกดนั้นก็มาลงกับคนสนิทที่บ้านอะไรแบบนี้

หรือบางคนสลับกันเลยนะ อยู่ที่บ้าน ดีมาก เป็นคนมีเหตุผล มีนักการเมืองอยู่หลายคน สลับกันกับชาวโลกเขาอยู่แบบนี้จริงๆ พอไปอยู่ในสภา ไปโลดแล่นอยู่บนเส้นทางการเมือง ทำตัว คือแสดงละครเป็นผู้ร้าย หรือว่าจอมดราม่า เพื่อดึงดูดสายตาชาวบ้าน ให้เกิดความสนใจ จะได้เป็นบุคลิกเด่นอะไรแบบนี้

มีหลายเหตุผล แต่สรุปแล้วก็คือว่า ใจมีอาการยึด มีความเห็นอย่างไรที่จะอยู่ในโลกแบบไหน!

_____________



คนคนหนึ่ง ทำไมเรื่องหนึ่งเข้าทำดี แต่อีกเรื่องหนึ่งเขาทำไม่ดี ตัวแปรคืออะไร
ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สติต่างจากสมาธิอย่างไร?
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀

พูดให้บุพการีเสียใจโดยไม่ตั้งใจ บาปหรือไม่


ดังตฤณ: คุณต้องแยกให้ออกนะ เผลอก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำไปแล้ว ณ เวลานั้นมีเจตนาอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ไม่มีข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้นว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

คือบอกว่าไม่ตั้งใจ (แต่)โดยพฤติกรรมของจิต ไม่ใช่ไม่ตั้งใจนะ แต่เผลอ ขาดสติ แล้วก็ชั่วขณะนั้น เกิดเจตนา มีความตั้งใจที่จะทิ่มแทง มีความตั้งใจที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง หรือคนฟัง เจ็บปวด

บางทีคนเราเหมือนกับมีสองภาค ที่คอยแย่งชิงพื้นที่จิตใจของเราอยู่
ภาคที่ดีแสนดี อยากจะเป็นคนดี ก็จะคอยมามีส่วนในการทำให้ตัวเองได้เกิดสำนึกผิดชอบชั่วดี แต่ขณะที่อีกฝ่าย ซึ่งมีอำนาจมากกว่า ด้วยความเคยชิน ด้วยอำนาจความเคยชินที่เหนือกว่า ก็เอาความมืดมาบดบัง มาปิดกั้นแสงสว่างอะไรทั้งหมดได้ โดยที่เราไม่มีโอกาสตั้งตัว ไม่มีความสามารถที่จะไปสู้รบปรบมืออะไร

ตรงนี้ ขอให้สังเกตดูดีๆ นะครับ มีอยู่สิ่งเดียวที่มีอำนาจอยู่ในตัวเราจริงๆ ภาคใดภาคหนึ่ง คือความเคยชิน

ความเคยชินกับสถานการณ์หนึ่งๆ กับบุคคลประเภทหนึ่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สังเกตเถอะว่า บุคคลที่ใกล้ชิด บุคคลที่เราคุ้นเคย บุคคลที่เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ตรงนี้เป็นแหล่งสะสมความเคยชินในแบบที่ปล่อยใจเลยตามเลยได้มากที่สุด

ในขณะที่ถ้าเป็นคนแปลกหน้า เป็นคนอื่นคนไกล อย่างนี้เรามีความเกรงใจได้ อย่างนี้เรามีความรู้สึกว่า อยากจะตั้งสติ ว่าก่อนจะพูดอะไรคิดให้ดีก่อน

ถ้าความเคยชินของเรา มีอยู่แต่ว่าคนแปลกหน้าเท่านั้นที่จะเป็นที่ตั้งของสติให้คิดก่อนพูด เราก็จะพูดหลังจากคิดทุกครั้งกับคนแปลกหน้า
แต่ถ้าเราสั่งสมความเคยชินไว้ว่า พ่อแม่หรือคนสนิทในบ้าน ... กันเอง ... พูดไปไม่เป็นไร เดี๋ยวไปปรับความเข้าใจกันใหม่ ตรงนี้ก็จะกลายเป็นการสั่งสมความเคยชินในการพูดก่อนคิด เสร็จแล้วพอมาคิดทีหลัง ก็ถึงเกิดความเสียใจ

ตัวนี้แหละที่จะบอกว่า คำตอบง่ายๆ ก็คือ บาป นะครับ แต่ถ้ามีความรู้สึกเสียอกเสียใจในภายหลัง อันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่า ใจเราจริงๆ ไม่ได้ตั้งไว้ในทิศทางที่จะทำบาปทำกรรมกับพ่อแม่นะ แต่เป็นความเคยชินที่มีอำนาจเหนือความตั้งใจดีของเรา

ฉะนั้นก็ต้องมีการตกลงกับตัวเองให้ชัดเจนว่า เรามาสร้างความเคยชินใหม่ ความเคยชินในแบบที่จะคิดก่อนพูดทุกครั้ง เหมือนกับที่เราเกรงใจคนแปลกหน้า เหมือนกับที่เราพูดดีๆ ทำดีๆ กับคนที่ไม่ได้คุ้นเคยเป็นกันเองกันมากนะ

ความเป็นกันเองนั่นแหละ เป็นที่มาของการที่คนคนหนึ่ง จะทำบาปทำกรรมกับคนอีกคนหนึ่ง ได้มากกว่าใครอื่นในโลก

อย่างที่ฆ่าๆกัน ลองสืบดู ก็คนคุ้นกันทั้งนั้นแหละ ไม่ค่อยมีหรอก คนแปลกหน้ามาฆ่ากัน คนแปลกหน้ามาฆ่ากันมักอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่คนที่คุ้นเคยจะทำบาปทำกรรมกัน ทั้งๆที่ไม่มีสนามรบเกิดขึ้น!

______________



คำถามเต็ม: การกระทำ คำพูดที่ทำให้บุพการีเสียใจ โดยไม่ได้ตั้งใจ ถือเป็นบาปหรือไม่? เสียใจภายหลังทุกครั้ง


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สติต่างจากสมาธิอย่างไร?
▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀
21 กันยายน 2562

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิทยาศาสตร์ของความสงบแบบตื่นรู้


ดังตฤณ: สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันนี้เป็นคืนวันอาทิตย์สามทุ่ม ก็จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ผมคิดว่าทิ้งท้ายปลายปีน่าสนใจมากๆ เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับมูลนิธิบูรณพุทธนะครับ

ซึ่งเดิมเริ่มต้นเลย อย่างที่หลายๆท่านที่ตามกันมานานหลายปี จริงๆก็อาจจะทราบนะครับว่า ตั้งต้นเลยเราสร้างโรงพยาบาลด้วยกัน ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะทำเป็นมูลนิธินะครับ เหมือนกับช่วยๆกันน่ะ เราก็สร้างโรงพยาบาลสำเร็จขึ้นมาหนึ่งโรงพยาบาล ที่จังหวัดสุรินทร์

แต่ “มูลนิธิบูรณพุทธ” เริ่มเป็นที่รู้จักกันจริงๆก็จากงาน “พระประธานทั่วหล้า” ซึ่งมีจุดหมายที่จะสร้างพระประธานถวายแด่วัดที่ยังขาดอยู่ในต่างจังหวัด

ปกติคนไม่รู้หรอกว่า วัดยังขาดกันมากนะครับ ยังไม่มีที่พึ่งทางใจที่เป็นรูปธรรมที่มีความใหญ่พอ ที่จะจับตาจับใจให้ก้มลงกราบ แล้วเกิดความศรัทธาปสาทะขึ้นมา พวกเราก็ทำให้เกิดขึ้นกัน 

งานพระประธานทั่วหล้านี่ถือว่า ช่วยให้คนเป็นแสนๆคนเลยทีเดียวนะครับ ที่ไม่มีโอกาสได้กราบพระประธานแบบใกล้หมู่บ้านของตัวเอง ใกล้ถิ่นฐานของตัวเอง ได้มีขึ้นมา แล้วก็เป็นที่ฝากจิตฝากใจไปจนกระทั่งเวลาตายเลยทีเดียว ก็ถือว่าอันนั้นเป็นส่วนของการทำทานนะครับ สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้น สร้างที่ตั้งของศรัทธา ให้คนฝากจิตฝากใจทั้งยามอยู่และยามไป

ในปีต่อๆไป ทิศทางของมูลนิธิบูรณพุทธก็จะเกี่ยวข้องกับศรัทธาด้วย เกี่ยวข้องกับการทำทานด้วย แล้วก็มาเริ่มเน้นเกี่ยวกับเรื่องปัญญาด้วย

จุดมุ่งหมายสูงสุดก็คือ ได้ช่วยให้ชาวพุทธร่วมสมัยอย่างพวกเราได้เข้าใจวิธีการเจริญสติในระดับของประสบการณ์เลยว่า ความรู้สึกนึกคิดหรือว่า ภาพของจิต อาการของใจที่เจริญสติถูกทาง หน้าตาเป็นอย่างไร โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

เราก็ไปเป็นขั้นๆนะครับ คือเอาให้เหมาะกับยุคสมัยด้วย เพราะว่า ยุคเราโรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคปวดหัวข้างเดียว อะไรต่างๆกำลังรุมเร้าแล้วก็ทำร้ายคน เรียกว่าทั้งโลกเลยนะครับ

ถ้าแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ได้ ที่พัฒนาขึ้นเป็นสติที่เจริญ หรือว่าเกิดวิปัสสนา หรือกระทั่งเกิดมรรคผลอะไรต่างๆเนี่ย ริบหรี่เต็มทีนะครับ ความหวังแทบจะเป็นไปไม่ได้บนพื้นฐาน พื้นจิตพื้นใจคนเมื่องยุคปัจจุบันของเรา

(หาก)โรคพวกนี้ไม่หาย เราก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการจริงๆแบบพุทธกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะทำไปด้วยกัน พร้อมๆกัน ทั้งในแง่ของการเยียวยาให้ผู้คนร่วมสมัยได้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น แล้วก็ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้จริงๆว่า การเจริญสติแบบที่พระพุทธเจ้าสอน การที่มีผลลัพธ์ทางการเจริญสติเป็น ความเบาของใจ ความปล่อยวางของจิต จนกระทั่ง ได้เห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าอยากให้เห็นจริงๆ ก็อยากจะทำให้เกิดขึ้น โดยทิศทางนี้นะครับ

ผมตั้งชื่อโครงการว่าเป็น “โครงการเกิดสติทั่วหล้า”
เดิมเราถวายพระประธาน แล้วก็สร้างศรัทธากันมาทั่วแผ่นดิน ก็เลยเรียกเป็น “โครงการพระประธานทั่วหล้า” คือไม่ใช่เราถวายแต่วัดที่ยังขาดในประเทศไทยนะครับ ต่างประเทศ ประเทศพม่า ประเทศอเมริกา เราก็เคยถวายกันมาแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เลยเรียกว่าเป็นโครงการ “พระประธานทั่วหล้า”

ทีนี้คำว่า “เกิดสติทั่วหล้า" ก็มีความมุ่งหมายสูงสุดอยู่ตรงที่ว่า ให้คนร่วมสมัยได้รู้จักสติแบบพุทธ ซึ่งจะมีสติแบบพุทธได้ ก่อนอื่นขอมีสติแบบมนุษย์ธรรมดาให้ได้ก่อน ไม่มีโรคเบียดเบียน ไม่มีอาการทางสมองที่มารุมเร้าให้เกิดความรู้สึกอยากหนีโลกอะไรกัน

วันนี้ผมนำตัวอย่าง เพื่อที่จะให้เห็นคร่าวๆนะครับว่า “โครงการเกิดสติทั่วหล้า” จะปรากฏเป็นหลักฐาน เป็นร่องรอย เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้อย่างไร

ก่อนอื่น ก็ขอทำความเข้าใจแบบพื้นฐานเบสิค (Basic) ง่ายๆที่สุด ทุกคนฟังแล้วเข้าใจได้คือว่า ปกติคนเราเวลาที่ฟุ้งซ่าน เวลาที่คิดมาก เวลาที่แม้แต่ทำงานอย่างมีสติ ทำงานอย่างมีสมาธิเนี่ย เราจะใช้สมองส่วนหน้าในการคิดเยอะ

พูดง่ายๆว่า ถ้าสมองส่วนหน้าทำงานมาก ทำงานหนัก ถูกแอคติเวท (Activate) ให้มีการทำงานเยอะๆ ก็จะมีความคิดมาก ซึ่งความคิดเยอะๆ ความคิดมากๆ ไม่แน่เสมอไปว่า เป็นความฟุ้งซ่านนะครับ คิดเยอะๆ คิดมากๆ ต่อเนื่องเป็นชั่วโมงก็เป็นสมาธิชนิดหนึ่งได้

แต่ถ้าสมองส่วนหลัง ถูกแอคติเวท (Activate) ขึ้นมาแทน ยิ่งมีการทำงานของสมองส่วนหลังมากขึ้นเท่าไหร่ สมองส่วนหน้าจะยิ่งลดการทำงานลง คือเป็นสัดส่วนที่อาจจะเป็นความสัมพันธ์แบบตรงนะ หรือเป็นความสัมพันธ์แบบผกผันค่อนข้างจะซับซ้อนนะครับ

แต่ทำความเข้าใจง่ายๆว่า ถ้าสมองส่วนหน้าทำงาน แปลว่าคิด ถ้าสมองส่วนหลังทำงานมากกว่า เด่นกว่า แปลว่ามีความพักผ่อน มีความสงบ มีความพร้อมรู้

ซึ่งจะวัดค่าได้ต้องอาศัยเครื่องมือที่มีราคาพอสมควร เป็นเครื่องอีอีจี (EEG) ไม่ใช่เอาแค่เห็นความสงบอะไรแบบที่ทำๆกันในปัจจุบัน มีเฮดแบน (Headband) แบบง่ายๆนะครับ ผมก็เคยเอามาใช้ให้ดูแหละว่า ถ้ามีความสงบค่ามันจะบอกแบบหนึ่ง เอาแค่ค่าอัลฟ่ากับเบต้ามาเป็นหลัก

แต่ถ้าเครื่องอีอีจี (EEG) นี่จะเห็นละเอียดเลยนะ คือคลื่นสมองคนเรา ผมอธิบายแบบง่ายที่สุดเลยนะ ถ้าช้าสุดเรียกว่าเดลต้า (Delta) ช้าสุดนี่หมายความว่า ไม่มีความคิดหรือมีความคิดน้อย ยิ่งคลื่นสมองของเดลต้า (Delta) เยอะขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมีความรู้สึกสงบพัก มันเป็นสงบลึกเลยทีเดียว

แต่ถ้าเป็นคลื่นแกมม่า (Gamma) สูงสุดเลย อันนี้จะหมายความว่า สมองทำงานเยอะ พื้นที่ของสมองหลายส่วนทำงานพร้อมกันประสานงานกัน หรือทำงานแบบยุ่งเหยิงนะครับ อย่างถ้าเป็นโรคลมชักนี่ก็มีคลื่นแกมม่าออกมาครึ่งวินาทีแล้วก็หายไป

แต่ถ้าคนที่มีความตื่นรู้ มีความพร้อมจะ พูดง่ายๆว่าเกิดวิปัสสนาญาณ หรือว่าเกิดญาณหยั่งรู้ในแบบโลกๆนะครับ คลื่นแกมม่า (Gamma) จะมีความถี่สูง แล้วก็มีความสม่ำเสมอ นี่คือหลักการง่ายๆคร่าวๆที่สุดครับ

ที่ผ่านมา มูลนิธิบูรณพุทธก็ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีอาจารย์ธารารัตน์ ซึ่งเป็นผู้มีไฟที่จะมาช่วยกันดูว่า หลังจากที่ใช้ เสียงสติ ไป เกิดอะไรขึ้นกับสมอง

อันนี้เราก็เพิ่งทำการทดลองกันแบบยังแค่ใช้เครื่องตัวอย่าง ที่ทางบริษัทให้มาทดลอง แต่เดี๋ยวจะมีเครื่องจริง ซึ่งทางมูลนิธิบูรณพุทธจะบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล เดี๋ยวจะเอาภาพมาให้ดู

ตอนนี้แค่จะเอาตัวอย่างมาให้ดูง่ายๆก่อนนะครับว่า มันมีความหมาย แล้วก็จะช่วยชี้ทิศทาง ให้เราเกิดความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สติแบบพุทธนะครับ แบบที่เรียกว่ามีความสงบ แบบพร้อมจะตื่นรู้ พร้อมจะมีความสามารถที่จะเห็นกายใจด้วยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้อย่างไร

อย่างที่อธิบายให้ฟังคร่าวๆว่า ถ้าสมองส่วนหน้ามีการทำงานหนักมาก ก็จะหมายความว่า มีอาการคิดมาก ตัวดีเทค (Detect) นี่มันไม่รู้หรอกว่าเราคิดอะไร แต่รู้ว่าเราคิดแน่ๆ คิดมากหรือว่าคิดน้อย

แล้วถ้าหากว่า สมองส่วนหลังมีการทำงานมาก ก็หมายความว่ามีความสงบมาก มีความพร้อมจะรู้ มีความพร้อมจะเรียกว่า พักการคิดนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆที่จะอธิบายในคืนนี้ เอามาให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นน้ำจิ้มก่อน หลังจากที่ใช้ เสียงสติ แบบช่วยสวดมนต์ แล้วก็สวดมนต์ไปด้วยเจ็ดจบ มีตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาที่น่าสนใจก็คือว่า มีคลื่นแกมม่า (Gamma) สูงขึ้นมาที่สมองส่วนหลัง นั่นหมายความว่า มีความสงบ ในขณะเดียวกันก็มีความตื่นรู้ด้วย

อย่างที่ภาษานักปฏิบัติมักจะเรียกกันว่า มีความรู้ตัวทั่วพร้อม แต่นี่ยังเป็นแกมม่า (Gamma) แบบอ่อนๆ
คือจริงๆแล้ว ถ้าเป็นแกมม่า (Gamma) แบบเต็ม จะมีความรู้สึกราวกับว่า จิตของตัวเองใหญ่แล้วก็ร่างกายของตัวเองเล็กลง ดูง่ายขึ้น อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้คำว่า มีสติรู้ทั่วพร้อมนะครับ

คือมีความพร้อมจะรู้ มีความพร้อมจะเห็นภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะทางอารมณ์ ภาวะทางใจ ภาวะความคิด และอาการทางกายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาการที่หลักๆ ยืน เดิน นั่ง นอน หรือว่ากระดุกกระดิก ซึ่งตรงนี้เมื่อเกิดผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุด ผมเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า จะพัฒนาเสียงสติต่ออย่างไร รวมทั้งเริ่มเห็นทิศทางว่า ถ้าจะทำให้เกิดความสงบแบบมีสติพร้อมรู้จริงๆ จะให้ไปทางทิศทางไหน

ไม่ใช่นั่งนึกเอาเองนะครับ แต่ว่ามีหลักฐานแบบวิทยาศาสตร์ช่วยสนับสนุน ช่วยยืนยันว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่าสติ สิ่งที่เราเรียกกันว่าเป็น ... ใครจะถนัดเรียกเป็น วิปัสสนาญาณ อะไรก็ตามนะครับ จะมีหน้าตาของกราฟช่วยยืนยันแบบไหน

อย่างบางคน กำลังฟุ้งอยู่เลยนะ สมองส่วนหน้าทำงานหนักมาก แต่นึกว่าตัวเองได้วิปัสสนาญาณขั้นโน้นขั้นนี้ หรือบางคนเข้าใจว่าตนเองบรรลุมรรคผล ทั้งๆที่ความสงบยังไม่มีแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเป็นตามหลักแบบพุทธนะครับ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ ถ้าหากว่าถึงมรรคจิต ถึงผลจิต หมายความว่า ต้องเป็นฌานนะ อันนี้ก็สามารถจะเอามาทำวิจัยยืนยันต่อกันได้ในระยะยาวเลย

เพราะตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นนะครับ ยังเหมือนกับตัวอย่างทดลองน้อย แล้วก็เครื่องที่จะเอามาใช้ก็มีราคาแพง ตอนนี้ซื้อได้เครื่องเดียวนะครับ แต่ต่อไปเราคุยกับทางมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีอาจารย์ธารารัตน์  ซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือมากๆคนหนึ่งเลยทีเดียว เรื่องของการวิจัย เรื่องของการยืนยันเกี่ยวกับคลื่นสมอง ที่มีในคนทั่วไป มีในคนไข้ มีในคนที่จะได้รับการวิจัย แบบด้วยจุดประสงค์พิเศษนะครับ

อย่างที่ผ่านมา ก็มีเรื่องของการปฏิบัติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะยังไม่ได้เน้นไปโดยเฉพาะ เนื่องจากว่า เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่พร้อม แต่พอเราร่วมมือกัน โดยที่มูลนิธิบูรณพุทธจะได้บริจาคเครื่องมือให้ ต่อไปก็จะเป็นรูปธรรมขึ้นมา แล้วก็เป็นทิศทางที่แน่นอน มีความชัดเจนว่า เราจะอยากรู้ผลแบบไหน

อย่างเช่น ตอนนี้เราเริ่มต้นแบบที่จับต้องได้ง่ายๆก่อนว่า ถ้าใช้เสียงสติช่วย ทำสมาธิได้ดีขึ้นไหม ใช้เสียงสติช่วย จะช่วยให้โรคต่างๆคลี่คลายหรือหายไปได้ไหมนะครับ

และในขั้นแอดวานซ์ (Advance) เลยคือว่า ช่วยยืนยันว่า คนที่จะเจริญสติ คนที่สวดมนต์ คนที่นั่งสมาธิแบบถูกทิศถูกทาง มีอะไรดีๆเกิดขึ้นในสมอง ที่เราสามารถแสดงเป็นกราฟ เป็นหลักฐานได้หรือเปล่า อันนี้ก็จะเป็นทิศทางในปีต่อๆไปของมูลนิธิบูรณพุทธนะครับ

คือโครงการดั้งเดิมที่เป็นออริจินอล (Original) ทั้งหลายไม่ได้ทิ้งนะครับ ก็จะยังมีต่อไปเพียงแต่ว่า ที่ผ่านมาเราเน้นกันเรื่องศรัทธา เรื่องการทำทาน
คราวนี้เราจะมาดูแบบเป็นรูปธรรม ที่บอกว่าเจริญปัญญา เจริญสติกัน มีหลักฐานอะไรไหม มีอะไรจับต้องได้ไหม

ถ้าพระประธาน จับต้องได้แน่นอน เห็นปุ๊บเกิดศรัทธาปั๊บ เกิดความเลื่อมใส เกิดความอิ่มใจ อยากกราบ แต่ถ้าเรื่องของปัญญา อันนี้พูดยาก ไม่มีสิ่งที่จะมาบอกกันง่ายๆว่า เธอเกิดปัญญา แล้วนี่เป็นปัญญาแบบโลกๆ นี่เป็นปัญญาแบบพุทธอะไรต่างๆ แม้แต่เครื่องอีอีจี (EEG) ก็ไม่ได้ช่วยบอกนะครับว่า ได้ปัญญาแล้วหรือยัง

แต่อย่างน้อยมีร่องรอยหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์บอกได้ว่า กำลังเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ กำลังสงบ หรือว่าฟุ้งซ่าน กำลังมีภาวะที่พร้อมจะรู้เหนือกว่าธรรมดา หรือว่าเป็นแค่ความรู้แค่ธรรมดาๆทั่วไป ที่พร้อมจะกลับมาฟุ้งซ่านได้ เดี๋ยวพอเครื่องของจริงมา ผมจะถ่ายรูปมาให้ดูว่า เราส่งมอบให้ทางมหาวิทยาลัยมหิดลกันอย่างไรนะครับ

รวมทั้งจะเขียนคอนเซบ (Concept) ของ “โครงการเกิดสติทั่วหล้า” ให้ทุกท่านได้ ... คราวนี้ไม่ใช่แค่อนุโมทนานะครับ แต่อยากให้ได้มีประโยชน์ร่วมกัน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในประโยชน์นะครับ ที่ชาตินี้ ชีวิตนี้ได้เกิดมาใต้ร่มพุทธศาสนาแล้ว เราจะได้อะไรกันต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับว่า มาช่วยกันบูรณะในขั้นไหนนะ ศรัทธาขึ้นมาถึงปัญญาได้ไหม 

เข้าสู่ช่วงของการนั่งสมาธิร่วมกันโดยอาศัย ))เสียงสติ ((

ก็อย่างที่เราได้มีประสบการณ์ร่วมกันเป็นประจำ ถ้าใครทำมาเรื่อยๆ ก็คงจะทราบนะว่า ความสงบที่เกิดขึ้น ถ้าเรานั่งสมาธิเป็นจากการช่วยในเบื้องต้นของเสียงสติ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องฟังเสียงสติตลอดไป

ถ้าเราทำเป็นจริงๆ แล้วเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในระดับของสมองของจริง เราก็จะมีความรู้สึกว่า ระหว่างวัน จิตใจของเราสงบกว่าปกติ เพราะว่าคลื่นสมองถูกดึงให้ช้าลง คลื่นย่านช้า เด่นกว่าคลื่นย่านอื่นขึ้นมา

แล้วก็จะมีสติที่จะรู้เท่าทันอารมณ์ รวมทั้งภาวะทั้งหลายได้ ซึ่งความที่ว่า สงบด้วย พร้อมรู้ด้วย หูตาตื่นด้วยนี่นะครับ ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับคนเมืองยุคเราเท่าไหร่ เพราะโดนเร้าทั้งวันทั้งคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคเรามีละครซึ่งจับตาจับใจ บาดจิตบาดใจได้ถึงอารมณ์แบบเรียกว่า จี้กันไปถึงไหนถึงไหน ก็ยากที่จะควบคุมอารมณ์กัน บางทีเราไปเลียนแบบอารมณ์ของดารา แล้วก็มาว้าวุ่นเอาจริงๆกับชีวิตจริง

อันนี้ก็มาช่วยกัน มูลนิธิบูรณพุทธก็เหมือนกับอยากจะให้ทิศทางแก่คนเมืองยุคใหม่เท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ คือไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่มากแบบจำนวนมหาศาล เพราะเป็นไปได้ยาก

ตอนนี้ที่เป็นไปได้ง่ายคือ หลงเข้าพายุอารมณ์หรือว่า เข้าป่ารกของอารมณ์ มีหนามเจอหนาม เจออะไรตำ แต่ยากเหลือเกินที่จะเข้ามาบนเส้นทางของการฝึกเจริญสติ แล้วก็มีสติกันจริงๆแบบที่จับต้องได้แล้วก็รู้สึกได้ด้วยตัวเองนะครับ!
________________

ผู้ถอดคำ: แพร์รีส แพร์รีส
ตรวจทาน: เอ้

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน
ตอน วิทยาศาสตร์ของความสงบแบบตื่นรู้
วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒


ในการเวียนว่ายตายเกิด ถ้ายังต้องตกอบายอยู่ ควรทำอย่างไร


ดังตฤณ : ก็คงทำกรรมหนักอะไรมาสักอย่างนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับ ที่แน่นอนว่าจะตกนรกแน่ๆ คือทำอนันตริยกรรม ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้สงฆ์แตกแยก ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงชั้นห้อพระโลหิต เป็นอนันตริยกรรม ชนิดที่ไม่สามารถจะไปไถ่ถอน ทำไปแค่ครั้งเดียว เที่ยงที่จะลงสู่นรกแน่นอน

แต่นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถแก้ตัวกันได้ ยกตัวอย่างเช่น พระองคุลีมาล ท่านฆ่าคนมา ๙๙๙ คน ซึ่งถ้าหากว่าคิดดู หนักหนาสาหัสไม่ใช่เล่นๆเลยนะ
แต่คนที่หนึ่งพัน คือพระพุทธเจ้าสามารถไปปราบท่านได้ ไม่อย่างนั้นท่านจะเจอมารดาของตัวเอง ถ้าฆ่าแม่ตัวเองนี่ หมดสิทธิ์แล้ว แต่ว่าเผอิญมีวาสนากันมาต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาช่วยเป็นเหยื่อล่อ ให้วิ่งตามไล่ฆ่าเป็นพระองค์เอง

ท่านองคุลีมาลก็สามารถกลับใจได้ จากเห็นผิดเป็นชอบ กลายเป็นเห็นชอบที่ถูกที่ควรนะครับ สุดท้ายกลายเป็นพระอรหันต์ทั้งๆที่ฆ่าคนมาแล้ว ๙๙๙ คนนะ ลองคิดดูว่าเหี้ยมเกรียมขนาดไหน ยังสามารถเป็นพระอรหันต์ได้

ฉะนั้น ถ้ายังไม่ได้ทำอนันตริยกรรมไป ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกลัว แล้วที่จะเดินทางเกิดตายไปในสังสารวัฏ โดยไม่ต้องจับพลัดจับผลู หล่นลงนรกเลย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการเดินทางในสังสารวัฏ นี่ มีรอบขึ้นรอบลง

อย่างถ้าเป็นรอบขึ้น ขาขึ้นเลย ก็จะเห็นได้ชัดว่า ขวนขวายทำบุญ ขวนขวายรักษาศีล แต่ถ้าเริ่มเป็นรอบขาลง ก็จะเห็นเรื่องบุญกุศลเป็นของตลก นึกอยากจะทำอะไรสนองตัณหา สนองกิเลสตัวเองก็ทำไปแบบไม่ยั้งคิด

แบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะเห็นได้อยู่แล้วว่า การเดินทางไปในสังสารวัฏ ท่องเที่ยวไปแบบไม่มีต้น ไม่มีปลาย อย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะลงนรกได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสนะว่า เดินทางไปเรื่อยๆ คิดจะเดินทางไปแบบไม่รู้จบ แล้วจะมาตั้งจิตบอกว่า ขออธิษฐานเป็นสัมมาทิฏฐิไปทุกภพทุกชาตินี่ ไม่ได้

มีทางเดียวนะครับ ก็คือ ต้องเดินทางตรง ตัดตรง ออกจากสังสารวัฏ โดยการเข้านิพพานไปเสีย!

_________________

คำถามเต็ม: คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดถ้าเรายังต้องตกไปอบายอยู่จะต้องทำยังไงครับหรือถ้าพลาดไปแล้วต้องทำใจอย่างเดียวครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน www.เสียงสติ.com
30 พ.ย. 2562

ขอวิธีฆ่าตัวตนสำหรับคนที่อยากฆ่าตัวตาย


ดังตฤณ : จริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ ที่เราจะคิดว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา กายนี้ไม่เที่ยง กายนี้เป็นอนัตตา อะไรต่างๆ แล้วจะทำให้ตัวตนดับไป ไม่ได้ง่ายแบบนั้น ถ้าง่ายแบบนั้นก็คงไม่ต้องรอพระพุทธเจ้ามาอุบัติ

แต่ถ้ากำลังอยากฆ่าตัวตายอยู่ กำลังมีความเศร้าหมอง จะเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงก็ตาม หรือว่า จะด้วยเหตุที่มีความกดดันในชีวิตเกินกว่าจะทนต่อก็ดี มีวิธีแบ่งเบา มีวิธีช่วยได้แบบง่ายๆนะครับ

อย่างเช่น ที่ทำ เสียงสติ เวอร์ชั่นพร้อมนอน ก็เพื่อบุคคลกลุ่มนี้โดยเฉพาะเลยนะ ประเภทที่ซึมเศร้า แล้วก็ไม่อยากจะทนมีชีวิตต่อ
ฟังแล้ว แล้วนึกถึงลมหายใจเข้าออก จนเกิดความรู้สึกว่าลมหายใจเป็นความสดชื่น แล้วจิตที่มีความสว่าง จิตที่มีความปลอดโปร่ง เหมือนกับได้ reset ให้ชีวิตกลับมานับหนึ่งใหม่ได้ โดยไม่ต้องฝืน โดยไม่ต้องแกล้งคิด โดยไม่ต้องบังคับใจตัวเองให้รู้สึกไป ทั้งๆที่ไม่พร้อมจะรู้สึกนะครับ
เรามาเอาความสดชื่นนี้กลับมานะครับ หาจุดที่มีพลัง หรือจุดที่มีกำลังใจ

แต่ถ้าใช้ เสียงสติ แล้วบอกว่าไม่ work หรือว่าบางคนมีรายงานบอกว่า คนซึมเศร้า พอฟัง เสียงสติ แล้ว ปวดหัวก็มีนะ
เหตุผลก็เพราะว่า ฟังแล้วเกิดความรู้สึกรำคาญตั้งแต่วินาทีแรก เสร็จแล้วก็ไปจ่ออยู่กับใจที่รำคาญอยู่ตรงนั้น ก็ยิ่งรำคาญหนักขึ้นจนกลายเป็นปวดหัวได้ ก็ไม่ต้องใช้ เสียงสติ ก็ได้นะครับ

จะอาศัยวิธีการแบบธรรมดาๆ อย่างไรก็ตาม เช่น ไปสวดมนต์ หรือว่า อาจจับกลุ่มกัน กลุ่มคนซึมเศร้านี่ ... แต่บางทีก็ต้องมีผู้นำที่ดีนิดหนึ่งนะ ... บางกลุ่มแชท พอจับกลุ่มกัน หัวอกคนซึมเศร้าด้วยกัน เสร็จแล้วก็มีคำด่า นอกจากไม่ช่วยให้ดีขึ้นแล้ว ยังจะทำให้นึกอยากฆ่าตัวตายเร็วขึ้นนะ

ลองจับกลุ่มในแบบที่มีความตั้งใจดีนะครับ อย่างคนคิดอยากฆ่าตัวตาย พูดจริงๆ พวกที่มีความซึมเศร้าจริงๆ มักจะไม่ได้ต้องการวิธีการว่า ทำอย่างไรถึงจะหายซึมเศร้านะครับ อย่างไปออกกำลังอะไรนี่ คนส่วนใหญ่ที่เป็นซึมเศร้าจะไม่พร้อมที่จะออกแรงนะครับ อยากได้อะไรที่เสกปิ๊งเดียวหายเลย ซึ่งผมก็พยายามแล้วนะ ใช้ เสียงสติ เวอร์ชั่นพร้อมนอน แต่ก็ไม่ใช่จะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ

กลุ่มคนเป็นโรคซึมเศร้า มีทั้งอยากจะช่วยเหลือตัวแอง มีทั้งอยากจะให้คนอื่นช่วยเหลือ
ถ้าเป็นกลุ่มประเภทที่อยากจะให้คนอื่นช่วยเหลือ พูดตรงๆ จะยากนิดหนึ่งนะครับ แล้วถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะเป็นเหมือนกับตัวกระตุ้น ให้เขาเกิดความอยากจะกลับมามีชีวิตได้ พูดง่ายๆ ต่อให้เราเป็นพ่อเป็นแม่นะ บางทีความสัมพันธ์ที่ผ่านมา จะเป็นตัวกำหนดด้วยว่า เขาอยากจะอยู่เพื่อเราต่อหรือเปล่า

ก็ต้องดูความสามารถของเราเองด้วยนะครับ ดู background พื้นจิตพื้นใจของเขาด้วย ว่าเป็นกลุ่มประเภทไหน อยากให้คนอื่นอุ้ม ช้อนขึ้นมาจากน้ำ แล้วตัวเองไม่ต้องทำอะไร กับกลุ่มที่อยากจะช่วยเหลือตัวเอง อยากจะให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติ ให้เหมือนกับคนปกติธรรมดาเขา

ถ้าหากว่าเป็นประเภทที่อยากให้ตัวเองหาย แล้วก็เต็มใจที่จะทำทุกวิถีทาง อันนี้ก็มาคุยกันได้ ว่าเราจะทดลองฟัง เสียงสติ พร้อมนอนดูไหม หรือว่าจะลองสวดมนต์ด้วยกัน สวดหลายๆ รอบ เพื่อที่จะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา แล้วก็ดูว่าจะมีความคืบหน้า จะมีอาการที่ใจไขความสว่างให้เพิ่มขึ้นได้ไหม มีความสดชื่นเพิ่มขึ้นได้ไหม

ถ้าหากว่าทำอะไรก็ตามแล้วมีความสดชื่นมากขึ้น มีจิตใจที่สว่างมากขึ้น แล้วทำบ่อยๆ มีความเต็มใจที่จะทำอีกเรื่อยๆ ตรงนี้แหละที่จะมีหวัง
ถ้าพ้นไปจากนี้ ประเภทที่ทำแล้วฝืนใจ ทำแล้วไม่เกิดความสดชื่น ทำแล้วไม่มีความสุข ก็บอกตรงๆว่ายากนะ เป็นเรื่องยากมาก!

____________________

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน www.เสียงสติ.com
30 พ.ย. 2562