วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

รู้ลมหายใจกับเพ่งลมหายใจต่างกันไหมครับ?

 ดังตฤณ :  การใช้คำมันไม่มีความหมายหรอก มันอยู่ที่มุมมองภายในของเราต่างหากว่ามันเห็นอะไร แล้วก็เห็นยังไง

 

เห็นอะไร? เห็นลมหายใจใช่มั้ย ทีนี้ถ้าเอากันจริงๆ มันจะเห็นเหมือนกับพอหลับตาไปเนี่ย เห็นเหมือนป่ารก เห็นเหมือนคลื่นความฟุ้งซ่านมันวนเวียนปิดบังลมหายใจอยู่ตลอด นี่ต่างหากที่เราเห็น

 

ทีนี้แล้วเห็นยังไง? ร้อยทั้งร้อย นักทำสมาธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน เห็นเพื่อที่จะเอาความสงบ เห็นเพื่อที่จะกำจัดความฟุ้งซ่านให้มันสิ้นไปจากหัว ทั้งๆที่ การนั่งสมาธิแบบพุทธที่ถูกต้องคือ การเห็นว่าอะไรๆมันไม่เที่ยง ตรงนี้เราไม่ได้เน้นกัน พอไม่เน้นมันก็ไม่มีคนทำ ไม่มีคนทำเป็นประจำ มันก็ไม่เกิดผล

 

ยุคเราคนที่จะมาสนใจดูความไม่เที่ยงในการนั่งสมาธิมันแทบจะเป็นศูนย์เลย เพราะเราพูดกันเรื่องความสงบอย่างเดียว แล้วการมุ่งหวังความสงบนั่นแหละมันคืออาการเพ่ง เพ่งจะเอา แล้วเพ่งด้วยอวิชชาด้วยนะ เพ่งด้วยความโลภด้วยนะ คือโลภแบบแก่กล้าด้วยนะ มันไม่ใช่โลภธรรมดานะ โลภจะเอาให้ได้ โลภจะเอาเจ๋ง โลภจะเอาแบบว่าตัวเองเนี่ยทำสมาธิเก่ง หรือว่าทำสมาธิได้เหนือกว่าคนอื่นอะไรแบบนี้นะครับ ก็เป็นทิศทางที่จะทำให้เกิดการเพ่ง

ส่วนการรู้ลมหายใจ ถ้ารู้จริงอาการรู้มันจะไม่ทำให้เรามีความฝืน อาการรู้จะทำให้เราไม่มีอาการโลภอยากได้ แต่เป็นอาการที่ระลึกได้ตามจริงตามที่มันกำลังปรากฏอยู่ว่า ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก ลมหายใจกำลังยาวหรือสั้น ลมหายใจที่มันกำลังยาวมันมีความสดชื่นมากหรือน้อย เนี่ย!สังเกตรายละเอียดเข้าไป ลมยาวหรือลมสั้น แล้วแต่ละลมมันเอาความสุขหรือความทุกข์ อึดอัดหรือว่าสบายมากับแต่ละลม สังเกตอยู่แค่นี้เป็นการสังเกตแบบพุทธ เป็นการเจริญสติแบบพุทธแล้ว เป็นประตู เป็นปากทาง ที่จะทำให้เรามีความสามารถทางจิตที่จะเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตนในเบื้องปลายนะครับ

อันนี้ทำความเข้าใจนะ ระหว่างคำว่า รู้ กับคำว่า เพ่ง สังเกตง่ายๆเลย เพ่งจะโลภ แต่ รู้จะมีสติ

ความหมายของสติที่แท้จริง คือ สามารถยอมรับยอมรู้ตามจริงว่า กำลังปรากฏอะไรขึ้นภายในขอบเขตของกายใจ ณ นาทีนั้นวินาทีนั้นนะครับ!

----------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : รู้ลมหายใจกับเพ่งลมหายใจต่างกันไหมครับ?

ระยะเวลาคลิป    ๓.๒๖ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=pY0a2wOPqbk&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=11

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำไงดี แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำไงดี แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

 

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คืนวันเสาร์สามทุ่ม สำหรับคืนนี้เป็นปัญหายอดฮิตของคนที่นั่งสมาธิ โดยเฉพาะในไทยนะครับ

 

คือ ทำอย่างไรจะแก้อาการปวดหน่วง ปวดเสียว ที่อยู่ระหว่างหน้าผากได้ เพราะพอนั่งสมาธิทีไร มีอาการราวกับว่า มีของหน่วงๆ หนักๆ ไปถ่วงอยู่ที่หน้าผากทุกที บางคนก็นึกว่าเป็นไสยศาสตร์ก็มีนะครับ

 

แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อนั่นเองนะ เวลาที่เราฝึกสมาธิ แล้วเล็งผิด มีอาการภายใน มีมุมมองภายในที่ไม่ใช่ ผลก็ออกมาไม่ใช่เหมือนกัน

 

ถ้าเราทำสมาธิแบบหนัก ผลก็จะกลายเป็นอาการหนักๆ ทางกายได้

 

รูปแบบการนั่งสมาธิในไทย มีส่วนสำคัญ คืออย่างที่สอนกันทั่วไปนี่ สอนกันแนวที่จิตเข้าไปในที่คับแคบนะ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามที่จะดูว่า ลมกระทบที่จงอยจมูกตรงไหน หรือนับลม หรืออะไรต่างๆ แม้กระทั่งการบริกรรม คือไม่ได้มีการสอนให้สังเกต จับจุดให้ถูกว่า ดูอย่างไร ตั้งท่าตั้งทางอย่างไร หรือว่ามีมุมมองภายในอย่างไร แล้วเกิดความรู้สึกว่า มันสบายผ่อนคลาย

 

แล้วพอไม่มีการแนะนำไว้ก่อนนี่นะครับ เมื่อเกิดการปวดเสียว หรือว่ามีอาการหน่วงหน้าผาก ก็ยิ่งไปกังวล แล้วก็ไปสนใจเฉพาะจุดที่ปวดเสียวนั้น ยิ่งเท่ากับเอาจิตไปจดจ่อ อยู่กับทุกขเวทนาในแบบที่ยิ่งรัดแน่นขึ้น แทนที่จะสังเกตทุกขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง กลายเป็นกังวล แล้วก็ยึดอาการทุกขเวทนานั้น โดยความเป็นของที่เที่ยง เป็นของที่รบกวนจิตใจเรา เป็นอุปสรรค เป็นตัวถ่วง เป็นการรบกวนจากสิ่งที่มองไม่เห็นภายนอกหรือเปล่า อะไรแบบนี้

 

ก็เป็นความหลงไปในการทำสมาธิ แบบที่ไม่เอื้อให้เกิดความเบา ไม่เอื้อให้เกิดความสงบ ไม่เอื้อให้เกิดความตื่นรู้

 

เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นพื้นฐานกันก่อนที่ตรงนี้ ถ้าหากว่า คุณเริ่มต้นขึ้นมา จะบริกรรมพุทโธ จะบริกรรมในแบบนับลม หรืออย่างไรก็แล้วแต่ ดูลมกระทบตรงจมูก ตรงไหนก็แล้วแต่ ลองสังเกตดูว่า จิตของเรา ตั้งอยู่กับการเน้น พยายามทำความจับให้มั่นคั้นให้ตายหรือเปล่า

 

อาการของจิตนี่ ถ้าจิตมีอาการจับให้มั่นคั้นให้ตาย แม้แต่นิดเดียวนะ แม้แต่ที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะไม่ได้เพ่งมากไม่ได้ไปซีเรียสมาก แต่ถ้ามีอาการจับให้มั่นคั้นให้ตาย นั่นแหละ ตัวนี้แหละ คือเค้าเงื่อนของการปวดเสียว

 

บางทีไม่ใช่เฉพาะที่หน้าผาก บางทีมีอาการตามไหล่ ตามบ่า หรือตามหลังอะไรแบบนี้นี่นะ ยิ่งคนที่นั่งแบบก้มหน้านี่ตัวร้ายเลย ถ้าหากว่าเรานั่งก้มหน้าด้วย แล้วพยายามที่จะบริกรรมแบบจับให้มั่นคั้นให้ตายด้วย จะปวดคอแน่ๆ แล้วก็ลักษณะของการเพ่ง จะเพ่งเหมือนกับจี้ลงไป

 

คุณลองนึกถึงคนที่กำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่ด้วยความจริงจัง จะขมวดคิ้วใช่ไหม แล้วพอขมวดคิ้วนี่ กล้ามเนื้อส่วนที่เป็นตัวที่อยู่ใกล้ๆ กับคิ้วนี่ ก็จะแน่น ก็จะตึง ก็จะเครียดหนักทั้งหมด

 

ทีนี้ เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อทำสมาธิแบบฝืน จนกระทั่งทุกครั้งที่เราคิดว่าเรากำลังจะนั่งสมาธิ แล้วกล้ามเนื้อเข้าจุดเกร็งโดยที่เราไม่รู้ตัวนี่ ในที่สุดจะเกิดการสะสม เป็นอัตโนมัติ มีการทำงานของกล้ามเนื้อชุดหนึ่งที่เหมือนกับ พอเราตั้งใจว่าเราจะนั่งสมาธิปุ๊บ กล้ามเนื้อชุดนี้จะรัดแน่นทันที ทำงานอัตโนมัติทันที

 

เพราะฉะนั้นนี่ ถึงแม้ว่า คุณจะรู้ตัวแล้วว่า ทำสมาธิมาผิดทาง แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดอาการหน่วงเสียว แล้วพยายามที่จะมาปรับให้สบาย อันนี้บางทีสายเกินไป นี่หลายคนเลยบอกว่า ไม่ได้พยายามเพ่งแล้วนะ ไม่ได้บีบบังคับตัวเองแล้ว พยายามปล่อยสบายๆ แต่ก็ยังปวดเสียวอยู่ดี อันนี้เพราะว่าเราสะสมความเคยชินมาจนกระทั่งกล้ามเนื้อทำงานเป็นอัตโนมัติ เข้าช่องเครียดโดยอัตโนมัติของมันแล้ว

 

พอจิตนี่ตั้งต้นทำสมาธิ คิดว่าจะบริกรรมในแบบที่ตัวเองเคยชิน ไม่ว่าจะบริกรรมแบบไหนก็ตาม ก็เกิดอาการขึ้นมาทันที

 

ตัวนี้นี่นะ พอมีความเข้าใจแบบนี้แล้วเห็นภาพรวมแบบนี้แล้วนี่ เราก็จะพอมองออกแล้วว่า จะหาทางออกกันอย่างไร

 

ทางออกคืออย่างไร ก็คือเปลี่ยนวิธี เอาที่เรายังไม่ชิน แล้วก็เอาที่สามารถแก้ทาง คือแทนที่ว่าเราบอกตัวเองว่า จะนั่งสมาธิปุ๊บ แล้วกล้ามเนื้อหน้าผาก ทำงานทันทีนี่ เปลี่ยนเป็นว่า พอเราใช้วิธีใหม่ แล้วมีความผ่อนคลาย มีความสบาย มีความเป็นไปเองตามธรรมชาติขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่า เรากำลังเยียวยา หรือถอนความเคยชินที่สะสมมา ด้วยความเคยชินแบบใหม่ สะสมความเคยชินกันใหม่

 

คือถ้าเราเอาที่ยังไม่ชิน แล้วก็วิธีนั้นทำให้ผ่อนคลายด้วย วิถีจิตและการทำงานของกล้ามเนื้อจะต่างไป เข้าใจนะ

 

พูดง่ายๆ ภาพรวมนะ เดิมทีเราทำสมาธิมาในแบบที่จะดึงกล้ามเนื้อให้ทำงานผิดทาง เปลี่ยนมาเป็นแก้ความเคยชิน ให้การทำสมาธิของเรานี่ เป็นการทำให้เกิดความผ่อนคลายขึ้นมาแทน

 

เอาแบบง่ายที่สุด เราใช้วิธีการสวดมนต์ เพราะถ้าสวดมนต์อย่างถูกต้อง สวดแบบเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำนะ ถ้าหากว่าเราสวดนานพอ แก้วเสียงจะช่วยคลายกล้ามเนื้อใบหน้าลงได้ ลองสังเกตดูนะ แบบที่เราสวดมนต์กันทุกครั้งหลังจากรายการ ก่อนรายการจบนี่นะ พอ อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน ...

 

ลักษณะของแก้วเสียงที่เปล่งออกมาเต็มปากเต็มคำ จะช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลาย คุณลองสังเกตดู ยิ่งถ้าใครมีความชำนาญ ตั้งจิตไว้ถูก อย่างบอกว่าก่อนสวดเราไม่ได้หวังจะขอพรอะไรทั้งสิ้น เราไม่ได้กะจะเอาอะไรจากการสวดทั้งสิ้น นอกจากถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา

 

จิตที่ถูกปรุงแต่ง ด้วยความตั้งใจจะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา อยากสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เป็นจิตที่เป็นมหากุศล

 

และจิตที่เป็นมหากุศล ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เมื่อใจเป็นมหากุศลแล้ว ร่างกายย่อมผ่อนคลาย และมีสภาพคล้อยตาม จูนติดกับความเป็นมหากุศลของจิตด้วยเช่นกัน

 

พอเรารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายทั่วใบหน้า กล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายทั่วตัวนะ ให้บอกตัวเอง สังเกต จับจุดให้ถูกว่า ลักษณะของการตั้งจิตไว้แบบนี้แหละ ที่เปิดกว้าง สบายๆ นี่ เราจะใช้เป็นชนวนของสมาธิ

 

ประเภทมานั่งเพ่ง จะเอาความสงบ หรือจะกำจัดความฟุ้งซ่านให้ได้ ภายในอึดใจเดียว ... เลิก ไม่เอานะ

 

นอกจากนั้น ก็ยังมีแนวหนึ่ง ที่เราสามารถเอาไปปรับใช้ คือสังเกตบ่อยๆ สังเกตไล่ขึ้นมาจากล่างขึ้นมาหาบน สังเกตว่า ฝ่าเท้าของเรา วางราบอยู่กับพื้น มีอาการจิก มีอาการเกร็งหรือเปล่า

 

ถ้ามีอาการเกร็ง ก็ปล่อยให้คลาย เราจะรู้สึกว่าสบายขึ้นมาทันที พื้นจิตพื้นใจอยู่ที่ฝ่าเท้าของเรานะ ฝ่าเท้าเราเป็นอย่างไร พื้นจิตพื้นใจของเราก็เป็นอย่างนั้น

 

ทีนี้พอฝ่าเท้าผ่อนคลายดี เราก็ผ่อนคลายฝ่ามือ จะวางมือไว้บนหน้าตัก หรือว่าจะทำอย่างไรของคุณก็แล้วแต่ อย่างที่ผมทำนี่ จะวางมือไว้บนหน้าตัก คือเดิมขึ้นมา ผมก็นั่งเอามือซ้อนมือนั่นแหละ คือจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เอามือซ้อนมือ ของไทยเราเอามาทำกัน

 

แล้วมือซ้อนมือ คุณลองสังเกต แต่ละคนอาจไม่เหมือนกันก็ได้ บางคนทำได้ก็โอเค อนุโมทนา แต่คนส่วนใหญ่พอมือซ้อนมือ ไหล่จะห่อแล้วหน้าจะก้ม ตัวนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เราจะบริกรรม หรือดูลมหายใจอย่างไรก็แล้วแต่ จะเข้าสู่ความเคยชินที่จะเพ่ง

 

ทีนี้ถ้าเราสังเกต ฝ่าเท้า ฝ่ามือผ่อนคลายแล้ว สบายขึ้นมาครึ่งตัวแล้ว ก็สำรวจใบหน้า ถ้าหากว่ายังตึงอยู่ไม่เลิกนั่นแสดงว่า คุณสะสมความเคยชินมาในแบบที่ค่อนข้างจะหนักพอสมควร แต่ถ้าเราค่อยๆ ฝึกที่จะไล่ขึ้นมา ฝ่าเท้า ฝ่ามือ ใบหน้าผ่อนคลายทั้งหมด ก็จะค่อยๆ เข้าสู่ความเคยชินแบบใหม่นะครับ

 

แล้วก็พอเราเริ่มต้นขึ้นมา สวดมนต์แบบเปล่งแก้วเสียง ถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา จนกระทั่งจับจุดถูกแล้วว่า ตั้งจิตไว้อย่างไร ที่ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ แล้วเราก็ดูอาการตอนนั้น ตอนที่รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ก็คือตอนที่เราเชิดหน้านิดหนึ่ง ไม่ใช่ก้มหน้า แล้วอกผายไหล่ผึ่ง ไม่ใช่ไหล่ห่อ

 

พอเราเงยหน้า แล้วรู้สึกถึงลมขึ้นมาเมื่อไหร่ ให้สังเกตว่า การรู้ลมของเรา ณ จุดนั้น ณ เวลานั้น เป็นการรู้ที่ทำให้เกิดความผ่อนคลาย แบบเดียวกันกับตอนที่เราสวดมนต์ถวายแก้วเสียงหรือเปล่า ถ้าสบาย ถ้าผ่อนคลาย แบบเดียวกัน ก็ให้ถือว่า รู้อย่างนั้น ใช่

 

นี่ เห็นไหม มีจุดอ้างอิงนะ มีแกนอ้างอิง มีเรเฟอร์เรนซ์ (reference) นะครับว่าทำแบบนั้นถึงจะถูก

 

ไม่อย่างนั้น อยู่ๆ บอกว่าให้พยายามสบายๆ ให้พยายามผ่อนคลาย จะไม่มีแกนอ้างอิง ไม่รู้จะเอาไปเทียบกับอะไร แต่พอเราสวดแบบถวายแก้วเสียงเป็น คราวนี้มีจุดอ้างอิงทางจิตว่าด้วยอารมณ์แบบนี้ ประมาณนี้ ถึงจะเป็นที่สบาย ถึงจะเป็นชนวนเริ่มต้นของสมาธิได้

 

ทีนี้ ก็ต้องสังเกตตามจริงด้วยว่า ทำๆ ไปความเคยชินแบบเดิมๆ กลับมาหรือเปล่า ก็ดูง่ายๆ เลยว่า ขนาดไหนที่จะเกิดอาการหน้าผากตึงๆ ขึ้นมา จากเดิมที่ผ่อนคลายสบายแล้ว กลายเป็นตึงๆ ตัวนี้เราก็สังเกตหมดเลย ว่า ถ้าทางอาการของเรานั่งหลังงอหรือเปล่า หรือว่าไหล่ห่อหรือเปล่า ก้มหน้าอยู่หรือเปล่า

 

ถ้าหากว่ารู้เป็นขณะๆ ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของความเครียด นี่คือจุดเริ่มต้นของความเกร็ง แล้วเราปรับให้ถูกต้องได้ เราก็จะเข้าใจแล้ว คือเข้าใจขึ้นมาจริงๆว่า จะทำให้การนั่งสมาธิของเราเป็นไปในแบบที่มีสติ รู้ตัวว่า กำลังเข้าช่องผิด แล้วก็มีสติ รู้ทันว่า แบบนี้เป็นอาการที่เริ่มจะเข้าสู่โหมดเครียด โหมดที่กล้ามเนื้อจะรัดตัว หรือว่ามีสติ รู้พร้อมว่า อย่างนี้ต่างหากที่เป็นอาการสบาย อย่างนี้ต่างหากที่จะทำให้เรานั่งสมาธิแล้วเกิดความสงบขึ้นมาจริงๆ สงบจากความอยากได้อยากมี อยากดีอยากเป็น

 

เป็นการสงบขึ้นมาจากการมีสติ รู้ทันว่า ณ ขณะหนึ่งๆ เราตั้งจิตไว้ในแบบที่จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย แล้วพร้อมตื่นรู้ นี่ก็คือแนวทางนะครับ

 

พูดง่ายๆ นะ ถ้าเราจะแก้อาการหน่วงเสียว เราต้องเลิกทำแบบเดิมนะครับ แล้ววิธีที่จะเลิกทำแบบเดิม โดยรู้ตัวว่า ทำใหม่แล้วถูกต้องนี่ ก็ต้องมีแกนอ้างอิงนะครับ คือวิธีใหม่ที่สามารถเป็นที่ประจักษ์ต่อเราได้ เกิดประสบการณ์ทางจิต ประสบการณ์ทางกายได้ว่า อย่างนี้ถึงจะสบาย อย่างนี้ถึงจะเป็นไปเพื่อความรู้พร้อมนะ

___________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำไงดี แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563

ถอดคำ / เรียบเรียง : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=P7ThbVEHG3s

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

 ดังตฤณ :  มาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน มาสวดมนต์ด้วยกันนะครับ ต้องใช้หูฟังนะครับ สำหรับท่านที่อาจจะเพิ่งมาเป็นครั้งแรก มีครั้งแรกสำหรับหลายๆท่านนะครับ ใส่หูฟังเพื่อที่จะอาศัยเทคโนโลยีทางเสียงมาช่วยปรุงแต่งจิต คือคลื่นสมองมันจะช้าลง แล้วก็มีโฟกัสกับการสวดมนต์ได้มากขึ้น เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

คุณดังตฤณนำสวดมนต์
โดยอัญเชิญ พระบูรณพุทธ เป็นพระประธาน
และใช้ ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์



ก็จบไปนะครับสำหรับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คืนวันเสาร์ ๓ ทุ่มคืนนี้

ถ้าหากว่าในสัปดาห์หน้าทุกท่านพร้อม ผมพร้อมด้วยกัน ๓ ทุ่มคืนวันเสาร์หน้าพบกันใหม่ครับ

สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

---------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

ช่วง     : สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

ระยะเวลาคลิป    ๓.๒๒ นาที
รับชมทางยูทูบ     https://www.youtube.com/watch?v=RbMFIhC62WI&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=12

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

หากชีวิตทำกรรมเน้นหนักในการเอาเปรียบ แล้วมีเกณฑ์ถูกเอาเปรียบ ถูกหลอกตลอดชีวิต จะวางใจให้อภัยอย่างไร และแก้ด้วยบุญอย่างไร?

 ดังตฤณ :  การที่เราถูกเอาเปรียบแล้วจะคิดแก้กรรม สมมติว่าเราถูกเอาเปรียบมาทั้งชีวิต แล้วรู้ตัวแล้วและเราเชื่อแล้วว่า เราคงเคยไปเอาเปรียบใครเขามา ก็ต้องเป็นการเอาเปรียบเขามาตลอดชีวิตก่อนเหมือนกัน มันถึงได้มาถูกเอาเปรียบตลอดชีวิตนี้

เวลาจะแก้ มันก็ต้องแก้ทั้งชีวิตเช่นกันนะครับ คือ รู้จักให้ รู้จักเห็นใจคนอื่น รู้จักที่จะสงเคราะห์คนอื่น โดยไม่หวังว่าสงเคราะห์ไปปีนึง ปีหน้าได้รับความสงเคราะห์กลับ คนส่วนใหญ่ไม่หวังเป็นปีนะ หวังเป็นวันนะ บอกว่าทำไป ๗ วัน ขอให้เห็นผลเลยว่าตลอดชีวิตที่เหลือต่อไปนี้ จะมามีคนเห็นใจเรา เทวดาจะอนุเคราะห์ให้บ้านให้รถให้โน่นให้นี่ มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ

บางทีถ้าเราเอารัดเอาเปรียบเขามาทั้งชีวิต บางทีมันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการช่วยเหลือคน ในการเกื้อกูลคน แล้วมันถึงจะเห็น อาจจะหลายเดือน อาจจะหลายปี หรืออาจจะค่อนชีวิต แต่ที่แน่ๆ มันจะมีความสุขมากขึ้น ความทุกข์อันดำมืดที่เกิดจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ มันจะมีความคลี่คลายผ่อนคลายไป ใจสบายขึ้นจากใจของเราเองที่คิดให้คนอื่น โดยไม่หวังว่าเมื่อไหร่มันจะพ้นจากเวรจากกรรมเก่าเสียทีนะครับ

ใจที่มันสบายขึ้นนั่นแหละ มันคือผลลัพธ์ที่เห็นทันตาในชาติปัจจุบันอยู่แล้วนะครับ

--------------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : หากชีวิตทำกรรมเน้นหนักในการเอาเปรียบ แล้วมีเกณฑ์ถูกเอาเปรียบ ถูกหลอกตลอดชีวิต จะวางใจให้อภัยอย่างไร และแก้ด้วยบุญอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป      ๒.๐๑   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=-45FrL1GBmM&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=1

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

สิ่งที่ยังคาใจคือ คนทำผิดเหมือนไม่รู้ตัวว่าทำผิดต่อเรา เราแค่อยากให้เขารู้สึกตัว จะตัดความคาใจตรงนี้ออกไปอย่างไร?

 ดังตฤณ :  ก็ดูความอยากนั่นแหละ อย่างที่เมื่อกี้พูดไป เหมือนกันเลยกับคำถามก่อนที่ว่า จะทำอย่างไรถ้าอยากให้เขามาขอโทษ เดี๋ยวลองกลับไปดูคำตอบเดิมนะครับ ดูความอยากนั่นแหละว่ามันทำให้เราเป็นทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้ ไม่มีประโยชน์เลย เป็นความอยากที่สูญเปล่า สติมันเกิดขึ้นมันก็จะทิ้งไปเอง ไอ้ความอยากที่ไร้ประโยชน์นั้น

คำถามที่คล้ายกัน

คำถาม    :  หนูแค้นคนๆหนึ่ง บางวันปล่อยได้ พอนึกก็แค้นมากแบบหัวใจเต้นเร็ว อยากให้เขามาขอโทษ คิดว่าถ้ามาขอโทษก็จะจบ แต่เขาไม่มา แบบนี้มีเวรกรรมกับเขาอยู่หรือเปล่าที่โกรธแค้นไม่หาย ต้องทำอย่างไร?

ดังตฤณ  :  (ทวนคำถาม) หนูแค้นคนๆหนึ่ง บางวันปล่อยได้ พอนึกขึ้นมาก็แค้นแบบหัวใจเต้นเร็ว

อย่างที่ผมบอกเลยที่เป็นข้อสงสัยแบบนี้ มันมีอยู่ในใจคนจริงๆ คือบางทีนึกว่าอภัยแล้ว ไม่ได้อยู่ในใจแล้ว แต่อีกวันหนึ่งมันปรากฏหลักฐานขึ้นมาว่าไม่ใช่อย่างที่คิด มันย้อนกลับมาอีก อย่างกรณีนี้มันผูกใจอยู่กับอยากจะให้เขามาขอโทษ

(ทวนคำถามต่อ) คิดว่าถ้าเขามาขอโทษก็จะจบ แต่เขาก็ไม่มาขอโทษ แบบนี้ยังมีกรรมยังมีเวรอยู่มั้ย โกรธแค้นไม่หายต้องทำยังไง?

เราก็เริ่มต้นจากความอยากก็แล้วกัน ในที่นี้เรื่องสำคัญคือความอยากให้เขามาขอโทษ เห็นมั้ยที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอยากเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ความอยากทำให้จิตกระสับกระส่าย ไม่สามารถนิ่ง ไม่สามารถสงบ ก็เหมือนกัน ถ้าจากโลกนี้ไปในขณะที่ยังมีความอยาก ยังมีความยึดติด ยังมีต้นเหตุให้ใจระส่ำระสายอยู่ จิตวิญญาณของเราก็ไม่มีทางสงบ เราก็ไม่สามารถที่จะจากโลกนี้ไป ทิ้งตัวตนแบบนี้ไปได้ด้วยความมีสันติสงบทางใจ

ให้เราพิจารณาว่า ความอยากที่เกิดขึ้น เราอยากให้เขาสำนึกเอง เราอยากให้เขามีอะไรสักอย่างดลใจให้รู้ตัวว่า “เธอเนี่ยมันไม่ดี เธอเนี่ยทำไว้กับฉัน เธอสมควรที่จะมาขอโทษฉัน”  ความอยากแบบนี้หน้าตามันเป็นยังไง มันมีอาการดิ้นรนของจิต มันมีอาการของจิตที่สงบไม่ได้ มีความทุรนทุรายวนเวียนอยู่กับภาพที่จะให้เขากลับมาขอโทษเรา หรือบางทีอาจจะบวกอาการอยากให้เขามางอนง้อด้วยก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ทราบนะครับ

ทีนี้ถ้าเราเห็นเป็นเงื่อนสำคัญว่า ความอยากนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่รู้นะ เขาจะมาหรือไม่มาไม่ทราบ เป็นเรื่องของอนาคต แต่เรื่องของปัจจุบันก็คือ เมื่อไรก็ตาม เกิดความอยากแบบนี้ เกิดความดิ้นรนแบบนี้ของจิตขึ้นมา มันมีความทุกข์ที่ใจเราแน่ๆ มันมีความทุกข์อยู่ตรงนี้แน่ๆ หลักฐานของเหตุปัจจัยมันปรากฏอยู่ในจิตของเราคนเดียว เรารู้เองเห็นเอง

เมื่อใดก็ตามมีความอยาก เมื่อนั้นจิตระส่ำระสายกระสับกระส่าย เมื่อใดจิตมีความกระสับกระส่าย เมื่อนั้นจิตกำลังมีความทุกข์ เนี่ยเรารู้เองเห็นเองอยู่อย่างนี้ด้วยสติ แล้วสืบหาเค้าเงื่อนของความทุกข์ตรงนี้ ไปพบว่ามันเป็นอาการอยากนั่นเอง อาการอยากที่มันยืดออกไป ยื่นออกไป ทะยานออกไป พยายามลากคอเขามากราบไหว้ขอโทษเรา หรือทำหน้าสำนึกผิดต่อหน้าเรา อาการยื่นไปของใจแบบนั้น เป็นการยื่นไปเพื่อความทุกข์ เป็นการทะยานออกจากที่ออกจากแหล่ง เพื่อความกระสับกระส่ายระส่ำระสาย เพื่อความทุกข์ความร้อนอันเป็นปัจจุบัน เห็นให้ได้อย่างนี้ อย่างที่ผมพูดเลยนะ

ถ้าเห็นได้อย่างนี้นะครับ ความทุกข์มันดับลงเดี๋ยวนี้เลย เพราะอะไร? เพราะมันเห็นความอยากที่สูญเปล่า อาการอยากเป็นอาการทางใจชนิดหนึ่ง ที่มันก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ให้ใจของเราหายไปจากโลกของความสุข ให้ใจของเราหายไปจากโลกของความสงบ ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของความกระสับกระส่ายทุกข์ร้อน

พอเห็นอย่างนี้ เห็นชัดๆให้เหมือนเห็นภาพนะครับ ใจคุณจะทิ้งความอยากเผละลงกับพื้นเลย ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ไม่รู้จะหวงความอยากไว้ทำไม มันเป็นแค่อาการหนึ่งของจิตที่หลงสำคัญผิดที่หลงยึด ยึดติดกับอะไรที่มันจะเกิดหรือไม่เกิดไม่รู้ แต่ตอนนี้มันไม่เกิดแน่ๆ แล้วก็ยึดไปแบบสูญเปล่า อยากไปแบบสูญเปล่า เนี่ยดูอย่างนี้นะครับ

เวลาจะเจริญสติเนี่ย ท่านให้เห็นความจริง เพื่อที่จะให้เห็นว่า อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ และอะไรเป็นเหตุที่จะให้ดับทุกข์

-------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : รู้สึกว่าสิ่งที่ยังคาใจตัวเองคือ เขาแสดงออกโดยไม่รู้ตัวว่าทำผิดต่อเรา เราแค่อยากให้เขารู้สึกตัว แต่ใจจริงๆของเรายังไงเขาก็ไม่รู้ตัว ก็รู้ว่าจะต้องแก้ที่ใจเราเอง แล้วจะตัดความคาใจที่อยากให้เขารู้ตัวอย่างไรดี หรือว่านี่คือความรู้สึกอยากแก้แค้นโดยให้เขารู้สึกผิด ทุกวันนี้ก็เบาบ้างหนักบ้าง

ระยะเวลาคลิป      ๐.๕๗   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=SBWr2_6qNxc&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2

คำถามที่คล้ายกัน
https://www.youtube.com/watch?v=M9UfBlgw5P0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG ** 

คุณแม่ขอให้สัญญาว่าจะไม่มีแฟนไปตลอดชีวิต แต่เราไม่ได้รับปาก...ทำให้ท่านเสียใจก่อนสิ้นใจ..บาปไหม?

 ดังตฤณ :  คุณรู้ได้อย่างไรว่าท่านเสียใจมาก คือโอเคท่านอาจจะบอกว่าท่านเสียใจมาก แต่ตอนตายท่านอาจจะไม่ได้ผูกใจอยู่กับตรงนี้ก็ได้ อาจจะไม่ได้ทุรนทุรายอยู่กับตรงนี้ก็ได้นะครับ

แต่ผมเข้าใจดีว่า เรื่องพรรค์นี้ของแบบนี้มันทำให้เราอยู่ไม่เป็นสุขไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะมีแฟนหรือว่าอยู่ไปคนเดียว ในที่สุดเราจะหวนกลับไปนึกว่า เราทำบาปทำกรรมกับแม่ไปแล้ว คือแทนที่จะรับปากไปส่งๆ เรากลับไม่รับปากเพราะกลัวจะทำไม่ได้ตามสัญญา เลยเป็นเหตุให้แม่เสียใจ ตายไปแบบข้องกังวลเป็นห่วงอะไรแบบนี้นะครับ

(ข้อ ๑ วิธีทำใจ)

ทีนี้วิธีทำใจ สิ่งที่ต้องระลึกอันดับ ๑ เป็นคีย์เลยในปัญหาทำนองนี้คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครทำกรรมแทนกันได้ อาจจะให้คำแนะนำได้ อาจจะชี้ทางสว่างได้ แต่ไม่มีใครเลือกทำกรรมเลือกตัดสินใจที่จะเล็งเจตนาไว้อย่างไรแทนกันได้ ไม่มีนะครับ

ต่อให้สะกดจิตสั่งให้เขาเลือกคิดเลือกทำอะไร การเลือกคิดเลือกทำนั้นก็เป็นเจตนาของผู้สะกดจิต ไม่ใช่เจตนาของเขา ตัวเจตนาที่มันเป็นกรรมเฉพาะตนจริงๆ มันคือการเลือกที่จะคิดด้วยตัวเองว่าจะเอายังไง เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ไปตรงหรือว่าถอยหลัง

ทีนี้อย่างของคุณแม่คุณคือชีวิตมันรวมลงที่ตรงอาการเล็งแค่ตรงนี้ เล็งได้แค่ตรงนี้ว่าเป็นห่วงเรา แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาแย่งสมบัติ แล้วก็ไม่อยากให้เราต้องเสี่ยงที่จะเป็นทุกข์กับการล้มเหลวในชีวิตคู่ จะด้วยพื้นฐานประสบการณ์ หรือว่าจะด้วยเหตุบันดาลใจอย่างไรก็ตาม สรุปแล้วก่อนตายท่านมีอยู่แค่นี้ ใจพะวงอยู่แค่นี้ ข้องอยู่แค่นี้ นี่คือสิ่งที่เราเอาท่อนซุงที่ไหนไปงัดออกจากใจท่านไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ท่านเลือกที่จะฝังให้ใจมันปักหลักอยู่ตรงนั้น เราทำกรรมแทนท่านไม่ได้ เราเลือกเจตนาแทนท่านไม่ได้ว่าจะเอาจิตแบบอื่น อันนี้คือข้อ ๑ ที่ต้องระลึกเป็นคีย์สำคัญ

(ข้อ ๒ ให้สำรวจดูใจตัวเอง )

ข้อ ๒ ให้สำรวจดูใจตัวเองว่าที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์นั้น แล้วต้องมาเสียใจทีหลัง เราทำไปด้วยเจตนาอะไร เจตนาของเราชัดเจนว่า เรากลัวจะทำไม่ได้ตามที่รับปาก ซึ่งอันนี้เป็นความคิดที่ถูกต้องนะครับ คือถ้าเรารับปากส่งเดช เสร็จแล้วไม่ทำตามที่พูด มันก็จะรู้สึกผิดไปอีกแบบหนึ่งอยู่ดี มันจะรู้สึกว่าแม่กำลังเฝ้ามองดูอยู่หรือเปล่าว่าเราไม่ทำตามคำพูด เห็นมั้ยแบบนี้มันไม่มีทางออกแบบที่เราจะสบายใจได้ มันทั้งขึ้นทั้งล่อง ถึงเราไปรับปากกับแม่ เราก็จะไม่สบายใจอยู่ดี

ที่เราไม่สบายใจตอนนี้คือ เราทำบาปทำกรรม ทำให้แม่ไม่สบายใจหรือเปล่า แต่ถ้าในอีกทางหนึ่ง ถ้าเราไปรับปากท่าน เราก็จะเกิดความรู้สึกว่า เราทำบาปไปหรือเปล่าถ้ามีคู่ แม่จะอยู่ในอีกโลกหนึ่งแบบไม่สงบสุขหรือเปล่า แม่อยากจะมาทวงสัญญาเราหรือเปล่า นี่ดูตรงที่ว่าเรามีการตัดสินใจเลือกที่ถูกต้อง มีเจตนาหรือมีกรรมที่มันเหมาะมันควรอยู่แล้วมันคลีนอยู่แล้ว คือไม่รับปากเพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเอายังไงกับชีวิต ตรงนี้ถึงจะทำให้คุณแม่ไม่สบายใจแต่เราก็รู้อยู่กับตัวเองว่า เราไม่ได้จากกับคุณแม่ด้วยการโกหก เราอยู่กับวาระสุดท้ายของคุณแม่ด้วยการพูดความจริง

อันนี้ต้องพิจารณาย้อนกลับไปข้อแรก บางคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ!นี่หมายความว่าเราไม่ต้องคำนึงถึงจิตใจคนตายเลยหรือ รับปากส่งเดชไปก็ได้ แค่พูดๆไปว่าเราจะไม่มีแฟนแล้วมันก็จบ จริงๆมันไม่จบนะครับ ถ้าคุณเชื่อว่าโลกของวิญญาณมีจริง แล้วในโจทย์ข้อนี้คุณแม่เป็นห่วงลูกแน่นอน จะต้องเฝ้ามองมาแน่นอน ไม่ว่าคุณแม่จะอยู่ตรงไหน มันก็ต้องเห็นว่าลูกทำตามคำพูดหรือเปล่า

ถ้าคุณจะไม่เชื่อว่าไม่มีโลกหน้า อันนั้นก็โอเคก็จบไป พูดส่งเดชอะไรไปก็ได้ แล้วตัวเราเองฝ่ายเราเอง ถ้ามันรับปากไปมั่วๆ เสร็จแล้วต้องมาไม่สบายใจอีกทั้งชีวิตว่าไม่ได้ทำตามคำพูด ก็แสดงว่าที่รับปากไปแล้วจะจบ มันไม่จบ มันไม่จบสักทางทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา

ทีนี้จบตรงที่เราไม่รับปาก เพราะเราทำไม่ได้ มันเกินวิสัยของเรา ส่วนที่คุณแม่จะสิ้นไปพร้อมกับความกังวลนี้หรือเปล่า เราก็ไม่รู้นะ ท่านอาจจะไม่ได้ผูกยึดกับตรงนี้ก็ได้ แล้วตอนนี้ท่านอาจจะอยู่ในฐานะที่มองย้อนกลับมาแล้วเปลี่ยนใจก็ได้ว่า ที่ไปขอสัญญาทวงสัญญาอะไรกับลูกแบบนั้น มันไม่ดี มันไปบีบคั้นเกินไป มันทำให้คนที่ยังอยู่ในโลกเป็นทุกข์ไปเปล่าๆกับความห่วงของท่าน

จริงๆแล้วถ้าย้ายมุมมองไปอีกมุมมองหนึ่ง เห็นโลกอีกโลกหนึ่งย้อนกลับมาจริงๆ สมบัติพัสถาน หรือว่าการเป็นโสด หรือการเป็นคู่ในโลกนี้ ไม่มีความหมายเลยนะครับ มันมีความหมายแค่ที่ว่า จะทำให้คนๆหนึ่ง อยู่บนเส้นทางบุญหรือเส้นทางบาป การมีสมบัติบางทีนั้นอาจจะอุ่นใจดูเหมือนกับดี แต่จริงๆสมบัติอาจจะเป็นเหตุให้ทำบาปทำเวรอะไรกับใครก็ได้ ถ้ามีสมบัติแบบไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีสมบัติแล้วก็ได้คู่ครองที่ดี อาจจะมาใช้สมบัติในทางที่เป็นประโยชน์ ชวนกันไปทำบุญ ชวนกันไปแจกจ่าย อยู่ในอีกโลกหนึ่งมันเห็นนะว่าใช้สมบัติในทางที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น ผู้ทำก็มีบุญมีความสว่าง อยู่ในอีกโลกหนึ่งมันเห็นเลยว่าแบบนี้ดี

แต่ตอนที่ยังอยู่ในโลกปัจจุบัน ยังมีเนื้อหนังห่อหุ้มอยู่แบบนี้ มันไม่เห็น มันเห็นแต่ว่าทำไปทำไมโง่เปล่า เห็นแต่ว่าทำบุญไม่ได้อะไรคืนมาเลย ไม่มีกำไร มีแต่เสียต้นทุนไป มันเห็นได้แค่แก้วตาแบบนี้ แต่ตอนย้ายไปอยู่อีกโลกหนึ่ง มันเห็นอีกแบบหนึ่งเลย มันคนละเรื่องกันเลยนะครับ เงินทองสมบัติพัสถานอะไรต่างๆจะใช้ไปแค่ไหนมันเป็นวัตถุ ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆทางจิตทางวิญญาณ คือ ความสว่าง หรือความมืด

เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ เราไปห่วงแทนคนอื่นไม่ได้ว่าเขาจะเลือกมีเส้นทางกรรมของตัวเองอย่างไร เราไปช่วยเลือกแทนเขาไม่ได้นะครับ ไปช่วยเลือกแทนท่านไม่ได้ แต่เราเลือกให้ตัวเองได้ แล้วเราเลือกถูกแล้วที่ไม่ไปรับปากนะครับ เงื่อนมันอยู่ที่ตรงนี้ รับปากหรือไม่รับปาก ส่วนใจจะเป็นอย่างไร อันนั้นสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมนะครับ

---------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : คุณแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ท่านขอให้สัญญาว่าให้อยู่คนเดียว ไม่ให้มีแฟนไปตลอดชีวิต เพราะกลัวคนอื่นมาทำเสียใจ และกลัวเอาสมบัติท่านไป แต่ไม่ได้รับปาก เพราะไม่รู้อนาคต ทำให้ท่านเสียใจก่อนท่านสิ้นมาก อยากทราบว่า บาปมากไหม เป็นกังวลมากๆที่ไม่ได้รับปากท่าน ทางที่ถูกต้องควรทำอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป      ๑๐.๒๓   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=CC4xWSbc9WM&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


โกรธแค้นไม่หาย ต้องทำอย่างไร?

 ดังตฤณ :  (ทวนคำถาม) หนูแค้นคนๆหนึ่ง บางวันปล่อยได้ พอนึกขึ้นมาก็แค้นแบบหัวใจเต้นเร็ว

อย่างที่ผมบอกเลยที่เป็นข้อสงสัยแบบนี้ มันมีอยู่ในใจคนจริงๆ คือบางทีนึกว่าอภัยแล้ว ไม่ได้อยู่ในใจแล้ว แต่อีกวันหนึ่งมันปรากฏหลักฐานขึ้นมาว่าไม่ใช่อย่างที่คิด มันย้อนกลับมาอีก อย่างกรณีนี้มันผูกใจอยู่กับอยากจะให้เขามาขอโทษ

(ทวนคำถามต่อ) คิดว่าถ้าเขามาขอโทษก็จะจบ แต่เขาก็ไม่มาขอโทษ แบบนี้ยังมีกรรมยังมีเวรอยู่มั้ย โกรธแค้นไม่หายต้องทำยังไง?

เราก็เริ่มต้นจากความอยากก็แล้วกัน ในที่นี้เรื่องสำคัญคือความอยากให้เขามาขอโทษ เห็นมั้ยที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอยากเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ความอยากทำให้จิตกระสับกระส่าย ไม่สามารถนิ่ง ไม่สามารถสงบ ก็เหมือนกัน ถ้าจากโลกนี้ไปในขณะที่ยังมีความอยาก ยังมีความยึดติด ยังมีต้นเหตุให้ใจระส่ำระสายอยู่ จิตวิญญาณของเราก็ไม่มีทางสงบ เราก็ไม่สามารถที่จะจากโลกนี้ไป ทิ้งตัวตนแบบนี้ไปได้ด้วยความมีสันติสงบทางใจ

ให้เราพิจารณาว่า ความอยากที่เกิดขึ้น เราอยากให้เขาสำนึกเอง เราอยากให้เขามีอะไรสักอย่างดลใจให้รู้ตัวว่า “เธอเนี่ยมันไม่ดี เธอเนี่ยทำไว้กับฉัน เธอสมควรที่จะมาขอโทษฉัน”  ความอยากแบบนี้หน้าตามันเป็นยังไง มันมีอาการดิ้นรนของจิต มันมีอาการของจิตที่สงบไม่ได้ มีความทุรนทุรายวนเวียนอยู่กับภาพที่จะให้เขากลับมาขอโทษเรา หรือบางทีอาจจะบวกอาการอยากให้เขามางอนง้อด้วยก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ทราบนะครับ

ทีนี้ถ้าเราเห็นเป็นเงื่อนสำคัญว่า ความอยากนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่รู้นะ เขาจะมาหรือไม่มาไม่ทราบ เป็นเรื่องของอนาคต แต่เรื่องของปัจจุบันก็คือ เมื่อไรก็ตาม เกิดความอยากแบบนี้ เกิดความดิ้นรนแบบนี้ของจิตขึ้นมา มันมีความทุกข์ที่ใจเราแน่ๆ มันมีความทุกข์อยู่ตรงนี้แน่ๆ หลักฐานของเหตุปัจจัยมันปรากฏอยู่ในจิตของเราคนเดียว เรารู้เองเห็นเอง

เมื่อใดก็ตามมีความอยาก เมื่อนั้นจิตระส่ำระสายกระสับกระส่าย เมื่อใดจิตมีความกระสับกระส่าย เมื่อนั้นจิตกำลังมีความทุกข์ เนี่ยเรารู้เองเห็นเองอยู่อย่างนี้ด้วยสติ แล้วสืบหาเค้าเงื่อนของความทุกข์ตรงนี้ ไปพบว่ามันเป็นอาการอยากนั่นเอง อาการอยากที่มันยืดออกไป ยื่นออกไป ทะยานออกไป พยายามลากคอเขามากราบไหว้ขอโทษเรา หรือทำหน้าสำนึกผิดต่อหน้าเรา อาการยื่นไปของใจแบบนั้น เป็นการยื่นไปเพื่อความทุกข์ เป็นการทะยานออกจากที่ออกจากแหล่ง เพื่อความกระสับกระส่ายระส่ำระสาย เพื่อความทุกข์ความร้อนอันเป็นปัจจุบัน เห็นให้ได้อย่างนี้ อย่างที่ผมพูดเลยนะ

ถ้าเห็นได้อย่างนี้นะครับ ความทุกข์มันดับลงเดี๋ยวนี้เลย เพราะอะไร? เพราะมันเห็นความอยากที่สูญเปล่า อาการอยากเป็นอาการทางใจชนิดหนึ่ง ที่มันก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ให้ใจของเราหายไปจากโลกของความสุข ให้ใจของเราหายไปจากโลกของความสงบ ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของความกระสับกระส่ายทุกข์ร้อน

พอเห็นอย่างนี้ เห็นชัดๆให้เหมือนเห็นภาพนะครับ ใจคุณจะทิ้งความอยากเผละลงกับพื้นเลย ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ไม่รู้จะหวงความอยากไว้ทำไม มันเป็นแค่อาการหนึ่งของจิตที่หลงสำคัญผิดที่หลงยึด ยึดติดกับอะไรที่มันจะเกิดหรือไม่เกิดไม่รู้ แต่ตอนนี้มันไม่เกิดแน่ๆ แล้วก็ยึดไปแบบสูญเปล่า อยากไปแบบสูญเปล่า เนี่ยดูอย่างนี้นะครับ

เวลาจะเจริญสติเนี่ย ท่านให้เห็นความจริง เพื่อที่จะให้เห็นว่า อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ และอะไรเป็นเหตุที่จะให้ดับทุกข์

------------------------------------

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อภัยแต่ไม่คบ จบเวรไหม?

คำถาม : หนูแค้นคนๆหนึ่ง บางวันปล่อยได้ พอนึกก็แค้นมากแบบหัวใจเต้นเร็ว อยากให้เขามาขอโทษ คิดว่าถ้ามาขอโทษก็จะจบ แต่เขาไม่มา แบบนี้มีเวรกรรมกับเขาอยู่หรือเปล่าที่โกรธแค้นไม่หาย ต้องทำอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป      ๕.๓๑   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=M9UfBlgw5P0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส