วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

เดินจงกรมหลับตา : คลิปที่สอง

พี่ตุลย์ : พอหยุดรอบนี้เช็คนิดหนึ่ง

ธาตุดินที่เป็นท่ายืน แล้วก็ธาตุดินที่เป็นกระจก ที่แตกต่างกัน

หยุดยืนนิ่งแป๊บหนึ่ง

 

คือจังหวะหยุด ณ เวลาที่เราไปประจันกับสิ่งที่เป็นวัตถุตรงหน้านี่นะ

จะมีประโยชน์ถ้าเราหยุดค้างไว้สักสิบ หรือยี่สิบวินาที

เพื่อที่จะทำความรับรู้ เหมือนกับมีการกระตุ้น ให้จิตเกิดการเปิดรับว่า

ธาตุดินหมายเลขหนึ่ง อยู่ตรงนี้ ท่ายืนอยู่ตรงนี้

และวัตถุหมายเลขสอง กระจกหรือเครื่องขวางใดๆ ก็ตามของแต่ละคน

มีระยะห่างกัน มีช่องว่าง

 

เราจะเอาความรู้สึก เอาสัมผัส

ที่ได้จากวัตถุหมายเลขหนึ่ง วัตถุหมายเลขสอง มาใกล้กัน

และอยู่ห่างประมาณหนึ่งก้าว จะมีข่องว่างให้รับรู้ และยืนหายใจ

 

ตรงที่เราหยุดเป็นครั้งๆ ไป

เพื่อจะเช็คความรับรู้ว่า จิตกำลังแผ่ออก

รับความเป็นธาตุดิน ธาตุลม อากาศธาตุหรือเปล่า

 

ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินจงกรมของเรา

มีการเวียนกลับมาหาความเป็นธาตุย้ำๆ ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ

 

ถ้าหากเราได้ทั้งความรู้สึกเกี่ยวกับธาตุหก ในขณะหยุดยืนด้วย

และได้ทั้งความใสของจิต ตอนที่เดินหลับตาด้วย

สิ่งที่จะเป็นผลตามมาในระยะยาวคือ

ความรู้สึกว่าจิตที่ใส ที่เห็น ที่มีความคมชัด

มีสติคมชัด รับรู้ความเป็นธาตุหกชัดขึ้นๆ

จะทวีตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เห็นออกมาจากภายในอย่างเดียว

 

ขอให้ถือเป็นจุด check point ทำความรับรู้

เห็นไหม จะทวีตัวขึ้นมา

ความรับรู้ว่า ธาตุดินมีความเหมือนกันอย่างไร

ระหว่างท่ายืนนี้กับกระจก

 

และความรับรู้เกี่ยวกับอากาศว่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

ตอนหยุดยืน เป็นจังหวะที่เราจะได้รู้อะไรหลายอย่าง

ทั้งธาตุดินที่คู่กัน ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินหมายเลขสอง

ทั้งอากาศว่าง ที่เป็นช่องว่างระหว่าง ธาตุดินกับธาตุดิน

แล้วก็ลมหายใจ ที่มีอยู่ในอากาศว่าง

 

ถ้าหากมีความปรุงแต่งทางจิตใดๆ เกิดขึ้น

จะเห็นชัดเลยตอนที่หยุด จะรู้สึกว่ามีความปรุงแต่งเกิดขึ้น

มีความเป็นเราเขา มีความเป็นเจ้าของ

หรือมีใครชื่ออะไรปรากฏขึ้นในหัว

 

แต่ถ้าหากจิตเงียบ มีความใส มีความสว่าง กระจ่าง

จะมีความรู้สึกอีกแบบ คือเห็นแต่ธาตุดินประจันกัน

เป็นแต่ช่องว่าง ระหว่างธาตุดินปรากฏอยู่ และมีลมหายใจให้รับรู้

 

การที่จิตใสจิตเงียบ และเห็นแต่ภาวะของธาตุทั้งหกปรากฏอยู่ ..

เห็นไหม พอเรากลับตัวมาแล้วเดิน เราจะรู้สึกชัดเลย

เหมือนกับธาตุดินเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ธาตุดินอื่น

 

และจะมีความรู้สึกสัมพันธ์กัน

ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับ ธาตุดินอื่นๆ ที่อยู่ในห้อง

เหมือนกับมีสัมผัสขึ้นมาว่า

มวลของวัตถุธาตุ ที่เป็นธาตุดินแต่ละชิ้น ไม่เท่ากัน

 

และจะมีความเห็นว่า วัตถุธาตุบางอย่างเป็นเหลี่ยม

วัตถุธาตุบางอย่างเป็นทรงกลม

ส่วนวัตถุธาตุนี้มีหัว มีตัว มีแขน มีขา

ดูมีความซับซ้อนกว่าธาตุอื่นๆ

 

แต่แม้ว่าจะแตกต่างโดยคุณสมบัติรอบนอก

คุณสมบัติภายในที่เป็นแก่นแท้ เหมือนกันทุกประการ

มีความเท่าเทียมกันทุกประการ

คือมีความคงรูป กินพื้นที่ว่าง

 

ซึ่งก็สรุปรวมลง จิตยิ่งรู้เห็นไป

ยิ่งได้ข้อสรุปว่าเป็นธาตุดินเสมอกันจริงๆ

ต่างกันแค่รูปทรงหลอกๆ

แต่โดยเนื้อแท้ มีความคงรูปคงร่าง

และกินพื้นที่ว่างเหมือนกันหมด

 

ตัวที่จะเป็นปัญญาแบบพุทธ จากการเดินจงกรมแบบนี้

ก็คือจิตที่นิ่ง ที่ใส และเห็นชัด

เวลาเทียบเคียงธาตุดินฝั่งนี้

กับธาตุดินอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว อยู่ระหว่างทาง

 

และเราจะเห็นว่า พื้นที่ว่างที่ธาตุดินนี้เคลื่อนไป มีความต่าง

ช่องว่างหรืออากาศธาตุ บรรจุอยู่ด้วยธาตุดินที่แตกต่างกัน

พอเราเคลื่อนเข้าใกล้วัตถุชิ้นไหน

จะเหมือนมีแรงกระทำต่อกัน

 

วัตถุสองชิ้น สามชิ้น จะมีแรงกระทำต่อกันบางอย่าง

เหมือนผลักกัน หรือดูดกัน แล้วแต่ความสัมผัสของแต่ละคน

 

อย่างถ้าหากเคลื่อนไปในพื้นที่ว่าง

แล้วเกิดความรู้สึกว่า มีวัตถุกีดขวางอยู่

สิ่งกีดขวางนั้น จะเหมือนเครื่องห้าม

ไม่ให้เข้าใกล้หรือกระทบกระทั่งกัน

 

แต่อย่างเวลาที่เราเคลื่อนเข้าใกล้ตัวประตู ซึ่งเป็นพื้นที่ราบเรียบ

จะมีความรู้สึกเหมือนกับวัตถุสองชิ้น กำลังดึงดูดเข้าหากัน

ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ การที่วัตถุหมายเลขหนึ่ง

เคลื่อนเข้าหาวัตถุอีกชิ้นนั่นเอง

 

พอเรารู้สึกถึงความใสที่ภายใน เราก็ตั้งอยู่ตรงนั้น

ตั้งอยู่กับความใส ที่ออกมาจากตรงกลาง

การรับรู้จะมีความใสมากขึ้นๆ

จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกเหมือนห้องว่างทั้งห้อง

ถูกเรารับรู้รอบด้าน 360 องศา

 

ยิ่งใสมากขึ้นเท่าไหร่ สัมผัสว่าวัตถุนี้ หมายเลขหนึ่ง นี้

มีความเป็นต่างหาก มีความกินพื้นที่ว่าง

มีที่ตั้ง แตกต่างจากวัตถุอื่นๆ ..ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น

 

ตรงที่รู้สึกเปิดๆ กว้างๆ ออกมาจากภายใน

ถ้าเราอยู่กับตรงนั้น เราจะเห็นถึงความใส ความกว้าง

แล้วพอมองดูว่า เรารู้ออกมาจากตรงความใสที่เปิด ที่กว้าง

ตัวนั้นแหละ คือสภาพหนึ่งของจิต

 

ยิ่งจิตมีความเปิด ยิ่งจิตมีความใส

แล้วเห็นตำแหน่งของวัตถุต่างๆ เทียบเคียงกัน

 

วัตถุหมายเลขหนึ่ง เคลื่อนไปเรื่อยๆ

วัตถุหมายเลข สอง สาม สี่ ที่รายล้อมอยู่ในห้อง ตั้งนิ่งเฉยๆ

ก็จะยิ่งเกิดความเห็นชัด กระจ่างว่า

ธาตุดินที่กินพื้นที่ว่างอยู่ มีเนื้อแท้เสมอกันจริงๆ

 

โดยความรู้สึก เวลาที่จิตรู้สึกถึงความเสมอกันของธาตุดินต่างๆ

เราจะเห็นชัดว่า ไม่มีอาการแบ่งแยก

อันนี้เป็นความปรุงแต่งจิตที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

 

เดิมมีความปรุงแต่งจิตชนิดที่แยกว่า

อันนี้เราเป็นมนุษย์ มีความเป็นเราอยู่แน่ๆ

แยกเป็นต่างหากจากวัตถุอื่นๆ

และวัตถุอื่นๆ ในห้องเป็นของๆ เรา

 

แต่พอจิตมีความใส มีความกระจ่างชัด

สิ่งที่เป็นความปรุงแต่งจิตแทนที่ นับแต่มีอนัตตสัญญาขึ้นมา

ก็คือรู้สึกว่า ธาตุดินนี้ ที่เป็นหมายเลขหนึ่ง

มีความเสมอกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร

ไม่มีตัวที่เดินอยู่เป็นเจ้าของวัตถุ ที่อยู่รอบห้อง

มีแต่วัตถุอันเป็นธาตุดินเสมอกันหมด เสมอกันโดยความเป็นธาตุ

แต่ธาตุดินหมายเลขหนึ่งนี้ มีความเป็นขันธ์ห้าอยู่ด้วย

 

อย่างตอนที่รู้สึกว่าธาตุดินนี้ หมายเลขหนึ่งนี้

เสมอกับธาตุดินอื่นๆ หมายเลขสอง สาม สี่ ที่อยู่ในห้อง

เราจะรู้สึกว่ามีความเสมอกัน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน

นี่เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง

 

สัญญา คือธรรมชาติปรุงแต่งให้จิตมีความสำคัญมั่นหมาย

รู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร จำได้ว่าอะไรเป็นอะไร

 

ตอนนี้อยู่ในช่วงการสะสมตัวเห็นว่า

อะไรๆ ทั้งหมายเลขหนึ่ง ทั้งหมายเลขอื่นๆ

ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของๆ เรา

ที่เรียกว่า สัญญา เป็นอนัตตสัญญา

 

นี่คือความต่าง ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินอื่นๆ

 

ธาตุดินอื่นๆ ไม่มีขันธ์

ไม่มีความเป็นสัญญาขันธ์ ไม่มีความเป็นสังขารขันธ์

พอ ธาตุดินอื่นๆ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเขาตัวเรา

ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอนัตตา หรืออัตตา

ก็ตั้งนิ่งของมันอยู่อย่างนั้น

 

แต่ธาตุดินหมายเลขหนึ่งนี้

มีตัวอัตตสัญญา หรืออนัตตสัญญา

ประกอบ ประชุมร่วมอยู่ด้วย

ฉะนั้น ก็เลย เป็นทุกข์ได้

 

ตัวที่เป็นทุกข์ ก็มาจากสังขารขันธ์ นั่นแหละ

มาจากการปรุงแต่งจิต

 

ถ้าเราออกจากการเดินจงกรม แล้วมีอัตตสัญญากลับมาใหม่

มีความเป็นเขาเป็นเรา มีเราเป็นเจ้าของอะไรๆ นั่นแหละ

ตัวสังขารขันธ์ เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา

ว่า จะเอาอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ จะเอาอย่างไรกับตัวตนนี้

จะคิดดี หรือคิดชั่วกับคนอื่น

 

ตัวสังขารขันธ์นี่แหละที่ปรุงทุกข์ขึ้นมา

 

เดิม ถ้าหากมีแต่อนัตตสัญญาอยู่

ทำให้จิตมีความสงบราบคาบตลอดเวลา

.. ความทุกข์จะไม่เกิด

 

แต่พอมีอัตตสัญญาขึ้นมา

และมีความปรุงแต่งว่าเป็นเขาเป็นเรา

เราจะคิดดี เราจะคิดชั่ว

ตัวนี้ เกิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง

 

กรรมเกิด ก็เพราะมีสังขารขันธ์นี่แหละ

สังขารขันธ์มี ก็เพราะสัญญามีนี่แหละ

สัญญามี ก็เพราะว่าเวทนามี

คือตัวความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง

อึดอัดบ้าง สบายบ้าง จะปรุงสัญญาขึ้นมา

 

และที่มีเวทนาขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะมีผัสสะกระทบ มีสิ่งกระทบ

มีสัมผัสกระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ที่มากับธาตุดินนี่แหละ

 

ประสาทรูป หรือรูปที่เป็นเครื่องอาศัยของประสาทสัมผัส

ก็คือธาตุดินนี้เอง

 

พอมีความรับรู้ที่กระจ่างชัด

เจาะลึกลงไปในธาตุดินหมายเลขหนึ่ง

ก็เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญาแบบพุทธขึ้นมาว่า

เพราะมีธาตุดินหมายเลขหนึ่ง นี้

ที่กำลังตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนี้ นี่แหละ

ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ก่อให้เกิดกรรมขึ้นมา

 

พอจิตมีความใหญ่ มีความเป็นอุเบกขา ขนาดใหญ่แบบมหึมา

แล้วก็ไม่มีความเอียงข้างด้วย แม้ปีติหรือสุข

จะเห็นเลย ภาวะที่ปรุงประกอบกันทั้งหลาย

ที่กลายเป็นธาตุดินหมายเลขหนึ่ง แบบนี้

มีรูปประสาทแบบนี้ เป็นผลของกรรม

จะเห็นชัด ทะลุทะลวงเป็นสายปฏิกิริยาลูกโซ่

 

เห็นว่าถ้าไม่มีกรรมอันเป็นต้นเหตุ

กายนี้รูปประสาทแบบนี้ ไม่มีทางเกิด

 

กายนี้รูปประสาทแบบนี้ ที่เป็นอัตภาพแบบมนุษย์

ต้องอาศัยความสว่าง อันเป็นบุญเป็นกุศลในการสร้างขึ้นมา

ถ้าปราศจากบุญ ปราศจากกุศลแล้ว

ไม่มีทางเลยที่จะได้รูปประสาท อันเป็นธาตุดินแบบรูปมนุษย์แบบนี้

 

ตอนที่ใจเปิดกว้าง และมีความใส

ถ้าเราอยู่กับตรงนั้น แล้วกว้างขึ้นใสขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเห็นเคลียร์ขึ้นๆ

 

มีคำถามไหม?

 

น้ำอบ : ไม่เชิงคำถามค่ะ แต่อยากแชร์ พอดีเมื่อคืนเกือบตีสอง .. สืบเนื่องจากคืนก่อนไม่ได้นอนเลย เช้าวันถัดมาก็ทำงานทั้งวัน

เมื่อคืนเลยนั่งคุยกับลูกจนตีหนึ่ง แล้วคิดว่าจะปฏิบัติดีกว่า

เพราะได้คิวส่งการบ้าน

 

ตอนนั้นก็รู้สึกกายล้า เหนื่อยมาก

เลยนั่งก่อนประมาณสิบนาที แล้วค่อยเดินประมาณครึ่งชั่วโมง

 

แต่ช่วงที่เดิน ทำตามที่พี่ตุลย์ไกด์ ก็ใส สว่าง

แล้วเวลาเดินไปเดินมา จะเหมือนเราลืมตาเดิน

แล้วเวลาเดินไปหากระจก เราก็รู้สึกว่า ระยะทางใกล้แล้ว

เหมือนความเข้มข้นมากขึ้น

และระยะนี้คือระยะที่เป็นภาพจำของเราแล้ว

 

หลังจากเดินเสร็จ ก็มีกำลัง ความเหนื่อยหายไปหมด แต่ก็นอนก่อน

เพราะพรุ่งนี้ต้องส่งการบ้าน ก็นั่งสมาธิต่ออีกยี่สิบนาที

แล้วรู้เลยว่า การชาร์จพลังจากสมาธิ เป็นแบบนี้นี่เอง

คือ เต็ม สว่าง ไม่มีความง่วง ไม่เหนื่อย คงอยู่อย่างนั้นของมัน

 

ก็คิดถึงคำที่พี่ตุลย์บอก ความนิ่งของกำลังสมาธิ จะคงอยู่

เราก็แค่เห็นมัน แล้วเดินไปมา

ก็เห็นมันคงอยู่นิ่งๆ สบายๆ ของมันอย่างนั้น จนเราหลับ

 

พี่ตุลย์ : แล้วตอนจะนอน สังเกตไปว่า ในหัวมีอะไรฟุ้งๆ ยุ่งๆ ไหม

ถ้ามีความรู้สึกใสๆ โล่งๆ แล้วรู้สึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี่

จะเป็นการหลับที่ reset สมองดีที่สุด ตื่นขึ้นมาจะโล่ง มีกำลัง

 

และจุดสำคัญที่สุดคือ รู้สึกมีฉันทะที่จะเริ่มต้นภาวนาทันที

ทั้งๆ ที่ยังทำกิจกรรมอื่นๆ เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ

ลุกขึ้นจากที่นอน เข้าห้องน้ำ มากินข้าว จะต้องพูดจาอะไรกับใคร

จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ทุกกิจกรรมเป็นความเคลื่อนไหว

ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สึกถึงธาตุดิน

รู้สึกถึงความปรุงแต่งของจิต

รู้สึกถึงการแบ่งเป็นท่อนๆ ขณะๆ ว่า

จิตแบบนี้หายไปแล้ว จิตอีกแบบเกิดขึ้นมาแทน

จิตแบบนี้หายไปอีก และจิตอีกแบบเกิดมาแทนที่อีก

 

เห็นเป็นขณะๆ อย่างนี้แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า

อยู่ในระหว่างวัน เราก็สามารถที่จะมีสติเจริญขึ้นได้

อันนี้ที่เป็นสุดยอดของการต่อจากนั่งสมาธิ และเดินจงกรม

 

น้ำอบ : น้ำอบเดินจงกรมเป็นอย่างไรบ้างคะ

 

พี่ตุลย์ : จิตบางช่วง เปิดแผ่

ช่วงเปิดแผ่แล้วใส เราทรงอยู่อย่างนั้นเลย

ให้ทำความรับรู้ออกมาจากจิตแบบนั้น

 

คือไม่ใช่ทำความรับรู้เข้าไป

แต่ทำความรับรู้ออกมาจากจิตแบบนั้น

แล้วต๊อกๆ เป็นตัวหล่อเลี้ยง เหมือนเติมเชื้อเพลิงเข้าไปเรื่อยๆ

ว่าเรารับรู้ออกมาอย่างนั้น ใสๆๆ ใสขึ้นๆ

 

และมีจุด check point ที่แน่นอน คือ พอไปยืนใกล้ประตู

.. ของแต่ละท่าน แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน แล้วแต่สถานที่

บางคนเป็นต้นไม้ บางคนเป็นเสา เป็นผนังทึบ แล้วแต่

 

ที่บอกว่าไม่สามารถเดินจงกรมได้ เนื่องจากติดขัดเกี่ยวกับสถานที่

ในห้องแคบ ในห้องอะไร ถ้าใช้วิธีนี้จะพบเลยว่า

เปลี่ยนจากข้อเสียเปรียบ เป็นข้อได้เปรียบ

 

จริงๆ แล้วการเดินจงกรม มีหลากหลายพิสดารมาก

แม้กระทั่งว่าจะให้รู้เท้ากระทบ ให้เกิดวิตักกะ

หรือทำความเข้าใจเรื่องวิจาระแทบเป็นศูนย์เลย

แต่ละที่แต่ละแห่ง ก็จะแนะนำมาต่างกัน

 

แต่ point คือคนเดินจงกรมส่วนใหญ่ เดินมั่วๆ ..

ไม่ได้พูดถึงแนวทางหรือสำนักไหนนะ

แต่พูดถึง ที่อยู่ในใจของผู้เดินจงกรมจริงๆ เลย

มักออกแนว ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดสมาธิหรือยัง

จิตคิดมั่วไปถึงไหนแล้ว ไม่รู้จะหาจุดที่เป็นเครื่องยึด

เครื่องตรึงอารมณ์ให้ตั้งมั่นได้อย่างไร

 

ต่อให้มีความตั้งมั่นในการเดินจงกรมแล้ว

ก็ไม่รู้จะกำหนดอย่างไร ให้เป็นความเห็นว่า เป็นอนัตตา เป็นรูปนาม

 

พอมีอารมณ์แบบสมถะขึ้นมาฟลุ้คๆ รู้สึกเหมือนหุ่นเดิน

ก็บอกว่าได้วิปัสสนาแล้ว รู้แล้วว่า จะเห็นอย่างไรในการเดินจงกรม

แต่เสร็จแล้วพอเห็นครั้งหนึ่ง อีกสองปีสามปี กว่าจะเห็นแบบนั้นได้อีก

เพราะแต่ละคนเข้าทางไม่ถูก

 

พอเข้าทางไม่ถูก หรือไม่มีหลักชัดเจนว่า

เราจะเดินจงกรมไปเพื่อเห็นอะไร

ก็เหมือนเดินจงกรมเปล่าๆ แสนกิโลในชาติหนึ่ง

เพื่อที่จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากเห็นอะไรขึ้นมาแผ่วๆ

 

แต่ถ้าหากเรามีหลักชัดเจน แม่นๆ ในใจว่า

เราจะเดินไปเพื่อเห็นกายใจโดยความเป็นรูปนาม

ตรงนี้มีหัวข้อธรรมสารพัดเลย

 

แต่ก่อนจะไปถึงหัวข้อธรรมได้

ต้องไปถึงความตั้งมั่นของจิตให้ได้เสียก่อน

ซึ่งของน้ำอบคือว่า มาถึงจุดที่จิตใสใจเบา

ภาวะทางกาย เหมือนเคลื่อนไปโดยความเป็นธาตุดิน

แล้วความโล่งความเปิดของจิต สามารถที่จะสัมผัสรู้ได้ว่า

ภาวะทางกาย ภาวะของวัตถุอื่นๆ รอบตัวเรา

มีความเสมอกันโดยความเป็นธาตุดิน

 

ถ้าเริ่มต้นรู้แบบนี้ สามารถที่จะพิจารณาหัวข้อธรรมไหนก็ได้

โดยความเป็นขันธ์ห้าก็ได้ โดยความเป็นอายตนะก็ได้

โดยความเป็นธาตุทั้งหก ที่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งก็ได้

 

อย่างสมัยพุทธกาล

เวลาท่านเจริญอานาปานสติในท่านั่งเสร็จ

จิตใสใจเบา แล้วขึ้นมาเดินจงกรม ท่านเห็นเป็นธาตุทันที

ท่านเห็นเป็นธาตุขันธ์เหมือนที่เราเห็นแบบนี้

แล้วจิตของท่านมีความใหญ่มาก

 

ท่านเอาเศษของฌานมาดูกายดูใจ ทะลุทะลวงปรุโปร่งไปหมด

เห็นว่าประสาทรูป ที่ปรากฏเป็นธาตุดินแบบนี้

แตกต่างจากใบไม้ใบหญ้าอย่างไร

 

และที่มีประสาทรูปขึ้นมาได้

ก็เพราะเป็นผลของกรรม เป็นวิบากของกรรมในอดีต

 

เห็นเป็นนิมิต ทะลุปรุโปร่งชัดเจนเลยว่า

ที่มาคงรูปคงร่างอยู่อย่างนี้ ก็เพราะมีความสว่าง

มีกองบุญที่เป็นภูเขาเลากา มาเป็นตัวเนรมิตให้เกิดขึ้น

ให้อุบัติขึ้นนับแต่ ความเป็นทารกในครรภ์มารดา

และก่อนที่จะมาเป็นทารกในครรภ์มารดาได้

ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ เข้ามาประกอบ

 

คือมีไข่สุกของมารดา แล้วก็มีตัววิญญาณธาตุ

ที่เนรมิตขึ้นมาจากวิบากกรรม เข้ามารวมกัน

จะเห็นทะลุปรุโปร่งเลย เห็นเป็น ปฏิจจสมุปบาทชัดเจน

 

และท่านพิจารณาแบบนี้ ไม่ว่าจะนั่งหรือเดิน

ก็เกิดความคลาย เกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจนว่า

อะไรๆ ที่กำลังปรากฏ นึกว่าเป็นบุคคลอยู่นี้

จริงๆ แล้วเป็นสภาพหลอก เป็นของที่ปรุงแต่งขึ้นมา

เพื่อที่จะให้เราได้ทำกรรมต่อ

 

แล้วก็เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

ทำกรรมเสร็จ ก็สะสมกองบุญกองบาป

ถ้าชาติไหนกองบุญชนะ ก็ไปเกิดในที่ๆ ดี

ถ้าชาติไหนกองบาปชนะ ก็ไปเกิดในที่ๆ แย่

 

ความเห็นแบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเข้าใจ

ด้วยปัญญาแบบพุทธ

จะทำให้จิตถอนออกมาจากความยึดติดถือมั่น

แล้วก็รู้สึกว่า นี่เป็นภัย

 

คือไม่ใช่คุยกันเล่นๆ ว่า ชาติภพเป็นภัย

แต่เห็นเข้าไปจริงๆ ว่า ด้วยเหตุแบบนี้ ผลแบบนี้

เป็นทุกข์แบบไร้แก่นสาร ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ

และไม่มีใครที่ปลอดภัยจริง

 

ต่อให้ทำบุญมหาศาลแค่ไหน

ถ้าพลาดไปทำบาป ด้วยฐานของบุญที่อุตส่าห์สร้างสมไว้แล้วนั้น

ก็พลัดหล่นลงนรกได้

 

ตัวที่เห็นโทษเห็นภัย ตัวที่ใกล้พ้นไป นั่นแหละ

จะทำให้จิตถูกปรุงแต่ง เข้ามาอยู่ในสภาพของความเฉย

วางเฉยแบบไม่เอา วางเฉยแบบใคร่พ้นไป

 

อุเบกขาแบบนั้นที่เรียกว่า สังขารุเปกขาญาณ

เป็นตัวที่จะทำให้เราแยกออก

 

จิตจะแยกออก และไม่เอาขันธ์ห้าที่ปรากฏเห็นชัดแล้วนั้น

 

ตรงนี้แหละ ที่ .. ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

จับจุดตรงนี้ให้ถูกว่า เดินจงกรม เรารู้เท้ากระทบก่อน

เมื่อมีวิตักกะ วิจาระแล้ว

เราดูว่าใจมีความใส มีความเปิด

ที่ใสๆ เปิดๆ กว้างๆ ที่จิตมีความตื่นนั้น

เวลาที่มารู้ วัตถุธาตุหมายเลขหนึ่ง นี้ โดยความเป็นธาตุดิน

เทียบเคียงกับประตูกระจกเมื่อกี้

โดยความเป็นวัตถุหมายเลขสอง

 

ถ้าเห็นชัด เห็นถนัด เห็นลมหายใจเป็นธาตุลม

เห็นช่องว่างระหว่างธาตุดิน เป็นอากาศธาตุได้

ตรงนี้แหละจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ที่จะเป็นการทวนกระแส

 

เวลาที่จิตมีความเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

นี่ธาตุดินจริงๆ ไม่มีใครอยู่ในนี้จริงๆ

ก็จะค่อยๆ ปฏิรูปตัวเองไป

มีความเจริญก้าวหน้าไปบนเส้นทางของการดับทุกข์

______________

เดินจงกรมหลับตา : คลิปที่สอง

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=7heMBrZNr7o

 

 

 

เดินจงกรมหลับตา : คลิปแรก

พี่ตุลย์ : ถ้าเราเดินจงกรมถูก สิ่งแรกที่จะตั้งเป็นข้อสังเกตได้เลยก็คือ

การมีความรู้สึกต๊อกๆ ในใจ ที่มีความแน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ถ้าใจมีต๊อกๆ อยู่ บอกตัวเองได้ว่ามีวิตักกะแน่นอน

ทีนี้วิตักกะนั้น จะเจริญขึ้นต่อยอดเป็นวิจาระหรือเปล่า ต้องดูที่ใจ

 

อย่างที่เราเรียนรู้กันมาจากการนั่งสมาธินะครับว่า

วิจาระเกิดขึ้น เมื่อจิตเริ่มแสดงตัว เหมือนกับเป็นดวงอะไรดวงหนึ่ง

คือไม่ได้เห็นเป็นวงกลม แต่เห็นเป็นความรู้สึกว่า

มันมาอยู่ตรงกลาง มากกว่าอยู่ในหัว

 

ถ้าอยู่ในหัว สิ่งที่จะปรากฏเป็นธรรมดาก็คือ

สภาพทางใจที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ

เดี๋ยวไปทางโน้น เดี๋ยวไปทางนี้ ขึ้นกับว่าความฟุ้งซ่านจะซัดไป

 

แต่ถ้าหากออกมาจากตรงกลาง

ที่จะเรียกกลางอกก็ได้ หรือเรียกกลางตัว .. แต่ไม่ใช่ที่ท้องนะ

ที่กลางความรู้สึก ตรงใจกลางความรู้สึก ที่รู้อยู่เป็นธรรมดา

ที่ว่าง ที่ออกมาจากความว่างหนึ่งเดียว

 

ความว่าง ถ้าพูดว่าว่าง ไม่มีสองว่าง สามว่าง.. มีว่างเดียว

แต่ถ้าความคิด มีหลายคิด มีหลายเสี่ยง

เสี่ยงซ้าย เสี่ยงขวา เสี่ยงหน้า เสี่ยงหลัง

ขึ้นกับว่าความฟุ้งซ่านจะซัดไปทางไหน ทิศทางไหน

 

ไปข้างหลัง คือไปในอดีต

ไปข้างหน้า คืออนาคต

ไปซ้ายทีขวาที คือเรื่องนั้นเรื่องนี้

 

แต่ถ้าหากเรารู้สึกถึงความว่างได้

จะออกมาจากตรงกลาง มีอยู่หนึ่งเดียว

ความเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รู้สึกถึงจิต ที่เป็นดวงอยู่ดวงเดียว

 

การที่เรานั่งสมาธิ แล้วมีลมหายใจ ช้า ชัด นิ่มนวล

ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมา

จะไม่ยาก เป็นเหมือนอะไรที่ไม่เกินเอื้อมเท่าไหร่

 

แต่การเดินจงกรม แล้วมีเท้ากระทบต๊อกๆ ในใจ

จนกระทั่งเกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว

มีความว่างออกมาจากตรงกลาง อันนี้จะยากขึ้น

 

ซึ่งถ้าหากเราเจริญอานาปานสติ

แล้วมาต่อยอดด้วยการเดินจงกรมต่อ จะดูง่ายขึ้น เป็นไปได้ง่ายขึ้น

เพราะเรารู้จักวิตักกะ วิจาระมาก่อนแล้ว

มีฐานของจิต มีความตั้งมั่นมาก่อนแล้ว

มีฐานของความรู้สึก ในความว่าง

ในการที่เราไม่ปล่อยจิตปล่อยใจ

ไปตามแรงซัดของความฟุ้งซ่านมาเป็นฐาน

 

ตัวนี้ พอมาเดินจงกรม ก็เลยเหมือนกับ..

พอได้ต๊อกๆ ในใจ ไม่นานจิตก็รวมลง หรือเข้าสู่ภาวะรวมศูนย์

ที่จะรู้สึกได้ถึงความว่าง เหมือนหัวหายไป

ข้างบนว่าง ข้างล่างชัด หรือจังหวะขาที่สลับๆ กันไป

ตามจังหวะกระทบ ที่เราสามารถรู้สึกได้

ก็ได้วิตักกะ วิจาระอีกแบบ

 

ไม่ใช่วิตักกะ วิจาระ ในแบบที่ เห็นนิมิตลมหายใจ เป็นเครื่องตั้ง

แต่เป็นไปในแบบที่ รู้สึกถึงนิมิตความเป็นกาย

ที่ว่างอยู่ข้างบน แล้วข้างล่างปรากฏชัด

 

พอรู้สึกถึงความเป็นกายที่เคลื่อนไป โดยไม่มีใครเป็นผู้เคลื่อน

จะมาเป็นจังหวะๆ บางที ก็มีความรู้สึกถึงตัวเราที่เป็นผู้เดินไป

 

ตอนที่มีตัวเราเป็นผู้เดินไป ขอให้สังเกตว่า

น้ำหนักของจิตจะเพิ่มขึ้น จะเหมือนมีอะไรหนาๆ ขึ้น

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่า กายนี้เคลื่อนไป โดยไม่มีใครเป็นผู้เดิน

ใจจะเบา ใส เปิดโล่ง

 

สังเกตแค่ตรงเบสิก ตรงนี้นะ

ใจหนา ใจหนัก ความรู้สึกเป็นแบบหนึ่ง

มีน้ำหนักตัวตนขึ้นมา

 

แต่ถ้าใจเบาโล่ง เหมือนหายไป เหมือนส่วนบนหายไป

จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ไม่มีใครเดินอยู่

มีแต่จังหวะกระทบที่เกิดขึ้นให้รับรู้

 

ฝั่งตรงข้ามเป็นประตูกระจกใช่ไหม

 

น้ำอบ : ใช่ค่ะ

 

พี่ตุลย์ : น้ำอบ ลองไปยืนห่างจากประตูกระจกสักหนึ่งก้าว

หันหน้าเข้าหาประตูกระจก หลับตาลง

ดูว่าพอหลับตาลงแล้ว

เราจะรู้สึกถึงระยะห่างหนึ่งก้าว ระหว่างตัวเรากับกระจก

 

ทีนี้ ทั้งที่หลับตา ลองกลับหลังหันทีละครึ่งรอบ

เปิดตา.. แล้วเดินเข้ามา

 

เมื่อกี้ ระหว่างที่หลับตา แล้วรู้สึกถึงระยะห่าง

ระหว่างตัวของเรา กับประตูกระจก

รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างตัวเรากับประตูกระจกไหม

(พยักหน้า)

 

ที่รู้สึกนี่ รู้สึกว่า เหมือนเราคล้ายกับลืมตาขึ้น มองกระจกไหม

เอาความรู้สึกนะ

(พยักหน้า)

 

น้ำอบ : ตาหลับก็จริง แต่ข้างในเหมือนรู้สึกถึงระยะห่างค่ะพี่ตุลย์

 

พี่ตุลย์ : มันมีช่องว่างอยู่ ใช่ไหม

รู้สึกถึงช่องว่าง และรู้สึกถึงความเป็นกระจกที่กั้นอยู่ (ใช่ค่ะ)

กลับไปยืนใหม่นะ

 

พอไปอยู่ระยะห่างนี้ แล้วน้ำอบทอดตาไปตรงๆ ข้างหน้า

เหมือนเรากำลังมองดูกระจกด้วยตาเปล่า

เรารู้สึกถึงช่องว่างระหว่าง กายที่กำลังยืน

กาย ที่กำลังมีหัว มีตัว มีแขน มีขา อยู่ในท่ายืนนี้

กับกระจกที่เป็นแผ่นเรียบ มีลักษณะ ที่ใส

ที่เราเคยรับรู้อยู่แล้ว ด้วยตาเปล่า

 

แต่คราวนี้ เรามารับรู้ด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

เหมือนกับวัตถุ คือกายนี้ของเรา

เป็นวัตถุหมายเลขหนึ่ง มีความเป็นธาตุดิน

 

พอเรารู้สึกถึงวัตถุหมายเลขสอง ที่เป็นประตูกระจกอยู่

จะมีความต่างกัน โดยลักษณะรูปพรรณสัณฐาน

แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ มีความคงรูปคงร่าง ที่เสถียร ที่ต่อเนื่อง

 

คราวนี้ ดูนะ ระหว่างรูปกาย ที่มีหัว มีตัว มีแขน มีขานี้

กับรูปกระจก ที่มีลักษณะเรียบใสเป็นบาน

มีสิ่งหนึ่งที่คั่นอยู่ระหว่างกลาง คืออากาศว่างเป็นช่องว่าง

หรือที่เรียกว่าอากาศธาตุนั่นเอง

 

และในอากาศธาตุนี้มี สิ่งที่โผล่มาแล้วไป โผล่มาแล้วไป

นั่นก็คือธาตุลม ซึ่งก็คือลมหายใจ

ที่ผ่านเข้ามาในธาตุดินนี้ และผ่านออกไปจากธาตุดินนี้นี่เอง

 

อย่างที่เรากำลังรู้สึกอยู่ ว่ามีธาตุดิน

อันได้แก่วัตถุหมายเลขหนึ่ง คือกายนี้

และวัตถุหมายเลขสอง คือกระจกที่อยู่ตรงหน้า

 

นั่นแหละ ที่รู้สึกอย่างนั้นแหละ

จะรู้สึกว่าตัวของเราหายไป เหลือแต่ธาตุดินที่จ่ออยู่ด้วยกัน

และมีช่องว่าง อันได้แก่อากาศธาตุ คั่นอยู่ระหว่างกลาง

และในอากาศว่างนั้น มีธาตุลม

ซึ่งมีรูปแปรปรวน ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป

 

ทีนี้ ตัวที่เป็นใจของเรา อยู่ตรงไหน?

อยู่ตรงที่มันรู้มันดูอยูทั้งหมดนั่นแหละ

 

ตรงที่รู้ที่ดูอยู่ทั้งหมด คือใจ

คือจิตของเรา หรือว่าวิญญาณธาตุ

 

เห็นไหม วิญญาณธาตุ ตอนที่สงบ

ก็จะรู้สึกถึงธาตุดิน ธาตุลม และธาตุอากาศ

 

แต่พอมีอะไรฟุ้งๆ ขึ้นมา

ความเป็นธาตุเหล่านั้นก็ลดความชัดเจนลง

พอมีความฟุ้งซ่านเข้ามา เราก็เห็นว่า

วิญญาณธาตุหรือจิต ถูกปรุงแต่งไป

 

คราวนี้ ลองมาทำความรู้สึกถึงลมหายใจเป็นศูนย์กลางก่อน

พอเวลาฟุ้งขึ้นมา เราอาศัยลมหายใจเป็นศูนย์กลาง

เรารู้สึกถึงสายลมหายใจ ผ่านเข้าผ่านออก

 

ถ้าหากว่ามีความระลึกได้ มีสติระลึกได้ว่า

ลมหายใจ กับความฟุ้งซ่านเป็นคนละอันกัน

ก็จะเห็นว่าธาตุลมก็อย่างหนึ่ง

ความปรุงแต่งจิตก็อย่างหนึ่ง

ตัววิญญาณธาตุ ที่ถูกปรุงแต่งด้วยความฟุ้งซ่าน

จะปรากฏเป็นจิตที่มีความฟุ้งซ่าน

และเป็นคนละอันกันกับลมหายใจ

 

ถ้าเมื่อไหร่จิตของเรา มีความสงบ มีความนิ่ง

จะเห็นว่า ธาตุลมอยู่ส่วนธาตุลม

ธาตุดินอยู่ส่วนธาตุดิน

และความว่างระหว่างกายยืน กับบานประตู มีอยู่ประมาณนี้

 

จิตจะรู้อยู่จะเงียบๆ รู้อยู่นิ่งๆ

เหมือนจิตเป็นอะไรดวงหนึ่งใสๆ

เหมือนเป็นแผ่นอะไรแผ่นหนึ่ง

ที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีหน้าตาตัวใคร

 

ทีนี้ลอง.. หลับตา กลับตัวนะ กลับตัวมา

ทีนี้ ลองลืมตาแล้วเดินปกติ

พอมาหยุดตรงนี้ แล้วกลับหลังหันปกติเลย

เสร็จแล้วหลับตา ปิดตาลง

 

ทำความรู้สึกว่า กายที่ยืนอยู่นี้เป็นธาตุดิน

เป็นวัตถุหมายเลขหนึ่ง

มีระยะตั้งห่างจากวัตถุหมายเลขสองคือบานประตู

ประมาณหนึ่ง ที่เราจะรู้สึกได้

 

เมื่อกี้นี้ พอหันหลังกลับไป

ตาเปล่าเรา จะสามารถเห็นได้ว่าห่างประมาณไหน

 

เอ้า ลองลืมตาขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วปิดตาเลย

นี่.. จะห่างประมาณนี้

เราทำความรู้สึกว่า มีระยะห่าง

ระหว่างวัตถุหมายเลขหนึ่ง กับวัตถุหมายเลขสอง

เป็นช่องว่างประมาณนี้

 

นี่แหละที่เรากำลังทำความรู้จักกับธาตุดิน สองชิ้น

วัตถุสองชิ้น คือวัตถุชิ้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงนี้

กับวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ตั้งห่างออกไป

ผ่านระยะห่างของอากาศธาตุ

 

และในระยะห่างระหว่างวัตถุหมายเลขหนึ่ง กับวัตถุหมายเลขสอง

มีลมหายใจ ผ่านเข้าผ่านออกอยู่ นี่คือธาตุลม

 

พอจิตรู้อยู่นิ่งๆ เราจะรู้สึกได้ว่า หัว ตัว แขน ขา หรือท่ายืนนี้

เหมือนกับระนาบหนึ่ง และอยู่ห่างจากอีกระนาบหนึ่งคือประตู

ห่างออกไป เหมือนแผ่นสองแผ่น ที่เรากำลังรู้สึกอยู่นี่

 

คราวนี้ลืมตา แล้วเดินไปหยุดห่างจากประตูหนึ่งก้าวเหมือนเมื่อกี้

เดินลืมตาไปปกติ เสร็จแล้วหลับตา

ปิดตาลง ทำความรู้สึกถึงธาตุดิน ที่วัตถุหมายเลขหนึ่ง

มีหัว มีตัว มีแขน มีขา

 

นิยามของธาตุดิน คือมีความคงรูปคงร่าง

มีความเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน

แตกต่างจากธาตุลม เป็นรูปเหมือนกัน

แต่มีความเปลี่ยนไปตลอดเวลา

 

ตอนนี้ เรารู้สึกถึงธาตุดินอันเป็นวัตถุหมายเลขหนึ่ง

รู้สึกถึงธาตุลม ที่ผ่านเข้าผ่านออกอยู่นี้

รู้สึกถึงความว่าง เป็นช่องว่างแคบๆ

ระหว่างธาตุดิน อันเป็นวัตถุกาย

กับธาตุดิน อันเป็นประตูกระจก ที่แบนราบ รับรู้อย่างนั้น

 

เสร็จแล้ว มองดูนะว่าใจเรา

ถ้าหากมีความเต็มดวง ถ้าหากมีความใส

ถ้าหากมีความว่างจากความฟุ้งซ่าน จะมีความรับรู้รูปที่ปรากฏ

อันได้แก่วัตถุกายหมายเลขหนึ่ง

กับแผ่นกระจกอันเป็นวัตถุหมายเลขสอง

ผ่านช่องว่าง ซึ่งก็คืออากาศธาตุ

 

นี่ .. มีความชัดเจน มีความแจ่มใส ราวกับว่าเราลืมตาดูอยู่

แต่เป็นการลืมตาขึ้นมาในอีกมิติหนึ่ง

 

ถ้าเรารู้สึกถึงจิตเต็มๆ ที่มีความใส มีความว่าง มีความนิ่ง

วัตถุนี้ กับอีกวัตถุหนึ่ง .. วัตถุหมายเลขหนึ่ง กับวัตถุหมายเลขสอง

จะมีความปรากฏต่อใจ ที่เหมือนกับเราไม่เคยเห็นมาก่อน

เป็นวัตถุสองชิ้น ที่มาตั้งวางอยู่ใกล้กัน

และไม่มีใครอยู่ในวัตถุทั้งสอง

 

วัตถุหมายเลขหนึ่ง กับวัตถุหมายเลขสอง มีความเสมอกัน

เห็นใช่ไหม มีความรู้สึกเหมือนกับว่า

ไม่มีตัวใครอยู่ในวัตถุระหว่างนี้

ไม่มีของๆ ใครที่อยู่ในวัตถุทั้งสอง

 

คราวนี้หมุนตัวกลับ ด้วยตาที่ปิดอยู่ ..

เปิดตา แล้วเดินมา ..

เสร็จแล้วกลับหลังปกติ แล้วหลับตา ..

ดูความรู้สึกตรงนี้

 

คราวนี้ น้ำอบจะเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ใจจะใสนำหน้าขึ้นมา

ใจที่ใสนำหน้าขึ้นมานี้ จะมีความรับรู้

ตอนนี้เริ่มรับรู้แล้ว เริ่มคุ้นแล้วว่า

วัตถุหมายเลขหนึ่ง คือกายนี้ เป็นธาตุดิน

มีความเสมอกันกับวัตถุหมายเลขสอง

คือประตูกระจก ที่ตั้งอยู่ห่างออกไป

 

และตอนนี้เราจะรับรู้ถึงระยะห่าง ซึ่งก็คือ อากาศธาตุ .. ธาตุอากาศ

ช่องว่างที่อยู่ระหว่างวัตถุหมายเลขหนึ่ง กับ วัตถุหมายเลขสอง

 

พอเรารู้สึกถึงอากาศว่าง

ระหว่างวัตถุหมายเลขหนึ่ง กับ วัตถุหมายเลขสอง เหมือนห่างๆ กัน

ตอนนี้ น้ำอบดูนะว่า น้ำหนักความรู้สึกความเป็นน้ำอบ

จะมีแค่ตอนที่พี่พูดชื่อน้ำอบ แต่ว่าจิตจะรับรู้อยู่ว่า

ถ้าไม่มีกระทบทางหูเป็นชื่อ ‘น้ำอบ’ ขึ้นมา

ก็จะเป็นอะไรว่างๆ ใสๆ อยู่ เหมือนไม่มีตัวใครอยู่

 

คราวนี้ น้ำอบเดินไปครึ่งทางด้วยการลืมตา .. (เดินไปครึ่งทาง)

ทีนี้ หยุดนิดหนึ่ง ดูระยะห่างระหว่างตัวเรากับกระจก

ทีนี้หลับตา ตั้งใจเดินช้าๆ ไม่ต้องรีบนะ

แล้วรับรู้ถึง(เท้า) กระทบ หนึ่ง สอง สาม สี่ .. สี่ก้าว

 

ลองดูเลย หลับตา ..

(เดินหลับตาไปจนหยุดหน้าประตูกระจก) แล้วหยุดเท้าเสมอกัน

คราวนี้โดยไม่ลืมตา เราสามารถรู้สึกถึงวัตถุหมายเลขหนึ่ง

ที่ตั้งอยู่ห่างก้าวหนึ่งกับกระจกได้

 

ถ้าหากเรารับรู้ถึงความเป็นวัตถุธาตุ

คือวัตถุหมายเลขหนึ่ง คือกายนี้

กับวัตถุธาตุหมายเลขสอง คือกระจก ได้ราวกับลืมตาเห็นอยู่

อันนี้ก็คือว่า จิตเริ่มมีความรับรู้ถึงความเป็นกาย

ที่ตั้งระยะอยู่ห่างกับบานประตูกระจก

โดยมีช่องว่างอากาศธาตุคั่นอยู่

 

ก็ดูว่าในอากาศที่ว่างๆ นี้ มีธาตุลม ผ่านเข้าผ่านออกในธาตุดินนี้

ธาตุดินหมายเลขหนึ่งอยู่

 

ถ้าหากว่ารู้สึกใสๆ

รู้สึกเหมือนไม่มีใครอยู่ในนี้ มีแต่ความเป็นธาตุดิน

เห็นไหม พอไม่มีความฟุ้งซ่าน ทุกอย่างปรากฏชัดหมดเลย

ใจทั้งดวงจะรู้สึกใสๆ  และเหมือนกับเห็นออกมาจากข้างใน

ว่ารูปพรรณสัณฐาน หัว ตัว แขน ขานี้

แตกต่างจากรูปพรรณสัณฐานแบนราบ ของกระจกอย่างไร

 

นี่เป็นการเดินจงกรม

เพื่อที่จะรับรู้ถึง ความเป็นธาตุหกออกมาจากจิตตรงๆ

 

ปกติเราเดินจงกรม

ต่อให้คิดถึงธาตุดินอย่างไร ก็ได้แต่ใช้จินตนาการเอา

แต่พอเราหลับตาปุ๊บ และมีสัมผัส ถึงความเป็นหัวตัวแขนขานี้จริงๆ

แล้วก็สัมผัสถึงอากาศว่างจริงๆ

สัมผัสถึงวัตถุที่อยู่รอบตัวได้จริงๆ

เราจะรู้สึกถึงความเป็นธาตุดินที่เสมอกัน

 

ยิ่งถ้าหากว่าจิตมีความใส ใจมีความเบา

ราวกับเปิดตาออกมาเห็นได้อย่างแจ่มชัด จะยิ่งมีความสัมผัส

 

คือจิตที่มีวิตักกะ วิจาระ

จะสัมผัสวัตถุ ทั้งหมายเลขหนึ่ง และ วัตถุหมายเลข สอง สาม สี่

ได้ราวกับเอามือไปจับเลย แต่ไม่ได้สัมผัสแบบเอามือไปจับของ

 

จะเป็นสัมผัสแบบ จิตไปรู้สึกถึงความเป็นธาตุดิน

และจะรู้สึกว่า เราเข้ามาอยู่ในจักรวาลอันเป็นของหลอก

จักรวาลของธาตุหก

 

คราวนี้ทั้งหลับตานะ ลองกลับตัวมา ..

เปิดตา เห็นไหม ความรู้สึกที่เห็นโลกภายนอก ..

เอ้าหลับตาลง เปรียบเทียบ ตอนนี้ถ้าใจใสอยู่ ..

.. เอ้าตรงนี้ นึกมากเกินไป ..

 

เปิดตาใหม่ .. เวลาหลับตาลง จะมีภาพติดตาเกิดขึ้นมา

แล้วถ้าหากใจเราใส จะมีสัมผัส ถึงสิ่งที่เป็นของจริงรอบนอก

ที่ยังจำได้ติดตา ปรากฏอยู่ด้วย

 

ลองหลับตาใหม่ .. ต้องไม่คิด ต้องไม่นึก

ต้องไม่หน่วงอะไรไว้ทั้งนั้น

แค่ทำความรู้สึก ตามที่เราจำได้ว่า ภาพตรงหน้าปรากฏอย่างไร

 

ลืมตา .. ทีนี้เดินเข้ามา ..

กลับตัว หลับตา ..

หลับตา ด้วยอาการจำว่าเราเพิ่งเห็นอะไร

คราวนี้น้ำอบจะรู้สึกถึงจิตที่ใสๆ

ที่มีความเหมือนกับจิตทั้งดวง

พร้อมเห็นทะลุเปลือกตาออกไป

จะเป็นความเห็นอีกแบบหนึ่ง

 

ถ้ามีความคิดปนอยู่ จะเหมือนมีอะไรเคลือบ เหมือนมีอะไรบัง

 

เมื่อกี้ตอนที่รอบสอง รอบสาม ที่ไปยืนประจันอยู่กับบานกระจก

ตอนที่ใจนิ่ง เงียบ และรู้สึกใสจริงๆ เห็นอะไรบ้าง ลองเล่าหน่อย

 

น้ำอบ : ครั้งแรกที่พี่ตุลย์ให้หลับตา จะเห็นเหมือนกับร่างกาย

เห็นตัวธาตุดิน ที่ยืนอยู่กับกระจก และตู้ทั้งสองข้าง

ที่ผนังเท่ากันหมดเลยค่ะ เสมอกัน

ไม่ได้มีความเป็นคน ไม่ได้มีความเป็นกระจก

ไม่ได้มีความเป็นตู้ แต่เป็นแค่อะไรสักอย่างที่อยู่ตรงนั้นเห็นแบบนั้นจริงๆ

 

พี่ตุลย์ : มีความเป็นรูปธรรม .. รอบสุดท้ายนี่รู้สึกอย่างไร

 

น้ำอบ : เหมือนใจเบา ไม่มีอะไร ว่างๆ เบาๆ

แต่ตอนแรกที่เห็น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น พอแค่พี่ตุลย์ให้หลับตา

ให้ดูความเป็นธาตุดิน ระหว่างตัวที่หนึ่งกับตัวที่สอง

พอแค่นั้น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น น้ำตาไหลๆๆ

แต่ข้างในก็บอกว่า เป็นแค่สภาวะ แต่จิตก็พยายามปรุงต่อ

 

พี่ตุลย์ : พี่ถึงบอกว่า มีความฟุ้งขึ้นมา มีความปรุงขึ้นมา

แต่รอบต่อๆ มา จิตเงียบนิ่ง แล้วก็ใส แล้วก็ไม่มีความคิด

ตรงนี้ ที่จิตเริ่มเห็นตัวเองเป็นวิญญาณธาตุ

 

พี่อยากให้น้ำอบลองไปซ้อมอย่างนี้ดู

เปิดคลิปนี้ แล้วก็ดูซ้ำไปซ้ำมา ทำไปด้วยฟังไปด้วยอีก

แล้วดูว่าผลเป็นอย่างไร

______________

เดินจงกรมหลับตา : คลิปแรก

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=vaR5bRaoCf8&t=หนึ่งสอง68s