วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ซ้อมตายก่อนตาย หมายความว่าอย่างไร

ผู้ถาม : นานมาแล้ว เคยดูลมหายใจก่อนนอน แล้วจะมีอยู่สองสามครั้งที่สะดุ้งตื่น จากเพื่อนที่ปิดประตูเสียงดังบ้าง หรือรู้สึกว่าเราไม่ได้หายใจ

ไม่รู้เป็นเพราะความผิดปกติของร่างกายหรือไม่ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือกลัวตาย

พอเกิดแบบนี้สองสามครั้ง เลยไม่ดูลมหายใจอีกเลย

 

แต่เมื่อวานนี้ ได้คีย์เวิร์ดจากบทความมรณสติ ที่คุณดังตฤณบอกว่า ‘ลมที่กำลังเข้ากำลังออกอยู่ จะมีอยู่วันหนึ่งที่ออกไปแล้ว แล้วจะไม่เข้ามาอีกเลย’

 

ทำให้อยากจะเจริญมรณสติก่อนนอนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เลยอยากเรียนถามว่า การเจริญมรณสติก่อนนอน อาการต้องเป็นอย่างไรคะ

 

ดังตฤณ : เริ่มต้นขึ้นมาด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน

 

อย่าคาดหวังว่า เราจะได้เห็นอะไรแบบพิสดาร หรือว่ามีความตายปรากฏให้ดู เป็นภาพกระจ่างชัดนะ ตั้งความคาดหวังอย่างนี้ แค่นี้ก่อนว่า เราจะค่อยๆ หยอดกระปุก คืนละบาท

 

คำว่าหยอดกระปุกหมายถึงอะไร คือเห็นไปแค่นิดๆ หน่อยๆ พอนะ เอาแบบที่เราสามารถเห็นได้ชัดๆ ตอนนี้เลย เอาแค่ความเห็นว่า นี่นะ หายใจเข้าแล้วถ้าไม่หายใจออก อาจจะเป็นสภาพเดียวกันกับที่เราจะต้องเจอ

 

ไม่ใช่อาจจะหรอก.. แต่ต้องมีภาวะที่ว่า เราหายใจเข้าครั้งสุดท้าย หายใจออกครั้งสุดท้าย แล้วจะไม่หายใจเข้ามาอีกเลยนะ

 

แค่คิดอย่างนี้ว่า วันหนึ่งจะต้องมีภาวะอย่างนี้เกิดขึ้น แค่นี้เรียกว่าหยอดกระปุกแล้ว หรือถ้าคืนต่อๆ มาเกิดความรู้สึกว่า ร่างที่ทอดนอนอยู่อย่างนี้ เป็นท่าเดียวกันกับท่าของร่างกาย ที่ไม่มีวิญญาณอยู่แล้ว แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พอวิญญาณดับไป เราทิ้งร่างนี้ไป มันก็วางเป็นขอนไม้นอนอยู่บนโลกนี้ นอนอยู่บนแผ่นดิน นอนทับแผ่นดินอยู่ โดยที่ไม่สามารถกระดุกกระดิก ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนอะไรอีกนะ

 

แค่นึกถึงภาวะของศพ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้หายใจอีก หรือว่าท่านอนที่ไม่สามารถกระดุกกระดิกได้อีก เท่านี้ก็จัดว่าเป็นการจำลองภาพความตายขึ้นมาในห้วงมโนทวารแล้ว

 

ซึ่งจิตลึกๆ รู้ว่ายังไม่ตาย แต่จะได้นึกถึงบรรยากาศของภาวะทางกาย และภาวะทางจิตของคนตาย ว่าจะประมาณนี้

 

ทีนี้คือ เรื่องของเรื่อง อย่างหลวงพ่อพุธเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านก็เจริญมรณสติ เจริญสมาธิตามปกตินะ พอคืนหนึ่งท่านนอนไป ท่านก็ได้ดี ท่านก็ได้ดิบได้ดีจากการที่จิตเข้าฌาน พอถึงฌานแล้วนี่ ก็ลอยขึ้นเหนือร่าง แล้วมองย้อนกลับมาเห็นร่างนี่ แสดงความเน่าเปื่อยผุพัง

 

คือนิมิตนั้นนี่ ไม่ใช่ของที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่ว่าเป็นภาวะธรรมชาติของกาย ที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้นจริงๆนะ ไม่ใช่ของจริงที่เน่าเปื่อยผุพังเดี๋ยวนี้ แต่เป็นธรรมชาติที่จะต้องเกิดขึ้น แล้วแสดงให้จิตเห็น และจิตของท่านนี่ พอเห็นร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง แล้วก็กลับรวมร่างเข้ามาใหม่ แล้วก็เน่าเปื่อยผุพังอีก ย้อนไปย้อนมาย้อนไปย้อนมา จนกระทั่งจิตของท่านอิ่ม .. อิ่มใน ธรรมชาติภาวะของร่างกาย ที่จะต้องเน่าเปื่อยผุพังเป็นธรรมดา เดี๋ยวก็ต้องเกิดมาใหม่ รวมร่างขึ้นมาใหม่

 

จิตท่านก็พื้นจากความยึดถือ ว่าร่างกายนี่เป็นของท่าน ตรงนี้ก็คือสิ่งที่ท่านเล่าบ่อยมาก ผมไปบวชกับท่าน ก็ได้ยินบ่อยมาก แค่บวชกับท่านสองเดือนแต่ได้ยินบ่อยมาก ท่านเล่าเป็นประจำ เล่าเล่ามาตลอด

 

ทีนี้ อย่างถ้าอยู่ในช่วงเริ่มฝึก ก็ไม่ต้องไปคาดหมายถึงจุดสุดท้ายตรงนั้น เอาแค่ตรงที่เราสามารถรู้สึกได้ ถึงบรรยากาศของสภาพกายสภาพใจ ที่วันหนึ่งจะต้องตาย จะต้องดับ แต่แค่คิดอะไรแค่เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ อย่าไปพยายามทำให้เกิดสมาธิ เพราะว่าไปเพ่งมากๆ เดี๋ยวนอนไม่หลับ

 

ผู้ถาม : แล้วที่เขาบอกว่า ซ้อมตายก่อนตาย หมายความว่าอย่างไรคะ

 

ดังตฤณ : แล้วแต่ใครจะคิดออกนะ ซ้อมตายก่อนตายจริงอะไรต่างๆ ก็เป็นเป็นคำพูดหนึ่ง

 

คือจริงๆ แล้วก็มาจินตนาการเอา คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่มีสมาธิดีพอนะ

 

ทีนี้ อย่างที่บอกก็คือว่า ถ้าเริ่มหยอดกระปุกด้วยวิธีนี้ จะเอาสภาวะทางกายจริงๆ เป็นเครื่องตั้ง เป็นเครื่องอ้างอิง เอาลมหายใจจริงๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องอ้างอิง

 

เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะคลี่คลาย จะพัฒนาต่อไปก็จะอิงจากของจริง ไม่ใช่จากจินตนาการ

 

ส่วนใหญ่ที่บอกซ้อมตายก่อนตาย คือมาจากครูบาอาจารย์ใหญ่ ท่านพุทธทาสบ้าง แบบนี้ ซึ่งระดับจิตของท่านก็จะเห็นได้มากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ว่าพอมาพูดๆ กัน จริงๆก็คือการนึกเอา จินตนาการเอา

 

ซึ่งบางทีนึกถึงความตายว่า ภาพวันสุดท้ายของตัวเอง จะต้องพรากจากไปจากบุคคลอันเป็นที่รัก ร้องห่มร้องไห้ อย่างนี้ก็คือใช้จินตนาการ ในการนึกถึงภาพความตายที่ไม่เกี่ยวกับสภาพอิริยาบถปัจจุบัน หรือว่าร่างกายในปัจจุบัน หรือว่าลมหายใจในปัจจุบัน

 

แบบนั้น จะเป็นการซ้อมตาย ในแบบที่ใช้จินตนาการของตัวเอง บีบคั้นหัวใจตัวเองเฉยๆ โดยที่บางทีอาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่

 

แต่ถ้าหากว่า เราใช้สติที่รู้อยู่กับอิริยาบถปัจจุบันเป็นตัวตั้ง เวลาที่ร่างกายนี้แสดงนิมิตให้จิตเห็น แสดงขึ้นมาในห้วงมโนทวาร จะรู้สึกอีกแบบหนึ่งเลยคือเวลาที่ถอนออกมาจากสมาธิแบบนั้น หรือว่านิมิตแบบนั้น จะรู้สึกว่าการยึด หรือว่าการถือไว้แบกไว้ ว่ากายนี้จะต้องเป็นของฉัน กายนี้จะต้องไม่จากไป กายของคนอื่นจะต้องอยู่กับฉัน เป็นที่รักของฉันตลอดไปอะไรนี่ เป็นเรื่องไร้สาระ จะรู้สึกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ จะออกมาจริงๆนะ เหมือนกับแต่ที่ใจเรารู้สึก ที่คุณเล่าให้ฟังว่าลมหายใจที่หายไป จะต้องดับไปเป็นเรื่องธรรมดา

 

จิตเราจะเข้าถึงความเป็นธรรมดา แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรพิสดารเกิดขึ้น ตรงข้ามให้อะไรที่ปรุงแต่งพิสดารทั้งหลาย จะหายไปจากใจเราต่างหาก

 

ผู้ถาม : แล้วตอนที่จิตเข้าภวังค์หลับ เราจะต้องมีความรู้สึกถึงลมหายใจที่ค่อยๆ หรี่หายไปไหมคะ

 

ดังตฤณ : ตอนที่หลับ ก็คือหลับ การที่เราหลับ แล้วเราจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกถึงลมหายใจ ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์สตินะ

 

เครื่องพิสูจน์สติ คือจะต้องเกิดขึ้นระหว่างที่เราลืมตาตื่น

____________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=6MvIbJlXuxk

 

ไม่ชอบเวลาลมหายใจแผ่ว รู้สึกไม่มีสติ

ผู้ถาม : ชอบมีภาวะเสียดายลมหายใจตัวเองเวลานั่งเจริญสติ คือ เวลามีลมหายใจ เราจะมีสติดี แต่พอลมหายใจหายไป สติก็หายไปด้วย เลยมีอารมณ์แบบเสียดายลม อยากได้ลมกลับมาตอนนั่งสมาธิ

 

แต่คุณดังตฤณ แนะนำว่าให้ตั้งมุมมองใหม่ว่า เราจะได้ไม่มีภาระ จะได้ดูภาวะปรุงแต่งของจิตเพียงอย่างเดียว ก็ลองกลับมาทำดู แต่เหมือนลึกๆ ใจไม่เชื่อ เพราะมีหลักฐานอยู่ชัดๆ ว่า พอมีลม ก็มีสติ แต่พอลมหาย สติก็หาย จมไปกับภาวะได้ง่ายมาก เวลาลมหายใจแผ่วลงไป แต่เหมือนลึกๆ จะไม่เชื่อ

 

แต่เมื่อวาน ได้อ่านเรื่องมรณสติ มีข้อความหนึ่งที่รู้สึกว่าเข้าถึงใจได้ดี คือ ร่างนี้ถูกทิ้งแล้ว ร่างนี้หาสาระไม่ได้ .. คือได้อ่านบทความนี้ช่วงเช้า พอสายๆ ก็เห็นข่าวของน้าค่อมที่เสียชีวิต (หมายเหตุ: คุณอาคม ปรีดากุล นักแสดงตลกชาวไทยที่เสียชีวิต ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) ก็ลองทำตามทันที ก็น้อมนึกระหว่างร่างกายเรา กับร่างกายท่าน

 

อยู่ๆ ก็ไปลิงก์ (link) กับความเสียดายลมตรงนั้น อยู่ๆ ก็บอกกับตัวเองขึ้นมาว่า นี่ลมของฉันก็ถูกทิ้งแล้วเช่นกัน ตอนนั้น ไม่ได้รู้สึกดีใจ มีความสุข หรือเสียใจ หรืออะไรเลย แต่รู้สึกเรียบๆ เฉยๆ ว่า นี่จังหวะที่ลมหายไป ก็คือลมถูกทิ้งแล้วเช่นกัน

 

ก็เหมือนกับว่า ปลดล็อคไปนิดหนึ่ง ไม่กลับไปเสียดายลมอีกเลย จะหายก็หาย จะมีก็มีอะไรแบบนี้

 

ดังตฤณ : จัดเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งนะ คือ จิตนี่ คนมักจะเข้าใจว่าความก้าวหน้าคือการได้เห็นโน่นเห็นนี่ หรือเกิดปรากฎการณ์พิสดารอะไร

 

แต่จริงๆ แล้วบนเส้นทางเจริญสติแบบพุทธ ลักษณะของจิตแบบนี้แหละ คือเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะอะไรอย่างหนึ่งจะต้องหายไป หรืออะไรอย่างหนึ่งไม่ใช่ตัวของเรา

 

ปกติ คนจะมีความหวงว่า นี่ก็ฉัน นี่ก็ของฉัน ซึ่งความหวงตรงนี้ ทำให้มีความรู้สึกว่า ถ้าจะมีความก้าวหน้า มีความเจริญในเส้นทางของการเจริญสตินี่ จะต้องได้อะไรดีๆ ที่พิสดารขึ้นมา

 แต่ที่แท้ไม่ใช่เลยนะ ยิ่งก้าวหน้าไปบนเส้นทางของการเจริญสติ จะยิ่งพบว่า แท้ๆ แล้ว ไม่มีอะไรมากกว่าใจ ที่มีความสามารถพร้อมทิ้ง มีความสามารถทิ้งได้ มีความสามารถที่จะเห็นว่า นั่นน่ะ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องหายไป

_________________

ถาม : เสียดายลมหายใจเวลานั่งเจริญสติ เพราะเวลามีลมหายใจ จะมีสติดี แต่พอลมหายใจหายไป เหมือนสติก็หายไปด้วย เลยเสียดายลม อยากได้ลมกลับมาตอนนั่งสมาธิ

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=DTiXziGaO94

 

แชร์ประสบการณ์เอาชนะอารมณ์กลัวผี

แอดมินเบลล์ : จริงๆ ตอนที่คุยเรื่องผี มีอยู่สามคน ซึ่งพี่ตุลย์เคยบอกว่า ถ้าเราคุยครั้งไหน แล้วรู้สึกว่าใจอบอุ่นขึ้นมา อันนั้นคือเป็นบุญ ครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในการสนทนาที่รู้สึกว่า คุยกันแล้วมีความอบอุ่นในใจเกิดขึ้นมาจริงๆเลยค่ะ

 

ดังตฤณ : คือความสว่างที่เป็นกุศลนี่ จะมีพลัง และพอเราสัมผัสได้ ก็เกิดขึ้นในตัวเราเต็มๆ แล้วก็พอบุคคลแวดล้อมที่สนทนาอยู่ด้วย มีความสว่างขึ้นมา

 

อย่างทำรายการอย่างนี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีความสว่างเกิดขึ้น ต่อให้แค่สองสามคน ก็คุ้มแล้วนะที่เราได้คุยกัน

 

แอดมินเบลล์ : ก็อยากจะขยายความนิดหนึ่ง เราคุยกันเรื่องผีจากสเตตัสพี่ตุลย์ เพราะน้องๆบอกว่ากลัวผี

 

ส่วนเบลล์เอง เมื่อก่อนก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่กลัวผีเท่าไหร่ แต่มีวันหนึ่ง นอนอยู่ก็รู้สึกว่าหนาววูบขึ้นมา แล้วก็เหมือนมีอะไรมากดดัน ตอนนั้นจำได้ว่าพยายามที่จะสวดมนต์ แต่แม้กระทั่งบทสวดอิติปิโสฯ ก็นึกไม่ออกว่าสวดอย่างไร ก็ได้แต่สวด นะโมตัสสะๆๆ แล้วก็นึกในใจถึงหลวงพ่อจรัญว่า "หลวงพ่อช่วยด้วยๆ" อะไรแบบนี้ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงผู้ชาย (ในความเข้าใจคือเป็นหลวงพ่อจรัญ) พูดขึ้นมาว่า "อย่าไปรบกวนเขา" เสร็จแล้วความกลัวก็หายไป

 

วันรุ่งขึ้น ระหว่างสไกป์คุยกับเพื่อน อยู่ดีๆ ก็มีเสียงพระสวดดังขึ้นมาจากในคอมพิวเตอร์ เหมือนกับพระทำวัตร สวดดังลั่นเลย ก็ตกใจมาก รีบปิดคอมฯ แล้ววิ่งออกจากบ้าน ตอนนั้นจำได้ว่ารีบไปบริจาคโลหิตเลยเพื่อทำบุญให้เขา ทำให้เหมือนตั้งสติได้ว่า จริงๆแล้ว เรามีความกลัวอยู่เยอะมากกว่าที่เราคิด

 

เหตุการณ์ผ่านไปนาน จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง เข้าไปในห้องคนเดียว ก็เหมือนได้ยินเสียงแปลกๆอีก คือจริงๆก็ไม่รู้ว่าเราคิดไปเอง หรือว่าเป็นเสียงผีจริงๆ แต่ก็จำได้ว่าเราตั้งสติ แล้วก็เดินเข้าไปในห้องนั้นเลย

 

ตอนนั้นคิดว่าเวลาเรากลัวอะไรนี่ เราต้องเผชิญหน้ากับความกลัว ก็เลยเดินเข้าไปในห้องนั้น เเล้วก็นั่งสมาธิ ทั้งที่ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่นั่งสมาธิแล้วจะแผ่เมตตาอะไรให้ใครได้ แต่ก็ยังคงเดินเข้าไปด้วยความที่รู้สึกว่า เราจะเผชิญหน้ากับเขา แล้วเราก็ไม่ได้แบบหวังร้ายกับใคร อะไรอย่างนี้

 

ก็ไปนั่งสมาธิ เริ่มมีความสงบ มีความอบอุ่นใจกับตัวเอง คิดในใจว่าเราคิดดี ไม่ได้คิดร้ายกับใคร แล้วเราก็มั่นใจว่าไม่น่าจะมีใครคิดร้ายกับเรา อะไรแบบนี้

 

ก็เลยขอให้ความอบอุ่นในใจที่เรารู้สึกแบบนี้ ได้กับสิ่งที่อยู่รอบตัวเราด้วย ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีก็ตาม ให้เขาได้รับด้วย แล้วความรู้สึกกลัว หรือเสียงแบบนั้นก็หายไป แล้วเราก็รู้สึกว่า ต่อให้จะต้องได้ยินเสียงอะไรแปลกๆแบบนี้ เราก็ไม่กลัว

 

คืนที่เล่าให้น้องๆฟัง แปลกมากค่ะ คืนนั้นในฝันก็เอาอีกแล้ว เหมือนมีความรู้สึกแบบเย็นๆ มีอะไรมากดดันๆ ทั้งที่ไม่ได้เปิดแอร์ แล้วก็ห่มผ้าอยู่ด้วยซ้ำ

 

ในฝันคือรู้สึกว่า โอเค ต้องตั้งสติ แล้วก็เลยตั้งสติ แล้วก็คิดอย่างนี้เลยค่ะว่า เรานอนอยู่ในอิริยาบถท่าไหน พอมีสติอยู่ในความฝันแบบนั้น เรามีสติมาอยู่กับตัวจริงๆแม้กระทั่งในฝัน ก็สามารถที่จะเอาชนะความกลัวนั้นไปได้

 

ดังตฤณ : นี่เป็นประโยชน์มากเลย บอกไว้เลยนะอันนี้ ขออนุญาตพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน

 

อย่างคนที่ทำบุญกับบูรณพุทธบ่อยๆ ชอบมาฟีดแบคว่าช่วงนี้ รู้สึกดีจังเลย มีความสุขมากเลย เบิกบานมากเลย แต่ทำไม.. บางทีบางคนบอกว่า ทำบุญมาเยอะๆ ทำไมเจอผีอะไรแบบนี้

 

คุณไม่รู้ตัวว่า พอคนที่เขาตายไปแล้วนี่นะ แล้วเขาอยู่ในสภาพที่มองย้อนกลับมานี่ เขาเห็นอะไรมากกว่าพวกเราเยอะนะ

 

คือมืดบอดกันคนละด้าน ของเขานี่เห็นแล้วอะไรคือบุญ อะไรคือบาป แล้วรู้ด้วยว่าใครนี่ทำบุญเยอะ ..รวย กำลังรวย ไม่ใช่รวยสตางค์ แต่รวยความสว่าง พอที่จะเป็นหลุมขาวให้เขานี่เข้ามาพึ่งพาอาศัย

 

ทีนี้บางทีก็มาแบบทะเล่อทะล่า เขาก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองนี่ พกพาความหนาวเย็น อันเป็นสภาพแท้จริงในภพแบบของเขา มากระทบใจของเราอย่างไร รู้แต่ว่าจะทะเล่อทะล่าเข้ามา แบบด้วยอาการกระหืดกระหอบ อยากขอที่พึ่ง

 

ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยคือว่า ตัวเขาเองมีบุญพอ ที่จะมารับแสงสว่างไปฟรีๆ หรือเปล่า

 

ส่วนใหญ่จะไม่มีนะ คล้ายๆ มีแรงกั้น มีแรงห้าม มีกำแพงอะไรบางอย่างที่เขาขอไม่ได้ ขอรับส่วนตรงนี้ไม่ได้ รู้ว่าบ่อน้ำอยู่ตรงนี้แต่เข้าไปไม่ได้ ไปกินไม่ได้

แล้วคนที่คิดว่า ตนยังไม่มีตาทิพย์ ยังไม่ได้รู้เห็นภพภูมิ ก็คงไม่มีบุญมาก

 

แต่ขออนุญาตพูดอย่างนี้ อย่างบางคนที่มาฟีดแบค.. มาบอกว่า จริงๆ ทำบุญกับบูรณพุทธ บอกตรงๆว่า ทำเพราะอยากจะทำจริงๆ แต่ว่ายังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาตัวเอง เพราะทำได้น้อย หลักสิบหลักอะไรนี่ แต่ทำไมเจอผี

 

เอาอย่างนี้ มองอย่างนี้ก็แล้วกันว่าคุณรวยแล้ว รวยความสว่างนะ และรวยจนกระทั่งมีขอทาน มาขอส่วนแบ่งด้วยความอยากจะได้ความสว่างจากคุณไปบ้าง

 

แทนที่คุณจะกลัว แทนที่คุณจะสงสัยว่า ทำไมทำบุญมากๆ แล้วเจอผี ให้มองอย่างนี้ว่า แค่คุณมีความรู้สึกที่ดีนะ ว่าเราจะได้ช่วยคนที่ยากจนกว่า ที่เขากำลังอัตคัดแสง ให้ได้มีแสง ให้ได้มีความสว่าง ให้ได้มีความชุ่มชื่นใจขึ้นมาบ้าง

 

คุณแค่คิดว่า ถ้าหนาวเยือกอะไรขึ้นมาเมื่อไหร่ หรือว่าเจอผีจะจะเลย แทนที่จะกลัวนะ ลองนึกถึงบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วในจิตของคุณ ความสุขความสว่าง ความเบิกบาน ที่เกิดขึ้นนี่ จะทำมากทำน้อย ไม่ใช่ตัววัดเลยนะ

 

ตัววัดตรงที่ว่าคุณรู้สึกมีความสุข มีความสว่างมากขึ้น มีความรู้สึกชื่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เอาแค่นั้นนี่นะไปยกให้เขา เหมือนเทียนต่อเทียน คุณไม่ได้เสียบุญไปไหน แต่ว่าคุณเอาบุญไปต่อให้เขา ตรงนี้เขาจะได้รับ เพราะว่าอย่างที่ผมบอก ถ้าอยู่ๆ เขาทะเล่อทะล่าเข้ามาเฉยๆ เขาจะรู้สึกเหมือนมีกำแพงกั้น

 

แต่ถ้าคุณบอกว่าขอบุญนี้ ขอกุศลนี้จงได้แก่ผู้ที่รอคอยอยู่ ผู้ที่อยู่รอบตัวเรานี่นะ จะอดีตก็ตาม จะอนาคตก็ตามหรือปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่นี้ก็ตาม

ขอให้บุญที่เราทำนี้ จงได้แก่คนที่มาขอ คนที่มาอยากได้ความสว่าง จากคุณ

 

แค่นี้นี่ ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นแล้ว ในฐานะของผู้ให้ และฐานะของผู้ให้นี่ที่อยู่เหนือกว่า จะทำให้คุณไม่กลัวพวกเขา ตรงข้าม จะรู้สึกสงสารอยากช่วย

 

คือไม่ใช่ว่าคุณคิดแค่นี้แล้ว เขาจะมาปรากฏตัวให้เห็นเยอะๆ อะไรแบบนี้แล้วเกิดความกลัว .. ไม่ใช่นะ

 

ถ้าหากมีเหตุปัจจัยที่คุณจะต้องเห็น คุณจะเห็นนะว่า คุณสามารถยกระดับ จากขอทาน ที่ตัวมอมแมม ให้กลายเป็นคนที่ลืมตาอ้าปาก มีเสื้อผ้ามีเนื้อหนังมังสา มีความสว่างเกิดขึ้น

 

อย่างมนุษย์นี่ พอเห็นอะไรสว่างๆ หน่อยมักจะนึกว่าเป็นเทวดา บางทีไม่ใช่นะ บางทีเป็นขอทานนั่นแหละ อยู่ในภพของขอทานแสงสว่าง แล้วเขาได้ดิบได้ดีขึ้นมา จากคุณนั่นแหละ

 

ที่คุณนึกว่าตัวเองจิ๊บๆ จ๊อยๆ ไม่ได้มีดีอะไร ไม่มีตาทิพย์ไม่สามารถเห็นอะไรได้ แต่คุณมีความสามารถที่จะบำเพ็ญบุญได้ ในแบบที่เขาทำไม่ได้

 

ตรงนี้ ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ แล้วเกิดความสงสาร เกิดความรู้สึกอยากช่วย เปลี่ยนจากความกลัว ให้เป็นความอยากช่วย ในที่สุดจิตมีความเต็มดวงขึ้นมา มีความรู้สึกว่าเปลี่ยนให้คนอื่นหายทุกข์ได้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงมากเหมือนอยู่ในโลกมนุษย์

 

อยู่ในโลกมนุษย์ ช่วยมนุษย์ด้วยกัน บางทีนะ.. โอ้ยเหนื่อย บางทีหลายเดือน บางทีหลายปีกว่าจะช่วยได้ แต่กับภพภูมิเบื้องล่าง ถ้าคลิกกันจริงๆแล้วเขาอยากขอความช่วยเหลืออยู่ก่อน บางทีแค่ทำใจของคุณให้แผ่ออกไป ให้มีความสว่างเต็ม ให้ไม่กลัวนี่ เพียงแค่นั้น ก็ช่วยให้เขาสบายขึ้นเรื่อยๆได้

 

คือไม่มีหรอกนะ อย่าไปเชื่อว่าอุทิศส่วนกุศลทีเดียว แล้วจะเลื่อนชั้น เลื่อนภูมิ ไปเป็นเทวดาเลย นั่นเป็นภาพลวงตา .. ต้องแผ่ให้มากขึ้นๆ จนกระทั่งเขาสามารถที่จะ นึกถึงบุญนึกถึงกุศลของตัวเองแต่หนหลังได้ แล้วเอาบุญกุศลนั้นมาใช้ประโยชน์ได้นะ

___________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=6qtJtdt9OBg

 

สวดมนต์ในห้องพระ รู้สึกสุขมากขึ้น และเลิกกลัวผี

ผู้ถาม : ช่วงหลัง เริ่มสวดมนต์อย่างมีความสุขมากขึ้น เพราะเปลี่ยนที่อยู่ของการสวดมนต์ จากการสวดในห้องนอน ขึ้นไปสวดที่ห้องพระ

 

การขึ้นไปสวดที่ห้องพระ ทำให้จิตสงบมากขึ้นค่ะ ปัจจัยที่ขึ้นไปสวดที่ห้องพระ เกิดขึ้นจากวันสงกรานต์ เพราะเห็นเป็นฤกษ์งามยามดี จะขึ้นไปสรงน้ำพระค่ะ เลยคิดว่าจะขึ้นไปสวดมนต์ข้างบน แต่ตั้งแต่ซื้อบ้านมา ไม่เคยขึ้นไปสวดมนต์ที่ห้องพระเลย ในช่วงเวลา 5 ปี ก็เลยทำให้เกิดความกลัวผี ว่าชั้นบนเป็นชั้นที่เราไม่เคยไปอยู่ ไม่เคยไปอาศัย แล้วได้ยินมาว่า ชั้นไหนที่เราไม่เคยไปอยู่ จะมีจิตวิญญาณมาอาศัยอยู่ ก็เลยเกิดความกลัว

 

ทีนี้ เลยนึกถึงบทความพี่ตุลย์ที่เล่าถึงการ เห็นผี ให้เหมือนกับการเห็นแมว ว่าถ้าเกิดเรารู้สึกว่ากลัวผีเมื่อไหร่ ให้ระลึกถึงได้ว่า เกิดจากความปรุงแต่งของเราเอง ประกอบกับได้รับคำแนะนำจากพี่เบลล์ (แอดมินเบลล์) ว่าทุกครั้งที่กลัวผี ให้ลองแผ่เมตตาให้เขามีความสุข จิตเราก็จะไปมุ่งอยู่กับการให้เขามีความสุขมากกว่าการกลัวผี

 

หลังจากนั้นก็เลยไม่รู้สึกว่า การขึ้นไปสวดมนต์ชั้นบนกลายเป็นอุปสรรค เลยมีความสุขกับการสวดมนต์มากขึ้น อยากขอบคุณพี่ตุลย์ และพี่เบลล์ ที่แนะนำเทคนิคเอาชนะความกลัวผีในใจตัวเองค่ะ

 

ดังตฤณ : จริงๆ ถ้าเราเห็นผีจริงๆนะ ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องพระ

 

บางที อาจอยู่แถวๆ กระถางต้นไม้ บางทีอาจอยู่บนเสาไฟ เสาไฟฟ้า ขึ้นขึ้นอยู่กับว่าวิบากของเขานี่ จะจัดให้เขาไปอยู่ที่ไหน

 

แล้วตัวผีจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวเสมอไปนะ คือเปรียบเหมือนมนุษย์น่ะ

 

มนุษย์ร้อยคนนี่ จะมีน่ากลัวจริงๆ สักคนหนึ่งนะ ที่ร้าย ที่ร้ายกาจ ที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทผู้คน หรือว่ามุ่งหวังไม่ดีกับผู้คนนี่ ในร้อยคนนี่มีอยู่แค่คนเดียวที่ร้ายจริงๆ นอกนั้นธรรมดาๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เอาแน่เอานอนไม่ได้ ว่าจะทำบุญหรือทำบาป

 

แล้วก็จะมีแค่หนึ่งร้อยเหมือนกัน ที่มีบุญจริงๆ แบบคิดดีกับคนอื่น คิดดีกับชีวิตตัวเองที่จะทำอะไรๆ ให้เป็นสีขาว อะไรแบบนี้

 

เหมือนกันในโลกวิญญาณนี่ ที่เรานึกว่าน่ากลัว ตัวที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่จะเจอง่ายๆ ส่วนใหญ่นี่เป็นตัวกระจิ๊บกระจ้อยนะ เป็นตัวอะไรที่ตลก ในมุมมอง ในสายตาของมนุษย์เรา คือเหมือนเด็กน้อย เหมือนอะไรอย่างนั้น ส่วนใหญ่นะ

 

แล้วก็มีอยู่ทุกที่ คือถ้าเรากลัวสถานที่ใด กลัวสถานที่หนึ่ง นั่นเป็นเรื่องความปรุงแต่งอันเกิดจากการไม่รู้ของเราเอง ถ้าเรารู้จริงนี่ เราจะรู้ว่า ในห้องพระ คือถ้าเป็นห้องพระที่เราไปสวดมนต์บ่อยๆ นอกจากจะไม่ใช่สถานที่ที่น่ากลัวแล้ว ยังเป็นสถานที่เหมือนกับหลุมหลบภัยด้วย เป็นสถานที่ ที่มีความสว่างจ้านะ

 

ถ้าเราไปสวดมนต์ที่ไหนบ่อยๆ ที่นั่นจะมีพวกจิตวิญญาณ ที่เขายังไม่สามารถที่จะทำบุญให้ตัวเองได้ ไม่สามารถเพิ่มบุญให้ตัวเองได้ มาคอย มาคอยรุม มาคอยรับส่วนของความสว่าง เพราะว่าเขาทำของเขาเองไม่ได้กำลังเขาน้อยเกินไปนะ แต่เขาจะรู้ว่าใครทำได้

 

มนุษย์ที่ยังอยู่ในโลกมนุษย์นี่นะ ที่สวดมนต์แต่ละครั้ง ที่นึกว่าอย่างนั้นๆ เป็นแค่การสวดอีกครั้งหนึ่งนี่ ที่จริงเป็นขุมพลังความสว่าง ที่เขามองว่าเป็นอะไรที่ใหญ่มาก

 

ทุกครั้งที่เขามานั่งฟัง มาร่วมเสพ ร่วมเสวยกระแสเสียงของเรา ที่เปล่งออกไปแบบที่มีสมาธิที่ สดุดีสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างเดียว ไม่ได้ขอพร ไม่ได้เป็นคนขี้ขอนี่นะ จะมีพลังความสว่างออกมาเสมอ ต่อให้เป็นคนที่ยังไม่มีสมาธิ แต่สวดอย่างถูกต้อง .. อิติปิโส ภควา อะระหังสัมมา ... ด้วยจิตที่อยากจะถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยจิตที่ไม่หวังว่าจะขออะไรจากท่าน แต่หวังว่าจะสดุดี จะสรรเสริญท่านอย่างเดียวนี่ มีพลังความเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่แล้ว

 

พอพวกนี้ มีพลังมากๆ เข้า มีความสว่างเพิ่มขึ้นๆ ทุกวัน เขาจะมีกระแสความอบอุ่น มีกระแสความสุขที่แผ่ออกมา ซึ่งนั่นแหละ ทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า มีเทวดามาฟัง แต่จริงๆ แล้วนี่ อาจจะเป็นจิตวิญญาณ ที่เราเองนี่แหละ ทำให้เขา ทำให้พวกท่านเหล่านั้น ได้มีความสว่าง ได้มีกระแสรัศมีความอบอุ่นขึ้นมา ได้มีออร่า (aura) ความสว่างขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่หลายๆ คน นึกไม่ถึง

 

ห้องพระ ไม่จำเป็นต้องกั้นเป็นห้อง เพราะว่าแต่ละบ้านนี่ มีพื้นที่จำกัดจำเขี่ยแตกต่างกัน แต่ขอให้เป็นที่ประจำ  

 

ถ้าเป็นที่ประจำนะ ที่เราไปเปล่งเสียงแบบเต็มปากเต็มคำ ด้วยน้ำจิตที่จะถวายแก้วเสียง เป็นพุทธบูชา ไม่หวังอะไรเลย นอกจากจะสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี่ จะเกิดขอบเขต จะเกิดพื้นที่ จะเกิด area ขึ้นมา ที่แน่นอน จะมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่งก่อตัวขึ้นมา

 

พอเรามานั่งสวดมนต์ทีไร ก็จะมีเจ้าประจำ ที่เขารู้เรื่องบุญ เขารู้เรื่องว่ารับ แสงจากมนุษย์ รับบุญจากมนุษย์ต้องทำอย่างไร ก็จะกรูกันเข้ามา เขาก็อยู่รอบๆ คือจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นๆๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งพวกเขานี่ จากเดิมที่หน้าตาแบบเลอะๆ เลือนๆ กลายเป็นชัดขึ้น ชัดขึ้นเรื่อยๆ

 

ในโลกของจิตวิญญาณ ตอนไม่มีกำลังนี่ หน้าตาจะเลอะเลือน หน้าตาแบบว่า ดูไม่ชัด แต่พอมีกำลังจิตขึ้นมานี่ จะชัดขึ้นๆๆ มีหน้าตาที่แน่นอนอะไรขึ้นมา คือไม่โย้ไปเย้มา

 

พวกเปรตนี่นะ ที่เรานึกว่าน่ากลัว จะต้องมีลักษณะน่ากลัวอย่างนั้นอย่างนี้ จริงๆแล้วนี่ยังมีหน้าตาไม่แน่นอน วันหนึ่งเป็นแบบหนึ่ง อีกวันนี่เป็นอีกอย่างหนึ่ง หรือบางวันหน้าตาแบบพร่าๆ มัว แต่บางวันนี่หน้าตาคมชัด

 

เหมือนอย่างมนุษย์ คุณเคยรู้สึกไหมคนบางคนนี่ ตอนจิตฟุ้งซ่าน ตอนจิตแบบว่ากระจัดกระจาย กระเจิดกระเจิง มองไปดูหน้าตาไม่ชัดเลย ดูหน้าตาไม่น่าจดจำ แต่บางวันที่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยพลังสติ มีความคม มีความเปล่งประกายสดใส เอ๊ะ ทำไมหน้าตาดูคมชัดผิดปกติ

 

ก็เหมือนกันในโลกวิญญาณ แต่จะปรากฏแบบที่เห็นได้อย่างชัดเจนกว่า คือบางวันถ้าบุญยังน้อยๆ อยู่นี่จะพร่าๆ เลือนๆ แต่บางวันที่เปล่งประกายออกมาจัดๆ ก็จะคมชัด

 

นี่มาจากไหน มาจากการที่เขาอนุโมทนาส่วนบุญของเรา เขาสวดมนต์เองไม่ได้แล้ว จิตตั้งไม่ได้มากพอ คือจิตของพวกเปรตนี่ จะสั้นมาก คือที่จะตั้งใจทำอะไร เหมือนกับเด็กน้อยน่ะ อายุสักสองสามขวบนี่ ให้ไปสวดมนต์โอ้โห ต้องใช้ความพยายาม กว่าจะเปล่งออกมาสองสามคำ

 

แบบเดียวกัน ถ้าคิดจะทำอะไรดีๆ ตอนเป็นเปรตนี่ นึกได้แค่ห้วงสั้นๆ แต่ถ้าหากว่าเริ่มมีกำลัง อย่างนี้บางทีเขาจะมาสวดมนต์กับเราด้วยเลยนะ

 

คือพอมีแรงดึงดูดเป็นตัวตั้ง มีความสว่างจากมนุษย์เป็นตัวตั้งนี่ เขาจะรีบเข้ามาขอเลย มาขอมีส่วนร่วม

 

นี่ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้นะจะรู้เลยว่า พวกเปรตนี้นอกจากไม่น่ากลัวแล้ว ยังน่าสงสารอีก

 

แล้วพอเขาได้ดิบได้ดีจากเราขึ้นมา เขามีความสว่างซึ่งมาจากเราที่เป็นมนุษย์ที่มีกำลังมากกว่าเขานี่ กลายเป็นเหมือนกับเปรตชั้นสูงขึ้น บางทีมาร่วมสวด เรารู้สึกอบอุ่นราวกับว่าอยู่ท่ามกลางเทวดา บางทีมาจากพวกเขานี่แหละ

 

คือถ้าเป็นเทวดาที่มาอนุโมทนา เราจะรู้สึกถึงอะไรที่สูงขึ้นไป เป็นความสว่างที่มาจากด้านสูง แต่ถ้าหากว่าเรารู้สึกถึงอะไรที่ไม่แน่นอน บางทีหนาวๆ บ้าง หรือว่าบางทีอบอุ่นขึ้นมา เป็นวูบๆ อะไรอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็จะ มาจากที่อยู่เรี่ยๆ ดิน ก็มีบางทีเป็นเปรตบ้าง บางทีเป็นจตุมหาราชิกาบ้าง ก็แล้วแต่

 

พูดยาว เพราะว่าหลายคนมีความคลางแคลง หรือมีความหวาดกลัวอยู่จริงๆ กับเรื่องการสวดมนต์ อย่าแปลกใจนะ บางที ทำไมเราถึงกลัวการสวดมนต์ ก็เพราะว่าเรายังไม่ได้สวดเป็นประจำ ยังไม่มีความสว่างของเราไปปักหลัก บางทีก็เลยอาจจะรู้สึกหนาวๆ เยือกๆ เพราะว่าเขาไปรอกันอยู่  ไปดักรอกันเยอะ

 

แล้วรออยู่รอบๆ เราก็ไม่สวดสักที เขาก็เลยให้ความรู้สึกราวกับว่า บริเวณที่เรากั้นไว้เป็นห้องพระนี่ดูน่ากลัว เพราะกระแสเย็นเยือก

 

แต่ถ้าเราสวดบ่อยๆ จะรู้สึกว่าสถานที่นั้น สว่างและอบอุ่นขึ้นมาเรื่อยๆลองไปดูนะ

 

ผู้ถาม : ตอนนี้ก็รู้สึกค่ะ ว่าห้องพระสว่าง และอบอุ่นกว่าเมื่อก่อนค่ะ

 

ดังตฤณ : ทำเป็นประจำนะ สวดเป็นประจำ เราช่วยเขาโดยไม่รู้ตัว และเพื่อที่จะให้มีความรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้น ทุกครั้งก็อุทิศส่วนกุศลให้เสียนะ

_____________________

คำถาม : เมื่อก่อนกลัวผี เลยไม่กล้าสวดมนต์ในห้องพระ ช่วงหลังเปลี่ยนจากสวดมนต์ในห้องนอนไปสวดในห้องพระ ทำให้สวดอย่างมีความสุขได้มากขึ้น

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=onyRCbVjEWA

 

ใช้อุบายชวนพ่อทำบุญ แต่พ่อจับได้ อยากให้พ่อเต็มใจทำเอง

ผู้ถาม : คุณพ่อไม่ค่อยชอบทำบุญค่ะ แต่ก็ไม่ได้คิดเบียดเบียนใคร แต่ชอบกินเบียร์ประจำ รักษาศีลข้อที่ 5 ไม่ค่อยได้ ทีนี้เวลาอยากให้คุณพ่อทำบุญ ที่ผ่านมาก็จะใช้เทคนิค ขอเงินคุณพ่อก่อน แล้วค่อยบอกว่าจะเอาเงินนี้ไปทำบุญอะไร

พอใช้เทคนิคนี้บ่อยครั้ง พ่อจะเริ่มรู้แกว และไม่ค่อยให้แล้ว ใจเราอยากให้คุณพ่อคิดอยากทำบุญด้วยตัวเองบ้าง อยากขอคำแนะนำจากพี่ตุลย์ค่ะ

 

ดังตฤณ : เรื่องของการที่เราจะเอาตัวเป็นเครื่องกระทบ หรือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนใกล้ตัวนี่

 

ประการแรกเลย เราต้องทำด้วยการที่ อย่างที่เราว่ามานี่แหละ อย่าให้เขารู้ตัว อย่าให้เขารู้แกว

 

เพราะว่า ถ้าคนเรารู้ตัวแล้วว่าบุคคลอันเป็นที่รัก ที่อยู่ใกล้ตัว จะมาพยายาม เปลี่ยนแปลงใจเขา หรือว่า มาทำให้เขารู้สึกว่า มีมุมมองอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ที่เขาไม่ได้เต็มใจอยู่ก่อนนี่ จะมีความรู้สึกเหมือนกับฝืดๆ จะมีความรู้สึกเหมือนกับไม่อยากยอมแพ้

 

คือคนเราจะมีตัวของตัวเอง ตัวตนน่ะ เป็นหลักของความรู้สึกอยู่ แล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ที่เป็นใจกลาง ศูนย์กลางตรงนี้ มีความยึดมั่นเหนียวแน่นอยู่ไม่ว่าจะเชื่ออะไรก็ตามนะ จะเป็นความรู้สึกว่าไม่อยากสูญเสียตัวตนนี้ไป

 

พอเราอยากให้ท่านทำบุญ แล้วออกอุบาย คืออุบายนี่ใช้ครั้งเดียวนี่ ดีนะ ก็อาจจะทำให้เป็นเรื่องขำๆ เรื่องที่ท่านเกิดความรู้สึกดีไปด้วยได้ แต่ถ้าทำบ่อยๆ กลายเป็นว่าท่านไม่ได้เต็มใจ ทำไมมาใช้วิธีนี้ เหมือนกับหลอกล่อ เหมือนกับ ทำให้ท่านติดกับ

 

แทนที่จะเป็นกุศล เลยกลายเป็นอกุศลขึ้นมา หรือว่ากลายเป็นการไม่อยากยอมแพ้ขึ้นมา

 

ทีนี้ เรื่องที่จะทำให้บุคคลใกล้ตัวมีใจ ยินดีในบุญร่วมไปกับเรานี่ ต้องแผ่รัศมีความสุขออกมาให้เห็นบ่อยๆ ออกมาให้เห็นชัดๆ เวลากลับจากงานบุญ หรือว่าเพิ่งได้ทำบุญเสร็จ สวดมนต์ก็ตาม หรือว่าได้เจริญสติจนกระทั่งเรารู้สึกถึงจิตที่เปิดๆ กว้างๆ ให้เอาตัวแบบนั้น รีบเข้าไปหาท่าน

 

ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องบุญเรื่องกุศลก็ได้ เอาแค่พูดอะไรดีๆ เกี่ยวกับตัวท่าน เอาแค่พูดอะไรที่ทำให้ท่านนึกถึงเรื่องดีงามของท่าน พอมาบวกกันกับกระแสรัศมี ที่เป็นมหากุศลในจิตของเราอยู่ ณ บัดนั้นนี่ ก็จะเกิดการกระตุ้น ตามธรรมชาติกลไกของจิตนะ ว่า พอมีใครมาทำให้ย้อนนึกถึงเรื่องดีๆ ของตัวเอง แล้วมีส่วนส่งเสริม เป็นความรู้สึกที่มีความสุข ที่เปิดกว้าง ที่มาจากจิตที่เป็นกระแสกุศล

 

ก็จะยกระดับ จิตของท่านให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ อยู่ๆ นี่นะอยู่ดีๆ ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีเราไปกระตุ้น แต่จะเกิดความรู้สึกนึกถึงเรื่องดีๆ อยากทำอะไรดีๆ อยากทำบุญ อยากทำกุศลขึ้นมาเอง

 

ผู้ถาม : ปกติ ก็จะสวดมนต์อยู่แล้ว แล้วจะคอยส่งบุญนี้ให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุข แต่ไม่เคยบอกด้วยตัวเอง แค่สวดมนต์แล้วแผ่เมตตา

 

ดังตฤณ : ช่วงหลังๆ นี่เราสวดมนต์ได้ดีขึ้นนะ คือมีความวุ่นวายในจิตใจ ในขณะสวดมนต์น้อยลง จิตใจสบายขึ้นในการสวด อันนี้ดีนะ

 

แต่ไม่ต้องอธิษฐาน ณ ขณะสวด หรือว่าแม้กระทั่งหลังการสวดก็ตาม อย่าจ้องไว้ว่าเราจะอธิษฐานว่า จะให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีส่วนด้วย คือตรงนั้นยังไม่พร้อมใช้

 

ตอนที่เราสวดมนต์เสร็จ แล้วเกิดความรู้สึกสว่าง เกิดความรู้สึกเบิกบาน เกิดความรู้สึกว่า ตอนนั้นแทบจะไม่มีความคิดเหลือแล้ว ตรงนั้นแหละที่พร้อมจริงๆนะ

 

คือเวลาเราอธิษฐานนี่ คิดนิดเดียว คิดถึงใบหน้าของพวกท่าน คือไม่ต้องมาคิดเป็นคำๆ ว่าอยากให้ความสุขตรงนี้ หรือว่ากุศลตรงนี้ได้กับพวกท่านด้วย แค่คิดถึงใบหน้าของท่าน ด้วยใจที่เบิกบานอยู่เต็มๆ นี่ แค่นั้นมีประโยชน์มากกว่า จะคิดเป็นคำๆ

 

เพราะอะไร เพราะว่าจิตนะ จำไว้นะเวลาที่เต็มดวงอยู่ จะมีอานุภาพ มีพลังมากกว่าจิตที่กำลังคิดๆ

 

ตอนที่จิตของเราเต็มดวงอยู่ เปิดอยู่แผ่อยู่ มีความเป็นกุศลอยู่แรงๆ โดยไม่มีความคิดประกอบ

ตอนนั้นแค่น้อมนึกถึงใคร ด้วยการนึกถึงภาพใบหน้าของท่าน หรือว่าสัมผัสที่เวลาเราอยู่ใกล้ท่านนี่ กระแสตรงนั้น จะไปถึงท่านจริงเลย ณ บัดนั้นเลย

 

คือ แทนที่เราจะคิดเอา คิดอธิษฐานเอาเป็นคำๆ เราแค่ใช้จิตที่เต็มๆ อยู่นี่ไปน้อมนึกถึงใบหน้าท่าน แค่นั้นนี่ อยู่ๆ ท่านจะรู้สึกดีกับเรา หรือนึกถึงเราขึ้นมาโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ นึกถึงขึ้นมา

 

อันนี้เป็นเพราะว่า จิตของคนที่อยู่บ้านเดียวกัน อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ มีสื่อที่พร้อมจะเข้าถึงกันอยู่แล้ว แค่เราทำจิตของเราให้เต็มดวง แล้วน้อมนึกถึงใบหน้าท่านนิดเดียวนี่ มีประโยชน์กว่าที่จะอธิษฐานเป็นคำๆ

 

เพราะอย่างเรา (ผู้ถาม) พออธิษฐานเป็นคำๆ จิตของเราจะไปดึงเอาลักษณะการคิดมาก หรือว่าไม่แน่ใจในตัวเอง หรือว่าไม่ชัวร์ว่าจะไปถึง หรือไปถึงอะไรแบบนี้เข้ามา

 

แล้วตรงนั้นแหละ ลักษณะความคิดแบบนั้น จะลดกำลัง ลดทอนกำลังของจิตลง ลดทอนความสว่างของจิตลง

 

ผู้ถาม : เข้าใจแล้วค่ะ คือเปลี่ยนจากที่เราอธิษฐานเป็นคำ ไปนึกถึงภาพของคุณพ่อคุณแม่ หลังจากที่เรารู้สึกว่า เรามีความสุข แล้วเราอยากจะแผ่ความสุขนี้ไปยังพวกท่าน

 

ดังตฤณ : ถูกต้อง แล้วนี่จะมีผล เวลาที่เราไปเจอหน้าพวกท่านจริงๆ แล้วอยากจะให้ตัวเองเป็นที่ตั้งแห่งแรงบันดาลใจ ให้พวกท่าน ให้จิตของท่านน้อมมาในทางบุญบ้าง จะไม่พูดมาก จะไม่คิดมาก ไม่คิดอะไรซับซ้อน แต่จะคิดอะไรแบบตรงไปตรงมา ว่านี่จิตของเราดีอยู่ ก็ขอให้จิตดีๆ นี่มีเอฟเฟค (effect) กับจิตของท่านด้วย

 

แล้วก็จะรู้สึกเลยว่า แค่ตั้งจิตให้ถูกต้องนี่ มีเอฟเฟคเกิดขึ้นทันที กับจิตของพวกท่าน ให้รู้สึกสัมผัสได้เลย

 

แล้วเวลาที่เราชวนท่านคุย ไม่ต้องชวนคุยเรื่องบุญเรื่องกุศล เพราะเป็นเรื่องที่ท่านนึกไม่ออก แต่ให้คุยเรื่องดีๆ เกี่ยวกับตัวพวกท่านเอง

 

ด้วยจิตของเราที่ยังมีกำลังเป็นกุศลอยู่นั่นแหละ จะมาปรุงแต่งจิตให้พวกท่าน รับกระแสความเป็นกุศลจากจิตของเรา เข้าตัวท่านได้แบบไม่ต้องลงทุนลงแรง ไม่ต้องใช้ความพยายาม แล้วก็ไม่ต้องใช้อุบายหลอกล่อใดๆทั้งสิ้น

______________

คำถาม : พ่อไม่ชอบทำบุญ แต่ก็ไม่เบียดเบียนใคร และชอบทานเหล้า อยากให้พ่อทำบุญจึงขอเงินพ่อ พอเอาไปทำบุญแล้วจึงบอกพ่อ อยากให้พ่อเต็มใจทำบุญด้วยตนเอง ควรทำอย่างไรคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=P_VR9y9JTUE