วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

นั่งสมาธิ เห็นแสงสีขาวสาดเต็มหน้า คืออะไร

ผู้ถาม : ขอถามเกี่ยวกับสภาวธรรม คือนั่งสมาธิอยู่ แล้วเห็นเป็นแสงสีขาวอยู่เต็มหน้า พอเห็นสักพักก็ดูจิต เห็นกิเลส เห็นโทสะ เห็นโมหะ ก็มองพิจารณาดูไปเรื่อยๆ ในแสงสีขาว แต่ไม่ได้เข้าไปเพ่งหรือไปดูอะไรในแสงสีขาวที่สาดมาเต็มหน้า .. อยากจะถามว่าแสงนั้นคืออะไรครับ

 

ดังตฤณ : เขาเรียกว่า ‘โอภาส’

 

ถ้าเป็นภาษาทางธรรม ภาษาของนักปฏิบัติ เรียกว่าโอภาส ซึ่งความสว่างแบบสปอตไลท์นี่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ กับทุกคนที่ใจเริ่มเปิดนะครับ ใจที่เริ่มจะไม่ถูกครอบงำอยู่ด้วยความคิด

 

จัดเป็นอาการปรุงแต่งชนิดหนึ่งของจิตนะ จะเรียกว่าเป็นแสงจากจิตก็ได้ จะเรียกว่าเป็นความปรุงแต่ง เป็นสภาวะธรรมชาติ ที่ฉายเข้ามาถึงจิตก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามองออกมาจากมุมไหน

 

อย่างถ้าหากว่า เรารู้สึกถึงจิตอยู่ แล้วจิตสว่าง จิตเต็มดวง จิตมีความตั้งมั่นอย่างนั้น ก็ชัดเจนว่าเป็นแสงของจิต เป็นแสงกุศล หรือว่ามหากุศลที่เบ่งบานออกมานะ

 

แต่ถ้าหากว่า เรานั่งอยู่แล้วรู้สึกเหมือนกับว่า มีแสงส่องมาจากตรงหน้าอย่างนี้ก็เป็นภาวะของธรรมชาติ เป็นสภาวะของแสงสว่างนะครับ ที่มาปรุงแต่งให้จิต เห็นเป็นความสว่างอยู่ตรงหน้า จะเป็นความสว่างตรงหน้า หรือเป็นความสว่างที่ฉายออกมาจากใจกลางจิตก็ตาม ให้มองเป็นสภาวะ ที่เป็นกุศลหรือมหากุศลนะครับ

 

ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่ทำให้จิตของเรา มีความเปิด มีความกว้าง มีความสามารถที่จะรู้เห็นอะไรได้ตรงตามจริง มีความสามารถที่จะรู้เห็นอะไรแบบที่ใจฟุ้งซ่านนี่ รู้เห็นไม่ได้ หรือว่าไม่สามารถรู้เห็นด้วยแก้วตา ไม่สามารถรู้เห็นด้วยแก้วหูนะ

 

อย่างเช่น เวลาที่คุณจะพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องโทสะ หรือเรื่องอะไรมาก่อน ก่อนหน้าที่จะเกิดแสงสว่างแบบนี้ ก็จะย้อนกลับมาแล้วก็ทำให้เรามีความเห็น ที่กระจ่างชัดขึ้น

 

อย่างเช่น เดิมเวลาเราพิจารณาโทสะ ในขณะที่เรากำลังลืมตาตื่นอยู่ เป็นปกติอยู่แบบนี้ เราจะพิจารณาได้แค่ว่า โทสะมีความร้อนในอกขึ้นมา ทำให้เกิดความพลุ่งพล่าน ทำให้กล้ามเนื้อของเราเคร่งเครียด

 

แต่เวลาที่อยู่ในนิมิต เราเห็นโทสะเป็นอีกแบบหนึ่ง จะมีรูปของโทสะ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดโทสะ หรือว่าเหตุการณ์ที่เราแสดงโทสะออกไป แล้วมองว่าโทสะเหล่านั้น ภาพเหตุการณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป จริงๆ แล้วไม่น่าเอาใจของเรา ให้ไปโดนคลอกในไฟโทสะแบบนั้นเลย

 

พอเราถอนออกจากสมาธิไป แล้วเกิดเหตุการณ์ยั่วยุให้เกิดโทสะอีก ก็จะมีใจส่วนหนึ่งที่เป็นสติ บอกเราว่าลักษณะของโทสะ ที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นฟืนเป็นไฟอย่างนี้ เป็นแค่ของชั่วคราว จริงๆแล้วเราไม่ต้องยอมถูกคลอกก็ได้ อันนี้คือประโยชน์ที่จะได้จากนิมิตสมาธินะครับ

 

คือต่อไปนะครับถ้าเกิดแสงสว่าง ผมแนะนำอย่างนี้ ให้มองว่านี่เป็นสภาวะชั่วคราวภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสมาธิ มีประโยชน์นะ

 

บางคนนี่ถูกแนะนำมาว่า ถ้าเจอแสงสว่างให้ตัดทิ้ง เจอแสงสว่างอย่าไปสนใจ เจอแสงสว่าง จะเป็นเครื่องขวางทางเจริญสติ จริงๆแล้ว ไปดูได้เลยพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เยอะเลยนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของโอภาส

 

คือขอแค่เราไม่หลงไป ว่าจะเอาโอภาสไปใช้ดูโน่นดูนี่ นอกกายนอกใจ ก็จะมีประโยชน์ทั้งสิ้น

 

ถ้าหากว่าสว่างขึ้นมา สว่างโพลงขึ้นมาเฉยๆ แล้วยังไม่มีอะไรปรากฏ เราไม่ต้องไปเร่งให้อะไรปรากฏทั้งสิ้น เราดูความสว่างไปนั่นแหละ ด้วยการทำไว้ในใจเฉยๆ ว่าความสว่างนี้เป็นของชั่วคราว เมื่อปรากฏขึ้นมา ดูซิว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าหากว่าจะอยู่นานสามนาที ก็ให้อยู่ไปสามนาที ถ้าหากจะอยู่ไปสามชั่วโมง ก็ให้อยู่ไปสามชั่วโมง ถ้าหากว่าจะอยู่ไปเป็นวันก็ให้อยู่ไปเป็นวัน ไม่ต้องไปขับไล่

 

แค่ทำไว้ในใจเท่านั้นว่า ความสว่างนี้เป็นหนึ่งในความไม่เที่ยง ที่เราจะอาศัยรู้ชัดๆ อาศัยดูชัดๆ แล้วถ้าหากว่าความสว่างนี้ จะพาอะไรมาให้เราดูอีก อย่างเช่นที่คุณว่า แล้วเราได้มองเห็นแล้วว่าเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ

 

อันนี้ก็คือ ประโยชน์อีกส่วนหนึ่งของความสว่าง ที่จะเกิดขึ้นเอง เราไม่ได้ไปพยายามบีบคั้นให้เกิดขึ้นนะ

 

ผู้ถาม : บางทีนั่งไปเหมือนจิตไปพักผ่อน ดับไปเลย แล้วตื่นขึ้นมาใหม่ แล้วก็เห็นแสงสว่างแล้วก็พิจารณาอย่างที่บอกตอนแรก ช่วงที่หลับไปคืออะไรครับ

 

ดังตฤณ : อันนั้นเป็น ‘ภวังค์’

 

คำว่าหลับ คำว่าภวังค์ หมายถึงว่า เราไม่รู้อะไรเลย

 

ภวังค์มีสองแบบ ที่ผมเอามาใช้ง่ายๆ นะครับ คือภวังค์หลับ กับ ภวังค์สมาธิ

 

ถ้าหากเป็นภวังค์หลับ จะหายไปเลย ตื่นขึ้นมาอีกทีงัวเงีย

กับภาวะสมาธิ จะหายไปวูบหนึ่ง แล้วกลับหงายขึ้นมาเป็นจิตที่สว่าง จิตที่ตั้งมั่น

 

ลักษณะนี้เป็นลักษณะธรรมชาติของจิตนะ จิตของเราโดยเดิม มนุษย์ทั่วไปนะครับตอนฝึกสมาธิ จะเป็นจิตคิดๆ นึกๆ จิตฟุ้งซ่าน ซึ่งโดยกระบวนการธรรมชาติ ต่อให้เป็นพระอรหันต์ คือพอจะเปลี่ยนจากจิตแบบคิดๆ เป็นจิตที่เป็นสมาธิ จะมีอาการวูบ จะวูบเล็กๆ เหมือนตกหลุมอากาศนิดเดียว หรือว่าจะวูบใหญ่ๆ แล้วกลับหงายขึ้นมา คล้ายกับกะลาที่คว่ำอยู่ แล้วหงายขึ้นมาเจอท้องฟ้าแบบนี้ ขึ้นอยู่กับคน

 

ถ้าวูบลงไปใหญ่ๆ แสดงว่ากำลังสมาธินี่ยังอ่อนอยู่  ก็เลยวูบนาน แล้วกว่าที่จะได้ฤกษ์รวมตัว จิตรวมแล้วหงายกลับขึ้นมา

 

แต่ถ้าหากว่าคว่ำเล็กๆ แล้วก็กลับหงายขึ้นมาเลย อันนี้เรียกว่ากำลังสติ กำลังสมาธินี่เริ่มอยู่ตัวนะครับ

 

ทีนี้คุณก็แค่สังเกตเฉยๆ ไม่ต้องไปพยายาม ยิ่งพยายาม ยิ่งอยาก ..ยิ่งไม่ได้นะ

 

เรื่องสมาธินี่ เราแค่สังเกตเฉยๆ ว่าเราทำสมาธิแบบนับหนึ่งสองสามไปทุกครั้ง ไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ได้มีตัณหา ไม่ได้มีความอยากว่าจะกลับไปสมาธิอีกเร็วๆ

 

เอาแค่ว่าเราเดินเข้าสมาธิแบบนั้น ด้วยตามลำดับ หนึ่ง สอง สามอย่างไรเราจำได้นะ นั่งหลับตาไป แล้วเห็นอะไร เห็นลมหายใจ หรือว่าเห็นท่าทางก่อน ถ้าเห็นท่าทางก่อน นั่นเรียกว่ามีฐานของสมาธิที่ดีนะครับ

 

เห็นว่าท่านั่งอยู่นี่ ต้องหายใจเข้า ต้องหายใจออก และพออยู่กับท่านั่งไปได้สองสามลมหายใจ ก็มีปรากฏชัดขึ้นมา มีการกระเพื่อมออก มีการกระเพื่อมเข้า ซี่โครงมีการขยายออก แล้วมีการยุบเข้ามา แล้วเห็นสายลมหายใจชัด

 

ถ้าหากว่านิมิตของเรา เราจำได้แม่น ตรงนี้ให้สันนิษฐานว่ากำลังของเราเริ่มเยอะ แล้วพอเข้าสู่ภาวะที่คุณว่ามา สังเกตดู แค่สังเกตเฉยๆ จะรวมเร็วจะหายไปวูบเดียว แล้วก็พลิกกลับมา หงาย กลายเป็นเปิด ..จิตเปิด

 

แล้วแสงสีขาว หรือว่าความสว่าง จะมาจากข้างหน้าก็ตาม หรือว่าออกมาจากเบื้องลึก ใจกลางของจิตก็ตาม ไม่ต้องให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญแค่ว่า ความสว่างนั้นอยู่ได้นานแค่ไหน

 

เราดูไป ดูไปด้วยอาการทำใจว่าความสว่างอยู่ได้นานแค่ไหน อยู่ได้กี่ลมหายใจ หรือว่าลมหายใจอาจจะไม่ชัดแล้ว เราก็ดูไปว่า ดูอย่างนั้น ดูด้วยความเพลิดเพลิน ดูด้วยความสบายใจด้วยความรู้สึกว่า ฉันเห็นแสงสว่างอยู่นะ เพื่อที่จะได้ดูจุดจบของมัน ว่าจะลงเอยเสื่อมอย่างไร หรือถ้าหากว่าความสว่างนั้น จะฉายอะไรให้ดูอีก ก็ดูไป

 

หน้าที่ของเราแค่ดู ด้วยความเข้าใจว่าการประมวลทั้งหมดนี้ สภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นแค่ของชั่วคราวอย่างหนึ่งนะครับ

____________________

ถาม : นั่งสมาธิเห็นแสงสีขาวสาดมาเต็มหน้า อยากรู้ว่าคืออะไรครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=3o7q06pbEdI

 

ฝันถึงอาชีพพยาบาลที่เคยทำบ่อยๆ จะเป็นกรรมนิมิตก่อนตายไหม

ดังตฤณ : คำว่ากรรมนิมิต ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เราทำแค่ในวันนี้ ที่เราทำเป็นประจำในวันนี้ หรือว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี่ บางทีอาจจะยังไม่ย้อมจิตย้อมใจของเรา

 

สิ่งที่ย้อมจิตย้อมใจของเราอย่างเช่น อาชีพครู อาชีพพยาบาล อาชีพหมอที่เหนื่อยหนักสาหัส ได้ช่วยคนอื่นแบบถึงเลือดถึงเนื้อ บางทีเข้าถึงจิตถึงใจ เกาะกุมจิตใจ เกาะกุมหัวใจเรามากกว่านะครับ

 

ก็เลยเกิดการปรุงแต่งเป็นประจำว่า สิ่งที่เป็นเส้นทางบุญของเรา หน้าตาเป็นอย่างไร

 

คล้ายๆ กับที่หลายๆ คน มักฝันถึงช่วงที่ยังใส่ชุดนักเรียน นุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ หรือว่าชุดนักศึกษาอะไรแบบนี้ อันนั้นก็เป็นช่วงต้นวัย ที่มีความผูกพันเหนียวแน่นว่า ช่วงที่ฉันมีความสุขในแบบหนึ่ง มีคนเลี้ยงดู หรือช่วงที่ฉันมีเพื่อนแบบเพื่อนจริงๆ ซึ่งหาไม่เจอในที่ทำงานอะไรแบบนี้ ก็อาจจะทำให้ถวิลหา

 

แล้วก็บางที พอเราพูดเรื่อง ‘กรรมนิมิต’ เราพูดถึง ‘เจตนา’ หรือสิ่งที่เราทำไป ในแบบที่ใจเต็มๆ ของเรานี่เอาด้วย ซึ่งมักเกิดขึ้นในจังหวะที่เราอยู่ในช่วงหนึ่ง ที่ใจยังเหมือนกับไม่ซับซ้อนมาก ใจอยู่ในช่วงสถานการณ์ทางจิตวิญญาณที่ไม่ซับซ้อนมาก มีอารมณ์เต็มๆ มีเจตนาตั้งแน่วเข้าไปจริงๆ เอาเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

อย่างเช่น เจอคนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ แล้วพุ่งเข้าไปช่วยทันที ด้วยความรู้สึกว่า อยากช่วยเดี๋ยวนี้ อยากให้เขารอดจากความทุกข์ความโศกเดี๋ยวนี้ ใจเต็มๆ ในลักษณะนั้น มักจะมีความหนักแน่น เป็นกรรมที่หนักแน่น

 

เหมือนอย่างนี้ ที่บอกว่าชอบฝันเกี่ยวกับตอนเป็นพยาบาล ก็เพราะว่าช่วงเป็นพยาบาลนี่ ได้ช่วยแบบถึงเลือดถึงเนื้อ แล้วจะมีอยู่บ่อยครั้งที่จิตของเรา มีความปรารถนา ให้คนไข้ผู้ป่วยได้ทุเลาจากความเดือดร้อนจริงๆ เบาบางจากความทุกข์ที่เขาเป็นอยู่ หรือช่วยให้เขาอย่างน้อยสบายขึ้นได้

 

ใจเต็มๆเหล่านั้น เป็นลักษณะของจิตที่อนุเคราะห์ ลักษณะของจิตที่ให้ทาน

 

คือบางคนมักไปนึกว่า ก็ได้เงินเดือน ก็แลกกัน .. แต่จริงๆ ในทางกรรมและวิบากไม่ได้มองอย่างนั้นนะ ว่าเราทำนี่ เราเอาเงินเดือน หรือว่าเรามีรายได้พิเศษส่วนเสริมอะไรอย่างไรนะครับ แต่ดูตรงที่ว่าใจของเรา ณ จุดเกิดเหตุ อยากช่วยแค่ไหน

 

ถ้ามีความอยากช่วยเต็มๆ นี่ แบบนั้นผูกทันที ผูกเหนียวแน่นเลยว่านี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าบุญ ที่อยู่ติดตัวของเรา

 

แล้วเวลาที่จะตาย ก็จะได้ภาพเหล่านี้ย้อนกลับมา โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงไม่ต้องออกแรงคิด เป็นอะไรก็ตามที่ในชีวิตนี้ จะมาส่งเสริม จะมาสนับสนุนในช่วงที่เราจะต้องทิ้งชีวิตนี้ไปนี่แหละ

 

ทีนี้ บางคนก็มักสงสัยว่า แล้วแบบนี้จะออกหัวออกก้อยอย่างไร

 

ตรงนี้ เขาแบ่ง .. เรียกกันว่า กองบุญและกองบาป .. ปุญญาภิสังขาร และ อปุญญาภิสังขาร .. จะเห็นเป็นภูเขาเลยนะ เป็นกองจริงๆ ในช่วงท้ายๆ

 

เขาถึงบอกว่าจิตสุดท้าย ถ้าคิดดีอยู่บ่อยๆ ใจของเรา จะไม่อยากนึกถึงสิ่งไม่ดี ไม่อยากนึกถึงอะไรที่เราพลาดไปแล้ว เราไปตัดสินตัวเองได้ในภายหลังว่าชั่วร้าย

 

ทุกคนเคยมีกันหมดแหละ ทั้งภาคดีภาคร้ายในชีวิตหนึ่ง แล้วก็ซับซ้อนมาก แต่ว่าใจของเราที่มาพบกับพุทธศาสนาแล้ว เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเจริญมรณะสติแล้วนี่ สมควรที่จะนึกถึงแต่เรื่องดีๆไว้ เพื่อที่จะมีกำลังใจ บีบให้ตัวเอง บีบให้ใจตัวเอง อยู่ในร่องในรอยของการที่ จะใช้ชีวิตที่เหลือนี่ บนเส้นทางสีขาวต่อไปเรื่อยๆ

 

แล้วพอถึงเวลาจวนอยู่จวนตายขึ้นมาจริงๆ ก็จะได้ใช้สิ่งนี้ มีความเคยชินมาแค่ไหนก็ได้ใช้แค่นั้น คือเราสะสมมาว่าต้องตายนาทีนี้นี่ จะเอาดีอะไรไปตาย

 

พอถึงเวลาขึ้นมาจริงๆ จวนตัวจริงๆ มันเอาสิ่งที่ระลึกไว้เป็นประจำนี่มาใช้จริงๆ นะ จิตจะหน่วงมาแบบมีพลัง เหมือนกับคนที่ได้ทำสมาธิมาชำนาญ มีพลังที่จะหน่วง เอาความดีทั้งหลายเข้าใส่ตัว

 

ตัวที่เป็นความดีทั้งหลาย ก็คือกองบุญ.. กองบุญมาในรูปนิมิตของความสว่าง ตอนแรกนี่เป็นความสว่างจ้า ที่ยิ่งใหญ่เฉยๆ แต่เสร็จแล้วนี่จะมีกระบวนการทบทวน

 

ภาพดีๆ ที่เราเคยทำมา จะไหลเข้ามา เทเข้ามา ที่เราเคยนึกไม่ออกระหว่างมีชีวิตนี่ ก็จะเข้ามาด้วย ที่นึกว่าลืมไปแล้ว ที่นึกว่าไม่ได้ทำ จะมาหมดเป็นไปแต่ในทางดี เพราะว่ากองบุญมาก่อน แสงสว่างมาก่อน นำมาก่อน ก็เลยกระตุ้นแต่นิมิตที่ดีๆ นะ

 

แต่ถ้าเป็นตรงกันข้าม ช่วงท้ายๆ เอาแต่เครียด เอาแต่กลัว หรือว่าเอาแต่กังวลใจไป หรือว่าเอาแต่คิดจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่แย่ของคนอื่น กอบโกยให้ตัวเอง ที่ควรจะสั่งมาก็ไม่สั่ง ที่ควรจะอนุมัติก็ไม่อนุมัติสักที ไม่เห็นแก่ใครทั้งสิ้น เห็นแก่พวกพ้องหรือคำสั่งที่อยู่ค้ำคอ อะไรแบบนี้

 

ประเภทนี้พอเวลาจะตาย คิดอะไรดีๆไม่ออกจริงๆ

 

ที่เรานึกว่าเราได้จากคนอื่นจำนวนเป็นสิบๆ ล้าน ในระหว่างมีชีวิต พอจะตาย เห็นเลยนะ .. ไม่ใช่การได้ แต่เป็นการเสียเส้นทางของความดี เสียกองบุญ เสียความสามารถที่จิตจะหน่วงเอาความสว่างมาเข้าตัวได้

 

จะเห็นในช่วงท้ายๆ เลยว่าหลุมดำเป็นอย่างไร หลุมดำแห่งความชั่วร้าย หลุมดำแห่งอกุศล อกุศลธรรมที่เราพลาดทำมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากินกับประชาชน หากินกับความเดือดร้อนของประชาชนนี่ เวลาหลุมดำเข้ามาครอบหัวในช่วงไกล้ตาย จะนึกอะไรดีๆ ไม่ออกเลย แล้วก็ตอนนั้นจะดิ้นรน หรือว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร ก็สายเกินไปนะ 

 

ลักษณะของกรรมนิมิต ที่จะมาถึงในช่วงท้ายๆ พูดง่ายๆ นึกเป็นความมืด แบบหลุมดำ หรือว่านึกเป็นแสงสว่าง เหมือนกับพระอาทิตย์ดวงใหม่ ที่จะมาปรากฏ

 

ถ้ากองบุญมีมากกว่ากองบาป แล้วใจของเราโน้มเอียงไปในทางกองบุญนะอะไรดีๆ จะมารวมกันอยู่ตรงนั้นแหละ ที่เป็นแสงสว่างจ้าๆ แล้วอย่างภาพที่เราเคยทำดีมา ถึงแม้จะเป็นช่วงหนึ่ง เราออกมาจากตรงนั้นแล้ว มันก็ไม่ไปไหน แต่อยู่ตรงนั้นแหละ แล้วก็จะให้ผลแบบที่เรารู้เลยว่า สำคัญเพียงใดกับประตูการออกไปจากชีวิตนี้

_____________________

ถาม : เคยทำงานพยาบาล ปัจจุบันเปลี่ยนไปทำงานอื่น แต่มักฝันถึงการทำงานพยาบาลบ่อยๆ จะเป็นกรรมนิมิตก่อนตายมั้ยคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=VJ5pKcI1asU

  

การกระทำแบบไหนเรียกว่าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ดังตฤณ : การกระทำในแบบของพุทธ ที่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนอย่างแท้จริง ตั้งต้นที่เจตนาครับ

ไม่ใช่ตั้งต้นที่ว่า ผลสุดท้ายลงเอยแล้ว จะมีใครได้รับผลกระทบ

 

แล้วก็บางที เขาคิดไปเองว่า เราทำร้ายเขา หรือว่าทำไม่ดีกับเขา ซึ่งความคิดไปเองนี่ ช่วยไม่ได้

แต่สิ่งที่ช่วยได้คือ เราตั้งธงไว้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า เราจะไม่เบียดเบียนใคร และวิธีที่จะแน่ใจว่า เราอยู่ในเส้นทางของการไม่เบียดเบียนคนอื่น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก็คือ การตั้งใจถือศีลตลอดชีวิต

 

การถือศีลตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็น ‘มหาทาน’ เหตุผลก็เพราะว่า เราได้ให้ความปลอดภัยกับคนไม่เลือกหน้า

 

ถ้าหากว่า เราไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะถือศีล พอเกิดสถานการณ์ยั่วยุ ก็ไม่แน่ว่าเราจะตั้งใจที่จะไปเบียดเบียนเขาไหม ตั้งใจไปฆ่าเขาไหม ตั้งใจจะไปลักทรัพย์ฉ้อโกงเขาไหม ตั้งใจจะไปผิดลูกผิดเมียเขาไหม

 

ถ้าไม่ตั้งใจไว้ก่อน สถานการณ์ที่เข้ามากระทบ หรือว่าปะทะใจตรงๆ จะทำให้ใจมีปฏิกิริยาที่ไม่แน่นอน มีความลังเลขึ้นอยู่กับว่าเรื่องยั่วยุนั้น จะแรงแค่ไหน

 

แต่ถ้าหากว่า ตั้งใจไว้ก่อนว่า อย่างไรก็จะไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรม ไม่ว่าจะมีเรื่องยั่วยุแค่ไหน อันนี้แหละที่จะชัดเจนนะครับ ว่าเราเป็นความปลอดภัย ให้กับคนและสัตว์ไม่เลือกหน้าตลอดชีวิตแน่นอน

 

ความตั้งใจนี้ถ้าหากว่า .. บางทีเราก็มองนะว่า เราตั้งใจไม่โกง เราตั้งใจไม่ลักทรัพย์คนอื่น แต่ว่าที่ทำงานของเรา หรือกระทั่งเจ้านายของเรา กลับอยากจะได้ทรัพย์ของคนอื่นมา ด้วยวิธีมิชอบ แล้วก็มาบอกว่า แกนี่เป็นตัวถ่วงของบริษัท แกนี่แย่มาก คิดอะไรล้าหลัง เป็นคนโบร่ำโบราณ ไปเชื่อเรื่องที่คนโบราณขู่มานรกสวรรค์อะไรแบบนี้นี่ แล้วก็ด่าทออะไรต่างๆนานา ด้วยความเจ็บใจ เพราะว่าผลของการที่เราตั้งใจดี กลายไปเป็นผลกระทบกับคนอื่นเขา อย่างนี้เป็นเรื่องของเขาที่เขาจะเห็นไป

 

เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปเบียดเบียนจิตใจเขา ด้วยการไปขยำขยี้จิตใจเขาให้ยู่ยี่ ไม่ใช่นะ .. จิตใจเขายู่ยี่เอง ด้วยกำลังบิดของเขาเอง ใจของเรานี่ตั้งใจที่จะรักษาประโยชน์ให้เขาต่างหากนะครับ

______________________

คำถาม : การกระทำแบบไหนจึงจะถือว่าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะบางครั้งมีคนมารู้สึกกับการกระทำของเราเอง ทั้งที่เขาอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึก?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=N_XA0Oax6js

** IG ** 

ดูกายดูใจระหว่างวัน รู้ว่าคิดตอนหลับแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ทำถูกไหม

ดังตฤณ : การที่เราดูเข้ามาในกาย ดูเข้ามาในใจนี่นะ ไม่ว่าเราจะเห็นอะไร ให้มองว่าเป็นนิมิต

 

คือจะหลับตาหรือลืมตาก็ตาม เพียงแค่ระลึกเข้ามาในกายนี้ 

ยกตัวอย่างเช่น ผมหลับตาตอนนี้ นึกถึงท่านั่งขึ้นมา ท่านั่งนี้หายใจอยู่ แค่นี้ก็คือนิมิตแล้ว 


ทีนี้ ทุกนิมิตที่เกิดขึ้นโดยอิงอาศัยสภาพทางกาย สภาพทางใจ จะปรากฏเป็นอะไรก็แล้วแต่ จะถูกต้องตามสภาวะของจิตของเรา ณ บัดนั้นเสมอ ไม่มีอะไรที่ผิดเลย

 

ที่ผิดนี่ บางทีเกิดขึ้นจากความสงสัยไม่แน่ใจ ว่า เอ๊ะ! ฉันทำถูกอยู่หรือเปล่า หรือมีความอยากว่า ฉันอยากจะให้จิตใจสงบ ฉันอยากจะเลิกฟุ้งซ่าน ฉันอยากจะให้เกิดฌาน ฉันอยากจะให้เกิดมรรคผล 

นี่แหละตรงนี้ ความอยาก และความไม่รู้ ความขี้สงสัยของคนนี่แหละ ที่ทำให้สิ่งที่ปรากฏอยู่ชัดๆ อยู่แล้วในจิต ถูกต้องอยู่แล้ว กลายเป็นสิ่งที่เหมือนไม่ถูกต้องไป

 

อย่างที่บอกมาว่า รู้สึกถึงร่างกายว่ากำลังหลับ แต่ระหว่างที่หลับอยู่ รู้ว่ากำลังคิด นั่นแหละคือนิมิตความคิด มีนิมิตความคิดอะไรบางอย่าง ปรากฏขึ้นในท่านอนแน่ๆ 

ให้มองนะ ต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง ว่าความคิดนั้น จรเข้ามาโดยที่เราไม่ได้เชื้อเชิญ และแป๊บนึงก็จะจรหายจากไปจากร่างนอนนั้น โดยที่เราไม่ต้องไปขับไล่ไสส่งเช่นกัน

 

ด้วยการตั้งมุมมองไว้ถูกต้อง จะเกิดสติ สังเกตการณ์อย่างถูกต้องตามไปด้วย ว่าความคิดผ่านเข้ามาแป๊บหนึ่ง แล้วก็ผ่านออกไป

 

สำคัญคือเมื่อเกิดสติ สังเกตการณ์อย่างนั้นไปนานๆ เข้า จะกลายเป็นสติที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ที่เราจะยึดครองไว้ได้ หรือว่าอ้างได้ว่า นี่แหละเป็นความคิดเดียวของฉัน เป็นกระแสความคิดที่ไหลเข้ามา ไหลบ่าเข้ามาแบบเราไม่ได้เชื้อเชิญ แล้วก็ไหลบ่าออกไปแบบที่เราห้ามไว้ไม่ได้เช่นกัน 

ตัวนี้นะ แม้ว่าเรารู้สึกว่าเรากำลังหลับอยู่ แต่ถ้าเตรียมไว้ในใจอย่างนี้ก่อน จะมีความหนักแน่นในอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับว่าพอเข้าใจไว้อย่างถูกต้อง ว่าจะมองอย่างไร จะมีพื้นของจิตส่วนหนึ่ง .. มีพื้นที่ของจิต มีพื้นที่ของสติ ที่รับรู้อยู่ลึกๆ ว่า อ๋อ .. นี่เอง ที่ไหลมาเองแล้วผ่านออกไปเอง

 

ในที่สุดแล้ว ทั้งยามหลับและยามตื่นของเรา จะถูกเทรน (train) ให้เห็นไปอีกอย่างหนึ่งเลยนะ เห็นไปว่าความคิดที่เกิดขึ้น ที่นึกว่าเป็นตัวเรา จริงๆแล้วไม่ใช่เรา แต่เป็นแค่ภาวะหนึ่งที่ผุดขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง แล้วก็ต้องหายไปเมื่อเหตุปัจจัยนั้นหมด เรารู้จริงๆว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่เที่ยง 


แล้วถ้าเคยเป็นคนคิดมาก หรือเคยเป็นคนคิดอะไรแบบพายเรือในอ่าง พอมาดูแบบนี้นะว่า ความคิดไม่ใช่เรา ความคิดนี้เป็นแค่ภาวะหนึ่ง ที่ไหลเข้ามา และไหลออกไป ในที่สุดจะคิดน้อยลง มีความสุขกับการคิดมากขึ้น คิดแล้วตรงประเด็นมากขึ้น คิดแล้วได้อย่างใจมากขึ้นนะครับ

____________________

คำถาม : ภาวนาด้วยการดูกายดูใจในระหว่างวัน พอเวลาหลับก็รู้สึกถึงว่าร่างกายกำลังหลับ แต่ระหว่างที่หลับอยู่จะรู้ว่ากำลังคิด แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร สิ่งที่ปรากฎให้รู้เยอะมาก ทำถูกทางหรือเปล่าคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=oghVkCG04jA

 

โควิดระบาดหนัก กลัวตาย วางใจอย่างไรดี

ดังตฤณ : ยิ่งรักตัวกลัวตาย ช่วงนี้ยิ่งสมควรที่จะ เจริญมรณสติ

ศาสนาพุทธไม่ได้มีแต่คำปลอบใจ

ศาสนาพุทธไม่ได้มีแต่คำสวยๆ ที่จะทำให้คนยิ้มรับกับสถานการณ์

 

ใจ ฝืดจะแย่อยู่แล้ว ศาสนาพุทธไม่เคยบอกว่าให้ยิ้มรับ ยิ้มสู้ หรือว่าต้อนรับกับสถานการณ์เลวร้าย ด้วยจิตใจที่เบิกบานผ่องใส อะไรแบบนั้น ไม่ใช่แบบนั้น พุทธเรา จะให้รู้จักที่จะทำใจให้เข้ากับสถานการณ์ด้วย

 

อย่างเรื่องของ มรณสติ จะเหมาะกับคนที่กลัวตาย

 

ปกติเวลาพูดถึง มรณสติ คนจะนึกถึงเรื่องอัปมงคล ไปนึกถึงทำไม ความตายอะไรต่างๆ เพราะว่าคนเราถูกปลูกฝังมาว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่เป็นมงคล คือสิ่งที่ดี คือสิ่งที่ใช่ ควรจะอวยพรกัน ให้อายุยืนยาว หรือขอให้มีความสุข ขอให้อย่าได้เจอความทุกข์ ขอให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ ซึ่งนั่นสะท้อนถึงความอยากในใจของคน

 

แต่ว่าศาสนาพุทธ ขึ้นต้นมาบอกว่า อย่าไปคาดหวังว่าเราจะได้อยู่ดีมีสุขตลอดไป เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

 

ประเด็นคือ ทำอย่างไร ใจถึงจะสามารถเผชิญหน้า กับสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย โดยไม่มีความทุกข์มากเกินไป

 

นั่นก็คือ นึกถึงความตายให้ได้แบบที่จะเห็นเป็นเรื่องที่เรียกว่า ‘ธรรมดา’ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้น

 

และยิ่งกว่านั้นคือ เราต้องมีทางเลือกอื่นให้กับจิตใจของเราเอง ว่า ถ้าไม่ได้มีชีวิต แล้วจะมีอะไรดีขึ้นได้ไหม

 

คนยุคใหม่ส่วนใหญ่มองว่า เรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องสวรรค์ เรื่องการทำบุญที่จะมีชีวิตให้ดีขึ้นไปกว่านี้ เป็นนิยายปรัมปรา เป็นเพียงคำปลอบใจ เป็นเพียงที่จะให้ได้เกิดความรู้สึกว่า เดี๋ยวมีของดีมากกว่านี้รออยู่

 

แต่จริงๆ แล้วพุทธศาสนา ให้สำรวจจิตสำรวจใจตัวเองว่า เราอยู่ในภาวะแบบไหน สว่าง หรือว่ามืด .. ถ้าหากมีที่ไปหลังความตายอยู่จริงๆ เราก็ไปที่นั่นแหละ

 

คืออย่างการหมกมุ่น หรือว่าเคร่งเครียดกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ด้วยความรู้สึกว่า กลัวเราจะติดโรค กลัวเราจะติดโควิดแบบคนอื่นเขา กลัวเราจะตายทรมาน แบบที่ได้ยินข่าวกัน หายใจไม่ออกบ้างอะไรบ้าง เพราะนี่ก็เป็นเรื่องที่เกาะกินปอด เป็นจุดเจ็บที่สุดในชีวิตของมนุษย์แล้วแหละ เรื่องหายใจไม่ออก หรือว่าหายใจไม่สะดวกนะ

 

ทีนี้ การที่เราถูกความกลัวครอบงำ หรือว่าเกาะกินหัวใจอยู่นี่ เป็นความทุกข์ที่ชัดเจน ที่นำมาก่อนหน้าอาการหายใจไม่ออก ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นนะ

 

ตรงนี้แหละที่เราจะเห็นประโยชน์จากมรณสติ

 

คำว่ามรณสติ ไม่ใช่นึกถึงความตายที่น่ากลัว ไม่ใช่นึกถึงความตายที่อึดอัดไม่ใช่นึกถึงว่าเราจะติดโควิดกับเขาไหม แต่ให้นึกว่า ถ้าต้องตายไปในนาทีนี้ มีดีอะไรไปตาย

 

อันดับแรกเลยนะสำหรับคนทั่วไป คิดอย่างนี้ก่อนเลยว่า เรามีอะไรดีอยู่บ้าง

 

ถ้ามัวแต่คิดเรื่องการจากพราก มัวแต่คิดเรื่องการตายทรมาน มัวแต่คิดเรื่องว่า สงสัยเรามีชีวิตหลังความตายนี่ จะไม่น่าพอใจเท่านี้ ได้อยู่กับพ่อแม่พี่น้อง ได้อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น ได้อยู่กับสภาพชีวิตที่มีเทคโนโลยีดีๆ นี่นะ ได้บันเทิงกันมากกว่ายุคสมัยใดๆ

 

จะมีแต่ความกลัวที่เกิดจากความรู้อันแคบจำกัด ที่มนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งนี่จะรู้ได้

 

เวลาธรรมชาติเขาออกแบบมา ให้ภพภูมิมนุษย์มีอะไรบ้าง ถ้าคิดแทนธรรมชาตินะ ผมจะบอกว่า ธรรมชาตินี่เขาจำกัด ไม่ให้รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่มาและที่ไป

 

ให้รู้เฉพาะตรงนี้ เหมือนกับตรงนี้กำลังเป็นความฝันที่อยู่ๆ โผล่ขึ้นมา มีภาพโผล่ขึ้นมา แล้วเขาจะวัดใจเราว่า เราจะตัดสินใจทำอะไรบ้าง ลงกับฉากที่กำลังเป็นอยู่ ฉากฝันฉากนี้นี่นะ

 

คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกันเรื่อยเปื่อย ตามความพอใจ ไม่ได้คิดเลยว่าหลังความตาย ตัวเองจะต้องเป็นอย่างไรบ้าง เพราะไม่รู้ ธรรมชาติปิดกั้นไว้ ก็โทษกันไม่ได้นะ

 

คือพอถูกปิดกั้นไว้ ไม่ให้รู้ทั้งที่มาและที่ไป มนุษย์คนหนึ่งก็จะทำอะไรตามอำเภอใจอย่างที่อยากจะทำ

 

ทีนี้พอพุทธศาสนาสอนว่า เอาจริงๆ ก็ไม่มีอยู่แค่นี้เท่าที่เห็น แต่มีก่อนหน้านี้ และมีหลังจากนี้ แล้ววิธีที่จะเดินหน้าต่อไป ถ้าหากจะต้องตายไปในวันนี้ นาทีนี้นี่ ก็คือหาอะไรดีๆไว้เป็นที่พึ่ง เหมือนกับคนลอยคออยู่กลางทะเล ถ้าไม่มีห่วง ถ้าไม่มีเรือ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จะอยู่กลางน้ำให้ได้นี่ ก็จมเปล่าๆนะ

 

ตอนนี้ ภพภูมิมนุษย์นี่ก็เหมือนกับเรือลำหนึ่ง เรือลำเล็กๆ ที่พายลอยอยู่กลางน้ำ ถ้าหากว่าเราไม่เตรียมห่วงยาง หรือว่าไม่ได้สร้างเรือลำใหม่ไว้ ในที่สุด พอเรือลำนี้แตก ก็ต้องตกลงน้ำตายไป แบบที่ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม แล้วหาความช่วยเหลือจากใครไม่ได้ เพราะในโลกของวิญญาณ โลกของกรรมวิบาก มีเราเท่านั้นที่ช่วยตัวเองได้ มีเราเท่านั้นเป็นที่พึ่งหลังจากหมดลมหายใจไป

 

อย่าไปเชื่อนะว่าจะมีใครที่อยู่ข้างหลังในโลกนี้ จะมาช่วยเราได้ เพราะการเชื่อแบบนั้น ไม่ใช่แค่การหวังน้ำบ่อหน้านะ แต่เป็นการหวังน้ำที่ไม่มีอยู่ข้างหน้าต่างหาก

 

การที่เราซ้อมนึกบ่อยๆว่า ถ้าต้องตายนาทีนี้มีดีอะไรไปตาย จะมีประโยชน์นะ คือทำให้เราไม่หลง จิตเรามีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนว่า ถึงเวลาขึ้นมาจริงๆนะ จะนึกถึงอะไรเป็นที่พึ่ง

 

ตอนที่จิตมีเป้าหมายชัด มีโฟกัสชัดว่าจะให้นึกถึงอะไร จะมีอาการไม่ซัดส่าย ต่างจากคนที่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อนว่าจะนึกถึงอะไร เวลาที่ไปถึงนาทีนั้น เข้าได้เข้าเข็ม จะกระเจิดกระเจิง แล้วก็ตกตื่นตระหนกนะ

 

คนที่ใกล้ตายนี่ สิ่งที่จะต้องเห็นแน่ๆ คือนิมิต ว่านิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นกรรมนิมิต หรือว่าคตินิมิต

 

ถ้าเป็นกรรมนิมิตหมายถึงว่าสิ่งที่ได้เคยทำมา จะมีความทรงจำย้อนกลับมาแบบพรั่งพรู ตั้งแต่เด็กมาเลย ในชาตินี้ ชีวิตแบบนี้ รูปร่างหน้าตาแบบนี้เคยทำอะไรไว้บ้าง

 

เหมือนกับคุณคงเคยหลับๆ ตื่นๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเกิดความจำอะไรพรั่งพรูขึ้นมา ในแบบที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ คิดเกี่ยวกับเรื่องโน้น คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะเป็นไปทำนองเดียวกัน แต่อันนี้จะมาเป็นภาพเลย ชัดๆเลยนะว่าเคยทำอะไรบ้าง

 

ที่นึกว่าลืมไปแล้ว ฝังไว้แล้วใต้ดินนี่ จะกลับมาแบบที่คุณไม่มีสิทธิ์ไปคัดค้านเลยนะว่า นั่นฉันไม่ได้ทำ แกล้งหลอกตัวเอง แกล้งหลอกคนอื่นแบบที่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้นะ จะผุดขึ้นมาแล้วทำให้จิตนี่จำเลย เพราะเวลาท้ายๆ จะมีตัวปรุงแต่งจิตมาประมวลผล ว่าสมควรได้ไปไหน

 

ซึ่งนี่แหละ ก็เป็นที่มาว่าทำไมภาพความจำที่เคยทำๆ มา ถึงได้มาตอกย้ำหัวหมุดที่ตรงนั้น

 

ซึ่งถ้าเราหมั่นนึกถึงบุญ หมั่นนึกถึงกุศล แล้วก็ตั้งใจเลยว่า ที่ทำบุญไปนี่เพื่อให้ตัวเอง ได้ใช้เป็นเครื่องระลึก ว่าเราอยู่บนเส้นทางของความดีงาม อยู่บนเส้นทางสีขาว เวลาที่จะได้เวลานั้นขึ้นมานะ จิตจะเลือกที่จะนึกถึงภาพสีขาว นึกถึงภาพที่ดีๆ ที่มีความสดชื่นนะ

 

หรือถ้าหากว่าบางคน อาจจะไม่ได้มีกรรมนิมิตเกิดขึ้น ก็อาจมีคตินิมิต คือ บางทีสว่างโพลงขึ้นมา เหมือนกับท้องฟ้าสีขาว เป็นท้องฟ้าใหม่เปิดขึ้น แล้วก็รู้สึกถึงความเป็นทิพย์ รู้สึกถึงอะไรที่ดีงาม แล้วแตกต่างจากโลกใบนี้นะ

 

ไม่ใช่แค่ท้องฟ้าสวยๆ แต่เป็นท้องฟ้าที่ มีความงดงามไปอีกแบบ จะเป็นความสว่างจ้าอีกแบบหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นทิพย์ ที่ให้ความรู้สึกว่า น่าไป อบอุ่นใจนะ

 

อันนี้ก็ได้แก่คนที่ได้ทำบุญมาจนขึ้นใจ ได้ทำบุญมาจนกระทั่งว่า ใจไม่ไปทางอื่น ไม่นึกถึงสิ่งอื่น นึกถึงอะไรดีๆมาตลอด ก็มาย้อนให้ผลตอนใกล้ตายนี่แหละว่า ไม่มีทางเลือกอื่นให้ไปนะ นอกจากฝั่งฟ้าอีกฝั่งหนึ่ง ที่มีอยู่จริง แล้วก็เป็นฝั่งที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งยวด

 

คติใดคติหนึ่ง ที่ปรากฏขึ้นมา ก่อนที่เราจะตาย จะมาปรุงแต่งจิตของเรา ให้เกิดความยินดี หรือยินร้ายตามนั้น

 

ทีนี้ แทนที่เราจะให้มันมาเองแบบเสี่ยงสุ่ม เหมือนรัสเซียนรูเล็ต (หมายเหตุผู้ถอดเสียง : เกมพนันชนิดหนึ่งที่มีอาวุธปืน เป็นอุปกรณ์การเล่น) ว่าจะโดนท่าไหน ดีหรือร้าย เราซ้อมตายไว้ก่อน

 

นี่แหละตัวนี้ มรณสติก็คือว่า ถ้ารู้ ก็จะได้เปรียบชาวบ้านเขาอีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ในโลก ที่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อนนะ

 

วิธีเตรียมก็คือ ถามตัวเองบ่อยๆว่า ตายนาทีนี้ มีดีอะไรไปตาย

 

ถ้าหากว่า นึกออกบอกถูกทันทีว่า ที่เตรียมมาเป็นประจำทุกวัน คือนึกถึงสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศล ปรุงแต่งจิตให้คล้อยตามไปในกระแสแห่งบุญ ตัวนี้นะ ตอบตัวเองได้ทันทีว่า เรามีดีไปตายแล้ว มีดีไปเป็นที่พึ่งของตัวเอง เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของตัวเองแล้วนะ

 

คุณนึกถึงอย่างนี้ว่า จิตของคนปกติที่ฟุ้งซ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความระแวง เรื่องความหวาดกลัวสถานการณ์ในปัจจุบันนี่นะ จิตฟุ้งซ่านนี่จะมีอาการบอกตัวเองว่าอย่างไร

 

บอกตัวเองว่า ฉันจะติดไหม ตายแล้วนี่ฉันจะไปไหน จะมีแต่ข้อสงสัย จะมีแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกแย่ๆ เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆว่าซ้ำเติมตัวเองเข้าไป  สถานการณ์ภายนอกแย่อยู่แล้วนี่ ก็มาซ้ำเติมให้สถานการณ์ภายในยิ่งแย่หนักขึ้นไปอีก ก็ไม่เหลืออะไรดีๆ ให้รู้สึกดี

 

แต่ถ้าหากว่า ถามตัวเองว่ามีอะไรดีไปตาย แล้วตอบตัวเองได้บ่อยๆ จะสงบลงทันที ไม่ต้องไปหาคำปลอบใจ ไม่ต้องไปคิดอะไรดีๆ แบบแกล้งคิด แต่คิดอะไรจริงๆ ที่ดีจริงๆ ว่าฉันมีดี เพราะฉันนี่ได้สวดมนต์ .. สวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็น หรือเอาแค่เย็นอย่างเดียวก็ยังดี

 

หรือฉันคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงคุณงามความดีของพระองค์ คิดถึงสิ่งที่เราได้เป็นความสุข แล้วมีความรักในพระองค์ ใจก็จะสงบลงทันทีเพราะว่าลึกๆ รู้ว่าได้ไปดีแน่ แค่มีความเคารพรักในพระพุทธเจ้านะ

 

อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองนะ เป็นพุทธพจน์ ไม่ใช่ดังตฤณพูด เป็นพระพุทธเจ้าตรัสนะครับว่า เพียงให้ความเคารพรักในพระองค์ คือพูดง่ายๆ มีศรัทธาในพระองค์ เพียงเท่านี้ ก็ได้เป็นเหตุให้ได้ไปถึงสวรรค์แล้ว

 

ท่านตรัสไว้อย่างนี้ว่า ‘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏแยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า’

 

พอพระพุทธเจ้าตรัสเสร็จ ภิกษุเหล่านั้นก็แสดงความยินดีชื่นชม มาจาก อลคัททูปมสูตรที่ ๒ ลองไปหาดูได้

 

จะเป็นเรื่องดีนะถ้าหากว่าเราได้ไปดูด้วยตัวเอง ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้จริงๆนะ จะมีผลให้ .. คือถ้าหากว่าเราทำไว้ในใจ จะด้วยการสวดมนต์ระลึกถึงพระองค์ก็ตาม

 

อย่างสวดอิติปิโสฯ นี่ ทำไมถึงย้ำนักย้ำหนา เพราะว่า บทสวด อิติปิโสฯ เป็นการสรรเสริญพระคุณ หรือคุณวิเศษของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเมื่อเรามีใจเคารพรัก มีใจศรัทธา ไม่ต้องเข้าใจอะไรมากก็ได้ เอาแค่ว่ามีใจดิ่งไปในศรัทธา แน่วไปในศรัทธาของพระองค์ ก็ทำให้ใจสงบลงได้แล้ว เพราะลึกๆ ของจิตนี่จะรู้สึกว่า ตายเมื่อไหร่ ดีเมื่อนั้น ตายไปกับศรัทธาในพระองค์นี้แหละ

 

นอกจากนั้น คุณควรจะนึกถึงบุญที่ทำมาบ่อยๆ นะ ทั้งบุญที่ทำแล้ว และบุญที่ยังอยากทำอีกนะครับ

_______________________


คำถาม : ในสถานะการแบบนี้ ควรวางใจอย่างไร สติแทบจะเอาไม่อยู่ ต้องสู้กับความคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา จนบางทีก็หลุด บางครั้งก็ระงับทัน ทั้งๆที่รู้ว่าความตายเป็นของธรรมดา แต่ความฟุ้งความกลัวก็ตามติดเป็นเงา ควรจะแก้ไขอย่างไรดีครับ?

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=0_mwP5jHslk

 ** IG **