วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ตอนนี้ใช้ยาแก้โรคซึมเศร้า เวลาสวดมนต์หรือทำสมาธิจะง่วง แก้ยังไงดีคะ อยากใช้วิธีนี้ช่วยรักษาโรคค่ะ ..


ดังตฤณ :  ก็ดีนะครับ อนุโมทนาที่ตั้งใจแบบนั้น เพราะว่าผมเห็นมาเยอะมากเลยนะ ที่ต้องใช้ยาเนี่ย แล้วก็ได้รับคำยืนยันจากหมอหลายๆท่านว่า อย่าเลิกต้องใช้ไปเรื่อยๆ สำหรับบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอาการหนัก ต้องใช้ไปตลอดชีวิตอะไรแบบนี้ แล้วพยายามที่จะ .. คือช่วยกันหารครึ่งนะ ไม่ใช่ว่ากระโดดมาภาวนาอย่างเดียวนะ มาใช้วิธีสวดมนต์ มาใช้วิธีนั่งสมาธิหรือว่าเดินจงกรม แล้วปรากฏว่า สามารถลดยาได้ โดยมีหมอเป็นผู้สำรวจตรวจผล ไม่ใช่นึกจะลดๆเองนะ ต้องให้หมอดู หมอจะทั้งฟังเราพูด แล้วก็ตรวจดูอาการ ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะวิชาชีพของท่านนะครับ

อันนี้บอกได้ว่า หลายคนมากๆเลย ที่ผมเห็นมาแล้วสามารถลดยาได้จริง แล้วก็ไปถึงขั้นเลิกยาได้เด็ดขาดด้วย เนี่ยถ้าใครยังไม่เคยจะลอง ไปดูที่นี่ก็ได้ www.เสียงสติ.com เป็นเทคโนโลยีทางเสียงที่ช่วยให้สมองถูกจูนให้ช้าลง แล้วอาการซึมเศร้าเนี่ย มันเกี่ยวกันโดยตรงนะ ถ้าสมองช้าลง คิดอะไรได้แบบมีสมาธิมากขึ้น โอกาสที่โรคซึมเศร้ามันจะทุเลาเบาบางลง มันสูงมากๆเลยนะครับ

บางคนเนี่ย อยู่ในฟีดแบคที่อยู่ในหน้า เสียงสติ.com บางคนใช้แล้วหายเลยก็มีนะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย มันขึ้นอยู่กับว่า เราใช้ชีวิตยังไง แล้วก็เปลี่ยนวิธีคิดไปได้ท่าไหนด้วย

ผมให้ข้อสังเกตว่า ถ้าหากว่าเราสวดมนต์ได้แบบมีความสงบ สงบอกสงบใจได้แล้วเนี่ย เราจะสามารถเอาวิธีคิดแบบตอนสวดมนต์เนี่ย ไปใช้ในระหว่างวันได้ถ้าฝึกนะครับ

ทีนี้เรื่องของเรื่องก็คือ คนส่วนใหญ่สวดมนต์กันผิด คนไทยนะครับ สอนกันมาตั้งแต่เด็กๆเลย แล้วก็สอนกันในขณะที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา พูดกันง่ายๆ พูดกันตรงๆเลยนะ แม้แต่ไปที่วัด ก็สอนให้สวดขอพร ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าพระศาสดาตรัสชัดเจนนะครับว่า ตถาคตเลิกให้พรนานแล้ว

พระพุทธเจ้าไม่เคยให้พรใครเลยนะครับตลอดพระชนมายุที่พระองค์สั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์อยู่ตลอด ๔๕ พรรษา เพราะว่ารู้ว่าการให้พร หรือว่าการขอพรเนี่ย มันมีส่วนทำให้จิตอ่อนแอ มันทำให้เกิดจิตแบบผู้ขอขึ้นมา ซึ่งมันจะไม่เป็นไปตามคำสอนเรื่อง อัตตาหิ อัตโนนาโถ ซึงเป็นคำสอนหลักนึงของพุทธศาสนานะครับ

การสวดมนต์ที่ถูกต้อง และบทสวดที่ดีที่สุดเป็นอิติปิโส เพราะอะไร เพราะว่าอิติปิโสเป็นการปรุงแต่งจิตให้มาถูกทาง คือสรรเสริญอย่างเดียว สรรเสริญลูกเดียว ไม่มีการขออะไรทั้งสิ้นนะครับ สรรเสริญสดุดีคุณวิเศษของพระพุทธเจ้า พระธรรมของพระองค์ แล้วก็อริยสงฆ์สาวกของพระองค์ว่า มีความพ้นทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ แล้วถ้าหากว่า เราสวดมนต์ถูกต้องเนี่ยนะ ตั้งใจแค่สวดอิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา ถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา ไม่ตั้งใจขออะไรอย่างอื่น ขอแค่มีความสุขที่ได้พูดอะไรดีๆ พูดถึงแง่ดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เนี่ยแค่นี้เนี่ย ถ้ามาถูกทางการสวดมนต์ที่แท้จริงเนี่ย จิตมันเกือบเป็นสมาธิตั้งแต่นาทีแรกแล้ว

แล้วถ้าคุณจำได้ว่า อาการทางใจ ณ ขณะสวดมนต์ มันเป็นไปเพื่อที่จะให้จิตมันสบาย ให้ใจมันเปิดออก ไม่เอาเรื่องเอาราวใคร ไม่จุกจิก ไม่คิดในทางขอเอาเข้าตัว มีแต่การเปิด มีแต่การแผ่ออกไป มันจะมีภาวะของเมตตาจิตขึ้นมา

ซึ่งเมตตาจิตเนี่ย พอเราจำเอาไปใช้ในระหว่างวัน มันก็จะเกิดความรู้สึกว่า แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ก็เหมือนกับสวดมนต์ได้ อาการคล้ายๆเลียนแบบการสวดมนต์ เวลาพูดจากับใครเนี่ย พูดเหมือนกับพูดตอนสวดมนต์ พูดชัดถ้อยชัดคำ พูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกดี พูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ใจนิ่มนวลเป็นสมาธิ อย่างนี้คุณจะพบว่า ตัวเองมีความสุขเอ่อขึ้น เอ่อขึ้น แล้วในที่สุด ถึงจุดหนึ่งนะ จิตมีความนิ่มนวลเป็นสุขเป็นเมตตาได้เป็นปกติขึ้นมา อาการซึมเศร้าเนี่ยมันแพ้ราบเลย คือไม่แพ้แบบหายไปทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ยาอยู่เนี่ยนะ มันไปถึงสมองแล้ว มันลาม เชื้อความซึมเศร้าเนี่ย มันกินสมองแล้ว มันหลั่งสารอะไรที่มันไม่ดีออกมาเรื่อยๆแล้ว สารแห่งความทุกข์ สารแห่งความเจ็บปวด สารแห่งการคิดทำร้ายตัวเอง มันต้องมีความสุขที่ต่อเนื่องยาวนานในแบบพุทธ ในแบบสวดสรรเสริญ ในแบบที่จะให้จิตเนี่ย เปิดแผ่ออกนานพอสมควร อาจจะกินเวลาอาทิตย์นึง เดือนนึง หรือบางคนอาจจะเป็นปี

แล้วคุณจะพบว่า โรคซึมเศร้าที่เขาบอกว่า มันต้องใช้ยาตลอดชีวิต เพราะว่าคนซึมเศร้าส่วนใหญ่ ไม่มีความสามารถที่จะเป็นสุขขึ้นมา จนเอาชนะความทุกข์ที่ท่วมท้นชีวิตได้แค่นั้นเอง

แต่ถ้าหากว่า เราสามารถสร้างสุขออกมาจากภายใน มีสติมีความสุขที่ถูกต้องนะ ไม่ใช่มีสติในแบบที่ไปพยายามทำอะไรฝืนๆเกร็งๆ แล้วเกิดความรู้สึกว่า ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่เนี่ยนะครับ อันนี้คือ คุณจะพบคำตอบด้วยตัวเองนะครับว่า พุทธศาสนาเรา แค่เริ่มต้นมา หากว่าเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกแง่ทุกมุมจริง แม้กระทั่งการสวดมนต์ ก็ไม่ใช่สวดเพื่อจะอ้อนวอนขอ แต่สวดเพื่อที่จะให้ใจเนี่ย มันมีความสุขกับการแผ่ออกเป็นเมตตา เนี่ยแค่นี้เนี่ย เริ่มต้นขึ้นมามีความสุขได้ โดยไม่ต้องซื้อหาจากไหนแล้ว ไม่ต้องไปเข้าครอสที่ไหนแล้วนะครับ

---------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ตอนนี้ใช้ยาแก้โรคซึมเศร้า เวลาสวดมนต์หรือทำสมาธิจะง่วง 
                              แก้ยังไงดีคะ อยากใช้วิธีนี้ช่วยรักษาโรคค่ะ
ระยะเวลาคลิป           ๘.๒๒ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=6jpN5dF2ZmU&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=33

(เกริ่นนำ) ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ภาวนาพุทโธถึงมรรคผลได้อย่างไร?


ดังตฤณ :  สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

คืนนี้เป็นคำถามที่สะสมมานานนะครับ หลายท่านก็เกิดความรู้สึกสงสัย สงสัยไปแล้วก็ทำไปด้วย

อย่างการปฏิบัติภาวนาพุทโธ ที่ทำๆอยู่มีความเคยชิน เพราะว่าตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่สอนมาว่า ให้ภาวนาพุทโธไป ภาวนาแล้วมีสิทธิ์ได้ถึงมรรคผลมั้ยนะครับ

เอาเป็นว่าคนส่วนใหญ่นะ ไม่สงสัยหรอก รู้แต่ว่าท่านว่ามาแบบนี้ เราก็เอาแบบนี้ ทีนี้จริงๆคือ เราจะสามารถเห็นได้จากจุดเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่จุดเล็กจุดใหญ่เลยแหละ แต่ว่าเป็นเรื่องที่คนมองว่าเป็นอะไรเล็กน่ะนะครับ

การภาวนามีอยู่สองแบบนะครับ คือ ภาวนาตามๆกัน กับภาวนาอย่างรู้ว่าจะเอาอะไร อย่างถ้าแค่รู้สึกว่าโลกมันวุ่นวายนัก ชีวิตการงานประจำวัน มันทำให้ฟุ้งซ่าน แล้วเกิดความอยากจะมาสงบ มาภาวนาพุทโธ หรือมาสวดมนต์เนี่ย ก็จะไม่คิดอะไรมาก เอาแค่รู้สึกสบายใจที่ได้ทำ รู้สบายใจว่า เราได้ภาวนาอยู่บนเส้นทางที่เขาว่ากันว่า เป็นวิธีภาวนาแบบพุทธนะครับ

ขณะที่อีกกลุ่มนึงเนี่ย ไม่พอใจแค่เรื่องภาวนาตามๆพ่อแม่ หรือว่าครูบาอาจารย์สอนมา คือไม่มีความรู้สึกว่าอิ่มใจ ถ้าไม่ได้รู้ว่า ที่บอกให้ภาวนาพุทโธ ภาวนาไปแล้วได้อะไร ภาวนาแล้วได้ .. เป้าหมายของพุทธศาสนาคือมรรคผลมั้ยนะครับ

อันนี้จริงๆแล้วเนี่ย ถ้าเราเริ่มฉุกคิดว่า เหมือนกับภาวนาพุทโธไป พุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วถึงจุดหนึ่ง ถามตัวเองขึ้นมาว่า ภาวนาพุทโธแล้วได้อะไร ทำไมถึงเลือกภาวนาพุทโธ ถ้าใจตัวเองคือถ้ามันถึงจุดนึงที่เริ่มเหมือนกับทำได้แล้ว แล้วก็มีคำว่า “พุทโธ” อยู่ในใจคงเส้นคงวาแล้ว

ทีนี้พอเริ่มเหมือนกับเป็นสมาธิ มันก็จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา พอเริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้วถาม กล้าถามนะว่า ทำไมถึงเลือกภาวนาพุทโธคือถามตัวเองนะครับ ไม่ใช่ถามพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์นะว่า ทำไมถึงให้ภาวนาพุทโธ แต่ถามตัวเองว่า ทำไมถึงภาวนาพุทโธ

ส่วนใหญ่ก็จะมาถึงคำตอบว่า เพราะครูบาอาจารย์บอกมา หรือตัวเองโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า ถูกจริต รู้สึกว่าภาวนาพุทโธแล้วใจมันเงียบลงได้ ใจมันหายฟุ้งซ่านได้ หรือบางคนมาถึงจุดที่ถามตัวเองว่า กี่ปีกี่ปีภาวนาพุทโธไป ก็ยังไม่เกิดความสงบ ยังไม่เกิดความรู้สึกว่า ตัวเองรู้เห็นอะไรหรือว่ากิเลสลดลงได้บ้างเลยนะครับ ตรงนี้แหละ ที่มันจะมาถึงทางแยก มาถึงจุดตัด

บางคนถามต่อไปอีก ถามตัวเองนะว่า พุทโธเนี่ย ทำให้เราภาวนาก้าวหน้ามั้ย หรือพุทโธดีๆแบบมีคุณภาพเนี่ย พาเราไปเห็นอะไรได้บ้าง แค่ทำตามครูบาอาจารย์ คือศาสนาพุทธเรานะ ศาสดาของเราเนี่ย ไม่ปลื้มนะครับ คือท่านบอกเลยบอกว่า ถ้าอยากรู้นะว่า ภาวนาไปเจริญก้าวหน้าแค่ไหน ให้สำรวจดูว่า กิเลสลดลงบ้างหรือเปล่า ราคะ โทสะ โมหะ โลภะ โทสะ โมหะ ลดลงบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวที่เป็นแก่นหลัก หรือว่าตัวชูโรงของศาสนาเรานะ คือตัวโมหะเนี่ย

ถ้าหากว่า โมหะ หรือความหลงยึด หลงอุปาทานไปว่า หลงอุปาทานอะไรไปเพี้ยนๆ ยังลดลงไม่ได้เนี่ยนะครับ ถือว่าการภาวนายังไม่เจริญก้าวหน้า

ยกตัวอย่างเช่น ตัวเองนี่เป็นคนที่เหนือกว่าคนอื่นเขาทั้งโลก เพราะว่าภาวนาพุทโธได้ แบบนี้เนี่ยนะครับ คือถือว่า การภาวนาแบบพุทธยังไม่เจริญก้าวหน้าขึ้น

แต่ถ้าภาวนาพุทโธแล้ว เกิดความรู้สึกว่าใจเบา มีความรู้สึกว่ายึดมั่นถือมั่นน้อยลง นี่ตัวนี้แหละเริ่มบอกได้ว่า คือเหมือนกับเป็นสัญญาณบอกได้จากจิตตัวเองว่า เริ่มมาถูกทาง เริ่มมาตามทางแห่งความเจริญก้าวหน้า

คราวนี้เรามาดู สำรวจดู ถ้าหากว่าใครเคยภาวนาพุทโธ จนกระทั้งเกิดความสงบจิตสงบใจได้ จะเห็นว่า จุดประสงค์ของพุทโธเนี่ยนะ มันเปลี่ยนจากความคิดแบบสุ่ม ให้กลายเป็นความคิดที่แน่นอนนะครับ

จากคิดอะไรก็ไม่รู้ มีภาพอะไรเต็มหัว แล้วก็มีคำอะไรก็ไม่ทราบมาพัน มาฟุ้งมั่วอยู่ในกลางกะโหลกของเรา เปลี่ยนมาเป็นคำแค่สองคำ ที่มีความแน่นอนคือ “พุทโธ” สองพยางค์เท่านี้ พุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วก็เปลี่ยนจาก อาการคิดแบบวกวน อย่างบางคนเนี่ย ถ้าปล่อยให้นั่งอยู่เฉยๆตาลอยเนี่ยนะครับ มันจะวนไปวนมาเรื่องเดิมได้เป็นร้อยรอบ

บางคนนะครับ คิดว่าตัวเองกำลังกลุ่มใจ กำลังคิดหาทางแก้ปัญหา แต่แท้ที่จริงแล้วเนี่ย มันวนรอบว่า ตกลงใจว่าจะทำอย่างนี้ เสร็จแล้วอีกหนึ่งนาทีต่อมา ถ้ายังนั่งอยู่ถ้าเดิม ลืมไปแล้วว่าเคยตกลงใจกับตัวเองยังไง กลับมาคิดใหม่ จะเอายังไงดี มีคำว่า จะเอายังไงดีทุกหนึ่งนาทีสองนาที วนรอบไป วนรอบมา

แต่ถ้าหากว่าเป็น พุทโธ วิธีคิดของเราจะเป็นเส้นตรง พุทโธ พุทโธ พุทโธ มีอยู่แค่คำเดียว ที่มันพาเราไปสู่อะไรนะครับ เส้นตรงเนี่ยพาไปสู่เป้าหมาย คือจิตของเราเอง ที่มันมีความสงบลง คือการเดินทางภายนอกเนี่ย มันคือการเดินทางพุ่งไปข้างหน้า แต่การเดินทางภายใน อย่างคำบริกรรมพุทโธเนี่ย จุดมุ่งหมายจริงๆคือ ให้พุ่งเข้ามาข้างใน หาจิตหาใจที่มีความสงบเรียบร้อยของตัวเอง อันนี้คือข้อแตกต่างอย่างชัดเจนนะครับว่า การคิดแบบสุ่มปล่อยจิตปล่อยใจไปเฉยๆกับการมานั่งภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ มันมีความต่างกันยังไงนะครับ

เปลี่ยนจากความคิดแบบสุ่มไม่แน่นอน เป็นความแน่นอน เปลี่ยนจากอาการคิดแบบวกวน วกไปวนมาเป็นวงกลม กลายเป็นเส้นตรงนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เนี่ย เราก็จะได้เห็น ถ้าหากว่าเราภาวนาพุทโธจริงๆนะครับ มันจะพอไปถึงสมาธิได้

ทีนี้การที่แต่ละคนภาวนาไม่กี่ครั้งนะครับ ภาวนาพุทโธแล้วเกิดสมาธิขึ้นมาได้ กับอีกคนภาวนาเป็นสิบปีไม่เคยได้ความสงบเลย มันแตกต่างกันตรงไหน

ถ้าหากว่าคุณได้ยินเสียงพุทโธของแต่ละคนนะครับ ที่อยู่ในหัวของแต่ละคน คุณจะรู้เลยว่า ดังเบาไม่เท่ากัน ช้าเร็วไม่เท่ากัน แล้วก็มีความสม่ำเสมอไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจิต แล้วก็วิธีคิดของแต่ละคนว่า มีทุนอะไรมานะครับ

ถ้าคนที่ภาวนาพุทโธไปแล้วมีความสงบได้ จะเป็นพุทโธ พุทโธ พุทโธ มีความสม่ำเสมอ มีความคงเส้นคงวา เสียงไม่ดังเกินไป แล้วก็ไม่เบาเกินไป ขณะที่คนที่ภาวนาพุทโธแล้วประสบความล้มเหลวตลอดเนี่ย ก็เพราะว่า เป็นพุทโธแบบเดียวกันกับที่มีความคิดฟุ้งซ่านปกตินั่นแหละ ไม่ไดแตกต่างกันเลยนะครับ พุทโธเป็นแค่เสียงของความฟุ้งซ่านเสียงหนึ่งเท่านั้น

เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจโดยง่าย เดี๋ยวเรามาดูพร้อมๆกัน (ขึ้นคำภาวนา)
                                  พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
ถ้าคุณอ่านเหมือนอ่านปกติเลยนะเหมือนอ่านตัวหนังสือปกติ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ  
ลองฟังเสียงในหัวของตัวเองว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือตามปกติเนี่ย
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ 
เสียงในหัวมันเป็นเสียงกระซิบดัง หรือเบาแค่ไหน แล้วก็มีจังหวะสม่ำเสมอเพียงใด

ถ้าหากว่าเราไล่สายตาไปได้นะ จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง เหมือนกับอ่านหนังสือปกติ แล้วเราสามารถจำได้ว่าเสียงพุทโธ พุทโธ พุทโธ ตอนเราอ่านหนังสือเป็นอย่างไร จำเอาเสียงพุทโธนั้นไปใช้ ก็จะเกิดความเป็นสมาธิขึ้นมา อันนี้ให้ดูแบบง่ายที่สุดเลยนะ

คุณจะไปเขียนเอาเองก็ได้ ใส่กระดาษไว้ แล้วก่อนที่จะภาวนาพุทโธ ลองมาอ่านแล้วจำให้ได้ว่า เสียงกระซิบที่มันมาดังขึ้นมาในหัวคำว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ ที่ทำให้รู้สึกว่านิ่งๆสบายๆได้เนี่ย มันดังประมาณไหน แล้วมีความสม่ำเสมอเพียงใด อันนี้ก็เป็นอุบายเป็นเครื่องช่วยให้เสียงพุทโธในหัวสม่ำเสมอนะครับ

ทีนี้มาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะสงสัย หรืออยากถามว่า แล้วผม(คุณดังตฤณ)ภาวนาพุทโธรึเปล่า แต่ก่อนเคยภาวนาพุทโธ ผมทำมาหมดแหละ ตามที่มีสอนอยู่ในประเทศไทย หรือแม้แต่ในฝั่งตะวันตก สมาธิแบบที่เขาว่ากันว่าดีที่สุด เลิศที่สุดอะไรต่างๆลองมาหมดแล้ว แต่คือโดยส่วนตัวนะครับก็พบว่า ถ้าใครได้เจออานาปานสติของพระพุทธเจ้าก่อน แล้วทำอย่างมีความเข้าใจจริงๆนะ ทำอย่างถูกต้องจริงๆนะ มันจะมีข้อเปรียบเทียบกับวิธีภาวนา หรืออุบายภาวนาต่างๆนะครับ

ถ้าเป็นพุทโธอย่างที่ครูบาอาจารย์สอนจริงๆ เอาแบบถูกทางจริงๆนะครับ ท่านจะสอนนะว่า เมื่อภาวนาพุทโธไปจนกระทั่งจิตเงียบลง พุทโธจะหายไป ท่านมักจะใช้คำนี้กัน พุทโธหายไปเนี่ยกลายเป็นเจอจิตที่ว่างจากความคิด นั่นแหละภาวะอันนี้ คือภาวะของสมาธิ

แล้วท่านก็สอนต่อว่า จิตที่ว่าง จิตที่รู้สึกว่าว่างๆไม่มีคำในหัว ไม่มีพุทโธ ไม่ต้องไปพยายามหาพุทโธกลับมา ให้ดูต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นในหัวของเรานะครับ ที่นึกว่าว่างมันว่างจริงมั้ย มันว่างได้นานแค่ไหน ก่อนที่เคลื่อนจากความว่างไปเป็นความวุ่น หรือเกิดภาพเกิดนิมิต เกิดอะไรขึ้นมาเป็นความปรุงแต่งทางจิต ท่านให้ดู เพื่อให้รู้ว่ามันของหลอกหมดเลย มันไม่เที่ยงหมดเลย ถ้าอะไรเที่ยง อันนั้นถึงจะเป็นของจริง แต่ถ้าไม่เที่ยง มันเป็นของหลอกล้วนๆ เป็นของหลอกทั้งหมด นี่ท่านให้ดูตรงนี้

ทีนี้ถ้าอย่างคนทำอานาปานสติ แล้วเกิดความเข้าใจว่า มันก็พาไปถึงจุดที่จิตเกิดความเงียบ จิตเกิดความสว่าง แล้วก็จิตมีความสามารถที่จะเห็นว่า ภาวะที่ผุดขึ้นมาในใจ ผุดขึ้นแล้วก็หายไป ผุดขึ้นแล้วก็หายไป ไม่ต่างกันกับตอนที่มาถึงสมาธิเพราะพุทโธ นี่ตรงนี้เป็นความเข้าใจที่สำคัญมาก

แล้วก็บางทีนะ คนเถียงกันแทบตายว่า อันไหนดีกว่า อันไหนใช่กว่า อันไหนพระพุทธเจ้าสอน เสร็จแล้วไปไม่ถึงจุดที่พ้นจากเปลือก

เปลือกเนี่ย ไม่ว่าจะภาวนาแบบไหนก็ตาม มันไปถึงจุดหนึ่ง ที่จิตเงียบลงจากความคิด แล้วก็มีความสามารถที่จะรู้ถูกต้องตามจริงว่า กำลังเกิดภาวะอะไรภายในขอบเขตกายใจนี้ พอถึงสมาธิแล้วมันมาตัดเชือกกันตรงนี้แหละว่า ก่อนที่จะถึงสมาธิ เรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิรึเปล่า

ถ้าหากว่ามีสัมมาทิฏฐิประกอบอยู่ในจิตนะครับ ประกอบกับสมาธิตรงนั้นเนี่ย จิตจะทำงานต่อทันที อย่างถูกต้องตรงทางแบบพุทธ คือรู้ว่าภาวะจิตที่ว่างๆนั้น เป็นภาวะสมาธิ เป็นจิตดวงหนึ่งในหลายๆดวง จิตที่ฟุ้งซ่านก็เป็นจิตดวงนึง จิตที่เป็นสมาธิก็เป็นจิตอีกดวงนึง ไม่ใช่ว่าพอไปถึงความเป็นสมาธิแล้ว อ้อเนี่ยเพิ่งเจอจิต ไม่ใช่นะครับ

แม้กระทั่งจิตที่คิดๆนึกๆ กำลังพูดกำลังฟังอยู่ขณะนี้ ก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตที่ได้ยิน แล้วก็คิดปรุงแต่งตามคำพูด หรือตัวผม จิตในขณะนี้ตั้งใจพูดตั้งใจสื่อสาร มันก็เป็นจิตที่ประกอบด้วยกรรมทางความคิด ตั้งใจพูดตั้งใจสื่อ ส่วนผู้ฟังๆแล้วรู้เรื่องรึเปล่า ฟังแล้วตั้งใจฟังรึเปล่า อันนี้เนี่ยต่างคนต่างก็มีจิตของตัวเอง เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตชนิดที่คิดๆนึกๆมีสมาธิแบบที่จะพูด มีสมาธิแบบจะฟัง

แต่ตอนที่เราภาวนาพุทโธ หรือว่าเจริญอานาปานสติไปจนกระทั่งเกิดความนิ่งเงียบขึ้นมา มีความสว่างว่างทั่วห้องขึ้นมาเนี่ย อันนั้นเป็นภาวะจิตอีกแบบหนึ่ง ที่มันมีความพร้อมจะรู้สภาวะภายในของตัวเองนะครับ ในขอบเขตของกายใจนี้ ที่มันปรากฏแสดงอะไรให้ดู

อย่างบางคน ถ้าหากว่าเจริญสติมาตามแนวที่จะเห็นลมหายใจกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เสร็จแล้วรู้ว่า ไอ้ที่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงนั้น เป็นการกระเพื่อมของกระดูกซี่โครง ก็จะเห็นเลยว่า พอจิตนิ่งเงียบลงไป มีความใส มีความสว่าง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกก็คือ ซี่โครงเนี่ยมันแจ่มชัดมาก แจ่มชัดแบบ เออทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งๆที่มันอยู่ตรงนี้แหละมาตั้งแต่เกิดนะครับ

ส่วนถ้าใครไม่ได้ดูกาย หรือว่าดูสภาวะของจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยงมาก่อนเนี่ยนะครับ ภาวนาพุทโธไปถึงจุดที่จิตนิ่งเงียบแล้ว มันกลายเป็น เออเงียบแล้วไม่รู้จะทำอะไร ว่างแล้วไม่รู้จะดูอะไรต่อ เนี่ยตัวนี้แหละ ที่เป็นจุดตัดเชือกว่า สมาธิของเราไม่ได้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ คือถ้าเงียบๆนิ่งๆว่างๆไปแล้ว เออสบายจัง เนี่ยอันนี้มิจฉาสมาธิ ไม่ได้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ เป็นสมาธิที่ไม่ได้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ

บางคนหนักกว่านั้นนะ พอจิตนิ่งเงียบไปแล้วเนี่ย คิดขึ้นมาเลยว่า จะเอาไปสนองตัณหาแบบไหนดีนะครับ คืออยากเห็นนรก สวรรค์ ก็ไปสร้างภาพขึ้นมาแบบภาพฝัน ไม่ได้ไปเห็นจริงๆ แต่ก็เข้าใจว่าฉันเห็นแล้ว คือพอจิตเป็นสมาธิ มันก็เหมือนกับจิตตอนหลับ มันมีความสามารถที่จะฉายภาพให้ตัวเองดูตามที่ต้องการ เพียงแต่ว่า มันจะแจ่มชัดกว่าในฝันเยอะ แล้วก็มีความรับรู้อะไรที่มันคงเส้นคงวานะครับ

อย่างบางคนก็บอก .. อันนี้จริงๆนะผู้ชายหลายคนเลย อยากไปดูผู้หญิงโป๊ คืออยากถอดจิตไปดูคนเขาอาบน้ำกันอะไรแบบนี้ เนี่ยคือมันเป็นไปได้สารพัด

หรืออย่างที่เห็นกันเยอะที่สุดก็คือว่า ไปส่องดูเลขว่าจะออกอะไร ต้นเดือน กลางเดือน นี่ก็เป็นเรื่องที่เราสามารถเห็นกันได้ชัดๆในชีวิตประจำวันของผู้ปฏิบัติเลยว่า ไปถึงจุดที่เป็นสมาธิแล้วจะเกิดจุดตัด ที่แบ่งว่าใครมาตามเส้นทางสัมมาทิฏฐิ หรือว่าใครมาตามเส้นทางกิเลสๆ ที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปเป็นกันนะครับ

อย่างของผมเองเนี่ย ผมเคยถามตัวเองว่า ภาวนาพุทโธกับดูลมหายใจไป มันต่างกันยังไง ผมก็พบว่า พอถึงจุดที่เป็นสมาธิจริงๆเนี่ย โอเคมันไม่ต่างกัน แต่ถ้ารู้ลมหายใจ ถ้าเจริญอานาปานสติมาถูกทาง มันจะขึ้นทางได้ไวกว่า ใช้เวลาสั้นกว่า เพราะว่ามันไม่มีคำอยู่ในหัวมาตั้งแรก คือถ้ามีความชินกับการรู้ลมหายใจเข้า-ออก สั้น-ยาว ได้เป็นปกติเนี่ย พอจิตมีวาระเดียวนึกถึงลมหายใจเข้า หายใจออกเนี่ย เห็นซี่โครงกระเพื่อมขึ้น กระเพื่อมลงเนี่ย มันส่องกายได้เลย เหมือนหลวงปู่เหรียญเคยสอนผมนะครับ ท่านบอกว่า ถ้าจะเอาให้นับว่าตัวเองแน่ใจว่า ภาวนามาได้จริงๆ ให้จิตมันสว่างขนาดทีเหมือนกับเราเปิดไฟห้องด้วยการแตะสวิซต์แค่กิ๊กเดียว ถ้าแตะแล้วไฟในห้องมันสว่างขึ้นมาได้ ขับไล่ความมืดได้ เนี่ยอันนี้มันจะเริ่มชัวร์แล้วว่า เรามีจิตที่พร้อมภาวนา

คือไม่ใช่ว่าเอาสว่างเฉยๆนะ แต่สว่างขึ้นมาเพื่อเห็นว่า มีอะไรอยู่ในห้องบ้าง เหมือนกับที่เราภาวนามาเนี่ย เพื่อให้จิตสงบลงเป็นสมาธิ มีความสว่างพร้อมที่จะรู้ว่า อะไรบ้างภายในขอบเขตกายใจที่มันไม่เที่ยง ยิ่งเราส่องดูด้วยความสว่างของจิตที่เป็นสมาธิได้มากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความแจ่มกระจ่างว่า พระพุทธเจ้าท่านอยากให้เห็นอะไรนะครับ

อย่างถ้าบางทีเนี่ย อันนี้ส่วนตัวนะครับ พอภาวนาพุทโธไป ไม่ว่าจะภาวนาพุทโธเดี่ยวๆ หรือว่าภาวนาพุทโธกำกับลมหายใจก็ตาม บางทีผมมีความรู้สึกว่า พุทโธอยู่ในหัว แล้วก็ .. อาจจะจริตน่ะนะครับ ความถนัดเฉพาะตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ คือพอพุทโธไปจนเป็นสมาธิ พุทโธไม่ค่อยจะหลุดไปเท่าไหร่ ก็จะมีพุทโธ พุทโธ พุทโธ เรื่อยๆ แล้วมันไม่ได้เห็นกายใจสักที เนี่ยก็อันนี้ก็เป็นความต่างที่คุณต้องสังเกตเอาเองนะครับว่า มันมีความสามารถจะพาคุณเข้าไปเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงได้รึยัง แล้วลดกิเลส โลภะ โทสะ โมหะลงเบาบางลงได้รึเปล่านะครับ

คืออย่ามัวเปรียบเทียบว่า อันไหนดี อันไหนไม่ดี เพราะอย่างถ้าใครภาวนาพุทโธได้อย่างถูกจริตเนี่ยนะครับ ก็จะพบว่าตัวเองเนี่ย พอนึกถึงคำว่าพุทโธแล้วใจมันสบาย ใจมันเกิดความนิ่ง เกิดความเงียบได้ อันนั้นก็ดีสำหรับผู้สามารถทำได้อย่างนั้นแน่ๆนะครับ

แต่ถ้าหากว่า ใครภาวนาพุทโธแล้วเกิดความรู้สึกว่า จิตมันยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ ก็ทดลองดูแบบที่ผมยกให้ดู (ขึ้นภาพคำว่า พุทโธ) เอาไปเขียนใส่กระดาษเองก็ได้นะเขียน
                                  พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
 พุทโธ พุทโธ พุทโธ
แล้วเอาเสียงที่มันเกิดขึ้นในหัวจริงๆ ในระดับความดังเบาแล้วก็ความสม่ำเสมอที่เกิดขึ้นเนี่ย เอาไปภาวนาต่อ อันนี้ก็จะเป็นอุบายหนึ่งนะครับ

หรือถ้าพยายามแล้วก็รู้สึกรุงรังอยู่ดี ก็ทดลองรู้ลมหายใจดูอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีคำบริกรรมกำกับ ขึ้นอยู่กับว่า จะประสบความสำเร็จในการเข้าถึงสมาธิรู้กายรู้ใจได้แบบไหนนะครับ มีความพร้อมรู้นะครับ อันนี้คีย์เวิร์ดนะครับ สงบพร้อมรู้ ไม่ใช่สงบแล้วก็พร้อมที่จะเกิดกิเลสนะครับ (ยิ้ม)

---------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ตอน                             (เกริ่นนำ) ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ภาวนาพุทโธถึงมรรคผลได้อย่างไร?
ระยะเวลาคลิป           ๒๔.๐๐ นาที
รับชมทางยูทูบ               https://www.youtube.com/watch?v=MZdBMntZZzQ&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=36&t=0s

หงุดหงิดง่าย แก้ไขอย่างไร


ดังตฤณ : เป็นคนหงุดหงิดง่ายจะทำอย่างไร ความหมายก็คือ รู้ตัวนะครับว่าเป็นคนหงุดหงิดง่าย แล้วก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นอย่างนั้น

การที่คนเราหงุดหงิดง่าย คนที่ถูกรบกวนมากที่สุดก็คือตัวเอง ไม่ใช่คนรอบข้าง เพราะคนหงุดหงิดง่าย ถึงแม้จะไม่มีเรื่องให้หงุดหงิด จิตก็ทำงานของมันเอง ไปในทางที่จะแกล้งให้ไม่มีความสุข ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สากับสิ่งดีๆ รอบข้าง

อย่างบางคน มีเยอะเลย ชอบไปเที่ยวไกลๆ ชอบไปทะเล ชอบไปภูเขา ชอบไปน้ำตก แล้วก็ตั้งความหวังไว้มากเลย เดี๋ยววันหยุดจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ เสร็จแล้วพอไปถึงที่ ไม่ได้ชื่นชมกับทัศนียภาพตอบด้านหรอก เพราะว่าจิตใจขุ่นมัวออกมาตั้งแต่เดินทางออกจากบ้าน หรือไม่ก็ไปถึงที่ เห็นอะไรขัดหูขัดตาหน่อย หรือได้ยินอะไรไม่เข้าหูหน่อย เกิดความรู้สึกไม่มีความสุข เหมือนกับรสชาติของธรรมชาติหายไปเลย ความสวยงาม ความน่าพิศมัยของสิ่งที่อยู่รอบด้าน กลายไปเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะมองได้เห็นไป เพราะว่าจิตใจขุ่นมัว แล้วก็จิตใจมัวแต่มีความรู้สึกเหมือนกับ มีความคิดที่คล้ายๆ กับหนามทิ่มตำตัวเองให้เกิดความระคายอยู่ตลอดเวลา

คนที่เกิดความระคายทางจิตอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ไม่มีความสุขในชีวิต คนที่หงุดหงิดง่าย จะพยายามใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต หาทางที่จะทำให้ตัวเองหงุดหงิดน้อยลง ทำให้ตัวเองเป็นคนอารมณ์ดี แล้วยิ่งพยายามมากขึ้นเท่าไหร่ กลายเป็นว่า ยิ่งแกล้งตัวเองให้หงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น

เพราะอะไร เพราะว่า อารมณ์หงุดหงิดง่ายเป็นของสะสมมา บางทีร่างกายให้ความร่วมมือกับจิตใจอย่างดี หรือทำเกินหน้าที่ คือจิตนี่ยังไม่ทันคิดถึงเรื่องไม่ดี หรือเรื่องน่าหงุดหงิด แต่ร่างกายเอาแล้ว แกล้งตัวเองแล้ว มีการหลั่งสารอะไรออกมา ขอโทษนะ อย่างผู้หญิงที่ผมได้ยินมา หลายๆ ท่านเลย บอกว่าช่วงที่ประจำเดือนมา คือจะทรมานมาก ร่างกายคล้ายๆ เป็นนรก ที่แกล้งตัวเองให้เกิดความเดือดร้อนนะครับ สืบไปสืบมา บางทีเกี่ยวพันโดยตรงนะกับเรื่องของอารมณ์

หลายคนเลยที่พอมาเจริญสติปฏิบัติธรรม แล้วอารมณ์เยือกเย็นลง มีความหงุดหงิดน้อยลง มีผลให้ร่างกายเห็นได้ชัดเลยนะ พอประจำเดือนมาอีกที มีความเจ็บปวดน้อยลง มีความทรมานทางร่างกายน้อยลง

เพราะฉะนั้น จะเริ่มจากตรงไหนดี เริ่มจากร่างกาย หรือจิตใจกันแน่ เพราะร่างกายนี่ถ้ากำลังแย่ๆ กำลังมีอาการปั่นป่วนรวนเร จิตใจก็พลอยที่จะหงุดหงิดง่าย รวนเรง่ายไปด้วย แต่ครั้นถ้าจะไปหวังพึ่งร่างกาย ไปพยายามกินหยูกกินยา หรือว่าออกกำลังอย่างเดียว แต่จิตใจยังเหมือนเดิม คิดมาก ชอบคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอาเรื่องที่ตกลงใจไปแล้วย้อนกลับมาทบทวนใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาการแบบนี้ก็ไปรบกวนร่างกายอีกอยู่ดีถึงแม้ว่าจะพยายามบำรุงรักษาร่างกายอย่างไรก็ตาม

ฉะนั้น คือ  พระพุทธเจ้าบอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เริ่มต้นกันที่จิตน่ะ ถูกแล้ว เริ่มต้นกันที่ความตั้งใจน่ะ ดีแล้ว อย่างคำถามนี้ อาจเป็นคำถามสำคัญ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตทั้งชีวิตนี้ แล้วก็ไม่ใช่มีผลกับชีวิตเดียวชาติเดียว มีผลกับชาติต่อๆ ไปด้วย เพราะว่าถ้าหากทำชีวิตหนึ่งให้ดีได้ ถ้าเปลี่ยนวิถีทางของจิตใจให้เบี่ยงเบนไปในทางดีขึ้น ไปในทางที่กลับหลังหัน หรือว่ากลับลำได้ ส่วนใหญ่จะเป็นชนวนของนิสัย ในความสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ครั้ง

วิธีง่ายๆ ที่เรา จะเป็นคนทำให้ความหงุดหงิด อยู่ใต้อำนาจของใจเรา ไม่ใช่ การที่เราตั้งใจจะบังคับให้ความหงุดหงิดไม่เกิดขึ้น หรือมีความคาดหวังว่าจะได้อุบายอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ทำให้อาการหงุดหงิดง่าย หายไปจากจิตใจอย่างรวดเร็ว ภายในสามวันเจ็ดวัน เพราะอาการคาดหวังแบบนั้น คาดหวังสูงๆ คาดหวังมากๆ ว่าจะเป็นคนหงุดหงิดน้อยลง หรือว่าไม่หงุดหงิดเลย อาการนั้นแหละ เป็นต้นเหตุให้พบกับความผิดหวัง แล้วความผิดหวัง ลองดูใจตัวเองเถอะว่า มันไปกระตุ้นความหงุดหงิดขึ้นมา ไปกระตุ้นโทสะขึ้นมา หรือว่าลดให้โทสะบรรเทาเบาบางลง

จำไว้นะ ความคาดหวังว่าตัวเองจะหงุดหงิดน้อยลง คือส่วนหนึ่งที่เสริมให้หงุดหงิดมากขึ้น

อันดับแรกเลย ต้อง เริ่มจากความเข้าใจ ไมใช่เริ่มจากอุบายวิธี ถ้ามีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า รากฐานของความหงุดหงิด มาจากความไม่ได้อย่างใจ มาจากความคาดหวังลมๆ แล้งๆ มาจากความคาดหวังที่ไม่สมตัว มาจากความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณเข้าใจแบบนี้นะ เท่ากับคุณได้ตัดชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบสำคัญของความขี้หงุดหงิดไปแล้ว อารมณ์ขี้หงุดหงิด

ประการที่สอง หลังจากไม่คาดหวัง คุณต้องตั้งใจอะไรอยู่สักอย่างหนึ่ง คนเราบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วไม่ตั้งใจ ไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจน เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับคุณอยากจะไปเที่ยวทะเล แต่ไม่ตั้งใจที่จะเดินทาง คืออยู่ๆ รอว่าวันหนึ่งจะมีพรมวิเศษมาพาหอบไปถึงทะเล เป็นไปไม่ได้ ต้องมีความตั้งใจ ต้องมีทิศทางที่ชัดเจน ว่าเราจะไปทะเลนี่ไปทางไหน ทิศทางของจิต เรื่องของการไปถึงโลกภายในที่เราต้องการ โลกแห่งความสว่าง โลกแห่งความเบา โปร่ง โลกแห่งการไม่มีฝุ่นทรายแห่งความหงุดหงิดซัดอยู่ภายใน โลกแบบนั้นถ้าเราไม่ตั้งเป้า ไม่มีทางไปได้ถึงนะครับ

วิธีที่จะไปได้ถึงโลกที่ไม่มีความหงุดหงิด หรือว่ามีความหงุดหงิดน้อยที่สุด เบาบางที่สุด ก่อนอื่น เราต้องมีความชัดเจนว่า เราพูด หรือว่าเราคิด เราทำอะไรต่างๆ เราจะคิดไปในทางไหน พูดไปในทางไหน

คนมักจะมองว่า อารมณ์หงุดหงิดน่าจะควบคุมได้ มันใจของเรา แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ มีผลเสมอจากการที่เรามีวิธีพูด เก็บวิธีพูดแบบหนึ่งไว้กับตัวเป็นสมบัติ เก็บวิธีคิดแบบหนึ่งไว้กับใจ เป็นสมบัติภายใน ถ้าตราบใดเรายังมีสมบัติ อันเกื้อกูลให้เกิดความหงุดหงิดได้อยู่ ตราบนั้น เราจะไม่ได้ชื่อว่า กำลังเดินทางไปสู่โลกภายในที่มันเบา ที่มันโปร่งนะครับ

เวลาพูด เวลาที่เราคิดถึงใครก็แล้วแต่ ลองสังเกตใจตัวเอง คนที่หงุดหงิดง่ายมักจะมีความคิดเล็กคิดน้อย ถ้าเรายังเก็บสมบัติชิ้นนี้ไว้ อาการคิดเล็กคิดน้อยนี่ อย่าหวังว่าจะเลิกหงุดหงิดได้ ทิศทางที่ชัดเจนก็คือว่า เราต้องไม่เป็นคนที่จะหวงอาการคิดเล็กคิดน้อยไว้

ผมใช้คำว่า ‘หวง’ มักใช้คำว่า หวง เพราะอะไร ลองดูอาการเข้าไปนะ เรามีคุณสมบัติ มีคุณลักษณะอย่างไรทางใจ ตัว ‘อัตตา’ มันมักจะหวงไว้ มันหวงตัวตน คือทั้งๆ ที่ดูว่า เป็นตัวตนที่ไม่น่ารัก เป็นตัวตนที่ไม่ได้นำความสุขมาให้ตัวเอง แต่ก็หวงไว้ นั่นคือธรรมชาติของ อัตตา
ลักษณะของอัตตา คือ ลักษณะที่จิตไปยึดสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ทำอยู่ พูดอยู่ พูดผิดหรือพูดถูกไม่รู้ รู้แต่ว่าจะยึดไว้อย่างนี้แหละ เป็นตัวฉัน

พูดง่ายๆ ว่า เราให้ค่ากับความเป็นตัวฉัน กับอัตตาของฉันนี่มากกว่าชีวิตที่เป็นสุข คือ ขอให้เอาอัตตาไว้ก่อน ชีวิตจะเป็นทุกข์อย่างไร ช่างมัน

ทีนี้ถ้าเราพิจารณา ลองทบทวนตัวเองดูว่า อยู่ว่างๆ เราคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับใครบ้าง แปลว่าคนๆ นั้น กำลังอยู่ในช่วงที่เป็นที่ตั้ง ของอารมณ์หงุดหงิด หรือว่า เหตุการณ์ใด สมบัติชิ้นใดที่เราคิดเล็กคิดน้อย คิดๆ ไม่หยุด คิดถึงสิ่งนั้นทั้งแบบกลับไปกลับมา ทั้งในทางดี ทางร้าย

พอเราได้ความชัดเจนว่า อะไรหรือว่า ใคร เป็นที่ตั้งของอารมณ์คิดเล็กคิดน้อย ก็ให้ยึดไว้เป็นแบบฝึกหัด คือถ้าเราไม่มาร์ก (Mark) เอาไว้ ถ้าเราไม่ไปไฮไลท์ (Highlight) เอาไว้ว่านี่คือแบบฝึกหัด ใจจะคิดไม่เลิก คิดแบบเดิม หวงอาการคิดเล็กคิดน้อยแบบเดิมไว้

แต่เมื่อไหร่เรามาร์กไว้ ว่านี่คือที่ตั้งของอารมณ์คิดเล็กคิดน้อย แล้วเราจะใช้มันเป็นแบบฝึกหัด จิตเราจะต่างไปเลย เวลาที่เกิดการเล็งถึงคนๆ นั้น หรือสมบัติชิ้นนั้น หรือว่าเหตุการณ์นั้นๆ ต่างไปเลยนะ พอมีความนึกถึง แล้วคล้ายๆ อารมณ์แบบเดิมๆ ลักษณะแบบเดิมๆ เข้าใจใช่ไหม เวลาเราคิดเล็กคิดน้อย มันจะหมุนๆ ติ้วๆ แล้วก็นึกถึงทั้งในทางดีทางร้าย เดี๋ยวน้อยใจบ้าง เดี๋ยวรู้สึกเบิกบานใจ สมใจ ชื่นมื่นบ้าง จะกลับไปกลับมา สวิง (Swing) ได้ง่ายๆ 

พอเราได้แบบฝึกหัด แค่วันเดียวนะ จะเริ่มเห็นจิตเห็นใจตัวเองในอีกแบบหนึ่ง
ลักษณะความคิดของเรา ที่มีต่อสิ่งนั้นจะเหมือนกับ เออ นึกถึงคนๆ นี้ สมมติว่า เรากำลังน้อยใจอยู่มีอาการเก็บกด มีอาการน้อยใจอยู่ลึกๆ พอนึกถึงๆ คนๆ นี้ปุ๊บ จะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า แตกต่างไปนะ จิตใจนี่ จากเดิมที่นึกถึงอาหารกลางวัน นึกถึงการเดินทางไปทำงาน นึกถึงการโทรคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอะไรแบบนี้ ลักษณะจิตใจจะไม่มีอาการคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้น แต่พอคิดถึงคนๆ นี้ขึ้นมาปุ๊บ จะมีอาการสวิง พร้อมจะไปในทางดี พร้อมจะไปในทางร้าย

เราน้อยใจใครได้บ่อยๆ นะ มันมีเหตุผลเสมอ คือเราต้องมีความคาดหวังในตัวเขา หรือว่า มีการฝากใจอะไรบางอย่างไว้กับเขา มันถึงได้น้อยใจขึ้นมาได้ ไม่อย่างนั้น อารมณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หรอก เราไม่ได้ฝากใจไว้กับคนทั้งโลก

ถ้าเราเริ่มสังเกตออกว่า อาการทางใจของเราสามารถผิดปกติ หรือว่าคิดเล็กคิดน้อยได้ขนาดไหน สติ จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีอาการคิดเล็กคิดน้อย เราจะบอกตัวเองว่านี่กำลังทำแบบฝึกหัดอยู่นะ

ทีนี้ทำแบบฝึกหัด ทำอย่างไร คนส่วนใหญ่จะสั่งตัวเองดื้อๆ ว่า อย่าไปคิดเล็กคิดน้อย ห้ามใจ อย่าไปนึกถึงอะไรแบบเก่าๆ ด้วยวิธีเดิมๆ ซึ่งลักษณะที่เราไปห้ามใจเอาดื้อๆ มันเป็นการเก็บกด ลักษณะของการเก็บกดก็คือ การที่เราอัดไว้ ดันไว้ ทำให้อารมณ์ไม่ดีจริง
จำไว้นะ ถ้าเราห้ามใจตัวเอง พยายามฝืนใจตัวเองที่จะไม่คิดเล็กคิดน้อย จะยิ่งเท่ากับเป็นการสั่งตัวเองให้มีความอึดอัดนะครับ เหมือนกับเราบอกว่า อย่าคิดถึงสีแดงนะ พอโดนสั่งแบบนี้ปุ๊บ มันคิดถึงสีแดงขึ้นมาทันที

วิธีที่ถูกต้องที่จะฝึกเกี่ยวกับอาการคิดเล็กคิดน้อย ก็คือว่า คุณจะต้องมีความสามารถในการ รู้ เป็นอันดับแรกว่า มีอาการคิดเล็กคิดน้อยขึ้นมาแล้ว เกี่ยวกับคนๆ หนึ่ง หรือของสิ่งหนึ่ง

จากนั้นสังเกตว่า อีกลมหายใจหนึ่ง ยังมีอาการคิดเล็กคิดน้อยอยู่มากน้อยแค่ไหน สังเกตนะ ผมให้ใช้ ลมหายใจ เป็นเครื่องกำกับสติ เพราะอะไร พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้นะ ลองฟังดู ก็คือหลักการเดียวกันนั่นแหละ อาศัยลมหายใจเป็นเครื่องสังเกต เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ใจคุณจะล่องลอยไป แล้วก็ไม่มีเครื่องวัดว่าจะให้สังเกตอะไรกันแน่ ดูอะไรกันแน่

แต่ถ้าสังเกตว่า เริ่มมีอาการคิดเล็กคิดน้อย เริ่มมีอาการขุ่นใจ แล้วอาศัยลมหายใจเข้ามาเป็นเครื่องสังเกต ไม่ใช่ไปจ้องลมหายใจนะ แต่ให้สังเกตว่า อารมณ์ในขณะนี้ คิดเล็กคิดน้อย ในลมหายใจนี้ แตกต่างจากอีกลมหายใจหนึ่งมากหรือน้อยแค่ไหน

พอเริ่มมีอาการคิดเล็กคิดน้อยขึ้นมา โอเคอยู่ที่ลมหายใจนี้ ลมหายใจนี้ เป็นลมหายใจแห่งอาการคิดเล็กคิดน้อย เสร็จแล้วต่อมา ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น คือจะเริ่มมีสติขึ้นมา สติที่ยอมรับว่าลมหายใจนี้ เป็นลมหายใจแห่งอาการคิดเล็กคิดน้อย ลมหายใจต่อมา จะบอกเราเองโดยที่ไม่ต้องไปพยายามจ้องดู จะบอกเราเองว่า อาการคิดเล็กคิดน้อยนั้น คล้ายๆ ว่าถูกแทนที่ด้วยสติ ระลึกรู้ว่า ที่ลมหายใจนี้เราคิดเล็กคิดน้อย อีกลมหายใจต่อมา ตัวสตินั้นจะทำให้อาการคิดเล็กคิดน้อยเบาบางลงเอง

เมื่อฝึกอยู่อย่างนี้บ่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจะแก้ถึงรากของความหงุดหงิดเลย ลงไปถึงรากจริงๆนะ เพราะความหงุดหงิดนี่ เริ่มมาจากอาการคิดเล็กคิดน้อยนี่แหละ พอเราสามารถที่จะมีสติในขณะคิดเล็กคิดน้อยได้ อาการหงุดหงิดจะค่อยๆ หายไปจากใจเอง โดยไม่ต้องไปคาดหวัง โดยไม่ต้องไปพยายาม ที่จะบีบบังคับตัวเองให้เลิกหงุดหงิด
จากนั้นเวลาที่เราพูดกับใคร เวลาที่เรากระทำ ตั้งใจกระทำอะไรกับใคร แสดงออกด้วยภาษาทางกาย เราก็จะค่อยๆ มีสติสังเกตตามเองไปด้วย 

เวลาพูดกับใครบางคน สังเกตไหม จะมีคนสนิท จะมีคนใกล้ชิดอันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกเหมือนกับ พร้อมจะของขึ้น พูดกับคนอื่นนี่จ๊ะจ๋า ว่าอย่างไรจ๊ะ สบายดีไหมจ๊ะ แต่พอเจอหน้าคนนี้ ทำไมเพิ่งมา! มันมีความพร้อมจะของขึ้น แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ ถ้าเราเริ่มสังเกตโดยเริ่มต้นจากอาการคิดเล็กคิดน้อย จะค่อยๆ มีสติขึ้นมาสังเกตอะไรแบบนี้ขึ้นมาด้วย

ความเคยชินที่จะหงุดหงิดใส่ใคร ตั้งต้นมาจากอาการคิดเล็กคิดน้อย แล้วแปรรูปออกมาเป็นคำพูดไม่ดี บางทีเรารู้สึก เอ๊ะ ทำไมเรารักใครบางคน ห่วงใครบางคนมาก แต่ชอบพูดไม่ดีกับเขา ชอบทำให้เขาเกิดความรู้สึกขัดเคือง หรือว่า เกิดความรู้สึกแย่ๆ ที่ได้ยินเสียงเรา ที่ได้ฟังเราพูด ก็เพราะว่าห่วงมากเกินไป รักมากเกินไปนั่นแหละ เลยคิดเล็กคิดน้อย แล้วสะสมมา เสร็จแล้วก็แสดงออกเวลาที่เจอหน้าปุ๊บ พร้อมที่จะพูดไม่ดีทันที เห็นไหม ความรักไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขนะ ตราบเท่าที่เรายังไม่มีสติ เห็นอาการคิดเล็กคิดน้อย

เมื่อไหร่ที่เรามีสติ เห็นอาการคิดเล็กคิดน้อย ชีวิตทั้งชีวิตจะพลิกไป เปลี่ยนไป ตั้งข้อสังเกตนะ ทิ้งท้ายก็คือว่า ลมหายใจนี้ เป็นลมหายใจแห่งอาการคิดเล็กคิดน้อย อาการคิดเล็กคิดน้อยเป็นอย่างไร รู้ตามจริง ยอมรับไปตามจริง แล้วสังเกตว่าลมหายใจต่อมา อาการคิดเล็กคิดน้อยนั้น มันผ่อนคลายลงไปหรือเปล่า หรือว่ามีอาการกำเริบหนักขึ้น

การเห็นว่าอาการคิดเล็กคิดน้อยไม่เท่าเดิม นั่นแหละ คือสติ จำไว้นะ อันนี้เป็น คีย์ ของพระพุทธเจ้าเลยนะครับ ที่ท่านให้หลักไว้ในการเจริญสติก็คือว่า ถ้าเราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เที่ยง แปลว่าเรากำลังมีสติที่จะเห็นความไม่เที่ยงสะสม อนิจจสัญญา หรือว่าความสำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรๆ ไม่เที่ยง ตัวนั้น คือสติที่แท้จริงนะครับ!

___________
คำถามเต็ม : เป็นคนหงุดหงิดง่าย จะทำอย่างไร
รายการดังตฤณ Live ครั้งที่ 15 วันที่ 6 พ.ย. 2559
ถอดความ : เอ้


** IG **

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำอย่างไรในแง่สมถะและวิปัสสนา?


ดังตฤณ : ในแง่สมถะ คือแผ่เมตตา ในแง่วิปัสสนา คือเห็นความไม่เที่ยงของความเจ้าคิดเจ้าแค้น

การแผ่เมตตา คือการที่เราฝึกที่จะให้ทาน เริ่มต้นขึ้นมาเลยฝึกที่จะให้ทาน สวดมนต์แล้วมีความสุข อยากให้ความสุขนี้เป็นทานแก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง แล้วพิสูจน์ด้วยการที่ เราสามารถจะให้ส่วนเกิน จะเป็นทรัพย์ส่วนเกิน เงินส่วนเกินแก่ผู้มาขอ หรือว่าผู้ต้องการ หรือว่าผู้ที่สมควรได้รับ

ลักษณะของทาน ลักษณะของการให้ของส่วนเกิน เป็นการแผ่เมตตาขั้นต้น

การแผ่เมตตาที่ยากขึ้นกว่านั้นอีกนิดนึงคือ เวลาเราโกรธใคร เวลามีคนมาทำให้เราโกรธด้วยเรื่องที่มันไม่ยุติธรรมกับเรา ไม่ใช่เราโกรธเขา เพราะเขาไม่ได้อย่างใจเรานะ มีคนมาทำให้เราขัดเคือง มีคนมาคดโกง มีคนมายั่วแหย่กระเซ้า หรือว่ามาด่าว่าด้วยคำหยาบคาย ด้วยคำนินทาอันเผ็ดร้อน แล้วเราคิดว่านั่นเป็นบาปของเขา เราไม่อยากจะไปเพิ่มบาปให้เขาแล้วก็ตัวเราเอง ก็ให้คืนบาปนั้นสู่ความว่างเปล่าไป ไม่ไปเอาเรื่องเอาราวเขา นั่นเรียกว่าให้อภัยเป็นทาน นี่ก็เป็นการแผ่เมตตา นี่ก็เป็นการอยากให้ความสุขของเรา ไปเป็นความสุขของเขาด้วย ไม่ไปมัวคิดถึงเรื่องความยุติธรรม ไม่ยุติธรรม คิดแค่ว่าเราไม่เบียดเบียนเขา แค่นี้ก็คือทำให้เขามีความสุขได้พอสมควรแล้ว ไม่เบียดเบียนเขาคืน แล้วก็ไม่เบียดเบียนตนเองให้ต้องมีจิตใจคับแคบกระสับกระส่าย อันนี้เรียกว่าเป็นสมถะ

ส่วนในแง่ของวิปัสสนาคือ เรารู้อยู่ เห็นอยู่ว่า เกิดความรุ่มร้อนขึ้นอย่างไร ยอมรับตามจริง ไม่ใช่ไปพยายามที่จะสาดน้ำเย็นโครมให้ดับไฟร้อนให้มันมอดไปทันที ไม่ใช่พยายามแบบนั้น แต่ยอมรับตามจริงว่า ขณะนั้นไฟโกรธมันลุกโพลง มันลุกฮืออยู่ขนาดไหน มันรู้สึกเหมือนเร่าร้อน เหมือนกับจะมีใครมาเผาเรามาจากข้างใน

มีความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทุกมัด มันพร้อมที่จะไปทำงานประสานกัน เป็นอาการชกต่อยเตะตี เพื่อที่มาทำให้คนที่ทำเราไม่พอใจเนี่ย ได้รับความเจ็บปวดมากที่สุด รู้ไปว่าอาการทางกายเกิดขึ้นอย่างไร อาการทางใจเกิดขึ้นอย่างไร ยอมรับไปตามนั้นเพื่อให้เห็นว่า ลักษณะ ณ ขณะนั้นทางกายทางใจ มันกำลังปรากฏอยู่อย่างไร

พอยอมรับได้ พอเห็นได้ว่า ลักษณะทางกายทางใจปรากฏอยู่อย่างไร ในอึดใจต่อมาก็จะสามารถเห็นได้ว่า ลักษณะแบบนั้นๆมันเปลี่ยนแปลง มันไม่สามารถคงที่อยู่ได้ ต่อให้เรารู้สึกเหมือนกับจุกแน่น ไม่สามารถทนได้ถ้าหากว่าไม่ไปทำร้ายกลับ ไม่ทำร้ายคืน ภาวะมันจะสุดขีดที่จะกลั้นแค่ไหนก็ตามนะครับ ขอแค่เราสามารถที่จะยอมรับได้ตามจริงว่า มันกำลังมีความเป็นอย่างไรอยู่

ความเป็นอย่างนั้น มันจะแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นในเวลาไม่นาน นี่เรียกว่าวิปัสสนา

แต่คนที่จะทำแบบนั้นได้เนี่ย คนที่จะสามารถเห็นอย่างนั้นได้ ต้องมีอภัยเป็นทานมาก่อน ต้องมีทุนมาก่อน ต้องมีสุขพอสมควร ต้องมีจิตเป็นกุศลพอสมควร ไม่ใช่ว่าใครๆก็ทำได้

ถ้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นมากๆ แล้วไม่เคยฝึกอะไรมาเลยเนี่ย ไปทำแบบนั้นมันรู้สึกเหมือนกับจะจุกอกตาย มันเป็นไปไม่ได้นะครับ

--------------------------------------------


ผู้ถอดคำ แพร์รีส แพร์รีส
ที่มา รายการดังตฤณวิสัชณา ครั้งที่ ๓๖
วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕
ความยาวคลิป : ๔.๒๑ นาที
รับชมทางยูทูบ : https://www.youtube.com/watch?v=kb8LXdnXv1s&list=PLmDLNhxScsWMM1allIJvz4ti1c_bMrj09&index=8&t=5s


** IG **

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ


ดังตฤณ :  ต้องใช้หูฟังนะครับ สวดมนต์ร่วมกันนะจะใช้เทคโนโลยีทางเสียงมาช่วยให้จิตสามารถโฟกัสอยู่กับบทสวดได้แบบไม่วอกแวกนะครับ โอเคถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลยก็แล้วกัน

คุณดังตฤณนำสวดมนต์โดยใช้ ))เสียงสติ((ช่วยสวดมนต์

ผ่านไปนะครับ สำหรับคลิปสุดท้ายของคลื่นปัญญาล็อทแรก ว่าด้วยการฝึกรู้กายใจโดยความเป็นหนึ่งในสังสารวัฏนะครับ เป็นหนึ่งกายใจในหนึ่งสังสารวัฏเนี่ย ขอใช้เวลานิดนึงก็จะพยายามให้เร็วที่สุดนะครับ แล้วพอเสร็จแล้วก็คงจะมีการต่อยอดขยายผลอะไรต่อไปนะครับ เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยมาให้ได้รับชมรับฟังกันนะครับ

คืนนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ

---------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส

วันที่ไลฟ์                  ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ช่วง                              สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ
ระยะเวลาคลิป           ๓.๓๘ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=hA2tC3mPxm4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=26

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เวลาโกรธ มักร้องไห้ แก้ได้อย่างไร


เวลาโกรธ มักร้องไห้ แก้ได้อย่างไร

ดังตฤณ : การร้องไห้ แสดงให้เห็นว่าเรามีโทสะแรง แล้วโทสะกับความอ่อนแอทางจิตใจนี่ บางทีมาด้วยกัน

ถ้าเป็นโทสะในแบบที่เราไม่สามารถจะปีนข้ามความกดดัน ความรู้สึกหนักอกหนักใจ หรือว่าความรู้สึกเจ็บปวดไปได้ ก็จะพยายามหาทางทำลายกำแพงออกมาด้วยการที่ น้ำจากตานี่ ทะลักทลายออกมานะ

ต้องตั้งโจทย์อย่างนี้ คือไม่ใช่เราไปตั้งโจทย์ว่า ‘ทำอย่างไรจะไม่ร้องไห้ตอนโกรธ’ แต่เป็น ‘ทำอย่างไร จะมีสติรู้ ไม่ว่าเราจะมีโทสะเบาระดับที่หงุดหงิดเฉยๆ หรือว่า แรงระดับที่ต้องร้องไห้ออกมา’
อันนี้สำคัญกว่า เพราะว่าอยู่ๆ เราหาอุบายหรือว่าหาวิธี หรือสั่งตัวเอง จงอย่าร้องไห้ บางทีจะขัดกับของที่สะสมมาเนิ่นนาน บางทีเป็นนิสัยทางความโกรธของเรา เป็นเอกลักษณ์ เป็น signature ของเราที่โกรธ จะต้องร้องไห้ กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว สมองถูกเทรนให้เป็นแบบนั้น เป็นไปตามนั้นแล้ว

ทีนี้ถ้าเรามองใหม่ว่า ไม่ต้องไปอายอะไรหรอก เพราะว่าคนเขาเห็นกันหมดแล้วว่าเราเป็นอย่างไรตอนโกรธ เราเอาสิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นดีกว่า อย่าเอาตรงแค่ภาพ ภาพนี่จริงๆแล้วไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นสักเท่าไหร่หรอก แต่สติต่างหาก
ภาพนี่ เป็นอะไรที่เอาไว้ให้คนอื่นเห็น เป็นเรื่องของสายตาคนอื่น ซึ่งเขาจะไปแอบหัวเราะเยาะต่อหรือเปล่า ต่อให้ไม่ร้องไห้ เขาจะไปหัวเราะเยาะหรือเปล่าไม่รู้
แต่ สติ ถ้าเกิดขึ้นข้างในของเรา แล้วเรามีความรู้อยู่ ตัวนี้ ที่เราได้ประโยชน์ คนอื่นจะหัวเราะ ไม่หัวเราะ ช่างมัน แต่ใจของเรามีพัฒนาการขึ้นมาก็แล้วกัน

สติ ที่จะเกิดขึ้น ณ ขณะที่เกิดความโกรธ เราถามตัวเองง่ายๆ อันดับแรกเลย เป็นความโกรธระดับหงุดหงิด หรือ ความโกรธระดับร้องไห้ สังเกตแค่ตรงนี้ สังเกตความต่างให้ออก
ถ้าเป็นความโกรธอ่อนๆ จะเหมือนไปเรื่อยๆ หงุดหงิดๆ แต่ว่าไม่มีอาการกรี๊ดออกมาอยู่ข้างใน แต่ถ้ามีความโกรธที่รุนแรง จะมีอาการกรี๊ด ปี๊ด เป็นนกหวีด นำขึ้นมา ตรงนี้เราก็รู้ตามจริงว่า อ้อ นี่อย่างนี้เรียกว่าโทสะชนิดแรง
พอเรามีจุดสังเกต จุดจับสังเกต คือไม่ใช่ไปดู ... ฟังดีๆ นะ คือไม่ใช่ไปดูเฉพาะตอนที่โทสะแรงนะ ต้องดูตอนที่โทสะอ่อนด้วย ถึงจะเกิดการเปรียบเทียบ มีสติที่รู้ว่า มันต่างกันอย่างไร

ตอนที่เกิดสติ รู้ว่าหงุดหงิดๆ แล้วบอกตัวเองว่า นี่คือโทสะอ่อนๆ ก็จะเริ่มสังเกตเข้ามาที่จิตตัวเองว่า หน้าตาเป็นอย่างนี้ เหมือนกับคุณหนูอยากกระฟัดกระเฟียด แต่ถ้าโกรธระดับร้องไห้ เหมือนจะคล้ายๆ กับคนสติแตก ที่อะไรๆ มันพัง ทำนบพัง แล้วน้ำพร้อมทะลักทลายออกมา

พอเห็นความต่างไปเรื่อยๆ ว่า โทสะเหมือนกัน แต่ต่างระดับกัน ก็จะเริ่มเห็นว่า อ๋อ จิตนี่ถูกปรุงแต่งไปได้ต่างระดับกัน ตอนที่เราเริ่มมีสติเห็นว่า อันนี้เป็นโทสะอย่างแรง คุณจะรู้สึกคล้ายกับว่า ตัวเองถอยออกมาเป็นอีกตัวหนึ่งที่ว่างๆ ที่ไม่มีโทสะ แต่เห็นตัวที่มีโทสะเป็น foreground อยู่ข้างหน้า ตัวที่ไม่มีโทสะ แยกออกไปต่างหาก เป็น background แต่อันนี้ไม่ใช่ให้จำ แล้วไปพยายามให้เกิดขึ้นนะ

วิธีทำตามลำดับคือ ต้องสังเกตให้ออกว่า โทสะที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนี่ แรงหรือว่าเบา ถ้ามันเบา แค่หงุดหงิด ถ้ามันแรง ร้องไห้ นี่สังเกตอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าโทสะนี่ ไม่เท่าเดิม ตามเหตุปัจจัย สติถึงจะเกิด

แล้วเวลาที่สติเกิดนี่ อันนี้ผมพูดถึงผลลัพท์นะ  ผลลัพท์ก็คือเหมือนกับแยกออกมาดูเป็นต่างหากนะครับ!
_________
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เจริญสติขณะมีปากเสียงได้ไหม?
วันที่ 23 พ.ค. 2563
คำถามเต็ม : เวลาโกรธ ชอบร้องไห้ ทำอย่างไรได้บ้าง ไม่อยากร้องไห้ค่ะ?
ถอดความ / เรียบเรียง : เอ้
ชมคลิปที่ : https://www.youtube.com/watch?v=bbCHyXOoroc

** IG **