วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ภาวนาพุทโธมา ๒-๓ ปี เมื่อก่อนนั่งได้นาน เดี๋ยวนี้นั่งได้แป๊บเดียวแล้วไม่อยากนั่งต่อ มันฟุ้งซ่าน ควรทำอย่างไร?

 ดังตฤณ :  อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามแบบเดียวกันนะครับ ใช้คำตอบที่ผมเพิ่งตอบไปให้คำถามที่แล้วได้เลยนะครับ

---------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุผู้ถอดคำ ๑ : คำตอบที่คุณดังตฤณแนะนำให้เจ้าของคำถามอ่านเพิ่มเติม

ดังตฤณ :  ถ้าเราตั้งเป้าไว้ในการนั่งสมาธิแล้วเราจะเอาแค่พุทโธ พอพุทโธไปจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จิตจะแคบ

บางทีครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านอาจจะจิตใหญ่ได้ จิตสว่างได้ แต่ว่าคนปฏิบัติที่ผมเจอมาจริงๆ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถไปถึงจุดที่จิตมันจะสว่างได้ เพราะมันจะจี้คับแคบเข้ามาที่จุดเฉพาะ อย่างที่คุณบอกว่ากำหนดไว้ที่ปลายจมูก

คุณลองนึกดู คุณได้ชุดคำสั่งมาว่า ให้กำหนดจิต ให้วางจิตไว้ที่ปลายจมูกแล้วก็ พุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วถามตัวเองว่า จิตของคุณมันลู่เข้า หรือว่าแผ่ออก

ลักษณะจิตที่ลู่เข้า จะเหมือนกับคุณเอาตามาเล็งอยู่แบบนี้ (เล็งสายตาไปที่ปลายนิ้วชี้จุดเดียว) มันแคบ หรือว่ามันกว้าง แล้วเปรียบเทียบดูตอนที่คุณทอดตาสบายๆไปมองขอบฟ้า ตอนนั้นจิตมันเปิด หรือว่าจิตมันแคบเท่ากับมองปลายนิ้ว เนี่ย!อาการมันแบบเดียวกัน

ถ้าคุณหลงไปจี้จิตอยู่กับปลายนิ้วอยู่อย่างนี้ มันก็แคบอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีทางกว้างขึ้นมาได้ หรือกว้างแบบฟลุคๆขึ้นมามันก็กว้างได้แค่ครั้งสองครั้ง นิ่งได้แค่ครั้งสองครั้ง นอกนั้นอีกร้อยอีกพันอีกหมื่นครั้งมันก็จี้อยู่กับความคับแคบ แล้วไม่ได้ปัญญา เพราะอะไร?

เพราะว่าจิตที่มันคับแคบอยู่ มีความมืดไม่สว่าง มันเอาไปใช้พิจารณาอะไรไม่ได้ การที่เราจะเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง หรือของที่มันเป็นอนัตตาไม่ใช่บุคคลได้ จิตต้องใหญ่ จิตต้องกว้าง จิตต้องเปิด

ชุดคำสั่งของอานาปานสติจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านให้ระลึกแค่ว่า ขณะนี้กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ขณะนี้กำลังหายใจยาวหรือหายใจสั้น

ทิศทางของการเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ มันคือทิศทางของการรู้ รู้ตามจริงโดยไม่จี้ลงไปจำกัดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แล้วการที่รู้ตามจริงถ้าหากว่ามีความสม่ำเสมอคงเส้นคงวามากพอ หายใจรู้ว่าท้องป่องขึ้นมานิดนึง หายใจออกรู้ว่าท้องแฟบลงมา มันก็รู้ทั่วทั้งองคาพยพได้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปฝืน หรือว่าไปกำหนดดูอะไร จิตมันจะค่อยเปิดกว้างขึ้น

แล้วจิตที่เปิดกว้างขึ้นอย่างเป็นสมาธิ มันจะมีความสามารถรวมลง ผนึกเข้าเป็นการรวมกระแสของจิต ทำให้จิตใหญ่ขึ้นเป็นธรรมดา

พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนเลยนะว่า ให้จี้จิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ให้ดูโดยคำบริกรรมอะไรก็แล้วแต่ ท่านไม่เคยสอนเลยนะครับ ท่านแค่ให้ระลึกว่า กำลังหายใจเข้า หรือหายใจออก หายใจยาว หรือหายใจสั้น จนกระทั่งจิตมันปฏิรูปตัวเองกลายมาเป็น ผู้รู้ ผู้ดู ผู้สังเกตการณ์

คุณจะลองไปอ่านสเตตัสที่ผมเพิ่งตั้งไปเมื่อวันก่อน ในสเตตัสจะบอกว่า การเอาแต่จ้องลมหายใจยังไม่ใช่อานาปานสติ อานาปานสติไม่ใช่แค่การจ้องลมหายใจ

ที่คุณทำมาทั้งหมดคือการจ้องลมหายใจ จ้องจะเอาความสงบอย่างเดียว แล้วคนที่ตั้งเป้าว่าเราจะทำสมาธิด้วยการจ้องลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบ วันไหนสงบก็บอกว่าวันนี้ทำอานาปานสติได้ดี วันไหนไม่สงบ วันนี้สงสัยไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ เป็นอย่างนี้กันร้อยทั้งร้อยเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในไทย เมืองนอกเขาก็ไม่ได้สอนกับแบบนี้นะว่าให้มาเพ่งคำบริกรรม หรือว่ากำกับคำบริกรรมกับลมหายใจ หรือว่าจี้เข้าไปที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ได้สอนกันแบบนี้นะครับ

เริ่มต้นขึ้นมา ถ้าเป็นเมืองนอกเขาเน้นให้ผ่อนคลายร่างกายก่อน ให้รู้ขึ้นมาทั่วร่างกายที่มันสบายให้ได้ก่อน แต่ของเขาก็จะออกแนวไปแบบกำหนดลมหายใจเพื่อให้เป็นสมาธิไปอีกแบบหนึ่ง มันไม่ใช่ดูตามจริงรู้ตามจริงว่าลมหายใจกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่

แบบพุทธเนี่ย กว่าจะเข้าใจมันยากจริงๆนะ เท่าที่ผมอยู่ตรงนี้มา ๓๐ ปี (คุณดังตฤณยิ้ม) กว่าจะพูดให้เข้าใจว่าดูลมหายใจยังไงที่จะดูโดยความเป็นของไม่เที่ยงเนี่ย โอ้โหมัน .. กว่าคนๆหนึ่งจะได้ยินคำนี้ มันต้องใช้เวลา มันต้องผ่านด่านกันเยอะจริงๆ เพราะอะไร?

เพราะว่าตอนที่หลับตาลงแล้วเห็นลมหายใจ โดยธรรมชาติของจิตมันจะเพ่งเข้าไปยึดทันทีว่า ลมหายใจของเราจงมาดับจงมาระงับความฟุ้งซ่าน

ที่จิตจะทำตัวเป็นผู้เฝ้ารู้ผู้เฝ้าดูว่า นี่หายใจเข้า นี่หายใจออก นี่หายใจยาว นี่หายใจสั้น มันทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครสอน ไม่ค่อยมีใครเป็นบรรทัดฐานให้เชื่อมั่นว่า นี่คือวิธีที่พระพุทธเจ้าสอน เสร็จแล้วพอไม่ย้ำไม่เน้นกันที่ตรงนี้เนี่ย มันก็เอาตามธรรมชาติดิบๆของจิตที่พยายามจะทำสมาธิ

คำว่า พยายามทำสมาธิ ในการรับรู้ของคนทั่วไปก็คือ การพยายามที่จะเอาความสงบ เอาลมหายใจเป็นที่ตั้งของความสงบ เพราะฉะนั้นพอหลับตาลงไป แล้วในหัวมันฟุ้งๆ ยุ่งๆ ก็พยายามสู้กับความฟุ้งยุ่ง บังคับตัวเองให้รู้ลมหายใจเข้าไป แล้วพอได้ยินคำสอนว่า ให้จี้ลมหายใจเข้าที่จุดกระทบจุดใดจุดหนึ่งของจมูก ยิ่งไปกันใหญ่เลยนะครับ มันอาศัยสัญชาตญาณ อาศัยความไม่รู้ทางที่แท้จริง ตั้งมุมมองไว้ว่าจะเอาเฉพาะตรงนี้จุดนี้ จุดที่เป็นโพรงจมูกปลายจมูก คือพอฟังว่าจะดูลมหายใจโดยความไม่เที่ยง ดูยังไง เนี่ย!มันไม่เข้ากัน มันก็เลยมีความรู้สึกขัดแย้งแล้วก็คัดง้างอยู่ว่า มันดูไม่ได้หรอกดูลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง มันดูได้แต่เฉพาะแค่ว่าจากจุดใดจุดหนึ่งของลมหายใจ เพื่อให้เกิดความสงบเท่านั้น อันนี้พูดบ่อยมาก เดี๋ยวลองไปอ่านดูที่ผมเขียนไว้ในสเตตัสวันก่อนนะครับ

หมายเหตุผู้ถอดคำ ๒ : สเตตัสที่คุณดังตฤณแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

วันที่โพสต์ ๑๓ พฤศจิากายน ๒๕๖๓

เบสิกของอานาปานสติ
คือ ให้มีสติรู้ว่า
กำลังหายใจเข้าหรือออก
กำลังหายใจยาวหรือสั้น
ตัวความเป็นอานาปานสติ
เริ่มนับกันที่สมาธิจิต
คือ เข้าโหมด ‘รู้มากกว่าคิด’
จิตเป็นผู้รู้ว่ากำลังเห็นลม
รู้สึกชัดว่า ลมไม่ใช่เรา
เราแค่เป็นผู้เห็นลมทั้งปวง
แก่นของอานาปานสติจริงๆ
อยู่ที่เห็นความไม่เที่ยง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
คือ ให้ทำไว้ในใจว่า
เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก
เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า
เริ่มเห็นความไม่เที่ยงกันอย่างไร
ก็เห็น ณ ขณะหายใจเข้าหายใจออกอยู่นั่นเอง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
คือ ให้ทำไว้ในใจว่า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความสงบระงับทางกาย หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความสงบระงับทางกาย หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความปรุงแต่งของจิต หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความปรุงแต่งของจิต หายใจเข้า
ฯลฯ
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด
คือ คุณเริ่มทำอานาปานสติเป็นจริงๆ
ก็ตอนมีสมาธิ มีสติคมพอจะเห็นว่า
ปีติสุขแสดงตัวอยู่ ณ ขณะรู้ลมเข้าออก
เห็นความเบา ความเปิดแผ่ ความสว่าง
สักแต่เป็นความปรุงแต่งจิต
ที่เกิดขึ้นในแต่ละลมหายใจ
ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นได้
ก็สามารถเห็นอะไรอื่นได้หมด
ไม่ว่าจะเป็นความเกร็งของกาย
ความอึดอัดเป็นทุกข์
ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญใจ
มันแสดงความไม่เท่าเดิมให้ดู
ในแต่ละขณะลมหายใจเหมือนๆกัน
คนส่วนใหญ่จ้องแต่ลมหายใจ
มุ่งหวังจะเอาความสงบอย่างเดียว
แล้วบอกว่าฝึกอานาปานสติ
พอสงบ ก็บอกว่าชอบอานาปานสติ
พอไม่สงบ ก็บอกว่าไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ
ก่อนฝึกอานาปานสติ
จึงต้องมีสัมมาทิฏฐิ
คือ รู้ว่าจะฝึกอานาปานสติ
เพื่อเห็นความไม่เที่ยงในกายใจ
โดยมีสติรู้สึกถึงลมหายใจเป็นตัวกำกับ
ให้ลมหายใจเป็นพี่เลี้ยง
ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ลมหายใจท่าเดียว

เมื่อสามารถมองเห็นว่า
ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง
ในแต่ละลมหายใจ
แล้วคลายทุกข์
เพราะคลายอาการยึดได้
นั่นแหละ! มาถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า
ทรงประสงค์จะให้รู้ ประสงค์จะให้ดู
โดยอาศัยอานาปานสติเป็นยานแล้ว! -----------------------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : ผมภาวนาพุทโธมา ๒-๓ ปีติดๆกัน แต่ไม่ได้ทำทุกวัน เมื่อก่อนนั่งได้เกือบๆชั่วโมง ๔๐-๕๐ นาที หรืออาจมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้ ๒๐-๓๐ นาที จิตมันก็ออกจากสมาธิมาเองเสียอย่างนั้น แล้วก็รู้สึกว่าไม่อยากนั่งต่อ ลองฝึกนั่งต่อแล้วมันก็ฟุ้งๆและไม่สงบ จิตมันก็บอกว่าให้พอเถอะ ควรทำอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป     ๐.๑๑ นาที รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=dONF8Kj1k9U&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อยากได้วิธีอธิษฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องให้ได้ผล

 ดังตฤณ :  สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในอนันตจักรวาลก็คือ พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคนเลยอยากจะไปเกิดในยุคที่พระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ธรรมกันมากมายนะครับ เพราะว่าอะไร?

เพราะว่าได้ไปเจอสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดในอนันตจักรวาล แล้วเจอทำไม โดยสัญชาตญาณของคนทั่วไปก็คือ จะได้ขอพรหรือว่าจะได้อะไรสักอย่างที่วิเศษศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์ คือไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่วิเศษสูงสุดคืออะไร รู้แต่ว่าถ้าบุคคลเช่นพระองค์อุบัติแล้ว ก็จะเผื่อแผ่สิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดมาให้กับเรา ตรงนี้ก็เลยถึงได้เป็นเหตุให้คนอยากได้เข้าเฝ้า หรืออยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็อธิษฐานกัน ขอให้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์บ้าง ขอให้ไปเกิดในยุคโน้นยุคนี้บ้าง ยังไงก็ตามขอให้ไปพบพระพุทธเจ้าเถอะ แล้วอะไรดีๆก็จะเกิดขึ้นเอง

ทีนี้จริงๆแล้วเนี่ย เอาพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ปัจจุบันจริงๆ เวลาคนไปเข้าเฝ้า ก็เข้าเฝ้ากันด้วยลักษณะนี้แหละว่า ใจเนี่ยเล็งอยู่ว่านี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพระพรหมอีก คนที่กราบไหว้วิงวอนพระพรหมนะครับ จริงๆพระพรหมไปกราบไหว้พระพุทธเจ้านะ แล้วก็ขอให้พระองค์สอน ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์ให้ประทานต่อองค์เทพองค์พรหม อันนี้ถ้าเป็นศาสนาอื่นจะไม่เชื่อความจริงข้อนี้ ก็จะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นแค่อวตาร หรือว่าเป็นแค่คนที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็นอะไร แล้วแต่ความเชื่อกันไป

แต่ถ้าเป็นศรัทธาแบบพุทธจริงๆ ที่มีหลักฐานแสดงอยู่ในพระไตรปิฎกก็คือ พระพุทธเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในอนันตจักรวาล ในขณะหนึ่งๆจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ได้เพียงหนึ่งเดียว ไม่มีเป็นที่สองนะครับ

คนไปเข้าไปขอพรจากพระองค์ พระองค์ตรัสตอบว่าอย่างไร

พระองค์ตรัสตอบว่า เราตถาคตเลิกให้พรนานแล้ว เราชี้ทางอย่างเดียว คือชี้ทางว่าสิ่งที่มันดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเธอได้ก็คือ ให้ละบาปบำเพ็ญบุญ แล้วก็เจริญสติให้จิตผ่องแผ้ว อันนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจักรวาล แล้วคนที่รู้มากที่สุดในจักรวาล เห็นมากที่สุดในจักรวาล ท่านให้สิ่งนี้ บอกว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด ท่านบอกว่าท่านไม่ให้พรแล้ว

แต่ทีนี้ธรรมชาติของมนุษย์ ท่านก็รู้นะจะต้องขอพรจากสมณะผู้ที่ตนนับถือ หรือว่าถวายข้าวปลาอาหารให้เนี่ย พระองค์ก็เลยอนุญาต เป็นพระวินัยเลยนะครับ บอกว่าถ้าญาติโยมขอก็ให้พรได้ตามอัธยาศัยของญาติโยม แต่ไม่ใช่อยู่ๆไปสอนให้ขอตะพึดตะพือ

ศาสนาพุทธจริงๆไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้ขอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถึงแม้จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้พรได้จริง อันนั้นก็จะทำให้เกิดความยึดติด ความยึดติดเป็นที่มาของความงมงาย คือเชื่ออย่างเดียวว่า เราจะต้องได้สิ่งดีๆจากบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าจากเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์องค์ใดองค์หนึ่ง

แต่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาเป็นอนันตชาติ เพื่อจะมาบอกว่า “ไม่ใช่” แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือคำสอน คือการชี้ทางนะครับ ให้เจริญสติ ถ้าเจริญสติได้ อันนี้คือของวิเศษที่สุดแล้วที่เราพึงมีพึงได้จากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้นะครับ

ที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่มันเป็นสิ่งที่เราถูกหลอก แล้วการเจริญสติก็คือ การที่เอาตัวของเราเองออกจากการถูกหลอกนั้น

คราวนี้ตอบคำถามว่า ทำอย่างไรวิธีที่จะอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องและได้ผล?

ก็คือ เรามีความเข้าใจจริงๆว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในพระพุทธศาสนาท่านบอกไว้อย่างนี้ว่า พรอันประเสริฐที่สุดเท่าที่ท่านจะให้ได้ก็คือ การให้เราได้มีความเข้าใจในการเจริญสติ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูป หรือต่อหน้าพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนก็แล้วแต่ เราอธิษฐานว่า ขอให้ใจเรามีความสามารถในการทิ้ง (อันนี้คีย์เวิร์ดก่อนเลยนะครับ) มีความสามารถในการทิ้งขยะทั้งปวงออกไป ขยะชิ้นแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ทิ้งคือ ความตระหนี่ อันนี้ก็โดยการบริจาคทรัพย์เป็นทาน ทรัพย์ที่พึงมีพึงได้มา หามาได้โดยสุจริต แบบที่เป็นส่วนเกินไม่ใช่ส่วนหลักของเรานะ เอาส่วนเกินเล็กๆน้อยๆบริจาคให้คนอื่น แล้วก็บริจาคความเคียดแค้นพยาบาทออกเป็นอภัยทาน ถ้าเราไปทำบุญแค่ไหน เราอธิษฐานเลย ขอให้บริจาคความเคียดแค้นพยาบาทได้เท่านั้น ทำลายความตระหนี่เสร็จ มาทำลายความพยาบาท แล้วก็ขอให้เรามีกำลังที่จะรักษาความสะอาดของใจให้เป็นศีล

คำว่า ศีล จริงๆมันต้องสะอาดจากการไม่เอาจิตยอมไปแปดเปื้อนบาปทั้ง ๕ นะครับ ถ้าหากว่าทำได้ถึงจะเรียกว่าศีล , ศีล ไม่ใช่ตั้งต้นด้วยการมาด้วยการบอกว่า ข้าพเจ้าจะถือศีล แบบนั้นยังไม่เป็นศีลนะครับ

ศีล จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งยั่วยุให้ทำบาปทั้ง ๕ แล้วเราไม่เอา ใจเราไม่เอา นี่!ตัวนี้ที่เป็นศีลขึ้นมาแล้ว ก็อธิษฐานว่า ขอให้เราได้มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองที่จิตมากพอที่จะรักษาศีลได้ จากนั้นก็ขอให้เรามีสติปัญญามากพอที่จะทิ้งอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวของเรา เนี่ยอธิษฐานแบบนี้ คืออธิษฐานเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาล คือพระพุทธเจ้านะครับ

เวลาที่เราอธิษฐานว่าจะขอทิ้ง ทิ้งความเข้าใจผิด ทิ้งความตระหนี่ ทิ้งบาป แล้วก็ทิ้งความเข้าใจผิดยึดติดอุปาทานว่ากายใจเป็นตัวของเรา ตรงนี้ผลมันจะเกิดเป็นอย่างไร?

ผลมันจะเกิดเป็นว่า เราเกิดอีกกี่ครั้งกี่หนก็ตาม มันจะไปอยู่ในทิศทางที่เป็นไปในทางดี มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางดี มีแนวโน้มที่จะเข้าหาพุทธศาสนา

พุทธศาสนาไม่ไดอุบัติบ่อยนะครับ แต่เมื่อไหร่ที่พุทธศาสนาอุบัติ คนที่อธิษฐานถูกต้องอย่างนี้ก็จะได้เป็นอภิสิทธิ์ชน คือมีสิทธิ์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หรืออย่างน้อยถ้าไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็มีสิทธิ์ได้รับคำสอนคำชี้แนะโดยตรงจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ แล้วอะไรที่คุณอยากได้จากการอธิษฐานก็ตาม มันไหลมาเทมาจากการที่เราได้มีโอกาสขึ้นที่สูง ได้พบพุทธศาสนา ได้ครูบาอาจารย์เป็นอริยบุคคลนี่แหละ มันจะมีผลนะครับ คือไม่ใช่เฉพาะจะต้องไปรอชาติหน้าก่อน เอาชาตินี้แหละ ถ้าอธิษฐานแบบนี้บ่อยๆ อธิษฐานขอทิ้งความตระหนี่ ทิ้งบาป แล้วก็ทิ้งความเข้าใจผิด ทิ้งความยึดติดที่มันเป็นอุปาทาน อธิษฐานบ่อยๆ ในที่สุดมันจะได้เจอคนที่มาสอนเราให้เราสามารถจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้นะครับ

------------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : อยากได้วิธีอธิษฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องให้ได้ผล

ระยะเวลาคลิป     ๙.๕๘ นาที
รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=yAoW5Te0foE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

ผมเจริญภาวนาพุทโธโดยกำหนดที่ลมหายใจที่รูจมูก ได้แต่นิ่งไม่สว่างและไม่เกิดปัญญาควรแก้ไขอย่างไร?

 ดังตฤณ :  ถ้าเราตั้งเป้าไว้ในการนั่งสมาธิแล้วเราจะเอาแค่พุทโธ พอพุทโธไปจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จิตจะแคบ

บางทีครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านอาจจะจิตใหญ่ได้ จิตสว่างได้ แต่ว่าคนปฏิบัติที่ผมเจอมาจริงๆ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถไปถึงจุดที่จิตมันจะสว่างได้ เพราะมันจะจี้คับแคบเข้ามาที่จุดเฉพาะ อย่างที่คุณบอกว่ากำหนดไว้ที่ปลายจมูก

คุณลองนึกดู คุณได้ชุดคำสั่งมาว่า ให้กำหนดจิต ให้วางจิตไว้ที่ปลายจมูกแล้วก็ พุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วถามตัวเองว่า จิตของคุณมันลู่เข้า หรือว่าแผ่ออก

ลักษณะจิตที่ลู่เข้า จะเหมือนกับคุณเอาตามาเล็งอยู่แบบนี้ (เล็งสายตาไปที่ปลายนิ้วชี้จุดเดียว) มันแคบ หรือว่ามันกว้าง แล้วเปรียบเทียบดูตอนที่คุณทอดตาสบายๆไปมองขอบฟ้า ตอนนั้นจิตมันเปิด หรือว่าจิตมันแคบเท่ากับมองปลายนิ้ว เนี่ย!อาการมันแบบเดียวกัน

ถ้าคุณหลงไปจี้จิตอยู่กับปลายนิ้วอยู่อย่างนี้ มันก็แคบอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีทางกว้างขึ้นมาได้ หรือกว้างแบบฟลุคๆขึ้นมามันก็กว้างได้แค่ครั้งสองครั้ง นิ่งได้แค่ครั้งสองครั้ง นอกนั้นอีกร้อยอีกพันอีกหมื่นครั้งมันก็จี้อยู่กับความคับแคบ แล้วไม่ได้ปัญญา เพราะอะไร?

เพราะว่าจิตที่มันคับแคบอยู่ มีความมืดไม่สว่าง มันเอาไปใช้พิจารณาอะไรไม่ได้ การที่เราจะเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง หรือของที่มันเป็นอนัตตาไม่ใช่บุคคลได้ จิตต้องใหญ่ จิตต้องกว้าง จิตต้องเปิด

ชุดคำสั่งของอานาปานสติจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านให้ระลึกแค่ว่า ขณะนี้กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ขณะนี้กำลังหายใจยาวหรือหายใจสั้น

ทิศทางของการเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ มันคือทิศทางของการรู้ รู้ตามจริงโดยไม่จี้ลงไปจำกัดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แล้วการที่รู้ตามจริงถ้าหากว่ามีความสม่ำเสมอคงเส้นคงวามากพอ หายใจรู้ว่าท้องป่องขึ้นมานิดนึง หายใจออกรู้ว่าท้องแฟบลงมา มันก็รู้ทั่วทั้งองคาพยพได้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปฝืน หรือว่าไปกำหนดดูอะไร จิตมันจะค่อยเปิดกว้างขึ้น

แล้วจิตที่เปิดกว้างขึ้นอย่างเป็นสมาธิ มันจะมีความสามารถรวมลง ผนึกเข้าเป็นการรวมกระแสของจิต ทำให้จิตใหญ่ขึ้นเป็นธรรมดา

พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนเลยนะว่า ให้จี้จิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ให้ดูโดยคำบริกรรมอะไรก็แล้วแต่ ท่านไม่เคยสอนเลยนะครับ ท่านแค่ให้ระลึกว่า กำลังหายใจเข้า หรือหายใจออก หายใจยาว หรือหายใจสั้น จนกระทั่งจิตมันปฏิรูปตัวเองกลายมาเป็น ผู้รู้ ผู้ดู ผู้สังเกตการณ์

คุณจะลองไปอ่านสเตตัสที่ผมเพิ่งตั้งไปเมื่อวันก่อน ในสเตตัสจะบอกว่า การเอาแต่จ้องลมหายใจยังไม่ใช่อานาปานสติ อานาปานสติไม่ใช่แค่การจ้องลมหายใจ

ที่คุณทำมาทั้งหมดคือการจ้องลมหายใจ จ้องจะเอาความสงบอย่างเดียว แล้วคนที่ตั้งเป้าว่าเราจะทำสมาธิด้วยการจ้องลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบ วันไหนสงบก็บอกว่าวันนี้ทำอานาปานสติได้ดี วันไหนไม่สงบ วันนี้สงสัยไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ เป็นอย่างนี้กันร้อยทั้งร้อยเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในไทย เมืองนอกเขาก็ไม่ได้สอนกับแบบนี้นะว่าให้มาเพ่งคำบริกรรม หรือว่ากำกับคำบริกรรมกับลมหายใจ หรือว่าจี้เข้าไปที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ได้สอนกันแบบนี้นะครับ

เริ่มต้นขึ้นมา ถ้าเป็นเมืองนอกเขาเน้นให้ผ่อนคลายร่างกายก่อน ให้รู้ขึ้นมาทั่วร่างกายที่มันสบายให้ได้ก่อน แต่ของเขาก็จะออกแนวไปแบบกำหนดลมหายใจเพื่อให้เป็นสมาธิไปอีกแบบหนึ่ง มันไม่ใช่ดูตามจริงรู้ตามจริงว่าลมหายใจกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่

แบบพุทธเนี่ย กว่าจะเข้าใจมันยากจริงๆนะ เท่าที่ผมอยู่ตรงนี้มา ๓๐ ปี (คุณดังตฤณยิ้ม) กว่าจะพูดให้เข้าใจว่าดูลมหายใจยังไงที่จะดูโดยความเป็นของไม่เที่ยงเนี่ย โอ้โหมัน .. กว่าคนๆหนึ่งจะได้ยินคำนี้ มันต้องใช้เวลา มันต้องผ่านด่านกันเยอะจริงๆ เพราะอะไร?

เพราะว่าตอนที่หลับตาลงแล้วเห็นลมหายใจ โดยธรรมชาติของจิตมันจะเพ่งเข้าไปยึดทันทีว่า ลมหายใจของเราจงมาดับจงมาระงับความฟุ้งซ่าน

ที่จิตจะทำตัวเป็นผู้เฝ้ารู้ผู้เฝ้าดูว่า นี่หายใจเข้า นี่หายใจออก นี่หายใจยาว นี่หายใจสั้น มันทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครสอน ไม่ค่อยมีใครเป็นบรรทัดฐานให้เชื่อมั่นว่า นี่คือวิธีที่พระพุทธเจ้าสอน เสร็จแล้วพอไม่ย้ำไม่เน้นกันที่ตรงนี้เนี่ย มันก็เอาตามธรรมชาติดิบๆของจิตที่พยายามจะทำสมาธิ

คำว่า พยายามทำสมาธิ ในการรับรู้ของคนทั่วไปก็คือ การพยายามที่จะเอาความสงบ เอาลมหายใจเป็นที่ตั้งของความสงบ เพราะฉะนั้นพอหลับตาลงไป แล้วในหัวมันฟุ้งๆ ยุ่งๆ ก็พยายามสู้กับความฟุ้งยุ่ง บังคับตัวเองให้รู้ลมหายใจเข้าไป แล้วพอได้ยินคำสอนว่า ให้จี้ลมหายใจเข้าที่จุดกระทบจุดใดจุดหนึ่งของจมูก ยิ่งไปกันใหญ่เลยนะครับ มันอาศัยสัญชาตญาณ อาศัยความไม่รู้ทางที่แท้จริง ตั้งมุมมองไว้ว่าจะเอาเฉพาะตรงนี้จุดนี้ จุดที่เป็นโพรงจมูกปลายจมูก คือพอฟังว่าจะดูลมหายใจโดยความไม่เที่ยง ดูยังไง เนี่ย!มันไม่เข้ากัน มันก็เลยมีความรู้สึกขัดแย้งแล้วก็คัดง้างอยู่ว่า มันดูไม่ได้หรอกดูลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง มันดูได้แต่เฉพาะแค่ว่า จากจุดใดจุดหนึ่งของลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบเท่านั้น อันนี้พูดบ่อยมาก เดี๋ยวลองไปอ่านดูที่ผมเขียนไว้ในสเตตัสวันก่อนนะครับ


หมายเหตุผู้ถอดคำ : สเตตัสที่คุณดังตฤณแนะนำให้เจ้าของคำถามอ่านเพิ่มเติม

วันที่โพสต์ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เบสิกของอานาปานสติ
คือ ให้มีสติรู้ว่า
กำลังหายใจเข้าหรือออก
กำลังหายใจยาวหรือสั้น
ตัวความเป็นอานาปานสติ
เริ่มนับกันที่สมาธิจิต
คือ เข้าโหมด ‘รู้มากกว่าคิด’
จิตเป็นผู้รู้ว่ากำลังเห็นลม
รู้สึกชัดว่า ลมไม่ใช่เรา
เราแค่เป็นผู้เห็นลมทั้งปวง
แก่นของอานาปานสติจริงๆ
อยู่ที่เห็นความไม่เที่ยง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
คือ ให้ทำไว้ในใจว่า
เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก
เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า
เริ่มเห็นความไม่เที่ยงกันอย่างไร
ก็เห็น ณ ขณะหายใจเข้าหายใจออกอยู่นั่นเอง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
คือ ให้ทำไว้ในใจว่า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความสงบระงับทางกาย หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความสงบระงับทางกาย หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความปรุงแต่งของจิต หายใจออก
เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ความปรุงแต่งของจิต หายใจเข้า
ฯลฯ
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด
คือ คุณเริ่มทำอานาปานสติเป็นจริงๆ
ก็ตอนมีสมาธิ มีสติคมพอจะเห็นว่า
ปีติสุขแสดงตัวอยู่ ณ ขณะรู้ลมเข้าออก
เห็นความเบา ความเปิดแผ่ ความสว่าง
สักแต่เป็นความปรุงแต่งจิต
ที่เกิดขึ้นในแต่ละลมหายใจ
ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นได้
ก็สามารถเห็นอะไรอื่นได้หมด
ไม่ว่าจะเป็นความเกร็งของกาย
ความอึดอัดเป็นทุกข์
ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญใจ
มันแสดงความไม่เท่าเดิมให้ดู
ในแต่ละขณะลมหายใจเหมือนๆกัน
คนส่วนใหญ่จ้องแต่ลมหายใจ
มุ่งหวังจะเอาความสงบอย่างเดียว
แล้วบอกว่าฝึกอานาปานสติ
พอสงบ ก็บอกว่าชอบอานาปานสติ
พอไม่สงบ ก็บอกว่าไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ
ก่อนฝึกอานาปานสติ
จึงต้องมีสัมมาทิฏฐิ
คือ รู้ว่าจะฝึกอานาปานสติ
เพื่อเห็นความไม่เที่ยงในกายใจ
โดยมีสติรู้สึกถึงลมหายใจเป็นตัวกำกับ
ให้ลมหายใจเป็นพี่เลี้ยง
ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ลมหายใจท่าเดียว

เมื่อสามารถมองเห็นว่า
ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง
ในแต่ละลมหายใจ
แล้วคลายทุกข์
เพราะคลายอาการยึดได้
นั่นแหละ! มาถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า
ทรงประสงค์จะให้รู้ ประสงค์จะให้ดู
โดยอาศัยอานาปานสติเป็นยานแล้ว!


-------------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : ผมเจริญภาวนาพุทโธโดยกำหนดที่ลมหายใจที่รูจมูก ได้แต่นิ่งไม่สว่างและไม่เกิดปัญญาควรแก้ไขอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป     ๘.๐๔ นาที
รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=YTbn8xN26iY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=6

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

การรู้กายในกายเป็นวิธีละขันธ์ 5 ใช่ไหมคะ หมายรวมถึงอานาปานสติไหมคะ?

 ดังตฤณ :  คำถามบอกว่า “การรู้กายในกายเป็นวิธีละขันธ์ ๕ ใช่มั้ย”

กายในกายก็คือ การดูส่วนใดส่วนหนึ่งของกายนั่นเอง ดูโดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้กายทั้งหมดได้ในคราวเดียว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเลือกดูเป็นจุดๆก่อน เมื่อเลือกดูเป็นจุดๆ นั่น!ท่านถือว่าดูกายในกายแล้ว อย่างเช่น ลมหายใจก็ถือว่าเป็นกายในกายนะครับ กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่ท่านเรียกเป็นกายในกาย สำนวนพุทธพจน์นะครับ

วิธีละขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ เราต้องเข้าใจก่อนว่า จริงๆแล้วเป็นการแยกเอากายใจที่มันเป็นก้อนๆ มันเป็นตัวความรู้สึกว่า นี่คือตัวเราทั้งตัวออกเป็นส่วนๆ เพื่อความเข้าใจว่า เรากำลังเห็นอะไรอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นลมหายใจ เข้า-ออก แสดงความไม่เที่ยงอยู่ อย่างนี้เรียกว่าเห็นรูปขันธ์

เราเห็นรูปขันธ์ไปเพื่ออะไร?

เพื่อที่จะได้รู้ว่า รูปขันธ์กำลังแสดงความไม่เที่ยง เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรารู้ขันธ์ไปเพื่อที่จะให้เกิดอนิจจสัญญา พูดง่ายๆว่า เราเห็นขันธ์เพื่อดูความไม่เที่ยงของมัน

ส่วนการเห็นอายตนะ การทำงานโต้ตอบ เวลาตาเห็นรูป เวลาเห็นคนที่น่าพึงพอใจสำหรับเราเขาเข้ามาแล้วตาเราไปเห็น เกิดความพึงพอใจ แล้วถ้าเราเห็นความพึงพอใจนั้นสักแต่เป็นอาการยึดที่มันสูญเปล่า เป็นอาการยึด เป็นภาวะหนึ่ง แล้วภาวะนั้นก็เสื่อมสลายไป มันไม่สามารถอยู่ในอาการยึด “ฉันจะเอา ฉันจะเอา” อยู่ได้ตลอดเวลา เพราะถ้าเอาได้มา มันก็เบื่อ มันก็เฉยๆ หรือว่าพอไม่ได้มา มันก็เกิดอาการดิ้นรนทุรนทุรายจะเอาให้ได้ นี่!พิจารณาอยู่อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นการพิจารณาอายตนะ ก็คือ อายตนบรรพ เพื่อที่จะให้เกิดอนัตตสัญญา นี่คือความต่างนะครับ

เราดูกายใจโดยความเป็นขันธ์ ๕ เพื่อให้เห็นอนิจจังเป็นส่วนๆ แต่เราดูการทำงานของจิต ดูว่ายังยึด หรือไม่ยึดอะไร เพื่อให้ใจมันถอนจากอาการยึด นี่อันนี้เรียกว่าเห็นโดยความเป็นอนัตตา

เพราะอะไร?

เพราะเวลาที่จิตเริ่มฉลาด เริ่มมีพุทธิปัญญา แล้วเห็นอาการยึด เห็นอาการที่ไปผูกมัด เห็นอาการทะยานแล่นออกไปฉวยจับมาเอาเข้าตัว เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างสูญเปล่า ใจมันจะว่าง แล้วก็รู้สึกว่าใจที่มันว่างจากอาการยึด สามารถที่จะเห็นได้ว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างการรู้เห็นด้วยตา หรือว่าได้ยินด้วยหู แล้วเกิดความถือมั่นจะเอาเป็นของเราขึ้นมา มันสักแต่เป็นสภาวะสูญเปล่า จิตมันจะฉลาดแล้วก็รู้สึกขึ้นมาว่า เออ!ไอ้ภาวะเหล่านี้ ที่มันทำงาน เป็นตาประจวบรูป หูประจวบเสียง แล้วเกิดการยึดขึ้นมา มันเป็นของหลอก แล้วจิตมันก็จะเห็นกายทั้งกาย หรือว่าภาวะอารมณ์ทั้งหลาย หรืออาการยึดทั้งหลาย สักแต่เป็นอนัตตา มันจะรู้สึกชัดขึ้นมาเลยว่า คำว่าอนัตตามันปรากฏกับจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

เพราะอะไร?

เพราะว่ามันเป็นอนัตตาอยู่แล้ว แต่ที่มันเป็นอัตตา ที่นึกว่ามีอัตตา มันเป็นอุปาทาน มันเป็นขณะที่จิตมันไปยึดมั่นถือมั่น เราไม่ต้องทำอะไรเลย อนัตตาไม่ต้องสร้าง มันเป็นอนัตตาอยู่แล้ว แต่จิตของเราจะมีความสามารถไปเห็นหรือเปล่า นี่!ตรงนี่แหละ ที่เรียกว่าเราเห็นความยึดมั่นถือมั่น เพื่อที่จะได้รับรู้ว่า ความยึดมั่นถือมั่นเป็นสภาวะสูญเปล่า แล้วก็พอเห็นได้อย่างนั้น จิตจะเป็นอิสระ แล้วก็รู้สึกถึงความเป็นอนัตตาขึ้นมา

ตัวคำถามบอกว่า (ทวนคำถาม) “หมายรวมถึงอานาปานสติด้วยมั้ย”

การเห็นลมหายใจก็คือการเห็นรูปขันธ์นะครับ

(ทวนคำถาม) “การพูดถึงอกกระเพื่อมหรือรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ในกาย”

เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ในกาย คือการรู้ความเป็นธาตุ อย่างความเป็นธาตุไฟก็คือไออุ่นในกาย ถ้าหากว่าไออุ่นมีมากอย่างนั้น แสดงว่าธาตุไฟมันกำเริบมาก แต่ถ้าหากว่าไออุ่นมีน้อย กระทั่งรู้สึกว่าเย็นชืดลง อันนั้นก็คือธาตุไฟอ่อนตัวลง อ่อนกำลังลง

จริงๆแล้วการเห็นกายโดยความเป็นธาตุ มันเป็นอีกขั้นหนึ่ง คุณควรจะมีสมาธิ แล้วก็มีจิตใหญ่พอจะเห็นกายโดยความเป็นท่อนอะไรท่อนหนึ่งได้พร้อมๆเสียก่อน คือคำว่าพร้อมไม่ได้เห็นทุกจุดในคราวเดียว แต่หมายถึงเห็นว่า อิริยาบถที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบอะไร ยกตั้งขึ้นด้วยกระดูกสันหลัง ฉาบทาด้วยเลือดเนื้อ มีแขน มีขา มีหัว กำลังอยู่ในท่าคอตั้งหลังตรง หรือว่าหลังงออยู่ ถ้าเห็นได้ทั่วพร้อม อันนั้นมันถึงจะเริ่มมีความพร้อมที่จะพิจารณากายโดยความเป็นธาตุ

อันนี้มันต้องพูดละเอียด แต่ผมสรุปคร่าวๆอย่างนี้ก็แล้วกันว่า เพื่อที่ไต่ขึ้นไปตามลำดับได้แบบไม่สับสน ให้พิจารณาลมหายใจก่อนว่า ขณะนี้เราจะนั่งอยู่ในอาการอะไรก็แล้วแต่ มันกำลังมีสภาพต้องการลมเข้า หรือว่าลมออก หรือว่าหยุดที่จะหายใจชั่วขณะ ภาวะทางกายที่มันปรากฏขึ้น ณ ขณะที่เรากำลังรู้ลมหายใจนี่แหละ มันจะเป็นตัวตั้ง มันจะเป็นจุดเริ่มต้น มันจะเป็นชนวนให้เกิดการพิจารณาในขั้นต่อๆไปได้

ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรับรู้ได้ อย่างเช่น พอมีความสามารถรู้ตัวว่ามีความสามารถเป็นปกติที่จะเห็นว่า หายใจเข้า เราก็ทรงอยู่ในอาการทางกายแบบนี้ หายใจออก เราก็มีสภาพทางกายอีกแบบหนึ่ง หายใจเข้าท้องป่องขึ้น หายใจออกท้องยุบลง แล้วก็เห็นปกติ ก็รู้สึกว่าจิตตั้งนิ่งอยู่ในความรู้สึกสบายๆได้เป็นปกติ ก็ค่อยเอาจิตที่มันมีความนิ่งความสบาย แล้วก็มีความพร้อมรู้นั้น ไปพิจารณาข้อธรรมที่มันสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เห็นลมหายใจเข้า-ออกได้เป็นปกติ ก็ดูว่าที่เราเห็นมันเป็นธาตุลม มีการพัดเข้า มีการพัดออก รู้จนกระทั่งจิตที่มันเป็นสมาธิ มีกำลังมากพอที่จะเห็นว่า ความพัดเข้าพัดออกนั้นไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราเขา เนี่ย!จากนี้พอมีความสามารถแบบนี้ คุณจะไปพิจารณากายโดยความเป็นธาตุ หรือโดยความเป็นขันธ์ หรือโดยความเป็นอายตนะเวลาลืมตาขึ้นมามันได้หมด

แต่ถ้ายังไม่พร้อม จิตยังฟุ้งซ่าน จิตยังมีความสงสัย จิตยังไม่สามารถเห็นสภาพความเคลื่อนไหวขณะหายใจ หรือว่าขณะที่กายนิ่ง หรือกายเคลื่อนไหวได้ แบบนี้เรียกว่า จิตอยู่ในโหมดฟุ้งซ่าน จิตไม่พร้อมที่จะพิจารณาโดยความเป็นขันธ์ หรือว่าโดยความเป็นอายตนะ หรือว่าโดยความเป็นธาตุใดๆนะครับ

----------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : การรู้กายในกายเป็นวิธีละขันธ์ ๕ ใช่ไหมคะ หมายรวมถึงอานาปานสติไหม บางท่านพูดถึงการที่อกกระเพื่อม หรือรู้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ในกาย รู้ในรู้ ซึ่งหนูยังไม่ค่อยเข้าใจ หนูภาวนาอานาปานสติโดยนั่งวิปัสสนาครั้งละ 15 นาที เช้า-เย็น มาประมาณ ๒ สัปดาห์ ระหว่างวันและก่อนนอนยังหลุดฟุ้งซ่านตลอด รู้อีกทีก็หดหู่แล้ว มีข้อแนะนำในการปฏิบัติที่ทำให้พัฒนาสติไปได้ไกลกว่านี้ไหมคะ?

ระยะเวลาคลิป    ๙.๐๕ นาที
รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=HZpCg9w-3-4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=7

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรม รู้สึกเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมข้างๆมันมีอยู่ เพราะจิตมันกระโดดไปรู้เข้า ถ้าจิตไม่ไปรู้ มันก็เหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่มี ถูกต้องหรือไม่อย่างไร?

 ดังตฤณ :  อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มาดึงเราให้ไขว้เขวออกจากวิถีของสมาธิ พอเป็นสมาธิต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า จิตจะเริ่มเข้าสู่สภาวะของธรรมชาติของจิตเองคือ รู้ แล้วมันรู้ได้โดยไม่จำต้องอาศัย หู ตา ที่เป็นประสาทคับแคบแบบนี้ มันจะไปสัมผัสอะไรรอบตัว หรือว่าจะรู้เห็นอะไรที่ไม่เคยไปรู้ได้ด้วยตาเปล่า หรือว่าถูกแก้วหูเนี่ย มันเป็นเรื่องปกติ มันเป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นแวบๆ หรือว่าเกิดขึ้นเป็นปกติสำหรับบางคน

พอยนท(point) คือ เราทำความเข้าใจไว้อย่างไรก่อน ก่อนที่จะทำสมาธิ ถ้าหากว่าเราทำสมาธิไปเอาความสงบอย่างเดียว แล้วฟังมามากว่า เดี๋ยวพอสงบแล้วจะเกิดการรู้การเห็นอะไรที่มันเหนือประสาทหู ประสาทตา มันก็จะเกิดความข้องไป ข้องใจ หรือผูกใจ หรือว่าเอาใจไปใส่กับสิ่งที่มันพร้อมจะปรากฏขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ทางจิต เป็นปรากฏการณ์ทางสมาธิ

อย่างกรณีนี้ เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งเป้าไว้อย่างชัดเจนว่า เห็นหรือสัมผัสอะไรแล้วจะมีท่าทีกับมันอย่างไร เราก็จะเกิดความสงสัย ชั่วขณะที่เกิดความสงสัย ณ เวลานั่งสมาธิ เราก็จะเห็น รู้สึกตัวอยู่ได้แล้วว่า สมาธิมันเสียไป มันเป๋ไป

แต่ถ้าเราตั้งไว้ล่วงหน้าว่า เป้าของการทำสมาธิของเรา คือ จะเห็นความไม่เที่ยง แม้ความปรุงแต่งทางใจที่มันไปสัมผัสอะไรเข้าก็ตาม เห็นรอบข้างขึ้นมาลางๆ หรือเกิดความรู้สึกราวกับลืมตา ทั้งๆที่ตายังปิดอยู่ รู้เห็นอะไรโน่นนี่นั่น

หากเราตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่า นี่คือสภาพแบบนั้น คือปรากฏการณ์ทางจิต ปรากฏการณ์สัมผัสออกมาจากทางใจที่เกิดขึ้นชั่วคราว ถ้าหากว่าเราไม่แล่นตามมัน เราก็เห็นมันเป็นสภาวะชั่วคราว แล้วสติก็จะดึงกลับมาหาสิ่งที่เราจดจ่อเป็นสมาธิ อย่างเช่นลมหายใจ แล้วเราก็จะได้ความรู้แบบพุทธว่า สภาวะการปรุงแต่งของจิตแบบนั้น ถ้าไม่เอาใจไปใส่ มันจะหายไปเอง หรือถ้ามันไม่หายไป อย่างเช่น บางคนทำสมาธิในแบบที่แผ่จิตออกกว้าง แล้วจิตที่มันแผ่ออกกว้างนั้น มีความตั้งมั่น มีความมั่นคง มันก็อาจสัมผัสรู้เห็น รู้ว่ารอบตัวมีสภาพเป็นอย่างไร แล้วรู้แบบที่ชนะประสาทตา

ประสาทตามองได้แค่มุมแคบๆแค่นี้ แต่ว่าสัมผัสด้วยจิต เวลาที่มันรู้ มันรู้รอบเลย บางคนรู้เป็น ๑๘๐ องศา บางคนรู้ ๓๖๐ องศา ขึ้นอยู่กับว่า จิตมันอยู่ในสภาพที่มีความแผ่กว้าง แล้วก็รู้รอบแค่ไหน

ถ้ามันรู้ของมันไม่หายไป เราก็รู้ว่านั่นคือสภาวะของจิตที่สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ไม่ต้องไปขับไล่มันก็ได้ ไม่ต้องไปปิดมันก็ได้ แต่ให้มันเปิดอยู่โดยความรู้ว่า นั่นเป็นสภาวะการปรุงแต่งของจิต ที่สัมผัสสิ่งที่อยู่รอบตัว มันจะเริ่มจากจิตที่แผ่ออกไปสัมผัสความว่าง สัมผัสพื้นที่ว่างรอบด้าน แล้วพื้นที่ว่างรอบด้าน มันไม่ได้ว่างแบบอากาศ มันมีความว่างที่วัตถุตั้งอยู่ซ้าย ขวา  หน้าหลัง รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร

บางทีตอนเราลืมตาดูของรอบตัว หรือในห้องหับของเรา บางทีเราไม่ได้สังเกตว่ามีตำหนิ หรือว่ามีรูปพรรณสัณฐานอะไรอยู่ เป็นรายละเอียดอย่างไรบ้าง แต่พอสัมผัสด้วยจิต ถึงเพิ่งรู้ว่ามีโน่นมีนี่ มีตำหนิที่ตรงนั้นตรงนี้ ลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นจริงๆ

ทีนี้การที่เราทำไว้ในใจว่า การรู้การเห็นรูปพรรณสัณฐาน หรือว่าตำหนิอะไรต่างๆ มันก็ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าการลืมตาขึ้นมาดู มันก็คือการเห็นชนิดหนึ่งว่า พื้นที่ๆเรานั่งอยู่ มันมีวัตถุอยู่รอบตัว ก็แค่รับรู้ว่า ตอนเราอยู่ในสมาธิ เราสามารถสัมผัสรู้สัมผัสเห็นได้ ถ้าหากว่าจิตมันแผ่ออกไป

ตอนจิตแผ่ออกไปเราบังคับมันไม่ได้ว่า จะให้รู้เห็นอะไรบ้าง หรือไม่รู้เห็นอะไรบ้าง แต่เราสามารถกำหนดทิศทางของสติ ให้รู้ว่านั่นเป็นแค่ภาวะจิตชนิดหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร

การเห็นนั่นเห็นนี่ด้วยสภาวะของจิตที่เป็นสมาธิ มันก็เป็นสัมผัสที่เพิ่มขึ้นมาจาก หู ตา แต่มันไม่ได้วิเศษตรงที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ หรือว่าช่วยให้เราถือมั่นยึดมั่นน้อยลง ตรงข้ามมันจะไปเหนี่ยวนำ หรือล่อลวงให้เราไขว้เขว ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรที่ไม่เคยยึดมาก่อนเลยก็ได้

อย่างเมื่อก่อน ก่อนที่จะทำสมาธิ โอ้ยคุยโขมงโฉงเฉงกับเพื่อน

“ไม่เชื่อหรอก คนไปเห็นโน่นเห็นนี่ เจอนรกสวรรค์ หรือว่าหลับตาแล้วสามารถเห็นอะไรได้โดยไม่ต้องใช้แก้วตา ไม่เชื่อ!”

พอมาเจอด้วยตัวเองถึงได้เชื่อว่ามีจริงๆ แต่พอเชื่อแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ กลายเป็นเราไปขวนขวาย แล้วก็พยายามศึกษาเพิ่มเติมถึงการใช้ประสาทสัมผัส การใช้สัมผัสที่ ๖ มาเล่นโน่นเล่นนี่ เสียทีที่อุตส่าห์พบพระพุทธศาสนา

คนที่เขาเล่นฤทธิ์เล่นเดช หรือว่าเล่นการรู้เห็นอะไรต่างๆ มันเล่นกันมาชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่ได้วิเศษอะไรนะครับ แต่ที่จะมาเล่นกับการถอนอุปาทานว่า กายนี้ ใจนี้ ภาวะของจิตอย่างนี้ อย่างนี้มันไม่ใช่ตัวตน มันปรากฏขึ้นเป็นมายาลวงใจชั่วคราว อันนี้มันไม่เคยทำกันมาชั่วกัปชั่วกัลป์ เพราะถ้าทำมาชั่วกัปชั่วกัลป์ ป่านนี้ไปนิพพานกันหมดแล้ว ที่จะมาดูกายดูใจโดยเป็นสภาวะชั่วคราวไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ค่อยมีใครสนใจกัน นี่ก็ถือว่าเป็นด่านดักนะครับ

ขอให้ทราบว่า นั่งสมาธิแล้วเกิดความสามารถพิเศษอะไรขึ้นมา มันเป็นด่านดักชนิดหนึ่ง ที่ทำให้เราเกิดอุปาทานหลงไปว่า เรามีความสามารถพิเศษขึ้นมา จริงๆแล้วมันไม่ได้พิเศษเลยนะครับ แม้คนที่ได้ตาทิพย์ รู้เห็นโลกตั้งเป็น ๑,๐๐๐ ในคราวเดียวอย่างเช่น พระอนุรุทธะ ท่านก็มาพิจารณาตัวว่า เรารู้อะไรมากขนาดนี้ ไม่เห็นบรรลุธรรมสักที ไปถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรท่านบอกว่า นั่นเป็นมานะของเธอ นั่นเป็นความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเธอสามารถเห็นโลกได้ตั้ง ๑,๐๐๐ ในคราวเดียว มันก็เลยไม่หลุด

ทีนี้พอพระอนุรุทธะทำถูกทางที่จะพิจารณาว่า แม้ความรู้ ความเห็น แม้กายทิพย์ที่จะไปรู้ทะลุเป็น ๑,๐๐๐โลกได้ ก็เป็นแค่ของหลอก เป็นแค่ของล่อให้ยึด เป็นแค่ตัวตนชนิดหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้นมา ซ้อน ซ้อน ซ้อน ตัวตนเป็นแสน เป็นล้านชนิด ท่านก็เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง แล้วก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ฝึกสมาธิ แล้วก็เริ่มได้ผลอะไรขึ้นมาบ้าง เป็นเรื่องปกตินะครับ

-----------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : ภาวนามาโดยใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรมมาช่วงหนึ่ง แล้วรู้สึกเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมข้างๆมันมีอยู่ เพราะจิตมันกระโดดไปรู้เข้า ถ้าจิตไม่ไปรู้ มันก็เหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่มี ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร และควรปรับปรุงหรือพัฒนาอะไรต่อไปครับ?

ระยะเวลาคลิป    ๑๐.๑๖ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=rEQ-COiU4W0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


นั่งสมาธิโดยการสังเกตจิตที่เคลื่อนออกจากกาย ถ้ามีเสียงอะไรเล็กน้อยแล้วชอบตกใจ ควรทำอย่างไรดี?

 ดังตฤณ :  ตอนที่มีสมาธิ คุณนึกถึงสภาพที่มันไม่พร้อมจะเคลื่อนนะ เรียกว่าเป็นการมีสมาธิแบบแช่แข็ง ถ้าเป็นสมาธิในแบบรู้ตัวจริงๆ มันจะมีสติ แล้วก็มีความยืดหยุ่นที่สูงกว่าตอนเรามีจิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆแบบนี้

เพราะฉะนั้น อาการตกใจมาก ต้องทำให้คุณรู้ตัวเองว่า ที่แท้แล้วเรามีสมาธิแบบแช่แข็ง มีสมาธิในแบบที่มันพร้อมจะกระตุก หรือพร้อมที่จะมีจิตหด ไม่ใช่พร้อมจะมีความรู้ตื่น ไม่ใช่พร้อมจะมีความยืดหยุ่น ไม่ใช่มีความพร้อมที่จะเบิกบาน

ทีนี้ถามว่า แก้ยังไง?

มันไม่ใช่แก้ด้วยการอยู่ๆไปดัดจิตให้มันอ่อนลง ไม่ใช่อยู่ๆไปพยายามทำให้จิตมีสภาพยืดหยุ่น แต่เป็นการสังเกต ณ ขณะที่มีความตกใจ คือตอนตกใจมันไม่สามารถทำอะไรได้หรอก แต่หลังจากตกใจ มันมีอาการเข้าที่เข้าทาง กลับมาสู่สภาพปกติเป็นสมาธิ แบบที่คุณนิยามว่าเป็นสมาธิได้เร็วแค่ไหน

ถ้าหากว่าตกใจสะดุ้ง แล้วรู้สึกว่ากลับเป็นปกติได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว นั่นแสดงว่า ณ ขณะที่มีอาการตกใจนั้น อุเบกขามันเข้ามาแทนที่อาการตกใจ พูดง่ายๆว่า มีสติมีความระลึกรู้ได้ ไม่ใช่ว่าตกใจแล้วจิตหด หรือว่าจิตหายไปเลย ไม่ใช่เสียขวัญ ไม่ใช่ตัวสมาธิกลายเป็นของที่บุบสลาย หรือว่าคล้ายๆกับของที่มันถูกทุบตีแล้วมันบู้บี้ไป แต่เป็นสิ่งที่กลับฟื้นฟูเข้าสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว จิตที่มีสติ จิตที่มีอุเบกขา มันจะมีลักษณะอย่างนี้

แต่ถ้าหากว่า คุณตกใจจากเสียงอะไรเล็กน้อย แล้วมันหายไปเลย เตลิดไปเลย นั่นแสดงว่าไม่มีสติ แล้วก็ยังไม่มีกำลังของอุเบกขามากพอ ให้รู้ตัว แล้วก็ยอมรับตามจริงว่า สภาพจิตมันเป็นของมันอย่างนั้น พอรู้แล้วยอมรับแล้วว่าสภาพจิตของเรามันยังกระตุกง่าย มันยังหดตัวง่าย แล้วเกิดอะไรขึ้น?

ครั้งต่อมาให้สังเกตอีก แล้วอาการตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะสังเกตนั่นแหละ จะทำให้สติเกิดเร็วขึ้น อุเบกขากลับมาไวขึ้น ถ้าอุเบกขากลับมาไวขึ้น คุณจะรู้สึกเลยว่า เราตั้งใจไว้แล้ว ทำใจไว้แล้วว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วก็กลับเข้าที่ กลับเข้าสู่สภาพเดิมที่มีก่อนหน้าจะเกิดเสียงและตกใจนะครับ ลองไปทำดู แล้วจะเข้าใจว่าที่ผมพูด มันคือสภาวะแบบไหน

จิตเนี่ยนะ คุณรู้กลไกทำงานของมันอย่างหนึ่ง เราเตรียมใจไว้อย่างไร มันจะสีสติดัก ณ เวลาที่จะเกิดเหตุการณ์ตรงนั้นขึ้นมาจริงๆล่วงหน้า คือมีสติล่วงหน้าที่จะรับกับสภาพที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า อย่างที่คนมักจะถามว่า ถ้าเกิดปรากฏการณ์ อย่างเช่นความสว่าง หรือเกิดการไปเห็นภาพนิมิต แล้วควรจะทำอย่างไร ถ้าไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน คนจะหลง ร้อยทั้งร้อยจะหลงไปตามนิมิต หรือหลงไปตามความสว่างความโอภาสที่มันเกิดขึ้นมา แล้วก็ตื่นเต้น เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ! นี่มันเป็นภาวะอะไรที่มันวิเศษ

แต่ถ้าเราเตรียมใจล่วงหน้าว่า นั่นคือการปรุงแต่งของจิต เพื่อที่จะมาหลอกล่อให้เราเขวออกจากทางสมาธิ เวลาเกิดอะไรเหล่านั้นขึ้น จิตมันจะเฉยๆเป็นอุเบกขา เพราะเตรียมไว้แล้วล่วงหน้า

การเตรียมไว้แล้วล่วงหน้าจึงสำคัญมากว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร จะเปรียบเหมือนกับคนปกติก็ได้ เช่นบอกว่า ถ้าขับรถไปแล้วเจออะไรที่มันเข้ามาดักหน้ากะทันหัน จะให้ทำยังไง ถ้าหากว่าไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ก็หักหลบ ถ้าหักหลบ รถก็คว่ำกัน

แต่ถ้าเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าเราจะถือพวงมาลัยตรงๆ แล้วก็ตั้งสติไม่ตกใจ แล้วก็เหยียบเบรค คืออะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าหากว่ามันมาแบบกะทันหัน เราก็จะมีความรับรู้ว่า พอถึงเวลามันเกิดขึ้นจริงๆ มันจะถือพวงมาลัยตรงได้ แล้วก็ทำใจในแบบที่มันไม่ตื่นเต้นตระหนกได้นะครับ อันนี้ก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่าในชีวิตประจำก็เหมือนกัน ถ้าเราเตรียมใจอะไรไว้ล่วงหน้า ดักไว้ล่วงหน้า เรียนรู้ไว้ก่อนว่าอะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ แล้วเผื่อไว้ในใจ ทำไว้ในใจ อย่างนี้ มันจะเหมือนกับมีอนุสติ มันจะมีอะไรที่มันแฝงอยู่ในส่วนลึก พอเกิดขึ้นจริงปุ๊บ มันก็เหมือนกับเป็นการลั่นไกตัวที่เราเตรียมไว้ โปรแกรมที่เราเตรียมไว้มาใช้งาน แล้วมันก็จะถูกนำขึ้นมาใช้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปคิด ณ จุดเกิดเหตุซ้ำอีกว่า จะเอายังไง จะทำยังไงนะครับ

-----------------------------------------------

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงงาน

คำถาม : นั่งสมาธิโดยการสังเกตจิตที่เคลื่อนออกจากกาย ถ้ามีเสียงอะไรเล็กน้อยแล้วชอบตกใจ ควรทำอย่างไรดี?

ระยะเวลาคลิป    ๗.๑๓ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=OkhUTi8fFog&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำไงดี วิธีเตรียมใจรับมือกับการเปลี่ยนงาน

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คืนวันเสาร์สามทุ่มตามเดิมนะครับ

 

สำหรับคืนนี้ จะเป็นหัวข้อที่หลายๆ คนอาจอยากฟัง เพราะว่าหลายๆ คนขอให้พูดนะ แล้วก็คนที่ขอนี่คือเป็นองค์กรใหญ่ด้วยนะครับ แล้วก็ถ้าเอาตามที่รู้ ไม่ใช่เฉพาะองค์กรใหญ่ แต่องค์กรย่อย องค์กรเล็กทั้งหลาย ก็กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้กัน เลยอยากให้คนของตัวเองได้ฟัง  หรือได้คิดอะไรที่จะเป็นการรับสภาพ หรือว่าเตรียมใจที่จะต้องเผชิญกับความเป็นจริงในปีหน้านะครับ

 

เรามาพูดเรื่องของการเตรียมใจ ก็คือการเตรียมตัวนั่นแหละ ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ทุกคนจะกลัวการเปลี่ยนแปลง แล้วความกลัวนี้แหละ ที่เราจะมาพูดถึงกันในคืนนี้

 

แม้คุณไม่ทำผิด โลกก็พร้อมที่จะผิดไปจากเดิม เพราะโลกไม่ได้มั่นคง

 

วิธีรับมือกับโลกที่ไม่มั่นคงก็คือ การทำตัวของเราให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

ความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ใช่ความมั่นคงของตำแหน่งของหน้าที่การงาน แต่เป็นความมั่นคงทางความรู้ ความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน

 

การรู้ลึก รู้จริงเฉพาะทาง จะทำให้ใครบางคนต้องการตัวเรา หรือกระทั่งทำให้หลายคนรู้สึกว่าขาดเราไม่ได้

 

เหล่าคนที่ขาดคุณไม่ได้นี่ นี่เป็นธรรมชาติเลยนะครับ เหล่าคนที่ขาดคุณไม่ได้ จะช่วยให้คุณกล้านับหนึ่งใหม่ แล้วก็เรียนอะไรใหม่ๆ ให้รู้ลึก รู้จริงได้อีก ไม่มีวันสิ้นสุดไปตามองค์กร หรือว่าสภาพงานที่กำลังจะผ่านไปหรอก

 

คุณได้สมบัติมา คือคุณไม่ได้ได้เงินมาอย่างเดียวจากการทำงาน ไม่ใช่แค่เงินเดือนนะ วันเวลาที่ผ่านไป ทำให้คุณได้ประสบการณ์ ได้ความรู้ แล้วก็สมบัติติดตัวชนิดที่คนต้องการ แล้วก็จะขาดคุณไม่ได้ หรืออย่างน้อยก็นึกถึงคุณ

 

คนที่ทำงานมาแล้ว ไม่ได้สูญเปล่าไปกับการสิ้นสุดหน้าที่การงาน ในตำแหน่งหนึ่งๆ หรอกนะ แล้วก็ความมั่นคงที่แท้จริง ถ้าเราจะเตรียมใจนี่นะ เรานึกถึงความมั่นคงในตัวเอง ในชีวิตของเราที่มีอยู่เป็นต้นทุน

 

ความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ใช่ความมั่นคงทางการเงิน แต่เป็นความมั่นคงทางจิตใจ

 

ขอให้ลองนึกถึงใครบางคนที่เขา ถึงแม้จะมีเงินมาก แต่จิตใจกลับโคลงเคลงมาก หวั่นไหวกับอนาคตกับตัวเองมาก ขนาดเป็นเจ้าของตึกสูงเสียดฟ้าเป็นร้อยๆ ชั้น วันใกล้ตาย มองตึกของตัวเองยังไม่รู้สึกอุ่นใจ

 

คือ ตึกระฟ้า ไม่ได้ช่วยให้มั่นใจหรอกว่าจะตายดี หรือเป็นหลักใจให้ยึดเหนี่ยวก่อนจะตายนะ

 

นึกดูนะ สมมติคุณเป็นเจ้าของตึกที่สูงมากๆ แล้วคุณกำลังจะตาย เวลาคุณนึกถึงตึก มันช่วยให้คุณอุ่นใจได้ไหมว่า เดี๋ยวกำลังจะตายดี เดี๋ยวกำลังจะปลอดภัย เดี๋ยวกำลังจะได้ที่อยู่ใหม่ที่ดีไปกว่านั้น

 

มันไม่ใช่นะ!

 

ต่างจากคนบางคน ที่ถึงแม้ว่าจะมีเงินน้อย แต่จิตใจกลับมั่นคงมาก เราลองมาสำรวจดูว่าเพราะอะไร

 

เพราะคนพวกนี้ จะเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตัวเอง ออกมาจากข้างใน ความรู้สึกออกมาจากข้างในในส่วนลึก อย่างคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ

 

ถึงแม้จะแค่เจียดเงินบริจาค ช่วยสร้างกุฏิพระแค่ชั้นเดียว หรือส่งเสื้อผ้าไปช่วยคนประสบภัยแค่ไม่กี่หน แต่พอนึกขึ้นมาถึงสิ่งที่ตัวเองเคยให้เปล่าไป  ก็รู้สึกอุ่นใจ รู้สึกอิ่มใจ รู้สึกปีติสุข เหมือนมีที่เกาะ เหมือนมีที่พึ่ง เป็นที่พึ่งที่เกิดขึ้น ทั้งขณะที่ยังรู้สึกว่ามีชีวิตไปอีกนาน แล้วก็ขณะที่ตระหนักว่า มันเหลือชีวิตอีกแค่วันเดียว วันสุดท้าย

 

ตัวอย่างนี้นี่นะ แสดงให้เห็นว่า ความอิ่มใจก็เป็นที่มาของความรู้สึกมั่นคงเช่นกัน ไม่ใช่แค่ความรู้ความเข้าใจหรือประสบการณ์อย่างเดียว ความรู้สึกอุ่นใจ รู้สึกมั่นคงในชีวิต บางทีนึกทบทวนดูนะว่า ชีวิตมีภาพจำอะไรที่เกิดขึ้นจากมือคุณ ชนิดที่นึกถึงแล้วยิ้มออกได้เสมอ

ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งก่อสร้างถวายวัดนะ แต่อาจเป็นความอิ่มหนำสำราญของพรรคพวก หรือว่าครอบครัว คนในครอบครัว หรือเป็นพวกหมาแมวตามข้างถนน เจอปุ๊บ แล้วคุณอยากให้อาหารมันขึ้นมาปั๊บ

 

ความอิ่มใจ ความรู้สึกสุขใจพวกนี้ ทำให้คุณรู้สึกดี ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณอยู่ในฐานะของ ‘ผู้ให้’

 

คนที่อยู่ในฐานะของผู้ให้บ่อยๆ ถ้าบ่อยพอ จะรู้สึกว่า ตัวเองไม่ขาด ตัวเองมีความมั่นคงบางอย่างที่พร้อมจะให้ แล้วชะตา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนะ ยิ่งให้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีอะไรไหลมาเทมา เพื่อที่จะให้คุณนี่ ได้มีโอกาสให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

คนที่ให้อะไรใครบ่อยๆ นี่นะ คือไม่ใช่ให้แบบตะพึดตะพือ ชนิดที่หมดตัวนะ แต่ให้เรื่อยๆ จนกระทั่งตัวเองมีความรู้สึกว่า เป็นผู้ให้ แล้วพร้อมจะให้ มักจะมีชะตากรรมแบบหนึ่ง พอจะลำบาก จะตกต่ำลง จะมีคนมาช่วยดึงขึ้นสูง หรือฉุดจากท่าล้มให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย หรือมีอะไรต่ออะไร ที่พอจะแจกกับใครต่อใคร รอบตัวได้

 

นั่นเพราะอะไร เพราะว่าการแจกอะไร หรือการให้เปล่านี่นะ การให้ทาน ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำนี่นะ จะมีตัวผู้รับ มีตัวตนของผู้รับ ซึ่งเขามีชะตาที่จะมีโอกาสได้รับของจากคุณ ชะตาของพวกเขานี่ ที่พร้อมจะรับของจากผู้ช่วยเหลือบางคน อย่างเช่นคุณนี่นะ ก็จะมาเป็นกำลัง ก็จะมาหนุนหลัง ให้คุณได้มีมากพอที่จะให้

 

คือไม่ใช่กำลังบุญจากชาติก่อนอย่างเดียวนะ การที่คุณมีพอที่จะให้นี่ แต่เกิดจากการทำตัวเป็นผู้ให้ในปัจจุบันด้วย แล้ว ทุกคนที่อยู่บนเส้นทางของการเป็นผู้ให้ ให้เปล่า ให้แบบไม่มีเงื่อนไข จะรู้ จะทราบถึงความจริงนี้ได้ด้วยตัวเอง

 

แล้วนอกจากนั้น ความมั่นคงที่แท้จริงนะครับ ไม่ใช่การเอาแต่หลอกตัวเองขึ้นมาว่า เดี๋ยวอะไรๆ ก็จะดีขึ้น แต่เป็นการสำรวจตัวเองตามจริงว่า มีดีอะไรอยู่บ้าง

 

ตอนรู้ตัวว่ากำลังจะต้องเปลี่ยนงานกระทันหันนี่นะ เกือบทุกคนจะรู้สึกเหมือนๆ กันหมดคือ รู้สึกคิดไม่ออก จุก เสียด แน่น แล้วก็นึกถึงคำว่า “ตกงาน”

 

อย่าให้คำว่า “ตกงาน” มาบีบหัวใจคุณให้เล็กลง แต่จงนึกถึงคำว่า “เปลี่ยนงาน” เพื่อให้หัวใจของคุณคึกคักขึ้น คิดถึงอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยลองมาก่อนได้มากขึ้นนะ

 

โลกเราตอนนี้ อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหมือนจะไม่ให้เราอยู่กับความเคยชินเดิมๆ กัน แยกตัวพวกเราให้กระจัดกระจายออกจากกัน แต่ก็คือไม่ใจร้ายจนเกินไปนะ ก็ให้เทคโนโลยี อย่างอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย อะไรต่างๆ มาให้เราได้ใช้ในการเข้าถึงกัน

 

คือยุคเรานี่เป็นยุคเดียวนะ ที่ใครจะเข้าถึงใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แล้วก็เปลี่ยนคนไม่รู้จัก ให้กลายเป็นลูกค้าประจำสักเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าสิ่งที่คุณสามารถจะทำเป็นที่ต้องการของคนมากพอ

 

อันนี้ก็ ความตั้งมั่นที่ผมพูดถึงนะ ความตั้งมั่น ความมั่นคงจริงๆ จะไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ใช่เงิน แล้วก็ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าอะไรๆ จะดีขึ้น ไม่ใช่การรอคำอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าเดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ให้ตั้งความเชื่อไว้ว่า เมื่อใดก็ตามนะครับ ที่ชีวิตบีบให้คุณต้องเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงาน เมื่อนั้น คือถึงเวลาที่ชีวิตของคุณจะดีขึ้นแล้ว

 

คุณกำลังจะก้าวข้ามผ่านบันไดขั้นที่ผ่านๆ มา ไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น หรืออาจจะเป็นขั้นที่สูงสุดก็ได้ ไม่มีใครรู้นะ จนกว่าจะได้ลองเปลี่ยนผ่าน ไปถึงขั้นนั้นนะ แล้วก็ก้าวข้ามความกลัว หรือความรู้สึกไม่อยากจะไปทำสิ่งที่ไม่ชอบ

 

การเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครชอบนะ เพราะว่าไม่เคยชิน แต่คนบางคน ลักษณะหน้าที่การงาน ต้องอัพเดทอยู่เรื่อยๆ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว คนพวกนี้จะไม่กลัว คนที่กลัวคือคนที่อยู่กับหน้าที่แบบเดิมๆ จนกระทั่งเกิดภาวะที่เรียกว่า ออโต้ไพล็อต แทบจะหลับตาทำได้ พวกนี้จะกลัวกันมาก

 

แต่ถ้าหากว่า เราทำใจว่า อยู่ในยุคที่อะไรๆ ต้องอัพเดทอยู่ตลอดเวลา แล้วเราสนุกกับมัน คือแทนที่จะกลัวมัน ไปสนุกกับมัน สนุกกับการเปลี่ยนแปลง สนุกกับการอัพเดทชีวิตไปเรื่อยๆ ในที่สุด คุณจะพ้นจากภาวะเครียด เครียดเปล่าๆ เครียดฟรีๆ ทั้งๆที่ตัวเองสามารถจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้กว่าเมื่อก่อน แต่ไม่รู้ตัวนะครับ

 

ก็สำหรับเรื่องของการเตรียมใจฝากไว้เพียงเท่านี้ส

__________

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำไงดี วิธีเตรียมใจรับมือกับการเปลี่ยนงาน

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563

ถอดคำ : เอ้

 

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=iteHx-9vVz0&t=126s