วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ถ้ารักษาศีลไม่ครบจะรู้ความไม่เที่ยงในกายใจนี้ไหมคะ? และช่วยบอกลักษณะของการหายใจเพื่อเห็นความไม่เที่ยงด้วยค่ะ

ดังตฤณ : คือมันมีสองอย่างนะครับ

ศีล ทำจิตมีความตรง แล้วก็พร้อมที่จะรู้อะไรตามจริงนะครับ นี่คือธรรมชาติของศีล

แต่ถามว่ามีศีลกับไม่มีศีล ถ้าไม่มีศีลเห็นความไม่เที่ยงได้หรือเปล่า?

มันก็ยังได้อยู่ถ้าคุณเห็นอย่างถูกต้อง มีวิธีรู้ มีมุมมองที่ใช่นะครับ

ตรงข้ามนะครับ ต่อให้มีศีลถ้ามองผิด หรือเข้าใจผิด ไม่ตั้งไว้เป็นสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้มันก็เห็นความไม่เที่ยงไม่ได้เหมือนกัน

อนิจจังหรือความไม่เที่ยงเนี่ยถูกรู้ได้ด้วยสติของคนที่สามารถเห็นอะไรตามจริง แล้วก็ตั้งมุมมองไว้ถูกต้อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ ไม่ใช่มาสังเกตแค่ครั้งหรือสองครั้ง แต่ต้องสังเกตจนกระทั่งจิตมีความเป็นปกติ ที่จะรับรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่องอย่างน้อยสองถึงสามลมหายใจขึ้นไป

ไม่ใช่พอรู้ลมหายใจเดียวแล้วใจกระโดดไปถึงสิ่งอื่นคิดสิ่งอื่น หรือมาเกิดความสงสัยว่า นี่เราจะดูไปทำไม แบบนี้เนี่ยนะไม่มีทางที่จะเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจได้

แต่ถ้าหากว่าใจเบาๆใจสบายๆ พูดง่ายๆว่าจิตว่าง ว่างจากความอยากโน่นอยากนี่ ว่างจากความคิดสงสัยโน่นสงสัยนี่ เป็นความว่างที่เป็นไปเองเกิดขึ้นเองด้วยความรู้สึกว่าใจเบาใจสว่าง ใจมีความสุขอยู่กับความว่างตรงนี้ ไม่ใช่ติดความว่างนะ แต่มีความพอใจที่จะอยู่กับความว่างตรงนี้

แล้วอาศัยความว่างของจิตแบบนี้ ไปสังเกตลมหายใจด้วยความรู้สึกใจเย็น ไม่ใช่ว่ารีบเร่งให้เห็น หรือจะอยากดูความไม่เที่ยงเดี๋ยวนี้ แต่แค่มีท่านั่งอยู่อย่างนี้ แล้วในท่านั่งนี้ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แล้วเราก็โอเค (คุณดังตฤณสาธิตการหายใจเข้า-ออกประกอบ) เนี่ยเราเห็นทีนึงแล้ว (หายใจเข้า) อ่ะเนี่ยเห็นอีกทีนึงแล้ว (หายใจออก)  นี่เห็นอีกทีนึง (หายใจเข้า) เห็นโดยที่ไม่คาดหวังอะไรเลยนะครับ สังเกตอยู่อย่างเดียวว่า มันเข้าหรือมันออก แล้วครั้งนี้เนี่ยมันหายใจทั่วท้องมั้ย ถ้าหายใจทั่วท้องมันจะเป็นลมหายใจยาวที่ให้ความสุข แต่ถ้าหายใจสั้น หายใจห้วนๆ มันจะรู้สึกเฉยๆ หรือไม่ก็มีความอึดอัดทางกายอยู่หน่อยๆ

ด้วยการเห็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยการตั้งมุมมองแบบนี้ในที่สุดเนี่ย จะมีปกติของจิตเป็นสมาธิที่จะรู้ว่า ลมหายใจแต่ละครั้งเนี่ย บางทีมันเท่าเดิมไปซักร้อยหนพันหน แต่ในที่สุดมันต้องแสดงความไม่เท่าเดิมในครั้งที่ ๑๐๐๑ หรือ ๑๐๑ ให้ดูว่ามันสั้นลงได้ หรือว่ามันไม่ได้มีไม่ได้นำความสุขเข้ามาเท่าเดิม เนี่ยอย่างนี้มันถึงจะเป็นมุมมองที่ใช่

แต่ถ้าเรามีศีลแล้ว ใจของเราพร้อมที่จะเห็นอะไรตามจริงแล้ว แต่ไม่ตั้งมุมมองแบบนี้ ไปมีความอยาก อยากจะ..”อ่ะเนี่ยเมื่อไหร่จะเห็นความไม่เที่ยง เนี่ยเห็นลมหายใจแล้วทำไมไม่เห็นความไม่เที่ยงสักที” เนี่ยไปเร่งตัวเองอยู่อย่างนี้นะครับ นี่ก็ไม่เห็นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น พูดง่ายๆว่า เราจะเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ หรือว่าภาวะทางกายทางใจใดๆขึ้นมา ต้องประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกมีศีลนะครับ ส่วนที่สองจะต้องตั้งมุมมองที่ใช่เอาไว้ มันถึงจะเห็นนะครับ

---------------------------------------

๒๓ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ‘จิตว่าง’ สำคัญอย่างไร?

คำถาม : ถ้ารักษาศีลไม่ครบจะรู้ความไม่เที่ยงในกายใจนี้ไหมคะ? และช่วยบอกลักษณะของการหายใจเพื่อเห็นความไม่เที่ยงด้วยค่ะ

ระยะเวลาคลิป    ๔.๐๙  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=UwYlsKcd-po&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เวลามีงานที่ต้องคิดติดพัน มีเทคนิคการปล่อยวางหรือทำให้จิตว่างได้ยังไงคะ?

 ดังตฤณ : เทคนิคที่จิตมันจะว่างเนี่ย ไม่มีนะครับ คือบางคนอาจจะใช้ได้ผลครั้งแรกๆ มีเทคนิคอะไรที่แบบไปดูฟ้า หรือว่าไปคิดถึงตอนที่ได้ยืนอยู่บนยอดเขาอะไรแบบนี้ มันอาจจะได้ผล แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง

สิ่งที่มันจะทำให้ได้ผลจริงเวิร์คจริง คือคุณต้องมีธรรมดาของจิตที่ไม่เอาอะไรอยู่แล้ว มีธรรมดาของจิตที่พร้อมจะทิ้งอะไรไปได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว นี่ตรงนี้นะครับที่มันจะเวิร์คจริงนะครับ

แล้วการที่เราจะมีจิตว่างได้เนี่ย มันต้องพูดกันเรื่องของการหมั่นทำทาน

ทาน ไม่ใช่ให้เงินอย่างเดียวนะครับ แต่พอมีเรื่องแล้วเราทิ้งเรื่องได้ง่ายๆไม่ถือสา ขี้เกียจมีเรื่องแล้วก็แล้วไปไม่ติดใจ ยกเว้นสำคัญหรือสลักสำคัญขนาดที่ว่า มันถึงขั้นคอขาดบาดตายจะมีคนเดือดร้อนกันอีกเยอะอะไรแบบนี้ เราถึงไปเอาเรื่องเอาราวด้วยเจตนาที่จะให้สถานการณ์มันคลี่คลายไปในทางที่จะให้ละลายความเดือดร้อนของคนรอบตัวอะไรแบบนี้นะครับ อย่างนี้ใจมันถึงจะไม่ร้อนตามเรื่อง คือเพราะเจตนาไม่ใช่ไปเอาเรื่องเขาด้วยโทสะ แต่ไปเหมือนกับทำให้มันจบด้วยใจที่หนักแน่น แล้วก็เห็นความสำคัญของการที่จะให้เขาเกิดความรับผิดชอบอะไรแบบนี้นะครับ

ใจในลักษณะที่มันพร้อมจะให้อภัย ใจในลักษณะที่พร้อมจะไม่เอาอะไร แต่พร้อมที่จะทิ้งของรุงรังออกจากจิต ทิ้งความร้อนออกจากใจ ทิ้งความอาฆาตพยาบาทออกจากชีวิต แบบนี้เนี่ยถ้าเกิดขึ้นเป็นปกตินะครับ เวลามีเรื่องที่จำเป็นต้องคิด เราจะเห็นได้เลยว่า ใจมันมีความพร้อมจะเยือกเย็น มีความพร้อมที่จะลงมาอยู่ในจุดที่ตั้งอยู่ตรงกลางไม่เอียงข้างไปทางซ้ายหรือทางขวา

ทีนี้เรื่องของงานที่มันรกหัวนะครับ จริงๆแล้วถ้าเรารู้สึกว่ามีสิ่งที่เข้ามาหมุนๆๆ วนๆๆอยู่ตลอด แล้วเราไม่สามารถที่จะปล่อยได้ อันนี้ก็เป็นสัญญาณบอกว่า เราจะไม่สามารถทำจิตให้วางหรือทำจิตให้ว่างเมื่อเกิดเรื่องกระทันหันอะไรขึ้นมา

แต่ถ้าหากว่าเราเป็นคนคิดตรง เราเป็นคนมีความสามารถที่จะคิดจบ ไม่เอาเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้ววนกลับมาคิดอีก แบบนี้เรียกว่าพร้อมจะมีจิตว่าง ลักษณะของจิตวุ่นมันไม่ตั้งอยู่ในใจเรา แบบนี้เวลามีเรื่องเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จิตเราก็พร้อมว่างเหมือนกัน มันต้องฝึกแล้วก็เหมือนค่อยๆพิจารณาว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นภาวะในหัว มันเข้ามาวกวนเพราะอะไร เพราะว่าจิตเราไม่ตรง ไม่ได้คิดแบบตรงก็ฝึกคิดให้ตรง

หรือถ้ากำลังนั่งสวดมนต์อยู่แล้วมีอะไรมาวนเวียนอยู่ในหัวก็ฝึกมองว่า เออ สวดแต่ละรอบสวดแต่ละวรรคแต่ละวรรคเนี่ย มันว้าวุ่นไม่เท่ากัน เดี๋ยวมันก็เบาลง เดี๋ยวมันก็ทวีตัวหนักขึ้นมา เรียกว่าค่อยๆดู ค่อยๆเห็นนะว่า ไอ้ความว้าวุ่นหรือว่าความฟุ้งซ่านที่มันเข้ามา มันมาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรามันไม่เที่ยง

จากนั้นคุณจะรู้สึกเองไปตามวันและเวลาที่ฝึกมองอย่างนี้เห็นอย่างนี้นะครับว่า ใจเนี่ยไม่ถูกเกาะติดด้วยความวุ่นใดๆ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องหรือไม่เกิดเรื่อง พอไม่เกิดเรื่องคนมักจะฟุ้งซ่านขึ้นมาเองราวกับว่ามีเรื่อง เนี่ยแบบนี้เนี่ยถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ไม่มีทางเลยที่ใจจะว่างได้ แต่ถ้าอยู่เฉยๆแล้วไม่มีเรื่องอะไรนะ แล้วใจมันว่างอยู่ด้วยตัวเองได้ มีความสุขอยู่กับความว่างนั้น มีความสุขอยู่กับการเห็นว่า เดี๋ยวลมก็เข้า เดี๋ยวลมก็ออก นี่อย่างนี้จิตแบบนี้แหละที่จะสามารถรับมือกับเรื่องกระทันหันสถานการณ์ด่วนสถานการณ์ฉุกเฉินได้นะครับ

อันนี้หมายถึงงานที่ติดพันที่ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ ถ้าต้องคิดอยู่เรื่อยๆนี่มันว่างไม่ได้หรอกนะครับ จำไว้ว่า ความคิดเนี่ยมันทำให้จิตเรา .. ถ้าเป็นงานที่ติดพันมันว้าวุ่นได้ตลอดแหละ แต่ว่าการคิดเป็นเส้นตรงคิดแล้วจบเนี่ย นั่นแหละตัวนี้แหละที่เราต้องหัดกัน ไม่ใช่ว่าเราจะทำเรื่องอะไรที่ต้องคิดยาวๆแล้วจิตมันจะว่างได้ อย่าไปเข้าใจแบบนั้นนะครับ แต่เข้าใจว่า จิตถึงแม้ว่าจะไม่ว่างแต่คิดเป็นเส้นตรงในที่สุดแล้วพอมันจบลง มันก็กลายเป็นสมาธิขึ้นมาเองแบบหนึ่ง เป็นสมาธิแบบโลกๆ

------------------------------------------

๒๓ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ‘จิตว่าง’ สำคัญอย่างไร?

คำถาม : เวลามีงานที่ต้องคิดติดพัน มีเทคนิคการปล่อยวางหรือทำให้จิตว่างได้ยังไงคะ?

ระยะเวลาคลิป    ๖.๐๒  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=_31ihqCAV08&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=11

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

จิตชอบคิดภาพไม่ดี แล้วผมไปทำตามด้วยความตั้งใจ จะบาบไหม? และเห็นพระยืนด่ากันแล้วไม่ห้าม กลัวสังฆเภท

 ดังตฤณ : คำถามแรกถามว่า “จิตจะชอบคิดภาพไม่ดีมาเริ่อยๆ คือป้อนภาพไม่ดีมาเรื่อยๆ” 

คุณไม่ได้ไปคิดนะครับ คือภาพไม่ดีมันมาเองเรื่อยๆ

“แล้วผมก็ไปทำตามจิตที่คิดไม่ดีด้วยความตั้งใจ แบบนี้จะบาปมั้ย?”

บอกก่อนเลยนะครับ คือมันอาจจะไม่เป๊ะนะที่ผมกำลังจะพูด แต่ให้ประมาณคร่าวๆนะครับว่า ถ้าภาพไม่ดีมันเข้ามาในหัวแล้วสองสามวินาทีใจคุณยังเฉยๆอยู่ นั่นแปลว่า คุณไม่ได้คิด แล้วถ้าไม่ได้คิด แปลว่า ไม่ได้มีมโนกรรม ไม่ได้ตั้งใจอะไรไม่ดี ไม่ได้ตั้งใจในทางที่เป็นบาป ภาพอันเป็นอกุศลมันมาเอง แล้วหายไปเองภายในสองสามวินาที แบบนั้นเนี่ยนอกจากจะไม่เป็นบาปแล้ว ยังได้บุญด้วย เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าจิตของคุณมีสติรู้ แล้วก็ไม่เป็นบวกไม่เป็นลบกับตรงนั้นนะครับ ปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆตามกฏอนิจจัง

สติที่มันเกิดขึ้นรู้ว่าภาพอกุศลนั้นเป็นเพียงสภาวะหนึ่งไม่ใช่ตัวคุณ ไม่ใช่ของๆคุณ ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะต้องไปเดือดร้อน นี่ตัวนี้แหละที่พอทำไปทำไปนะจิตจะรู้สึกว่าง ว่างจากบาป แล้วก็ว่างจากบุญ ถ้าว่างจะบาปว่างจากบุญนะครับ ดีกว่าบุญนะครับ เหนือบุญนะ เป็นจิตใส เป็นจิตว่างที่ไม่ขาวไม่ดำ

คำถามบอกว่า

“ผมรู้วิธีรับมือกับความคิดแล้ว แต่กังวลในอดีตกลัวบาปเช่น เห็นพระยืนด่ากันแล้วผมไม่ไปห้ามกลัวสังฆเภท”

ไม่ใช่นะครับ คำว่า สังฆเภท นี่เข้าใจผิดแล้วนะ คือสังฆเภทนี่คือไปยุยงให้สงฆ์เขาแตกกัน แล้วก็มีสองแบบที่เขาว่ากันนะครับ สังฆเภทเนี่ยต้องอยู่อาวาสเดียวกัน แล้วยุยงให้สงฆ์ในอาวาสนั้นแตกคอกัน กับอีกแบบคือ ให้แตกแยกกันทางความคิดความเชื่อความเลื่อมใสพระศาสดานะครับ รู้อยู่ว่าองค์ศาสดาจริงๆท่านเป็นอย่างไร ท่านประสงค์อะไรแล้วก็สอนอะไร แต่จะไปคัดง้ายเสียอย่างนั้นบอกว่า “โอ้ยเนี่ยเป็นตำราโบราณ ไม่เอาหรอก ไม่เชื่อ” จะมากะเกณฑ์ว่าพระพุทธเจ้าเนี่ยท่านตรัสไว้อย่างนั้นอย่างนี้ คือเป็นตามอัตโนมัติของตัวเองหมดเลยว่าพระพุทธเจ้าควรจะพูดยังไง ไม่ควรจะพูดยังไง เสร็จแล้วทำให้สงฆ์นะไม่ใช่ทำให้ฆราวาสนะ ทำให้สงฆ์เนี่ยเกิดความผิดใจกัน หรือว่ามาแบ่งความเชื่อความเลื่อมใสกัน แบบนี้ถือเป็นสังฆเภทสำหรับความเชื่อแบบหนึ่งนะครับ

แต่ที่เป็นความเชื่อตามวินัยเลย สังฆเภท จะหมายถึง ทำให้สงฆ์ในอาวาสเดียวกันในรั้วเดียวกันรั้ววัดเดียวกันเนี่ย แตกคอกันไม่ทำสังฆกรรมด้วยกัน ประเภทที่เห็นพระยืนด่ากัน แล้วไม่ไปห้ามนี่ไม่เกี่ยวเลยนะว่าจะเกิดสังฆเภทนะครับ

ก็สรุปคือ พอภาพมันเกิดขึ้น ถ้ามันไม่ได้มาทำให้เราเจตนาจะทำให้เกิดอะไรเช่นนั้นขึ้นมา ไม่ใช่บาปนะครับ เป็นอกุศลที่มันผ่านเข้ามาในจิตแต่ไม่ใช่บาป เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะทำ เราทำให้ภาพอกุศลนั้นกลายเป็นบุญเลยดีกว่า ด้วยการตั้งใจนะ คิดว่าเราจะรู้ว่านั่นเป็นแค่สภาวะชั่วคราวที่เรียกว่า อนัตตา เกิดขึ้นในหัวแล้วหายไปจากหัว โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

ถึงมันจะกลับมาใหม่ก็ไม่ต้องกลุ้ม กลับมาเป็นพัน เป็นหมื่นครั้งก็ช่างมัน ทุกครั้งเนี่ยเราจะได้มีสติไง รู้ว่านี่เราไม่ได้เชิญมา แล้วก็รู้ว่าที่มันออกไป ไม่ใช่เพราะเรามีความสามารถในการขับไล่ แต่มันไปของมันเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวของเรา มันไม่ใช่สมบัติของเรา และมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย ตัวเราที่เป็นผู้ก่อกรรมเนี่ย ไม่ได้ทำทั้งบาป ไม่ได้ทำทั้งบุญ แต่เป็นผู้มีสติซึ่งเหนือกว่าบุญอีกนะ คือเหนือกว่าบุญธรรมดานะครับ เป็นบุญขั้นสูง ขั้นสูงสุดเลยนะ ที่สามารถทราบได้ว่า อะไรอะไรที่มันปรากฏเข้ามาภายในขอบเขตกายใจนี้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันผ่านมาแล้วผ่านไปด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างนะครับ

อย่างเช่น เราไปจำอะไรไม่ดีไว้ มันก็เป็นความทรงจำที่เรียกว่าเป็นอกุศลสัญญา แต่ไม่ใช่ว่าอกุศลสัญญานั้นเมื่อเกิดขึ้นปุ๊บเราบาบปั๊บนะ ไม่ใช่! เราต้องมีการปรุงแต่งต่อแบบคล้อยตาม แล้วก็สมยอมกับความคิดนั้น มันถึงจะบาปจริงนะครับ

----------------------------------------------
๒๓ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ‘จิตว่าง’ สำคัญอย่างไร?

คำถาม : จิตจะชอบคิดภาพไม่ดีมาเรื่อยๆ เเล้วผมก็ไปทำตามจิตที่คิดไม่ดีด้วยความตั้งใจ เเบบนี้จะบาปใหม? ผมรู้วิธีรับมือกับความคิดเเล้วเเต่กังวลในอดีต กลัวบาป เช่น
เห็นพระยืนด่ากันเเล้วผมไม่ห้าม กลัวสังฆเภท , มโนเป็นภาพ เเม่ พ่อ พระอรหันต์ถูกทำร้าย เเล้วผมไม่ช่วย

ระยะเวลาคลิป    ๕.๔๐  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=NEL9YJhEgbQ&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=14

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

มีกรรมทำให้เป็นหนี้เยอะ ทำใจอย่างไร

ดังตฤณ : เรื่องหนี้สินนี่ คนที่อาจไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งมองว่าเขาคงใช้ชีวิตไม่ดี หรือว่ามีความประมาทในการใช้เงินอะไรแบบนี้

 

ผมเคยเจอมาจริงๆนะ ต่อให้พยายามดีแสนดีแค่ไหน หรือว่าใช้ประหยัดอย่างไร ตัวเองนี่ดี ตัวเองประหยัด แต่ญาติๆ ที่อยู่รอบตัว หรือว่า คนที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ดีไปกับเรา เอาภาระมายัดเยียดให้เรา และบางคนปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นพ่อเป็นแม่ของตัวเอง ไปก่อหนี้ก่อสินไว้บางทีเป็นสิบล้าน ทั้งๆ ที่ลูกเงินเดือนไม่กี่หมื่น ลูกนี่พอรู้เข้า รู้ความจริงเข้าแทบล้มทั้งยืน ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาชดใช้แทนพ่อแม่ นี่เคยเห็นมาหลายคน

 

ฉะนั้น ด้วยความเห็นใจนะ จะตอบเป็นกลางๆ ว่า หนี้สิน ถ้าหากว่าเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ หรือว่าสุดวิสัยจริงๆ ไม่ใช่เกิดจากการที่เราฟุ้งเฟ้อ หรือพยายามใช้เงินเกินตัว บางทีเป็นเรื่องของกรรมจริงๆ บางทีเป็นเรื่องของเก่า ที่เราเคยไปยัดเยียดภาระให้คนอื่นเขาไว้ แล้วถึงตาเราต้องโดนบ้าง ก็จะมีบุคคลซึ่งเราหลบเลี่ยงไม่ได้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ มาก่อภาระให้กับเรา โดยที่ถ้าเราคิดจะวิ่งหนี จะเจอกับด่าน เจอด่านความรู้สึกผิด ทำไม่ได้ ทำไม่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ตัวเอง

 

พอเรามีความเข้าใจว่า เรื่องบางเรื่องมาจากของเดิมจริงๆ แล้วเราทำใจแล้วว่า พยายามที่จะชดใช้ของเก่า แล้วก็ใช้หนี้ใหม่ แต่ก็ไปไม่ถึงไหนเสียที รู้สึกท้อ รู้สึกอยากตายๆ ไป ... คนนี่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ นะ ถ้าใช้หนี้ไม่หมดเสียที สิบปีก็แล้ว สิบห้าปีผ่านไป ยี่สิบปีก็แล้ว ทบต้นทบดอก โอ้โห ดอกเบี้ยก็บานขึ้นไป บางช่วงก็มีแค่กำลังจะใช้แค่ดอกเบี้ย ตัวต้นไม่รู้จะเอาที่ไหนมา อะไรแบบนี้

 

ขอให้มองอย่างนี้นะครับว่า หนี้สิน ถ้าหากว่าเป็นหนี้สินอันเกิดจากการถูกกรรมเก่ายัดเยียดมานี่นะ เราอาศัยกรรมใหม่ ไปลบล้างแบบทันทีไม่ได้นะ เนื่องจากว่าบางทีเราไม่รู้ ว่าของเดิมทำมาหนักขนาดไหน

 

แต่ขอให้ตั้งไว้ในใจว่า ที่เราชดใช้อยู่นี่ ไม่ได้ต้องฝืนให้เป็นทุกข์อย่างเดียว เราใช้กรรมแบบชิลๆ ก็ได้ อันนี้ถ้าเจอกับตัว บางคนคิดได้เอง แต่บางคน บางทีต้องมาคุยกันแบบนี้แหละ ต้องมามีใครสักคนบอกว่า เราใช้กรรมแบบชิลๆ ได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์มากก็ได้ เพราะว่าชีวิตหนึ่ง ไม่ได้มีให้จริงจังเกินร้อยปีหรอก ไม่ได้มีให้ซีเรียสสักกี่สิบปี เดี๋ยวก็ต้องตาย

 

ที่เรานึกว่ากรรมไม่มีวันหมด ไม่มีวันสิ้น บางทีก็สิ้นไปพร้อมชีวิตดีๆ นี้แหละ ชีวิตที่เราตั้งหน้าตั้งตาจะชดใช้ ชีวิตที่เราตั้งหน้าตั้งตาจะทำให้ดีที่สุดกับบุพการี พ่อแม่ หรือว่าคนที่มีบุญคุณกับเรา เราปฏิเสธไม่ได้ ต้องช่วย ต้องแบกภาระอะไรต่างๆ

 

ถ้าหากว่าชีวิตดีๆ นี้ ยึดอยู่อย่างเดียวเลย บอกว่า เราจะกตัญญู เราจะรู้คุณ เราจะไม่ปัดภาระ ไม่หนี ด้วยการหายไป ปลอมชื่ออะไรต่างๆ แต่ยังก้มหน้าก้มตา ทำสิ่งที่ควรจะทำ ชดใช้สิ่งที่ควรจะชดใช้ ที่เห็นเป็นสิ่งจับต้องได้คือตัวเงินนี่

 

ระหว่างแห่งการชดใช้ เราอาจมีความรู้สึกค่อยๆ ปรับตัวได้กับมัน คือไม่ได้คิดถึงจุดจบว่าเมื่อไหร่จะจบเสียที แต่คิดใหม่ว่า เรากำลังทำวันนี้ ให้เป็นไปในทิศทางจะปลดหนี้ ทั้งที่เห็นจับต้องได้ในปัจจุบัน และทั้งที่มองไม่เห็น เป็นของเดิม เป็นของเก่า ที่เราเคยทำมา ในตัวตนที่ลืมไปแล้ว

 

พอคิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง จะรู้สึกสบายๆ เออ ก็ยังทำงานเท่าเดิม หนี้ไม่หมดไม่เป็นไร แต่เราใช้ไปเรื่อยๆ ตามกติกา ตามข้อสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้

 

ตัวเจ้าหนี้จริงๆ แล้วถ้าเขาไม่ได้เป็นทุกข์เท่ากับเรานี่นะ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาตินะ จริงๆ เจ้าหนี้ควรจะทุกข์มากกว่าเรา แต่ถ้าดูหน้าดูตาเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้เห็นเป็นทุกข์อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคาร เหมือนหุ่นยนต์เลย ไม่มีใครมาจ้องเป็นทุกข์กับหนี้ของเราคนเดียว

 

ถ้าเรามองเห็นว่า เจ้าหนี้เขาก็ไม่ได้เป็นทุกข์มากเท่าเรา ทำไมเราต้องไปเป็นทุกข์มากกว่าเขาด้วย ก็จะเกิดไอเดียขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วการเป็นหนี้ ถ้าเรายังใช้ แล้วเจ้าหนี้ยังทำสีหน้าพอใจอยู่ เราควรจะมีความสุขนะ เราควรจะมีความพอใจว่า เรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง เรากำลังชดใช้หนี้ที่เห็นด้วยตาเปล่า ที่ก่อขึ้นมาใหม่ อาจรวมทั้งหนี้เดิมๆ ที่เคยไปทำใครเขาไว้มา

 

ตรงนี้พอคิดได้ จะเริ่มมองชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง ว่าที่บอกหนี้ไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้นนี่ จะหมดในวันที่ชีวิตสิ้นสุดนั่นแหละ ต่อให้เราใช้หนี้ไม่ทันในชาตินี้นะ คือหนี้ที่จับต้องได้ ที่เป็นตัวเงิน ก็ถือว่าเราไม่เป็นหนี้ทางใจ หนี้ทางบาปทางกรรม กับใครเขาแล้ว เพราะพยายามเต็มที่แล้ว ถึงที่สุดแล้ว แล้วก็มีใจที่เป็นนักสู้ที่สุดแล้ว

 

มองอย่างนี้ จะรู้สึกสบายใจขึ้นมา คือจะไม่มองไปถึงเส้นชัยที่วันสุดท้าย แต่มองก้าวปัจจุบัน เป็นลู่วิ่งที่เรากำลังวิ่งอยู่ วิ่งอย่างคนที่ไม่ยอมแพ้ แล้วก็คนที่ไม่ยอมจะเป็นทุกข์ หรือมีความโศกเศร้าจนเกินไป

 

นี่เป็นคำพูดของนักปราชญ์ในอดีต บอกว่า ... อย่าไปจริงจังกับชีวิตมาก ถึงอย่างไรคุณก็เอาชีวิตไม่รอดอยู่ดี ... ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไปซีเรียสกับมันขนาดไหน ไปเป็นทุกข์กับมันขนาดไหน จะคาดหวังอะไรกับมันเท่าไหร่ก็ตาม ต่อให้ได้อย่างหวัง ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา ได้ตามคาดหวังนี่ ก็ต้องหายไปอยู่ดี

 

ถึงแม้คุณจะมีความทุกข์สาหัสขนาดไหน วันหนึ่ง ความทุกข์นั้นก็ต้องจบลงพร้อมกับชีวิตของเรา แต่อย่าไปด่วนฆ่าตัวตาย เพราะชีวิตที่จบลงด้วยการฆ่าตัวตาย คือชีวิตที่จะเริ่มต้นใหม่แบบที่แย่ลง

 

แล้วก็การที่เรารู้สึกว่าทนไม่ไหว ทนไม่ได้ จะต้องตายสถานเดียวนี่ จริงๆ แล้วเราจะพบว่า ถ้าค้นพบธรรมะที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวตนเราเบาบางลง ตรงนี้ต่างหาก ที่จะเป็นการจบสิ้นทุกข์ของจริง แล้วสามารถมั่นใจได้ ว่าก่อนตายเราสามารถพิสูจน์ว่า ความทุกข์ สามารถหายไปจากใจ

 

แต่ถ้าฆ่าตัวตายไป บางทีนี่นะ ไม่มีอะไรเป็นข้อพิสูจน์ก่อนที่เราจะตาย ไม่มีอะไรเป็นข้อยืนยัน ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้ว่า สิ้นชีวิตไปแล้วนี่ ความทุกข์จะหายไปจริงๆ ถ้าความคิดจะยังอยู่ต่อ อาจหนักกว่าเดิม อาจหนักกว่าหนี้สิน ทุกวันนี้

 

ขออนุญาตพูด ไม่ได้หมายถึงกรณีนี้นะ หลายคน ที่จบชีวิตตัวเองเพราะว่าหนี้สินรุงรัง แล้วบางทีถูกแกล้ง ถูกยัดเยียดข้อหา หรือว่าถูกทำให้จากเดิม เป็นคนไม่มีหนี้อยู่ดีๆ กลายเป็นคนมีหนี้อะไรแบบนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกทำนองนี้ แล้วก็รู้ แล้วก็เห็นใจว่าทำไมถึงไม่อยากมีชีวิตต่อนะ

 

แต่จริงๆ แล้วการมีชีวิตต่อไม่ได้หมายถึงการใช้หนี้อย่างเดียว อาจหมายถึงการเรียนรู้ถึงจุดที่ เรารู้สึกเกี่ยวกับชีวิตขึ้นมาจริงๆ ว่า ชีวิตน่าเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะแน่ใจได้ ว่าความทุกข์จะหายออกไปจากจิต  แทนที่จะต้องไปหวังน้ำบ่อหน้า ด้วยการฆ่าตัวตาย แล้วไปรอดูเอา ไปพิสูจน์เอาว่าจะมีหรือไม่มี จะใจไม่ดี หรือกำลังจะเห็นอะไรขึ้นมารำไรตอนใกล้ตาย แบบนั้นบางทีก็สายเกินไป กลับมาไม่ได้นะ ถ้าไปรู้เอาตอนนั้น

 

ฉะนั้น คือใช้หนี้ไปด้วย แล้วก็เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไร ให้ตัวตนหายไป ให้ความทุกข์น้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ 


เราเป็นหนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ นะ เหมือนกับหัวข้อของวันนี้แหละ เราใช้หนี้ เรารับกรรมได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ครับ!

_________

 

คำถามเต็ม : เรื่องกรรมเกี่ยวกับหนี้สิน เราทำดีที่สุด แต่ก็เจอเหตุทำให้ต้องมีหนี้สินเพิ่มพูน พยายามปรับใจขออโหสิจากเจ้ากรรมนายเวร ขอแนวทางด้วยค่ะ?

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ใช้กรรมแบบไม่เป็นทุกข์ได้ไหม?

▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀

22 กันยายน 2561

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=sWZ7LGC6O5k

 


ไม่นับถือศาสนาใด ไม่ทำทั้งบุญและบาป จะเป็นอย่างไร

ดังตฤณ : คือการที่เราจะทราบได้ว่า ใครจะทำอะไรแล้วไปไหนนี่นะ ไม่ได้ขึ้นกับว่าคนๆ นั้นนับถือศาสนาใด

 

ถ้าหากว่าเป็นศาสนาอื่น บางทีนี่จะมีระบุไว้ ... ไม่เชื่อเรา ไม่เชื่อพระศาสดา อย่างนี้ก็มีที่หมายเป็นอบายภูมิแน่นอน ... ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าสืบไปสืบมา ศาสดาท่านอาจไม่ได้เป็นคนกล่าวไว้ก็ได้ แต่ว่าเป็นคำของรุ่นหลังๆ อะไรแบบนี้

 

แต่ศาสนาพุทธนะครับ ถ้าหากว่านับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนาก็ตาม ต้องดูด้วยว่า ทำกรรมในแบบที่เบียดเบียนชาวบ้านเขาหรือเปล่า หรือว่าทำกรรมในแบบที่ช่วยเหลือเกื้อกูลใครไว้บ้าง

 

ศาสนาพุทธนี่ถ้าให้จำง่ายๆ ปฏิบัติต่อชาวบ้านอย่างไร ก็คือทำให้ตัวเองอย่างนั้น

 

เราดูพื้นฐานก่อนว่า โดยกรรม ถือศีลได้ดีแค่ไหน หรือบังเอิญประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกทางของศีลของธรรมแค่ไหนด้วย

 

บางคนไม่ได้ตั้งใจถือศีล แต่ก็ไม่ได้มีเหตุจูงใจให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ได้มีเหตุให้ไปคดโกงใครเขา ไม่ได้มีเหตุให้ไปประพฤติผิดประเวณี ไม่ได้มีเหตุให้ไปโกหกมดเท็จหรือด่าทอชาวบ้าน ไม่ได้มีเหตุให้อยากกินเหล้าเมายา

 

อย่างนี้คือถือว่าไม่ได้ทำอันตรายให้กับโลก ไม่ได้เบียดเบียนโลก เพียงแต่ว่าถ้าหากมีเหตุกระตุ้นมากพอ หรือแรงพอ เขาก็อาจเปลี่ยนใจมาประพฤติปฏิบัติในแบบที่ละเมิดศีล ละเมิดธรรมได้

 

ตรงข้ามกับ ถ้าหากว่าเราเชื่อเลื่อมใสในศาสนา แล้วก็ถือศีลห้าบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมีเหตุกระตุ้นร้ายแรงเพียงใด หนักหน่วงเพียงใด ก็จะไม่ละเมิดศีล โดยวิธีห้ามใจ หรือ ด้วยความรู้สึกว่า ไม่อยากทำออกมาจากใจ เพราะว่าเห็นแล้วว่า ศีล เป็นมหาทาน อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ศีลเป็นมหาทาน

 

ที่เป็นมหาทาน ก็เพราะว่าให้ความปลอดภัยแก่คนในโลก ไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธหรือไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ถ้าหากว่าไม่ได้ประพฤติผิดธรรม ไม่ได้ทำบาปทำกรรมแล้ว ก็จะไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีความพินาศแห่งทรัพย์ ไม่มีภัยเวรอันเกิดจากการที่จะต้องไปผิดประเวณี แล้วมีความแค้นเคืองอะไรกับชาวบ้านเขาในเรื่องเกี่ยวกับชู้สาว

 

นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัย เป็นผลลัพธ์ที่ตรงไปตรงมา ไม่เบียดเบียนเขา เราก็ไม่ถูกเบียดเบียนกลับ ทั้งชาวบ้านที่จะมาเบียดเบียนเรา และทั้งธรรมชาติ ภาวะธรรมชาติ ภัยพิบัติก็จะไม่มาเบียดเบียนราวีเรา เราจะไปเกิดในที่ๆ ไม่ถูกเบียดเบียน นี่เป็นเรื่องธรรมดาของศีล

 

ทีนี้ถ้าหากว่า คนบางคนนับถือศาสนาพุทธ ถือว่าเป็นคนพุทธ แล้วก็ประกาศตนว่า ฉันคือพุทธศาสนิกชน แต่ว่าไม่เชื่อเรื่องศีลเรื่องธรรม คือท่องได้ แต่ว่าไม่เชื่อ ใจไม่เอา

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ปัจจุบันมีมากนะ ที่บวชไปแล้วก็ไม่ได้ถือพระวินัย ไม่ได้มีความละอายที่จะก่อบาปก่อกรรม นี่คือเรียกว่าให้ท่องน่ะท่องได้ แล้วก็ได้มากกว่าชาวบ้านเขาด้วย แต่ใจไม่เชื่อ ไม่เอาเลย

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวพุทธ แล้วถ้าหากว่ารู้กฏกติกาธรรมชาติ แต่ไปละเมิดกติกาธรรมชาติ ผิดศีลผิดธรรมทุกวัน ทุกข้อ อย่างนี้ก็ได้รับผลเป็นเวรเป็นภัย ตามธรรมชาติของกฏแห่งกรรมวิบาก โดยไม่ได้มีความเป็นพุทธ หรือธรรมชาติของความเป็นพุทธศาสนิกชนมาช่วยอะไรได้

 

พูดง่ายๆ สรุปง่ายๆ นะ จะนับถือ หรือไม่นับถือพุทธศาสนาก็ตาม ทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมอยู่วันยังค่ำ

 

ถ้าหากว่า เรามองว่าพุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาที่เปิดโปงกฏเกณฑ์ธรรมชาติ เราก็จะทราบ เราจะเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำๆ ไปนั่นแหละ คือสิ่งที่จะต้องได้รับผล ไม่เกี่ยวกับการนับถือศาสนาใดๆ เลยนะครับ

 

ทีนี้คือ สุดยอดของการนับถือพุทธศาสนาอยู่ตรงที่ว่า ถ้าหากเราเข้าใจถึงแก่นคำสอน เข้าใจว่า พุทธศาสนามาแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติของกรรมวิบากเป็นอย่างไร มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่ให้ทางออก จากการต้องมาทนทุกข์ด้วยการเวียนว่ายตายเกิด

 

ถ้าหากว่าปฏิบัติธรรม เจริญสติ ในแบบที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ผลลัพธ์ที่จะได้เป็นพิเศษเดี๋ยวนี้เลย ก็คือว่าทุกข์น้อยลงทันที

 

เอาง่ายๆ คนจะมีความทุกข์หนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม ถ้ามองเห็นเดี๋ยวนี้เลยว่า ที่หายใจเข้า หายใจออกอยู่นี่ เป็นเพียงธาตุลมพัดเข้าพัดออก ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา รู้ว่าลมหายใจเข้ามา แล้วต้องออกไปเป็นธรรมดา รู้ว่าเดี๋ยวมันก็ยาว เดี๋ยวมันก็สั้นเป็นธรรมดา เกิดความรู้สึกว่า ลมหายใจนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า ตัวของเรา ตนของเราจริงๆ แล้วไม่มี มีแต่ปัจจัยอะไรต่างๆ ที่ประชุมกัน ประกอบกันชั่วคราว แล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวมีตน มีความคาดหวังว่า ตัวตนนี้จะได้อย่างนั้น ได้อย่างนี้ ไม่เจออย่างนั้น ไม่เจออย่างนี้ เป็นแค่อุปาทาน เป็นแค่ความสำคัญผิดของจิต เป็นความยึดมั่นที่ไร้แนวทาง เป็นความยึดมั่นที่ไม่มีทางออก ไม่มีทางคลี่คลาย

 

พอเห็นเข้าไปแบบนี้ เห็นเข้าไปที่สภาวะทางใจ ว่ายึดอยู่โดยเปล่าประโยชน์ ยึดอยู่โดยสูญเปล่า ยึดอยู่ว่าไอ้นั่นไอ้นี่เป็นตัวเป็นตน แม้กระทั่งลมหายใจก็ลมหายใจของฉัน เห็นความสำคัญผิดตรงนี้ แล้วถอนความสำคัญผิดเสียได้ ที่วินาทีนี้เลย ความทุกข์ลดลงทันที

 

จากเดิมที่มองเห็นชีวิตเป็นก้อน มองเห็นชีวิตเป็นอะไรอย่างหนึ่ง ที่เป็นตัวเป็นตน จะกลายมาแบ่งส่วน มาแยกเป็นส่วนๆ ว่า ลมหายใจก็ไม่เที่ยง อิริยาบถที่กำลังนั่งอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เกร็งเนื้อเกร็งตัว เดี๋ยวก็สบาย เดี๋ยวก็ผ่อนคลาย หรือความทุกข์ความอึดอัดใดๆ ก็ตามที่กำลังเผชิญ ที่กำลังประสบอยู่ เป็นแค่ก้อนความอึดอัด เป็นแค่แรงกดดัน ที่เกิดจากการยึดมั่นผิดๆ

 

พอความยึดมั่นหายไป เห็นว่าลมหายใจก็ไม่เที่ยง อิริยาบถก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ความสุขอะไรต่างๆ ก็แค่เหตุประชุมกันแป๊บหนึ่ง แล้วเดี๋ยวก็คลาย ก็หายไป ไม่มีตัว ไม่มีตน เห็นอยู่เดี๋ยวนี้เลย ก็มีความสุขขึ้นเดี๋ยวนี้เลย ก็มีความทุกข์น้อยลงเดี๋ยวนี้เลย และถ้าเห็นอยู่เรื่อยๆ เจริญสติอยู่บ่อยๆ ในที่สุดก็กลายเป็นการพ้นทุกข์ถาวรขึ้นมา

 

อันนี้แหละ คือความหมายของการนับถือพุทธศาสนา คือเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น เข้าใจว่า จะเอาต้นเหตุของความทุกข์ออกไปได้อย่างไร

 

สรุปสั้นๆ นับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนาก็ตาม กรรมไม่ได้มีการลดหย่อนผ่อนโทษ และไม่ได้มีการเพิ่มพูนขึ้น ไม่ใช่ว่านับถือศาสนาอื่นแล้วทำบาปทำกรรม จะได้ลดหย่อนผ่อนโทษ หรือต้องทวีโทษหนักขึ้น

 

แต่ผลอันเป็นที่สุดก็คือ ถ้านับถือพุทธศาสนา มีสิทธิ์ได้พ้นทุกข์จากวิธีเจริญสตินะครับ!

_________

คำถามเต็ม : ถ้าไม่ทำบุญ ไม่เลื่อมใสศาสนาใด แต่ก็ไม่ทำผิด อนาคตจะเป็นเช่นไร?

รายการ ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ช่วง คำถาม-คำตอบ

วันที่ 17 มีนาคม 2561

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=LVRryS8618A

 

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ตั้งใจรักษาศีล 5 แต่พูดโกหกขาว (White Lie) เพื่อขายสินค้า

ดังตฤณ : อาการรักษาศีล 5 ของคุณเจือด้วยความกังวล คุณไม่สบายใจอยู่ทุกวัน ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่... ว่าสิ่งนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลกับการเจริญก้าวหน้าในชีวิต ตามวิถีทางของพุทธหรือเปล่า


เรื่องแรก คือ การพูดที่ว่า บางทีต้องปรุงแต่ง

เรารู้กันอยู่ ว่าการโฆษณาเป็นเรื่องของการสร้างภาพ ต้องเอาแง่ดีมาพูดให้มากที่สุด เอาแง่เสียไปซ่อนให้มากที่สุด ทุกคนรู้ความจริงตรงนี้โลกปัจจุบันไม่มีใครโง่กว่าใครหรอก รู้หมดว่าสิ่งที่ต้องทำ ก็เป็นแบบนี้ตามวิถีทาง 

วิธีที่คุณจะสบายใจขึ้นได้ คือ ถามตัวเองว่า สิ่งที่คุณพูดออกไปนั้น เป็นโทษกับใครหรือเปล่า

 

ผมไม่ได้พูดในแง่ที่ว่า คุณจะต้องโกหกแค่ไหน คุณจะต้องสร้างภาพอย่างไร คุณจะบิดเบือนความจริง คุณจะเอาความจริงส่วนหนึ่งไปซ่อน หรือคุณจะเอาความจริงส่วนหนึ่งมาขยายแค่ไหน

แต่ผมพูดว่า ที่คุณคิด ที่คุณพูดไปในแต่ละวัน เป็นโทษแก่ใครขนาดไหน ถ้าคุณรู้สึกว่า ไม่ได้ทำให้ใครเขาเดือดร้อน ไม่ได้ทำให้ใครกินแล้วเจ็บป่วยไม่สบายชักน้ำลายฟูมปาก 

 

ตรงนั้น ก็สมควรแก่การสบายใจได้แล้ว ว่าเราไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเขา ไม่ได้ไปเอายาผิดไปโปรยให้แก่คนหมู่มาก ไม่ได้ทำโฆษณา เพื่อหลอกให้คนไปกินยาพิษ 

แค่นี้ นับว่าเป็นความสบายใจในขั้นของศีลข้อปาณาติบาตได้แล้ว คุณไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำร้ายใครด้วยยาพิษ

 

ส่วนที่ว่า มีความหม่นมัว มีมลทินอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องวจีสังขาร 

คือ เป็นวจีทุจริตอยู่บ้าง คุณก็ถามตัวเองว่า วจีทุจริตนั้น คุณมีเจตนาหนักแน่นแค่ไหนที่จะกุเรื่อง ขึ้นมาหลอกลวงชาวบ้านเขาหรือเปล่า

 

การโฆษณานั้น ไม่มีหรอกที่จะหลอกลวงร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีแค่ว่าปรุงแต่งมากหรือปรุงแต่งน้อย มีแค่ว่าขยายมากหรือว่าซุกไว้แค่ไหน

ส่วนนั้น เป็นส่วนที่เรียกว่า ฆราวาสจะต้องดำเนินไป

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ฆราวาสเป็นเส้นทางมาแห่งธุลี คือ หยากเยื่อ หยากใย่ ธุลีความมีมลทินทั้งหลาย

ไม่มีใครหรอกในเพศฆราวาสที่ไม่มีมลทิน แม้แต่ตัวผมเองก็ตาม 

คุณไปสำรวจดูได้ในทุกอาชีพ เป็นทางมาแห่งมลทินได้หมด จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

 

ถ้าคุณสบายใจแค่ว่า คุณไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้เบียดเบียนใครด้วยยาพิษ ถ้าคุณสบายใจแค่ว่า คุณไม่ได้โกหก 100% คุณเอาบางส่วนมาพูด

นั่นก็เรียกว่า อย่างน้อยที่สุด ถึงคุณไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์เป็นพระ 

แต่คุณแน่นอนว่า คุณไม่ใช่โจร คุณไม่ใช่พวก 18 มงกุฎ คุณยังอยู่ในร่องในรอยของความอยากที่จะรักษาศีลอยู่ มีแก่ใจรักษาศีล 

 

แค่นั้น ก็น่าจะเป็นเหตุเพียงพอให้เกิดความสบายใจขึ้นได้แล้ว ว่าตรงนี้ ไม่ถึงกับยับยั้งเส้นทางมรรคผลหรอก ไม่ถึงกับยับยั้งเส้นทางไปสวรรค์หรอก

ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการเลี้ยงชีพ และการเลี้ยงชีพของคุณก็ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมตามกติกาโลก 

พูดง่าย ๆ ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร เท่านั้นสมควรที่จะพอใจได้แล้ว

-------

ในส่วนของการทำไส้กรอก 

พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ใน ‘วณิชชสูตร’ (หมายเหตุ : อาชีพที่ไม่ควรประกอบ) ในมิจฉาวณิชชา มีเรื่องของการค้าเนื้อ

แต่ของคุณนั้นอยู่ปลายทาง คือ ถ้าฆ่าสัตว์ ..โรง ‘ฆ่า’ สัตว์ คือ มิจฉาวณิชชา แน่นอน ส่วนการ ‘ขาย’ อยู่ปลายทาง

 

คุณรับมาขาย ถ้าคุณไม่ได้มีใจยินดี ก็ไม่ได้รับเต็ม ๆ ในวงจรนั้น คุณอยู่ที่ปลายทาง คุณมิได้อยู่ที่ต้นทาง 

เอาเป็นว่า คุณไม่ได้ฆ่าใคร คุณรับศพมาปรุงแต่ง จัดการให้เป็นไปตามวิถีโลก

เอาเป็นว่า สำหรับคุณให้สบายใจเถอะ ว่าคุณอยู่บนเส้นทางความสว่างได้ อยู่บนเส้นทางนิพพานได้ โดยไม่มีอะไรมาขัดขวางซะทีเดียว

-----------

อยากบอกเผื่อทุกคนด้วย ยุคนี้ คนชอบแช่งดารา ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ว่าอาชีพนี้ไปนรกแน่นอน พระพุทธเจ้ายืนยันไว้

 

แต่ที่จริงแล้วในสมัยพุทธกาล ผู้ที่ทูลถามคำถามนี้กับพระพุทธเจ้า คือ คนที่ประกอบอาชีพดารา ที่ปัจจุบันเปรียบเทียบได้กับตลกคาเฟ่ เป็นการแสดงลิเกตลก ละครตลกให้คนหัวเราะ

ซึ่งเขาเชื่อว่า การทำให้คนหัวเราะ เป็นอาชีพที่เป็นบุญ เพราะทำให้คนมีความสุขกัน เขาเชื่อว่า ตัวเองจะได้ไปเป็นสหายแห่งเทวดาแน่นอนหลังตาย

 

เมื่อไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เมื่อตายไป จะไปอยู่ในสวรรค์ชั้นไหน 

พระพุทธเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าถามเรื่องนี้เลย

แต่เขาก็ถามซ้ำอีก ว่าเขาจะได้ไปสวรรค์ชั้นไหน

พระพุทธเจ้าตรัสห้ามเป็นครั้งที่ 2 

แต่เขาก็ยังติดใจถามอีกครั้งด้วยความกระวนกระวาย เป็นครั้งที่ 3 และบอกว่าที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ เขาเชื่อว่า เขาทำอาชีพนี้ ทำให้คนมีความสุข หัวเราะ เขาอยากรู้ว่าผลหลังจากที่ได้ทำอย่างนี้แล้วเขาจะได้ไปเกิดเป็นอะไร

 

พระพุทธเจ้าก็จำพระทัย (จำใจ) ตอบ

ไม่ใช่การแช่ง หรือ ตั้งกระทู้ ว่าดารานักร้องไปนรกแน่นอน

 

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างมีเงื่อนไข ว่าหากคนเขามีราคะอยู่แล้ว แล้วเราไปทำอาชีพที่กระตุ้นให้เกิดราคะ โทสะ โมหะหนักขึ้น จะไปในทางดีได้อย่างไร อาชีพของคุณจะมีความสว่าง จะเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญได้อย่างไร .. พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้

 

ดาราบางคน พูดหยาบคายหยาบโลนตลอดเวลา 

บางคนพูดยุให้คนทำผิด แล้วเห็นเป็นเรื่องตลกอยู่ตลอดเวลา

แต่ดาราบางคนก็แสดงเป็นพระอยู่บทบาทเดียวทั้งชีวิต

แม้นักร้องก็ยังต่างกัน..

เป็นนักร้อง Heavy Metal นักร้องร็อก หรือนักร้องไทยเดิม 

คนเล่นดนตรีไทยเดิม ไปสวรรค์กันเยอะแยะ เพราะดนตรีไทยเป็นดนตรีที่กล่อมใจให้เป็นกุศล ฟังแล้วสว่าง ฟังแล้วหยาดเยิ้มก็จริง แต่มีความสว่าง

ต่างจากดนตรีร็อก ซึ่งรากของมันมาจากซาตาน .. ร็อกกับซาตานมาคู่กัน!

__________

คำถามเต็ม : ตั้งใจรักษาศีล 5 หลังจากได้อ่านหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว แต่เราก็ขายสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรม มีการพูดโกหกขาว White Lie บ้าง ทำให้กังวลว่าจะปรับอย่างไร และปัจจุบันเริ่มขายไส้กรอกด้วย ก็มีความฟุ้งซ่านและกังวลว่าเราเบียดเบียนสัตว์หรือเปล่า


ดังตฤณวิสัชชนา ๑ โรงแรมเซ็นจูรี่

โดยสมาคมศิษย์เก่า คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ 2 ตุลาคม 2553


ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

ชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=PGvyUhl-P0s

 

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

หนูติดเกมมาก สาบานว่าจะเลิกเล่น ถ้าเลิกไม่ได้ ขอให้ชีวิตไม่ดี เลิกแล้วก็เล่นใหม่ ปัจจุบันเลิกได้เด็ดขาดแล้ว คำสาบานที่เคยให้ไว้จะเป็นโมฆะไหม?

 ดังตฤณ : อันนี้เป็นบทเรียนอย่างหนึ่ง อันดับแรกที่ผมอยากพูดถึงเลยก็คือ อย่าสาบานแช่งในลักษณะให้ตัวเองวิบัติ ทางพุทธศาสนาไม่เคยสรรเสริญว่าเป็นสิ่งดีเลยนะครับ ไม่ได้เป็นข้อที่จะทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง หรือว่ามีความหนักแน่นกับการตั้งใจอะไรอย่างหนึ่งอย่างมั่นคงนะครับ

สิ่งที่จะทำให้จิตใจของเราหนักแน่นมั่นคงกับความตั้งใจหรือที่เรียกว่ามีอธิษฐานบารมีก็คือ ทำเรื่องเล็กๆให้สำเร็จ แล้วค่อยๆเขยิบขึ้นไปตั้งใจทำเรื่องที่มันใหญ่มากขึ้นมากขึ้น ยิ่งอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับบุญ เกี่ยวกุศล เกี่ยวกับการทำให้คนอื่นสงเคราะห์คนอื่นอนุเคราะห์คนอื่น ไม่ได้เอาประโยชน์เข้าตัว ถ้าเราตั้งใจทำแล้วสำเร็จมันยิ่งมีกำลังแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ลักษณะการสาบานแช่งให้ตัวเองวิบัติฉิบหาย มันเป็นอัปมงคลนะครับ มันเป็นลักษณะของอกุศลชนิดหนึ่ง มันเป็นโทสะชนิดหนึ่ง เพราะโทสะมีหน้าที่ทำให้พินาศ มีหน้าที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนขู่ให้กลัว เหมือนทำให้เกิดอาการจิตหดอะไรแบบนี้ ไปตั้งคำมั่นสัญญากับตัวเองในลักษณะแช่งให้ตัวเองวิบัติไม่ใช่เรื่องดีด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร

คุณลองสังเกตสิ พระพุทธเจ้าไม่เคยแนะนำนะครับ เช่นคิดว่าจะบวช ถ้าสึกไปขอให้ตายไปเลยอะไรแบบนี้ ไม่เคยนะ ท่านไม่เคยไปแนะนำให้ใครคิดแบบนั้น แต่คนน่ะบางทีไปคิด แล้วมีพระอยู่รูปหนึ่งไปตั้งสัจจะอธิษฐานบอกว่า จะบวชตลอดชีวิต ถ้าหากว่าสึกไปขอให้ตายขอให้วิบัติอะไรแบบนั้น ก็เลยไม่กล้าสึกทั้งๆที่ตัวเองเนี่ยเกิดกามราคะแก่กล้า เสร็จแล้วก็ไปผิดข้อปาราชิกแทน ยอมที่จะผิดข้อปาราชิก ไม่ยอมที่จะสึกออกมา นี่ก็เคยเป็นข่าวดัง

ทีนี้ตัวคำถามบอกว่า เคยผิดสัจจะกับตัวเองไปแล้ว ผิดคำสาบานไปแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้เลิกเล่นได้เด็ดขาด แต่เกิดความกังวลว่า มันเคยใจอ่อน ตัวนี้สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นแน่ๆก็คือ ทำให้จิตใจของเราอ่อนแอแล้วก็ยอมแพ้แก่กิเลสแพ้ทางกิเลสได้ เป็นคนที่เหมือนกับแพ้ภัยตัวเอง พูดง่ายๆนะครับ เกิดกิเลสแล้วมันสู้ไม่ไหวใจอ่อน อันนี้ชัวร์ๆที่จะได้รับผลนะครับ

แต่มันก็สามารถที่จะชดเชยได้ด้วยการตั้งใจจะทำอะไรดีแล้วทำได้โดยไม่ต้องไปสาปแช่งตัวเองนะครับ เอาแค่ฉันตั้งใจที่จะสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งกู้เอาความรู้สึกที่มันจะได้มีจิตใจที่มั่นคงกลับคืนมา อย่างนี้มันก็จะแก้ความอ่อนแอที่เกิดขึ้นในหนหลังได้นะครับ

แต่ในเรื่องการสาปแช่งตัวเองไว้ มันจะมีผลในแบบที่ว่า เอาความมืดที่เหมือนกับคาถาอาคมที่มันเป็นของไม่ดีเป็นเสนียดจัญไรเอามาครอบตัว ถ้าอยากจะเข้าใจตรงนี้นะครับ ลองดูคำสาบานเดี๋ยวผมอ่านอีกทีนะบอกว่า “ถ้าเล่นอีกขอแช่งให้ชีวิตตัวเองไม่ดี” แต่ไม่ถึงขั้นตาย ไม่ได้วิบัติ คือมันก็ไม่ดีจริง มันจะมีความรู้สึกมืดๆอยู่ในหัว ลองดูนะคนที่ชอบสาบานแล้วผิดคำสาบานเนี่ย มันจะมีก้อนอะไรดำๆเป็นก้อนความคิดด้านมืดที่คอยวนเวียนเข้ามา แล้วจะเหมือนกับถ้าเราเผลอ บางทีมันก็กระตุ้นให้ทำอะไรที่มันเป็นบาปเป็นกรรมได้ หรือว่าคิดด่าตัวเอง คิดด่าบุคคลผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงศีล หรือว่าพ่อแม่อะไรแบบนี้นะครับ จะคิดอยู่ในหัว เนี่ยความคิดชั่วร้ายอะไรที่มันก่อตัวขึ้นมาเป็นเมฆหมอกดำๆเนี่ย มันก็เป็นผลมาจากการสาปแช่งไว้ได้เหมือนกันนะครับ

ทีนี้มันจะถึงขั้นที่วิบัติไป หรือไม่ดีไปเลยจริงๆแค่ไหนเนี่ย มันขึ้นอยู่กับว่าเมฆหมอกดำๆก่อตัวขึ้นมามีความเข้มข้นเพียงใด ถ้าหากว่าเราสำนึกนะว่า เออเนี่ยเราพลาดไปที่เราไปสร้างคำสาบานที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง แล้วเราก็ไปผิดสัจจะ เราก็ตั้งใจเลยว่าต่อไปเราจะไม่ผิดสัจจะอะไรดีๆอีก ต่อไปเราจะไม่สาบานสาปแช่งตัวเองอีก ต่อไปเราจะหมั่นให้พรตัวเองให้พรคนอื่นด้วยการให้ธรรมะ ไม่ใช่ให้พรแบบส่งเดชว่าขอให้มีความสุขขอให้มีโชคลาภทั้งๆที่ใจเนี่ยรู้ว่าอวยพรแบบนั้นมันไม่ได้เกิดอะไรขึ้น แต่แทนคำอวยพรนั้น เราตั้งใจดีคิดดีว่า เออเนี่ย สมมตินะครับ บอกว่าขอหมาแมวจงมีความสุข เนี่ยคือคิดแบบที่มันเป็นพร แล้วก็เอาข้าวเอาน้ำไปเลี้ยงมันให้อิ่มจริงๆอิ่มหนำสำราญจริงๆ อย่างนี้เรียกว่าทำพรให้มันกลายเป็นของจริง ทำความตั้งใจดีๆให้มันกลายเป็นชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นของผู้รับนะ จะเป็นสัตว์หรือว่าจะเป็นมนุษย์ก็ตาม

ลักษณะของพรที่เราให้ไปในแบบนี้เนี่ยนะ มันจะมาแทนแทนที่คำสาปแช่งได้ถ้าหากว่ามีกำลังมากพอ ถ้าเราให้พรคนอื่นในแบบที่เราพยายามเอาตัวเข้าไปจัดการให้พรนั้นสำเร็จแก่คนอื่นหรือว่าสัตว์อื่นจริงๆเนี่ยนะครับ คำสาปแช่งในที่สุดมันจะแพ้ คือเราสาปแช่งให้ชีวิตตัวเองไม่ดีใช่มั้ย แล้วไปให้พรให้คนอื่นเนี่ยหรือสัตว์อื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น ในที่สุดมันก็มากลบเหมือนกับน้ำที่มีความสะอาดไปชะล้างของสกปรก หรือเป็นความสว่างที่มาขับไล่ความมืด ก้อนมืดในหัวหรือว่าสายอะไรที่มันเป็นบาปอกุศลเข้มข้นที่อยู่ในหัวเนี่ย ขอให้มองอย่างนี้นะว่าเป็นความมืดที่ถูกความสว่างไล่ได้ แล้วความสว่างมาจากไหน มาจากการทำอะไรดีๆที่เป็นกุศลนั่นเองนะครับ

-------------------------------------------------
๒๓ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ‘จิตว่าง’ สำคัญอย่างไร?

คำถาม : หนูติดเกมเกมหนึ่งมาก ไปสาบานต่อหน้าหิ้งพระว่าจะเลิก ถ้าเล่นอีกขอแช่งให้ชีวิตตัวเองไม่ดี ปรากฏว่าหนูได้กลับไปเล่นอีก เลิกๆเล่นๆ แต่ปัจจุบันนี้พูดได้เต็มปากว่าเลิกได้เด็ดขาดแล้ว ทุกครั้งที่มีความอยากมาก จะนึกถึงภาพหิ้งพระจนชนะใจตนเอง การที่หนูเพิ่งเลิกเด็ดขาดหลังจากทำความผิดไปแล้ว คำสาบานที่แช่งตัวเองไว้เป็นโมฆะหรือไม่คะ?

ระยะเวลาคลิป    ๘.๒๐  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=hStF54zT7oM&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=10

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส