วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

ปฏิบัติธรรมมาตลอดสามปี อยากพัฒนาจิตต่อ

 

ดังตฤณ : ที่ผ่านมา ชีวิตพามาถึงธรรมะได้อย่างไร?

 

ผู้ถาม : เริ่มได้ศึกษาธรรมะ เพราะมีปัญหาครอบครัวตอนช่วงแต่งงานใหม่ๆ พี่สาวแฟนแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมดู ว่าอาจจะช่วยอะไรได้ 

จากที่ไม่เคยสนใจมาตลอด 30 ปี ก็เลยลองดู หลังจากปฏิบัติแล้ว เหมือนเปิดตา เหมือนปิ๊งขึ้นมาว่า เรามีทางออก .. ถ้าเราทำความเข้าใจได้ ก็น่าจะช่วยได้ ก็ปฏิบัติมาอีก 2-3 ปี หลังจากนั้นก็ทิ้งไป



ดังตฤณ : ช่วยเล่าประสบการณ์ทางธรรมะที่ได้สมาธิ หรือได้ปัญญาแบบพุทธ มีจุดไหนที่เป็นจุดที่ประทับใจ และอยากบอกเล่าให้คนที่ตามมาข้างหลัง ได้เข้าใจว่า อ้อ เวลาที่ปฏิบัติแล้ว จะมีความรู้สึกดี หรือว่ามีประสบการณ์อย่างนี้นี่เอง คนเขาถึงอยากปฏิบัติธรรมกัน มีตรงไหนบ้างครับ



ผู้ถาม : หลังจากนั้น ตอนอายุประมาณ 39 ผมได้บวชอีกทีหนึ่ง ได้บวชหนึ่งพรรษา ครั้งนี้ถือเป็น turning point ของชีวิตเลย เพราะพลิกความคิดเราหมดเลย เหมือนตื่นจากการหลับมาตลอด 39 ปี

 

มันเปลี่ยนความคิด เพราะพูดตรงๆ ว่า ตอนที่ปฏิบัติมา เรายังไม่ให้คุณค่ากับสมาธิเท่าไหร่ แต่พอได้มาปฏิบัติจริงๆ แล้วเห็นผลจริงๆ ก็พลิกความคิดทั้งหมดเลย

 

ทำให้ความโลภ ความอยากเรื่องทางเพศพวกนี้ หรือความอยากในเรื่องต่างๆ ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจริงๆ แล้วพอก่อนที่จะสึก ก็เลยตั้งจิตไว้ว่า จะปฏิบัติสมาธิตลอดชีวิตจนตาย



ดังตฤณ : คืนนี้มีคำถามอะไรครับ 

 

ผู้ถาม : หลังจากสึกมา 3 ปี ก็ปฏิบัติทุกวัน ปฏิบัติต่อเนื่องมาตลอด ไม่มีหยุดทุกวัน เหมือนการที่ตั้งเป้าไว้ได้ .. รู้สึกว่าการตั้งสัจจะและอธิษฐานจิต นี่ สำคัญมาก

 

พอปฏิบัติมาถึงช่วงปีที่ 3 ตอนนี้ รู้สึกว่า มีอะไรที่เราจะพัฒนาจิตเพิ่มเติมอีกไหม จากที่ปฏิบัติมาต่อเนื่องตลอด 3 ปี 



ดังตฤณ : ที่ผ่านมา ใช้วิธีไหนในการภาวนาครับ?

 

ผู้ถาม : ตอนแรกใช้หลายวิธี ยุบหนอ พองหนอ ..พุทโธ ..

 

ดังตฤณ : เอาที่ทำประจำอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ทำจริงๆ

 

ผู้ถาม : สุดท้ายที่ทำจริงๆ ตลอด 3 ปี คือ อานาปานสติ .. กลับมาสู่จุดเริ่มต้นหมดเลย ทำตามที่พระพุทธองค์สอนหมดทุกอย่างเลย



ดังตฤณ : อย่างเริ่มต้นขึ้นมา วางท่านั่งใช่ไหม เอาประสบการณ์ของคุณก่อนเลยนะ ขึ้นต้นมา มีความเคยชินที่จะอยู่กับอะไร 

 

ผู้ถาม : เคยชินอยู่กับลมหายใจและสภาวะ

 

ดังตฤณ : ไม่ใช่ครับ คือ ขึ้นต้นมาเลย ตั้งต้นมา อย่างสมมุติว่า ตอนนี้จะให้คุณนั่งทำสมาธิ คุณจะนึกถึงอะไรก่อน

 

ผู้ถาม : ไม่นึกเลยครับ พอนั่งปุ๊บ ก็เข้าเลย .. คือ จิตจะดิ่งลงเลย วางตัวตนเลยทันที จะเป็นสภาวะแบบนั้น คือ ไม่ได้ปรุงแต่งอะไร 

 

ดังตฤณ : อย่าง อานาปานสติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้นมาตามลำดับว่า ..

 

ผู้ถาม : 16 ขั้น

 

ดังตฤณ : จริงๆ 16 ขั้น เป็นเหมือนกับข้อสรุปของครูบาอาจารย์ยุคสมัยเรานะ ซึ่งจริงๆ พระพุทธเจ้า บางที่ท่านก็ตรัสไว้มากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น

 

ทีนี้ คำถามของผมก็คือว่า เวลาที่ คุณเริ่มต้นนั่งขึ้นมา คิดถึงอิริยาบถปัจจุบัน หรือว่า นึกถึงลมหายใจขึ้นมาก่อน เพราะพระพุทธเจ้าจะตรัสตามลำดับเสมอว่า

 

ขึ้นต้นขึ้นมา นั่งกายตรง ดำรงสติมั่น ขาขวาซ้อนขาซ้าย อะไรแบบนี้ แต่ท่านไม่ได้บอกนะ ว่าให้ซ้อนมือหรือเปล่า จริงๆ ท่านเปิดตรงนี้

 

อยากให้ลองเล่าให้ฟังว่า ที่เคยชินจริงๆ โดยตลอด เราเริ่มต้น .. นึกออกไหม เพราะจิต อยู่ๆ ไม่ใช่หรอกที่เราไม่ได้คิดถึงอะไร แล้วรวมลงเอง ต้องมีทิศทางที่จะเหนี่ยวนำ ให้จิตรวมลงเสมอ

 

ตรงนี้ เขาเรียกว่า ปลง และ วิตก และ วิจารณ์ จะต้องเป็นตัวตั้งเสมอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ อานาปานสติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอิริยาบถและลมหายใจ

 

ที่ผ่านมา คุณนึกถึงอะไรก่อน?

 

ผู้ถาม : ผมจะนั่งคู้ขาเข้ามา แล้วเอามือวางอยู่บนหัวเข่า 2 ข้าง

 

ดังตฤณ : ดีเลยครับ เพราะจะทำให้ไหล่เปิด 

 

ผู้ถาม : แล้วหลับตา ช่วงที่มีสติหรือสมาธิดี ก็หายใจเข้า ปุ๊บ แล้วหายใจออก แล้วก็สงบลงเลย แล้วก็ตามรู้ลมหายใจ ตามรู้สภาวะที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าอยู่ตรงนั้น มีปีติ แล้วก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ครับ

 

ดังตฤณ :

เราคุยกันตรงๆ เลยนะ ที่ผมเห็น พอคุณรู้สึกถึงลมหายใจ แล้วจิตมีความเคยชินที่จะเข้าทาง อันนี้จริง.. คือ จะมีความรู้สึกสบาย มีความรู้สึกโล่ง

 

Point ก็คือว่า อานาปานสตินี่ คนมักจะมาติดกันที่ตรงนี้

 

คนที่เข้าใจว่าตัวเองทำอานาปานสติมา โดยเฉพาะกรณีของคุณนี่ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำความเคยชินกับลมหายใจ และความสุขอันเกิดจากการหายใจ

 

สมองจะเข้าโหมดว่า เลิกคิด พอรู้สึกถึงลมหายใจ จะมีการลั่นไก หรือ มี trigger ที่จะกระตุ้นให้เกิดจิต แบบที่มีความสงบจากความคิดขึ้นมา

 

แล้วพอจิตสงบจากความคิด ธรรมชาติร่างกายก็จะเริ่มผ่อนคลาย เริ่มสบาย ไม่กังวล ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นอกจากภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ..อันนี้ คือ ข้อดีของการหายใจเป็น

 

ถ้าหากหายใจเป็นแล้ว ภาวะที่เป็นปัจจุบันจะปรากฏต่อจิต ที่ว่างจากความคิด

 

ประเด็น คือ เมื่อเราฝึกมาถึงตรงนี้ หรือได้ถึงตรงนี้ ส่วนใหญ่ เท่าที่เห็นมาทั้งชีวิต ส่วนใหญ่จะทำกันไม่เหมือนสมัยพุทธกาล สมัยพุทธกาล จะต้องมีการคาดคั้นจากครูบาอาจารย์ ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ว่า เห็นว่าในแต่ละลมหายใจ ที่เกิดความสุขขึ้นมา สุขมากหรือสุขน้อย

 

ถ้าสุขมาก ขยับขึ้นไป เรียกว่าเป็น ปีติ บ้าง ปราโมทย์ บ้าง ถ้าสุขน้อยลงมา ก็อาจจะเฉยๆ เรียกว่า สุขอ่อนๆ สุขธรรมดา อะไรแบบนี้ เริ่มเห็นความไม่เที่ยงในแต่ละลมหายใจ

 

ในแต่ละลมหายใจ นี่ จริงๆ แล้ว ถ้าสังเกตตั้งแต่เริ่มเลย จะมียาว จะมีสั้นไม่เท่ากัน ซึ่งความไม่เท่ากันนี่แหละ ที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของคำว่า อานาปานสติ

 

คำว่า ‘อานาปานสติ’ ไม่ใช่อยู่กับลมหายใจนะ แต่ให้ลมหายใจ จุดประกายสติขึ้นมาสังเกตว่า แต่ลมหายใจมีภาวะอะไรกำลังปรากฏอยู่เพื่อที่ว่า พอภาวะนั้นหายไป หรือ เปลี่ยนไป คลี่คลายไปในลมหายใจต่อมา จะได้เห็นถึงความไม่เที่ยง และพอเห็นความไม่เที่ยงบ่อยๆ เข้า ก็จะเกิด "อนิจจสัญญา"

 

คำว่า ‘อนิจจสัญญา’ หมายถึง ความไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ต้องต่างไป เดี๋ยวก็ต้องไม่ใช่ตัวเดิม อันนี้แหละ ที่จะทำให้ภาวะการเป็นสมาธิใน อานาปานสติ พาเรามาสู่ความรู้สึกว่า กายที่กำลังหายใจอยู่นี้ ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน

 

คือ จะเป็นไปตามลำดับนะ .. พอเรามีจิตที่เป็นสมาธิอยู่จริงๆ แล้วก็สังเกตลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น และความสุขความทุกข์ที่มากับแต่ละลมหายใจ ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน ก็จะพาเข้ามาถึงจุดสรุปว่า อิริยาบถทางกาย หายใจอย่างรู้ว่า กำลังหายใจอยู่ในอิริยาบถท่าทางนี้ 

 

ทั้งกายที่มันกำลังเป็นเครื่องตั้งลมหายใจนั่นแหละ ก็เป็นที่สังเกตความไม่เที่ยงได้เช่นกัน

 

คือ พอเราถอนออกจาก อานาปานสติ แล้ว จะก็ไม่จบแค่นั้น .. ลมหายใจจะปรากฏที่ตัวอยู่ จนกลายเป็นความเคยชินอีกแบบหนึ่ง คือ จะเดินก็ตาม เราจะเห็นว่า เดินด้วย หายใจด้วย ..จะนอนก็ตาม เราจะเห็นว่า นอนด้วย แล้วก็หายใจด้วย

 

ท่านั้นๆ เป็น 'คน' หายใจ ..ไม่ใช่ 'เรา' เป็นคนหายใจ

ท่านอนหายใจ ท่าเดินหายใจ ท่านั่งหายใจ ไม่มีตัวใครหายใจ

 

ตรงนี้ ที่จะเป็นปัญญาแบบพุทธ จะค่อยๆ เบ่งบานขึ้นมาตามกำลังของสมาธิ เพราะสมาธินี้ คนส่วนใหญ่พอมาถึงจุดที่สบายแล้ว มักจะมีความเคยชินที่จะหยุด 

 

เพราะอะไร?

 

เพราะธรรมชาติของจิตมนุษย์ จะมีความรู้สึกว่า ความสงบ หยุดฟุ้งซ่าน คือ จุดหมายปลายทาง คือ เป้าหมายของการทำอานาปานสติ



แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจแบบสมัยพุทธกาล จิตที่เป็นสมาธิ พร้อมรู้ลมหายใจทั้งปวง และพร้อมรู้อิริยาบถ อันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจ นั่นคือ จุดเริ่มต้นของวิปัสสนา

 

ยิ่งเราสั่งสม อนิจจสัญญา เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ .. เราจะยิ่งหายใจ อย่างรู้ว่า นี่ ก็ไม่เที่ยง นั่นก็ไม่เที่ยง

 

ที่สุขอยู่ตอนนี้ มันแป๊บหนึ่ง .. เดี๋ยวมันคลี่คลาย กลายเป็นเฉยๆ 

ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความเสียดาย ไม่มีความอาลัย

มีแต่ความเห็น ที่เป็นสติว่า อะไรๆ กำลังแสดงให้รู้ความไม่เที่ยงอยู่

 

 

ผู้ถาม : ในปัจจุบัน ก็ใช้อานาปานสติกับทุกอิริยาบถ คือ ทำได้ทุกสภาวะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน จะเดิน จะอยู่ข้างนอก ถ้าเราว่างจากกิจการงาน ว่างจากสิ่งที่เราทำอยู่ ก็จะกลับมาที่ลมหายใจ ดูสภาวะที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ

 

ดังตฤณ :

เมื่อกี้ ผมตอบข้อสงสัยแล้วหรือยังครับ?

 

ผู้ถาม :

ตอบแล้วครับ และก็ได้ขยายความของการกระทำเพิ่มขึ้นด้วยว่า จริงๆ แล้ว อานาปานสติ ใช้ได้กับทุกอิริยาบถ ไม่ใช่แค่กับการนั่งสมาธิ ใช้ในการดำรงชีวิตได้เลย ไม่ว่าจะทำอะไร

_______________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=NtxHqVAsiU4

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนใกล้ตัวศรัทธาการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร?

 ดังตฤณ : เริ่มต้นขึ้นมา มาคลิกกับธรรมะได้อย่างไรครับ?

 

ผู้ถาม : ตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่มีทั้งพลังบวกที่รุนแรง และพลังลบที่รุนแรง เวลาคิดลบ ก็จะคิดลบมากๆ เวลามีใครทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็จะจำฝังใจ แล้วก็จะแค้นสุดๆ 

แล้วมันก็ลบๆ มาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครบอกใครสอนว่า ไม่ต้องรู้สึกขนาดนี้ก็ได้ 

 

รู้สึกมาเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 12 ก็ เอ๊ะ ขึ้นมาเอง เมื่อสนใจคนอื่นว่า ทำไมเรื่องซวยๆ เกิดแต่กับเรา ทำไมเราถึงดูทุกข์กว่าคนอื่น ก็เลยเกิดคำถามว่า หรือว่าที่ผ่านมาทั้งชีวิต เรามองอะไรผิดไปหรือเปล่า

 

ดังตฤณ: นี่ เป็นข้อสังเกตที่เกิดขึ้นเองใช่ไหม ถือว่า มีบุญเลยนะ .. ถ้าอยู่ๆ เราฉุกคิดได้เอง ถือว่าไม่ธรรมดานะ ต้องมีกุศลจิตเป็นฐานรองรับนะครับ

 

ผู้ถาม : ก็เลยเริ่มคิดใหม่ค่ะ แต่ว่ามาสนใจธรรมะจริงๆ ตอนอายุ 17 ค่ะ ตอนนั้นมีความทุกข์มากๆ 

ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครมาแนะนำศาสนาพุทธเลย อยู่ๆ ก็อยากไปเอง รู้สึกว่า ต้องมีอะไรในศาสนาพุทธที่จะบอกเรา ที่จะตอบได้เกี่ยวกับความทุกข์ของเรา ก็เลยขอที่บ้านไปปฏิบัติธรรมค่ะ แล้วก็ปฏิบัติมาเรื่อยๆ และมาถูกจริตกับเพจปฏิบัติธรรมที่บ้าน ช่วยอะไรได้เยอะมากๆ เลยค่ะ


ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ รู้สึกดีใจครับ แล้วมีจุดคลิกประสบการณ์ทางจิต หรือประสบการณ์ภายใน ที่เกิดจากการนั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือว่าเจริญสติอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังนิดหนึ่ง

 

ผู้ถาม : ทางธรรมไม่ค่อยก้าวหน้าค่ะ เพราะตอนที่มาสนใจธรรมะนี่ ก็ตอนที่เริ่มเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงแล้วค่ะ เป็นหนักขนาดที่เหมือนจะเป็นบ้า หยุดคิดไม่ได้ หมอบอกว่ามีอาการหลงผิด ว่ากลัวถูกทำร้าย ก็เลยเป็นสมาธิยากค่ะ

แล้วก็โชคร้ายซ้ำซ้อน คือ หลายๆ คน บอกว่า ถ้าทานยา แล้วจะดีขึ้น .. แต่เราไปทานยาแล้ว ก็ไม่ดีขึ้น หมอถามทุกครั้ง ว่าเป็นอย่างไร รู้สึกดีขึ้นหรือยัง .. หมอก็เพิ่มโดสยาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเพิ่มไม่ได้แล้ว สูงที่สุดแล้ว

 

ช่วงนั้นก็มีความรู้สึกว่า ไม่อยากอยู่บนโลกนี้ ตลอดเวลาหลายปี แต่ด้วยความที่ศรัทธาในศาสนาพุทธ คือ ไม่รู้ว่าถ้าเราจากไปแล้ว มันจะจบหรือเปล่า ก็เลยทำให้เราพยายามที่จะต่อสู้มาเรื่อยๆ ค่ะ


ดังตฤณ : นี่ นับเป็นประสบการณ์ภายใน ที่เราพบกับตัวเองมาตลอด ..เอาล่ะ สำหรับคืนนี้ มีคำถามอะไรครับ?

 

ผู้ถาม : คำถามจะทางโลกนิดหนึ่งนะคะ

ถ้าแฟนของเรา ไม่ได้มีความศรัทธาในด้านการปฏิบัติธรรม แต่ถ้าวันหนึ่งเราสามารถปฏิบัติธรรมได้ดี สามารถยิ้มได้กับสถานการณ์ที่บีบคั้นจิตใจ มีสติ นั่นจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้เขามาสนใจปฏิบัติธรรมได้ไหมคะ


ดังตฤณ : ส่วนใหญ่ที่เจอมาเลยนะครับ เอาของจริง ตัวตนจริงๆ เลยนะครับ ที่ผมเจอกับคู่รักมาเยอะมากๆ เลย จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่กันแน่


แต่หลังจากที่ได้เฝ้าสังเกตหลายๆ คู่ ว่าจะมีพัฒนาการไปอย่างไรบ้าง หลังจากที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้ามาทางธรรม แล้วก็มีความสามารถที่จะชักจูงอีกฝ่ายหนึ่งตามเข้ามาด้วย

ผมสังเกตว่า ฝ่ายที่จะคล้อยตาม มักจะเป็นฝ่ายที่รู้สึกว่า คู่ครองของตนหรือแฟนของตน มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ตัวเองเปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนใจตัวเองได้หลายๆ ครั้ง

 

พูดง่ายๆ นะ ประเภทที่ว่า เธอๆ เดี๋ยวไปทำสังฆทานด้วยกัน .. เธอๆ เดี๋ยวไปปล่อยสัตว์ด้วยกัน . .เธอๆ เดี๋ยวมาสวดมนต์ เดี๋ยวมาอ่านหนังสือธรรมะด้วยกัน .. อันนี้ มันเปลี่ยนใจเขาไม่ได้

เพราะคนเราไม่ชอบที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่น นั่นคือ ข้อแรก

 

และอีกข้อหนึ่งก็คือ คนเราจะมีแรงต้านจากตัวตนเดิม มาคอยยื้อไว้ ไม่ให้เปลี่ยนไปสู่ความเป็นตัวตนใหม่ พูดง่ายๆ ว่า มีอัตตากันทุกคน .. มีความอยากจะรักษาอัตตากันไว้ทุกคน

 

คนเราสิ่งที่ยึดไว้เหนียวแน่นที่สุด ก็คือ ‘อัตตา’ หรือ ความรู้สึกในตัวตนของตนเองนั่นแหละ

การที่เขาจะเปลี่ยนได้ดั่งใจเรา ก็คือ เราต้องเข้าใจทริค ต้องเข้าใจจิตวิทยาในการเปลี่ยนคนนิดหนึ่ง

 

เราเป็นคนใกล้ชิดของเขา เป็นคนใกล้ตัวของเขา เพราะฉะนั้น เรามีโอกาสที่จะทำให้เขาเห็นมากที่สุด ว่าพุทธศาสนานี้ให้อะไรกับชีวิตมนุษย์ได้บ้าง

 

จำไว้ตรงนี้นะ ..เราเป็นคนมีโอกาสมากที่สุด ที่จะทำให้เขาเห็น.. เราอย่าไปตั้งเป้าไว้ว่า จะชวนท่าไหน หรือว่าใช้อุบายชนิดใด ที่เขาว่าเวิร์คๆ กัน หรือที่เล่าลือกันว่า ไปชักชวนพ่อแม่ หรือว่าพี่น้อง หรือแฟน มาปฏิบัติ มาทำโน่นนี่นั่นได้ ก็เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ..แบบนั้นนี่ บางทีเราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ว่ามีอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่แท้จริง


แต่เราสามารถที่จะรู้เหตุปัจจัยที่แท้จริง กับตัวเราเองและชีวิตคู่ของเราได้

 

คือ ถ้าหากว่าเราทำให้เขาได้คิด ..ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่หลายๆ ครั้ง.. ว่า เออ ทำไมเราถึงมีผงบังตา หรือ มีเส้นผมบังภูเขา มาตั้งนาน แล้วคนที่เป็นแฟน หรือ คนที่เป็นสามี สามารถที่จะช่วยเขี่ยผง หรือเส้นผมตรงนั้น ออกจากตาเราได้

 

พอหลายๆครั้งเข้า ก็จะมีความรู้สึก ..ไม่ใช่แค่ความคิดเท่านั้นที่เปลี่ยน แต่จะรู้สึกเหมือนตาสว่างขึ้นมา

ตอนแรก ตาสว่างแบบอ่อนๆ แล้วค่อยๆ จ้าขึ้นๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง จิตใจดูเหมือนจะเปลี่ยนไป มีความเยือกเย็นลง มีความคล้อยตามมาในความสว่างทางธรรม

 

ตรงนี้แหละ ที่ไม่ต้องชวน เขาจะถามเองว่าเธอไปทำอะไรมา เธอไปเรียนที่ไหน หรือว่ามีความเข้าใจอย่างไร ถึงได้เกิดความฉลาดทางจิต หรือมีปัญญาแบบพุทธ ที่ทำให้ชีวิตมันต่างออกมาจากภายในได้

 

ตรงนี้แหละ เวลาที่เราจะชวนใคร ไม่ว่าจะใกล้ตัวหรือไกลตัวเลยก็ตาม .. อย่าชวนด้วยคำพูด แต่ชวนด้วยความเป็นตัวของเราเอง 

_______________


รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=c5FxGbPQg5k


** IG **

เคยนั่งสมาธิแล้วจิตรวม อยากทำได้อีก

ผู้ถาม : อ่านหนังสือ 'เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน' ของคุณดังตฤณ รู้สึกว่า ศาสนาพุทธเข้าใจง่าย การปฏิบัติภาวนา ใช้แนวทางจากคุณดังตฤณ ที่บอกว่า การกราบพระให้ได้บุญให้นึกถึงว่า มีพระพุทธเจ้าองค์จริงๆ อยู่หน้าเรา แล้วก็กราบ


ครั้งสุดท้ายที่ทำ กราบแล้ว จิตเหมือนเห็น ตัวเองกับพระพุทธเจ้าองค์จริงๆ อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่รู้จักว่าที่ไหน

 

ดังตฤณ : ที่เกิดภาพแบบนั้นขึ้นมา ผมอธิบายง่ายๆ เลยนะ .. พอเรามีสติในการกราบ แล้วจิตของเราถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิ พอเราน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังสูงสุดในอนันตจักรวาล ตามความเชื่อของพุทธเรา ..พลังนั้น ก็ทำให้จิตของเราดิ่งเป็นสมาธิ


และเมื่อจิตของเราดิ่งเป็นสมาธิอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะครับ จิตก็ประหนึ่งว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเอง


ฉะนั้น จะเกิดอะไรขึ้น ที่เป็นนิมิตเกี่ยวกับความผูกพันกับพระพุทธเจ้า ว่าเราไปอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่วมกับพระองค์ก็ดี หรือจะมีนิมิตของพระองค์ปรากฏขึ้น ในห้วงมโนทวารของเราอย่างแจ่มชัดก็ตาม ..เป็นเรื่องปกติเลยครับ เพราะนั่น คือ ลักษณะของสมาธิจิตนะครับ


ผู้ถาม : ก่อนเกิดสภาวะนั้น รู้สึกว่าเป็นคนนั่งสมาธิไม่ได้ ไม่เคยนั่งเลย แต่วันนั้นที่ก้มกราบพระ แล้วเห็นจิตตัวเองแบบนั้น พอกราบพระครั้งที่ 3 ปุ๊บ ลุกขึ้นมานั่ง แล้วใจก็คิดขึ้นมาเองว่า นั่งสมาธิต่อสิ .. แล้วจะนั่งอย่างไร ..ก็ถามตัวเองต่อ เหมือนถามเอง-ตอบเอง กับตัวเอง .. นั่งหายใจเข้าออกพุทโธ .. ครั้งนั้น ก็เลยลองทำดู แล้วก็เข้าสมาธิไปเลยค่ะ ก็รู้ว่า จิตรวม คือ ลมหายใจหายไป เหลือแต่ร่างกาย 

 

นั่นคือ การนั่งสมาธิครั้งแรก เราก็เกิดสภาวะนั้น 

 

หลังจากนั้นอีกหลายปี ได้ดูข่าวในพระราชสำนัก มีการไปทำบุญที่พุทธสถานในอินเดียที่หนึ่ง เรานั่งดูข่าว เห็นกำแพงวัด แล้วรู้สึกว่า นี่เป็นกำแพงเดียวกับที่เราก้มกราบพระพุทธเจ้า เราเห็นตัวเองกราบท่าน .. กำแพงขาวๆ กำแพงเดียวกันเลย

 

ดังตฤณ : อนุโมทนานะครับ แล้วสำหรับคืนนี้มีคำถามอะไรครับ?


ผู้ถาม : ในวันที่เรานั่งสมาธิ แล้ว ‘จิตรวม’ ครั้งนั้น ที่เคยติดตามอ่าน คุณดังตฤณบอกว่า อย่าไปคาดหวังว่าจะได้อย่างนั้นทุกครั้ง (ถูกครับ) เราก็ไม่คาดหวัง แต่ขาดแรงบันดาลใจในการนั่ง เพราะนั่งแล้วมักตกภวังค์


ดังตฤณ : สำหรับคนที่เคยได้ 'สภาวะของสมาธิ' มา จะเหมือนกันหมด คือ อยากได้สภาวะสมาธิแบบนั้นอีก

 

ถ้าหากว่า เราทำต้นเหตุได้เหมือนเดิมเป๊ะเลย เอาแบบที่ว่ามีปัจจัยแวดล้อม เป็นสิ่งแวดล้อมเดิม เราเข้าไปในห้องพระแบบเดิม แล้วก็ก้มกราบแบบไม่คาดหวังอะไร.. มีจิตที่พร้อมจะดิ่งไปเป็นสมาธิ แล้วก็ มีความสบายเนื้อสบายตัว สบายใจ ไม่มีอาการเกร็งไว้ก่อน แบบนั้น ก็จะได้อีก


แต่เนื่องจากเรา 'จำได้ไปแล้ว' ว่าเคยประสบความสำเร็จ ทำสมาธิ เคยได้สมาธิจิตมา เคยเห็นพระพุทธเจ้า เคยได้ราวกับว่าเข้าเฝ้าพระองค์ เกิดแรงบันดาลใจมากมายมหาศาล 

 

กี่วัน กี่เดือน กี่ปีผ่านไป มันก็จะเฝ้าคิด เฝ้าย้อนคิด.. ซึ่งนี่แหละ เห็นไหม .. ปัจจัยไม่เหมือนเดิมแล้ว ต่างไปจากเดิมแล้ว มีความคาดหวังเข้ามา มีความอยากที่เรียกว่า ‘ภวตัณหา’ เข้ามา

 

คำว่า ตัณหา ไม่ใช่ ใช้ในทางที่ไม่ดีอย่างเดียว หยาบๆ อย่างเดียว  ‘ภวตัณหา’ เหมารวมถึง ภาวะทางสมาธิที่เป็นสิ่งประณีต เป็นอะไรที่สูงส่ง


อันนี้เหมือนกัน คือเนื่องจากจิตว่าของเราไปผูกพัน กับความรู้สึกที่แสนดีในคืนนั้นเข้าไปแล้ว ทุกครั้งที่เราลงนั่งทำสมาธิ ก็จะมีเป้าหมายว่า เราจะเอาให้ได้อย่างนั้นอีก

 

ตรงที่เราจะเอาให้ได้อย่างนั้นอีก นั่นแหละ หินขวางทาง .. ไม่ใช่สปริงบอร์ด

 

ตอนคืนแรกนั้น เราเผอิญได้สปริงบอร์ด .. ไม่ใช่ เผอิญ แบบโชคดีนะ แต่ว่ามีเหตุปัจจัยที่ดี พร้อมมากพออุดหนุนให้เราได้เจอกับภาวะนั้น

 

ทำให้เราเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง แล้วจิตของเราสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้จริง เราสามารถบอกเล่าได้ตลอดชีวิตที่เหลือเลยว่า คำว่าสมาธิจิตเป็นอย่างไร


แต่ที่นี้ เพื่อที่จะเข้าถึงอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยการที่เราตั้งต้นขึ้นมา จะพยายาม Copy ของเดิมที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง

 

เริ่มนับหนึ่งด้วยการคิดว่า เราจะทำใจให้มีความรู้สึกที่ดี ให้มีความรู้สึกที่ตรง ให้มีความรู้สึกที่เป็นสติตามจริง อยู่กับปัจจุบัน


อยู่กับปัจจุบัน หมายความว่าอย่างไร? เราอยู่ท่าไหน ให้ยอมรับไปท่านั้น ..แล้วสังเกตว่า มีเนื้อตัวส่วนไหนไหม ที่เกร็งอยู่

 

ถ้าเราสังเกตนะ ว่าเวลาเราอยากได้อะไร เนื้อตัวจะเกร็ง จะเหมือนกับร่างกายอยู่ในท่าพร้อมวิ่ง ถ้าหากว่าเราปล่อยให้ตัวเอง อยู่ในท่าพร้อมวิ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเหนื่อย จิตไม่สบายสักที ร่างกายไม่พร้อมพักสักที

 

แต่ถ้ามีสติ ยอมรับตามจริงว่า สภาวะทางกายเป็นอย่างไร ตรงไหนพบว่ามันหงิก มันงอ อย่างเท้าเกร็ง เท้าจิก ก็ทำให้ผ่อนคลายซะ

 

มือ ถ้าหากว่ากำ ถ้าหากว่ามันเกร็ง เราปล่อยให้มันแบ

ทั่วใบหน้า ถ้ามีอาการขมวดคิ้ว เราทำให้คลายออกซะ

พอสบายขึ้นมาทั้งตัว นี่ ตัวนี้จะมีสติอยู่กับปัจจุบันแล้ว ว่าร่างกายกำลังผ่อนคลายอยู่ในท่าไหน อิริยาบถใด หลังตรงหรือหลังงอ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องแล้ว..

 

แค่เข้าไปอยู่ที่จุดเริ่มต้น ที่ความไม่อยาก แต่เห็นตรงตามจริงว่า ร่างกายเราเป็นยังไงอยู่ นั่นแหละ จิตเริ่มพร้อมแล้ว

ผู้ถาม : กำลังหาแรงบันดาลใจ ว่าจะทำอย่างไร ที่เราจะกลับมานั่งสมาธิได้อย่างไม่คาดหวัง ก็ได้แนวทางจากคุณดังตฤณมาเพิ่มเติม แล้วก็จะพยายามทำ

 

ดังตฤณ : ผมขอสรุปคำตอบ ว่า ถ้าเราพบว่าตัวเองกราบพระพุทธเจ้า สวดมนต์ สวดอิติปิโสฯ โดยไม่ขอพร แต่มุ่งหมายที่จะถวายแก้วเสียงอย่างเดียว 


แล้วก็เหมือนกับพระองค์อยู่ตรงหน้าจริงๆ ใจที่ดิ่งไปกับความเป็นสมาธิแบบนั้น จะทำให้เกิดความชุ่มชื่น จะทำให้เกิดปีติขึ้นมาอีก แต่ไม่ใช่ปีติด้วยอาการคาดหวัง หรือว่าอยากเกินตัวนะครับ

__________________


รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

 

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=Q-EyZVp0an8