วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ผมนั่งสมาธิแบบยุบหนอพองหนอ เกิดอาการของปีติหลายแบบ และเกิดแรงดันใต้ใบหน้า ทำให้รู้สึกอึดอัด ควรทำอย่างไร?

 ดังตฤณ :  อาการตัวโยกโคลง ถ้าเอาตามมุมมองผม ไม่ถือว่าเป็นปีตินะ

มีการแยกแยะไว้หลายอย่างว่าปีติมีอย่างนั้นอย่างนี้ มีอยู่ ๕ อย่าง ที่เราต้องการจริงๆ คือ ปีติแบบที่มีความเยือกเย็น มีความสุข มีความสงบสบาย

บอกอย่างนี้แล้วกัน นิยามของปีติ ถ้าจะเอาแบบที่มันเป็นประโยชน์กับการเจริญสติ แล้วก็มาปรุงแต่งให้จิตเป็นสมาธิได้ เราเอาปีติอย่างเดียว คือปีติแบบ เยือกเย็น สงบ

ที่ถามว่า (ทวนคำถาม) เหมือนมีแรงดันอยู่ใต้ใบหน้า ตั้งแต่ใต้ริมฝีปากไปจรดหว่างคิ้ว เหมือนมันจะดันออกมา ทำให้รู้สึกอึดอัด

อันนี้เป็นความผิดปกติทางกายนะครับ ผมพูดตรงๆเลยก็แล้วกัน มันไม่ใช่ปีตินะ ไม่ว่าจะโดยนิยามของปีติทั้ง ๕ หรือยังไงก็แล้วแต่นะครับ มันเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ

(ทวนคำถาม) เวลานั่งผมก็จะแค่รู้มันไป ควรทำอย่างไรดีครับ

เอาเป็นว่าเห็นความไม่เที่ยงของแรงดันก็แล้วกัน ถ้าจะมาตามแนวที่กำลังปฏิบัติอยู่นะครับ

---------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : นั่งสมาธิแบบยุบหนอ-พองหนอ มาหนึ่งปีนิดๆ เกิดปีติหลายแบบเช่นตัวโยกโคลง ซึ่งก็ดับไปแล้ว แต่ปัจจุบันเหมือนมีแรงดันอยู่ใต้ใบหน้า ตั้งแต่ประมาณใต้ริมฝึปากไปจรดหว่างคิ้ว เหมือนมันจะดันออกมา ทำให้รู้สึกอึดอัด เวลานั่งผมก็จะแค่รู้มันไป ควรทำอย่างไรดีครับ (อาการนี้แม้แต่จะเดินหรือนั่งทำอะไร เพียงแต่ผมมีสติรู้อยู่กับกายก็จะมีอาการนี้)

ระยะเวลาคลิป    ๑.๕๑ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=OxWSOqZSrsc&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ปรารถนาที่จะพบพระพุทธศาสนาทุกภพทุกชาติ จะต้องอธิษฐานหลังปฏิบัติทุกครั้งหรืออย่างไร?

 ดังตฤณ :  ถ้าจะสำทับให้จิตมีความเข้มข้น มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ก็ไม่เป็นไร แต่พอเรารู้แน่ๆแล้วว่าใจของเราไม่ไปไหนแน่ มีความศรัทธาที่แน่วแน่ก็ไม่จำเป็นต้องอธิษฐานซ้ำไปซ้ำมาก็ได้นะครับ เพราะว่าทิศทางของจิตมันเป็นไปตามความตั้งมั่นของศรัทธา ถ้าศรัทธาของเราตั้งมั่นแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดไปจากพุทธศาสนานะครับ

--------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : ดิฉันปรารถนาที่จะพบเจอพระพุทธศาสนาทุกภพทุกชาติ หลังจากปฏิบัติแล้วดิฉันอธิษฐานทุกวัน ไม่ทราบว่าเราควรอธิษฐานทุกครั้งหลังปฏิบัติหรือเปล่า หรือนานๆอธิษฐานทีหนึ่ง?

ระยะเวลาคลิป    ๐.๓๑ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=hINicuSuLWY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

สวดมนต์อยู่จู่ ๆ มีอาการคล้ายคนแก่ เสียงสวดมนต์ก็เป็นเสียงคนแก่ ตกใจมาก รีบหยุดสวดมนต์

 ดังตฤณ :  พอจิตมีการปรุงแต่งในแบบที่ต่างไปจากเดิมๆ .. ให้คุณมองอย่างนี้ก่อน ที่เรารู้สึกอุ่นใจมาตลอดคือ จิตมีความฟุ้งซ่านได้อย่างเป็นอิสระ มันชอบอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด

เพราะอะไร?

เพราะเรารู้สึกว่าเป็นอิสระที่จะคิด เรารู้สึกว่าการเป็นอิสระที่จะคิดนี่แหละที่มันปลอดภัย ที่มันใช่ ที่มันทำให้เราสบายใจได้ว่า ชีวิตกำลังเป็นปกติ ทั้งๆที่ถ้ามองออกมาจากมุมมองของพระอรหันต์นะ ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยสุ่มไปเรื่อยๆเนี่ย นี่แหละอาการผิดปกติ นี่แหละเป็นอาการหลง ที่พร้อมจะมีความทุกข์ พร้อมจะเกิดบาปเกิดกรรมแบบไหนขึ้นก็ได้ เพราะจิตชอบสุ่ม เข้าใจมั้ย คือถ้าจิตมันอยู่ในอาการฟุ้งซ่าน แล้วสุ่มไปเรื่อยๆ เลือกเรื่องที่จะคิด เลือกเรื่องที่จะพูด เลือกเรื่องที่จะทำให้เป็นอิสระ มีแนวโน้มที่มันจะเลือกไม่ดี

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตเหมือนน้ำมีธรรมชาติไหลลงต่ำ ถ้าเราปล่อยมันไปเรื่อยๆ มันจะมีความโน้มเอียงที่จะไปก่ออกุศล มากกว่ากุศล นี่คือลักษณะปกติของคน คนเนี่ยอยู่ในจิตอยู่ในสภาวะที่น่ากลัว น่าระแวง แต่ตอนทำสมาธิเริ่มเจริญสติมันเริ่มเป็นปกติขึ้นมา มันเริ่มดีขึ้นมา

ตอนมีสติ คนเราจะพร้อมคิดเรื่องอะไรดีๆ พร้อมจะปรุงแต่งคำพูด คัดสรรถ้อยคำอะไรดีๆออกมาให้เข้ากันกับความเป็นกุศลจิต แต่เราไม่ได้สังเกตตรงนี้ เราสังเกตตรงที่ว่า เมื่อไหร่จิตมีความเป็นอิสระพร้อมจะคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย อันนั้นแหละน่าสบายใจ นี่!เราสังเกตอยู่แค่นี้

ทีนี้พอเรามาอยู่ในร่องในรอย ในลู่ในทางที่ทำให้มันมีสมาธิ อย่างเช่น สวดมนต์ ซึ่งบทสวดแน่นอนตายตัว มันบีบให้ความคิดของเราอยู่กับลู่ทางนี้เท่านั้น ไม่ออกนอกลู่นอกทาง จนกระทั่งพอมันเป็นสมาธิขึ้นมา ถ้าหากว่าสวดมนต์มาอย่างถูกต้อง สวดมนต์มาอย่างมีชนวนเป็นกุศล สวดด้วยความตั้งใจจะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา เราจะพบว่า เสียงของเรามีความไพเราะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าธรรมชาติของกุศลจิต พอพัฒนาเป็นมหากุศล มันก็จะปรุงแต่งสภาพทางกายให้มีความเป็นมหากุศลตามไปด้วย ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน อะไรๆไหลมาแต่ใจ นี่ถ้าใจมันเป็นกุศลมีความเป็นมหากุศลเติบกล้าขึ้น แก้วเสียงของเราก็จะไพเราะมากขึ้น

ทีนี้มันจะมีบางกรณี ที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง จิตสงบ คุณไม่ได้เล่าให้ฟังถึงสภาวะของใจ แต่สันนิษฐาน ผมสันนิษฐานว่าจิตเริ่มนิ่ง เริ่มมีความสงบแบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นความสงบในแบบที่เบิกบานชุ่มชื่น หรือว่ามีความพร้อมจะแน่นิ่งไปเฉยๆ แน่นิ่งแบบไม่รู้ แน่นิ่งแบบคับแคบ

ทีนี้ถ้าเราสังเกตตรงนี้ว่า ตอนที่จิตนิ่งๆไปแบบแคบๆ มันจะเริ่มมีการดัดแปลงทางกาย เช่น กายมันจะนิ่งขึ้น มันจะรู้สึกมีพลังมากขึ้น มันจะรู้สึกเหมือนตัวโตขึ้น พอจิตมันนิ่งคล้ายๆว่าร่างกายมันก็เด่นชัดขึ้น มันเลยเหมือนโตขึ้น ทั้งๆที่ขนาดมันเท่าเดิมนั่นแหละ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่จิตของเราต่างหาก ที่มีการรับรู้เปลี่ยนไปต่างไป

กรณีเกิดเสียงคนแก่ หรือจะเป็นอะไรอย่างอื่นก็ตาม ถ้าเราพิจารณาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า นี่คือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปของสภาวะทางกาย ไม่ไปตกอกตกใจว่านี่เป็นการถูกกลั่นแกล้งจากภายนอก เราก็จะไม่เกิดความรู้สึกว่าตกอยู่ในภาวะเป็นอันตราย ย้ำนะครับ! ตอนฟุ้งซ่านอยู่ในชีวิตประจำวันปกตินั่นแหละจิตที่อันตราย แต่พอเริ่มเป็นสมาธิขึ้นมา ให้บอกตัวเองว่า นั่นเริ่มปลอดภัยมากกว่า มันพร้อมจะคิดดี มันพร้อมจะเห็นอะไรตามจริงมากขึ้น นี่ให้เราคิดอย่างนี้เตรียมไว้อย่างนี้

ทีนี้คุณบอกว่าเสียงเป็นคนแก่ อาจจะเป็นเสียงจริงๆของเรา แต่ว่าเรารู้สึกไปเองว่าเป็นเสียงคนแก่ หรือเอาแบบที่คุณกลัวเลยก็ได้ สมมติว่ามีการปรุงแต่งจากภาวะภายนอก จะเป็นวิญญาณ หรือว่าจะเป็นตัวตนเก่าอะไรของคุณก็แล้วแต่ มันกลายเป็นเสียงคนแก่ขึ้นมา คุณก็กำลังได้ยินเสียงนั้นด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ไม่ใช่ได้ยินด้วยจิตที่กำลังฟุ้งซ่าน ถูกมั้ย! เพราะฉะนั้น คุณกำลังได้ยินเสียงคนแก่ด้วยภาวะที่ปลอดภัยกว่าจิตปกติ ไม่ใช่เป็นอันตรายมากกว่าปกติ เนี่ย!พอเราเตรียมไว้อย่างนี้ ตั้งมุมมองไว้อย่างนี้ เห็นมั้ย เวลาเกิดอะไรขึ้นมา มันจะมีสติมากขึ้น ไม่ใช่ไปหวาดกลัว หรือว่าหวาดระแวงว่านี่กำลังจะมีอะไรทำให้เป็นบ้าหรือเปล่า

บางทีจิตที่เป็นสมาธิ เวลามันปรุงแต่งอะไร อย่างพอได้ยินเสียงของตัวเองชัดเจน มีความชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าปกติ ปกติมีม่านหมอกความฟุ้งซ่านบดบังอยู่ แต่พอมีสมาธิแล้ว เสียงของเรามันปรากฏชัดขึ้นมาเป็นเสียงที่แท้จริงที่เรา ได้ยินออกมาโดยไม่มีม่านหมอกความฟุ้งซ่านมาบดบัง มันเป็นอะไรขึ้นมาก็ได้ตามที่เรารู้สึกไป

ถ้าหากคุณลองตั้งจิตไว้ล่วงหน้าว่า การสวดมนต์ครั้งนี้ เราจะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา คุณจะรู้สึกนะว่า ด้วยน้ำจิตด้วยเจตนานั้น มันปรุงแต่งให้เสียงเพราะขึ้น เพราะขึ้น ยิ่งได้ยินชัดขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งเพราะมากขึ้นเท่านั้น ลองดูนะครับ

แต่ถ้าจะได้ยินเสียงเป็นอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งนะ สมมติพูดให้แบบสุดโต่งไปเลย สำหรับบางคนได้ยินเสียงคล้ายปีศาจรบกวน หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้มองอย่างนี้ว่า จิตของเรากำลังเป็นสมาธิอยู่ มันถึงได้ยินแบบนั้น แล้วถ้าจิตมีสมาธิ ก็พร้อมที่จะตั้งสติได้มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ถ้าออกจากสมาธิต่างหาก ถึงจะน่ากลัว แล้วคุณก็พิจารณาว่า เสียงรบกวนที่มันมานั้น มันมาชั่วคราวได้กี่ลมหายใจ หรือว่ามันมาซ้ำซากอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ

ถ้าคุณอยู่กับสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวได้นานหลายนาทีนะ จิตมันจะเริ่มชิน แล้วพอจิตเริ่มชินแล้ว รับรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้กลัวนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร มีความปรากฏเป็นอย่างไร จิตที่เป็นสมาธินั้น ที่มีสติแบบนั้น มันจะแยกแยะออกขึ้นมา มีญาณสัมผัสขึ้นมาว่า เป็นเสียงภายนอกจริงๆ หรือว่าเป็นความปรุงแต่งในหัวของเราเองที่จิตมันหลอกตัวเองขึ้นมา มันจะแยกออกเลยนะ ตรงนี้สองขั้วนี้สำคัญนะครับ การปรุงแต่งของเราเองเป็นข้างใน การปรุงแต่งจากภายนอก มารบกวนมาขัดขวาง อันนี้ก็อยู่ส่วนภายนอก แล้วก็จะมีค่าเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายใน คือ มันมารบกวนจิตใจ มันมาปรุงแต่งจิตให้ไขว้เขวไปจากสมาธิ จะสมาธิในการสวดมนต์ หรือสมาธิในการดูลมหายใจก็ตาม

พอมีสติขึ้นมาแบบนี้ คุณจะรู้เลยนะว่า สติที่แข็งแรง สติที่เข้มแข็ง สติที่มีความแก่กล้า หน้าตาเป็นยังไง มันไม่กลัว มันมีความเป็นอุเบกขา มันเห็นเป็นของว่าง แล้วก็ผ่านไปได้ โดยไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น นี่
!ตัวนี้ที่เป็นสติ

ที่เราบอกว่า สติ สติ อยู่ในชีวิตประจำวัน สติที่จะคิด สติที่จะนึก สติที่จะโน่นนี่นั่น เป็นสติอ่อนๆ แต่สติที่เข้มแข็งคือสติที่สามารถผ่านความน่ากลัวทางการปรุงแต่งของจิตไปได้ โดยที่มีความโปร่ง มีความว่าง มีความเบา เป็นจุดหมายปลายทาง รออยู่ที่จุดหมายปลายทางนะครับ

-----------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : เคยมีประสบการณ์สวดมนต์อยู่ จู่ๆมีอาการคล้ายคนแก่ เสียงสวดมนต์ก็เป็นเสียงคนแก่ ตกใจมาก รีบหยุดสวดมนต์ ทำให้ไม่กล้าสวดมนต์(กลัว) อยากทราบว่าเกิดจากอะไร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อมีลักษณะนี้

ระยะเวลาคลิป    ๑๑.๐๕ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=GVHwuzS8JOM&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=6

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งรู้สึกทุกข์เหลือเกิน?

 ดังตฤณ :  คุณต้องเล่ามาก่อน ตามข้อตกลงนะครับ คือคุณทำมาอย่างไร อย่าบอกแค่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่ให้บอกมาเลยว่าที่คุณรู้สึกว่าคุณปฏิบัติธรรมคุณเจริญสติ คุณทำอย่างไร ดูลมหายใจ หรือว่าดูเฉพาะเวทนาข้างใน คำถามแค่นี้เราบอกไม่ได้นะครับ

แต่ผมบอกได้อย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเราปฏิบัติมาถูกทาง เราจะเห็นว่าความดิ้นรนของจิตเป็นทุกข์ ความสงบของจิตเป็นสุข อย่างนี้มันจะค่อยๆเห็นลึกลงไปถึงเหตุปัจจัยเป็นขณะๆ เช่นว่า ที่มันดิ้นรน มันดิ้นรนเพราะอะไร? เพราะจิตมันอยากจะเอาอะไรตรงนั้น? แล้วก็จิตดูยังไง? บอกว่าสักแต่ดูจิต แต่เราดูจริงๆหรือเปล่า หรือว่าเราไปปรุงแต่งอะไรมันขึ้นมา

ส่วนใหญ่นะครับ ขอพูดตรงๆนะ บอกว่าปฏิบัติด้วยการดูจิตเนี่ย ส่วนใหญ่ที่เจอมาไม่ได้ดูจิตนะครับ คือแล่นไปตามความอยากของจิต แล้วก็จับจุดที่มันดูง่ายๆ เช่น เวลาที่จิตสบาย จิตเป็นสุขก็นึกว่าเรากำลังเห็นจิต ทั้งที่เรากำลังเห็นเวทนาที่เป็นสุขอยู่ แล้วก็ไปยึดอาการเวทนาตรงนั้นว่านี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง

เสร็จแล้วพอเรายึดไว้แล้วว่า อันนี้คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง ในเวลาต่อมา พอเราตั้งใจจะเจริญสติอีก เราก็จะพยายามเข้าหาความสุขแบบนั้น พอเข้าหาไม่ได้ มันก็เกิดความดิ้นรน แล้วก็เกิดการไม่สังเกตว่า สุขที่กำลังเกิดขึ้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง ทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง เราจะไปเล็งหาแต่อาการทางใจที่เราตั้งไว้ว่านี่คือสเปค (spec) ของการฝึกสติฝึกสมาธิ พอไม่ได้อย่างใจ พอไม่ได้ตามสเปค (spec) มันก็เกิดความดิ้นรนกระสับกระส่ายขึ้นมา

การเจริญสติที่ถูกต้อง คือ การที่ทำให้สติมันเจริญขึ้น

มาตรวัดการเจริญขึ้นของสติ มีอยู่อย่างเดียวเลยนะครับ คือ จิตมีความสามารถยอมรับความจริงกับสภาวะตรงหน้าได้แค่ไหน

ถ้าหากยอมรับได้หมด แล้วรู้เห็นได้หมดว่า ไม่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น สภาวะนั้นย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา นี่!ตัวนี้แหละ เป็นมาตรวัดที่ใช่ที่สุดเลย ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่สุดเลยกับการที่เราจะบอกได้ว่า เรากำลังมีสติอยู่จริงๆ แล้วสติของเราอยู่บนเส้นทางของการเจริญขึ้นจริงๆ

---------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งรู้สึกทุกข์เหลือเกิน ทั้งๆที่ปัญหาค่าครองชีพฐานะทางบ้านก็ไม่มีเรื่องให้คิด ไม่มีปัญหาใดๆ แต่จิตมันทุกข์ไปเอง เหมือนคล้ายๆจิตมันไวต่อกระแส จิตส่าย ทุกข์ ดิ้นรน ร้อนรุ่มของมันเอง

ระยะเวลาคลิป    ๓.๒๒ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=wLKrsOCF1Jk&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=7

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ผมนั่งสมาธิแบบมือซ้อนมือไม่ได้เลยครับ จับข้อเท้าเหนือตาตุ่มจะชอบที่สุด เลยไม่ชอบไปปฏิบัติธรรมที่คนเยอะๆ

ดังตฤณ :  จะวางมือยังไงก็แล้วแต่ ใครจะยกนิ้วอย่างนี้ก็ได้ (นิ้วโป้งจีบนิ้วชี้หงายฝ่ามือ) คว่ำมือก็ได้ เพราะเราเน้นเอาที่ว่าจะฝึกสติให้อาศัยลมหายใจเป็นที่ตั้ง จะหลับตาหรือลืมตาในระหว่างวันก็ตาม

คนที่ทำสมาธิเก่งๆ เนี่ยนะ ระหว่างวันลืมตาอยู่ เดินไปไหนมาไหนจะ นั่ง ยืน เดิน นอน ไม่เกี่ยงเลยนะครับ รู้ลมหายใจได้ แล้วก็สติเกิดขึ้นเป็นปกติ ดีกว่าคนที่นั่งหลับตาพยายามเพ่งลมหายใจเสียอีกนะครับ นั่นเพราะอะไร?

เพราะว่าท่าทางมันไม่สำคัญ อิริยาบถมันไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่ว่า จิตเรามีสติพร้อมรู้หรือเปล่า ตรงนี้ที่เป็นคีย์จริงๆในการภาวนานะครับ! 

-------------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : ผมนั่งสมาธิแบบมือซ้อนมือไม่ได้เลยครับ จับข้อเท้าเหนือตาตุ่มจะชอบที่สุด เลยไม่ชอบไปปฏิบัติธรรมที่คนเยอะๆ อายคนทำไม่เหมือนชาวบ้าน

ระยะเวลาคลิป    ๑.๐๐ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=Xfj9R3J9wvo&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

จะทำอย่างไรให้ใจคลายจากการยึดติดในตัวบุคคลความทรงจำ ที่เคยมีอิทธิพลในช่วงๆหนึ่งของชีวิต

ดังตฤณ :  คือพอเราใช้ชีวิตประจำวัน มันไปโดนกระตุ้นให้นึกถึง หรือหวนไประลึกเกี่ยวกับเรื่องราวแต่ครั้งหนหลังได้เป็นธรรมดา

คำถามก็คือว่า จะทำอย่างไร ในแง่ของการเจริญสติ และทำอย่างไรเราจะเอาความทรงจำนี้ออกจากจิตใจเราให้ได้ นี่คือคำถาม

คำถามแบบนี้ เป็นคำถามที่ทำให้เกิดความมุ่งหวัง หรือเกิดมุมมองผิดๆเกี่ยวกับจิต นึกว่าจิตเป็นตัวเรา แล้วเราสามารถที่จะกำจัดความทรงจำ หรือว่าการระลึกถึงอะไรต่างๆได้ดังใจ ซึ่งไม่ใช่!นะครับ

ยิ่งเรามีความพยายามที่จะทำให้จิตของเราปลอดจากความจำ ปลอดจากการระลึกถึงคนรักเก่ามากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นความไม่ใช่ของๆเรา ความเป็นจิตที่ไม่ใช่ของๆเรามากขึ้นเท่านั้น เพราะอะไร?

เพราะจิตเขาปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ปรุงแต่งไปตามความอยากที่เรากำหนด ที่เราบังคับ ที่เราสั่งมัน ถ้าเราพยายามบังคับให้มันเลิกคิด เลิกจำ แล้วเราพบความจริงว่า จิตมันดื้อ ไม่ยอมตามคำสั่ง .. ณ จุดนั้นให้พิจารณาด้วยวิธีคิดๆนี่แหละว่า เรากำลังเห็นหลักฐานชิ้นโตของความเป็นอนัตตาทางใจ จิตไม่ใช่ของๆเรา จิตเป็นของปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ

ถ้าหากว่าเคยมีเรื่องราวหนหลังที่มันประทับอยู่ในจิตหนาแน่น จิตก็จะปรุงแต่งเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาบ่อยๆ ด้วยความยึดมั่นเหนียวแน่นเช่นกัน มีความน่าประทับใจมาก จิตก็ยึดมั่นมาก นี่อันนี้คือเหตุปัจจัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการปรุงแต่งทางจิต ไม่ใช่เป็นไปตามที่เราจะบังคับควบคุม ทีนี้จะแก้อย่างไร?

ด้วยวิธีการเจิรญสติแบบพุทธ ถ้าคุณเริ่มต้นขึ้นมา อาศัยเครื่องทุ่นแรง เครื่องเกาะ เครื่องพยุงที่พระพุทธเจ้าสอน สังเกตดูว่า ตอนที่กำลังยึดมั่นเหนียวแน่น กำลังหายใจสั้น หรือหายใจยาวอยู่ คุณจะพบว่า ตอนที่เรากำลังหน้าเศร้าเจ่าจุก โอ้ยคิดถึงเหลือเกิน หรือว่า โอ้ยอยากให้กลับมาเป็นแบบเดิม อาการเหมือนมันจะไม่ค่อยเงยหน้า จิตไม่ค่อยเปิด ส่วนใหญ่จะก้มหน้า แล้วจะหายใจสั้น เพราะอะไร?

เพราะว่า ลักษณะการปรุงแต่งของจิต มันไปจี้ไปยึดอยู่กับการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในอดีต พอเราเริ่มสังเกตอย่างนี้ มันมีทิศทางในการพัฒนาสติ เราเริ่มเห็นไปตามจริงว่า ทุกครั้งที่เรามีอาการเศร้า ที่เราเครียดจากการนึกถึงเรื่องเก่าๆ ลมหายใจจะสั้น

ทีนี้พอรู้ตัวว่าเริ่มเครียดเริ่มเศร้าแล้วหายใจสั้น โดยธรรมชาตินั้นจิตที่มีสติรู้แบบนั้นเขาจะปรุงแต่งลมหายใจยาวขึ้นมา หายใจยาวพองท้องออกนิดนึง แล้วเกิดความสดชื่นขึ้นมาแทนที่ พอสังเกตอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สังเกตบ่อยๆ สังเกตซ้ำไปซ้ำมา มันจะกลายเป็นความเข้าใจว่า อ้อ!ทั้งหลายทั้งปวงที่เรานึกว่ามันเป็นจิตของเรา มันเป็นความจำของเรา ที่แท้แล้วมันเป็นสภาวะปรุงแต่งทางธรรมชาติ มีความสัมพันธ์กันระหว่าง ลมหายใจ สภาวะทางกาย อิริยาบถทางกายกับความทรงจำ ความเจ็บปวด ความหวานชื่น อะไรทั้งหลาย มันโยงใยสัมพันธ์กันทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่มันตั้งอยู่ลอยๆ

ที่นึกว่าเป็นเรา ที่นึกว่าเป็นความทรงจำของเรา ที่นึกว่าเป็นคนของเรา มันเป็นความหลงเข้าใจผิดที่เหลวไหลทั้งเพ ณ ขณะที่มีสติแบบนักเจริญสติทางพุทธจะมีความกระจ่างทางใจแบบนี้เกิดขึ้นมานะครับ แต่เสร็จแล้วเดี๋ยวๆมันก็ลืม แล้วก็กลับมายึดใหม่ เราก็มาสังเกตใหม่อีก สังเกตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันกลายเป็นความเคยชิน มันกลายเป็นความชำนาญ ไม่ต่างจากที่เราซ้อมเล่นดนตรี ซ้อมเล่นกีฬา ซ้อมที่จะคิดคณิตศาสตร์ อะไรต่างๆ ซ้อมจนกระทั่งมันเข้าฝักสมองเข้าที่ แล้วจิตมีความตื่นพร้อมรู้ ณ เวลาที่เกิดขึ้นว่า อ๋อมันอย่างนี้นี่เอง อะไรๆมันเป็นการประกอบประชุมกันเข้าเป็นความรู้สึกแบบหนึ่งในขณะหนึ่งๆ ไม่ใช่ว่าความรู้สึกแบบหนึ่งๆ มันเกิดขึ้นโดยตัวของมันเองลอยๆ มันมีความสัมพันธ์กันไปหมด

ถ้าเราหายใจยาวได้บ่อยๆนะครับ มันจะไม่อยากคิดถึงคนรัก มันจะไม่อยากคิดถึงความสุขแต่หนหลัง เพราะมีความสุขความสดชื่น ณ เวลานี้ทางกายปรากฏแจ่มชัดกว่า จิตมันจะยึดความสุขที่กำลังเด่นชัด ถ้าหากว่าไม่มีความสุขที่กำลังเด่นชัด มันจะไปย้อนนึกถึงความสุขที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

ทีนี้ถ้าเรามีสติ มีลมหายใจอันเป็นสุข มีจิตที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้วจากอาการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องราวเก่าๆแต่หนหลัง มันก็จะมีแก่ใจที่จะสังเกตเอาแค่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่กำลังเป็นสุขอยู่ เนี่ยมันก็เห็นนะว่า อ๋อด้วยลมหายใจที่ยาวอย่างต่อเนื่องเนี่ย จิตมันจะว่าง จิตมันจะปลอดโปร่ง จิตจะไม่เอาเลยอดีตกับอนาคต จะอยากได้แค่ปัจจุบัน มีความอยากรู้ อยากดู อยากเห็น อยู่แค่สิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้ เสร็จแล้วพอความสุขนั้นเสื่อมลง มันก็เกิดสติขึ้นมารู้ตามจริงอีกว่า พอไม่มีความสุขอันเป็นปัจจุบันแล้ว ความทุกข์ที่มันเกิดจากการสูญเสียคนรัก มันก็กลับมาหวนเล่นงานเราอีก นี่!เห็นเป็นปัจจัย เห็นเป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่าง สภาวะทางกายกับสภาวะทางใจอย่างนี้ .. ในที่สุดมันจะเกิดสติอย่างใหญ่ขึ้นมา ทำให้จิตใหญ่ มีความพร้อมที่จะรู้ทั่ว ทั่วพร้อม เห็นไปหมดเลยว่า สภาวะทางกายเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี แล้วก็เห็นในลำดับต่อมาว่า ปฏิกิริยาที่โต้ตอบ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แล้วใจมันสงบ หรือฟุ้งซ่านเป็นขณะๆ เนี่ย!ตัวนี้แหละที่จะถอนเอาไอ้ความยึดมั่นถือมั่นแบบเก่าๆออกไปได้จริงๆ ไม่ใช่เราไปสั่งว่า จิต!จงถอนความยึดมั่นถือมั่นนะ ไม่ใช่!นะครับ แต่เราฝึกให้จิตมีความสามารถรู้ มีความสามารถที่จะดู มีความสามารถที่จะเฝ้าสังเกตอยู่กับปัจจุบันธรรม นี่!ตัวนี้แหละที่เป็นของจริงของพระพุทธเจ้า

ไอ้ที่เราอยากได้จิตสงบๆ หรือว่าอยากลืมอะไรให้ได้ไวๆ อันนั้นของปลอมนะครับ อันนั้นของไม่จริง อันนั้นคือสิ่งที่เป็นเท็จ ที่กิเลสมันสร้างขึ้นมาหลอก! 

--------------------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : จะทำอย่างไรให้ใจคลายจากการยึดติดในตัวบุคคลความทรงจำที่เคยมีอิทธิพลในช่วงหนึ่งๆของชีวิต เช่น คนรักเก่า อยากจะใช้ชีวิตไปข้างหน้าให้เต็มที่ แต่เมื่อมีความทรงจำที่เกี่ยวข้องขึ้นมา ก็ยังมีอาการทางใจอยู่ เหมือนไม่ไปไหนสักที เป็นเพราะเรามีใจชวนเขาทำบุญฝ่ายเดียวมาตลอดด้วยไหมครับ?

ระยะเวลาคลิป    ๙.๑๗ นาที
รับชมทางยูทูบ    
https://www.youtube.com/watch?v=pDi0qmau_Ok&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

ฝึกอานาปานสติอย่างเดียว อานาปานสติเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาใช่ไหม เริ่มฝึกอานาปานสติอย่างเดียวเพียงพอใช่ไหมคะ?

 ดังตฤณ :  อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะครับ บอกว่า (ทวนคำถาม) ฝึกอานาปานสติ ถ้าฝึกอย่างเดียวเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาใช่มั้ย เริ่มฝึกอย่างเดียวเพียงพอใช่มั้ย?

เพียงพอครับ อันนี้ยืนยันนะ ถ้าหากว่าเราจะทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ ท่านสอนมาแบบนี้นะครับ ท่านไม่ได้สอนให้บริกรรมเป็นคำใดๆ ไม่ได้สอนให้เพ่งเข้าไปว่ามีจุดกระทบที่ตรงไหน ไม่ได้สอนว่าให้นับว่าเป็นไปได้กี่ลมแล้ว

แต่ท่านสอนให้สังเกตว่า ขณะนี้ลมเข้าอยู่ หรือออกอยู่ แล้วก่อนที่จะมาสังเกตลม ท่านให้ดูสถานที่ด้วย สภาพแวดล้อมมันเอื้อมั้ยกับความวิเวก ถ้าหากว่ามันเอื้อให้เราอยู่กับตัวเองคนเดียวสบายๆได้ นั่นถือว่าสภาพแวดล้อมใช้ได้

แล้วเวลานั่งดูด้วยว่าคอตั้งหลังตรงหรือเปล่า พระองค์ตรัสไว้นะ ก่อนที่จะสอนอานาปานสติว่า นั่งขัดสะหมาดคือเอาขาไขว้กัน แต่ไม่ได้สอนให้เอามือซ้อนมือนะครับ คือจริงๆแล้วทำยังไงก็ได้ให้ไหล่มันเปิด มันจะดีที่สุดนะครับ เสร็จแล้วให้สังเกตว่า ขณะนี้ลมหายใจมันกำลังปรากฏว่าเข้าอยู่หรือว่าออกอยู่ และลมหายใจที่เข้าอยู่ออกอยู่นั้น มันสั้นหรือว่ายาว ถ้ายาวท้องมันจะป่องออกมาตอนลมเข้า ป่องออกมานิดนึง แล้วเวลาที่ระบายลมออกท้องก็จะยุบ นี่อย่างนี้นะครับ

ที่พระพุทธเจ้าให้สังเกตง่ายๆ ลมยาวก็คือเราสดชื่นนั่นแหละ จริงมั้ยล่ะ เป็นความจริงสากลนะ ถ้าลมสั้นมันก็จะรู้สึกเหมือนกับเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางทีมันก็เฉยๆ บางทีมันก็รู้สึกอึดอัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่เราตั้งใจที่จะดูลมหายใจ หากว่าลมหายใจสั้นอยู่ตลอด มันจะรู้สึกอึดอัดแน่นอน

ทีนี้คือความหมายของสมถะและวิปัสสนา อยู่ในการสังเกตลมได้พร้อมไปด้วยเลย พอเริ่มต้นขึ้นมา เรากำลังฟุ้งซ่านอยู่ แล้วเรามาสังเกตลมหายใจพบว่า ตอนที่ฟุ้งซ่าน ตอนที่มีอะไรมวนๆแน่นๆอยู่ในหัว ลมมันจะสั้น มันเกิดความรู้สึกอึดอัด เกิดความรู้สึกไม่สบาย พอสังเกตแบบนี้มันก็จะค่อยๆได้ข้อมูล เก็บตกขัอมูลเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นว่า เวลาที่เวลาผ่านไป เราหายใจเป็นครั้งๆ ลมหายใจมันไม่ได้สั้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าเรานั่งคอตั้งหลังตรง แล้วสังเกตลมหายใจอยู่ เวลาท้องป่องขึ้นมา มันลากลมหายใจได้ยาวขึ้น

แล้วเวลาที่เราทำๆไป เห็นลมหายใจมันมีความยาวได้ต่อเนื่องสัก สอง-สาม ลมหายใจ มันเกิดความละเอียดขึ้นมา มันเกิดความรู้สึกสบาย มันเกิดความปลอดโปร่ง มันเกิดความสุขขึ้นมาแทนที่ความอึดอัด นี่ก็เรียกว่าเราเริ่มเห็นตัวเวทนา ที่มันแสดงความไม่เที่ยงควบคู่ไปกับการเห็นลมหายใจว่ามันไม่เท่าเดิม มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆแล้วยังไม่ถือเป็นวิปัสสนานะ แต่เป็นชนวน เป็นตัวตั้ง เป็นตัวการเริ่มต้นให้สังเกตความต่างทางภาวะที่ปรากฏอยู่ในกายใจ มันยังไม่เป็นสมาธิ มันยังไม่เป็นวิปัสสนา แต่พอทำๆไปแล้วรู้สึกว่า เออแค่สังเกตความต่าง แค่สังเกตเห็นความไม่เที่ยงได้ ใจมันว่างๆสบายๆขึ้นมา เสร็จแล้วเราก็สังเกตว่า ถ้าเราจดจ่ออยู่กับความนิ่ง ความว่าง ความสบายของจิต จนมันเกิดความเป็นสมาธิขึ้นมา นี่ตรงนี้เริ่มเป็นสมถะแล้ว

ความเป็นสมถะ เริ่มต้นตอนที่จิตของเราสบายผ่อนคลาย ร่างกายไม่เกร็งทั่วตัว แล้วเกิดความสงบทางใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่อยากคิดถึงเรื่องอะไร อยากที่จะอยู่นิ่งๆ จิตที่มันอยู่นิ่งๆได้โดยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยอะไรทั้งสิ้น ตรงนั้นคือจิตที่มีความเป็นสมถะ

จิตที่มีความเป็นสมถะ ไม่ใช่จิตที่เอาแต่นิ่ง แต่เป็นจิตที่มีความพร้อมรู้ตามจริงว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในขอบเขตของกายใจนี้ หลายคนท่องกันผิดๆมาหลายปีว่า สมถะคือการที่เอาแต่นิ่ง สมถะคือการพยายามนิ่ง ไม่ใช่นะครับ

สมถะในแบบที่พระพุทธเจ้าสอนนะครับ พระองค์ยกตัวอย่างคนที่ได้โสดาปัตติผลแล้ว แล้วมาทูลถามว่าจะต้องทำอะไรต่อ พระองค์ตรัสว่า ต้องทำทั้งสมถะและวิปัสสนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้มันมีคุณภาพมากขึ้น ให้มันทำซ้ำๆ ทำย้ำๆไป

เพราะฉะนั้นสมถะไม่ใช่การเอาแต่นิ่ง ไม่ใช่การทำสมาธิแบบผิดๆ แต่สมถะคือการทำสมาธิแบบพุทธอย่างถูกต้อง จนกระทั่งจิตมีความนิ่งแบบพร้อมรู้ มีความตื่น มีความเบา มีความอ่อนควรที่จะมาจับจุดสังเกตภาวะภายในต่อไป

พอเราสังเกตว่าลมเที่ยงหรือไม่เที่ยง ความอึด ความสบาย ที่มากับแต่ละลมเที่ยงหรือไม่เที่ยง แล้วมันเกิดความปลอดโปร่ง เกิดความว่าง เกิดความเป็นสมถะขึ้นมา ตรงนั้นที่จุดนั้นถ้าหากว่าเรามีสัมมาทิฏฐิเป็นทุนไว้ก่อนล่วงหน้า มันจะเข้ามาประกอบกับจิต แล้วเกิดสติสังเกตขึ้นมาว่า ที่กำลังหายใจเข้า หายใจออกอยู่ ที่มันบอกว่าเป็นลมเข้าบ้าง ลมออกบ้าง ลมยาวบ้าง ลมสั้นบ้าง ด้วยจิตที่เป็นสมาธิมันจะเห็นว่า เป็นแค่สภาพเคลื่อนไหว เป็นสภาพพัดไหว พัดเข้าพัดออก ไม่มีความเป็นบุคคล ไม่มีความเป็นตัวตนอยู่ในลมนั้น เนี่ยแค่เห็นลมหายใจเป็นธาตุ เป็นธาตุลมได้ เป็นวาโยธาตุได้ แค่นี้เป็นวิปัสสนาแล้ว เป็นวิปัสสนา
แบบอ่อนๆแล้ว

เป็นวิปัสสนาเต็มตัวยังไง ตอนที่เรามีความสามารถทางจิตที่ตั้งนิ่งอยู่แบบมีสติ แล้วสามารถรู้ทั่วพร้อมได้ คำว่ารู้ทั่วพร้อมไม่ใช่รู้ละเอียดยิบทุกกระเบียดนิ้วในร่างกาย แต่หมายความว่า เราสามารถรู้ได้ว่ากำลังอยู่ในอิริยาบถนั่ง และในอิริยาบถนั่งนี้ มีลมผ่านเข้าผ่านออกอยู่ โดยไม่มีการนิยามว่า ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ ชื่ออะไร นามสกุลอะไร หน้าตาเป็นยังไง มันเห็นแต่ว่ายกตั้งขึ้นด้วยโครงกระดูกสันหลัง ฉาบทาด้วยเลือดเนื้อ มีไออุ่นอยู่ แล้วก็มีธาตุลม พัดเข้า พัดออก ไม่มีความเป็นบุคคล นี่ตัวนี้เริ่มเป็นวิปัสสนาแล้ว นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับ

คุณจะไปทราบมาจากไหนก็ตาม นิยามของวิปัสสนาเป็นอย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นะ ถ้าหากเริ่มต้นเห็นลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่บุคคลได้ ตรงนั้นเริ่มเป็นวิปัสสนาแล้ว เรียกว่ากายานุปัสสนา

จากนั้น มันถึงจะพร้อมพิจารณาในขั้นต่อๆไปคือ มันอาจจะควบคู่กันมาเลยนะ อย่างถ้าสภาวะทางกายมันถูกรับรู้ควบคู่ไปกับความเบาความสบาย นี่เรียกว่าเห็นตัวสุขเวทนา ถ้าหากว่าเรารู้จากจิตที่มีสติตื่นอยู่ เห็นว่าความเบา ความสบาย มันมีเบาขึ้นได้อีก เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เบาอยู่แล้ว เบาขึ้นได้อีก นี่เห็นความไม่เที่ยงของความเบาได้ เห็นความไม่เทียงของความสุขความมีปีติได้ นี่ก็เรียกว่ารู้สึกถึงความเป็นเวทนานุปัสสนาแล้ว

และยิ่งถ้าหากว่า มีความสามารถที่จะเห็นตามจริงว่า อาการเบา อาการสุขตรงนั้น มันไม่ได้เที่ยง มันสามารถกลับกลอกกลับกลาย ตกกลับมากลายเป็นคับแคบอึดอัด ไม่รังเกลียดอาการอึดอัด ไม่เสียใจว่าสมาธิของเราเสื่อมลง แต่มีสติเห็นว่าเวทนาเปลี่ยนจากสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา นี่ก็เรียกว่าเป็นวิปัสสนาอีกเช่นกัน ทั้งๆที่เราคิดว่าเรากำลังนั่งหลับตาฝึกอานาปานสติอยู่นี่แหละ เป็นอานาปานสติแบบเดิม

และถ้าอานาปานสติเป็นของติดตัว ลืมตาขึ้นมาแล้วเรายังสามารถรู้สึกถึงอาการเข้าออกของลมหายใจ หายใจเข้าท้องป่องนิดนึง ยาวๆ สบายๆ หายใจออกท้องแฟบลงมา หรือว่าถ้าไม่ได้หายใจเข้าแล้วท้องป่องขึ้น มันก็เป็นลมสั้นๆ เห็นอย่างนี้แม้กระทั่งลืมตาได้ ก็เรียกว่าเรากำลังอาศัยอานาปานสติเป็นศูนย์กลางของสติอยู่นะครับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้เจริญอานาปานสติอย่างช่ำชอง เป็นผู้ที่มารเข้าแทรกไม่ได้ หมายความว่ามารภายนอกมารภายในที่จะรบกวน หรือว่าจะทำให้สติมันเสื่อมถอย หรือว่าไม่ก้าวหน้า มันไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเล่นงานเรา เพราะอะไร? เพราะว่าลมหายใจเป็นของติดตัวอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เมื่อเราฝึกให้คุ้น เมื่อเราฝึกให้ชินให้ชำนาญแล้ว ก็เท่ากับว่าเรามีพื้นที่ฝึกอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องไปปลีกวิเวกเสียก่อน ไม่จำเป็นต้องลางานไปไหน แต่ว่าเอาเวลาในชีวิตประจำวันที่กำลังมีอยู่ปรากฏอยู่นี่แหละ มาเป็นเครื่องฝึก นี่คือคุณวิเศษของอานาปานสติ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสย้ำนักย้ำหนาว่าทำไมถึงควรจะทำให้มันเกิดขึ้นแล้วก็ชำนาญไปเรื่อยๆ เราใช้ได้ตั้งแต่มือใหม่หัดวันแรก ไปจนกระทั่งถึงมือเก่าแล้ว เป็นพระอนาคามีแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วพระพุทธเจ้าก็ยังตรัสให้ใช้อานาปานสติเป็นเครื่องกำกับสติอยู่

สำหรับพระอรหันต์นั้น จริงๆแล้วท่านไม่ต้องฝึกแล้ว ท่านไม่ต้องเรียนแล้ว แต่ว่าท่านอาศัย

อานาปานสติเป็นเครื่องอยู่ให้มีความสุขอยู่ในปัจจุบัน เพราะมันสังเกตไปได้หมดเลยว่า หายใจเข้า-หายใจออกในแต่ละขณะ ตัวความเป็นเวทนาเอียงไปทางสุข หรือว่าเอียงไปทางทุกข์ ตัวของจิตมันกำลังปรุงแต่งไปในทางฟุ้งซ่าน หรือว่ามีความสงบ แล้วก็ตัวของสภาวธรรมที่ละเอียดขึ้นไป คือพอจิตของเรามีความคม มีความสามารถรู้เห็นแจ่มชัด มันจะแยกได้เป็นชั้นๆเลยว่า ตอนที่เราจะหายใจ มีสติหรือไม่มีสติ ถ้ามีสติมันเห็นเลยว่าลมหายใจสั้นหรือยาว เข้าหรือออก

แล้วจากนั้นมันเห็นเลยว่า ที่มาควบคู่กันกับลมหายใจที่มีความยาว ก็คือความสุข แล้วความสุขที่มันเกิดขึ้น มีความเบา มีความสบายอย่างต่อเนื่องไปได้สักพักหนึ่ง ก็ปรุงแต่งให้จิตมีความสงบ มีความใหญ่ มีความกว้าง ไม่มีความฟุ้งซ่านมารบกวนจิตใจเป็นธรรมดา นี่มันก็เห็นนะครับ เห็นหมดเลยว่าสภาวะของรูปเป็นอย่างไร สภาวะของเวทนาเป็นอย่างไร แล้วก็สภาวะของจิตเป็นอย่างไรอยู่ในแต่ละลมหายใจ อันนี้แหละคือสิ่งที่จะพบตรงกันว่า ฝึกอานาปานสติอย่างถูกต้องแล้วมันจะให้ผลเป็นความคืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็สามารถเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ได้ครบในที่เดียวนะครับ ไม่ต้องไปฝึกกรรมฐานกองอื่นเลย เอากองนี้กองเดียว ทุกอย่างเบ็ดเสร็จครบถ้วนอยู่ในตัวเองแล้ว

------------------------------------------

๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แก้อาการปวดเสียวหน้าผากขณะนั่งสมาธิ

คำถาม : ฝึกอานาปานสติอย่างเดียว อานาปานสติเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาใช่ไหม เริ่มฝึกอานาปานสติอย่างเดียวเพียงพอใช่ไหมคะ?

ระยะเวลาคลิป    ๑๓.๓๕ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=AxRv5GcnGtE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=10

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส