วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ


ดังตฤณ :  เอาล่ะครับถึงช่วงเวลาสวดมนต์กันนะครับ อันนี้ผมไม่ได้คิดนะ คือเคยทำโพลล์แล้วส่วนใหญ่บอกว่า อยากสวดมนต์ก่อนนอน ก็ใช้หูฟังนะ เดี๋ยวเราจะมาใช้เทคโนโลยีทางเสียงมาช่วยให้สวดมนต์อย่างเป็นสมาธิมากขึ้น มีโฟกัสไม่หลุดง่าย โดยทำให้คลื่นเสียงตรงนี้เนี่ย มันสอดคล้องกัน กลมกลืนกันพอดีกับเสียงสวดของเรานะครับ เดี๋ยวเรามาสวดอิติปิโสกัน

คุณดังตฤณนำสวดมนต์โดยใช้ ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์

จบไปอีกคืนนะครับสำหรับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าวันเสาร์ ถ้าไม่มีอะไรติดขัดนะครับ ทุกเสาร์สามทุ่มก็จะพยายามมาเรื่อยๆนะครับ โอเคครับ

ราตรีสวัสดิ์ครับ

--------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ช่วง                              สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ
ระยะเวลาคลิป           ๓.๓๖ นาที
รับชมทางยูทูบ              https://www.youtube.com/watch?v=xKv4fpexPE8&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=36

เจริญภาวนาอย่างไร จึงทำให้เราเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้เป็นคำถามแบบโลกๆ ที่หลายคนอาจจะอยากรู้นะครับ ถามว่า จะภาวนายังไงให้เป็นคนมีวิสัยทัศน์

คำว่า “วิสัยทัศน์” ก็น่าจะหมายถึง เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม แล้วก็มองเห็นอะไรตามจริง มองเห็นอะไรได้ดีกว่าคนอื่นเขาอะไรทำนองนี้เนี่ยนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคต เกี่ยวกับการรู้เหตุรู้ผลว่าอะไรดีอะไรควร

ก็ง่ายๆเลยนะครับ การภาวนาเนี่ย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นเหตุให้เกิดปัญญาอยู่แล้ว อย่างมีคนไปถามพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา คือเป็นผู้ทรงปัญญา มีปัญญามาก เป็นสองรองก็แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น พระสารีบุตรท่านก็ตอบว่า ถ้าอยากฉลาดแบบเรา ก็ให้ดูว่าจิตเนี่ยมันต่างกันยังไง สังเกตให้ออก จิตฟุ้งซ่านต่างจากจิตสงบยังไง จิตมีราคะต่างจากจิตไม่มีราคะยังไง พอจิตมีโทสะแล้วเห็นเข้ามาแป๊บนึง สองสามลมหายใจต่อมาโทสะหายไปจากจิต เหลือแต่จิตว่างๆจากโทสะ เปรียบเทียบจิตแบบนี้เก่งๆ เท่านี้ก็มีปัญญามีวิสัยทัศน์ได้

หรืออย่างถ้าไปถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบมาเป็นสูตรสำเร็จนะ เจริญกายคตาสติให้มากจะเป็นผู้มีปัญญา มีปฏิภาณ มีวิสัยทัศน์ มีอะไรแบบที่คุณถามนั่นแหละ นั่นเพราะอะไร เพราะว่า ผู้ที่สามารถรู้ทันภาวะของกายใจได้อยู่เรื่อยๆ มีสมาธิ มันมีความรู้ มีความเข้าใจออกมาจากภายใน คือไม่ถูกห่อหุ้ม จิตไม่ถูกปิดบังด้วยโมหะ พอจิตมันห่างจากโมหะไป ก็เหมือนคนที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำ จากเดิมที่เห็นอะไรแค่พร่าเลือนใต้น้ำ กลายมาเป็นเห็นอะไรแจ่มชัด เห็นท้องฟ้ากว้าง เนี่ยทัศนวิสัยมันเปิดกว้าง จากการที่มีดวงตาเห็นชัด มีจิตที่แจ่มกระจ่าง ตัวนี้แหละที่ทำให้มีวิสัยทัศน์ ถ้าภาวนาถูกทาง พูดง่ายๆนะ ภาวนามาให้ถูกทาง วิสัยทัศน์จะตามมาเองนะครับ

--------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         เจริญภาวนาอย่างไร จึงทำให้เราเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๒.๔๒ นาที
รับชมทางยูทูบ               https://www.youtube.com/watch?v=5yQoxiLePzY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=20

นั่งสมาธิ ปล่อยทุกอย่าง ดูลมเฉยๆแต่จะรู้สึกหน่วงๆที่หว่างคิ้ว บ้างก็ขึ้นไปจี๊ดๆเหมือนไฟช็อตกลางกระโหลก แต่บางความรู้สึกจะไปจับที่หัวใจ เหมือนย้ายตำแหน่งไปมาได้เอง อยากทราบว่าควรทำอย่างไรต่อครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้แสดงว่ามันไม่ได้ดูลมเฉยๆแล้วล่ะ มันจงใจมากเกินไป แล้วก็มีอาการเพ่ง เกร็ง เคร่งเครียดมากเกินไป แต่เราไม่รู้ตัว มันค่อยๆสะสมทีละนิด

เพราะความเครียดบางชนิดมันไม่ได้ปรากฏเป็นลักษณะหนักเหลือเกินตั้งแต่แรก แต่ว่ามันค่อยๆสะสมตัวขึ้นไปนะครับ

วิธีที่เราจะรู้ได้ว่า เราเบาอยู่เรื่อยๆก็คือ สังเกตดูง่ายๆเลย จุดสังเกตนะครับ ฝ่าเท้า ฝ่ามือ ใบหน้า ถ้าหากว่ามันผ่อนคลายอยู่ มันรู้สึกสบายอยู่สามจุดนี้แปลว่า การทำสมาธิของเรา ณ เวลานั้นเนี่ย มันมีความสบาย มันมีความผ่อนคลายจริง

แต่ถ้าหากว่าสำรวจดู เอ๊ะตอนนี้เท้าจิกแล้ว เริ่มมือหงิกแล้ว หรือที่คุณรู้สึกอยู่ว่าขมวดขึ้นมาเนี่ย มันเป็นเครื่องสะท้อนว่า จิตไม่คลาย กายก็เลยเกิดความเครียดนะครับ

ทีนี้ถ้าเราสามารถสังเกตได้ตรงนี้ ก็ลองไล่สำรวจฝ่าเท้า ฝ่ามือ แล้วก็ใบหน้าไปเรื่อยๆ เป็นระยะๆนะครับในระหว่างทำสมาธิ มันจะได้เป็นเครื่องเตือน หรือส่งสัญญาณบอก ส่งเสียงตะโกนว่า เอ้ยเนี่ยกำลังเครียดแล้วนะ เห็นมั้ยเท้ามันจิกๆ มือมันหงิกๆอยู่เนี่ย ตรงนี้มันจะกลายเป็นนิสัยใหม่ในการทำสมาธิ ช่วยให้คุณหัดมาสังเกตมากขึ้น อย่างนั่งหลังงออยู่ อันนี้ก็เป็นเหตุแห่งความเครียดได้เหมือนกันโดยไม่รู้ตัว เพราะว่าเวลานั่งหลังงอ มันหายใจไม่สะดวกนะครับ

หรือบางคน นั่งเอามือขวาซ้อนมือซ้าย แล้วห่อไหล่ ไอ้นี่ก็เป็นการกด กดให้ปอดมันขยายไม่ได้สะดวก แต่ก็พยายามขยายขึ้นไป องค์ประกอบมันเยอะเหลือนะครับ

อยากให้ทดลองดู เผื่อจะได้ผลนะครับ ลองไปดูที่ www.เสียงสติ.com ดูตรงคลื่นปัญญานะ คลิ๊กเข้าไปที่คลื่นปัญญา ดูตั้งแต่คลิปแรกเลย แล้วทำตาม มันจะได้เห็นเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างทำแบบไม่รู้เรื่องนะว่าจิตไปถึงไหนแล้ว กายไปถึงไหนแล้ว กับรู้ตั้งแต่ต้นว่าท่าทางที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มุมมองที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มันถึงจะภาวนาได้อย่างสบาย อันนี้พอได้ข้อเปรีบบเทียบ จะเห็นเลยย้อนหลังนะครับว่า ที่ผ่านมาเนี่ย ทำผิดทำพลาดมาอย่างไรบ้างนะครับ

----------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         นั่งสมาธิ ปล่อยทุกอย่าง ดูลมเฉยๆแต่จะรู้สึกหน่วงๆที่หว่างคิ้ว 
                              บ้างก็ขึ้นไปจี๊ดๆเหมือนไฟช็อตกลางกระโหลก แต่บางความรู้สึก
                              จะไปจับที่หัวใจ เหมือนย้ายตำแหน่งไปมาได้เอง 
                              อยากทราบว่าควรทำอย่างไรต่อครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๓.๐๒ นาที
รับชมทางยูทูบ               https://www.youtube.com/watch?v=FKIqCoqpOno&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=21

พอมาถึงตอนที่ว่างๆแล้ว ยังไงต่อคะ รู้สึกตัวและลมหายใจอยู่ไปเรื่อยๆรึเปล่าคะ?


ดังตฤณ :  ก็ดูว่ามันว่างจริงรึเปล่า ถ้าเรามีสมาธิจริงๆเนี่ย เราจะเห็นที่นึกว่าว่างน่ะ เป็นภาวะของจิตชั่วคราว แป๊บนึงมันก็จะเคลื่อนจากความว่าง แล้วก็กลับมาเจอความวุ่นนะครับ

มันอาจจะเริ่มจากวุ่นเล็กๆ มีภาพอะไรที่มันเลอะๆเลือนๆอะไรขึ้นมากระปริดกระปรอย หรือว่ามีแบบถาโถมเข้ามาเป็นพายุบุแคม เราแค่รับรู้ไปนะครับว่า เวลาว่างเนี่ยมันเป็นแค่ภาวะหลอกภาวะนึงนะครับ

แต่ว่าจริงๆแล้วเนี่ย ถ้าเราใจเย็นพอเราจะเห็นว่า จิตที่ว่างเป็นแค่จิตนึง จิตฟุ้งซ่านมันพร้อมจะกลับมาเสมอ เนี่ยตรงนี้มันก็จะเห็นความไม่เที่ยงของความว่าง แล้วก็เห็นความไม่เที่ยงของความวุ่นด้วย

----------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         พอมาถึงตอนที่ว่างๆแล้ว ยังไงต่อคะ รู้สึกตัว และลมหายใจอยู่ไปเรื่อยๆรึเปล่าคะ?
ระยะเวลาคลิป           ๑.๐๔ นาที
รับชมทางยูทูบ               https://www.youtube.com/watch?v=X_R94E6_2BA&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=22

วันๆคิดแต่เรื่องงาน ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจภาวนาเลยครับ ขอคำแนะนำ?


ดังตฤณ :  ก็คิดเรื่องงานไป คิดให้เต็มที่เลย สังเกตดูเถอะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราคิดเรื่องงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงนะครับ มันต้องมีจังหวะพัก จังหวะที่จิดเหนื่อยล้า อยากจะรีเฟรช (Refresh) หรือว่าอยากจะเงียบๆบ้าง จังหวะนั้นแหละ ที่เราเอามาภาวนาที่ละนิดทีละหน่อยนะครับ

อย่างถ้าเราทำงานไปสองชั่วโมง ตะลุยคิดไม่หยุดพูดไม่หยุด จะต้องประชุมไม่หยุด หรือว่าจะต้องกะเก็งอะไรเกี่ยวกับตัวเลขในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้นะครับ ตัวเลขในอนาคตกำลังเป็นที่หวาดผวาของชาวโลกที่ทำงานในออฟฟิศนะครับ

ก็เอาช่วงจังหวะเวลาที่เหมือนกับจิตมันซาๆจากเรื่องงานไปเองโดยไม่ต้องตั้งใจนั่นแหละ มันจะเกิดความรู้สึกทึบๆฟุ้งๆยุ่งๆ ก็ซ้อมหายใจเล่นๆ ณ ช่วงนั้นแหละว่า เออที่หายใจอยู่ ณ ขณะนี้เนี่ย มันฟุ้งหนักแค่ไหน มันฟุ้งแบบกระจาย หรือว่าฟุ้งแบบกระจุก สังเกตดูเล่นๆแล้วเห็นว่า ฟุ้งแบบกระจาย ฟุ้งแบบกระจุกเนี่ย มันอยู่ในภาวะนั้นได้กี่ลมหายใจ เท่านี้ก็เรียกว่าเป็นการเอาสติเข้าไปอยู่ในระหว่างการทำงานแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเราพยายามเจริญสติ เห็นกายใจ ณ ขณะที่กำลังคิดเรื่องงานอยู่นะครับ อันนั้นมันจะไม่ได้อะไรเลย ทั้งทางโลกและทางธรรมนะครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         วันๆคิดแต่เรื่องงาน ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจภาวนาเลยครับ ขอคำแนะนำ?
ระยะเวลาคลิป           ๑.๔๓ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=np0nHSNbYrY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=25

สภาวะแจ้งนิโรธ เป็นอย่างไรครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้เป็นคำถามก็เข้านะครับว่า คนภาวนาเนี่ยอยากรู้ คำถามบอกว่า สภาวะแจ้งนิโรธเป็นอย่างไร

คำว่า “นิโรธ”  พระพุทธเจ้าตรัสถึงภาวะๆหนึ่ง ไม่มีสูงส่ง ไม่มีต่ำต้อย เป็นภาวะที่พ้นออกไปจากภาวะปรุงแต่ง คำว่า “นิโรธ” หรือ “นิโรธะ” พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าไม่มีธรรมชาติชนิดนี้อยู่ การบรรลุมรรคผลนิพานก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีธรรมชาติอันเป็นที่อิง

การบรรลุมรรคผลนิพาน ก็คือการที่จิตไปรู้ภาวะของนิโรธนั่นแหละ คือภาวะที่พ้นออกไปจากการปรุงแต่ง คำว่า “ดับ” หรือว่า “ดับสนิท” เนี่ยไม่ใช่ว่า สิ่งที่มีอยู่มันดับพึ่บแล้วเกิดภาวะใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่นะครับ

แต่ภาวะนิโรธ หรือภาวะที่พ้นออกไปจากการปรุงแต่งนั้นมีอยู่แล้วตั้งอยู่แล้วตรงหน้าของเรานี่แหละ เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะเจริญสติจนกระทั่งเห็นทะลุกายใจนี้ออกไป แล้วก็มีจิตที่สัมผัสถึงความเป็นนิโรธนั้นได้

พระพุทธตรัสไว้นะว่า การบรรลุมรรคผลก็คือ การที่จิตของเราเนี่ยไปเสวยอารมณ์ใหม่ แบบใหม่ ใหม่เอี่ยมเลย ไม่เคยไปเสวยอารมณ์แบบนั้นมาก่อน นานเท่านานเป็นอนันตชาติที่ท่องเที่ยวเกิดตายมาในสังสารวัฏเนี่ยนะครับ วาระแรกที่ได้ไปลิ้มรส หรือสัมผัสความว่างแบบนั้นเนี่ย ก็คือเรียกว่าเป็นพระโสดาบันนะครับ คือเกิดโสดาปัตติมรรค เป็นมรรคจิตที่ได้รู้เป็นวาระแรกว่า นิพพานหน้าตาเป็นยังไง แล้วก็จะมีโสดาปัตติผลต่อเนื่องมาทันที ก็พูดได้ว่าเป็นพระโสดาบัน ข้ามโครตจากความเป็นปุถุชนไป คือข้ามโครตตั้งแต่ได้มรรคจิตน่ะนะ ได้โสดาปัตติมรรคขึ้นมา

การที่เรารู้ได้ว่า เราบรรลุมรรคผลแล้วก็เพราะว่า มีสภาพจิตที่เป็นฌาน และฌานนั้นมีหน้าที่ มีกิจในการล้างผลาญ ในการตัดสังโยชน์ ข้อแรกคือข้ามความสงสัยเรื่องภาวะแบบไหนที่เรียกว่ามีการปรุงแต่ง

อย่างกายใจเนี่ยเป็นภาวะปรุงแต่ง แล้วก็ภาวะแบบไหนที่ไม่มีการปรุงแต่งแล้ว ไม่มีการอุบัติ ไม่มีการเคลื่อนจากภาวะนั้นไป ซึ่งนั่นก็เรียกว่า “นิพพาน” หรือว่า “นิโรธ” นั่นเองนะครับ ที่ตรัสเจาะจงเรียกว่าเป็นนิโรธ ก็เพื่อที่จะพูดถึงภาวะที่มันดับจากความทุกข์ ดับจากความปรุงแต่ง

แล้วพระองค์นะครับ พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายที่จะให้เกิดการรับรู้ว่า ภาวะนั้นพ้นจากภาวะความเป็นทุกข์ที่เราประสบกันอยู่ ถ้าไม่มีภาวะนั้น ก็จะไม่สามารถหนีจากสังสารวัฏได้ ต้องมีภาวะที่เป็นธรรมชาตินั้นอยู่ มีลักษณะของธรรมชาตินั้นอยู่จริงๆ จึงจะเป็นที่อิงอาศัยของการเกิดมรรคผล

คือหลังจากที่พระอรหันต์ได้ดับขันธ์แล้ว ก็จะได้มีอะไรอีกอย่างหนึ่งไป .. เหมือนกับท่านเปรียบเทียบว่า เป็นสายน้ำที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และมหาสมุทรนั้นไม่มีความพร่องลง ไม่มีการเติมขึ้น พูดได้แค่เป็นคอนเซปต์ (Concept) แต่จะเห็นได้ต้องรู้เข้ามาที่กายนี้ใจนี้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน

รู้จนกระทั่งสามารถละจากการยึดในกายใจนี้ได้ รู้จนกระทั่งสามารถที่จะเลิกหลงนึกไปว่า กายใจนี้เป็นตัวเรา เห็นมันเป็นแค่เหยื่อล่อ

แล้วถ้าหากว่าจิต มันรู้ว่าเนี่ยเหยื่อล่อ เหยี่อล่อ เหยื่อล่อ แล้วไม่หลง จนกระทั่งเกิดสมาธิในระดับฌานขึ้นมา นั่นแหละตรงนั้นที่จะทราบด้วยตัวเองนะครับว่า ภาวะของนิโรธเป็นยังไง 

จริงๆแล้วเนี่ย ผู้ที่แจ่มแจ้งคำว่า “นิโรธ” อย่างแท้จริงคือพระอรหันต์เท่านั้นนะครับ แม้แต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี เห็นแล้วก็จริง แต่เห็นแบบ อื่มรู้แล้วแหละว่าเนี่ยของหลอก เหมือนหุ่นยนต์ที่ไปรู้แล้วว่า เนี่ยมีห้องแลปมันผลิตตัวเองขึ้นมา แล้วใส่โปรแกรมให้มีความรู้สึกในตัวตน แล้วความรู้สึกในตัวตนในแต่ละครั้งก็เหมือนกระแสไฟฟ้าที่มันแล่นผ่านวงจรไป กระแสฟ้าเนี่ยมันไม่เคยซ้ำตัวเดิมเลย แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกมาว่านึกว่ามีตัวตน หุ่นยนต์นั้นรู้แล้วว่าตัวเองนั้นเกิดขึ้นจากแลป แต่ก็ไม่สามารถที่จะละความรู้สึกในตัวตนได้ ตัวตนมันยังเกาะแน่นอยู่ ยังทำลายไม่ได้หมดนะครับ ยังรีโปรแกรมตัวเองไม่ได้ ยังถอดเซอร์คิต (Circuit) ออกจากตัวเองไม่ได้ เนี่ยเหมือนกันพระโสดาบัน พระสกาทาคามี พระอนาคามีก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แน่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถละออกไปได้ ยังติดกรงอยู่ แต่พระอรหันต์หลุดออกจากกรงแบบสมบูรณ์แบบนะครับ

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เท่านั้นที่รู้จริงๆว่า คำว่า “นิโรธ” ธรรมชาติคือนิโรธเนี่ยดียังไงนะครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         สภาวะแจ้งนิโรธ เป็นอย่างไรครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๖.๒๘ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=I4LIo1bqlr0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=26

วิ่งออกกำลังกาย รู้เท้ากระทบพื้น นับเลขในใจไปด้วย ใจไม่วอกแวกไปเรื่องอื่น แบบนี้เป็นความรู้สึกตัวหรือยังคะ?


ดังตฤณ :  ความมีสติมันมีสองระดับนะครับ มีสติรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นเรารู้เท้ากระทบไป แล้วก็นับเลขในใจไป นี่เรียกว่าสติรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

แต่สติในแบบที่ใช้คำว่า “รู้ตัว” แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นสัมปชัญญะรู้เข้ามาในกายใจ มันต้องประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิด้วย คือรู้ว่าการกระทบต่างๆ หรือว่าตัวเลขต่างๆมันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่

ไม่ใช่ว่าเรารู้ได้กระทบสม่ำเสมอตลอดตั้งแต่เก้าแรกถึงเก้าที่ร้อย แต่ก้าวที่หนึ่งถึงก้าวที่สิบเนี่ยชัดเจน เสร็จแล้วก้าวที่สิบเอ็ดถึงก้าวที่สิบห้า เออมันพร่าเลือนลงนิดนึง ก้าวที่สิบหกถึงยี่สิบเนี่ย กระจัดกระจายหายไปเลยอะไรแบบนี้ ถ้าเราตั้งความรับรู้ไว้แบบนี้เป็นการเจริญสติแบบพุทธนะครับ เป็นการรับรู้ในแบบที่จะทำให้เกิดสติปัญญาแบบพุทธขึ้นมาจริงๆ

-----------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         วิ่งออกกำลังกาย รู้เท้ากระทบพื้น นับเลขในใจไปด้วย 
                              ใจไม่วอกแวกไปเรื่องอื่น แบบนี้เป็นความรู้สึกตัวหรือยังคะ?
ระยะเวลาคลิป           ๑.๐๙ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=CSOmHjxBOvw&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=28