วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563

จิตมีอาการครึ่งเศร้าครึ่งสุข

ถาม : (00.24.28) จิตมีอาการครึ่งเศร้าครึ่งสุข

 

ดังตฤณ : ถ้าหากมีอาการครึ่งเศร้า ครึ่งสุข ก็รู้ไป ว่าเมื่อไหร่ที่เศร้า เมื่อไหร่ที่สุข อย่าไปแกล้ง ทำให้ความเศร้ากลายเป็นความสุขขึ้นมาทันที นั่นไม่ใช่การปฏิบัติ ไม่ใช่สติ

 

สติ คือการเห็นตามจริง ยอมรับตามจริง ไม่ใช่การพยายามทำให้ผิดจากความจริง สิ่งที่เราทำอยู่หลังๆ นี่ บางทีนี่ เราบอกว่าเราพยายามมีสติ แต่จริงๆ นี่คือการชดเชยสิ่งที่เสียความรู้สึกไป หรือว่าพยายามที่จะเปลี่ยนความทุกข์ ให้กลายเป็นความสุขทันที เรื่องนี้นี่เราเข้าใจกันหมดทุกคนแหละ แต่ว่าพอเอาเข้าจริง ถึงนาทีนั้นจริงๆ ก็ลืม ต้องมีสตินะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316


หลุดการปฏิบัติธรรมไป อยากกลับมาเริ่มต้นใหม่

ถาม : (00.20.22) ช่วงนี้ มีภาระทางการงาน มีสภาวะที่บีบเค้น จนกระทั่งเหมือนกับอยู่ดีๆ หลุดการปฏิบัติธรรมไป อยากกลับมาเริ่มต้นใหม่

 

ดังตฤณ : เวลาคนที่ปฏิบัติมา เคยเห็นผลมาบ้าง มีความนิ่งมีความสว่าง มีความสงบอะไรมานี่ แล้วถึงจุดหนึ่งเสื่อมลง หรือว่ามีการงานมาเบียดเบียน ไม่ให้มีเวลาปฏิบัติเหมือนเดิม หรือว่าความชอบใจแล่นไปทางอื่น

 

คิดง่ายๆ อย่างนี้ว่า ณ ขณะนั้นใจกำลังวุ่น ธรรมะนี่นะ ถ้าเป็นธรรมะขั้นสูงเลย เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายบอกว่า นี่คือธรรมะแท้ ธรรมะที่อยู่เหนือกว่าความทุกข์ มีแต่ใจเราเท่านั้นที่รู้ว่า นั่น เรียกว่าธรรมะ มีแต่ใจเราที่รู้ว่า ธรรมะทำให้ใจเราสว่าง

 

ทีนี้ มองอย่างนี้ว่า ของที่เป็นของสูง ของที่เป็นความสว่าง ของที่ไม่มีที่ตั้งนี่นะ ต้องการใจที่ว่างพอที่จะรองรับสภาวะชั้นสูงนั้นได้

 

อยู่ๆ เราบอกว่า เรากำลังยุ่งอยู่กับงาน หรือเรามีแก่ใจแล่นไปตามโลก พูดง่ายๆว่าใจอยากจะวุ่นอยู่ แบบนั้นไม่พร้อมที่จะรับธรรมะ ใจต้องว่าง

 

ทีนี้ถามว่าใจว่าง ทำอย่างไร อยู่ๆ เราบอกว่า ฉันอยากว่าง นี่คือความวุ่นแล้ว นี่คือลักษณะของตัณหา ที่เล่นงานใจเราให้ดิ้นไป ดิ้นรนจะเอา ไม่ใช่จะคืน ไม่ใช่จะสละ ไม่ใช่จะละ ไม่ใช่จะวาง

 

พูดง่ายๆ สำรวจเข้ามาที่ใจเป็นอันดับแรกว่า ณ ขณะหนึ่งๆ ใจเรา มีอาการยึด หรือว่ามีอาการวาง

 

อย่างตอนนี้ เราคุยกันนี่นะ เราคุยกันเรื่องธรรมะ เราคุยกันเรื่องการวาง ใจจะมีความโน้มน้าว โน้มน้อมไปในทางที่จะวาง เพราะฉะนั้น พอบอกว่าเราจะมาเจริญสติ หรือว่าเราจะนึกถึงธรรมะชั้นสูงอะไรนี่ ก็ดูเหมือนกับเราเอื้อมถึง แต่เมื่อไหร่เราอยู่ข้างนอก เลิกคุยกันเรื่องธรรมะ มีความติดใจทางโลก มีความวุ่นวายทางการงาน ณ ขณะนั้น เราก็รู้ไป ว่าเหตุปัจจัย มารบกวนจิตใจอยู่ ไม่พร้อมที่จะให้ใจว่าง แล้วเมื่อใจไม่ว่าง ก็ไม่พร้อมที่จะรับธรรมะ

 

เราสังเกตอยู่อย่างนี้ เอาแค่นี้นะ ธรรมะกลับมาเอง เพราะอะไร เพราะเราจะไม่ดิ้น เข้าใจไหม เราจะไม่ดิ้น พยายามเกินตัว ในแบบที่จะเอากลับไปเท่าเก่าเลยเดี๋ยวนี้ แต่เราจะรู้ตามเหตุปัจจัยว่า ใจที่วุ่นอยู่ จะยังไม่พร้อมรับธรรมะ เราก็เฉยๆ เราก็รู้สึกว่าเออ นี่คือเหตุปัจจัยที่ไม่เหมาะสมที่จะรับธรรมะ

 

แต่เมื่อไหร่อยู่ว่างๆ แล้วใจว่างตาม แล้วเราสังเกตใจตัวเองออก แล้วก็เห็นว่า ความรู้ที่เราเคยทำมา ที่เราเคยปฏิบัติมา จะเป็นการดูลมหายใจ จะเป็นการบริกรรม จะเป็นดูจิตอะไรก็แล้วแต่นี่ ก็กลับมาเองได้ พูดง่ายๆ สังเกตความเหมาะสมทางใจ อย่าไปดิ้น อย่าไปพยายามเอาให้ได้เดี๋ยวนี้เลยว่า ทำอย่างไรจะย้อนกลับ หวนกลับไปได้เท่าเดิมใหม่ นะ เข้าใจนะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 

 

นิพพานของครูบาอาจารย์แต่ละท่านต่างกันหรือไม่

ถาม : (00.16.55) พอเราปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรมของครูบาอาจารย์ 2-3 ท่าน ท่านจะพูดถึงตอนปลายของการปฏิบัติธรรมแตกต่างกัน

 

ดังตฤณ : ในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า แก่นสารของพุทธศาสนา คือการหลุดพ้นทางใจ ชนิดไม่กลับกำเริบขึ้นมาอีก นี่คือแก่นสาร

 

บางคนบอก หัวใจพุทธศาสนาคืออริยสัจ 4 คือมรรคมีองค์แปด คือโน่นนี่นั่น จริงๆ อันนั้นคือหัวข้อธรรม ไม่ใช่หัวใจของพุทธศาสนา

หัวใจของพุทธศาสนาจริงๆ คือ ความหลุดพ้นแห่งใจ

 

ความหลุดพ้นแห่งใจ มีหลักฐานปรากฏต่อตัวเอง เป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน เอาไปโชว์คนอื่นไม่ได้

 

ทีนี้ ถ้าสมมติว่า มีครูบาอาจารย์ที่เราตั้งความเชื่อไว้ ว่าเป็นพระอรหันต์เหมือนกันหมดแหละ พระอรหันต์สิบรูป สิบองค์ อาจพูดไม่เหมือนกันก็ได้ที่ตอนต้น แต่อาจรู้ตรงกันที่ปลายทาง ว่าหลุดพ้นเหมือนกัน นี่ท่านได้แก่นสารกันแล้ว

 

ทีนี้เราเอาแก่นสารแบบท่านบ้าง ทำอย่างไร

 

ตอนต้นนี่ ให้ตั้งมุมมองไว้ว่า เอาเบื้องปลายมาโชว์กันไม่ได้ นึกออกไหม ไม่ว่าจะแนวปฏิบัติไหนก็ตาม แม้แต่พระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐาน 4 ท่านก็สอนได้แค่ต้นทาง ท่านเอาผลลัพธ์ คือปลายทางมาโชว์ตั้งแต่แรกไม่ได้

 

เพราะฉะนั้น อย่าพยายามที่จะรู้ให้ได้ ว่าอันไหนผิด อันไหนถูกกันแน่ แต่ลองทำ จะกี่สาย จะกี่แนวก็ตาม แล้วถามตัวเองว่ายิ่งทำไป ยิ่งใกล้เคียงความหลุดพ้นทางใจ ชนิดไม่กลับกำเริบขึ้นอีกหรือเปล่า

 

ถ้าตอบตัวเองตรงนี้ได้ นี่เราจับที่มันเป็นแก่น ที่เป็นประเด็นทางพุทธที่แท้จริงได้แล้วนะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 


เพื่อนร่วมงานไม่ชอบหน้าโดยไม่มีสาเหตุ วางใจอย่างไรดี

ถาม : (00.13.15) ในที่ทำงาน คนร่วมงานไม่ชอบเรา โดยที่เราไม่รู้สาเหตุ และก็ไม่เคยหวังร้ายกับเขา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสุขและสมาธิ ในการทำงานอันเป็นที่รักของเรา ดังนั้นเราควรประพฤติตัวอย่างไร วางใจอย่างไร หรือเอาสถานการณ์นี้ มาทำให้ธรรมะของเราเจริญขึ้นได้อย่างไรบ้าง

 

ดังตฤณ : อยู่ในที่ๆ คนไม่ชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในออฟฟิศนี่ วิธีที่เราจะแก้ไข บางทีไม่ได้เริ่มจากการมาตั้งคำถาม ว่าทำไมเขาถึงไม่ชอบเรา เพราะว่าบางทีเรื่องความไม่ชอบใจ มันฝังอยู่ในจิตใจ ในส่วนลึกของหัวใจ ชนิดที่เจ้าตัวบางทีก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงไม่ชอบ

 

เหมือนกับที่ ถ้าเราจะสำรวจความเป็นมนุษย์ สำรวจที่ตัวเองนั่นแหละ บางทีเราเจอใคร แค่เจอหน้าอย่างเดียวนะ ยังไม่ทันคุย เราตั้งธงไว้แล้วว่า คนนี้เราไม่คบ เราไม่อยากที่จะยุ่งเกี่ยว หรือว่าจะทำท่าไหน หรือแสดงกิริยาดีอย่างไร เราก็จะปฏิเสธนะ

 

ความเป็นมนุษย์นี่ จำไว้อย่างหนึ่งนะ แม้แต่เจ้าตัวเอง ก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ทั้งหมด ถ้าหากว่าเราคิดอย่างนี้ นี่คือการเตรียมพร้อม ในการเผชิญหน้ากับมนุษย์ไม่ว่าหน้าไหนแล้ว มันมากับความไม่แน่นอนนะ อันนี้พูดถึงเรื่องที่ฟังกันได้ง่ายๆ ทั่วไป

 

แต่ถ้าหากว่าพูดกันเรื่องกรรมและวิบาก ซึ่งอันนี้จะเข้าใจยากขึ้นอีกนิดหนึ่ง จะมีสองประเด็น

ประเด็นแรก คือเราเคยผูกเวรกับเขามา อันนี้ต้องพูดกันเรื่องความเชื่อแล้ว ซึ่งเวรที่ว่านี้ ไม่ใช่ว่าเราหรือเขาผิด แต่เป็นเวร เหมือนกับสีแดงหรือสีดำ ไม่ได้มีสีไหนผิด แต่ว่าสีแดงก็คือสีแดง ต่างกับสีดำ ไม่สามารถเข้ากันได้ ไม่สามารถเอามาพูดว่านี่คือสีเดียวกันได้

 

เหมือนกัน มนุษย์ ถ้าหากว่า มาเจอกันด้วยเวร ด้วยการผูกกันไว้ โดยที่ทั้งคู่ก็ไม่รู้นะ ไม่มีใครผิด มีแต่ว่าแต่ละคนอยู่คนละสี อยู่คนละพวก ถ้าหากว่าเราทำใจได้ อย่างนี้ ใจของเราจะไม่รบกวนตัวเอง เป็นอันดับแรก และในที่สุด ใจที่ไม่รบกวนตัวเอง ไม่รำคาญตัวเอง ไม่สงสัยว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมเขาถึงมองอย่างนี้ ทำไมเขาถึงไม่มองอย่างนั้น แบบนี้ เป็นการรบกวนจิตใจของตัวเอง จนกระทั่งเขารู้สึกได้ เพราะว่าก็เป็นเครื่องรบกวนจิตใจเขาเหมือนกัน โดยเราก็ไม่รู้ตัว

 

แต่เมื่อจิตใจของเราเรียบนิ่งสงบ ไม่มีการรบกวนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ในที่สุด ใจที่เรียบ นิ่ง ว่างของเรา ก็จะเป็นที่สบายกับเขาด้วย สบายตา สบายใจมากขึ้นเวลาเจอเรา โดยที่เขาก็อธิบายไม่ถูก เพราะว่าเรื่องทางใจ เป็นเรื่องที่มองไม่เห็น พูดไม่ได้ แต่พอยต์ก็คือ เมื่อใจของเรานิ่งจริงๆ ไม่ผูกเวรกับเขาต่อ ในที่สุดเวรที่ผูกกันมาจะเสื่อมลง โดยที่เขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงอยู่ๆ รู้สึกดีขึ้นมากับเรา โดยไม่ทราบสาเหตุนะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 


สมาธิไม่พอจะเห็นสภาวะ ควรพัฒนาอย่างไร

ถาม : (00.09.20) ช่วงสิบปีหลังของการภาวนา เหมือนสมาธิไม่มีคุณภาพพอที่จะเห็นสภาวะได้เลย สติดูน้อยลงเรื่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าต้องมีอะไรต้องปรับ หรือตั้งใจมากขึ้น หรือทำอะไรที่พัฒนาจิตใจต่อไปได้ รู้สึกตันมานานมากแล้ว

 

ดังตฤณ : นี่เป็นเรื่องเฉพาะตนนะ บางทีเราเคยชิน อยู่กับสิ่งที่เรานึกว่าเป็นการปฏิบัติ เสร็จแล้ว กลายเป็นว่ายิ่งทำ ... จำไว้เลยนะ ... จิต ถ้าหากว่าตั้งไว้ผิดจากโฟกัสที่ควรจะโฟกัส ก็จะหลุดออกจากโฟกัสไปเรื่อยๆ แทนที่จะก้าวหน้า กลายเป็นเสื่อม กลายเป็นถอยหลัง

 

ทีนี้ วิธีที่จะสังเกตง่ายๆ ว่าเราอยู่ในโฟกัสที่ถูก ที่จะเจริญก้าวหน้าขี้นไปได้เรื่อยๆ หรือเปล่า เอาง่ายๆ เลย สังเกต ณ ขณะที่เราดูอะไรอยู่ก็ตาม จะเป็นดูลมหายใจ จะคิดว่าเราดูจิต หรือว่าคิดว่าเราดูอะไรก็ตามนี่นะ ณ เวลาที่ดู เราเห็นโดยมีฐานที่มั่น ที่สมควรอยู่หรือเปล่า เช่น อิริยาบถ

 

พระพุทธเจ้าท่านเน้นเลยนะ เรารู้อยู่ไหมว่า ณ ขณะนี้เราอยู่ในอิริยาบถไหน เราบอกว่าเราภาวนา เราบอกว่าเราปฏิบัติ ทุกคนนี่ก็คิดว่าตัวเองภาวนา ทุกคนคิดว่าตัวเองปฏิบัติหมด แต่ว่าโฟกัสของจิต ลืมสังเกตว่าไปถึงไหนแล้ว มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หรือเสื่อมถอยลง

 

แต่ละครั้ง สมมติว่า คุณตั้งใจว่ากำลังจะดูจิต จิตที่คุณกำลังดูนั้นน่ะ เวลาที่คุณเห็น คุณเห็นอะไร เห็นว่ากำลังมีสภาพเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล มีสภาพที่ดี หรือไม่ดี สว่าง หรือว่ามืด ถ้าตอบตัวเองไม่ถูก ก็แสดงว่าเราไม่ได้เห็นจริง

 

ยิ่งถ้าหากบอกตัวเองไม่ถูกว่า มันเสื่อมจากความเป็นเช่นนั้นไปเมื่อไหร่ ยิ่งชัดเจนนะว่า เรา ปฏิบัติไป ไม่ได้เห็นอนิจจัง เราเห็นอะไรอย่างหนึ่ง ที่เรานึกว่าเราเห็น เสร็จแล้วการเห็นนั้น โฟกัสเสื่อมลงเรื่อยๆ ถอยลงเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวนะ

 

วิธีที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านเลยสอนให้อย่างนี้ หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก รู้ว่าหายใจออก ไม่ใช่พยายามที่จะอาศัยลมหายใจ เป็นที่ตั้งของสมาธิอย่างเดียวนะ แต่เป็นเครื่องระลึกระหว่างวันด้วย ระลึกไปเรื่อยๆ ว่าขณะนี้เราหายใจเข้า หรือหายใจออกอยู่ เราหายใจยาวหรือหายใจสั้น ถ้าหากว่ามีความรู้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่แสดงว่าเรามีเบสิก (basic) แล้ว

 

นี่ตรงนี้ จะชัดเจนว่า เรามีเครื่องวัดความคืบหน้า ความก้าวหน้า เสร็จแล้วเราค่อยสังเกตว่า แต่ละลมหายใจที่ผ่านไปนี่ จะหายใจเข้าหรือหายใจออกก็ตาม หายใจสั้นหรือหายใจยาวก็ตาม มันมาพร้อมกับความรู้สึกสบาย หรือว่าอึดอัด

 

ส่วนใหญ่ถ้ามาพร้อมความรู้สึกว่าอึดอัด เราจะเลิกทำ แต่ถ้าเป็นที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านจะสอนว่า มีความอึดอัด ให้รู้ว่าตรงนั้นคือทุกขเวทนา และทุกขเวทนา อยู่ได้กี่ลมหายใจก่อนหายไป นั่นเรียกว่า การเห็นความเสื่อมของทุกขเวทนา ยิ่งเห็นชัดมากขึ้นเท่าไหร่มาตามลำดับแบบนี้ จะมีแต่ความคืบหน้า จะไม่มีอาการถอย!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 


สวดมนต์แล้วระลึกว่า กายที่สวด หูที่ได้ยินเสียงไม่ใช่เรา เป็นการเจริญสติไหม

ถาม: (00.05.31) เวลาปกติสวดมนต์อยู่ แล้วระลึกไปว่า ตาที่มองเห็นบทสวดมนต์ หูที่ได้ยินเสียงตัวเองสวดมนต์ไป ตาเห็น กายเห็น ไม่ใช่เรา เราเป็นคนดู หูได้ยิน ไม่ใช่เรา เราเป็นคนดู อย่างนี้ถือเป็นการเจริญสติไหม

 

ดังตฤณ : ตรงนี้ เป็นหลายอย่างประกอบกัน

 

หนึ่ง คือมีกำลังของจิต พูดง่ายๆ มีกำลังของจิต มีกำลังของสมถะ จิตมีความนิ่งพอสมควร

สอง มีความเบา มีความโปร่งมีความว่าง ไม่มีความฟุ้งซ่าน

สาม คือ เรามีความเคยชินที่จะอาศัยกายเป็นที่ตั้งของการระลึก เป็นที่ตั้งของสติ

สี่ คือมีความเข้าใจประกอบอยู่เป็นพื้นฐานว่า กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเหมือนกับรูปนามที่ไม่มีบุคคลอยู่ในนั้น

ทีนี้ อันดับที่ห้า สำคัญที่สุดคือ สติรู้ ในปัจจุบัน ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ ไม่ใช่ตัวเราและเรามีหน้าที่ดูอย่างเดียว

 

ถ้าหากมีความสงสัยขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวว่า เอ๊ะ! นี่เป็นการเจริญสติหรือเปล่า เอ๊ะ! นี่เป็นการเห็นรูปเห็นนามหรือเปล่า เอ๊ะ! นี่เป็นการวิปัสสนา หรือเปล่า นั่นแหละ ไปเลย

 

สิ่งที่ควรจะได้เห็นอย่างเป็นกลาง กลับเพี้ยนไป กลายเป็นสงสัย เพี้ยนไป เป็นความรู้สึกอยากได้อยากดี อยากได้มรรคผล อยากได้ความเจริญขึ้นไปกว่านี้ อยากได้สติ อยากได้สมาธิ อะไรที่ก้าวหน้า

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำเวลาเกิดภาวะอย่างนี้ ไม่ต้องตั้งคำถาม แต่ให้ดูต่อไปเรื่อยๆ ว่า นี่คือการเห็นว่า กายสักแต่เป็นกาย ปรากฏแสดงให้ดูเฉยๆ จิต เป็นผู้ดู ก็สักแต่ดูไปไม่ต้องสงสัย

 

ทีนี้พอมีความไม่สงสัย และดูไปเรื่อยๆ อย่างนี้ จนกระทั่งเกิดสมาธิเป็นปกติ มีความเคยชิน ที่จะได้เห็นอย่างนี้อีกเรื่อยๆ ซ้ำๆ เราจะได้เห็นอะไรที่มีความละเอียด แล้วก็มีความประณีตมากขึ้นเรื่อยๆ ตามคุณภาพของจิต

 

คือจะเห็นว่าที่แสดงท่าทาง หรือว่ามีการเปล่งเสียง สักแต่เป็นคนอื่น เหมือนกับเป็นคนอื่นเปล่งเสียงนี่นะ จะมีเสียงไม่เท่าเดิม ถ้าไม่เสียงที่เพราะขึ้น ก็เสียงที่ดรอป (drop) ลง ถ้าไม่เสียงที่ดังขึ้น ก็เสียงที่เบาลง ถ้าไม่จังหวะเร็วขึ้น ก็ช้าลง อย่างใดอย่างหนึ่งให้เราเห็น เป็นสัญญาณบอกความไม่เที่ยงของรูปของนามนี้ ตรงนี้แหละที่จะกลายเป็นพัฒนาการไปสู่การรู้แจ้งนะ

 

แต่ถ้าเราไปติดอยู่ว่า เอ๊ะ! นี่คืออะไร จะทำอย่างไรให้ก้าวหน้า นั่นก็ไม่ได้ดู กลายเป็นคิด!

____________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

 

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316


ใจคิดปรามาสครูบาอาจารย์

(เกริ่นนำ) สวัสดีทุกท่านนะครับ ปกติเราก็พบกันคืนวันเสาร์สามทุ่ม ใน รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน

วันนี้เลือกตั้งชื่อเป็นดังตฤณวิสัชนาเพราะว่า อยู่ในที่เจอหน้าเจอตากัน หลายท่านก็คงเคยมาร่วมงานดังตฤณวิสัชนากัน เราจัดมาหลายปีแล้ว หลังๆ เปลี่ยนเป็นปฏิบัติธรรมที่บ้าน

 

จะพยายามทำให้เป็น ดังตฤณวิสัชนา ที่แตกต่าง คือแต่ละคนใช้เวลาที่สั้น กระชับ แล้วก็จัดให้ครบทุกคน แต่จะได้หรือเปล่า เดี๋ยวค่อยว่ากันตามสถานการณ์เพราะสำหรับบางท่านก็อาจต้องการคำตอบแค่สองสามคำ แต่บางท่านอาจต้องการคำตอบยาวนิดหนึ่ง

********

ถาม: (00.01.58) ใจคิดปรามาสครูบาอาจารย์

 

ดังตฤณ : คือคิดไม่ดีใช่ไหม โดยไม่ได้ตั้งใจ นี่เป็นปัญหากันมากเลยนะ

 

คือแต่ก่อน พอมีคนตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมา ผมเคยอ่านตั้งแต่สมัยยังเด็กๆ เลยนะ บอกว่า อยู่ดีๆ คิดด่าครูบาอาจารย์ ไม่ได้ตั้งใจเลยนะ ใจนี่นอบนอม แต่มันคิดขึ้นมาเอง

ตอนที่ฟังคำถามแบบนี้แรกๆ ก็ (คิดว่า) ก็อย่าไปด่าสิ คือไม่เข้าใจ เพราะตัวเองอาจไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แต่ตอนนี้เป็นกันเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็มาจากโทสะ พอใจเริ่มเข้าสู่วงการ ที่ต้องการศรัทธาเป็นที่ตั้ง ใจเดิมก็ไม่ยอม ใจที่มันดิบๆ พยายามปฏิเสธ มันต่อต้านออกมา ในรูปของการคิดด่าครูบาอาจารย์ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆ

 

เอ้า เอารวบรัดเลยก็คือว่า ถ้าเราจะพ้นจากกรงหนามทางจิต ที่ทิ่มตำสมองของตนเอง ทิ่มตำจิตวิญญาณของตนเองตรงนี้ได้ เวลาที่หนามโผล่ขึ้นมาสะกิด อย่าพยายามที่จะไปต่อสู้กับมัน แต่ให้เห็นว่า มันเป็นหนามที่ไร้ตัวตน ไม่ได้แทงเข้าเนื้อให้เกิดเลือดจริงจัง อย่างก้อนที่เป็นรูปธรรมหรอก แต่เป็นหนามทางจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้ทรมาน บางทียิ่งกว่าโดนทางร่างกายเสียอีก

 

ประเด็นคือ เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นหนามทางจิตวิญญาณ เราก็อาศัยจิตวิญญาณนั่นแหละ มีสติ รู้ ทุกครั้งที่เกิดคิดไม่ดี ลบหลู่ครูบาอาจารย์ ขึ้นมา อาจใช้วิธีพนมมือไหว้ บอกนี่คือใจจริงของเรา

 

พอเรารู้ด้วยอาการว่า นี่คือจิตใจจริงๆ ของเรา อย่างน้อยเราสบายใจแล้วว่า กรรมของเราไม่ใช่บาป กรรมของเราจริงๆ คือ บุญ ส่วนความคิดที่โผล่ขึ้นมาในหัว มันเป็นอนัตตา เป็นของอื่น เป็นของแปลกปลอมจากตัวจริงของเรา

 

พอรู้อย่างนี้ทุกครั้งที่เกิดขึ้น ผลคือ ใจจะรู้สึกเป็นอุเบกขามากขึ้นเรื่อยๆ คือ ตอนแรกก็อาจยังทรมานใจอยู่ แต่พอบ่อยครั้งเข้า รู้ไงว่าใจจริงๆ กรรมจริงๆ ของเราเป็นบุญ ไม่ใช่เป็นบาป ก็จะสบายใจ แล้วในที่สุดเป็นอุเบกขาได้

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็มhttps://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316