วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

จิตลบหลู่ รู้ว่าเป็นอนิจจัง อนัตตา แต่ก็กวนใจ?

ดังตฤณ : ชีวิตพาคุณมาถึงธรรมะได้อย่างไรครับ?

 

ผู้ถาม : ผมมีความสนใจมาตั้งแต่เด็ก แต่จุดที่หักเหชีวิตให้จริงจังในทางธรรม เป็นตอนปี 2558 ตอนนั้นน้องชายประสบอุบัติเหตุขั้นร้ายแรง 

 

ผมรักและเป็นห่วงน้องชายมากที่สุด เลยศึกษาวิธีทำบุญให้น้อง ก็พบว่ามีเรื่องทาน ศีล ภาวนา ก็เลยมาจริงจังเรื่องการภาวนา ซึ่งก็ประดับด้วยโลภะเจตนา ด้วยความตั้งใจอยากทำให้น้อง

 

ตอนนั้นที่ถูกจริต คือ ปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช จากที่ว่าตั้งใจทำเพื่อมอบให้คนที่เรารัก เราก็ได้รับผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติ คือ เห็นว่าทุกข์สั้นลงจริงๆ เห็นประโยชน์จากการปฏิบัติด้วยตัวเอง ซึ่งอธิบายเป็นคำพูดได้ยากเหมือนกัน

 

วิธีการที่ผมปฏิบัติ ทุกวันทำในรูปแบบ ผมจะกันเวลาไว้เลยเช้า-เย็น

 

ดังตฤณ : ในรูปแบบ คือ ทำอย่างไร

 

ผู้ถาม : เริ่มจากการไหว้พระสวดมนต์ นะโม ตัสสะ - อิติปิโส แล้วสวดบทที่เราอยากสวด พอสวดมนต์เสร็จ ถ้าวันนั้นมีเวลาพอก็จะนั่งสมาธิต่อ ใช้วิธีดูลมหายใจแล้วก็กำหนดคำบริกรรมไปด้วย

 

พอบริกรรมหมดเซ็ตที่เรากำหนดไว้ ถ้าจิตสงบและมีเวลาอยู่ ก็จะดูลมหายใจไป จนจิตเริ่มเห็นกาย เห็นรูปกับนามแยกกัน ก็ดูสภาวะไปเรื่อยๆ จากนั้นก็แผ่เมตตา ก็เห็นความเปลี่ยนแปลง จากที่เราพยายามเจาะจงให้น้อง ก็เริ่มแผ่กว้าง 

 

จนถึงทุกวันนี้ รู้สึกว่าเราแผ่ให้ทุกคนที่อนุโมทนาบุญได้ และสัตว์ทั้งหลาย ประมาณนี้ครับ ผมจะวางใจแบบนั้นเลย



ดังตฤณ : คำถามคืนนี้มีว่าอย่างไรครับ

 

ผู้ถาม : เป็นคำถามที่ติดมาหลายปีแล้ว เรื่องของการมีคำพูดที่ไม่ดี หรือเสียงพากย์ที่ไม่ดีแทรกเข้ามา เวลาที่เราไหว้พระ จะมีเสียงที่ไม่ดี หรือภาพที่ไม่ดีเข้ามา

 

ถ้าตอนนั้น สติมีกำลังพอ ก็จะมองในลักษณะว่าเป็น อนิจจัง หรือ อนัตตา บังคับไม่ได้ ก็ดูมันเกิดดับไป ก็ชนมันตรงๆ 

 

แต่ถ้าบางครั้งกำลังไม่พอ ก็จะใช้คำสอนที่อาจารย์สอนว่า มันเหมือนปืนใหญ่ ..โลภ โกรธ หลง ถึงเวลาก็ยิงของมันเอง เราก็ดูมันเกิดเอง มันดับไปเอง

 

แต่ว่าเรื่องนี้ก็กวนใจมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า บางครั้ง เราไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้เทวดา เราไหว้ในมุมว่าท่านเป็นคนดี .. พอมีภาพที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีตรงนี้ขึ้นมา ก็กลัวจะมีผลที่ไม่ดีติดตามมา ก็เลยมีความรู้สึกว่ายังกวนใจอยู่ครับ



ดังตฤณ : ผมเข้าใจคำถามแล้วครับ

 

อย่างนี้นะครับ สิ่งที่ผมเห็นในตัวที่เป็นปัญหาจริงๆ ในจิตของคุณ ไม่ใช่คำหยาบแล้ว ไม่ใช่คำลบหลู่แล้ว .. แต่เป็นความคาดหวัง

 

ลองดูที่จิตของตัวเองนะครับ สิ่งที่เป็นปัญหาของคุณ ที่ทำให้ไม่สบายใจ คือ ความคาดหวังว่าวันหนึ่ง มันจะไม่กลับมาอีก วันหนึ่งมันจะหายไป 

ทีนี้ เรามองใหม่ตามแบบของนักเจริญสติดีกว่า ว่าคำด่า คำหยาบ หรือภาพไม่ดี สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมที่เข้ามา จะไม่หมดไปจากชีวิตเราหรอก หากไม่มาในรูปแบบนี้ ก็มาในรูปแบบอื่น

 

แทนที่จะมองว่า นั่นเป็นศัตรู หรือ จะมาทำให้ชีวิตของเรา มีผลไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง



เรามองอย่างนี้ดีกว่า ว่ามันมาเป็นองค์ประกอบในการภาวนาให้กับเรา นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา เป็นสิ่งที่เราจะต้องเห็น ถึงจะรู้ว่าอะไรๆ ภายในขอบเขตกายใจนี้ ไม่เที่ยง และ ไม่ใช่ตัวตน

 

สรุปนะครับ ว่าดูที่ความคาดหวังของตัวเอง ความคาดหวังของตัวเองนั่นแหละ คือ ตัวปัญหา ไม่ใช่คำลบหลู่ ไม่ใช่ภาพไม่ดี ไม่ใช่อะไรที่มันเป็นอกุศลธรรม แต่เป็น ความคาดหวัง ที่เป็นตัวปัญหา

ถ้าเราเจาะจง ตั้งโจทย์ได้อย่างถูกต้อง แล้วก็ตรงเป้านะครับ เราก็จะบริหารมันได้อย่างถูกต้องเช่นกัน

 

คือ เมื่อความคาดหวังเกิดขึ้นในจิต และเราสามารถมองเห็นได้ว่า นี่เราถามตัวเองอยู่ว่า เมื่อไหร่จะหายไปสักที ทำไมยังกลับมาอีก หรือว่า ทำอย่างไรมันจะไม่กลับมาอีกเลย 

เสร็จแล้ว ก็ตามมาด้วยความกลัว หรือตามมาด้วยความหวาดระแวงว่า เราก็ยังไม่ได้หลุดพ้น เดี๋ยวอาจก็ต้องมีวิบากของกรรมตามมาเล่นงานเรา


ตัวนี้แหละ ความคาดหวัง ที่ตามหลังมาด้วยความกลัว ทำให้เราปฏิบัติแบบไม่เป็นสุข

 

ถ้าจะปฏิบัติแบบเป็นสุขต่อไป มองเห็นความคาดหวังที่เกิดขึ้นให้ทันเท่านั้นจบเลย ปัญหาของคุณจะจบเลย ณ จุดที่เราสามารถเห็นความคาดหวังของตัวเองได้

 

แต่พอความคาดหวังมันถูก 'เห็น' ว่ามันเป็นตัวปัญหา ตัวปัญหานั้น ก็จะปรากฏความไม่เที่ยงแสดงให้ดูเช่นกัน แล้วหลังจากนั้น คำด่า คำลบหลู่ หรือ ภาพอะไรไม่ดีปรากฏขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเครื่องมือการปฏิบัติทั้งหมด ผมตอบคำถามครบไหม 

 

ผู้ถาม : ใช่เลยครับ ผมมองข้ามการคาดหวังไป ว่าใจผมคาดหวังไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

 

ผมเห็นความกลัวผลที่จะตามมา ทำให้ทุกครั้งเวลาเกิด ก็ต้องพูดว่า จิตของข้าพเจ้าไม่ได้ลบหลู่นะ แล้วก็ขอโทษขอขมา

 

ดังตฤณ : แล้วก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

 

ผู้ถาม : ใช่ครับ จนผมรู้สึกว่าผมงมงายหรือยัง วิตกจริตหรือยัง ซึ่งตรงนี้ ผมเห็นเลยว่า มันผุดจากกลางอกขึ้นมาเลย

ผมก็รู้ว่า ผมไม่ได้เจตนา แต่เราก็กลัวผลที่จะตามมาถึงเรา หรือคนที่เรารัก ก็เลยต้องตามขอขมาเรื่อยๆ



ดังตฤณ : ต่อไปสบายใจได้นะครับ นอกจากจะไม่เป็นโทษแล้ว จริงๆ แล้วเขามา เพื่อให้เราได้ตระหนักว่า ที่เรานึกๆว่าเป็นของเรา ที่เรานึกๆว่าเราคิด จริงๆ แล้วเป็นเพียงสภาวะธรรม  ..สภาวะธรรม มีทั้งดี มีทั้งร้าย 

 

ผู้ถาม : ผมมองว่า มันเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นเอง เป็นอนัตตา ตรงนั้น แล้วปล่อยผ่านได้เลยใช่ไหมครับอาจารย์ 

 

ดังตฤณ : ที่ผ่านมานี้ คุณเข้าใจอะไรหมดแล้ว ติดอยู่เรื่องเดียว คือความคาดหวัง .. ไปมองที่ความคาดหวัง นะ

________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=ELdhtdeq_GE

 

นั่งสมาธิเยอะ รู้แบบลอยๆ ไม่รู้สึกกายหรือสมอง บางครั้งหลุดจากการรู้ ถูกต้องไหม?

ดังตฤณ : ธรรมะเข้ามาถึงชีวิตคุณได้อย่างไรครับ

 

ผู้ถาม : น่าจะเป็นโชคชะตามากกว่าครับ ก่อนหน้าไม่ได้เกิดความทุกข์อะไรเลย แต่มีโอกาสได้ไปทำงานในองค์กรแห่งหนึ่ง แล้วก็มีการนั่งสมาธิทุกวันตอนเช้า ก็เลยติดจากตรงนั้นมา



ดังตฤณ : ที่ผ่านมาทำแบบไหนบ้างครับ ยิ่งลงรายละเอียดได้ยิ่งดี เอาแบบที่คนอื่นไม่ได้สอน เอาแบบที่คุณทำอยู่จริงๆ ที่เคยชิน ที่จะเกิดขึ้นในการนั่งสมาธิของคุณครับ

 

ผู้ถาม : สภาวะในปัจจุบันนะครับ เมื่อก่อนผมนั่งสมาธิเยอะมากครับ แต่ปัจจุบันไม่นั่งสมาธิแล้ว

 

อาการ คือ เหมือนกับว่า เวลาอยากจะเข้า (สมาธิ) ตอนไหน ก็เข้าได้เลย

อาการที่เกิดขึ้น สภาวะที่เข้าอยู่นี่ เหลือแต่ อาการรู้ชัด ทรงอยู่ลอยๆ ที่ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจอยู่ ไม่ปรากฏว่ามีร่างกายอยู่ มีแต่อาการรู้ชัด ลอยๆ อยู่

 

สมองจะรู้สึกโปร่ง โล่ง คลาย คลายแบบคลายจริงๆ ครับ เบาสมอง และในสภาวะรู้ชัด ตรงนั้น ก็จะเห็นอาการอยู่อย่างหนึ่งครับ คือ หลุดจากรู้บ้าง  พอเห็นปุ๊บ ก็จะกลับเข้ามา เหมือนกับว่า ยังไม่ได้ไปเห็น ไปปรุงเป็นอะไร

 

แล้วเคยรับรู้ในสภาวะตรงนั้นครับ ตอนที่มันเด่นชัด ลอยๆ อยู่ โดยที่ไม่รู้สึกว่ามีกายมีลมหายใจ คือ มองไปทางไหน รูปก็เห็นอยู่นะครับ ตาก็เห็นอยู่ ก็มองเห็นอยู่ แต่สมองตอนนั้นเหมือนกับ ไม่มีการประมวลว่า มันคืออะไร  ทั้งเสียง ทั้งจมูก ไม่ปรุงว่า ที่เห็น ที่รับเข้ามา คืออะไร

 

เหลือแต่การ รู้ชัด ทรงอยู่ แล้วก็เห็นอาการ หลุดจากรู้บ้าง พอเห็นปุ๊บ ก็กลับเข้ามาทันที มารู้เหมือนเดิม จะสามารถเข้าอาการแบบนี้ได้ตลอด 



ดังตฤณ : นี่คือ คำถามใช่ไหมครับ 

 

ผู้ถาม : ผมเล่าอาการให้ฟังครับ คำถามคือ อาการอย่างนี้ เป็นอาการที่ปฏิบัติมาถูกทางแล้วหรือยัง? คือ ผมไม่ได้เข้าสมาธิแล้ว เข้าก็เข้าได้เลย



ดังตฤณ : ที่เห็นมานี้ ถือว่าถูกแล้วก็ดี แต่ที่ขาดไปคือ ความเข้าใจ

 

ตรงนี้แหละ ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างนักทฤษฎี (นักปริยัติ) กับนักปฏิบัติ

 

ฝั่งนักทฤษฎี ก็จะบอกว่า ถ้าไม่รู้ทฤษฎีให้มากๆ เดี๋ยวหลงทางได้ หรือไม่เข้าใจวิธีการปฏิบัติที่แท้จริง

ส่วนนักปฏิบัตินี้ ก็จะบอกว่า ไม่อยากจะไปหัวยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีอะไรมากนัก อยากลงมือปฏิบัติ แล้วก็เห็นๆ ไปเลย

 

อันนี้ ที่สุดโต่งสองด้าน ระหว่างนักปริยัติกับนักปฏิบัติ .. นักทฤษฎีกับนักปฏิบัติ

 

แต่ถ้าหากว่า เรามาถึงตรงนี้ เราบอกตัวเองได้เลยว่า เราปฏิบัติมาพอแล้ว พอที่จะเห็นว่า ใจนี้ กายนี้ สักแต่เป็นรูป และภาวะที่เป็นความรู้สึกทางใจ สักแต่เป็นนาม ไม่มีบุคคลอยู่ในรูปในนามนี้

 

แต่ถ้าหากว่า เราขาดความเข้าใจในเชิงทฤษฎี เข้ามาประกอบ หรือไม่มีความรู้ทางทฤษฎีเป็นทุนอยู่ก่อน เราจะไปต่อไม่ถูก

 

ดูเหมือนง่ายๆ นะครับ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไปถึงตรงนี้ จะเหมือนกับเราขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าอันไหนเป็นทิศเหนือ อันไหนเป็นทิศใต้ อันไหนตะวันออก อันไหนตะวันตก

 

เพราะดูเหมือนว่า ที่ว่างๆ นั้น มันว่างจนกระทั่งมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ ว่าพระอาทิตย์อยู่ตรงไหน เห็นแต่ความว่าง ความสว่าง ของท้องฟ้าที่เรากำลังลอยอยู่ ก็จะงง

 

ทีนี้ ถ้ามีความรู้ประกอบ ความรู้ตาม Roadmap ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ในเส้นทางที่เรียกว่าสติปัฏฐาน 4 เราจะรู้ว่า ตรงนี้เรามาถึงจุดที่เห็นกาย สักแต่เป็นรูป เห็นกายสักแต่มีความเคลื่อนไหว แล้วก็ไม่มีใครอยู่ในกาย.. มีแต่รูป

 

รูปคืออะไร? พิจารณาแล้ว ก็ประกอบด้วยสิ่งที่แข้นแข็งอย่างเช่น โครงกระดูก พูดง่ายๆ ว่า ตั้งต้นขึ้นมา .. ตั้งต้นด้วยธาตุดิน .. ร่างกาย อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ยกขึ้นด้วยโครงกระดูก ฉาบทาด้วยเลือดเนื้อ  

 

ตรงนี้ แค่เรามีความรู้ประกอบอยู่ ณ จิตที่คุณเคยได้มา หรือได้มาจนเคยชิน ก็จะเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งเลย คือสมมติเดินอยู่ จะมีความรู้สึกว่า ที่มันเดินๆ อยู่นี่ ไม่มีคนเดิน มีแต่โครงกระดูกเดิน ความรู้สึกตอนแรกๆ อาจจะเลือนราง ..แต่พอดูไปมากๆ เข้า ทำความรู้สึกเข้าไปมากๆ เข้า จะชัดราวกับว่า มีโครงกระดูกเดินอยู่จริงๆ

 

สิ่งที่กำลังเดินอยู่ ไม่ใช่คุณ แต่เป็นกระดูกที่เป็นซี่ๆ เป็นโพรงๆ ที่ว่างๆ ขาวๆ นี่ กำลังขยับเคลื่อนไหว เตะซ้าย เตะขวา แกว่งซ้าย แกว่งขวา .. แกว่งแขน ก็คือ ระยางค์ด้านบน หรือว่า เตะซ้าย เตะขวา ก็คือ ระยางค์ด้านล่าง จะเห็นอยู่แค่นั้น ไม่มีความรู้สึกว่า มีบุคคลอยู่ในโครงกระดูก

 

หรือ ถ้าจิตมีความแจ่มชัดขึ้นกว่านั้น เห็นตับไตไส้พุง เห็นจริงๆ เลยนะครับ

 

เริ่มต้น อาจจะมีความรู้สึกว่า ชายโครงตรงนี้ ซี่โครงตรงนี้ กำหนดได้เลยว่า มีความเป็นซี่ๆ อยู่ แล้วที่ห้อยๆ ลงมานี่ มีตับไตไส้พุงห้อยลงมาจริงๆ และปอดอยู่ในซี่ ที่เรียกว่า ซี่โครง มันฝังอยู่ข้างใน วางอยู่ข้างใน

 

แล้วต่อไป ถ้าจิตยังเห็นอย่างนั้นอย่างชัดเจน จะรู้สึกว่าที่รวมๆ กัน แออัดยัดทะนานในโครงกระดูกนี้  ไม่มีความเป็นบุคคลจริงๆ วันหนึ่งก็ต้องหายไป วันหนึ่งต้องแยกย้ายกระจัดกระจายหายไป

 

ตรงนี้ จิตที่มีทิศทาง ที่จะเห็นสภาพของรูปโดยความเป็นอย่างไร ก็จะลงลึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งใน กายานุปัสสนา

ท่านจะบอกไว้ จุดที่เป็นขั้นสุดยอดของ กายานุปัสสนา คือเห็น ‘นวสีวถิกา’คือ ความจะต้องแตกสลายหายไป แยกย้ายกระจัดกระจาย หายไปเป็นธรรมดา

 

คือ ของน่ะ มันไม่จริงหรอก ตัวจริงๆ ยังไม่ได้แยกย้ายเดี๋ยวนี้ แต่นิมิตที่เกิดขึ้น จะแสดงความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของกาย ว่าวันหนึ่งต้องแยกย้ายสลายไป ณ จิตที่มันเห็นอย่างนั้น ..สมัยพุทธกาล ก็คือ จิตที่สามารถทิ้งกายได้ สมัยพุทธกาลนี่ ท่านเข้าถึงกันด้วยการเห็นแบบนั้นนะ

อันนี้ ก็จะพูดง่ายๆ สรุปว่า คุณต้องเห็นความสำคัญของเรื่องทฤษฎีบ้างแล้ว ถ้าจิตมาถึงตรงนี้ แล้วมันลอยอยู่เฉยๆ กลางฟ้า ไม่ไปไหน มันหันซ้ายหันขวาไม่ถูก แต่ถ้าหากว่า เรามีเรื่องของทฤษฎีมารองรับบ้าง จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล

 

ผมเขียนไว้ "มหาสติปัฏฐานสูตร" คุณเข้าไปดูที่ เว็บไซต์ดังตฤณดอทคอมได้เลย น่าจะรู้จักนะครับ ..

https://dungtrin.com/

 

จะมีหมวดหนังสือ .. คุณอ่าน มหาสติปัฏฐานสูตร จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่ผมยกเอาพุทธพจน์มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็จะขยายความ น่าจะมีจุดใดจุดหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณนะครับ อันนี้ คือ คำตอบนะครับ

 

ผู้ถาม : อาการที่ผมเห็นรู้ชัด ลอยๆ อยู่ แต่ผมเห็นอาการออกอาการเข้าของจิตที่มันรู้ชัด เป็นการเปลี่ยนแปลงของอาการรู้ชัด ละครับ 

 

ดังตฤณ : อันนี้ ดีแล้วที่เห็น ให้มองเป็นเรื่องของความไม่เที่ยงของจิต

 

จิตนี้ ถ้า คุณสามารถที่จะโฟกัสอยู่กับที่ได้ตลอดเวลา 100% นั่นแปลว่า เป็นสมบัติของคุณ ..มันเป็นอัตตา

 

แต่นี่ เราคอนโทรลไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับกำลังของจิต ว่าจะทรงอยู่ในภาวะนั้น ได้นานหรือสั้น ถ้าหากว่าทรงอยู่ได้นาน ก็แปลว่า มีกำลังมาก

แต่ถ้าทรงอยู่ได้สั้นๆ แล้วมันก็ออกมา หลุดออกมา นี่ ก็เรียกว่า มีกำลังน้อย

 

นี่ เข้าใจไปถึงเหตุและปัจจัย คือ ไม่ใช่เราไปคาดหวังว่า ขออยู่ในภาวะที่มันเห็นแบบทรงตัวอยู่ได้ตลอดเวลา .. แบบนี้มันไปในทิศทางของการบังคับให้มันเป็นได้ดังใจ

 

แล้วถ้าเราบังคับได้ดังใจ มันจะกลายเป็นอัตตาขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง

แต่ถ้าหากว่าเราพิจารณาเดี๋ยวนั้นเลยว่า เออ มันไม่เที่ยง ไม่สามารถที่จะควบคุมได้

ความเคยชินที่จะเห็นมันไม่เที่ยง แล้วก็ไม่คาดหวังนั่นแหละ จะทำให้เกิดสติขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ..เห็นว่า จิตเองก็ไม่ใช่ตัวเรา

 

พอเห็นว่า จิตเองไม่ใช่ตัวเรานี่แหละ ตรงนี้แหละก็เข้าถึง จุดสำคัญที่สุดของการภาวนา

 

เพราะสิ่งที่เป็นฐานที่ตั้งที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด ของอัตตา หรือที่เรียกว่า ‘อัตตวาทุปาทาน’ หรือ อุปาทาน ใน อัตตา ..ก็ คือ จิตนี่แหละ

 

จิต นี่ ถ้าถูกมองเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวเราได้ .. จะเหมือนแก้วทะลุ 

 

คือ แก้ว ขังน้ำอยู่ได้เพราะอะไร ก็เพราะมีก้นแก้ว เหมือนกัน .. ตัวอัตตา ที่มันถูกขังอยู่ในตัวเราได้  ก็เพราะมีจิตเป็นก้นแก้ว ถ้าหากว่า เมื่อไหร่ วันไหน วินาทีใด เรารู้แจ้งขึ้นมาว่า จิตไม่ใช่ตัวเรา จิตเป็นแค่ธรรมชาติที่จะต้องเปลี่ยนไป

 

เริ่มจากการสังเกตง่ายๆ ว่า เดี๋ยวบางทีก็โฟกัสได้ เดี๋ยวบางทีก็หลุดออกมา เราก็เห็นว่าจิตไม่ใช่เรา เพราะจิตไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเดิม

 

เห็นบ่อยๆ ในที่สุด แก้วก็ทะลุได้

________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=wm-nzTJwrj4

เป็นนักแสดง โดยอาชีพใช้รูปลักษณ์และกิเลสทำงาน จะเชื่อมทางธรรมกับทางโลกได้อย่างไร?

ดังตฤณ : ช่วยเล่าว่า ธรรมะถึงชีวิตคุณได้อย่างไรครับ?

 

ผู้ถาม : ผมเป็นนักแสดง ..ด้วยเนื้องาน จะอยู่ในโลกที่มีความว้าวุ่นใจอยู่ตลอดเวลา เลยคิดว่าน่าจะมีทาง ทำให้เรากลับมาอยู่ในภาวะที่ไม่ต้องไปยึดติดในสุขหรือในทุกข์ได้ ผมก็เลยลองฝึกสติปัฏฐาน 4 มาเรื่อยๆ 

 

ทีนี้ ผมมีคำถามว่าเราจะสามารถเชื่อมโลกของทางธรรม กับทางโลกของเรา ให้มาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? ในเมื่องานของผมจะต้องอาศัยในเรื่องของรูปลักษณ์ อารมณ์และกิเลส

ดังตฤณ : 

ช่วยเล่านิดหนึ่งว่า ที่ฝึกสติปัฏฐานมา ฝึกอย่างไรครับ?

 

ผู้ถาม : ตอนแรก ฝึกอยู่กับลมหายใจก่อน หลังจากนั้นเริ่มลองทำความรู้สึกกับมือ 1 ข้าง แล้วก็เป็นมือ 2 ข้างพร้อมกัน หลังจากนั้น ฝึกให้รู้สึกทั้งตัวพร้อมๆ กัน เรื่องพวกนี้จะเหมือนกับว่า จะทำให้ทุกอย่างที่กังวลใจ ที่ติดอยู่ หลุดคลายออกไป ซึ่งดีมากๆ

แต่ในช่วงที่ผมจะต้องทำงาน บางทีเราฝึกตรงนี้เยอะเกินไป จนทำให้เนื้องานของเรา เข้าถึงฟีลลิ่งค่อนข้างช้า 

 

ดังตฤณ : เข้าใจประเด็นคำถามแล้วครับ อย่างนี้นะครับ จริงๆ แล้ว ทางโลกกับทางธรรม จะว่าไปด้วยกันก็ได้ หรือจะเป็นคนละฝั่งกันก็ได้ ..ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ชีวิตมาถึงไหน

 

ผมพูดแบบสุดโต่งขั้วหนึ่งก่อน ขั้วที่ว่า จิตของเราตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว และเราก็เห็นกายเห็นใจได้ตลอดเวลา แบบไม่ต้องไปเค้น หรือไปพยายามตั้งอกตั้งใจอะไรมาก

 

มันเห็นของมันเองขึ้นมาอยู่เลย นี่เรียกว่า ต่อให้เราทำอะไรอยู่ก็ตาม ก็จะมีสติของมันอยู่เองโดยอัตโนมัติ



แต่อีกข้างหนึ่ง คือ เรายังไม่มีสติเป็นอัตโนมัติ เรายังต้องสู้กับกิเลสอยู่ หรือว่าจะต้องเลือกนะว่า ณ เวลานี้ นาทีนี้ เราจะอยู่กับธรรมะ หรือเราจะอยู่กับโลก .. แบบนี้แหละ ตรงนี้แหละที่จะสับสน ตอนที่อยู่ตัวแล้วนี่ไม่สับสน เข้าใจนะ

 

ประเด็น คือ ทำอย่างไร เราถึงจะหายสับสน ในช่วงที่จิตกำลังขัดแย้งกันอยู่?

วิธีง่ายๆ ก็คือว่า ณ นาทีที่เรากำลังรู้สึกว่า นี่ต้องเลือกระหว่างโลกกับธรรม เราอย่าเพิ่งไปเลือก ขอให้เราดูก่อนว่า ณ เวลานั้น วินาทีนั้นเลย จิตเป็นกุศลหรืออกุศล

 

ผมแนะนำให้นิยามแบบนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะจำได้ง่ายๆ ว่า จิตกำลังดีอยู่หรือไม่ดีอยู่ จิตสว่างอยู่หรือว่ามืดอยู่ หรือจิตกำลังพร้อมที่จะอยู่กับโลก หรือพร้อมที่จะอยู่กับธรรมกันแน่

 

ถ้าตอนสำรวจ ตอนถามตัวเอง เกิดความเฉื่อยขึ้นมา เกิดความรู้สึกเฉยๆ เกิดความรู้สึกชืดชา พูดง่ายๆ ว่า บางที เราไปแอบคิดเอาว่า เอ.. อย่างนี้ เป็นเพราะการปฏิบัติธรรมมากเกินไปหรือเปล่า จิตเลยเฉยๆ ชืดๆ ชาๆ จืดๆ ไม่มีรสเปรี้ยวหวานมันเค็มเหมือนอย่างที่ควร หรืออย่างที่เคย อะไรแบบนี้

 

เราก็ตอบตัวเองไปตามจริงว่า จิตของเรากำลังชืดๆ ชาๆ ไม่ได้เป็นบวก ไม่ได้เป็นลบ ไม่ได้เป็นกุศล ไม่ได้เป็นอกุศลอะไรชัดเจน 

พอเรามีสติเห็น ภาวะของจิตของเราตามจริงอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้นเป็นอันดับต่อไป?

 

เราได้ชื่อว่า เราเห็นว่า จิตของเรานี่ เป็นดวงหนึ่ง เป็นจิตดวงหนึ่งที่อยู่ในระหว่างของการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ระหว่างดีกับไม่ดี ระหว่างปรุงแต่งมากกับปรุงแต่งน้อย

 

คำว่า ปรุงแต่งมาก หมายความว่า เรื่องมันไม่มี ไม่มีเหตุให้จิตเป็นแบบนั้น เราก็ไปปรุงแต่งให้จิตเป็นแบบนั้น ..เหมือนกับที่ดาราทำๆ กัน

 

ถ้า ปรุงแต่งน้อย หมายความว่า ความปรุงแต่งมากๆ นั้นมันลดระดับลง มาจนกระทั่งถึงจุดที่ความปรุงแต่ง ถูกปรุงแต่งด้วยสภาพความจริง ที่กำลังปรากฏอยู่ ณ ขณะนั้น 

 

เช่น เรากำลังนั่งอยู่ ท่านั่งก็บอกเราว่า นี่กำลังนั่งอยู่ แล้วพอท่านั่งนั้นหายใจเข้า ท่านั่งนั้นหายใจออก ก็มีความปรุงแต่งทางจิต ตรงตามนั้นเลย เป๊ะๆ เลย ราวกับว่าเป็นอันเดียวกัน ..จิตกับกาย.. นี่เรียกว่า ปรุงแต่งน้อย

 

เข้าใจ Point นะครับ คือ ปรุงแต่งมากนี่ เราไปใช้จินตนาการ ส่วนการปรุงแต่งน้อย คือ เราใช้สติอยู่กับความจริง

ทีนี้ พอเราสามารถนิยามได้แบบนี้ชัดเจน มันเกิดอะไรขึ้น?

 

จะเกิดความสามารถแยกแยะเป็นบล็อกๆ ว่า ตอนที่จะต้องปรุงแต่งมาก ตามหน้าที่การงาน ตามอาชีพ 

จิตจะสวิงแบบหนึ่ง จิตจะมีความรู้สึกว่า ตัวเราต้องกลายเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง จิตจะมีความรู้สึกว่า เราสามารถออกท่าออกทางอย่างไร ให้เกิดสีสัน ให้เกิดความรู้สึกมันส์ 

 

เพราะว่าบนหน้าจออินเทอร์เน็ต หรือหน้าจอภาพยนตร์ ทีวี อะไรก็แล้วแต่ ที่มันจะตรึงสายตาคนได้ ต้องมีท่าทางที่มี Energy มีพลัง แล้วก็สามารถสะกดสายตาคนได้

 

ซึ่งตรงนี้ ด้วยความเข้าใจแบบนี้ ทำให้เริ่มต้นขึ้นมาเราเห็นได้แล้วว่า สภาพกาย สภาพจิต ที่สวิงไปทางโลก จะประมาณนี้

 

ส่วนตอนที่ความปรุงแต่งลดลง จนน้อยที่สุด ก็คือว่าเท่ากัน เสมอกันกับภาวะทางกายทางใจ ที่กำลังปรากฏ



ตรงนี้ผลคือว่า เราจะรู้ว่า โลกกับธรรม ต่างกันตรงนี้ ปรุงแต่งมาก ปรุงแต่งน้อย

 

เสร็จแล้ว คุณจะมีความเข้าใจแตกยอดออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

ทุกครั้งที่สังเกตเข้ามา ถามตัวเองว่า ตอนนี้ปรุงแต่งมากหรือปรุงแต่งน้อย 

อยู่ในภาวะจิตแบบเฉื่อยๆ หรือมีความกระตือรือร้น

จะเห็นเป็นบล็อกๆ จะเห็นแยกเป็นขณะๆ แล้วก็ไม่ไปยึด 

 

ตรงนี้ที่สำคัญที่สุด คีย์เวิร์ดอยู่ที่ตรงนี้ คือ ถ้าหากว่าจิตของคุณ 'มีสติ' เห็นได้ว่ามันสักแต่เป็นบล็อกๆ ก็จะไม่มีตัวเดิมของคุณ ให้เกิดความพะวง เข้าใจไหมครับ?

 

ที่ผ่านมา คำถามของคุณ ก็คือว่า คุณมีความพะวงอยู่ แล้วทำอย่างไรจะออกจากความพะวงนี้? นี่ เป็นจุดที่เป็น keyword

 

พอคุณสามารถมีสติ แยกได้เป็นบล็อกๆ ความพะวงจะหายไป เหลือแต่ความเห็นว่า จิตแต่ละดวง จิตแต่ละขณะ ไม่ใช่ตัวเดิม จะต่างไปเรื่อยๆ เราไม่ต้องไปแคร์

 

ตรงที่ไม่แคร์ ตรงที่ไม่พะวงนั่นแหละ มันจะกลับเข้าร่องเข้ารอยหน้าที่ ณ ขณะนั้นได้เอง โดยไม่ต้องไปพยายามฝืน หรือว่าพยายามคิดว่า เอ๊ะ นี่อยู่กับโลกมากเกินไปหรือเปล่า นี่อยู่กับธรรมมากเกินไปหรือเปล่า

แต่เราจะเห็นว่า จิตในขณะนี้ สมควรที่่จะอยู่กับโลก .. จิตในขณะนี้ ที่เป็นตัวของตัวเองแล้ว เลิกจากงานแล้ว ก็มาอยู่กับธรรมะได้

 

ตรงนี้แหละ ที่มันจะกลมกลืนกับเส้นทางชีวิตของผู้ถามช่วงนี้มากที่สุด

__________________

 

คำถามเต็ม : เป็นนักแสดงด้วยอาชีพอยู่ในโลกที่มีความว้าวุ่นใจตลอดเวลา จึงฝึกเจริญสติมาเรื่อยๆเราจะเชื่อมโลกของทางธรรมกับทางโลกได้อย่างไร ในเมื่ออาชีพต้องอาศัยรูปลักษณ์และกิเลสทำงาน?

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

 

คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=-kd7vk6fjLM