วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ชีวิตเจอแต่เรื่องผิดหวัง เจอแต่เรื่องยากๆ ควรทำอย่างไร

(00.54.40) ถาม : ชีวิตเจอแต่เรื่องผิดหวัง เจอแต่เรื่องยากๆ ควรทำอย่างไร

 

ดังตฤณ : (54.55) ชีวิตนี่นะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังสารวัฏไม่มีอะไรดี ก็เพราะอย่างนี้ คือ เราไม่รู้ว่า เราจะต้องเจออะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในโลกที่เตรียมใจ ว่าจะเจออะไรยากขึ้นเรื่อยๆ จะเจอบททดสอบ จะเจอด่านอะไรที่หิน โหดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครกะไว้อย่างนั้น มีแต่คนที่คิดว่า ขอให้วันนี้เป็นวันที่ง่ายหน่อย ขอให้พรุ่งนี้ ง่ายกว่าเดิมอีก มีแต่คนคิดกันอย่างนี้ แต่คนที่จะได้ดังใจ มีน้อย

 

ฉะนั้นถ้าเราเป็นประเภทที่ ยิ่งหวังอะไรง่าย แล้วยิ่งเจออะไรยาก ในที่สุด จะเกลียดชีวิตตัวเอง แล้วบางคน จะไม่อยากมีชีวิตต่อ

 

ทีนี้ เรามาพูดกันง่ายๆ เวลาเราพูดกันง่ายๆ ใจจะสบายขึ้น พูดกันง่ายๆ เลยนะ ความคาดหวังของเรา จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ยากเย็น เข้าใจไหม ความคาดหวังอะไรที่เป็นไปไม่ได้ พอไปเจอกับสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ไม่ได้ดังคาดหวัง จะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ชีวิตมันยากขึ้น

 

เข้าใจจุดนี้ไหม มันสัมพันธ์กันกับจิตใจของเรานะ ถ้าเราลองนึกดู ถึงเด็กที่โตขึ้นมากับการแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะ แล้วสนุกกับการแก้ปัญหา ใจเขาจะเป็นอย่างไรรู้ไหม เขาจะอยากได้อะไรที่่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ คุณเข้าใจพอยต์นี้ไหม ถ้าเขาคาดหวังว่า ฉันอยากเก่งกว่านี้ เขาต้องคาดหวังว่า เขาจะต้องได้ปัญหาอะไรที่ยากกว่านี้ ถ้าเข้าใจจุดนี้ จะมีภาพอีกภาพปรากฎขึ้นมา

 

คือว่าที่ผ่านมา เราชอบชีวิตที่สบาย แล้วก็ง่าย แล้วก็ไม่อยากเจอปัญหา ซึ่งอันนี้เหมือนกับมนุษย์ 99% แต่จะมีอีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่รอดจากตรงนี้ไป เพราะว่า มีความเคยชิน ที่จะสนุกกับการแก้ปัญหา

 

ถามว่าความเคยชินนี้มาจากไหน ไม่ใช่มาจากกรรมเก่าอย่างเดียวนะ แต่มาจากการริเริ่มใหม่ๆ ด้วย คือบอกตัวเองให้ลองไปแก้ปัญหาอะไร ที่รู้สึกว่าเราสามารถแก้ได้  แล้วคาดหมายว่าเราจะทำสำเร็จ แล้วคาดหมายที่สุดยอดเลยนะ คือ ถ้าเราคาดหมายว่าการแก้ปัญหานั้นไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่เป็นเพื่อคนอื่น ความสนุกนั้นจะมาพร้อมความภาคภูมิใจ

 

มนุษย์นะ ถ้ามีความสนุก มีความภาคภูมิใจ มาเป็นองค์ประกอบของจิตใจนะ ก็จะรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา แล้วจะมีความรู้สึกว่า จริงๆ แล้วนี่ ปัญหาที่ยากเย็นที่สุดในชีวิตน่ะ ไม่ใช่ข้างนอก แต่เป็นการรบกับข้างในของตัวเอง เอาชนะความรู้สึกว่าเราอ่อนแอ เอาชนะความรู้สึกว่า เราคาดหวังเกินไป เอาชนะความรู้สึกว่า ตัวเอง ทำไมจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ซ้ำๆ ไม่รู้จบ

 

ความรู้สึกแบบนี้ ที่ว่าจะต้องเจออะไรซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางจบ จะยิ่งดีดให้เราอ่อนแอลงเรื่อยๆ เข้าใจพอยต์ใช่ไหม แต่ถ้าเรามีความรู้สึกว่า เราอยากสนุกกับการแก้ปัญหาเพื่อคนอื่น แล้วเราทำสำเร็จ จะย้อนกลับมาเห็นปัญหาของตัวเอง ง่ายขึ้น มันง่ายลง แล้วชีวิตจะรู้สึกว่าไปได้ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้พูดจากการนั่งเทียน ขอให้เชื่อนะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

อยากสร้างความเข้มแข็งทางใจต้องทำอย่างไร

(00.49.45) ถาม : ทำอย่างไรจะสร้างความเข้มแข็งทางใจขึ้นมา ให้มีความคงเส้นคงวามากขึ้น หรือเพิ่มขึ้น เพราะว่างานวิจัยที่ต้องทำ บางทีต้องการความเข้มแข็งมากกว่านี้

 

ดังตฤณ : อะไรที่ยากๆ ก็ต้องการความเข้มแข็งที่เท่าเทียมกันกับความยากนั้น หรือว่าเกินกว่าความยากนั้นนะ

 

ความเป็นมนุษย์ จริงๆ แล้วเริ่มต้นขึ้นมา ทุกคนต้องการอะไรที่ง่ายที่สุด เพราะว่า ตอนเรามืออ่อน เท้าอ่อนเหมือนเด็กทารกนี่ เราไม่ต้องการทำอะไรเลย เราต้องการให้คนอื่นทำให้

แต่ต่อมา ก็เรียนรู้จากประสบการณ์การมีชีวิตแบบมนุษย์ว่า ไม่มีใครทำอะไรให้เราได้ตลอด แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะเรียกร้องเอาจากเทวดาได้เสมอไป บางครั้งเราบอกว่า โอ๊ย นี่ฉันสามารถเรียกร้องจากเทวดาได้ อธิษฐานเก่ง แต่คุณไปดูเถอะ ลองตามสะกดเป็นเงาตามตัวเขา แล้วจะเห็นว่าที่เรียกร้องได้นี่ ไม่ถึงหนึ่งในสิบ ส่วนใหญ่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง ถ้าหากเราจะได้อะไรมาด้วยความภาคภูมิใจริงๆ

 

แต่ตรงนี้แหละ คำว่า ได้อะไรมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง คือบางทีนะ จะสวนทางกับความรู้สึกลึกๆ

 

คนเรานี่นะ ที่คุณเห็นว่าเขาเข้มแข็งมากๆ บางที อาจสวิง (swing) มา กลับข้างมา จากข้างที่เคยอ่อนแอมากๆ ก็ได้ คือไม่ทุกคนนะ แต่บางคนนี่ ที่คุณเห็นว่าเขาเข้มแข็งมากๆ นี่ แท้ที่จริงแล้ว ธาตุแท้ของเขาอาจอ่อนปวกเปียก เหลวเป๋วเลยก็ได้ แต่เขาพยายามที่จะทำให้ข้างที่อ่อนปวกเปียกนั้น กลายเป็นข้างของการสวิง เข้าใจไหม สวิงมา จากดำ มาเป็นขาว จากอ่อนมาเป็นแข็ง

 

วิธีง่ายๆ คุณดูเวลาที่คุณอ่อนแอ จังหวะที่คุณรู้สึกอ่อนแอทางใจ คุณจะไม่อยากทำอะไร คุณจะรู้สึกว่า มือเท้านี่อ่อนปวกเปียกไปหมด แต่นาทีนั้นแหละ จังหวะวินาทีนั้น ถ้าคุณทำใจเฉยๆ นะ คือไม่ใช่ฮึดสู้นะ ทำใจเฉยๆ  แล้วก็บอกว่า ฉันจะขยับ ในตอนที่ไม่อยากขยับนี่แหละ ขยับแบบขยับธรรมดา เหมือนกับตอนจะไปกินน้ำกินท่า เหมือนจะไปเข้าห้องน้ำนี่แหละ มันจะมีความเข้มแข็งชนิดหนึ่งที่ไม่เวอร์ (Over) ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น

 

นึกออกไหม ที่บางทีเรารู้สึกอ่อนแอ แล้วก็เหลวเป๋วน่ะ เกิดจากการพยายามฮึดมากเกินไป ของเรานี่ นึกออกใช่ไหม มันเกินตัว จะเป็นอะไรเวอร์ๆ แบบว่าจะกระโดดจากความเป็นคนที่เบบี๋ ให้กลายเป็นนักกล้ามขึ้นมาในฉับพลัน เสร็จแล้วนาทีนั้น พอทำไม่ได้ ยิ่งดูถูกต้วเองมากขึ้นๆ แล้วถ้าดูถูกตัวเองสะสมไปวันต่อวัน ก็กลายเป็นความรู้สึกว่า เรานี่อ่อนแอแท้ๆ เลย อ่อนแอไม่มีดีเลย

 

แต่ตรงกันข้าม ถ้าเราเข้าใจกลไกตรงนี้นะ ไม่สวิงกลับมาด้วยอาการที่แรงเกินไปนี่นะ เรามาแบบพอดีๆ เราทำใจแบบว่า เหมือนกับจะไปกินน้ำน่ะ ตอนที่ไม่อยากขยับมือไม้ เราขยับดู ขยับแบบเฉยๆ เหมือนกับไม่ได้ฮึดสู้ แต่ขยับด้วยอาการที่ เราจะไปหยิบแก้วน้ำมาดื่ม

 

ตรงนี้ พอทำได้ แล้วทำเป็นปกติ วันต่อวัน จะกลายเป็นความเข้มแข็งอีกชนิดหนึ่ง เพราะ ... คุณจำไว้นะ คุณเคยอ่อนแอมาแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณเอาชนะความอ่อนแอได้ทีละครั้ง ทีละหน ด้วยความรู้สึกธรรมดาๆ ไม่เวอร์ ในที่สุดมันจะดีดมาเอง สวิงจากข้างที่อ่อนแอ มาเป็นข้างที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเป็นปกติ ไม่ใช่เข้มแข็งเวอร์ๆ แค่ปุ๊บปั๊บ ป๊อบแป๊บนะ แต่เป็นเข้มแข็งที่สม่ำเสมอ คงเส้นคงวา ดูพิจารณาตรงนี้แหละ ที่ผ่านมา เราอยากจะแบบปุบปับฉับพลันมากเกินไป!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 


ทำงานผลิตสื่อทีวี ไม่สบายใจที่งานบางส่วนต้องบิดเบือนข้อมูล

(00.42.22) ถาม : โดยอาชีพเป็นคนทำงานเบื้องหลัง ผลิตรายการทีวี พอดีเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา ออกมาเป็นฟรีแลนซ์เพราะมีข้อสงสัย ตั้งแต่ตอนเรียน ถูกสอนว่า เวลาทำโฆษณาหรือทำรายการ เราจะนำเสนอเฉพาะมุมที่ดีหรือสร้างภาพให้สวยงาม ให้คนดูได้ความบันเทิง ได้ความรู้ แต่ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานประจำเพราะต้องไปทำรายการประเภทหนึ่งที่ทำให้คนอื่น ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และรู้สึกว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สะสมนิสัยโกหกมาตลอดหรือเปล่า

ในช่วงแปดปีที่เป็นฟรีแลนซ์ ก็จะเลือกรับงานที่รู้สึกว่าไม่ได้ทำให้คนอื่นได้รับข่าวสารข้อมูลทีไม่ครบถ้วนที่ไม่ถูกต้อง แต่สุดท้ายก็ยังมีการที่จะต้องทำอยู่ จึงไม่สบายใจ

 

ดังตฤณ : เข้าใจครับ พระพุทธเจ้าสอนนะ ว่า เจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา เจตนาของเรา อันดับแรกเลยที่สำคัญที่สุดคือ เอาตัวรอดให้ได้ด้วยการทำอาชีพที่เป็นอาชีพสุจริต นั่นคือข้อแรก

 

ข้อสอง คือเรารู้ เพราะว่ากรรม เริ่มจากการรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราทำอาชีพที่สุจริตก็จริง แต่ใจอดที่จะบอกตัวเองไม่ได้ว่า เรากำลังบิดเบือนนะ แล้วการบิดเบือนนั้นประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ แทนที่เราจะภูมิใจ กลับกลายเป็นเสียใจ ขึ้นอยู่กับว่า ฐานชีวิตของเรามาถึงไหน

 

ถ้าฐานชีวิตของเรา มาถึงจุดที่ว่าจะเอาความภาคภูมิใจ ในผลงานของตัวเองอย่างเดียว จะเอาปริมาณ อย่างนั้นเราอาจภูมิใจก็ได้ว่า เราเก่ง สามารถหลอกคนอื่นได้ทั้งประเทศ

แต่ถ้ามาถึงจุดที่ ฐานชีวิตของเราอยู่กับธรรมะ อยู่กับความตรง อยู่กับอะไรที่เราต้องการให้ถูก ให้ดี มันจะพลิกกลับจากความภูมิใจเป็นเสียใจ แล้วก็กลายเป็นความฝังใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

 

ทีนี้ เพื่อที่จะหลุดออกจากข้อข้องใจ ที่เรามีให้กับตัวเอง ประการแรก นี่คืออาชีพที่เรายังต้องทำอยู่ อันดับสอง คือ ใจของเราจริงๆ ถามตัวเองเข้าไปแล้ว ใจอยากเลือกสิ่งที่ถูก ไม่บิดเบือน สิ่งที่ดี ไม่เป็นโทษกับสังคม นี่คือใจจริงๆ ของเรา แต่เรายังออกมาไม่ได้

 

แล้วจะบอกว่า เราติดอยู่ในวังวนหรืออะไรก็แล้วแต่นี่นะ ทุกคนที่ทำอาชีพ พระพุทธเจ้าบอกว่า ฆราวาสเป็นทางมาของธุลี คือ ไม่มีหรอกที่สะอาดได้หมดจด ในเมื่อคู่ค้าของเรา เพื่อนร่วมงาน หรือว่าผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา เป็นคนให้เงินเรา เขายังเทา อยู่ ถ้าไม่มืดนะ เขาก็อาจยังเทาอยู่

 

เราก็มองว่าตรงนั้น เราเป็นกลจักร กลจักรชิ้นหนึ่งในกลจักรที่ใหญ่กว่า ในเครื่องจักรที่ใหญ่กว่า แล้วใจจริงของเราอยู่ตรงไหน ตรงที่ว่า ถ้าเลือกได้ เราจะเลือกที่จะไม่อยู่ในเครื่องจักรเครื่องนี้ จะไปอยู่ในเครื่องจักรเครื่องอื่น

 

ตรงนี้เราก็จะสบายใจแล้วว่า เส้นทางที่เป็นรากเหง้ากรรมของเราจริงๆ เป็นไปในทางดี แต่ตอนนี้ยังไปไม่ได้ ไม่เป็นไร ก็แต่ละครั้งที่เรารู้ตัวว่า ได้ทำอะไรที่ไม่(ซื่อ)ตรงไป เราก็หาทางชดเชย ด้วยการทำให้โลกส่วนอื่นดีขึ้น ถูกต้องมากขึ้น มีข้อมูลที่เป็นจริงมากขึ้น

 

ยกตัวอย่าง เราเอาธรรมะดีๆ หรือเอาสิ่งที่เรารู้ว่า อันนี้สมควรที่สังคมจะได้รับ ไปมอบให้ ยกตัวอย่าง เด็กที่ยากไร้ หรือว่าเขาไม่มีโอกาส ด้อยโอกาสทั้งหลาย เขาได้มีโอกาสที่จะได้ข้อมูลดีๆ ความรู้ดีๆ ที่ใช่ อันนี้คือตัวอย่างง่ายๆ นะ เพราะก็ทำให้เกิดบาลานซ์ (Balance) ในใจได้บ้างแล้ว

 

กุศล กับ อกุศล แทนกันไม่ได้ บุญกับบาป แทนกันไม่ได้ก็จริง แต่บาลานซ์กันได้ ในความรู้สึกที่มันเป็น ที่ใจของเราเป็นเครื่องชั่งอยู่

 

ถ้าหากว่าเราทำตรงนี้ไป กระทบกับคนประมาณเท่าไหร่ เราอยู่ในวงการ เห็นตัวเลขประมาณอยู่ แล้วเราก็พยายามทำอีกด้านหนึ่ง โอเคจะได้หรือไม่ได้ ยังไม่ต้องสนใจนะ เอาแค่ว่า เราพยายาม มีความพยายามขึ้นมาในใจให้เท่ากันให้ได้ นี่ แค่นี้ก็เกิดบาลานซ์ แล้วเราก็จะได้รู้ว่าใจจริงๆ ของเราเราเลือกข้างขาว ไม่ต้องการดำ ตอนนี้เราอยู่เทา แต่จริงๆ เป็นเทาที่ค่อนมาทางขาวนะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 

 

คนที่ปฏิบัติธรรม ทำไมยังโกรธได้อยู่

ถาม : (00.37.54) ได้รับซีดี ณ มรณา มา เมื่อแปดปีที่แล้ว เกี่ยวกับความตาย พูดถึงมรณานุสติ คุณแม่ป่วยหนักเป็นมะเร็ง ได้รับความทรมาน ก็ได้ให้คุณแม่ที่ป่วยฟัง ท่านก็ไปอย่างสงบ แล้วก็ได้แจกจ่ายให้แก่คนที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต รวมถึงล่าสุดปีนี้คือคุณพ่อเพิ่งเสียไป ก็ให้ท่านฟัง กราบขอบคุณท่านอาจารย์จากใจจริง เป็นซีดีที่ดีมากๆ

 

ดังตฤณ : ในทางโลกก็ขอแสดงความเสียใจด้วย แต่ในทางธรรม ขอแสดงความยินดีด้วย ที่เราให้ที่พึ่งที่แท้จริงแก่พวกท่านนะ

 

ถาม : (00.39.21) (ต่อ) มีคนฝากถามว่า มีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งมีข้อสงสัยว่า ทำไมคนปฏิบัติธรรม ยังมีความโกรธ ความโมโหอยู่ เขารู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมนี่ ไม่ได้ช่วยทำให้ละสิ่งเหล่านี้ได้ อยากจะขอคำแนะนำในการตอบ

 

ดังตฤณ : ตอบเขาอย่างนี้นะว่า เอาคนคนหนึ่งมาปฏิบัติธรรม ไม่ได้หมายความว่าเอามาเข้าเครื่องสร้างพระอรหันต์นะ แต่คนที่ปฏิบัติธรรม ก็เหมือนกับคนที่ไปฝึกเล่นกีฬา ไม่ได้เก่งขึ้นมาทันที ยังมีความไม่เก่งอยู่ ยังมีจุดบอดให้ต้องแก้ไขอยู่

 

โทสะก็เหมือนกัน อยู่กับเรามาชั่วกัปชั่วกัลป์ อาจบอกว่าติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็ได้ อยู่ๆ ปฏิบัติธรรม ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ แล้วจะหายไป อันนี้เก่งเกิน แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านยังพยายามอยู่ หกพรรษา หกปีนะครับ อันนั้นข้อแรก

 

หนึ่งคือ คนปฏิบัติธรรรม ก็คือคนธรรมดา เราๆ ท่านๆ ที่พยายามทำให้ตัวเองโกรธน้อยลง ทำให้ตัวเองมีโลภะน้อยลง

 

ประการที่สอง แนวทางการฝึกปฏิบัติของแต่ละสำนัก หรือแต่ละความเชื่อไม่เหมือนกัน บางทีอาจเพิ่มโทสะโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราอึดอัด เราจะต้องมาบังคับตัวเอง เราจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ได้เหมือนคนอื่น แล้วมีความคาดหวังในตัวเองมากมาย แบบนั้น ไม่ได้ลดโทสะ แต่จะเพิ่มโทสะ เวลาที่เราทำไม่ได้

 

อันดับที่สาม ต่อให้เป็นสำนักที่ถูก ต่อให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเป๊ะ ก็ไม่แน่ว่าเราจะทำถูกทำตรง ตามที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่า อันนี้สำคัญ

 

คือถ้าหากว่า เราคิดเองเออเอง แล้วก็ไม่ได้เหมือนกับปฏิบัติเพื่อที่จะลดละ ไม่ได้ปฏิบัติ เพื่อที่จะดูกายดูใจของตัวเอง อาจกลายไปเป็นดูกายดูใจของคนอื่น แล้วเกิดความไม่พอใจยิ่งๆ ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราไปปฏิบัติในทางที่ถูกต้องเป๊ะเลยนะ แต่ว่าในสำนักนี่ บางคนเขามีความก้าวหน้า ครูบาอาจารย์ให้ความชื่นชม เราไปอิจฉาเขา ไม่รู้ตัว ก็เกิดความเทียบเขาเทียบเรา เกิดความรู้สึกอัดอั้น แค่นี้ผิดแล้ว

 

มีปัจจัยความผิดพลาดได้เยอะแยะ แต่ สิ่งที่จะทำให้แน่ใจได้ว่า เรามาถูกทาง ก็คือการหมั่นสำรวจใจตัวเอง ไม่ใช่สำรวจใจคนอื่น นะ

 

อย่างถ้าเขาถามว่า ทำไมคนยังลดละไม่ได้ หรือว่า ทำให้ความโกรธเบาบางลงไม่ได้ ตอบเขาง่ายๆ เพราะว่าเหตุปัจจัยยังไม่อำนวย!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 

ภาวนาแล้วใจวางได้เร็วขึ้น โกรธน้อยลง และไม่มีความสงสัยอะไรเลย มาถูกทางหรือไม่

ถาม : (00.30.30) หลังจากภาวนามาได้พักหนึ่ง ทุกอย่างกลืนไปกับเรา พอเห็นสภาวะมาเรื่อยๆ พอกลืนเข้ามาปุ๊บ เราก็รู้สึกว่าทุกอย่างวางลงไปได้เร็วเรื่อยๆ จนบางทีรู้สึกใจเบาเกินไปหรือเปล่า แล้วสถานะอย่างโกรธ เดือนหนึ่งอาจโกรธสักครั้ง ซึ่งปกติจะขี้โมโห แต่ปัจจุบันจะหงุดหงิดเรื่อๆ เห็นเรื่อๆ อยู่ที่อก แล้วก็อยู่กับความเย็นไปเรื่อยๆ

 

ดังตฤณ : จริงๆ ที่พูดมาก็คือ มุมมองจากประสบการณ์ภายใน ที่เรารู้สึกได้ แต่เวลาที่เรา สมมติต่อไปเราเห็นคนอื่นนะ เราก็จะรู้สึกว่าเดิมนี่เขาอาจมีอะไรฟุ้งๆ ยุ่งๆ ปั่นป่วนอยู่ในหัว โคลงไปเคลงมา เสร็จแล้วต่อมา พอเจริญสติ แล้วเกิดความก้าวหน้าขึ้น  ลักษณะของจิตใสขึ้น นิ่งขึ้น เงียบลง เสียงในหัว แล้วก็ลักษณะของจิตที่เบาลง  ลักษณะของจิตที่มีความเนียน ลักษณะของจิตที่มีความโปร่งใสนี่แหละ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า อะไรๆ กลมกลืน กลืนกันไปหมด เหมือนกันไปหมด ไม่มีการแบ่งแยก

 

เดิมนี่ ไม่มีการแย่งแยก เมื่อมีความคิดขึ้นมาเป็นกำแพง นั่นแหละ ความแบ่งแยกถึงได้เกิดขึ้น ไอ้นั่นดี ไอ้นี่ไม่ดี ไอ้นั่นถูกใจ ไอ้นี่ไม่ชอบใจ ลักษณะที่ใจมีความคิดปั่นป่วนฟุ้งซ่านเป็นกำแพงนั่นแหละ ที่ทำให้อะไรๆ ปรากฏ โดยความเป็นชนวนเหตุของทุกข์ได้ไปหมด

 

แต่เมื่อใจเราโปร่งใส ว่าง สบาย แล้วมีความคงเส้นคงวา อยู่กับความนิ่งใสตรงนั้นได้  ความรู้สึกว่ากลมกลืนก็เกิดขึ้น เหมือนกับจิตใจนี่ เดิมมีสภาพที่เป็นตัวเป็นตน เป็นก้อน ไปปะทะกับอะไรก็เกิดการกระแทก เกิดอาการบาดเจ็บ แต่เมื่อมันใส เมื่อโปร่งเหมือนอากาศ ไปปะทะกับอะไรก็นิ่ง ก็เงียบ ไม่มีปฏิกิริยา ไม่มีการโต้ตอบ

 

ลักษณะนั้นต่างหาก ที่เราควรจะสังเกต ไม่ควรจะไปสงสัยตัวเอง ว่านี่ใช่หรือไม่ใช่ นี่เราอุปาทานไปเองหรือเปล่า

 

ต่อไป เวลาเกิดข้อสงสัยว่าตัวเองก้าวหน้าจริงหรือไม่จริง ถูกหรือผิด ให้ดูที่ใจนั่นแหละ ใจนิ่งๆ เงียบๆ เรียบๆ ใสๆ หรือเปล่า ถ้าหากว่า มีความนิ่งความเบา ความเรียบความใส บอกตัวเองได้เลย นั่นไม่ใช่อุปาทาน เพราะเราไม่สามารถแกล้งสร้างความรู้สึกใส เรียบ นิ่ง อย่างคงเส้นคงวาได้

 

แต่ถ้าใจเราในหัว กำลังมีอาการปั่นป่วน แล้วเราแกล้งหลอกตัวเองว่า เรารู้จักธรรมะแล้ว เราเข้าใจธรรมะแล้ว เรามีความก้าวหน้าทางธรรมะแล้ว นั่นแหละ ใจของเราจะพ่นพิษออกมาใส่เราเอง โดยการบอกให้รู้ว่า วันดีคืนดี มันเก็บอัด เหมือนกับมีไดนาไมต์อยู่กลางอก แล้วระเบิดตูมตามขึ้นมา

 

แต่ถ้าหากเดือนหนึ่งจะโมโหสักครั้ง สองครั้ง อย่างที่บอก อย่างนี้ ก็เป็นหลักฐานเป็นร่องรอยได้ว่าเราไม่ได้คิดไปเอง

 

ถาม : (00.34.29) (ต่อ)  ทุกวันนี้เหมือนไม่สงสัยอะไรเลย ผิดปกติหรือไม่

 

ดังตฤณ : คือถ้าเรามีจิตที่เรียบนิ่ง ใส ขึ้น ทำยังไม่ถึงที่สุดหรอก แต่ว่าถ้ามีความใสความนิ่ง และกำแพงความคิดทะลายลงไป ความสงสัยก็หายตาม

 

เดิมที่คนเราขี้สงสัย ก็เพราะจิตไม่นิ่ง คือไม่ใช่เพราะคนเราคิด สงสัยได้อย่างฉลาด ไมใช่คนเราขี้สงสัย มาแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะจิตของเราไม่สงบ ไม่นิ่ง ไม่ใส มีความขุ่น แล้วไม่พอใจความขุ่นของตัวเอง ไม่พอใจความกระโดดโลดเต้นของตัวเอง ถึงแสดงออกมาเป็นความขี้สงสัยไปหมด

 

แต่พอจิตเรียบนิ่ง ใส จะไม่สงสัยสิ่งที่ยังไม่รู้ แล้วก็จะรับรู้สิ่งที่เข้ามากระทบ ณ ปัจจุบันนั้น ณ ขณะนั้น ด้วยความรู้สึกที่ไม่ต้องการต่อความยาว สาวความยืด ตรงนี้แหละ ลักษณะของจิตที่นิ่ง ที่ใส จะไม่อยากต่อความยาว สาวความยืด จะอยากอยู่สุขสงบอยู่อย่างนั้น ลักษณะที่จิตมีความนิ่ง ความใส แล้วอยากจะอยู่สงบอย่างนั้น ทำให้ขี้เกียจสงสัยนะ ไม่ใช่ความผิดปกติ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

เริ่มเห็นความทุกข์ไม่เที่ยง เรียกว่ามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติขึ้นไหม

ถาม : (00.28.20) หลังๆ เริ่มเห็นโลภะมากขึ้น เริ่มเห็นความอิจฉา คือเมื่อก่อนจะอยากให้มีแต่ความสุข แต่หลังๆ เริ่มเข้าใจแล้วว่า มีความทุกข์ก็อยู่กับมันได้ เดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวสุขมันก็ไป ถ้ามองแบบนี้ได้เรียกว่า เหมือนมีความก้าวหน้าขึ้นในการปฏิบัติไหม

 

ดังตฤณ : การที่เราเจริญสติ ปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า เหมือนกับเราได้เห็นความลาดลึกของธรรมะลงไปเรื่อยๆ นะ เหมือนเราเดินลงทะเลไป จะลึกลงๆ อันนี้ก็เหมือนกัน

 

เริ่มต้นขึ้นมา เราเอาง่ายๆ รู้ว่า กำลังสุขอยู่ หรือกำลังทุกข์อยู่ รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ หรือว่าไม่ได้หายใจ หยุดหายใจอยู่ เริ่มต้นขึ้นมาดูเหมือนง่ายๆ แต่ถ้าหากเรามีความเข้าใจ เรามีความรู้องค์รวม ที่จะเห็นภาพทั้งหมดอย่างชัดเจนว่า ยิ่งเห็นไป ยิ่งมีรายละเอียด ยิ่งมีความคืบหน้าตามลำดับแบบนี้ ในที่สุดเราก็จะได้ข้อสรุปว่า ที่เรากำลังเห็นอยู่นี่ ยิ่งเห็นได้ละเอียดขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงได้ชัดเจนขึ้นเท่าไหร่ นี่แหละคือความก้าวหน้า

เพราะว่าเราก็จะรู้ได้ด้วยว่า ใจเรายิ่งเบาลงๆ แล้วความอยาก ความดิ้นอะไรทั้งหลายก็น้อยลงๆ นะ!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316

 

ตั้งใจเปลี่ยนเส้นทางกรรมที่ไม่ดี ขอคำแนะนำ

ถาม : (00.25.38) ไปดูดวง ซึ่งไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่มีหมอดูทักเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นจุดบอดจริง และเคยอ่านที่พี่ตุลย์บอกว่า ถ้าจุดไหนไม่ดี ให้ตั้งจิตที่จะเปลี่ยนกรรม ก็เลยตั้งจุดหมายว่าจะทำหน้าที่เท่าที่ทำได้ และวางใจยอมรับในสิ่งที่จะเป็น และทำความดีเพิ่ม ขอคำแนะนำเพิ่มเติม

 

ดังตฤณ : จริงๆ แล้ว เวลาที่เราจะโต้ตอบกับของเก่า ที่มารบกวนจิตใจ รบกวนชีวิต วิธีดีที่สุดก็คือ ถามใจตัวเอง สำรวจใจตัวเองว่า เราคิดอย่างไรกับมัน

 

เหมือนกับสมบัติเก่าที่เราทิ้งไว้ให้ตัวเอง แต่เราจำไม่ได้ ว่าตอนที่เราทิ้งสมบัติไว้นั้น สร้างสมบัติไว้นั้น เรารูปร่างหน้าตาอย่างไร คิดอะไรอย่างไร ทำอะไรไว้กับโลกนี้ แต่ตรงนี้ที่เป็นทายาท ตัวที่เป็นทายาท รับผลที่เขาให้มานี่ จะมีความสามารถอย่างเดียวคือ ดู ว่าตัวเองจะทำอะไรต่อ

 

ถ้าหากว่าสำรวจอยู่เรื่อยๆ ว่า ณ ขณะที่เราคิดโต้ตอบกับของเก่า เป็นอกุศล ตรงนี้ก็บอกตัวเองว่า เรากำลังจะทำให้สิ่งรบกวนนั้น ขยายต่อไปอีก

 

แต่ถ้าหากว่า เราเห็นใจตัวเองว่า เออ เรามาอยู่ในพุทธศาสนานะ เราคิดสู้กับกิเลสนะ เราคิดจะเอาชนะกรรมเก่านะ ถ้าเห็นใจตอนนั้นของตัวเองว่า ยิ่งวันยิ่งมีพลัง ยิ่งวันยิ่งเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งวันยิ่งต่อกรกับกรรมเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอุเบกขา ด้วยความมีใจที่เป็นเมตตา ด้วยใจที่ไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวกับใคร ตรงนั้นแหละ คือจุดเปลี่ยนของสังสารวัฏ

 

ไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนของชีวิตนะ แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนของสังสารวัฏ ที่เรากำลังเดินเข้าสู่ทางสุคติอย่างแท้จริง

 

สุคติ คือมนุษย์หรือว่า เทวโลก แล้วก็พ้นจากสุคติไป ก็คือการไม่มีคติเลย ไม่ต้องไปสู่ภพสู่ชาติ สู่ภาวะอะไรที่เป็นทุกข์อีก ตัวนี้แหละที่เราจะบอกได้ ณ ขณะที่เราสำรวจใจ แล้วรู้ใจตัวเองว่าจะโต้ตอบกับกรรมเก่าอย่างไร!

________________

รายการดังตฤณวิสัชนา ณ ศูนย์เรียนรู้วรการ คลิปที่ 1

วันที่ 11 ตุลาคม 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.facebook.com/watch/?v=682032666066316