วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ขอวิธีฝึกสติเบื้องต้น ที่สามารถทำได้ตลอดเวลา

 ดังตฤณ :  วิธีเจริญสติเบื้องต้นนะครับ ก็ตั้งข้อสังเกตเอาว่า .. คิดอย่างนี้ก็ได้ว่า ลมหายใจนี้เรากำลังมีความสุข หรือว่ามีความทุกข์ เป็นลมหายใจแห่งความสุข หรือว่าเป็นลมหายใจแห่งความทุกข์

ถ้าเป็นลมหายใจแห่งความสุข มันจะรู้สึกเบา มันจะรู้สึกโล่ง มันจะรู้สึกว่าเนื้อตัวผ่อนคลาย ถ้าเป็นลมหายใจแห่งความทุกข์ มันจะรู้สึกว่าอึดอัดหนักตัว หรือว่ามีความไม่สบายอยากดิ้น ร่างกายอยากแสดงอาการกระสับกระส่าย จิตใจไม่สามารถที่จะโฟกัสอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยความพอใจ มันจะมีความระส่ำระสาย

พอเราเริ่มต้นเจริญสติด้วยวิธีสังเกตดูว่าลมหายใจนี้กำลังเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันจะได้ข้อสังเกตขึ้นมาว่า ความสุขและความทุกข์ในแต่ละลมหายใจมันไม่เท่ากัน อันนี้คือหลักง่ายที่สุดเลยเพื่อที่จะได้เห็นว่า ใจของเรามันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ในตัวเอง เมื่อเราเห็นบ่อยๆว่าสภาวะทางกายสภาวะทางใจ มันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่เรื่อยๆ ใจของเราจะเบาลงจากอาการยึด

คนเราค้นหาวิธีกันมากี่หมื่นกี่แสนปีก็ไม่ทราบว่า ทำอย่างไรมันจะเบาได้จริง ทำอย่างไรมันจะมีความสุขได้จริง เพราะไม่เคยมีใครพบคำตอบที่แท้จริง เอามาเถอะวิธีอุบายทั้งหลายแหล่มันทำได้แป๊บเดียว ทำได้ชั่วคราวหรือทำไม่ได้หมด แต่พระพุทธเจ้ามาเพื่อมาบอกง่ายๆว่า เริ่มต้นสังเกตจากลมหายใจก่อน แล้วลมหายใจนี้มันมากับความสุข หรือมันมากับความทุกข์ในแต่ละลมหายใจ นี่อย่างนี้ง่าย แล้วก็เป็นไปได้จริงที่เราจะถอนจิตออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น

ที่เรายังยึดมั่นถือมั่นเพราะอะไร พระพุทธเจ้าชี้แจงว่า เป็นเพราะเรานึกว่า มีตัวเราอยู่ มีตัวเราที่เที่ยง มีความรู้สึกแบบที่เราเป็นอยู่นี่ จะสุขหรือทุกข์ก็ตาม นึกว่ามันเที่ยง

สังเกตมั้ย? คนที่มีความทุกข์ในชีวิตมากๆ มักจะจมอยู่กับความรู้สึกทรมานใจว่า คงไม่มีทางพ้นจากความทุกข์ตรงนี้ไปได้หรอก นี่คือนึกว่าความทุกข์มันเที่ยง แล้วก็ใจจดใจจ่อย้ำคิดอยู่อย่างนั้นว่า ความทุกข์มันไม่มีทางหายไปจากชีวิตของเรา มันก็เลยเป็นซึมเศร้า

ส่วนคนที่หลงระเริงในความสุข ก็คงมีแต่ความคาดหมายว่า ขอความสุขตรงนี้จงอย่าได้หายไปจากชีวิตเรา นี่ก็คือนึกว่าความสุขจะเที่ยงได้ จะอยู่ตรงนี้ได้ตลอดไป เห็นมั้ยว่าอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นผิดๆนี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรทำลายทิ้ง

แล้วพอเราเริ่มต้นจากการสังเกตง่ายๆและเป็นไปได้จริงว่า ลมหายใจนี้ กำลังเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ แค่นี้มันออกตัวได้แล้ว แล้วก็จะออกตัวไปได้ไกล ถ้าหากว่าเราทำไปเรื่อยๆโดยไม่หยุดนะครับ

ส่วนใหญ่ทำแล้วจะหยุด เพราะไม่รู้ว่าจะดูไปทำไม แต่ถ้าเห็นว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เงื่อนของการยึดมั่นถือมั่น เงื่อนของการมีความอยากโน่นอยากนี่ ไม่มีที่สิ้นสุดก็เพราะนึกว่าความสุขมันเที่ยงได้ หรือที่เป็นซึมเศร้าก็เพราะจมอยู่กับอาการยึดว่า ความเศร้าความทุกข์นี้คงหายไปจากชีวิตเราไม่ได้หรอก นี่มันง่ายๆแค่นี้เอง เงื่อนมันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ทำยังไงเราจะเล็งตามาโฟกัสที่เส้นผมตรงนั้น แล้วก็เห็นว่า เส้นผมมันบังอยู่ ถึงต้องรอมหาบุรุษอย่างพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ถึงจะมาบอกอะไรง่ายๆ เงื่อนง่ายๆตรงนี้ให้เรารู้ได้

-------------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : สวัสดีค่ะ เพิ่งเข้ามา คิดว่าคุณดังตฤณน่าจะเคยพูดแล้ว ขอวิธีฝึกสติเบื้องตนที่สามารถทำได้ตลอดเวลา หากมีใครแชร์ลิงค์มาก็ยินดี

ระยะเวลาคลิป      ๔.๒๖   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=1QC7Owott2E&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ที่อาจารย์แนะนำว่าให้ดูลมหายใจจนเป็นแสง แต่พอผมรู้ลม..จนหายไป ไม่เคยเห็นเป็นแสงเลยครับ ผมทำผิดหรือเปล่า?

 ดังตฤณ :  อันนี้ผมไม่เคยพูดนะว่าให้ดูลมหายใจจนลมหายใจเป็นแสง (คุณดังตฤณยิ้ม) ถ้าผมจำไม่ได้ช่วยยกมานิดนึงก็แล้วกันว่าผมเคยพูดไว้ที่ไหนว่าให้ดูลมหายใจจนเป็นแสง

ที่ผมเคยพูดตามพระพุทธเจ้าก็คือ ให้รู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่ แล้วที่หายใจหายใจไปมันสั้นหรือว่ามันยาว สังเกตอยู่แค่นี้ จนกระทั่งจิตมันรู้ตัวว่า ตัวเองกำลังเห็นลมหายใจเข้า-ออก แล้วแสดงความไม่เที่ยง ผ่านความยาวผ่านความสั้นอยู่นะครับ

ที่จะเกิดเป็นแสง หรือจะเกิดเป็นความสว่าง อันนั้นเป็นเรื่องของจิตที่มันเป็นผู้รู้ พอจิตเป็นสมาธิแล้วเกิดแสงเกิดความสว่างขึ้นมา เป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ตั้งใจที่จะดูลมหายใจให้เกิดแสงนะครับ ไม่ใช่นะครับ (คุณดังตณฤยิ้ม)

ลองช่วยยกมาก็แล้วกัน เดี๋ยวช่วยบอกมาอีกในอีกคอมเม้นท์ (comment) นะครับว่าที่คุณอ่านแล้วเข้าใจว่าผมบอกว่าให้เห็นลมหายใจจนกว่าลมหายใจจะเป็นแสง มันอยู่ที่ไหนนะครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยพูดไว้ที่ไหนว่าให้ดูลมหายใจโดยความเป็นแสง

ให้ดูลมหายใจโดยความเป็นสิ่งที่มันเป็น ก็คือธาตุลม พัดเข้าพัดออก เดี๋ยวยาวบ้างเดี๋ยวสั้นบ้าง ตามความต้องการของร่างกายนะครับ แล้วพอจิตมันเริ่มเป็นผู้รู้ผู้ดู มันเริ่มมีความตั้งมั่นในการที่จะเห็นลมหายใจ มันจะเริ่มชัด ลมหายใจเริ่มปรากฏชัด แล้วจิตที่เป็นสมาธิธรรมชาติของมันก็คือ มันจะค่อยๆสว่างขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าเราไปตั้งใจให้มันสว่าง มันเป็นไปไม่ได้นะครับ มันต้องมีเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง นั่นคือว่าเรารู้เราดูลมหายใจไปเรื่อยๆตามที่มันเป็น ตามที่มันแสดงให้ดู แล้วพอจิตมีความนิ่งเป็นสมาธิ ไม่เคลื่อนออกไปจากการเห็นโดยนิมิตปรากฏชัดขึ้นชัดขึ้น จิตมันก็จะค่อยๆฉายแสงสว่างขึ้นเองนะครับ

------------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : ถ้าทำอานาปานสติแบบที่คุณดังตฤณแนะนำว่าให้ดูลมหายใจจนลมหายใจเป็นแสง แต่พอผมรู้ลมไป ลมหายใจกลับหายไป ไม่เคยเห็นเป็นแสงเลย ผมทำผิดขั้นตอนไหม จำเป็นไหมที่ต้องเห็นเป็นแสงครับ

ระยะเวลาคลิป      ๒.๔๖   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=VDXpZUmDwfE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=6

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ดูจิตไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เราจะเริ่มเห็นความไม่ใช่ตัวเราคะ?

 ดังตฤณ :  อันนี้เป็นหลักการเลยนะครับ การที่คนๆหนึ่งจะเห็นว่า กายใจนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน มีอยู่ด้วย 2 สาเหตุหลักๆ

๑ คือเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายในกายใจนี้ จะเป็นลมหายใจก็ตาม หรือว่าจะเป็นสภาพจิตก็ตาม จะเป็นความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ตามอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็น ณ ขณะที่มันหายไปแล้วเรารู้สึกเห็นอยู่ในห้วงมโนทวาร เห็นเป็นนิมิตเลยว่า อย่างลมหายใจเป็นสาย พอสายลมหายใจนั้นหายไปดับไป เรารู้ทันทีว่า นี่!ลมหายใจล่วงดับไปแล้ว ลมหายใจหนึ่งมันดับหายไปแล้ว นี่มันก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาในจิตว่า ลมหายใจนี้ไม่ใช่ตัวตน 

๒ หรือเห็นเป็นสภาวะทางใจ เวลามีความสุขมันเบ่งบานสดชื่น แล้วความสดชื่นชัดเจนตรงนั้น ความเบ่งบานที่แจ่มชัดตรงนั้น ที่ปรากฏเป็นนิมิตต่อใจนั้น เหมือนกับดอกไม้บานมันหุบลง ก็เห็นว่าเวทนาตรงนั้น ความสุขตรงนั้น มันไม่เที่ยง นี่ก็เริ่มเห็นว่าไม่ใช่ตัวตนแล้วนะครับ

ดูจิตไปเรื่อยๆเนี่ย คุณใช้เป็นคำไม่ได้นะครับ

คุณต้องบอกตัวเองถูกว่า สิ่งที่คุณเห็น หน้าตาเป็นยังไงด้วย อย่างถ้าบอกว่าเห็นจิต เห็นจิตแบบไหน เป็นกุศลหรือว่าอกุศล มันมีความสว่างกว้างเพียงใด หรือว่ามีความมืดคับแคบกว่ากันเท่าไหน มันต้องบอกได้ด้วย ไม่ใช่บอกว่าดูจิต ดูคำว่าดูจิตเนี่ย มันกว้างเหลือเกินนะครับ

ดูจิต พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นะครับ ให้เริ่มฝึกดูจากการที่ พอราคะเกิดขึ้นในจิต รู้ว่าราคะเกิดขึ้นในจิต พอราคะหายไปจากจิต รู้ว่าราคะหายไปจากจิต ถ้ามีโทสะเกิดขึ้นในจิต รู้ว่ามีโทสะเกิดขึ้นใจจิต รู้ตามจริง ยอมรับตามจริง แล้วถ้าโทสะนั้นหายไปจากจิต ก็ให้รู้ว่าโทสะหายไปแล้วจากจิต

การที่เราดูผ่านกิเลส จะเป็นราคะก็ตาม จะเป็นโทสะก็ตาม มันทำให้เห็นว่า สิ่งที่เหลือหลังจากที่กิเลสหนึ่งๆหายไปแล้วก็คือ จิตที่ปราศจากกิเลสแบบนั้นๆ พูดง่ายๆว่าจากการเห็นอาการทางใจที่ไม่โล่ง กลายเป็นใจที่มันโล่งว่างสว่าง แล้วก็ปราศจากกิเลสแบบหนึ่งๆ

หลักการของพระพุทธเจ้าที่ให้ดูจิต เริ่มดูอย่างนี้ เริ่มดูโดยการเปรียบเทียบ ซึ่งคุณดูแบบนั้นหรือเปล่า แล้วถ้าดู ดูแล้วเห็นยังไง นี่!ตรงนี้ที่มันต้องมาคุยกันจริงๆ คือไม่ใช่แค่บอกว่าดูจิตไปเรื่อยๆแล้วเมื่อไหร่มันจะเห็นความไม่ใช่ตัวตนเสียที คุณอาจจะไม่ได้ดูจิตเลยก็ได้นะที่ผ่านมา

คุณจะรับหลักการมาอย่างไรก็ตาม หรือว่าฟังคำสอนที่ถูกต้องมาแบบไหนก็ตาม แต่ถ้าหากว่าคุณตอบตัวเองไม่ถูกว่า คุณเห็นอะไร แล้วเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง หรือว่าโดยความเป็นของปรุงประกอบเข้าด้วยกัน ถ้าอธิบายไม่ถูก มันก็อาจจะไม่ได้ดูจิตก็ได้นะครับ ดูภายในขอบเขตกายใจก็คือ

๑ เห็นความไม่เที่ยง

๒ เห็นโดยความเป็นของปรุงประกอบ ต้องประชุมกันด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ที่จะโกรธ อยู่ๆมันโกรธขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องมีต้นเหตุของความโกรธมากระทบทางหู ทางตา แล้วจิตมันเกิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา พระพุทธเจ้าให้ดูว่า ถ้าต้นเหตุของฟืนไฟคือไม้มาสีกัน แล้วเกิดไฟลุกขึ้นมา ถ้าแยกไม้ออกจากกัน ไฟก็ดับไปหายไป นี่ท่านให้ดูโดยความเป็นของปรุงประกอบกันแบบนี้

ถ้าเราเห็นในลักษณะนี้คือ มีสิ่งมากระทบ แล้วก็เกิดโทสะขึ้นมา พอสิ่งกระทบหายไป โทสะก็ดับตาม นี่อย่างนี้เรียกว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดการเห็นว่าโทสะมันเป็นอนัตตา

ลักษณะการเห็นเนี่ย ถ้าเราบอกถูก ถ้าเรานิยามได้ชัดเจน มันจะเป็นเครื่องประกันว่า สิ่งที่เราดูๆ สิ่งที่เราฝึกๆอยู่ เราฝึกอยู่จริงๆ เห็นจริงๆ ดูจริงๆนะครับ!

-----------------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : ดูจิตไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เราจะเริ่มเห็นความไม่ใช่ตัวเราคะ?

ระยะเวลาคลิป      ๔.๕๙   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=SkbCIJdJwXE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=7

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ไม่ถนัดดูลมหายใจ ถนัดดูจิตก่อนและหลังทำงานเสร็จได้ไหม?

 ดังตฤณ :  คือมันได้ทั้งนั้นแหละ ขอให้เข้ามาในขอบเขตกายใจเถอะนะครับ ให้มีจุดเริ่มต้นอะไรสักจุดหนึ่งที่เราถนัด ในที่สุดแล้วมันก็ต่อไปส่วนอื่นๆได้เองนะครับ

---------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : ไม่ถนัดดูลมหายใจ ถนัดดูจิตก่อนและหลังทำงานเสร็จได้ไหม?

ระยะเวลาคลิป      ๐.๑๙   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=WuhEHJikRTc&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ภรรยาใหม่ของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาก็พยายามมาเวียนวนกับเรา แบบนี้ถือว่ายังไม่หมดเวรต่อกันใช่ไหม?

 ดังตฤณ :  การที่เราฝันถึงใครบ่อยๆ ถ้าใครไม่ประสบด้วยตัวเอง บางทีก็จะไม่เข้าใจ แล้วก็อาจรู้สึกเหมือนกับว่า เอ๊ะ!ฝันไปเปล่าๆหรือเปล่า หรือว่าคิดไปเองหรือเปล่า

แต่ถ้ามันบ่อยมันถี่ แล้วก็มันชัด แล้วก็มีความรู้เป็นเรื่องเป็นราว หรือว่าบางทีมีการสื่อสารกันได้ด้วย แล้วก็พิสูจน์กันได้ด้วยว่า ที่เห็นนั้นเห็นจริงด้วยวิธีต่างๆประการต่างๆ อันขอเข้าข้างว่าสมมติว่าเป็นจริง เอากรณีที่ว่าเรารู้สึกว่า ตรงนี้ไม่ใช่แค่ความฝันเลอะเทอะ แต่เป็นการสื่อสารกันจริง อาจจะไม่ใช่แค่ความฝันอย่างเดียว อาจจะมีลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง ก็มองอย่างนี้แล้วกันว่า ยังมีความเกี่ยวข้อง

ความเกี่ยวข้องของคนที่ยังอยู่ในโลกนี้กับคนที่อยู่ในโลกอื่นที่จากโลกนี้ไปแล้ว ละจากโลกนี้ไปแล้ว มันมีได้สองแบบ แบบดีกับแบบร้าย กลางๆไม่ค่อยมี มันจะมีแค่สองอย่างไม่ ”ดี” ก็ “ร้าย”

ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นแบบดีหรือแบบร้าย มันมีจุดที่กล่าวได้ว่าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ จิตของเขา วิญญาณของเขายังยึด ยังโยงอยู่กับเรา ยังผูกอยู่กับโลกใบนี้

การเกิดใหม่ในแบบที่จิตวิญญาณยังพัวพันแล้วก็ผูกเหนียวแน่นอยู่ในโลกนี้ มีได้สองต้นเหตุใหญ่ๆ คือ ไม่ “รัก” ก็ “เกลียด”

“ความรัก”  “ความเกลียด” จริงๆแล้วมันเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ผู้จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่จากไปจริง จากไปแต่กายแต่ใจยังอยู่ ไม่รักก็เกลียด การที่เราจะสรุปทีเดียวว่า เขายังไม่หมดภัยหมดเวรกับเรา บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด

ลักษณะของการผูกด้วยความเกลียด บางทีจิตวิญญาณเขาอาจจะไม่ได้เกลียดแล้ว อาจจะมีความมืด หรือว่ามีสายโซ่ที่มันผูกโดยเขาเองเขาก็ไม่เต็มใจจะผูก แต่ว่ามันมาในรูปของเวร

คำว่า “เวร” คนที่ตายไปแล้วอยู่ในโลกวิญญาณ แล้วจะเห็นชัดที่สุดว่า มันเป็นสายโซ่หน้าตายังไง คนที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างเราๆท่านๆ ยังมีเนื้อตัวนุ่มนิ่มแห้งสะอาดสบายเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ แล้วก็รู้สึกเป็นเอกเทศกับวัตถุต่างๆ มีอากาศว่างๆ ไม่มีอะไรมาล่าม ไม่มีอะไรมาร้อยรัดมาพัวพัน เราก็นึกว่าชีวิตคือร่างกายนี้ที่ไม่ได้ผูกติดกับอะไร

แต่ในโลกวิญญาณนั้น ถ้าหากจิตมันข้องอยู่กับใครแล้วผูก จะด้วยความรัก หรือด้วยความชังก็ตาม หรือว่าด้วยเวรที่เคยมีต่อกันมาก็ตาม บางทีมันคล้ายๆว่า .. คุณลองนึกนะ สมมติตัวเองนะ เหมือนกับคุณกำลังฝันอยู่ แล้วในความฝันของคุณ ใจเหมือนถูกล็อกติดอยู่กับห้องๆหนึ่ง มันไม่ได้มีสายโซ่หรือว่าเชือกปรากฏเป็นรูปเป็นร่างนะครับ แต่ใจของคุณไม่สามารถออกจากห้องนั้นได้ มันถูกดูดติดอยู่กับห้องๆนั้น อันนี้เหมือนกัน คือสายโซ่ทางวิญญาณมันไม่ได้ปรากฏโซ่เป็นข้อๆนะครับ แต่ปรากฏเป็นความยึดติด ผูกติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง

บางคนใจนะ พอไปอยู่ในโลกวิญญาณแล้วอาจจะเสียใจก็ได้ เออไม่น่ามาเคยผูกพยาบาทอะไรกัน มันเหมือนถูกกักขัง ต้องกลับมาวนเวียนอย่างนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะในสภาพนั้นถ้าเราไม่ได้ปลดล็อก ไม่ได้พยายามกระตุ้นให้เกิดการปลดล็อกบ่อยๆ มันก็ไม่เกิดความสะเทือนไปถึงอีกฝ่ายหนึ่ง

วิธีง่ายๆที่จะปลดล็อกให้เขาก็คือ เราสวดมนต์ก็ตาม นั่งสมาธิก็ตาม เดินจงกรมก็ตาม หรือทำบุญแล้วเกิดความรู้สึกเลื่อมใส เกิดความรู้สึกผ่องแผ้ว เกิดความรู้สึกเบาขึ้นมา ใจที่เบานั้นเอาไปอธิษฐานว่า ..

“ขอให้ภัย ขอให้เวร ขอให้ความผูกที่เคยยึดติดกันมา จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างที่มีชีวิตร่วมกันบนโลกใบนี้ก็ตาม ขอให้เป็นอโหสิ ขอให้เป็นโมฆะ ขอให้มันปลดพันธะออกจากกันเพียงเท่านี้”

คุณส่งจิตอธิษฐานด้วยแรงอธิษฐานแบบนี้บ่อยๆด้วยใจที่มันเบาจริงๆ ในที่สุดมันมีกำลังมากพอ มันมีพลังมากพอที่จะไปปลดล็อกห่วงโซ่ในใจของเขาได้ ถ้าหากเขาก็อยากที่จะหลุดพ้นจากสภาพเช่นนั้นด้วยเช่นกัน มันจะยิ่งง่ายนะครับ

คือบางทีมันก็รู้ได้ยากว่า ที่เขายังคอยวนเวียนอยู่ วนเวียนอยู่ด้วยอาการผูกใจเจ็บ อยากจะเล่นงานเราต่อในภาคของวิญญาณ หรือว่าเขากำลังมีความระทดระทวย ส่วนใหญ่นะ ถ้าไม่ได้ตายไปพร้อมกับความรู้สึกจงเกลียดจงชังจริงๆ ส่วนใหญ่พอรู้ตัวว่า ยังผูกติดอยู่กับใคร เขาจะหาเรียกร้องความช่วยเหลือ ขอความช่วยเหลือนะครับ

จริงๆแล้วมันไม่ใช่เหมือนในหนังในการ์ตูน ที่อาฆาตแค้นกันแล้วในระหว่างมีชีวิต ตายไปแล้วจะมาฮึ่มฮ้ำอะไรใส่กันตลอดเวลาแบบนั้น คือมีไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่ใช่ง่ายๆนะ

คือที่จะเป็นจิตวิญญาณที่จำอดีตหนหลังได้ แล้วจะอยากตกทุกข์ตกทรมาน ตกที่นั่งทุกข์ ตกที่นั่งทรมานแบบนั้นไปเรื่อยๆเนี่ย ไม่ค่อยจะเป็นแบบนั้น ส่วนใหญ่จะอยากออกจากภาวะความเป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าหากว่าเราซึ่งเป็นขั้วหนึ่งของกรรมสัมพันธ์ที่เคยผูกกันไว้ไม่ดี เป็นฝ่ายเริ่มต้นจุดชนวนที่จะปลดล็อก ที่จะเหมือนกับปลดปล่อยทั้งเราทั้งเขาออกจากกันและกัน ด้วยบุญด้วยกุศลที่เราอุทิศไปในขณะที่จิตใจผ่องแผ้ว อันนี้มันก็จะทำให้เขา ซึ่งอยากขออยู่แล้ว อยากจะได้อิสรภาพตรงนั้นอยู่แล้ว รีบรับทันที แล้วพอรับบ่อยๆ ในที่สุดใจมันก็คลาย ตัวพลังที่เป็นสายโซ่ผูกเวร มันก็จะเบาลง เบาลง

เหมือนกับที่คุณอยู่ในห้องขังห้องหนึ่ง แล้วอยากออกจากห้องนี้ อยากออกจากห้องนี้ แล้วในที่สุดหายตัวได้ คือมันไม่สามารถที่พังกำแพง ไม่สามารถที่จะทุบทำลายด้วยค้อน ไม่สามารถตัดด้วยใบเลื่อย แต่สามารถหายตัวไปจากห้องนั้นเฉยๆ นี่!ความรู้สึกในโลกวิญญาณมันแบบนี้นะครับ ตอนที่ยังผูกเวรอยู่กับใคร มันจะมีน้ำหนักตัว มันจะมีความรู้สึกว่า ไปไหนไม่รอด โดยไม่จำเป็นต้องมีสายโซ่ผูกอยู่ อาการทางใจที่คิดถึง หรือว่าจดจ่ออยู่กับภัยเวร ตรงนั้นแหละ แค่นั้นแหละ มันเหนียวแน่นกว่าสายโซ่อยู่แล้ว

ทีนี้ถ้าสายโซ่แห่งภัยเวรตรงนั้นมันเบาบางลง ก็จะเหมือนกับตัวเบา เบาลง โปร่งๆๆ จนกระทั่งในที่สุดหายตัวไป หายตัวไปจากห้องขังนั้น ส่วนจะไปที่ไหนอีก วิญญาณก็ไม่มีทางรู้นะครับ คือจะถูกวิบากแห่งกรรมที่เคยทำในระหว่างมีชีวิตอยู่บนโลกมาซัดไป มันเลือกไม่ได้นะ คือหายไปจากห้องขังนั้นแล้ว อาจจะไปโผล่ในห้องขังอื่น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ว่า เคยทำมามากหรือน้อยเพียงใด แต่ตัวเราเองปลดล็อกได้แน่ๆ ถ้าหากว่าทำบุญอุทิศไปแล้วใจผ่องแผ้ว ไม่มีความผูกใจอะไรอีกแล้ว ของเรารอดแล้ว ถ้าตายไปเราก็ไม่ต้องไปติดอยู่ในห้องขังเดิมนะครับ

----------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : คนที่เคยเกี่ยวข้องกับเรา เช่น ภรรยใหม่ของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาก็พยายามมาวนเวียนกับเรา แบบนี้ถือว่ายังไม่หมดเวรต่อกันใช่ไหม? ทั้งที่เราไม่อยากเกี่ยวข้องกับเขาแล้ว

ระยะเวลาคลิป      ๑๐.๕๕   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=VfE13vWQrxw&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

จิตของเจ้าชายนิทราเป็นอย่างไรครับ?

ดังตฤณ :  (ทวนคำถาม) ผู้ป่วยชนิดที่เป็นเจ้าชายนิทรา หรือว่าเจ้าหญิงนิทราเขาเป็นยังไง?

โดยมากก็จะอยู่ในภวังค์เหมือนคนสลบนั่นแหละ ส่วนแต่ละเคส แต่ละรายจะมีฝันมั้ย จะมีความรู้สึกตัวมั้ย อันนี้ต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการตัดสิน เราใช้สายตาคะเนเอาไม่ได้

แต่ว่าโดยมากที่เคยเห็นมา ที่เขาบอกทางวิทยาศาสตร์ก็คือว่า มันไม่รู้สึกตัวมันสลบไป ถามเจ้าตัวที่กลับฟื้นขึ้นมา ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าฝันอยู่หรือเปล่า ยังมีความรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ทีนี้มันจะขึ้นอยู่กับแต่ละเคสนะครับ

ตอนที่อยู่ในภวังค์จริงๆ มันจะไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เกิดการรับรู้อะไรเลย แม้แต่กระทั่งภาพฝันนะครับ แต่ถ้าหากว่ายังฝัน ยังรู้สึกเหมือนกับมีความทรมานอยู่อะไรต่างๆอย่างนี้ ไม่ใช่ภวังค์นะครับ ไม่ใช่ตกอยู่ในภวังค์ มันเป็นความฝัน เป็นจิตที่ฝัน จิตคนละวิถีกัน 

----------------------------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : จิตของเจ้าชายนิทราเป็นอย่างไรครับ?

ระยะเวลาคลิป      ๑.๒๗   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=nbUvwlJfXb4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=10

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

 

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

 

สำหรับคืนนี้ ก็เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคำถามหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้นัดหมายกัน ไม่ได้รู้ว่าเคยมีคนถามมาแล้ว ผมเคยตอบไปแล้ว

 

ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ใจอยากรู้กันเยอะมากเลยว่า ถ้าว่ากันตามหลัก บอกอภัยไปแล้ว ใจนี่ ยกโทษให้แล้ว ปากอโหสิไปแล้ว กล่าวไปแล้วว่า ถือว่าสิ่งที่ติดค้างคาใจอยู่ จะเป็นความอาฆาตพยาบาท จะเป็นการผูกเวรกันมากี่ภพกี่ชาติ ขอให้ยกเลิกในชาตินี้ปัจจุบันนี้ชีวิตนี้ ถือว่าขอให้เป็นชีวิตแห่งการตัดภัยตัดเวร ที่ผูกกับคนอื่นมา โดยเจอใครก็ตาม มีเหตุการณ์กระตุ้นให้ต้องทำร้ายจิตใจกัน ทางวาจา หรือว่า แม้กระทั่งทำร้ายกันทางร่างกายให้เจ็บปวดนี่ ขอเป็นอันยุติ

 

เพราะว่าศรัทธาแล้ว เชื่อแล้วว่า การเดินทางไปในสังสารวัฏ ไม่ได้มีแค่ชีวิตเดียว แต่มีเป็นอนันตชาติ มีชีวิตที่ไม่จำกัด ในระหว่างแห่งอนันตชาตินั้น ถ้าขืนเราผูกเวรไปมากๆ ก็เท่ากับเกิดทีไร ก็ต้องมีเหตุการณ์ หรือว่าไปอยู่ในภพที่มีการทำร้ายกัน ไม่มีที่สิ้นสุด

 

ก็เลยโอเค เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วว่า ชาตินี้จะมีความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรมาแค่ไหนก็ตาม ขออโหสิให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

 

ทีนี้ เอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ มันไม่ง่ายเหมือนตอนหลังสวดมนต์ ใจกำลังสบายๆ ใจกำลังเป็นกุศลพร้อมให้อภัย ในทางปฏิบัติแล้ว เอาเข้าจริงเราทำใจได้ยาก แล้วข้อสังเกตทางใจนี่ บางทีรบกวนจิตใจ บางทีเหมือนกับบอกว่า อยากเป็นนักให้อภัยเหมือนกับ ครูบาอาจารย์ เหมือนกับพระพุทธเจ้า เหมือนกับท่านๆ ที่เราเคยเห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจ

 

แต่ในหัวก็อดรื้อฟื้น รื้อฝอยหาตะเข็บขึ้นมาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คนสงสัยกันมากที่สุดก็คือว่า ถ้าเป็นเพื่อน ถ้าเป็นญาติ ถ้าเป็นคนสนิท คนเคยสนิท แล้วมีเหตุให้โมโหโกรธากัน ประกาศไม่เผาผีกัน แล้ววันหนึ่ง อยากญาติดี อีกฝ่ายมาขอโทษ แต่ใจเราที่อภัยไปแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกรังเกียจ มีความรู้สึกว่า ไม่เอาล่ะ ไม่อยากที่จะเห็นหน้า ไม่อยากที่จะคบต่อ

 

ก็เลยสงสัยตัวเองว่า แบบนี้เขาเรียกว่า ให้อภัยแล้วหรือยัง มันสะอาดจากความพยาบาท ที่จะเป็นเหตุนำไปสู่อบายภูมิแล้วหรือยัง หรือว่า บางทีไม่ถึงอบายภูมิ แต่นำไปสู่การต่อเวรต่อกรรมกันอีก ไม่มีที่สิ้นสุด สงสัยตัวเอง

 

ก็เลยเป็นที่มาของโจทย์ในคืนนี้นะครับว่า ถ้าอภัย แต่ไม่อยากคบ ถือว่าจบเวรแล้วหรือยัง

 

ก่อนอื่น ทำความเข้าใจอย่างนี้นะ เอาตามคอมมอนเซนส์ (common sense) ไม่ต้องไปอ้างถึงความถูกความผิดตามตำราไหนๆ เลย เอาตามที่เรารู้สึกได้ด้วยสามัญสำนึกเลยว่า เวลาที่เรายังคุมแค้นอยู่ ความคุมแค้นนี่เป็นของร้อน เป็นของที่หนักอก มันหนักอึ้งนะ ความรู้สึกอยู่ตรงนี้จริงๆ

 

เวลาที่เรารู้สึกจุกอก ความจุกอกนั่นแหละ หนักหรือเบา ... เราบอกได้ทันที ตอบได้ทันใดโดยไม่ต้องคิดเลยนะ มันหนัก แต่ถ้าอภัย ในความหมายของการปลดภาระ ปลดพันธะทางอารมณ์อาฆาต จริงๆ จะเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันเบา

 

ถ้าคุมแค้นจะหนัก ถ้าอภัยจะเบา ... ถือเป็นตัวตั้งที่เราจะเอามาใช้เป็นจุดสังเกตตั้งแต่เริ่มต้น

 

ถ้าเราอาศัยข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ ทางความรู้สึกตรงนี้เป็นจุดสังเกตเริ่มต้น ที่จะพูดในขั้นต่อๆ ไป ก็ง่าย เข้าใจได้ง่าย

 

พอเรานึกออกว่า ‘การอภัย’ ถ้าอภัยจริง ใจจะเบา เบาใจนี่คือหลักฐานของการอภัยจริง เราก็จะได้ข้อสังเกตต่อว่า ความเบามีหลายแบบ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เราคิดจะให้อภัยเลยนะ

 

สังเกตเข้ามาในอก จะรู้ได้ ตอบตัวเองถูกเลยว่า เบาชนิดไม่เหลือน้ำหนักเลย เบาหวิวโล่ง หรือว่า เบาแบบที่คล้ายๆ กับว่ายังมีก้อนหินอยู่ แต่ก้อนหินนั้นลดขนาดลง เบาลง ให้รู้สึก คือยังมีอะไรเสียบ มีอะไรคา มีอะไรที่ยังอึ้งๆ อยู่ ไม่ได้เบาโล่ง

 

ตรงนี้ ถ้าเราตอบตัวเองถูก ณ จุดเกิดเหตุเลยนะ ณ จุดที่เราบอกว่าเราอภัยแล้ว ไม่ต้องไปตอบคำถามใครเอาภาพ แต่ตอบคำถามตัวเองเอาความจริงว่า มันเบาโล่ง หายไปหมดเลย ไม่เหลือน้ำหนักเลย หรือว่ายังมีน้ำหนักอยู่ คล้ายกับก้อนหินที่ลดขนาดลงเท่านั้น อันนี้เราตอบตัวเองถูก

 

ทีนี้พอสังเกตตัวเองได้ที่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตัดสินว่า แบบนี้นี่ สงสัยเราไม่มีทางอภัยได้จริง มันคาอยู่อย่างนี้แหละ คงเป็นแบบนี้ไป เลิกไม่ได้ ตัดไม่ขาด ไม่ใช่นะ เราจะอาศัยตัวตั้งตัวนี้นี่ เป็นจุดสังเกตวันต่อวัน หรือชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือกระทั่งลมหายใจต่อลมหายใจได้

 

คือพอเราฝึกที่จะดู ฝึกที่จะยอมรับความจริง ตั้งแต่วาระแรกเลยว่า เราเบาโล่งหมดจดแล้ว แล้วไม่กลับหนักขึ้นมาอีกเลย อันนี้แสดงว่าอภัยจริง ชัวร์ ของแท้ อาจเพราะว่าต้นทุนเราดี เราแผ่เมตตาเก่ง เราสวดมนต์จนมีความสุขเอ่อล้น แล้วก็อยากอยู่กับความสุขนั้น ไม่อยากอยู่กับความทุกข์ที่ไปผูกใจไว้กับใคร ก็เลยเหมือนกับขาดจริง โล่งจริง ซึ่งพอฝึกแผ่เมตตา ฝึกให้อภัยเป็นทานบ่อยๆ จะไปถึงจุดนั้นได้จริง คือพอตั้งใจตัดแล้ว ตัดเลย ไม่กลับมาอีก

 

แต่ทีนี้ ถ้าเรายอมรับตามจริงว่า เรายังเป็นผู้ที่ต้องฝึกอยู่ ก็จะเห็นว่า แม้แต่กระทั่งตอนแรก บอกว่าเบาแล้ว แต่กลับมาหนักได้ ก็ยอมรับตามจริงว่ามันกลับมาหนัก อย่าไปปฏิเสธ หรือหวงภาพว่า ฉันนี่ เก่ง อภัยเก่ง เบาแล้วเบาเลย ไม่ต้องไปหวงภาพนั้น ภาพนั้นไม่มีประโยชน์กับเส้นทางไปสู่นิพพานนะ

 

แต่ความจริงต่างหากที่ว่า เบาไปในจุดเริ่มต้น แล้วกลับมาหนักใหม่ อันนี้มีประโยชน์ คือพอมีสติรู้แล้วยอมรับตามจริงได้ จะเอามาใช้เจริญสติต่อ แล้วทำให้ความโกรธหรือความพยาบาทนั้น เป็นอุปกรณ์ในการที่เราจะทำให้สติเจริญขึ้น เห็นความไม่เที่ยง

 

ทีนี้อย่างในทางอีกทางหนึ่ง สำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือว่า วันแรกที่ตั้งใจอภัย มันไม่เบาหรอก จะมีความคาๆ อยู่ มีความรู้สึกหน่วงๆ หนักๆ อืดๆ ฝืดๆ ฝืนๆ ไม่โล่งจริง ก็ยอมรับไปว่า ที่บอกว่าอภัยนี่ ยังไม่หมดจด ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำท่าทำทางว่าจะเป็นก้อนหินที่เล็กลง แล้วกลับใหญ่ขึ้นมาได้อีก

 

พอรู้อย่างนี้ เราได้ตัวตั้งที่จะอาศัยใช้เป็นเครื่องมือเจริญสติ อย่างที่ผมเคยบอกบ่อยๆ ว่า ภาวะทางอารมณ์ ภาวะในกายใจอันใด เกิดขึ้นบ่อยๆ ปรากฏบ่อยๆ ภาวะนั้น อาศัยใช้เจริญสติได้ เอามาใช้ประโยชน์ได้ เอามาทำให้เกิดพุทธิปัญญาได้

 

คือพอเรายอมรับตามจริงตั้งแต่ต้นเลยว่า ที่บอกอภัยๆ ไปนี่ แค่รู้สึกเบาลง แต่ไม่ใช่รู้สึกว่าโล่งหมด พอสังเกตไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้งความอยากให้มันเบา แต่ ใส่ใจ ยอมรับว่ามันยังหนักอยู่แค่ไหน เอาสเกลใหญ่ก่อนเลย วันต่อวัน

 

วันนี้ ยังรู้สึกอึ้งๆ ยังรู้สึกว่าอยากหวนกลับไปเอาคืน ก็ยอมรับไป แต่ต่อมา พอเริ่มคุ้นว่าความรู้สึกที่ยังเคืองๆ ยังเหมือนกับ อยากจะกลับไปเล่นงานอยู่ เป็นความรู้สึกในอกที่แน่นๆ แต่แน่นไม่เท่ากัน ในแต่ละวัน แล้วพอชำนาญขึ้น พอรู้ทางมากขึ้น จำได้มากขึ้น ว่า ความหนักประมาณอย่างนี้ พอเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดความคิดไม่ดี อยากกลับไปประทุษร้ายอย่างไร

 

ยอมรับไปตามจริง จนกระทั่งเราสามารถเห็นได้ชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือนาทีต่อนาทีว่า ความหนักความเบาที่เกิดขึ้นในอก แตกต่างกันอย่างไร ส่วนใหญ่มาตอนทีเผลอ ตอนว่างๆ ตอนกำลังไม่ได้คิดอะไร แล้วอยู่ๆ มันหวนกลับมาเฉยๆ

 

เสร็จแล้ว ถ้าในช่วงที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่ว่า เอ๊ะ ความพยาบาทนี้เมื่อไหร่จะหายไป เมื่อไหร่จะเบาลงอะไรต่างๆ นี่ คราวนี้เราจะเริ่มที่จะสังเกตได้ถึงระดับลมหายใจต่อลมหายใจ คือ ลมหายใจนี้ มีความรู้สึกเหมือนเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ทั้งๆ ที่คล้ายจะมอดดับไปแล้ว กลับเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาที่ลมหายใจนี้ เราก็รู้ว่า ลมหายใจนี้เป็นลมหายใจแห่งความโกรธ เป็นลมหายใจแห่งความเคือง ยังไม่ได้อภัย ยังไม่ได้มีความอยากจะให้ทานโดยการปลดพันธะตรงนี้ไป

 

ลมหายใจต่อมา จะเริ่มมีความชัดเจนแจ่มกระจ่างมากขึ้น ว่าอารมณ์เคือง มีความพลุ่งพล่าน มีความวกวน มีอะไรคล้ายเป็นควันดำ ที่ลอยขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยทางใจ ไม่ให้โล่ง ให้เบา ไม่ให้โปร่ง

 

ยิ่งดูไปหลายลมหายใจเข้า แต่ละลมหายใจยิ่งบอก ยิ่งเกิดความเปรียบเทียบได้ชัดเจนว่า มีความต่าง ในทางเบาลง หรือว่า กระพือหนักขึ้นมา ยอมรับให้หมด แล้วความสามารถในการเห็นเป็นขณะๆ ลมหายใจนั้นแหละ ในที่สุด จะทำให้เกิดข้อสรุปแบบที่เป็นพุทธิปัญญาว่า ความเคืองนี้ เราจะเคยคิดอภัย หรือไม่อภัยก็ตาม จะยังคงอยู่ตรงนั้น

 

ความเคือง กับ การอภัย บางทีไม่เกี่ยวกัน เพราะว่าตอนอภัย จะมีน้ำจิตที่คิดจะล้างเวร ล้างภัยจริงๆ แต่ตอนที่หวนกลับไปคิดอีก ตอนนั้น ไม่ใช่วาระเดิมแล้ว แต่กลายเป็นว่า ความคิดความทรงจำ ความปรุงแต่งอันเป็นอกุศลนี่ มันหวนกลับมาของมันเอง เหมือนบูมเมอแรงที่เราขว้างไปแล้วมันร่อนกลับมาโดยที่เราไปสั่งมันไม่ได้ ว่าจงอย่าร่อนกลับมา

 

เห็นบ่อยๆ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจขึ้นมาจริงๆ ว่า นี่ที่เขาเรียกว่าอนัตตา นี่ที่เขาเรียกว่ามันไม่เที่ยง พอแค่ไม่กี่วัน ถ้าฝึกจริงๆ ถ้าดูจริงๆ แล้วเห็นซ้ำไปซ้ำมา เห็นบ่อยๆ จริงๆ มันจะปรากฏว่า ความเคืองความพยาบาท คล้ายกับวัตถุอะไรก้อนหนึ่ง ที่ขยายใหญ่ขึ้นได้ แล้วกลับหดแคบลงได้

 

เห็นความไม่เที่ยงได้อย่างชัดเจนแบบนี้เมื่อไหร่ ความอยากจะยึด ใจนี่ ก็ถอยแล้ว ไม่เอาแล้วกับความพยาบาทตรงนี้

 

ฉะนั้น คือจะได้ข้อสรุปกับตัวเอง เป็นคำตอบให้ตัวเองว่า จะคบต่อหรือไม่คบต่อนี่ไม่สำคัญ ไม่เกี่ยวกันนะ

 

ถ้าไม่อยากคบเพราะไม่อยากเกิดอกุศลซ้ำรอยเดิม หรือว่าไม่อยากคบเพราะว่าใจทิ้งไปแล้ว ไม่อยากเอาแล้วแบบนี้ จะเป็นชายก็ดี หญิงก็ดี เป็นแฟนเก่า หรือเพื่อนเก่า หรือจะญาติสนิทมิตรสหายที่ไหนก็ตาม คือการไม่อยากคบต่อไม่ได้แปลว่าเราจะผูกพยาบาท

 

วัดกันที่ใจนี่ ถ้าใจเบาอยู่ ไม่ได้คิดอยากกลับไปประทุษร้ายหรือเอาคืน ถึงแม้จะไม่อยากคบต่อ ก็ถือว่าให้อภัยแล้ว ให้อภัยจริงแล้ว

 

พูดง่ายๆ ใจเบาจริง ดูที่ใจอย่างเดียว ใจเบาจริง ไม่กลับหนักขึ้นมาอีก แล้วหลังจากฝึกเจริญสติแล้ว แผ่เมตตาแล้วอะไรแล้ว จนกระทั่งไม่เหลือน้ำหนักของก้อนหินก้อนเดิมแม้แต่นิดเดียว เจอหน้าเจอตาอะไร ก็ไม่เป็นไร เจอก็ยิ้มๆ แล้วก็สามารถแผ่ความสุขให้ได้ด้วย แต่ไม่ต้องคบต่อ

 

แค่นี้ก็จะได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า เวร ภัย ที่ผูกกันไว้ ทางฝั่งของเราตัดแล้ว ตัดเวรตรงนี้แล้ว ไม่ต้องไปใช้กรรมใช้เวรในแบบที่จะต้องมาประทุษร้าย โดยมีฝ่ายของเราเป็นตัวเริ่ม เป็นตัวตั้งอีก

 

ฝ่ายของเราเหมือนกับถอนตัวออกมาจากวงจรของภัยเวรแล้ว นะ

____________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

วันที่ 31 ต.ค. 2020

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=fOISCxq5eFI