วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

คนที่ได้ลาภลอยก้อนใหญ่ประจำ ทำบุญอะไรมา

ผู้ถาม : สวัสดีค่ะ มีคำถามเกี่ยวกับคนที่ถูกรางวัลที่หนึ่งทุกงวด เป็นเรื่องจริงนะคะ มีคนหนึ่ง ถูกรางวัลที่หนึ่งทุกงวดจนเขาไม่ต้องทำงานอะไรเลย

 

ดังตฤณ : หมายถึงว่า เลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง ถูกรางวัลเลขท้ายอย่างนั้นใช่ไหม

 

ผู้ถาม : น่าจะเป็นรางวัลที่หนึ่ง เป็นล้านเลยค่ะ ได้ทุกงวด จนเขาไม่ต้องทำงาน มีเงินเยอะมาก จนเขาเบื่อ แล้วก็ไปซื้อหวยเลขศูนย์หลายๆ ตัว แล้วงวดนั้นก็ก็ออกศูนย์หลายตัว เขาก็ถูกรางวัลอีก

เขาไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ก็มีคนนะนำให้ไปซื้อบิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งตอนนั้นราคายังไม่ขึ้น จนทุกวันนี้บิทคอยน์เหรียญละประมาณเกือบสองล้าน

 

เลยอยากจะถาม คนแบบนี้เขาต้องทำบุญมาแบบไหนคะ

 

ดังตฤณ : คือกรณีแบบนี้นี่ เป็นกรณีเฉพาะ

 

แต่ขอบอกโดยรวมนะว่า พวกที่ได้ลาภลอย

แบบที่ คือไม่ใช่ได้แค่ครั้งเดียว แต่ได้เป็นประจำ

แล้วไม่ใช่จำกัดเฉพาะว่า จะต้องเป็นหวยหรือลอตเตอรี่

เท่าที่มีปรากฏอยู่ในโลกจริงๆ นี่ ลาภลอยมีอยู่หลายประเภทนะ

 

ประเภทที่นึกไม่ถึงว่า ปีนี้จะยกระดับชีวิตได้อย่างไร

เพราะชีวิต ก็มีเหตุปัจจัยแบบเดิมๆ

ปรากฏว่า มีญาติ บางทีร้อยวันพันปี ไม่ได้เจอหน้ากัน แต่ว่ามาตายดับไป

แล้วรายชื่อของผู้ได้รับมรดกพึงมีพึงได้ ก็เป็นตัวเอง

อย่างนี้ก็เยอะนะ ไม่ใช่น้อยเลย เพราะว่าคนตายทุกวัน

 

บางที ผู้ตายอาจจะไม่มีคนใกล้ชิด หรือว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไว้

ว่าจะบริจาคให้กับองค์กรสาธารณะกุศลตรงไหนอะไรต่างๆ

ก็จับพลัดจับผลูแบบส้มหล่น ไปสู่มือคนที่โชคดีได้

 

อันนี้ก็ เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่เป็นประจำ

 

ทีนี้ พูดถึงคำว่า ‘ลาภลอย’ สำหรับคนที่ได้เป็นประจำ หรือว่า ที่เคยพบมาก็มีจริงๆ นะ

 

อย่างเดินเข้าห้างพอดีเลย ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย

แต่ปรากฏว่าห้างเขาจับรางวัลพอดี แล้วเข้าไป ณ เวลานั้น

ได้รางวัลไปเที่ยวมัลดีฟ ฟรีๆ เลย อย่างนี้ก็มี

แล้วก็ไม่ใช่แค่ได้ลาภลอยประเภทนี้อย่างเดียว

เหมือนกับญาตินี่ ได้ไปสี่สิบล้านเรื่องที่ดินอะไรอย่างนี้

ก็เคยเห็น เคยเจอมา

 

ทีนี้ พูดถึงแบบกว้างๆ นะ พวกที่ได้ลาภลอยบ่อยๆ ได้ลาภลอยเป็นประจำ

ก็คือพวกที่เคยทำทานมาเยอะ แล้วเป็นการทำทานแบบพิสดาร (กว้างขวาง) มาก

 

ไม่ใช่แค่ทำบุญ เอาถังสังฆทานไปถวายวัด

หรือว่าหยอดเศษเงินลงกะลาขอทานอะไรแบบนั้น ไม่ได้มีแค่นั้น

แต่มีเรื่องใจ ขอให้ดูที่ใจเป็นหลัก ว่าแต่ละคน มีความมุ่งหมายอย่างไร

หรือว่าชีวิตของตัวเองนี่ อยู่บนเส้นทางแบบที่จะให้อะไรกับใครแบบไหน

 

จะมีคนอยู่ประเภทหนึ่ง มีอยู่จริง ที่เคยเห็นมานะ แล้วก็เป็นข่าวด้วย

เป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอยู่เรื่อยๆ ด้วยนะ

ประเภทที่ตั้งตน ด้วยเจตนาเป็นลาภลอยของผู้อื่น

 

คือบางคนนี่ รวยแล้วก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร แล้วก็ตัดสินใจว่า

จะให้ชีวิตของตัวเองที่มีฐานะมั่งคั่ง ที่มีเงินล้นเหลือ

ได้เป็นลาภลอยของผู้อื่น

 

คือตั้งไว้ในใจประมาณอย่างนี้ แล้วก็ทำจริงๆ ในแบบที่ว่า

ใช้ชีวิตที่เหลือทั้งชีวิต เป็นลาภของผู้อื่น

 

นับตั้งแต่ ไปสร้างโรงเรียนให้เด็ก ไปสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์

โดยที่ไม่คาดหวังเรื่องหน้าตา หรือว่าเรื่องใครจะมาชื่นชมอะไรทั้งสิ้น

แค่มีความสุขที่จะทำ

 

คือบางคนนะ สร้างโรงเรียนเหมือนกัน แต่ว่าด้วยความตั้งใจจะลงทุน

หรือว่าจะเอาใบอนุโมทนาบัตร มาหักภาษีอะไรแบบนี้

นี่มีความตั้งใจที่แตกต่างกัน

 

แต่ถ้าสร้างโรงเรียนเหมือนกันเป๊ะเลยนะ ใช้เงินเท่ากันเป๊ะเลย

แต่ด้วยกำลังใจ ที่อยากจะให้เด็กๆ ที่อยู่ไกลปืนเที่ยง

ได้รับให้ผลประโยชน์จากทรัพย์สมบัติของตัวเอง

อย่างนี้ ผลแตกต่างกันมากเลยนะ

 

แล้วก็ คนที่ตั้งจิตว่า จะให้ตัวเองเป็นลาภลอยของผู้อื่น

ส่วนใหญ่จะไม่ได้โยนเงินไปเฉยๆ ส่วนใหญ่จะลงแรง ลงสมอง

ลงเวลา ลงไปกับการช่วยเหลือ

 

ตัวที่ตั้งใจจะช่วย ทั้งทรัพย์สิน ช่วยทั้งแรงงาน ช่วยทั้งสมอง

ช่วยทั้งในเวลาอะไรต่างๆ นี่เข้าไปเต็มๆ

เอาชีวิตของตัวเองทุ่มเข้าไปเต็มๆนี่ จะมีพลังมหาศาล

 

เหมือนกับ คุณลองนึกถึงใครสักคนที่คุณเคยเจอนะ

ที่เขาตั้งใจให้กับใครจริงๆ

จะรู้สึกถึงประกายบุญที่ออกมาเต็มรอบ ที่ออกมาแก่กล้า

แล้วก็มีความรู้สึกได้เลยว่า นี่เขาอยากให้จริงๆ เขาทุ่มลงมาทั้งชีวิตนะ

 

ตัวนี้คือสัญญาณบอก หรือว่าร่องรอยที่ กรรมบุญสำเร็จในแบบที่เต็มรอบ

แก่กล้า แล้วประกายของประกายรัศมีบุญนี่ เต็มดวง

ถึงขั้นที่คนสามารถรู้สึกได้ว่า คนๆนี้นี่ ตั้งใจให้จริงๆ

 

ตัวนี้แหละคือ ทาน ‘ทานบารมี’ ที่เหมือนกับมีความชัดเจน

มีความแตกต่างจากทานทั่วๆ ไปของคนที่ทำกันนะ

 

เวลาที่ทานประเภทนี้ให้ผล เลยให้ผลหนักแน่นมาก

ให้ผลแบบที่ว่า ขีดชะตามาตั้งแต่เริ่มเกิดเลย ว่า

พอโตขึ้นจะโชคดี จะมีคนเกื้อกูล ต่อให้ไม่มีคนเกื้อกูล

ก็มีเทวดามาดลบันดาลอะไรให้

 

อย่างในพระไตรปิฎกก็มีนะ ประเภทที่เกิดมา ไม่รู้จักคำว่าไม่มี

แม้กระทั่งว่าคุณแม่อุตส่าห์จะสอนนะ ว่าโลกนี้บางทีไม่ได้อย่างใจเสมอไป

อุตส่าห์ตั้งชื่อขนมว่า ‘ขนมไม่มี’

 

ขนมไม่มี ที่อุตส่าห์เอาจานเปล่าไปให้ เอาจานเปล่าไปเสิร์ฟ

เปิดฝาออกมา กลายเป็นขนมทิพย์ เทวดาบันดาลให้

เลยติดใจขนมไม่มี แบบนี้ก็มี .. ในพุทธกาลก็เคยบันทึกไว้

จะเรื่องจริง หรือไม่จริงอะไรอย่างไร บางทีเราไม่สามารถพิสูจน์ได้

แต่ปัจจุบันนี้ คุณก็คงเห็น บางทีมีข่าว อย่างที่คุณเล่ามา

บางคน เจอเรื่องอะไรที่พิสดาร แล้วไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่เชื่อ

เพราะไม่เกิดขึ้นเป็นปกติกับคนทั่วไป ไม่เป็นสาธารณะ

 

คนดวงดีนี่ ส่วนใหญ่นานๆ ดวงดีที

แต่จะมี บางประเภทที่ ดวงดีอยู่ตลอดเวลา มีคนส่งเสริม

มีคนเกื้อกูล หรือไม่ก็มีเทวดาฟ้าดิน หรือชะตาของตัวเอง

ยัดอะไรมาให้มากมายก่ายกอง

 

พวกนี้แหละ ที่เคยทำกรรม เคยทำบุญในแบบที่แตกต่าง

ในแบบที่ไม่เป็นสาธารณะ ในแบบที่ไม่เห็นในคนทั่วไป

 

คำตอบ สรุปแล้วก็คือว่า เคยทำทานในแบบที่เอาตัวเอง

ตั้งใจเลย ว่าจะให้ตัวเองนี่เป็นลาภลอยแก่ผู้อื่น

คือใครเจอตัวเองนี่ คนนั้นจะต้องโชคดี

ใครที่เข้ามาหา คนนั้นจะต้องได้สิ่งที่ต้องการนี่ ตั้งจิตไว้ประมาณนี้

 

ผู้ถาม : ขอถามเสริมนิดหนึ่งนะคะ คือถ้าสมมติว่า

เราไม่ได้มีทรัพย์มากมาย เหมือนอย่างมหาเศรษฐี

แต่ว่าถ้าเวลามีใครเดือดร้อนมา เราให้คำปรึกษา

หรือว่า ช่วยทางใช้กำลังกาย แต่ว่าไม่ได้ช่วยเรื่องเงิน

แบบนี้ถ้าเราทำทั้งชีวิต เมื่อบุญเผล็ดผล จะเป็นอย่างไร

 

ดังตฤณ :  ตรงนี้ เป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจเลย

คือว่า คำว่า ‘ทาน’ ตั้งต้นที่จิต เรียกว่า ‘ทานจิต’

 

ทานจิตนี่ มีผลให้ ถ้าถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผล

ก็มีผลให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ ได้รับความช่วยเหลือ

หรือไปเกิดในท้องพ่อท้องแม่ที่มีฐานะดีนะ

 

คำว่า ทานจิต ตั้งต้นออกมาจากความอยากช่วย

เห็นคนอื่นลำบากแล้วอยากช่วย

 

อย่างที่พี่เคยเห็นเรา (ผู้ถาม) ก็เคยมีจิต คิดอยากช่วยคนโน้นคนนี้มา

อันนี้ก็เป็นลักษณะของทานนะ

 

บางที ไม่ใช่มาในรูปแบบของการให้เงิน

หรือบางที ไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองเลยด้วยซ้ำ

แต่เกี่ยวข้องกับการที่แค่ว่า

เราอยากเห็นใครสักคน ที่เขากำลังลำบากอยู่

ได้มีการปลดเปลื้อง สภาพของความทุกข์ สภาพของความยากลำบาก

ให้มีความสบายขึ้น หรือมีชีวิตที่สบายขึ้น

 

บางทีมาในรูปของความคิด เราเห็นคนบางคนนี่ คิดไม่เป็น คิดวน

แล้วก็หาทางออกไม่เจอ รู้สึกว่าชีวิตนี่

คล้ายๆ เราเห็นด้วยตาเปล่าเลยนะว่า เขาติดคุกทางความคิดอยู่

คล้ายมีอะไรมาครอบเขา แล้วเราอยากช่วยยกถัง ที่ครอบหัวเขาขึ้นมา

ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ ให้เขาเหมือนกับตาสว่างได้

 

นี่! แค่นี้นะ เอาแค่ความรู้สึกอยากช่วย นี่เรียกว่า

ทานเริ่มต้นแล้ว แต่ยังไม่ครบวงจร

ถ้าครบวงจร ก็คือว่า เราช่วยพูด บางทีนี่ออกแรงเป็นชั่วโมงๆ

แล้วก็ซ้ำๆ หลายวัน

คนที่มีโอกาสใกล้ชิดกับชีวิตเรา

ที่เราสามารถจะคุยกับเขาได้เรื่อยๆ แล้วเราช่วยสำเร็จ

 

คือตรงนี้เป็นเงื่อนไขด้วยนะ

เราอยากช่วย แล้วเราสามารถช่วยได้สำเร็จ

ทำให้ความคิดของเขาดีขึ้น ทำให้สภาพจิตใจของเขา

จากที่โดนปิดขังอยู่ในคุกแคบๆ คุกมืดๆ นี่เปิดออก

เหมือนช่วยพาเขาออกมาจากคุกได้

 

ตัวนี้นี่ก็ถือว่า เป็นบุญกุศล เป็นทานที่ยิ่งกว่าใช้เงิน

หรือบางทีนะ เราคิดดูดีๆ เงินช่วยไม่ได้

เพราะเรื่องของความคิดคนนี่ ต้องใช้ความคิดของอีกคน มาแงะออก

เป็นความคิดที่ดีกว่า เป็นความคิดที่เข้าท่าเข้าทางกว่า

กำลังกาย กำลังสมอง และกำลังเวลาที่เราทุ่มเข้าไปนั่นแหละ

ที่มีค่ายิ่งกว่าเงิน

 

เงินนี่ เงินกี่บาทกี่ล้านบาทนะ ก็ไม่สามารถที่จะมาช่วยได้

แบบที่เราทุ่มแรงความคิด เวลา แล้วก็กำลังกายไป

 

สรุปว่า การช่วย หรือการให้ทานนั้น ไม่ได้มีแต่การให้เงิน

การให้เงิน เป็นรูปแบบที่เขาเรียกว่าทรัพยทาน

เป็นการให้ความกินดีอยู่ดี ที่เห็นได้ชัดแล้วก็จับต้องได้ทันที

แต่ว่าทานที่ทำยากกว่าเงิน คือวิทยาทาน หรือธรรมทาน

 

อย่างวิทยาทาน คนที่สอนคนอื่น ให้มีความรู้ มีอาชีพ

ด้วยจิตคิดเป็นครูจริงๆ คืออยากให้นักเรียนนี่

ได้เอาความรู้ความสามารถ เอาไปเลี้ยงตัวให้รอด

เขาเรียกว่าทำทานอยู่ชั่วชีวิตนะ

 

ครูประเภทที่อยากให้นักเรียนได้ความรู้จากตัวเอง

หรืออย่างที่เมื่อกี้ พี่บอกไปว่า เขากำลังหลงผิด

แล้วเราไปช่วยเปิดตา ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ เขาตาสว่างได้

อันนี้ให้ธรรมทาน

 

ธรรมทาน ไม่ใช่ หมายถึงจะต้องเอาธรรมะ

ในแบบที่อยู่ในพระไตรปิฎกไปให้เขาอ่านอย่างเดียวนะ

 

แต่บางที เราแน่ใจว่าเราคิดดีกับเขา แล้วก็มีหนทาง

ที่จะทำให้เขาเจอวิถีชีวิต ที่สว่างขึ้นได้ นี่ก็เรียกว่าเรามีธรรมะอยู่ในตัว

 

แล้วพอเราสามารถเอาธรรมะตรงนั้น ไปประดิษฐานในใจเขาได้

นี่ก็เรียกว่า ให้ธรรมทานนะ

 

ให้ธรรมทานนี่ ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่บอกก่อนนะ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

การถวายตู้พระไตรปิฎกก็ดี หรือว่าการเอาหนังสือธรรมะดีๆ ที่ตัวเองชอบ

ไปให้ผู้อื่น ก็เรียกว่าธรรมทานเช่นกัน

 

แต่คุณลองนึกดูนะว่า หนังสือหรือซีดีธรรมะ ที่เรามอบให้ผู้อื่นนั้น

เขาได้อ่าน หรือได้ฟังหรือเปล่า

อาจจะให้ของได้สำเร็จ แต่ว่าให้ธรรมะนี่ไม่ใช่ง่ายๆ

 

วิธีที่เราจะมั่นใจได้ว่า เราให้ธรรมะเป็นทานจริงๆ ก็คือว่า

พูดด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถเห็นเขา ได้มีความรู้ มีความเข้าใจ

หรือว่ามีดวงตาอีกดวงหนึ่ง ดวงตาอีกคู่หนึ่ง ที่เกิดขึ้นภายใน

แล้วก็ชีวิตเขาแตกต่างไปได้ จากดวงตาที่สว่างขึ้นใหม่

ด้วยดวงตาคู่ใหม่นั้น

 

ตรงที่เราจะมีความรับรู้ได้จริงๆ ว่า เราให้อะไรกับใคร

ก็คือ ชีวิตเขาต่างไปจากเดิม ด้วยทานของเรา แบบไหนชนิดใดนะครับ

 

อย่างบางทีนี่ ถ้าขอทาน .. อันนี้ที่เห็นได้ชัดที่สุด

แล้วคนนึกกันมากที่สุด ว่านี่คือการให้ทานก็คือ ให้เศษเงินขอทาน

ถามว่าชีวิตเขาต่างไปไหม ..

คือถ้าเงินบาท สองบาทของเรา อาจจะไม่ต่าง

 

แต่ถ้าเราคิดว่า นี่เป็นเงินส่วนหนึ่ง ที่เราทำร่วมกับคนอื่นที่ผ่านทางมาเหมือนกัน

แล้วก็ช่วยให้ชีวิตในวันนั้นของเขานี่อยู่ได้

ให้เขาสามารถ มีกินมีใช้ แล้วก็ดำรงชีวิตต่อได้

 

นี่ก็คือทานของเราสำเร็จนะ เงินของเราไปเป็นส่วนหนึ่ง

ที่ช่วยให้ขอทานนั้นได้มีกินมีใช้ในวันนั้น

 

แต่ถ้าหากว่า รูปแบบของทานของเรานะ ทำคนเดียวเลย

ตั้งใจว่า ทรัพย์สินที่เรามีในวันนี้ อย่างอาจจะร้อยบาท

ก็ให้ขอทานคนนี้ เพื่อที่จะได้มีกินมีใช้ชัวร์ๆ ไม่ต้องรอคนอื่น

 

นี่! เห็นไหม ลักษณะความต่างของทานนี่ เราจะรู้สึกเลยว่า

ให้บาทสองบาทนี่ ยังไม่แน่ว่าเขาจะได้กินหรือเปล่า

ต้องรอคนอื่นมาให้ด้วย

ซึ่งเราก็ตั้งใจอยู่อย่างนั้นว่า เราเป็นคนหนึ่งที่ร่วมไปกับคนอื่นในการให้

 

แต่ว่า ถ้าเราตั้งใจว่า จะเอาเงินร้อยบาทนั้น

บอกว่า เอ้า! ไม่ต้องนั่งขอทานแล้ววันนี้ ไปซื้อของให้สบายใจนะ

ไปซื้อของกินด้วยเงินจำนวนนี้ แล้วกลับบ้านกลับช่องไปเลย

 

อันนี้ ก็จะเป็นทานที่ยกระดับขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง

เวลาที่เราได้รับผล เวลาที่บุญเผล็ดผล

ก็จะเผล็ดผล แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องรอความไม่แน่นอน

แต่จะมีผลที่มากระแทกเราจังๆ นะ ได้เต็มๆ คนเดียว ในคราวเดียว

โดยไม่ต้องรอเหตุปัจจัยอื่น  

 

ทีนี้ อย่างเรื่องธรรมทาน หรือว่าวิทยาทานก็ตาม

ตอนเราเอาไปให้เขา เรายังไม่แน่ใจว่าเขาได้รับ หรือไม่ได้รับ

ทางใจ ทางความรู้ ทางความคิด จนกว่าเราไปพูดกับเขา

แล้วก็ทำให้เขาเกิดความเข้าใจได้

 

นี่ ตรงนี้ก็กลายเป็น ทาน หรือที่เรียกว่าธรรมทานอีกแบบหนึ่ง

ในแบบที่เราชัวร์เลยว่า เขาได้รับ ธรรมเป็นทานจากเราแน่!

___________________

 

มีคนที่ถูกหวยรางวัลที่ ๑ ทุกงวด จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองมหาศาล แม้ไม่ได้ตั้งใจ คนประเภ ทนี้ทำบุญอะไรมาคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์

วันที่ 10 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=18eW3N_6Rho

 

** IG **

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ทำสมาธิดูลมหายใจก่อนนอน เลยนอนไม่หลับ

ผู้ถาม : เป็นคนนอนคว่ำมาตั้งแต่เด็ก พอนอนหงายจะหายใจไม่สะดวกค่ะก็เลยต้องนอนตะแคง เคยดูลมหายใจตอนนอนไปว่าสั้นยาว เราหายเข้าสั้น หายใจเข้ายาว ทำให้นอนไม่หลับเลยค่ะ

 

ดังตฤณ : ผมจึงได้บอกกับทุกคนนะว่า ถ้าจะทำสมาธิตอนนอน เอาแค่ลมหายใจเข้าท้องป่องขึ้นมา ลมหายใจออกท้องยุบลงไป เอาแค่นี้ แค่ครั้งสองครั้งพอ ไม่ต้องตั้งใจว่าจะให้เกิดสมาธิ

 

แต่ควรจะสังเกตอย่างนี้ว่า พอหายใจเข้าสบาย มีความสุข ก็ให้เข้ามาสังเกตที่จิตเลย จิตจะเปิด จิตจะกว้างนะ แล้วก็จับที่จิตที่เปิดๆ ที่กว้างๆ สบายๆ นั้น

 

เวลาที่จิตจะยู่ยี่ขึ้นมาด้วยความคิด ก็แค่มีสติรู้ว่ายู่ยี่ไป พอสังเกตว่าจิต พอความคิดเว้นวรรค หรือว่าห่างหายไป หรือเบาบางลง จิตก็เปิดกว้างขึ้นมาใหม่อย่างนี้

 

สังเกตอยู่อย่างนี้ จนถึงจุดหนึ่งที่มาจับอยู่ที่จิตกว้างๆ สบายๆ และเนื้อตัวผ่อนคลายนะครับ อันนี้เรียกว่าเป็นการนอนแบบมีเมตตา

 

คือจิตที่แผ่ จะพร้อมแผ่เมตตา จิตที่เปิดจะพร้อมที่จะเอาความสุขเปิดออกแจกจ่าย เราแค่น้อมคิดนิดเดียวว่า เราเป็นสุข ก็อยากให้คนอื่นมีความสุข ไม่อยากเบียดเบียนกัน ไม่อยากที่จะอยู่บนเส้นทางของการตีรันฟันแทงกัน

 

แค่นี้ พอจิตมีความคุ้น แล้วก็มีน้ำหนักของความสุขมากขึ้นๆ จิตเปิดมากขึ้น ก็จะเป็นสมาธิขึ้นมา แบบเหมือนกับอยู่ในอุปจาระสมาธิอ่อนๆ

 

หลับไปนี่เหมือนมีความสุขมากๆ เหมือนความสุขนี่ ทำให้อยากยิ้มออกมาจากข้างใน ยิ้มกว้างขวาง ยิ้มออกไปกว้างเท่าฟ้า

 

แบบนี้ จะมีประโยชน์มากกว่าที่จะมา ตั้งอกตั้งใจทำสมาธิ เอาสมาธิได้ตอนนอน ซึ่งมักจะทำให้หลายๆ คนนี่เกิดความเครียดและนอนไม่หลับขึ้นมานะครับ

ผู้ถาม : ตอนนี้เลยดูลมแค่ เข้า-ออก แบบไม่ตั้งใจมาก แต่ก็จะเห็นว่าจิตแวบไปคิดเรื่องอื่นเรื่อยๆ จนหลับไป ทำแบบนี้ได้ไหมคะ

 

ดังตฤณ : สังเกตอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าหายใจยาว แล้วมีความสดชื่น ตั้งต้นสังเกตจิตจากตรงนั้น

 

เพราะว่าทุกคนสามารถหายใจยาวได้ครั้งหนึ่งอยู่แล้ว หายใจแบบนอนหงายน่ะ คือถ้าไม่ลำบากมาก ลองนอนหงายหายใจดู ครั้ง สองครั้ง ถ้าหายใจได้ยาว ท้องป่อง ตอนหายใจเข้าก็จะรู้สึกเกิดความผ่อนคลายทั่วตัวขึ้นมา และความผ่อนคลายทั่วตัวจะทำให้จิตเปิดกว้าง

 

ให้เริ่มสังเกตจากตรงนั้นว่าจิตของเราเปิดกว้างและมีความสุข

 

จิตที่มีความเปิดกว้าง และมีความสุข จะเป็นจิตที่พร้อมจะแผ่เมตตา เอาแค่นี้เป็นหลัก ถ้าแบบที่คุณว่ามาบอกว่า จะสังเกตลมหายใจแค่ครั้งสองครั้ง แล้วใจยังแห้งๆอยู่ จะไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ จะได้แค่สติ แบบ สติเล็ก

 

แต่ถ้าเราเข้ามาถึงลักษณะของจิตที่มีความสุข ที่เปิดกว้าง ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแผ่เมตตาในขณะที่จะนอนหลับได้นะครับ

__________________

ดูลมหายใจสั้น-ยาว ตอนนอน ทำให้นอนไม่หลับค่ะ ควรทำอย่างไร?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=_rd9IkTLvps


** IG ** 

นอนหงายไม่ได้ ทำสมาธิท่านอนตะแคงได้ไหม

ผู้ถาม : อยากสอบถามเรื่องการทำสมาธิตอนนอน เพิ่งจะเริ่มปฏิบัติประมาณ เดือนถึงสองเดือน แล้วก็อยากจะทำตอนนอน แต่ว่านอนหงายไม่ได้ ก็จะนอนตะแคง

เราจะสามารถทำสมาธิในท่านอนตะแคงได้ไหมคะ

 

ดังตฤณ : ก็ยากกว่าท่านอนหงายนิดหนึ่ง เพราะว่าตอนนอนหงาย ไหล่จะเปิด ไหล่เปิดนี้สำคัญมาก ผมย้ำนักย้ำหนา อย่างถ้าใครนั่งเอามือวางซ้อนมือ แล้วเกิดความรู้สึกว่าไหล่ห่อ หายใจไม่สะดวก ให้เปลี่ยนมาเป็นเปิดไหล่ให้กว้าง แล้วเอามือวางไว้บนหน้าเข่าก็พอ

 

เหมือนกันเวลาที่นอน ถ้าเราจะกำหนดสมาธิ ท่านอนหงายจะเหมาะที่สุด แต่ถ้าหากว่ากรณีของคุณ มีปัญหาติดขัดเรื่องตรงนี้ ถ้าจะนอนตะแคง ก็ให้ดูความรู้สึกที่ตะแคง ว่าเราหายใจได้สะดวกหรือไม่สะดวกนะครับ

 

คือไม่ได้ตั้งใจที่จะทำสมาธิแบบดูลมหายใจนะ เอาแค่ดูว่าหายใจสะดวกหรือไม่สะดวก หรือจะบริกรรมอะไรขึ้นมาก็ได้ จะพุทโธก็ได้ หรือถ้าจะให้ดีก็เอามาที่กายตรงๆ

 

อยู่ในท่าตะแคงนี่เรารู้สึกได้ไหมว่า มีซี่โครงที่ขยาย แล้วก็หุบอยู่ เอาแค่ความรู้สึกที่อิงของจริงในปัจจุบัน แค่นิดๆ หน่อยๆ เอาแค่ความรู้สึกแค่ไม่กี่วินาที ก็นับว่ามีประโยชน์แล้ว

ไม่ต้องตั้งใจให้เป็นสมาธิแบบเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ได้

__________________

นอนหงายไม่ได้ สามารถทำสมาธิในท่านอนตะแคงได้ไหมคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=RxxBKr2O2QY

 

วิธีแผ่ส่วนบุญด้วยจิตที่มีกำลัง

ผู้ถาม : เวลาที่สวดมนต์เสร็จ หรือปฏิบัติเสร็จแล้วอยากแผ่ส่วนบุญ ตอนเราแผ่ส่วนบุญคือเราไม่คิดมากใช่ไหมครับว่า ให้คนนั้นคนนี้ หรือจะให้เทพเทวดาอนุโมทนา เราคิดกว้างๆ แค่ว่า ใครรับรู้ได้ ก็เชิญมาใช่ไหม

 

ดังตฤณ : แบบนี้จะทำให้จิตมีโฟกัสดีที่สุด คือ ใครก็ตามที่รับรู้อยู่ ใครก็ตามที่รออยู่ หรือว่าใครก็ตามที่สมควรจะได้รับ เอาแค่สั้นๆ นึกในใจแค่นี้ ใจของเราจะมีอานุภาพมากกว่าในการแผ่ ในการอุทิศไป

 

ประเภทที่มานั่งอ่าน จาระไน รายชื่อว่าจะมีคนนั้นคนนี้ อยู่ภพภูมินั้น ภพภูมินี้ ที่ผมสังเกตมา คนที่มาท่องเป็นคำๆ แบบนี้ จิตไม่ได้มีกำลังเลยนะ คือจิตอยู่ในอาการท่องเฉยๆ ไม่ได้มีลักษณะของจิตที่แผ่ความสุข ความสว่าง ความเป็นกุศลออกไป

 

จำไว้นะ ลักษณะของจิตที่จะแผ่ออกไปได้ถึงจริง ต้องมีกำลัง และกำลังของจิตที่จะมากที่สุดก็ตอนที่คิดน้อยที่สุด

 

ถ้าหากว่า เรามีท่าไม้ตายไว้เลย คิดไว้แค่ว่า ถ้าใครรับรู้อยู่ ขอให้ได้ส่วนความสว่าง ขอให้ได้ส่วนความสุข ขอให้ได้ส่วนบุญที่ทำไปนี้ จงได้เสมอกัน

 

แค่นี้ .. จะเหมือนเทียนต่อเทียน ไฟที่ไม่มีสิ่งรบกวน ไม่มีสิ่งมาคลุมบัง ก็จะไปถึงเทียนอีกเล่มหนึ่ง และต่อเทียนได้สว่างเท่ากันนะ หรือไล่เรี่ยกัน

_____________________

วิธีแผ่ส่วนบุญด้วยจิตที่มีกำลัง

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=idnsnBt4TTw


** IG **

 

ไฟติด วิทยุดับเอง ขนลุก ใช่เกิดจากสิ่งที่มาอนุโมทนากับเราไหม

ผู้ถาม : ส่วนตัวไม่เคยเจอประสบการณ์เห็นผีชัดๆ แต่มีประสบการณ์ไฟติดเอง วิทยุดับเองเป็นครั้งๆ อยากสอบถามว่า บางทีที่เราขนลุก บ่งบอกหรือเปล่าว่ามีคนมาอนุโมทนากับเรา

 

ดังตฤณ : อาการขนลุกมีอยู่หลายแบบนะ และนักจิตวิทยาจะอธิบายแบบเป็นวิทยาศาสตร์ได้เป๊ะๆ เลยนะว่า จริงๆแล้วที่รู้สึกว่าเสียวสันหลัง ขนลุกอะไรขึ้นมานี่ เป็นอาการทางสมอง หรือแบบว่าเป็นอากาศรอบๆ ตัวปรับเย็นลงกระทันหัน หรืออะไรอย่างนี้

 

ก็ว่ากันตามที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ เป็นนักวิเคราะห์วิจัย จะคิดกันได้แล้วก็ยืนยันด้วยหลักฐานรอบตัว

 

อย่างบางที อุณหภูมิเปลี่ยนไปแบบเฉียบพลัน ก็เกิดอาการเสียวสันหลังขึ้นมาได้จริงๆ แล้ว อย่างบางที อธิบายได้แบบเป็นวิทยาศาสตร์นะครับ ว่าทำไมอากาศรอบๆตัวเรา ถึงเปลี่ยนแปลงนะ มาแบบเป็นวิทยาศาสตร์นะ

 

แต่หลายๆ สถานการณ์ ก็อธิบายไม่ได้จริงๆ เพราะไม่มีปัจจัยแบบที่เป็นธรรมชาติ ที่ว่าอุ่นๆ อยู่ดีๆ ทำไมวูบกลายเป็นเยือกขึ้นมา แล้วเหตุการณ์แบบนี้ยืนยันเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ก็เพราะว่าเราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ว่าจะให้เกิดขึ้น เมื่อนั่นเมื่อนี่ เพื่อที่จะได้เก็บตัวอย่างทดลอง มาแสดงผลเป็นสถิติแบบวิทยาศาสตร์นะ

 

ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน ระหว่างคนเชื่อกับคนไม่เชื่อ หรือว่าคนที่มองเป็นวิทยาศาสตร์ กับมองแบบว่าเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก

 

ทีนี้ประเด็นก็คือว่า เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราเจอเข้าไปจริงๆ.. เรารู้ไม่ได้  .. อันนี้เป็นคำตอบที่ชัดเจนก่อนเลย

 

ถ้าหากว่า เราไม่มีตาทิพย์ เราไม่ได้มีจิตสัมผัสที่คมพอ ที่จะแยกแยะออกว่า อันนั้นข้างนอก อันนี้ข้างใน

 

อย่างนักเจริญสติ พระพุทธเจ้านะท่านสอนอย่างนี้นะ โดยที่รุ่นหลังๆ เรา ไม่ค่อยสนใจ หรือว่าไม่ค่อยมีใครได้อ่านได้เห็นกัน ก็คือว่า ทุกครั้งที่ท่านให้พิจารณาอะไรก็ตาม ในส่วนของเรานี่ ให้พิจารณาภายนอกด้วย

 

คำว่า อย่างลมหายใจนี่เป็นของภายใน และลมหายใจอันเป็นภายนอก ท่านหมายถึงว่าบุคคลภายนอกที่หายใจ พูดง่ายๆดูลมหายใจของคนอื่น

 

ถ้าดูลมหายใจของตัวเองออก อ่านลมหายใจของตัวเองได้ อย่างชัดเจน ท่านให้ดูลมหายใจของคนอื่นด้วย

 

ซึ่งถ้าใครลองทำจริงๆ ก็จะเห็นว่า นอกจากจะเห็นว่าสักแต่เป็นลมหายใจของเรา ที่เป็นธาตุลม สักแต่เป็นธาตุลม มีอาการพัดเข้าแล้วก็พัดออก ไม่มีบุคคลอยู่ในนี้ .. ก็เป็นธรรมชาติเดียว กันกับที่เราเห็นในลมหายใจของคนอื่นเช่นกันว่า สักแต่เป็นธาตุลมพัดเข้าพัดออก

 

พอเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตามเข้าไปหมด ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ในเราอย่างไร ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของเขาก็อย่างนั้น เพียงแต่ว่าจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันว่า เบ่งบานออกมาก หรือว่าแค่คับแคบอยู่ในวงจำกัดสั้นแปปหนึ่งก็หายไปแผ่วไปอะไรแบบนี้

 

โดยเนื้อหา จะเป็นทุกข์เป็นสุขอันเดียวกันนั่นแหละ แล้วเราก็จะตามเข้าไปได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าของเราอยู่ฝั่งนี้ ของเขาอยู่ฝั่งโน้น สัมผัสได้ด้วยใจเลย ต่อให้หลับตาอยู่นี่ ก็รู้เลยว่าเขาหายใจอย่างไรอยู่ เป็นหายใจยาว หายใจสั้น หรือว่าเขากำลังมีความสุข หรือมีความทุกข์ที่แผ่ออกมาให้ใจของเราสัมผัส หรือว่าเขากำลังคิดดี หรือคิดร้าย

 

ลักษณะภาวะปรุงแต่ง ที่เป็นกลายเป็นใจเขานี่ อยู่ในห้วงความเป็นกุศลหรือว่าห้วงแห่งความเป็นอกุศล จะสัมผัสได้

 

พอสัมผัสได้ชัดแบบนี้ มีสติที่คมชัดพอจะแยกว่า นี่ฝั่งเรานี่ นั่นฝั่งเขา ก็จะ ข้ามเขตของการมองเห็นด้วยแก้วตา หรือประสาทหูไป จะสัมผัสได้ด้วยว่าแม้ไม่มีบุคคลที่ปรากฏต่อแก้วตา อยู่ตรงหน้า เราก็สามารถ detect ได้ว่ามีอะไรบางอย่าง ที่ให้ความรู้สึกเป็นกุศล มีความสว่างประมาณไหน อยู่รอบๆตัว

 

หรือ กำลังมีกระแสเยือกๆ กระแสเย็นยะเยือก ที่เป็นตรงข้ามกับกุศล อย่างนี้ คุณจะแยกออกว่า กุศลกับอกุศลต่างกันอย่างไร ในตัวเองก่อน แล้วไปแยกออกทีหลังว่า กุศลกับอกุศลในคนอื่นเป็นอย่างไร

 

เสร็จแล้วนี่ก็จะไปแยกออกด้วยว่า กุศลกับอกุศลของสิ่งที่ไม่ปรากฏต่อแก้วตา เป็นอย่างไร มีความเข้มข้น มีความเบาบางแตกต่างกันอย่างไร

 

จะข้าม ก้าวข้ามไปกับอะไรผิวๆ ที่เป็นอาการขนลุกขนชันอะไรอย่างนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เขาจะไม่เชื่อนะ ว่าอาการขนลุกขนชัน เป็นสัญญาณบอกว่าเราสัมผัสเข้ากับอะไร

 

แต่เรานี่แหละจะรู้ได้ เป็นปัจจัตตังนะครับว่า ภาวะที่เป็นกุศล หน้าตาเป็นอย่างนี้ รู้จักตัวเองก่อน แล้วภาวะที่เป็นอกุศลที่ คลุ้งยุ่งเหยิง มืดบอดด้วยโมหะห่อหุ้มนี่ หน้าตาเป็นอีกอย่างหนึ่ง

 

รู้จักตัวเองก่อน แล้วสัมผัสเอาจากคนธรรมดาที่อยู่ใกล้ๆ ตัวว่า กุศลของเขา ก็เป็นแบบเดียวกันกับเรา มีอะไรสว่าง หรือว่าความมืดแบบของเรา ก็เป็นความมืดแบบเดียวกับของเขา มีความยุ่งเหยิง มีโทสะ มีความร้อน มี ความมืดอะไรบางอย่างที่ครอบงำจิต เราจะสามารถสัมผัสได้

 

และตรงนั่นแหละ ที่คุณจะก้าวเลยไป สามารถสัมผัสแบบเดียวกัน กับสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหน้าตาให้จับต้อง หรือปรากฏแก้วตานะครับ

 

ผู้ถาม : อาการขนลุก มักจะเป็นตอนเริ่มสวดมนต์ครับ บางทีสวดคำสองคำ ก็จะขนลุก

 

ดังตฤณ : ถ้ามักจะเป็นตอนสวดมนต์นี่ ผมอยากให้สันนิษฐานไว้ก่อน อย่าเพิ่งเอาความจริงนะ อย่าเพิ่งเอาผิดเอาถูก เอาจริงว่า จริงๆคืออะไร

 

แต่ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เกิดจากการที่เราตั้งไว้อยู่ในใจ ว่าถ้าขนลุกขนชัน แปลว่าเราสัมผัสนะครับ

 

พอมีความเชื่อแบบนี้ บางที..สำหรับบางคนนะ.. อาจจะเกิดการจำลองสถานการณ์ขึ้นมา คือสมองของคนนี่สั่งได้นะ ด้วยการที่เราตั้งความเชื่อไว้แบบไหน สมองสั่งได้ให้เกิดอาการแบบนั้นๆ เป๊ะเลย

 

อันนี้อยากให้ตั้งจิตไว้อย่างนี้ก่อนเพื่ออะไร เพื่อที่จะให้เราไม่ไปกังวลกับช่วงเริ่มต้น ไม่ว่าจะขนลุกขนชัน หรือเกิดสภาพทางกาย หรือว่าความรู้สึกทางใจอย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะมีสมาธิอยู่กับการสวดอย่างเดียว ไม่ไปสนใจกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางกาย

 

เพราะว่าปรากฏการณ์แบบนี้ พอมีขึ้นแล้วจะเป็นตัวถ่วงนะ คือใจเรานี่จะมัวแต่พะวง อยู่กับอาการขนลุก หรือว่าอาการถามหาความจริง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี่มาจากวิญญาณรอบตัวหรือเปล่า หรือมีผีมาขอส่วนบุญหรือเปล่านะ

 

จิตก็จะไม่โฟกัสอยู่กับสิ่งที่ควรโฟกัส

______________________

คำถาม : ไม่เคยเห็นผี แต่เจอไฟติดเอง วิทยุดับเอง อาการขนลุกนี่จากสิ่งที่มาอนุโมทนากับเราไหมครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=klNNksWJVY0

 

หลับตาทำสมาธิ มีนิมิตผู้ชายโผล่มา ตกใจกลัว

ดังตฤณ : พอฟังอะไรพร้อมกันแบบนี้ คุยกัน เสวนาอะไรกัน ถ้ามีความรู้สึกสว่างรอบๆ ตัวเกิดขึ้น บางทีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 

คือความสว่างจะมีสองแบบ สว่างออกมาจากกลางใจของเรา รู้เลยว่า นี่คือความสว่างของเรา

 

กับความสว่างรอบๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างถ้าตอนนี้บอกว่า ขออุทิศส่วนกุศล ส่วนบุญที่ได้เสวนาธรรมด้วยกันให้กับท่านทุกรูปทุกนามที่ฟังอยู่ ได้รับรู้อยู่ ขอจงได้อนุโมทนาร่วมกัน แล้วก็สว่างไปพร้อมๆ กัน

 

เพียงนี้ คุณก็จะรู้สึกได้ว่ามีกระแสความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้น

______________________

ฟีดแบก : กำลังฟังแล้วหลับตาทำตาม เจอผู้ชายโผล่หน้ามาเต็มๆที่หน้าเรา รู้สึกกลัว ตกใจ กำลังสงสัยว่าต้องทำยังไงต่อ พอฟังต่อก็ได้คำตอบเลยค่ะ ลองทำตาม ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นค่ะ

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=t63Q20iA8BQ