วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ


ดังตฤณ :  ต้องใช้หูฟังนะครับสำหรับคนที่ยังไม่เคย อันนี้จะใช้เทคโนโลยีทางเสียงมาช่วยให้เราสวดมนต์ได้อย่างเป็นสมาธินะครับ เอานะเรามาเริ่มกันเลยนะ

คุณดังตฤนนำสวดมนต์ โดยใช้ ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์

ก็ผ่านไปนะครับสำหรับหัวข้อเรื่อง ทำสมาธิอย่างไรให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย คิดว่าถ้าเห็นพอยต์ (point)อย่างกระจ่างแล้ว ก็จะทำให้ไม่หลงทาง หรือว่าไม่ไปจับเอามาผสมกัน หรือว่าเกิดความลังเลสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการทำสมาธิว่า เราทำสมาธิไปเพื่ออะไรกันแน่

เอาล่ะครับคืนนี้ขอร่ำลากันตรงนี้ครับ ถ้าหากว่าอาทิตย์หน้าพร้อมกันสะดวก ก็พบกันใหม่ครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ช่วง                              สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ                         
ระยะเวลาคลิป           ๓.๒๒ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=WJqB0vKgr7c

ฝึกรู้ลมหายใจตามที่อาจารย์สอน บางครั้งก็รู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ บางครั้งก็ยังอึดอัด มันมักจะฝืนๆตอนลากลมเข้า พยายามไม่ฝืนแล้ว ตั้งใจจะให้ร่างกายมันเริ่มหายใจเข้าเอง แต่บางทีมันยั้งไม่ได้ ไม่รู้เป็นเพราะว่าเคยฝึกผิดๆมาจนเคยชินหรือเปล่าครับ?


ดังตฤณ :  สำหรับคนที่มีปัญหาแบบนี้ ผมอยากให้ย้อนกลับไปดูคลิปคลื่นปัญญาที่ให้ฝึกหายใจสั้นหายใจยาวให้เป็นนะครับ

(ขึ้นแอนิเมชั่นคลิปคลื่นปัญญาฝึกหายใจ) ทุกครั้งที่จะเริ่มมาดูตรงนี้ก่อนเลย เพื่อให้มันขึ้นใจจริงๆ คือถ้าร่างกายของเราตอบสนองกับการเห็นแอนิเมชั่นอย่างนี้ได้เนี่ยนะครับ มันจะเข้าจุดถูกทุกครั้ง คือไม่ใช่ว่าดูครั้งเดียวแล้วก็ไม่ควรกลับไปดูซ้ำอีกเลย ไม่ใช่นะครับ ไม่ได้มีอะไรหวงห้าม ไม่ได้มีข้อห้ามอะไรแบบนั้น

จริงๆผมทำขึ้นมาเพื่อให้คนที่ฝึกสมาธิไม่หลับตาแล้วก็หลงเข้ารกเข้าพงทางความฟุ้งซ่าน เพราะว่าต่อให้เราเคยทำได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้วก็ตาม มันมักจะลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเรากำลังหัวยุ่งจากการทำงานมา กลับมาเข้าบ้านเนี่ยมันลืมหมดว่า ที่เคยทำได้เนี่ยทำยังไงนะครับ หลับตาปุ๊บเนี่ยก็เข้าป่าทันที

ถ้ามาดูแอนิเมชั่น แล้วให้ร่างกายของเราตอบสนองสิ่งที่เราเห็นอย่างเป็นไปเองนะครับ คุณจะรู้สึกว่า เนี่ยภาพเหมือนท้องของเราป่องขึ้นมา ค่อยๆป่องเป็นลูกโป่งที่มันยืดหยุ่นแบบไม่มีความเกร็ง แล้วก็ค่อยๆยุบลงไป เกิดความรู้สึกสบาย

ถ้าคุณสามารถเห็นแอนิเมชั่นนี้ แล้วก็เกิดความรู้สึกสบายตามได้ อันนั้นแหละคือเข้าจุดที่บอกว่า บางครั้งก็เป็นธรรมชาตินะครับ ถ้าเราสังเกตดีๆนะ ไม่เอาแบบลวกๆนะครับ คุณจะเห็นแอนิเมชั่นนี้ มันมีจังหวะของการป่องออกมา พอป่องสุดหยุดค้างแป๊บนึงก่อนที่มันจะยุบเข้ามา นี่คือความแตกต่างอีกข้อนึง ที่หลายคนไม่สังเกต แล้วก็ไม่สนใจนะครับ

ถ้าเราป่องท้องออกมา แล้วรีบยุบลงไปเลย มันจะเป็นจังหวะตามใจอยาก มันไม่ใช่จังหวะที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ คือตอนที่เรารู้จักที่จะมีจังหวะหยุดแป๊บนึง ทั้งตอนที่หายใจเข้า แล้วก็ตอนที่หายใจออกหมด มันจะไปสร้างความเคยชินขึ้นมาอีกแบบ เทรนร่างกายให้ปรับสภาพให้มีความลงตัว มีความยืดหยุ่น มีความพร้อมมากพอที่จะหายใจยาว พูดง่ายๆว่าหายใจยาวเป็น

ปกติคนจะหายใจยาวกันไม่เป็น เป็นแต่หายใจสั้น ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้ฝึกเท่าไหร่ เท่าไหร่มันก็ไปไม่ถึงไหนสักที มันไม่เป็นอัตโนมัติสักที มันไม่เป็นเหตุเกื้อกูลให้เกิดการรวมดวงเป็นสมาธิสักที

แต่ถ้าฝึกแบบนี้ แล้วพบว่าหายใจยาวเป็นแล้ว หายใจยาวได้เป็นปกติ คุณจะพบว่าจิตรวมเร็วได้มากๆเลย ได้มากกว่าที่มันฟลุกๆนานทีปีหนเกิดที อันนี้มันรวมได้เกือบทุกวันเลย แม้กระทั่งว่าชาวเมืองอย่างเราๆท่านๆเนี่ย ที่ทำงานจนหัวยุ่งมาทั้งวันเนี่ยนะ ก็จะเกิดความสามารถที่จะเข้าสมาธิได้ เพราะอะไร เพราะว่าพอคุณหายใจยาวเป็นเนี่ยนะ มันจะหายใจยาวขึ้นมาเองเรื่อยๆทั้งวัน มันจะติดใจ มันจะชอบใจ มันจะพอใจ

ทีนี้พอฟังคำนี้อย่าไปบอกว่า อ้าวพอใจก็แปลว่าติดสมาธินะสิ คือเอาให้ติดซะก่อนเถอะนะ เอาให้เป็นซะก่อนแล้วค่อยไปคิดละ ไปคิดวางมันในภายหลัง คือมันไม่ยากหรอก ถ้าหากว่าทำสมาธิเป็นแล้วเนี่ยนะ ขอให้ทำเป็นจริงๆเนี่ย เราไปพิจารณาจากการที่มีสัมมาทิฏฐิแข็งแรงมากพอเนี่ยนะ ไม่ต้องกลัวติด ไม่ต้องกลัวติดสุข ไม่ต้องกลัวติดสมาธิ ใครจะมาว่ามาโจมตีอะไรยังไง ขอให้กลับไปดูที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้

ท่านสอนอย่างนี้จริงๆนะในอานาปานสติเนี่ย ให้เอาความสุขก่อน เอาความสุขให้ได้ก่อน ให้จิตเนี่ยมันมีความตั้งมั่น ให้จิตมีความมั่นคงแข็งแรง จากนั้นค่อยเอาความสุขมาพิจารณาโดยความเป็นภาวะไม่เที่ยง พอทำได้เนี่ยมันจะง่ายไปหมดเลย ที่เหลือเนี่ยนะเส้นทางสู่มรรคผลน่ะมันนิดเดียว

แต่ที่มันไม่ได้เนี่ย เพราะไม่ฟังดีๆนะครับ อย่างไปบอกว่า โอ้ยทำสมาธิแล้วติดสุขแน่ๆ ผมเคยเห็นมามากบอกว่า “โอ้ยเนี่ยผมทำได้ไม่มีปัญหา แต่ว่าผมไม่อยากไปเป็นพรหม ผมอยากไปนิพพาน เพราะฉะนั้นผมไม่ทำสมาธิ จะเจริญปัญญาอย่างเดียว” เจริญแบบแห้งๆน่ะนะครับ แล้วก็ไปไม่ถึงไหน ขี้โมโห แล้วก็ไปตีโพยตีพาย ไปอาละวาดฟาดงวงฟาดงา ว่าคนปฏิบัติเขาว่าเป็นพวกโง่เง่าเต่าตุ่น เป็นพวกที่ทำผิดวิธี ทั้งๆที่ตัวเองนั่นแหละไม่ได้ดูวิธีของพระพุทธเจ้านะครับ อันนี้ไม่ได้พูดถึงคนถามนะครับ แต่พูดเลยไป เพราะพอมาถึงจุดนึงก็มักจะคิดไปถึงจุดอื่น

ยุคนี้สมัยนี้เนี่ย คนกลัวติดสมาธิ กลัวติดสุข จนกระทั่งไม่ทำสมาธิ แล้วก็ไม่มีความสุขมากพอที่จะหล่อเลี้ยงให้สติมันแข็งแรงยั่งยืนมากพอที่จะอยากทำต่อ ไม่เกิดฉันทะที่จะเจริญสติ

แม้แต่ครูบาอาจารย์ดีๆก็พูดนะครับ บอกระวังติดสุข กลัวติดสุข มันเลยกลัวจริงๆ กลัวแบบกลัวหัวหดเลย คือไม่รู้จะทำสมาธิท่าไหนให้มันถูกต้องกันแน่นะครับ พอเกิดความสุขปุ๊บนี่ปฏิเสธความสุขทันที แทนที่จะพิจารณาว่า สุขไม่เที่ยงตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่กลายเป็นว่า ปฏิเสธความสุขทันที จะทำให้สมาธิของตัวเองมันออกแนวไหนก็ไม่ทราบ ขอให้นิ่งด้วย แล้วก็มีความทุกข์ด้วยรึยังไง ก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายคือไรนะครับ

----------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ฝึกรู้ลมหายใจตามที่อาจารย์สอน บางครั้งก็รู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ 
                              บางครั้งก็ยังอึดอัด มันมักจะฝืนๆตอนลากลมเข้า พยายามไม่ฝืนแล้ว 
                              ตั้งใจจะให้ร่างกายมันเริ่มหายใจเข้าเอง แต่บางทีมันยั้ง
                             ไม่ได้ ไม่รู้เป็นเพราะว่าเคยฝึกผิดๆมาจนเคยชินหรือเปล่าครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๖.๕๗ นาที
รับชมทางยูทูบ             https://www.youtube.com/watch?v=JVNzupBTcnk

หากปฏิบัติมาถึงจุดๆหนึ่ง ความอยากมันหายไป อยากอยู่เงียบๆคนเดียวไม่อยากคุย หรือสุงสิงกับใคร?


ดังตฤณ :  อันนี้นะครับบอกว่า “ปฏิบัติมาถึงจุดที่ความอยากมันหายไป อยากอยู่เงียบๆคนเดียว” นี่ความอยากมันมาชัดๆเลยบรรทัดเดียวกันนะครับ ยังไม่ได้หายไปไหนเลย อยากอยู่เงียบๆนั่นก็คือความอยาก ที่คุณเข้าใจว่าความอยากมันหายไปเนี่ย คือความอยากแบบเดิมๆ

ตัวตัณหาเนี่ยพระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทั้งอยากได้แบบชัดๆเลยที่มันเป็นกิเลสๆ ที่มันเป็นกามคุณ ๕ แล้วก็อยากให้มันหายไป อยากให้ไม่มีตัวตน อยากให้ไม่มีตัวตนนี่ก็คือวิภวตัณหาชนิดนึงนะครับ

เหมือนกับพวกอสัญญีพรหม ที่อยู่ในสภาวะสลบเหมือดตั้งแต่ต้นจนจบ อันนี้ก็เพราะว่าเจริญสมาธิในแบบไม่อยากมีตัวตนแล้วได้ฌาน ได้ฌานในแบบที่จะไม่มีตัวตน

ให้มองนะครับว่า การอยู่เงียบๆได้เนี่ย มันมีทั้งคุณและโทษ ถ้าหากว่าสัมมาทิฏฐิของเราแข็งพอ การอยู่เงียบๆคนเดียวดีมาก เพราะมันจะทำให้เราเจริญสติต่อ รู้เห็นกายใจกระจ่างแจ้งมากขึ้นทุกที จนกระทั่งจิตไม่เอาไม่ยึด คือขอคืนขอสละสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกายใจนี้ บอกว่ามันไม่ใช่นี่นา แล้วก็ทิ้งไปได้จริงๆ อันนี้เป็นการอยู่เงียบๆแล้วก็เพียรตามลำพัง

แต่ถ้าหากอยู่เงียบๆคนเดียว ไม่อยากสุงสิงกับใครในลักษณะที่ใครจะพยายามติดต่อด้วยแล้วโมโห โอ้ยมารบกวนจิตใจ เห็นเขาเป็นแมลงหวี่แมลงวันมาทำให้เราหมดความสุข เสร็จแล้วก็ไม่ได้พิจารณาว่า โทสะที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี่เป็นเครื่องสะท้อนว่า สติของเรายังไม่เจริญจริง สัมมาทิฏฐิของเรายังไม่แข็งแรงพอ

แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิของเราแข็งแรงขนาดที่ว่า แม้เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ แม้เมื่อมีเสียงออดดังที่หน้าบ้าน เราทำอะไรอยู่ เออเกิดโทสะขึ้นมา ยอมรับตามจริง คือไม่ใช่ไปปฏิเสธ เมื่อกี้ไม่ได้โกรธ แต่ยอมรับจริงว่า พอมีใครรบกวนเข้ามา จิตใจเนี่ยแหมมันเสียความสงบไป เลยเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ นี่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่แข็งแรง คือสามารถเห็นด้วยว่า แม้ความอยากสงบ ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง พอมันไม่ได้สงบก็เกิดโทสะไม่สมใจอยาก อันนี้คือสัมมาทิฏฐิที่แข็งแรง และจะทำให้สติค่อยๆเจริญขึ้น พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆนะครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         หากปฏิบัติมาถึงจุดๆหนึ่ง ความอยากมันหายไป อยากอยู่เงียบๆคนเดียว
                              ไม่อยากคุย หรือสุงสิงกับใคร?
ระยะเวลาคลิป           ๒.๕๖ นาที
รับชมทางยูทูบ             https://www.youtube.com/watch?v=HS78EAPErXM

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ปฏิบัติอย่างไรให้ได้ปัญญา?


ดังตฤณ :  เริ่มจากการทำความเข้าใจที่จุดเริ่มต้นว่า สัมมาทิฏฐิสำคัญที่สุด ตั้งไว้ในใจให้ถูกต้องนะครับว่า เราจะใช้วิธีแนวไหนก็ตาม หรือว่าจะไปเรียนกับครูบาอาจารย์ท่านไหนใดก็ตาม ขอให้แม่นยำตามพระพุทธเจ้าแค่ข้อเดียวคือ เห็นว่ากายนี้ใจนี้มันไม่เที่ยง เพื่อที่จะได้รู้ต่อไปว่า มันไม่ใช่ตัวตนนะ  ขั้นสุดท้ายเนี่ย ที่มันจะเกิดความกระจ่างแจ้งจริงๆ เกิดภาวะของการเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจจริงๆ นะครับ

อันนี้ก็พูดง่ายๆ ที่จะได้ปัญญาเนี่ย ไม่ใช่ปฏิบัติวันเดียวได้เลย แต่ปฏิบัติไปเรื่อยๆตามทิศทางที่ถูกต้อง ที่พระพุทธเจ้าให้พิจารณาว่า กายนี้ใจนี้ไม่เที่ยง เพื่อที่จะได้เห็นในขั้นสุดท้ายว่า มันไม่ใช่ตัวตน เป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก ยากขนาดที่พระพุทธเจ้าท้อพระทัย ตอนที่ท่านบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านบอกโอ้โห คือถ้าให้คนมาเห็นแบบที่เราเห็นเนี่ย คนในโลกเนี่ยเขาไม่เอากัน เขาจะเอาแบบที่ว่าทำยังไง ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองขึ้น ร่ำรวยขึ้น แล้วก็มีเพศตรงข้ามหน้าตาดีๆที่ตัวเองถูกใจเนี่ยได้มาเสพสม นี่คือความต้องการอันหนาแน่นของคนทางโลก

ทีนี้ถ้าคนทางธรรมเนี่ย พระพุทธเจ้าท่านก็ได้พิจารณาแล้วว่าบัวมีทั้งหมด ๓ เหล่า ไม่ใช่ ๔ เหล่านะครับ สี่เหล่านี่มาเติมทีหลังนะ บัวมีทั้งหมด ๓ เหล่าเนี่ยเป็นพวกที่สามารถที่จะผุดขึ้นพ้นน้ำ เบิกบาน รับแสงอาทิตย์ก็มี ที่จมอยู่ปริ่มๆเกือบๆแล้วก็มาก แล้วที่จมอยู่ไม่สามารถช่วยได้ อันนั้นก็เป็นอีกพวกนึงนะครับ พระพุทธเจ้าเห็นอย่างนี้ ท่านก็เลยโอเคสถาปนาพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อที่จะสอนอันนี้แหละ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดปัญญาได้จริงๆ ไม่งั้นเนี่ย ต่อให้เราทำสมาธิใดๆ หรือได้รับคำแนะนำในการเจริญสติแบบไหนมาก็ตามนะครับ ขาดสัมมาทิฏฐิไปตัวเดียว มันพาเข้ารกเข้าพงได้หมด คือไม่ต้องไปบอกหรอกว่า โอ้ยเนี่ยเรียนกับครูบาอาจาร์ยที่เป็นพระอรหันต์รึเปล่า

เพราะแม้แต่คนที่ได้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าเป็นพระญาติแท้ๆอย่างเช่น พระเทวทัตเนี่ย ได้เรียนกับพระพุทธเจ้านะ แต่คิดทรยศพระพุทธเจ้า แยกไปตั้งศาสนาพุทธของตัวเอง แบบนี้เนี่ยก็มี คือมันขึ้นอยู่กับว่า สัมมาทิฏฐิในใจเรามีความตั้งมั่นอยู่แค่ไหนที่จุดเริ่มต้น ยิ่งมีจุดเริ่มต้นได้แข็งแรงขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งประกันว่ายิ่งเดินไปเนี่ยมันก็มีปัญญาเพิ่มขึ้นทุกทีนะครับ มันไม่ใช่บอกว่ามีปัญญากว้างใหญ่แค่ไหน แต่ว่าค่อยๆมีปัญญาเสริมเข้ามาเรื่อยๆตามเหตุปัจจัยในแต่ละวัน

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ปฏิบัติอย่างไรให้ได้ปัญญา?
ระยะเวลาคลิป           ๓.๒๗ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=sIcbvcsn8RM

คลิปอธิษฐานจิตเปลี่ยนชีวิต ที่เจริญสมาธิร่วมกันหลายร้อยคน ถ้าเราเปิดคลิปทำตามบ่อยๆ จะเข้าสมาธิได้เร็วขึ้นไหมครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้พูดเท้าความไปคือ ปีที่แล้วได้ร่วมนั่งสมาธิด้วยกัน ๗ คืน ใช้เสียงสติร่วมกันเพื่อให้เกิดสมาธิง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นสมาธิได้ยาก แล้วให้อธิฐาน คืออธิฐานเนี่ย อธิษฐานเข้ามาที่คุณภาพจิตนะว่า ขอให้จิตของเรามีความอาจหาญที่จะสู้อุปสรรค หรือว่ามีความสามารถที่มันจะรับรู้อะไรง่ายๆว่า ทางไหนที่มันเป็นทางถูกที่มันเป็นทางที่เจริญอะไรแบบนี้เนี่ยนะครับ อันนี้เท้าความนิดนึง

ตัวคำถามบอกว่า คลิปอธิฐานจิตเปลี่ยนชีวิต ที่มีการเจริญสมาธิร่วมกันหลายร้อยคน ถ้าเราเปิดคลิปเพื่อปฏิบัติตามบ่อยๆ จะทำให้เข้าสมาธิได้เร็วใช่มั้ย (ทวนคำถาม)

มันแล้วแต่คนนะ คือบางทีเนี่ยมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอกว่า ใช้อุบายไหนแล้วมันเก็ตแล้วมันคลิก อย่างที่ผมเก็บตัวอย่างมาเนี่ย ตอนที่ .. คุณก็น่าจะเห็นใช่มั้ย ที่ทำโพลล์หลังจากได้เข้าโปรแกรมร่วมกัน ๗ วันเนี่ย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจำไม่ได้ถนัดนะ บอกว่ามันเวิร์คจริงๆ คือเวิร์คตั้งแต่ระหว่างทำเลย มันมีอะไรที่เป็นปรากฏการณ์แบบสร้างไม่ได้ สร้างด้วยเหตุผลไม่ได้ ด้วยความพยายามแบบมือไม้ธรรมดา หลายคนบอกต่างกัน บางคนก็บอกว่า ทำแล้วไม่เห็นได้ผลเลย คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่รู้นะครับที่บอกอย่างนี้

ก็ต้องดูตามจริงว่า การที่เราใช้อุบายวิธีไหน แล้วมันเกิดผลกับเราอย่างไร เอาเป็นว่าถ้าสบายใจตั้งแต่ตอนทำ ให้ถือว่าตรงนั้นเป็นอุบายวิธีที่จะพัฒนาคุณภาพจิตของเราแล้ว เพราะว่าใจที่สบายเป็นสัญญาณบอก มันเป็นเครื่องหมายบอกทางที่ดีนะว่า จิตของเรามาถูกทางที่จะมีความสุขมากขึ้น

แต่ความสุขนั้นมันจะวิ่งไปชนเป้าแบบไหน อันนี้ก็ต้องคำนึง แล้วก็ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกันนะครับ ถ้าจะเอาอธิฐานวอนขออย่างเดียวเนี่ย อันนั้นไม่ใช่เป้าหมายแบบพุทธนะครับ

ถ้าเป้าหมายแบบพุทธคือ เราต้องหลุดจากต้นเหตุของความทุกข์ทางใจ ถ้าหากว่าเป้าใหญ่ของเราจริงๆเนี่ย มันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น อันล็อคต้นเหตุของความทุกข์ทางใจได้เนี่ย อันนี้ขอให้มั่นใจว่า มาถูกทางในแบบของพุทธแน่ๆแล้ว

แล้วการมาถูกทางแบบพุทธเนี่ย มันจะลากจูง หรือว่าพาเราไปเจออะไรระหว่างทางที่ดียิ่งๆขึ้นไป อันนี้คือหลักธรรมชาติตายตัวเลย

---------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         คลิปอธิษฐานจิตเปลี่ยนชีวิต ที่เจริญสมาธิร่วมกันหลายร้อยคน 
                              ถ้าเราเปิดคลิปทำตามบ่อยๆ จะเข้าสมาธิได้เร็วขึ้นไหมครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๓.๑๙ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=sIcbvcsn8RM

ถ้าเรากำลังอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนา และมีพระปฏิบัติเป็นองค์ประธาน แล้วเรากำลังอธิฐานจิต ในสิ่งดีๆ แต่มีความคิดแว้บเข้ามา ขอให้เรามีทุกข์และปฏิบัติธรรมล่าช้า จะแก้ไขอย่างไรคะ?


ดังตฤณ :  บางทีมันไม่ใช่แค่จำเพาะเจาะจงเป็นคำพูดทำนองนี้ มันมีอะไรอย่างอื่นเข้ามาได้อีกไม่จำกัด ซึ่งหลายๆคน คงเกิดประสบการณ์แบบเดียวกันมา ก็คงเข้าใจ แต่ถ้าอีกหลายคนไม่เคยเกิดประสบการณ์การแบบนี้ ก็น่าจะไม่เข้าใจ แล้วก็ .. เอ๊ะเพี้ยนรึเปล่า แล้วก็ทำไมไปยอมความคิดแบบนั้นล่ะ อันนี้ขอให้เข้าใจนะครับว่า แต่ละคนมีช่องทางเข้าของอกุศลกรรมที่แตกต่างกัน แล้วก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจนะครับ

ถ้าเรามองอย่างนี้นะครับ ถ้าอยู่ในพิธีการสำคัญ แล้วจิตมีความคิดไม่ดีขึ้นมา ขอให้มองเป็นภาพรวมว่า เรากำลังอยู่ใจกลางความสว่าง แต่มันมีจุดด่างดำขึ้นมา จุดมืดเหมือนหลุมดำที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางความสว่างนั้น นี่มองให้เห็นภาพแบบนี้นะ มันจะได้เกิดความเข้าใจว่า เราจะจัดการยังไง แทนที่เราจะไปมัวกังวลว่ามีหลุมดำโผล่มา เรามาให้ความชื่นชมกับแสงสว่างที่มันเจิดจ้ามากกว่า มีพื้นที่มากกว่าดีกว่านะครับ

อย่างเราตั้งใจดีๆ คิดอะไรดีๆ แล้วมันมีความเห็นในใจว่า เรากำลังอยู่ในที่ๆดี เรากำลังอยู่กับพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เรากำลังอยู่กับจิตของตัวเอง ที่ส่องสว่างประหนึ่งดวงอาทิตย์ เสร็จแล้วมีไอ้แมลงหวี่แมลงวัน ที่มันแผลงฤทธิ์เข้ามา แล้วสามารถรบกวนจิตใจ ทำให้ดวงอาทิตย์นั้นเนี่ย มันดูหมองลงได้ วิธีที่ถูกต้องคือ ให้เราเอาใจไปโฟกัสกับสิ่งที่มันเป็นความสว่าง ไม่ใช่เอาใจไปโฟกัสกับแมลงหวี่แมลงวันที่โผล่ขึ้นมา ตัวมันเล็กนิดเดียว แต่ถ้าเราไปโฟกัสเนี่ย ใจเราก็เล็กตามมัน แล้วกลายเป็นสิ่งมืด กลายเป็นสิ่งรบกวนตามมันไปด้วยนะครับ

ทีนี้วิธีที่ถูกต้องเนี่ย มันไม่ใช่การไปบังคับตัวเองว่า อย่าสนใจไอ้แมลงหวี่แมลงวันที่มันเข้ามา อย่าไปสนใจความคิดไม่ดี ขอให้ลบมันทิ้งออกจากหัว นี่อย่างนี้เป็นคำสั่งที่ผิด เป็นโปรแกรมที่ผิด เพราะยิ่งทำแบบนั้น มันคือการไปเพิ่มความคิดไม่ดีเข้ามา ความคิดอยากที่จะกำจัดไอ้ความคิดเลวๆเนี่ยนะ ก็เป็นความคิดอีกชนิดหนึ่ง ที่ยืนพื้นอยู่บนความอยาก จำไว้ว่าความคิดอยากอะไรก็ตามนะครับ ที่มันเกิดขึ้นในใจเนี่ย ถ้าหากว่าความอยากนั้น มันไม่ได้รับการตอบสนอง มันจะเกิดโทสะ แล้วโทสะเนี่ยแหละมันจะไปหล่อเลี้ยงความคิดไม่ดีให้มันคงอยู่แล้วเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าเรามองแค่ว่า ไอ้ความคิดไม่ดีนั้น มันเป็นแมลงหวี่แมลงวัน ที่โผล่ออกมากลางแสงอาทิตย์ เราจะยังใส่ใจอยู่กับแสงอาทิตย์ แล้วเห็นว่าไอ้แมลงหวี่แมลงวันนั้น เดี๋ยวมันก็หายไป เดี๋ยวมันก็มอดไหม้ไปเอง

แล้วยิ่งถ้าเรามีสติที่รู้นะว่า มันมอดไหม้ไปเมื่อไหร่ ไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนของเราตรงไหน นี่ตรงนี้ยิ่งได้เกิดปัญญาผุดโพลงขึ้นมาท่ามกลางความสว่างที่มันเป็นบุญธรรมดาเนี่ย จำไว้นะต่อให้อยู่กับพระสงฆ์องค์เจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อันนั้นน่ะเป็นบุญของท่าน ไม่ใช่บุญจริงๆของเรา เรายืมบุญของท่านมา ที่ทำให้เรารู้สึกดีเหลือเกินเนี่ย

แต่ที่จะเป็นบุญจริงของเรานะ เป็นบุญใหญ่ขั้นสูงสุดทางพุทธศาสนาเลยก็คือว่า เราเห็นความคิดรบกวน แล้วเห็นว่า เออมันผ่านมาแป๊บนึง แล้วมันผ่านไปถ้าเราไม่สนในมัน

คือไม่ใช่ไม่รู้นะ ไม่สนใจเนี่ยหมายความว่า ไม่เอาใจเนี่ยปักเข้ามา

แต่ว่ารู้เนี่ย มันผุดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วมันหายไปเองเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้ข้อสรุปทางจิตว่า ไอ้เนี่ยมันไม่ใช่เรา ไม่เกี่ยวกับเราเลย ไม่ใช่ตัวเราเลย มันโผล่มา แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป ขอแค่เราตั้งจิตไว้ถูกต้อง ตั้งจิตไว้ในฐานะผู้รู้ ผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้ที่กลุ้มใจว่า ทำไมฉันถึงคิดอะไรเลวๆแบบนี้ ทำไมฉันถึงคิดอะไรไม่ดี คิดอะไรบั่นทอนกำลังบุญกำลังใจของตัวเองแบบนี้ ไอ้นั่นมันจะกลายเป็นตัวเราขึ้นมาทันที มันจะเป็นอุปาทานซ้อนอุปาทานเข้าไป

-----------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ถ้าเรากำลังอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนา และมีพระปฏิบัติเป็นองค์ประธาน 
                              แล้วเรากำลังอธิฐานจิตในสิ่งดีๆ แต่มีความคิดแว้บเข้ามา 
                              ขอให้เรามีทุกข์และปฏิบัติธรรมล่าช้า จะแก้ไขอย่างไรคะ?
ระยะเวลาคลิป           ๕.๕๕ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=-Sj2I4SeGEY

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนที่หาเงินเก่งพอตัว แต่ทำไมถึงไม่สามารถรักษาทรัพย์สินนั้นได้ คือเป็นคนเล่นหุ้น เวลาได้ก็ได้ แต่ก็พร้อมที่จะเสีย ควรทำอย่างไรเพื่อรักษาทรัพย์ให้เสียน้อยกว่าได้ ครับ?


ดังตฤณ :  เอาเฉพาะคำถามนี้ก่อนนะ ในทางพุทธ ในทางที่เราสามารถไปหาหลักฐานในพระไตรปิฎกได้นะครับ บอกว่า การที่ได้เงินได้ทองมันก็เป็นส่วนหนึ่งจากการทำทาน

การที่มีสติปัญญามาก ก็เป็นส่วนของการที่เราศึกษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางธรรม และก็นำมาปฏิบัติตาม เช่นไปถามครูบาอาจารย์ สมณะสงฆ์ว่า กรรมอันใดเป็นคุณ กรรมอันใดโทษ แล้วน้อมมาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นคุณ ในสิ่งที่จะทำให้พ้นทุกข์ อย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะเป็นเหตุให้เป็นผู้ฉลาด ฉลาดโดยแบบทั่วๆไปเลย ไม่ใช่ว่าจะแค่เรื่องเงินหรือเรื่องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง

คือพูดง่ายๆว่า ถ้ามีสติปัญญาดีใช้ได้แล้ว ก็สามารถเอาตัวรอดได้เนี่ย เป็นพวกที่ต้องเคยคิดอะไรดีๆ ทำอะไรดีๆมาก่อน

ทีนี้เรื่องทานจบไปแล้ว เรื่องทานเป็นทางมาของรายได้ เรายิ่งให้ทานกับคนประเภทไหนไว้มาก เราก็ยิ่งมีเส้นทางสายอาชีพแนวนั้นๆที่จะมาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ในชาติต่อไป ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเราเคยเป็นครูสอนดนตรีที่หวังประโยชน์สุขให้นักเรียนได้เล่นดนตรีเก่งๆ แล้วจะได้เลี้ยงตัวได้อะไรแบบนี้ สอนด้วยความตั้งใจอย่างนี้จริงๆ ทุ่มเทพยายามทุกอย่าง ตลอดชีวิตเนี่ยทำให้คนเกิดความเข้าใจศาสตร์ของดนตรีขึ้นมามากมายมหาศาล

ในที่สุดแล้ว ถ้าเกิดใหม่ เราก็สามารถที่จะเป็นเด็กอัจฉริยะ มีพรสวรรค์เล่นเปียโนได้ตั้งแต่ ๔ ขวบ เล่นเก่งราวกับเป็นโมสาร์ทกลับชาติเกิดอะไรอย่างนี้ แล้วก็ได้รับความสนับสนุนทั้งทางกำลังใจตั้งแต่เด็กๆ เรื่องการเงิน พอเข้าสู่เส้นทางการเล่นดนตรีเนี่ย โอ้โหมีผู้คนแห่เชียร์ล้นหลาม เป็นซุปเปอร์สตาร์ในวงการดนตรีได้ เนี่ยก็เรียกว่าเป็นตัวอย่างของการให้ทาน วิทยาทานที่จะมาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองได้ในชาติต่อมา

ทีนี้โจทย์บอกว่า ทำไมถึงรักษาทรัพย์ไม่ค่อยจะได้ อันนี้มีปรากฏบอกชัดๆในพระคัมภีร์นะครับ บอกว่า ศีลเปรียบเหมือนแผ่นดิน ที่สามารถสามารถจะพยุงรักษาทรัพย์ อันเกิดจากทานไว้ได้ บางสูตรพระพุทธเจ้าตรัสด้วยซ้ำว่า ผู้มีศีลที่สะอาดบริสุทธิ์เนี่ย เป็นเหตุให้เกิดความมั่งคั่งมั่งมีนะครับ ท่านไม่ได้ตรัสว่าในชาตินั้น หรือว่าในชาติถัดไป แต่เราเข้าใจได้นะ ศีลเนี่ยใจอรรถกถาท่านเปรียบเหมือนกับแผ่นดิน ที่สามารถรองรับทรัพย์ที่เราพึงมีพึงได้ไว้ ไม่ให้มันสูญหาย ไม่เหมือนกับแผ่นดินไหว ไม่เหมือนกับน้ำซัดเข้ามานะครับ อันนั้นเป็นผลจากการที่มีศีลข้อ ๒ ไม่ดี

คือถ้าทำอทินนาทานไว้พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับว่า ในที่ๆกรรมเผล็ดผล จะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งให้ทรัพย์สินพินาศ ไม่ว่าจะด้วยจากการขโมย จากการโดนแผ่นดินไหวกลืนเข้าไป โดนไฟไหม้ โดนน้ำซัด หรือว่าโดนลมพายุเข้ามาถล่ม อันนี้เป็นไปได้หมดในที่ๆทรัพย์พินาศ

เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ตอบคำถามได้ครอบคลุมไปถึงคนที่บอกว่า ที่เขาโดนสึนามิพร้อมๆกันเนี่ย เขาไปทำกรรมอะไรมาร่วมกัน ไม่จำเป็นนะครับ คือเรื่องของเรื่องคือมันจังหวะเวลาที่สมควรได้ให้กรรมข้ออทินนามาเผล็ดผลพร้อมๆกันในที่ๆเขาไปชุมนุมกันอยู่ ไม่จำเป็นต้องไปทำมาด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องไปขโมยมาด้วยกัน แต่อยู่ในจุดที่กรรมข้ออทินนาจะเผล็ดผล ก็เลยโดนไปด้วยกัน พร้อมๆกันเสียหาก แล้วความเสียหายเนี่ย ลองดูเถอะต่อให้เป็นสึนามิครั้งเดียวกัน ความเสียหายก็ไม่เท่ากัน บางคนเสียแค่กลับมาซ่อมแซม บางคนเสียแบบยิ่งกว่าโดนขโมย หรือยิ่งกว่าไฟไหม้บ้านอีก เพราะมันพังไม่เหลือเลย ไม่เหลือซากอะไรทั้งสิ้น ไม่เหลืออะไรให้เก็บอีกเลย

แต่ละคนเนี่ยมีชุดกรรมเฉพาะที่จะต้องได้รับ อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเอาเฉพาะจากคำถามนะนี่เฉพาะที่เขียนมานะครับ บอกว่า มีความสามารถหาเงิน ฉลาดพอที่จะหาเงินได้ อันนี้ก็คือโอเคในเรื่องของสติปัญญา ในเรื่องของความสามารถหาเงิน ยืนยันว่า ได้เคยทำทานมามากพอที่จะหาเงินได้ แต่ในเรื่องศีลข้ออทินนาทาน ในอดีตนะไม่ใช่ปัจจุบันนะ มันถึงเวลาเผล็ดผล ทำให้ไม่สามารถรักษาทรัพย์สินไว้ได้

ทีนี้ในเรื่องของการรักษาทรัพย์สิน มันไม่ใช่แค่ยอม สักแต่แบบว่างอมืองอเท้า บอกว่าฉันยอมแล้ว โอเคนี่ฉันจะรับกรรม มันจะเสียหายยังไงก็ช่าง คือมนุษย์เนี่ย ในแต่ละชาติมีความสามารถที่จะศึกษาเหตุเฉพาะ แล้วก็มีความสามารถที่จะหาลู่ทางป้องกัน

ถึงแม้ว่าเราจะมีศรัทธาในแบบพุทธว่า ผลแห่งกรรมมีอยู่จริง วิบากกรรมมีจริง เราก็ต้องเชื่อต่อไปด้วยว่า ถ้ากรรมใหม่ของเราดีพอ ก็น่าจะช่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้แล้ว รู้กลไกของการให้ผลกรรมว่า อ๋อมันมาจากการที่เราเคยมีอทินนาทาน ซึ่งทุกน่ะมีแต่ว่าของเราเนี่ย มันประจวบเหมาะว่า จะต้องได้รับผล กรรมจะเผล็ดในชีวิตนี้ จังหวะนี้

ฉะนั้นเราก็กำหนดไวในใจเป็นแม่นมั่นเลยว่า เราจะไม่มีทางผิดศีลข้อ ๒ เป็นอันขาด เราจะไม่ทำอีก ชาติก่อนๆลืมไปแล้วช่างมัน มันไปย้อนกลับไปหาตัวตนเก่า แล้วก็บอกตัวตนเก่าไม่ได้แล้วว่า เฮ้ยมันจะได้รับผลแบบนี้นะ

แต่ตัวตนนี้ตอนนี้สามารถบอกได้ว่า เออเนี่ยถ้าเราศรัทธาในเรื่องวิบากกรรมที่พุทธศาสนาแสดงไว้ เราจะตั้งใจว่าตลอดชีวิตที่เหลือเนี่ย ไม่โกงใครอีกเด็ดขาด ไม่ขโมยใครอีกเด็ดขาด ไม่แม้แต่จะคิดว่าจะหลอกลวงใคร เพียงเพื่อเอาเงินมา ตรงนี้มันก็กลายเป็นชุดกรรมใหม่

ที่เรียกว่า “ชุดกรรม” เพราะอะไร เพราะว่านี่เป็นหัวหอกที่จะให้ทำอะไรอีกหลายอย่าง เป็นข้อพิสูจน์ว่า เราตั้งใจจะไม่หลอกลวงใคร เพื่อเอาทรัพย์ของเขามาอีกเป็นอันขาด

คือชีวิตที่เหลือเนี่ย มันจะเจอเรื่องยั่วยุมากมาย เจอแรงบีบคั้นอะไรอีกหลายๆอย่าง แล้วแต่ละครั้งแต่ละหนเราจะยึดข้อเดิมคือ ไม่เอากับไอ้เรื่องของการหลอกลวง หรือว่าการช่วงชิงทรัพย์ของใครเขามาด้วยวิธีผิดๆ มันจะมีเหตุการณ์อะไรตามมาอีกเยอะเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้

แล้วยิ่งเราพิสูจน์ใจได้ว่า เราตั้งใจอย่างนี้จริงๆ แล้วทำให้ได้จริงๆ ในที่สุดมันกลายเป็นบารมีในเรื่องของการห้ามใจ ไม่เอาไม่ผิดศีลข้ออทินนาทาน แล้วตัวนี้แหละที่มันจะ .. ในทางลึกลับเนี่ยมาแบ่งเบามาช่วยบรรเทาของเก่า เพราะคนนะคือเวลาที่เส้นทางกรรมเดิมเนี่ย มันดิ่งตรงไปแบบนี้ เสร็จแล้วเราพยายามสร้างเหตุให้มันแตกต่าง อย่างบอกว่าแต่ก่อนเคยขโมยไว้มาก ตอนนี้ตั้งใจไม่ขโมยแล้ว มันจะทำให้ชีวิตของเรา ค่อยๆเบี่ยงออกเส้นทางทีละน้อย คือไม่ใช่ปุบปับฉับพลัน

ยิ่งเราพิสูจน์ใจได้มากขึ้นเท่าไหร่ว่า เราตั้งใจว่าจะไม่ผิดศีลของอทินนา มันจะยิ่งเบี่ยงเบนออกไป จนกระทั่งถึงวันนึงนะ จะกี่เดือน กี่ปีก็ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าย้อนมองชีวิตตัวเองอีกที อ้าวตอนนี้เราสามารถรักษาทรัพย์ไว้ได้แล้ว ไม่มีเหตุสุดวิสัยมาทำลายทรัพย์สินเราอีกแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตั้งความศรัทธาไว้ แล้วก็พิสูจน์ด้วยชีวิตของเราทั้งชีวิต หรืออีกหลายๆปี มันถึงจะเห็นว่าจริงหรือเปล่า

แล้วคนสมัยนี้เนี่ย ให้แนะนำแบบนี้นะ ไม่เอานะ (คุณดังตฤณยิ้ม) คือบอกว่าอีกหลายปีใช่มั้ย โอเคจบ ขอใช้วิธีแบบได้ด่วนทันใจก่อนก็แล้วกัน นี่จะเอากันแบบนี้นะ

ทีนี้นอกจากเรื่องบุญเรื่องกรรมแล้วเนี่ย วิธีที่จะรักษาทรัพย์ มันยังมีวิธีนึงที่ได้ผลมาเสมอคือ ง่ายๆเลยนะ กระดาษกับปากกา เอามาจดว่า รายรับรายจ่ายของเราเนี่ย มันรับมาได้เท่าไหร่ แล้วก็ต้องจ่ายออกไปแค่ไหน คือบางทีดูเหมือนกับเรื่องตื้นๆ ดูเหมือนกับเป็นภาระ แต่จริงๆแล้ว มันสามารถช่วยให้เกิดการแตกกิ่งก้านสาขาของไอเดียได้

เช่น เห็นรายรับเท่าเดิมอยู่ทุกเดือน เจ็ดหมื่น สามหมื่น หนึ่งหมื่นห้า อะไรของแต่ละคนเนี่ย ก็จะมีตัวเลขเป็นตัวตั้งของตนเองเนี่ยนะ แล้วก็บอกว่า ตัวเลขนี้เนี่ย มันต้องเป็นแบบนี้เสมอไปเหรอ จริงๆเนี่ยเราหาทางเพิ่มได้มั้ย มันจะมีแก่ใจคิดขึ้นมาว่า ภาพมันปรากฏชัดๆทางตา ภาพที่กระจ่างนั้นเนี่ย มันช่วยให้เราคิดอยากได้เงินเพิ่มอย่างถูกต้อง

แล้วก็รายจ่ายเนี่ย บางทีเราเห็นน่ะว่า ไอ้นี่เราไม่จ่ายไม่ได้ ของต้องเอาเข้าบ้าน โอเคเราผ่านไป แต่ของบางอย่างที่มันหลงเข้ามา มันจะทำให้เราคิด เอ๊ะไอ้นี่จริงๆมันไม่จำเป็นก็ได้นะ มันเบียดเบียน  มันมาเบียดบังตัวเลขที่เป็นตัวตั้งเนี่ย ให้มันร่อยหรอลงอย่างฉับพลันทันที

มันจะเกิดความคิดอะไรขึ้นมามากมาย แม้กระทั่งรายจ่ายแบบที่ไม่คาดฝัน ที่เหมือนกับเป็นอะไรที่ป้องกันไม่ได้ มันก็จะถูกนำมาสู่ในใจของเราอย่างชัดเจนนะว่า ไอ้ที่มันมาแบบไม่คาดหมายเนี่ย จริงๆแล้วเราสามารถป้องกันระวังในภายหลังได้รึเปล่า มันจะทำให้เราเกิดความคิดอะไรมากมาย

สรุปนะครับคำตอบ เพื่อที่จะระวังรักษาทรัพย์ไม่ให้เสียไปแบบไม่ควรจะเสีย เราทำบุญเพิ่มนะครับ ทำบุญไม่ใช่จ่ายตังค์เสมอไป บางทีเนี่ยมันเป็นความตั้งใจว่า เราจะไม่หลอกลวงใคร ไม่โกงใคร ไม่ขโมยใคร

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่ถือศีลได้สะอาดบริสุทธิ์  จัดเป็นผู้ที่ทำมหาทาน เพราะว่าทำตัวเองเป็นที่ตั้งของความปลอดภัยให้กับชาวโลก นี่เหตุที่ท่านเรียกว่าเป็นมหาทานเพราะอย่างนี้นะครับ เป็นความปลอดภัย ยกเว้นภัยไม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นไม่เลือกหน้าไม่จำกัด เรียกว่าแค่ตั้งใจนี้ใจเดียวเนี่ย คนอีกมากมาย สัตว์อีกมากมายมหาศาลไม่รู้เท่าไหร่ ที่จะได้รับประโยชน์จากความตั้งใจนี้

แล้วก็นอกจากนั้น ก็หัดจดนะครับว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่เป็นรายรับและรายจ่ายนะครับ นี่ตอบยาวเป็นพิเศษ เพราะคำถามนี้เนี่ย มันอยู่ในใจของคนเป็นจำนวนมาก แม้แต่บอกว่ารายจ่ายของเราคือ ใจอ่อนอดให้เขายืมไม่ได้ แล้วมันเป็นเงินที่มันเกินตัวเรา อย่างนี้พอมันมาเห็นในใบบัญชีรับจ่ายเนี่ยนะ มันก็ทำให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้นได้นะ อันนี้เรารู้แล้วว่า เงินมันหายไปไหน อ๋อไปให้เขายืมแบบที่มันเกินตัวเรา แล้วให้เฉยๆไม่ช่วยให้คำแนะนำให้คนยืมรู้จักพึ่งพาตัวเอง นี่ก็คือความผิดของเราด้วย อะไรแบบนี้เนี่ย คนเป็นกันเยอะมากนะครับยุคเรา

---------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๗ มิถุนายย ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนที่หาเงินเก่งพอตัว แต่ทำไมถึงไม่สามารถ
                              รักษาทรัพย์สินนั้นได้ คือเป็นคนเล่นหุ้น เวลาได้ก็ได้ แต่ก็พร้อมที่จะเสีย 
                              ควรทำอย่างไรเพื่อรักษาทรัพย์ให้เสียน้อยกว่าได้ครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๑๔.๒๕ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=D13WY4COdD8


** IG **