วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 115 (ปิดท้าย) : การขอขมา การขออโหสิกรรม - 14 เมย. 65

วิปัสสนานุบาล EP 115  | พฤหัส 14 เมษายน 2565

ปิดท้าย : การขอขมา การขออโหสิกรรม

 

พี่ตุลย์ : วันนี้ก็เป็นเทศกาล ของการขออโหสิกรรม แล้วจะรับพรอะไรก็แล้วแต่

 

แต่จริงๆ ผมก็ไม่ถนัดให้พร เพราะไปติดใจที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ครั้งหนึ่ง

เวลามีผู้ไปทูลขอพร พระองค์บอกว่า เราตถาคตเลิกให้พรนานแล้ว

แต่ก็ยังทรงประทานอนุญาต สำหรับภิกษุที่ชาวบ้านขอพร

ว่ายังเป็นนิสัยชาวโลก ที่ยังขอพรจากบุคคลอันเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์

หมายถึงพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ในสมัยยุคพุทธกาลนะ

 

ทีนี้ประเด็นคือว่า

หลายคนมีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องของการขออโหสิกรรม

เพราะว่าคนเรา ขึ้นต้นด้วยความไม่รู้

ก็มารู้จักกัน เท่าที่สายตาจะให้มองเห็นว่ามีรายละเอียดให้รับรู้อย่างไร

ก็แน่นอน พื้นฐานคิดดี คิดไม่ดี อย่างไรก็บวกเข้าไปกับสิ่งที่เห็น

 

บางที หลายคนก็เป็นกังวล เคยคิดไม่ดี เคยมีอคติ

หรือมีความอะไรก็แล้วแต่

เรื่องจริงคือ มีที่ไม่ดีจริงๆ กับ ไม่ดีแบบที่คิดไปเองว่าไม่ดี

 

อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมชาติธรรมดาของการที่เรามาพบกัน ในสังสารวัฏ

เป็นโทษของสังสารวัฏ อย่างที่พระอรหันต์ท่านเคยกล่าวไว้

เมื่อมีผู้ทำร้ายท่าน แล้วเกิดสำนึกผิดอย่างใหญ่หลวง

แล้วไปขอขมาท่าน ท่านก็บอกว่า โทษนี้ ไม่มีแก่เราและเธอ

แต่เป็นโทษของสังสารวัฏ

 

ถ้าจำไม่ผิด .. ไม่พูดชื่อดีกว่า ท่านไปบิณฑบาต ในบ้านญาติโยม

แล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่าง ที่ทําให้เกิดความเข้าใจผิดกัน

แล้วก็เกิดการทําร้ายท่านขึ้นมา ภายหลังก็รู้ว่าไม่ใช่ฝีมือท่าน

 

ประเด็น อยู่ตรงที่ ถ้าเราเข้าใจ

คําว่าขออโหสิกรรมนี่ ซึ่งจริงๆ แล้วคํานี้ใช้กันมาผิดตลอดเลยนะ

อโหสิกรรมนี่ ก็คือพระอรหันต์ ที่ ไม่ต้องไปรับผลของกรรมอีก

เนื่องจากว่าคราวนี้ผ่านไป กรรมทั้งหลายที่ตามมาก็เป็นอโหสิ

แต่เรามาใช้ๆ กันนี่ ก็คือขอขมา นะ .. ขอขมาลาโทษ

 

ถ้าเราเข้าใจจริงๆ ว่าการขออโหสิกรรม

คือการที่ใจของเรานึกกลัว กลัวบาป

แล้วก็ไม่อยากที่จะให้มีมลทินต่อเนื่องกันไป

 

อันนี้ ผมก็ขอกล่าวด้วยความเข้าใจเช่นกันว่า

ทั้งหลายทั้งปวง เป็นโทษของสังสารวัฏ โทษของการต้องมาเจอกัน

ในแบบที่ ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

มาเจอกันได้อย่างไรก็ไม่ทราบ

ก็พอเจอกันแล้ว ก็เห็นแต่รายละเอียดทางตาเท่าที่จะให้เห็นได้

หรือรายละเอียดทางหู ที่จะฟังใครเขามาพูดอะไรอย่างไร

 

แต่รายละเอียดทางใจที่จะสัมผัส มีความลึกซึ้ง

มีความสามารถเห็นอะไร ครอบคลุมความจริงแค่ไหน

บางที ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

 

อย่างในห้องวิปัสสนานุบาลนี่ เหมือนบ้าน เหมือนโรงเรียน

เหมือนกับที่ ๆ เป็นบริเวณส่วนตัวของพวกเรา

ใครมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก็จะเห็นกันแล้วก็รู้จักกัน

เหมือนกับอยู่ด้วยกันจริงๆ นะ

 

ตรงนี้พอเกิดความรับรู้ขึ้นมา ถ้ามองเห็นจริง ๆ ว่า

เอ๊ะ เคยคิดไม่ดี เคยอคติ ซึ่งแม้แต่ผมเองก็เป็นอย่างนั้นนะ

เป็นคนที่ยังมีอคติได้อยู่ ยังคิดไม่ดีได้อยู่

ยังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แบบไม่เป็นคุ้งเป็นแควได้อยู่

ก็ผิดพลาดกันได้ตามวิสัยมนุษย์ ที่ยังมีกิเลสครบ

มีตัว โลภะ โทสะ โมหะ

 

ถ้าเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ แล้วเกิดความรู้สึกว่าเจริญไปด้วยกัน

และบนเส้นทางความเจริญนี้ ไม่ควรมีมลทินทางใจ

ไม่ควรมีอคติ ไม่ควรมีความคิดไม่ดี หรือว่าพูดไม่ดีต่อกัน

เกิดความรู้สึกอยากชําระล้างของเก่า ๆ

แล้วทําให้ของใหม่ ๆ มีความสด มีความใส

มีความสะอาด เพิ่มมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป .. อันนี้รวมทั้งตัวผมเองด้วยนะ

 

ก็เป็นการดี ที่เราจะขออโหสิกัน

แล้วก็อํานวยอวยพรให้แก่กันและกัน ได้มีสติ ที่จะพิจารณาเห็นตามจริงว่า

ความคิดใดเกิดขึ้น ความคิดนั้นย่อมดับลงเป็นธรรมดา ตามเหตุปัจจัย

 

เอาเป็นว่าเราอโหสิ แล้วก็ให้พรกันและกัน

โดยการที่จะได้เห็นว่า ความคิดเป็นสิ่งที่เกิดดับได้ ตามเหตุปัจจัย

 

อย่าไปห้ามตัวเองว่า .. ชักหวาดเสียวในห้องนี้

คนที่เคยเป็นคนปกติธรรมดาทั่วไป ชักไม่ปกติ

ใจเริ่มไม่ดีอย่างไรชอบกล

 

ไม่ต้องไปเกร็งขนาดที่ว่า เดี๋ยวเราจะคิดไม่ดีกับใครขึ้นมา

แล้วจะเป็นบาปเป็นกรรมอะไรอย่างอย่างนี้

 

อย่างวันก่อนมีใครมาสาธิตแล้วก็บอก .. คิดขึ้นมาเอง ขออโหสิกรรมด้วย

ก็ดี ที่กล้ายอมรับ เพื่อที่จะไม่ต้องมีมลทินติดตัวต่อไป

แต่เห็นว่า ถ้าเกิดความคิดไม่ดี แล้วเราสามารถจะเท่าทัน

มีสติ แล้วกล่าวขออภัยขึ้นมาทันที ไม่กลัวเสียหน้า

 

ตรงนั้นน่ะ ที่เขาเรียกว่าเป็นการชําระล้างมลทินอย่างแท้จริง

และเป็นการชําระล้างมลทินด้วยปัญญาแบบพุทธ

 

คือเราเห็นว่าที่คิดไม่ดีขึ้นมา คิดเพราะว่ามีเหตุปัจจัย

มีแรงดัน มีอะไรบางอย่าง ปรุงแต่งให้เกิดขึ้น โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจนะ

 

ถ้าเราตั้งใจนี่ ปกติจะไม่สํานึกรับรู้ หรอก

จะคิดว่าดี .. ที่คิดไม่ดีอย่างนั้น

 

แต่ถ้ามีความสํานึกขึ้นมาทันที มีสติขึ้นมาทันที

นั่นแสดงว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นการปรุงแต่งของจิต

ที่มีความซับซ้อนพิสดาร มีเบื้องหลัง

ที่มาที่ไปนี่ สารพัดจะซับซ้อนทั้งของเก่า ทั้งของใหม่ รวมตัวกัน

ส่งแรงดัน ผลักดันให้เกิดรูปความคิดแบบหนึ่งๆ ขึ้นมา โดยที่เราห้ามไม่ได้

 

ก็ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปเกร็ง ไม่ต้องไปกลัว

แต่มองเรื่อยๆ มองทุกครั้ง นี่ไม่ใช่ความคิดของเรา

เป็นแค่อนัตตา .. เป็นแค่การก่อรูป ก่อตัวของอนัตตาชนิดหนึ่ง

ปรุงแต่งจิตขึ้นมา แล้วเดี๋ยวก็หายไปตามเหตุปัจจัย

 

พอมองอย่างนี้ได้

การอโหสิให้กันก็ตาม หรือว่าอํานวยอวยพรให้กันก็ตาม

บนเส้นทางที่อยู่ร่วมกันแบบนี้

จะทําให้เกิดความรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องเกร็งมาก ไม่ต้องกลัวอะไรมากนะ

 

ขอให้มีสติ รู้ว่าเป็นความปรุงแต่งของจิต

รู้ว่าเกิดขึ้น รู้ว่าดับไป มีแต่ได้ กับได้ แล้วเจริญไปด้วยกัน

 

ไม่มีใครที่มาเป็นอุโมงค์สูบวิญญาณทั้งหลายลงนรก  

แต่เป็นประตูให้แก่กันและกัน ที่จะได้เข้าทาง

ทางมรรคทางผล ที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้น นะ

 

ก็เอาเป็นว่า ผมขออโหสิกรรม

ไม่ว่าจะเป็นด้วยการล่วงเกินกันทางกาย วาจา หรือทางใจ ซึ่งห้ามยาก

รวมทั้งตัวผมเอง ก็ขออโหสิกรรมกับทุกท่าน

ไม่ว่าจะมีความคิดอันเป็นอกุศล มีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ที่พูดที่ทําอะไรออกไป

 

วันนี้จริง ๆ เพิ่งก่อนเข้าไลฟ์ ก็เกิดสํานึกผิดขึ้นมา

ช่วงเมื่อสิบปีที่แล้ว เคยทําอะไรไม่ดีไว้ แบบที่จะต้องยังรู้สึกผิดอยู่

แล้วก็ ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

แต่ว่าสามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้

 

การที่เรายังเป็นผู้ตกอยู่ในท่ามกลางความไม่รู้ ไม่เข้าใจ

แล้วก็มองไม่เห็นว่าทําอะไรลงไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลทางใจที่จะตามมา ในเวลาที่ล่วงเลยไปนะ

ก็คือ การที่เราได้อยู่ในวังบนทุกข์ วงเดียวกัน อยู่ในโลกใบเดียวกัน

โลกแห่งความมีเหตุปัจจัยให้ผลักดันให้เกิดกรรม

แล้วก็ทํากรรมไป จะต้องได้รับผลของกรรมตามมานะ

 

อย่างแม้กระทั่ง ความรู้สึกผิด แม้กระทั่งความรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

ก็เป็นผลกรรมชนิดหนึ่ง ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องรับ

 

ส่วนจะทรมานใจกับมัน แบบสูญเปล่า

หรือว่าจะคิดป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ต้องทําให้มีความทุกข์

ไม่ต้องทําให้เกิดเรื่องเบียดเบียนต่อกันและกันอีก

ด้วยความเข้าใจ บนเส้นทางของการบรรลุมรรคผลแบบพุทธจริงๆ

นี่แหละที่พวกเรา จะสามารถไปด้วยกันได้

 

แล้วก็ เมื่อถึงตรงนั้นร่วมกัน ก็ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา

ไม่มีการต้องมาเบียดเบียนกันอีก

มีแต่ว่าเราจะได้ รวมกัน นะ

 

สลายตัว เข้าไปรวมกับมหาสมุทรคือนิพพาน

ตามพระพุทธเจ้า แล้วก็พระอรหันต์ทุกรูปทุกนาม

 

ก็ขอให้เทศกาลแห่งการขออโหสิกรรม

แล้วก็ขอพรกันในช่วงปีใหม่ไทย ได้เป็นที่เกิดประโยชน์

แจ่มแจ้งด้วยปัญญาแบบพุทธของพวกเราทุกคน

ในห้องวิปัสสนานุบาลถ้วนกัน

 

ปีใหม่ไทย ทุกอย่างคงใหม่ตามไปด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญสติ

ในแบบที่ทําให้จิตของเรา กลายเป็นจิตใหม่

ใจใหม่จริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นปีใหม่ที่ใหม่ตรงไหนก็ไม่ทราบ

 

ใหม่ที่ใจ แล้วก็ใหม่ที่ ความสามารถในการยกระดับเข้าสู่ความพ้นทุกข์

แบบที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ท่านพบกันมาแล้วนะครับ

________________

วิปัสสนานุบาล EP 115  | พฤหัส 14 เมษายน 2565

ปิดท้าย : การขอขมา การขออโหสิกรรม

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=A1BHit6y2FI

 

วิปัสสนานุบาล EP 115 (เกริ่นนำ) : ใจเบาปกติ สัญญาณเข้าเขตภาวนา - 14 เมย. 65

วิปัสสนานุบาล EP 115  | พฤหัส 14 เมษายน 2565

เกริ่นนำ : ใจเบาเป็นปกติ สัญญาณบอกชีวิตเข้าเขตภาวนา

 

พี่ตุลย์ : ช่วงนี้หลายท่านก็กำลังคุยกันออกรส เกี่ยวกับเรื่องว่า

ทำไมอยากปฏิบัติ ทำไมไม่อยากปฏิบัติ

 

จริงๆ แล้ว เรื่องของการอยากปฏิบัติ หรือไม่อยากปฏิบัติ วัดกันได้ง่ายๆ

มีเครื่องหมายบอก หรือเป็นลางบอกเหตุ ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ‘ใจเบา’

 

ถ้าใจเบาได้เรื่อยๆ จะอยากปฏิบัติเรื่อยๆ

อันนี้ขอปักหมุดไว้ก่อนเลย คือชีวิตเข้าเขตภาวนาแล้ว

จะมีใจเบา เป็นเครื่องหมาย บอกแทนป้ายปักเขต

 

ถ้าหากคุณมีจิตใสใจเบา จะไม่ค่อยอยากไปหาเรื่องรก หาเรื่องหนัก

จะอยากหาเรื่องที่เบาเข้ากันได้ หรือปรุงแต่งให้จิตมีความเบายิ่งๆ ขึ้นไป

 

ทีนี้ ใจเบา ไม่ได้เกิดมาพร้อมความบังเอิญ

ทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมความเบา

ตรงข้าม ทุกคนเกิดมาพร้อมใจที่หนัก

และใจที่หนักนี่แหละ ที่พุทธศาสนา มาชี้นำ มาชี้ทาง

มาชี้ช่องว่า ทำอย่างไร ใจจะเบาลงเรื่อยๆ

 

เริ่มต้นขึ้นมา เบาจากความเห็นแก่ตัวด้วยการ ให้ทาน

จะด้วยการให้เศษสตางค์ หรือว่าออกแรง หรือว่าเอาใจช่วยก็ตาม

ก็เป็นลักษณะของความเบา เบาลงของอาการเห็นแก่ตัว

หรือน้ำหนักของอาการเห็นแก่ตัว จะค่อยๆ ถอนออกไปทีละครั้ง ทีละหน

 

นอกจากนั้น ก็มีความเบาจากความอาฆาตมาดร้าย

ก็ได้แก่การให้อภัยเป็นทาน หรือที่เรียก อภัยทาน

 

ถ้าคนให้อภัยทานไม่เป็น เห็นแต่ตัวเองจะต้องเอาคืน ยอมไม่ได้

มีเงื่อนตายในหัว เป็นคำๆ นี้ ‘ยอมไม่ได้’ ‘หยุดไม่ได้’ ต้องเอาคืนให้ได้

แบบนี้ไม่มีทางที่จะเบา ไม่มีทางที่จะเกิดการถอดถอน

หรือถ่ายเททิ้งขว้าง ภาระพะรุงพะรังที่แบกอยู่เต็มจิตออกไปได้

 

ถัดจากความเบาจากความเห็นแก่ตัว หรือความเบาจากอาฆาตมาดร้าย

ถ้าให้ทานจนกระทั่งเบาลงได้ ก็มีความเบาอื่นๆ รออยู่อีก

เช่น ความเบาจากความรังเกียจตัวเอง

 

คนจำนวนมากนะ โดยเฉพาะคนในยุคนี้

รังเกียจตัวเองที่ ติดโน่นนิดติดนี่หน่อย ด้วยข้ออ้างที่ว่ามันจำเป็น

 

มันจำเป็นได้ทุกวัน ที่ต้องโกหกพกลม ที่จะต้องปั้นน้ำเป็นตัว

หรือต้องเบียดเบียนคนอื่นเขา

 

ตอนเบียดเบียน บางที มีโมหะพอกจิต

จนกระทั่งกระหยิ่มใจที่สามารถเอาเปรียบคนอื่นเขาได้

 

ตอนเอาเปรียบคนอื่นได้จะรู้สึกกระหยิ่ม

โสมนัสว่าเราเก่งกว่า เหนือกว่า ฉลาดกว่า ..

หลอกคนหน้าโง่ให้หลงติดกับ

 

แต่เวลาหลังจากนั้น ถัดจากที่กระหยิ่ม

ต้องมาเกิดความรู้สึกอึดอัดกับความเป็นตัวเอง

เกิดความรู้สึกรังเกียจตัวเอง แต่ไม่รู้ว่านั่นเรียกว่ารังเกียจ

ปม ความรังเกียจตัวเอง บางทีติดอยู่กับตัว

แล้วพยายามหาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน หาเรื่องดีๆ หาเรื่องน่าภูมิใจ

พูดง่ายๆ .. เอาสิ่งที่ไม่เป็นจริงมาเป็นหน้าเป็นตาตัวเอง

 

ยิ่งคนระดับสูงประเทศ บางทีก็ต้องมีอะไรแบบนี้

จำเป็นต้องหลอกคนเขา ว่าตัวเองมีภาพอะไร ที่จริงๆ ไม่ได้มี

เสร็จแล้วก็ต้องมารังเกียจตัวเอง จากโรคหลอกตัวเองนั้น

 

หรือระดับชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องถึงขั้นรังเกียจตัวเอง

แต่อาจรังเกียจความสกปรกรุงรัง ที่มีในจิต เป็นมลทินกับจิต

 

ถ้าหากเบาจากความสกปรกรุงรังด้วยการรักษาศีลได้

ก็ถือว่าเป็นอีกความเบาอีกระดับหนึ่ง

ที่ดีกว่าเบาจากความเห็นแก่ตัว และเบาจากความอาฆาตมาดร้ายเสียอีก

 

คือคนที่ตั้งใจ .. คือต้องตั้งใจนะ

เพราะชีวิตจะบีบให้เราอยากผิดโน่นผิดนี่ ประพฤติผิดอย่างโน้นอย่างนี้

ถ้าหากเบาจากความสกปรกอันเกิดจากการประพฤติผิดได้

ก็จะมีส่วนที่จะผลักดัน หรือช่วยให้ชีวิตเข้าเขตภาวนาได้ง่ายขึ้น

 

เบาจากการทำทาน และรักษาศีลแล้ว

ทีนี้มาเบาจากการภาวนา หรือเบาจากการที่ชีวิตเข้าเขตเนกขัมมะ

ได้กลิ่นอายของเนกขัมมะ ได้ลิ้มรส ความเบา ความสะอาด

ความใสของใจ ที่อยู่ในเขตเนกขัมมะ

 

อันดับแรกเลย ถ้าหากเบาจากความฟุ้งไม่ได้

ก็ยากที่คนๆ หนึ่งจะบอกตัวเองว่า อยู่ในเขตเนกขัมมะ

หรือชีวิตเข้าเขตภาวนาแล้ว

เพราะถ้ายังฟุ้งซ่านปั่นป่วน ยังเต็มไปด้วยเรื่องหนักๆ ทั้งๆ ที่วางได้

มีอะไรขมุกขมัวอยู่เต็มหัวไปหมด

หรือมีพายุของความฟุ้งซ่านซัดมา ตึงๆ ไม่หยุด

ยากที่คนๆ หนึ่งจะสามารถบอกตัวเองได้ว่า เข้าเขตภาวนาแล้ว

 

ถึงแม้จะไปหลอกชาวบ้านเขา ว่าตัวเองนุ่งขาวห่มขาว ไปวัดไปวา

แล้วก็ทำท่าปฏิบัติธรรมให้ดูเคร่งขรึม

แต่ถ้าในหัวถูกรบกวนด้วยความฟุ้งซ่านไม่หยุดไม่หย่อน

มีแต่เรื่อง มีแต่อะไรที่ไม่เป็นสาระ ไม่มีประมาณ

ตัวนี้ ตัวเองนั่นแหละที่จะบอกตน จนกระทั่งลมสุดท้ายว่า

ยังไม่ได้เข้าเขตปฏิบัติ ยังไม่ได้เข้าเขตภาวนากับใครเขาเลย

 

ซึ่งถ้าหากเรามีอุบาย ที่จะต่อยอดความเบา

ที่ได้จากการให้ทาน และจากการรักษาศีล

มาเป็นการทำสมาธิ เป็นการเดินจงกรม จะด้วยรูปแบบไหนก็ตาม

ไม่ได้จำกัดว่าต้องมามือไกด์ หรือหลับตาจงกรม

จะเลือกรูปแบบไหนก็ตาม ถ้าความฟุ้งซ่านเราบรรเทาเบาบางลงได้

ก็ถือว่าโอเค เริ่มมีจิตใสใจเบาอีกแบบหนึ่ง อีกระดับหนึ่ง

ที่จะบอกตัวเองว่า เราน่าจะเข้าเขตภาวนากับเขาได้

 

และความเบาจากอาการฟุ้งซ่านในที่นี้

ต้องไม่ใช่ความเบาแบบแป๊บๆ แต่เป็นความเบาที่รู้สึกว่า นี่เป็นปกติของเรา

ชีวิตเราเข้าเขตฟุ้งซ่านน้อย ฟุ้งซ่านเบาบาง

แบบนี้ก็เหมือนเข้าเขตภาวนาแล้ว

 

และถ้าจิตเรามีความเบาจากอาการฟุ้งซ่าน เหมือนจะจุดเครื่องติด

พร้อมที่จะภาวนารูปแบบไหนก็ตาม ที่กำลังอยู่เฉพาะหน้า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยู่ในชีวิตประจำวัน

ไม่ได้มีความสามารถมานั่งสมาธิ หรือ เดินจงกรมได้

ก็ภาวนาในแบบที่ภาวะทางกาย

เอาอิริยาบถปัจจุบันที่กำลังเห็นอยู่ในตอนนั้น มาเป็นชนวนเริ่มต้นได้

 

คือจะไม่มีการเกี่ยง ด้วยใจที่เบาพอนะ จะไม่เกี่ยง

แต่ถ้าใจยังหนักยังฟุ้ง จะเกี่ยงตลอด

ไม่ว่าจะเข้าที่สมาธิ เข้าที่ร่มแล้ว

เข้าที่ร่มจากแสงแดดของชีวิตวุ่นๆ ระหว่างวันแล้ว

หรือจะอยู่ต่อหน้าคน หรือลับหูลับตาคนก็ตาม จะไม่เกี่ยงเลย

จะมีความเสมอกันที่ใจ

 

ใจที่เบาจะหาอะไรสักอย่างมาทำให้สติเจริญ

หรือมาเป็นฐานที่ตั้งของสติจนได้

 

แล้วพอทีนี้ เบาจากความฟุ้งซ่าน มีหลายอุบาย หลายวิธีทางสมาธิ

หรือการทำให้จิตถูกตะล่อมเข้าที่ได้ มีเยอะ

 

แต่ที่จะเบาจากความขัดแย้งในตัวเอง

และเบาจากอาการยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวมีตนอยู่ในกายใจนี้ อันนี้มั่วไม่ได้

ไม่ใช่บอกว่า ไปที่ไหนเดี๋ยวก็คงเจออุบาย

ที่ละความขัดแย้ง ละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

 

คนเราจะมีความย้อนแย้ง บอกว่าทำให้ตัวตนเบาๆ บางๆ

แต่พฤติกรรม ขยันสร้างเหตุให้มีตัวมีตน

แม้กระทั่ง .. เอาที่แบบว่าเฉียดที่สุด

มาตรงเรื่องของการภาวนาแบบพุทธเลย บอกอยากได้มรรคผล

หรืออยากได้สิ่งที่ตนนึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในเส้นทางของการเจริญสติ

 

แค่อยากได้ แค่จงใจจะเอา แค่ทุ่มเท

อันนี้พูดแบบคนที่ถูกทางด้วยนะ พยายามทุ่มเท เอาทั้งชีวิตไปทุ่มให้

บอกว่าอยากได้มรรคผล อยากข้ามเส้น

อยากเป็นโสดาบัน อยากเป็นพระอรหันต์

 

แค่ความอยากอย่างเดียวนี่ ..ขัดแย้งแล้ว

ซึ่งถ้าหากใครภาวนามา แล้วยังเกิดความรู้สึกขัดแย้ง

ตรงนี้จิตไม่เบา

 

แต่ถ้าเมื่อไหร่เราข้ามความขัดแย้งได้ .. อันนี้ยังไม่พูดถึงข้ามเส้นนะ

ถ้าเราก้าวข้ามความขัดแย้งในใจตัวเองได้

ด้วยความเข้าใจ ด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง

ว่า แม้อาการอยากได้ ก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง

 

เห็นทุกขเวทนาเกิดขึ้น ทุกขเวทนาอันไม่มีอามิสล่อ

ไม่มีเหยื่อล่อแบบโลกๆ แต่มีลักษณะเหยื่อล่อทางธรรม

ที่อยากหมดตัวหมดตน หรืออยากได้มรรคอยากได้ผล

 

ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่ามรรคจิต ผลจิต คืออาการที่ใจทิ้ง

แม้แต่ความรู้สึกเป็นอุปาทานยึดมั่น สำคัญผิด

ว่าขณะจิตแบบนี้ อาการปรุงแต่งทางความคิด ที่กระทำต่อจิต ณ บัดนี้

ที่อยากได้มรรค อยากได้ผล .. ก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวใคร

และถ้าละไม่ได้ ถอนความยึดมั่น สำคัญผิดออกมาไม่ได้

ก็ไม่มีทางที่มรรคจิต ผลจิตจะเกิด

 

มรรคจิต ผลจิต จะเกิดต่อเมื่อ

ใจเราไม่เอาภาวะปรุงแต่งทางใจ นาทีนี้ วินาทีนี้ เป็นตัวของเรา

เห็นเป็นแค่สิ่งปรุงแต่งจิตชั่วคราว

เห็นเป็นแค่ของหลอก ที่จะเปรียบกับพยับแดด

หรือมายากล อะไรก็ได้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้

 

ถ้ามีความเข้าใจว่า มรรคผล ไม่ใช่การได้อะไรให้ใคร

แต่เป็นจิตที่ทิ้ง .. ทิ้งอุปาทาน ทิ้งความรู้สึกในตัวตน ณ ขณะนี้ได้

 

พอถามตัวเองไปบ่อยๆ จิตขณะนี้ อมเอาไว้ หวงเอาไว้

หรืออยากได้อะไร เพื่อความรู้สึกที่ไม่มีจริงๆ

ความรู้สึกในตัวตนเป็นแค่เงาหลอก เป็นแค่พยับแดด

 

ถ้าเราเข้าใจได้ทุกขณะ ที่มันกำลังเกิดความอยาก

ก็คือ การเอาชนะ การถอดถอนความขัดแย้งในตัวเองออกมาได้

บนเส้นทางการเจริญสติ ที่เบาจากอาการขัดแย้ง เบาจากการยึดติด

ก็จะทำให้จิตมีปกติ เป็นความรู้สึกใสๆ เหมือนฟองสบู่ใสๆ เบาๆ

ที่มีความพร้อมจะรู้อะไรตามจริง ที่กำลังปรากฏต่อหน้า

ตัวนี้ ที่ทำให้เกิดฉันทะ ทำให้เกิดความอยาก

 

ใจเบา .. จำเป็นคีย์เวิร์ดไว้

โอเค อาจมีอย่างอื่นเช่นเรื่องปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพอะไรที่มาเบียดเบียนให้เกิดความหนัก แล้วตรงนั้น เรื่องทาน ศีล ภาวนาอาจมาช่วยไม่ได้ทุกครั้ง

 

แต่โดยคอนเซ็ปต์ โดยความเข้าใจ ขอให้เข้าใจว่า

ที่คนๆ หนึ่งจะเกิดฉันทะ คนๆ หนึ่งจะเกิดความอยากภาวนาได้เรื่อยๆ ตลอดๆ

ต้องมีใจเบา เป็นเครื่องหมายบอกแทนป้ายปักเขตว่า

ชีวิตเราเข้าเขตภาวนาแล้ว

 

ถ้าใจเบาได้เรื่อยๆ ซึ่งโอเค เริ่มต้นขึ้นมาบันไดขั้นที่ หนึ่ง สอง สาม

อาจต้องฝืนใจ เช่น รู้จักฝึกให้ เพื่อทำลายความตระหนี่

หรือรู้จักห้ามใจเพื่อที่จะไม่ต้องผิดศีล

แบบนี้อาจต้องฝืนใจบ้าง ในช่วงต้นๆ

 

แต่ว่าพอ พ้นจากเรื่องของการให้ทาน การรักษาศีล

มาเข้าเขตการภาวนาแล้ว จะเริ่มง่าย

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ผู้มีศีลเป็นปกติ

มีความรู้สึกว่าจิตใสใจสะอาด จากการไม่ออกนอกรั้วของศีล

จะเป็นผู้ได้สมาธิได้

 

ทุกคนจะพบความจริงตรงกัน

ถ้าหากศีลของเรา ทำให้เกิดความรู้สึกสบายใจในชีวิต

ความสบายใจนั้น จะพร้อมปรุงแต่งจิต ให้เป็นหนึ่งเดียวเรียบง่าย

แล้วรู้อะไรก็รู้ตรงๆ ไปอย่างเดียว ไม่คิดซับซ้อน

ไม่คิดพลิกไปพลิกมากลับไปกลับมา ไม่คิดยุ่งเหยิง

แบบที่จะเต็มไปด้วยเขม่าควันไฟ มีกลิ่นไหม้ของบาป

มารมตัวเองอยู่ตลอดเวลา มารมจิตตัวเองตลอดเวลา

 

การที่ผ่านขั้นของทาน ของศีลมาได้

ในทางโลกปัจจุบันก็ถือว่ายากพอสมควร

แต่ว่ามาเรื่องของการเอาชนะ ความฟุ้งซ่าน

ด้วยการใช้อุบายสมาธิ หรือเดินจงกรม ตรงนี้ ยากไปอีกขั้นหนึ่ง

 

แต่ถ้าหากเราผ่านความยากตรงนั้นมาได้ เข้าจุดบ่อยๆ

เข้าจุดของความเป็นสมาธิ มีสติบ่อยๆ จนเกิดอาการเข้าฝัก

คือมีปกติธรรมดาของใจเบา

ก็จะย้อนกลับไปทำให้การทำทาน การรักษาศีล จะง่ายแสนง่าย

 

ก็แค่บอกว่าไม่เอา หรือแค่บอกว่าเอาไปเถอะ

หรือแค่บอกว่า เอาแบบนี้แหละ

เอาจิตเป็นที่ตั้ง เป็นเครื่องวัดความโง่ความฉลาดของชีวิต

ไม่ใช่ เรื่องได้เปรียบ เสียเปรียบของชีวิตมาเป็นตัวตั้ง

แต่เอาเรื่องจิตใสใจเบา มาเป็นคุณค่าขั้นสูงสุด

 

ตรงนี้ก็จะง่ายแสนง่ายกับคนที่ภาวนาเป็น

 

แล้วพอภาวนาเป็น เข้าฝักบ่อยๆ ก็จะอยู่ตรงนั้น

เหมือนจิตที่เปรียบกับฟองสบู่ใสๆ

อย่างไรๆ ก็จะมีความใสเบา เหมือนฟองสบู่วันยังค่ำ

ไม่ใช่ว่าพอทำๆ ไปแล้วกลายเป็นของสกปรกขึ้นมาเองได้

ต้องมีเหตุปัจจัย อะไรบางอย่าง

 

ที่เราเอาชนะไปเรื่อยๆ ทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย

ดีกว่าที่จะมาสงสารตัวเองหรือบ่นกับตัวเองว่า

ทำไมไม่ก้าวหน้าเสียที ทำไมจิตเป็นแบบนี้

 

การที่จิตจะใสเบาได้ เป็นเรื่องทวนกระแส ไม่ใช่ตามกระแส

แล้วพวกทวนกระแสนี่ ไม่ใช่ทวนกระแสที่หยาบๆ ดิบๆ ร้อนๆ อย่างเดียวนะ

ทวนกระแสธรรมชาติ ที่จิตจะปล่อยให้ตัวเองตกลงต่ำ

เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ

จิตมีธรรมชาติ เหมือนน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเป็นธรรมดา

 

ถ้าหากว่าเราจะเอาจิตขึ้นมา

แน่นอน ไม่ใช่ปล่อยเฉยๆ มันจะขึ้นมาเองได้

แต่ต้องใส่เหตุปัจจัย เยอะๆ ในแต่ละวัน

ถึงจุดหนึ่ง จิตทวนกระแสเป็นปกติ จะไม่รู้สึกว่าต้องออกแรง

 

จิตใสใจเบา จะรักษาตัวเองไว้ให้คงอยู่ แบบที่ตัวเองมีความพอใจ

ไม่ใช่มีความฝืด มีความฝืน

________________

วิปัสสนานุบาล EP 115  | พฤหัส 14 เมษายน 2565

เกริ่นนำ : ใจเบาเป็นปกติ สัญญาณบอกชีวิตเข้าเขตภาวนา

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=A1BHit6y2FI

 

วิปัสสนานุบาล EP118 (เกริ่นนำ) : ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งท้อ - 18 เมย. 65

วิปัสสนานุบาล EP118 | จันทร์ 18 เมษายน 2565

เกริ่นนำ : ยิ่งปฏิบัติ ทำไมยิ่งรู้สึกท้อ

 

พี่ตุลย์ : หลายคน บอกว่าปฏิบัติมาหลายแนว หลายทาง

หรือกระทั่งว่าไปศึกษา ทฤษฎี ศึกษาพระพุทธพจน์

ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร

แต่จนแล้วจนรอด ก็เกิดความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เข้าใจ

 

คือถ้าพูดว่าพระธรรมคําสอนมีอะไร จาระไนได้หมดนะ

บอกว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องอริยสัจสี่

แนวทางการปฏิบัติคือ สติปัฏฐานสี่

บอกว่าเพื่อให้เห็นกายใจเป็นอนัตตา

ถ้าเห็นความไม่เที่ยงได้ ก็เห็นความเป็นอนัตตาได้ อะไรแบบนี้

 

สามารถที่จะจาระไนได้ พูดเป็นคํา ๆ

แต่ พอลงมือเอาจริง จะทําสมาธิ ก็ไม่ค่อยเป็นสมาธิ

หรือเมื่อเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่สามารถตัด หรือว่าวางหรือว่าทําใจได้

ไม่สามารถทําใจว่า .. นี่ ไม่ใช่ตัวเรา

 

บางคนบอกว่าศึกษาไปแล้วท้อ เพราะว่าเสียเซลฟ์

ที่ท้อเพราะเสียเซลฟ์ .. ในทางโลกนี่เป็นคนเก่งมาก

เป็นคนที่สามารถทําอะไรได้แบบที่คนอื่นไม่สามารถ (ทำ) นะ

แล้วก็มามีความรู้สึกว่า ถ้าปฏิบัติธรรม

ตัวเองก็ต้องสามารถบรรลุมรรคผลได้ก่อนใคร หรือว่าเร็วกว่าใคร

หรือว่าได้ไม่ยากอะไรทํานองนี้

 

แต่ปรากฏว่า ยิ่งทํายิ่งยาก .. สืบไปสืบมา

คือถ้าคนเราไม่สืบหาสาเหตุว่าทําไม ที่ทํา ๆ ไปแล้วไม่ได้ผล

ดีแต่บอกว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ

เป็นเรื่องเกี่ยวกับสํานัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับครูบาอาจารย์

หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตาฟ้าลิขิตอะไรต่าง ๆ นี่นะ

ถ้าไปโทษส่งเดชแบบนั้น ก็..ทั้งชาติ จะจมอยู่กับการโทษ

การกล่าวโทษคนอื่น หาแพะรับบาปอะไรอย่างนี้ไปทั้งชาติ

แต่ถ้าสืบหา สืบไปสืบมาแล้วค้นพบว่า

การปฏิบัติธรรม หรือการเจริญสติแบบพุทธ ในแนวทางแบบพุทธนี้

ไม่เหมือนการบรรลุเป้าหมายอื่นๆ

 

การบรรลุเป้าหมายอื่นๆ เอาตัวตนไปบรรลุได้

เอาความเก่ง เอาความกล้า เอาความสามารถ เอาไอคิว สูงๆ

ไปทําให้เกิดความสําเร็จได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนในโลก

 

แต่ว่าในการเจริญสติ ไม่ใช่แบบนั้น

เอาความเก่งมาเป็นตัวตั้งไม่ได้

ต้องเอาความเข้าใจ แล้วสามารถที่จะทําใจยอมรับได้

 

ยิ่งเก่งกล้ายิ่งสามารถเท่าไหร่ ยิ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองเก่งเท่าไหร่

ยิ่งเป็นกําแพงขวางความเข้าใจ ชั้นแรกเลยด่านแรกเลย

 

บอกว่า.. ตัวเอง ต้องแน่กว่าคนอื่น

ตัวเอง ต้องมีหน้ามีตามากกว่าคนอื่น

ตัวเอง ต้องตัวใหญ่กว่าคนอื่น

ตัวเอง ต้องเป็นที่ยอมรับมากกว่าคนอื่น

 

แบบนั้นนั่นแหละที่เป็นกําแพงขวาง

ไม่ใช่ตัวสะพานเชื่อม

ตัวสะพานเชื่อม ได้มาอย่างไร

ตรงนี้แหละที่เป็นเรื่องยากของพุทธศาสนา

 

ขึ้นต้นมา พระพุทธเจ้าถึงไม่มาตรัสเกี่ยวกับเรื่องของตัวตน ละตัวตน

เรื่องของการที่จะมาสิ้นความรู้สึกในตัวตนอะไรแบบนี้

ท่านตรัสเกี่ยวกับ เรื่องของทุกข์และการดับทุกข์

 

เพราะว่าคําว่าทุกข์นี่ ใครๆ ก็เกลียด ใครๆ ก็กลัว ใครๆ ก็ไม่อยากได้

ส่วนการดับทุกข์ ..

ตัวอย่างของการดับทุกข์ในโลกนี้ ส่วนใหญ่ก็ประมาณว่า

มีเรื่องมีราวกับใครมา แล้วเคลียร์กันได้

หรือว่าเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วหายป่วย ประมาณนี้นะ

 

แต่ทุกข์ และการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส

ท่านหมายเอาว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกทุกข์ทางใจ

แต่เป็นการทุกข์ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่

 

แล้วฐานที่ตั้งของความทุกข์อยู่ที่ไหน

คือกายนี้ ใจนี้

 

บอกว่า กายนี้ใจนี้ ถ้ายังเกิดอยู่ก็ต้องตาย

ถ้าต้องตาย ก็ต้องมีอันพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

พลัดพรากจาก ทรัพย์สินศฤงคารที่สะสมมา

พลัดพรากจากลูกเมีย

 

เมียอุตส่าห์จีบแทบตาย ลูกกว่าจะเลี้ยงขึ้นมาโต แต่ละวัน

มีความอาลัยยึดติดเหนียวแน่นแค่ไหน ก็ลองนึกดูว่า

ถ้าเราจะไม่ได้เจอกันอีกเลย ใจจะขาด.. รู้สึกใจจะขาด

 

แต่ถ้ามองกลับมุมว่าจะต้องพรากจากกันอีกไม่รู้กี่ล้านกี่โกฏิครั้ง

จะต้องเสียน้ำตาให้กับความไม่รู้

คือพลัดพรากจากลูกเมีย ชื่อนี้หน้าตาแบบนี้

เกิดใหม่ลืมกัน แล้วก็ไปจีบกันใหม่ ทะเลาะกันใหม่

มีเรื่องมีราว ระหองระแหงกันใหม่ มีปัญหากันใหม่

แล้วก็มามีเหตุให้ซึ้งใจกัน แล้วก็มาเสียน้ำตาจากการพรากจากกันอีก

 

หรือบางทีจับพลัดจับผลู ชาติหนึ่งรักกันมากปานจะกลืนตายแทนกันได้

อีกชาติหนึ่ง อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องฆ่ากันให้ตาย

หรืออย่างที่ได้ยินข่าวเยอะ ๆ .. เสียเมียไม่ได้ เสียผัวไม่ได้

ทนไม่ได้ที่เขาตีตัวออกห่าง ก็เอาปืนไปยิง เยอะมากช่วงนี้นะ

ที่ผ่านมา เป็นข่าวจนคนเบื่อ ขี้เกียจเสพข่าวแบบนี้

 

แบบนี้ ถ้าคิด.. เอาแค่แบบโลก ๆ นะ

เอาแค่แบบที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่านี่

ก็เพียงพอที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย

 

ถ้าหากว่าเราทําไว้ในใจว่า ที่มาเจริญสติปฏิบัติธรรมกันนี่

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาทุกข์ กับความไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ไม่ต้องมา เหมือนกับเผชิญกับความไม่แน่ไม่นอน

ของการตัดสินใจก่อกรรมของตัวเอง

 

เพราะตอนนี้ เรารู้ว่าเราไม่อยากทําบาป

กําลังอยู่ในช่วงที่เป็นกุศลของของชีวิต 

อะไร ๆ มีแต่ดีกับดี ทางใจมีแต่ดีกับดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าปฏิบัติได้ขาขึ้นนี่

 

แต่เราไม่สามารถพยากรณ์ตัวเองได้ว่า พ้นจาก ความทรงจําแบบนี้

พ้นจากรูปร่างหน้าตา หรือว่าชื่อนามสกุลแบบนี้แล้ว

เราจะไปมีชื่อนามสกุลแบบไหน มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร

พื้นฐานความรู้อย่างไร คนแวดล้อม ที่ตะล่อม

ที่ทําให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา ถ้าไม่ใช่แบบนี้ ให้ไปตัดสินใจแบบไหน

 

ลองนึกดูง่าย ๆ แต่ละคนที่มาปฏิบัติธรรมได้นี่

ต้องมีบุญที่เคยสะสมมาแล้ว ผลักดันให้ได้มาพบทางปฏิบัติ

แล้วก็เพียรพยายามที่จะปฏิบัติอยู่

ฉะนั้น ก็ต้องเรียกว่าเป็นคนมีบุญ

 

ในชาตินี้ ที่นั่ง ๆ กันอยู่นี่ ถือว่าเป็นคนมีบุญหนุน

แล้วการเป็นคนมีบุญ ช่วยอะไรได้บ้าง?

 

ตอนเกิดใหม่ ๆ นี่นะ พวกเราทุกคนนี่ลองทบทวนดู

พลาดทําอะไรไปบ้าง ที่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง

หรือว่าจะต้องมาเกิดความรู้สึกผิดว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าทําลงไปเลย

นั่นแหละ ที่เป็นหลักฐานนะว่า

ถ้ายังเกิดไปเรื่อย ๆ จะต้องไปพบไปเจอกับความเสี่ยงแบบเดียวกันนี้

ช่วงแต่ละชีวิตนี่เหมือนกันหมด

 

ถ้าเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสุขคติภูมิแล้วนี่นะ

ต้องมีระยะของการเป็นเด็กแบเบาะ ที่ให้คนอื่นเลี้ยง

เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ ให้น้ำ ให้นม ให้ขนมให้ข้าว

ระยะของการเรียนรู้ ต้องไปโรงเรียน ต้องไปเจอกับเพื่อน ๆ

เพื่อนแกล้งบ้าง หรือว่าไปแกล้งเพื่อนบ้าง

ระยะของการที่จะทํางาน เป็นหนุ่มเป็นสาว โตพอที่จะหาเลี้ยงตัว

ซึ่งแต่ละคนนี่ สารพัดเลย

 

บางคนนี่ แค่ห้าขวบต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ ที่นอนติดเตียงที่บ้าน

มีข่าวในจีนมาแล้วนะ

หรือ บางคนอายุสี่สิบ ยังต้องแบมือขอสตางค์พ่อแม่อยู่

เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ระยะของการทํามาหากิน

หรือว่าระยะของการที่จะต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเองให้ได้

 

นี่ก็มีข่าว คนจีน คือเลี้ยงตัวเองไม่ได้ อายุมากแล้วนี่นอนตายอยู่ในบ้านนะ

เพราะพ่อแม่ ประคบประหงมมาตลอด

พอพ่อแม่ตาย ตัวเองก็ตายตามเพราะว่าเลี้ยงตัวเองไม่ได้

หาข้าวกินเองไม่ได้ .. ถึงขนาดนั้น

 

แล้วก็ระยะของการที่ จะต้องให้ลูกหลานประคบประหงม หรือว่าดูแล

คือพูดง่าย ๆ ว่าอยู่ในสภาพลุกขึ้นไปช่วยตัวเองไม่ได้จริง ๆ

คือ เอาตัวรอดด้วยตัวเองไม่ได้อีกครั้ง

 

จากเอาตัวรอดด้วยตัวเองไม่ได้ในระยะแรก

ระยะสุดท้าย ก็เอาตัวรอดตัวเองด้วยตัวเองไม่ได้อีกนะ

ภาวะทางกายนี้ ไม่มีใครดู ไม่ได้

ไม่มีใครมาเทกแคร์ ตอนที่วันท้าย ๆ ของชีวิต

นี่ระยะพวกนี้จะต้องเกิดขึ้น อันนี้เฉพาะในสุคติภูมินะ

 

แต่ว่าระยะอื่น ๆ มีอีก

ระยะของการ เป็นสัตว์นรกที่มีทั้งแบบว่าถูก ถูกเผาชั่วคราว

ถูกเผา  แล้วมีพักบ้าง กับถูกเผาแบบไม่มีพักเลย อะไรแบบนี้

 

หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่มีนัยยะของการเป็นไข่ โตขึ้นมา แล้วก็ตายไป

โตขึ้นมา เพื่อถูกกิน อะไรแบบนี้สารพัด

หรืออย่างเป็นเทวดา เกิดมาพร้อมกับรอยยิ้ม

เป็นเป็นสุคติภูมิชนิดที่ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องเกิดมาพร้อมกับเสียงร้องไห้

มีแต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

 

แต่ว่าพอจะตาย ร้องไห้ยิ่งกว่ามนุษย์ .. ใจจะขาด

เพราะว่าไม่อยากพรากจากสิ่งที่เป็นทิพย์

 

ภาวะเหล่านี้คือ .. โอเคเราสามารถได้แค่จินตนาการ

แต่ว่าความเป็นมนุษย์นี่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

ระยะของการเกิด ระยะของการเรียนรู้ ระยะของการโต ระยะที่รอบรู้

รู้ทุกสิ่งรู้ไปหมด แล้วก็ระยะที่เริ่ม เลอะๆ เลือนๆ หลงๆ ลืมๆ

ระยะที่ดูแลตัวเองไม่ได้

 

นี่ เห็นอยู่นะ ด้วยตาเปล่า

แต่ ขนาดเห็นอยู่ด้วยตาเปล่า ยังเข้าถึงใจไม่ได้เลย

เพราะว่า คนเราจะจําเฉพาะภาวะที่ตัวเองกําลังประสบ ตัวเองกําลังได้ดี ตัวเองกําลังมีสุข ตัวเองกําลังยิ่งใหญ่ ตัวเองกําลังมีหน้ามีตา

 

แล้วภาวะเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นภาวะชั่วคราว

แต่คนก็จะจํา แล้วก็จะยึดว่า อันนี้แหละที่เราชอบ อันนี้แหละที่เราอยากได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าชาติไหนได้เจอบุคคล อันกระทําจิตให้พิศวาส

มีจิตหวานแหวว เกิดความรู้สึกว่า ปฏิพัทธ์

อยากจะพบกันไปทุกชาติอะไรอย่างนี้

 

ก็จะหลงเพ้อกันไปว่า เกิดมาเพื่อเธอคนเดียว

แล้วก็ขอให้ได้พบกันทุกชาติ

ไม่รู้ชาติอื่นจะหวานแหววแบบนี้หรือเปล่า ไม่ทราบนะ

 

คือไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ที่จะพบกันแล้วเกิดความสุข เกิดความพอใจ

รู้แต่ว่าขอเจอ แล้วพอเจอไป ที่มาฆ่าๆ กันอยู่นี่

ก็อาจจะเคยอธิษฐาน หรือว่ามีความหวานแหววในกาลก่อนมา

แล้วก็เกิดความรู้สึกทนไม่ได้ ที่จะไม่ได้เธอ

ถ้าฉันไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ ก็มีวิธี ที่จะกีดกันคนอื่นได้สารพัด

รวมทั้งความตายอะไรแบบนี้นะ

 

อันนี้ถ้าหากว่าเราเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า

เรามาเจริญสติ เพื่อจะไม่ต้องมาเอาสิ่งเหล่านี้อีก

ไม่ต้องมาเผชิญกับสิ่งเหล่านี้อีก .. ทําไว้ในใจแบบนี้

จะตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่าน เทศน์โปรดพวกชาวบ้านชาวเมือง

ที่อาจจะไม่ได้มีวาสนาไปบวช ยังเป็นชาวบ้านชาวเมืองอยู่

แต่ท่านเทศน์ในลักษณะที่ให้เกิดความเข้าใจจริงๆ ว่า

การเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่

เป็นภัยใหญ่หลวงขนาดไหน ไม่น่าเอาขนาดไหน

 

เสร็จแล้ว ท่านก็ถึงจะตรัสถึงแนวทางว่า

ทำไว้ในใจอย่างไร ถึงจะไม่ต้องเกิดอีก

ซึ่งถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ท่านก็จะออกแนวว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

แล้วก็ชี้ให้เห็นว่า เดี๋ยวก็ต้องตายอะไรทํานองนี้

แต่อย่าง ถ้าเราไม่มีจิตระดับพระองค์ มาเป็นกระแส

ตัวจุดชนวนให้เกิดสติอย่างใหญ่ แล้วก็เกิดความเห็นโทษเห็นภัย

ก็ต้องเจริญสติเอานะ

 

แต่จริง ๆ แล้วนี่ แม้ลูกของพระองค์เอง พระโอรสของพระองค์เอง

พระราหุลนี่นะ พระองค์ก็ไม่ได้เทศน์แบบให้บรรลุต่อเบื้องพระพักตร์

ท่านก็สอนให้เจริญสติปัฏฐานนะ

ก็มีทั้งพระองค์เอง แล้วก็ให้พระสารีบุตร เป็นผู้ช่วยสอนด้วย

 

พระราหุลเพียงท่านเดียว ทั้งท่านเองแล้วก็พระสารีบุตร

สอนให้เจริญสติ สอนทั้งอานาปานสติ สอนทั้งดูกายดูใจนะ

เหมือน เราๆ ท่านๆ ที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าอยู่

ทั้งอานาปานสติ สติปัฏฐานสี่ ดูกายใจโดยความเป็นขันธ์ห้า

โดยความเป็นธาตุหก อย่างนี้นะ

จนกระทั่งพระราหุลสามารถบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติ

ไม่ใช่ด้วยการฟังธรรมต่อเบื้องพระพักตร์

 

อันนี้ก็ขึ้นต้นมา เพื่อที่จะบอกว่าถามใจตัวเองดู

ถ้าบอกปฏิบัติไปแล้วท้อ ปฏิบัติไปแล้ว ไม่ได้

ปฏิบัติไปแล้วเสียเซลฟ์ ไม่ได้ดิบได้ดี

ดูไม่ก้าวหน้า ไม่ได้แอดวานซ์แบบคนอื่นเขา

 

ถามใจตัวเองดู ว่าเรากําลังปฏิบัติด้วยความเข้าใจแบบไหน

เข้าใจว่ามรรคผลคือการพุ่งตัวชนเป้าแบบโลกๆ

เอาดิบเอาดี ทางจิตวิญญาณ ทางหน้าทางตา ทางเกียรติยศชื่อเสียง

หรือว่ามุ่งหวังจะเอาความดับทุกข์ อันเกิดจากการมีตัวมีตน

 

ถ้ายังไม่มีความเข้าใจ

ถ้ายังเหมือนกับแล่นไปตามลู่วิ่ง ที่ชาวโลกเค้าเอาไว้แข่งกัน

สมควรแล้ว ที่จะไปไม่ถึงไหน

เพราะแค่ความเข้าใจเริ่มต้นนี่ ก็มองไม่ออก บอกไม่ถูกแล้วว่า

เส้นทางการเจริญสติ คือเส้นทางของการทวนกระแส

ไม่ใช่วิ่งไล่ล่าตามหาตัวตน หรือว่าหน้าตา

หรือว่าความยิ่งใหญ่ หรือว่าชื่อเสียงใดๆ

 

นี่ ตัวนี้ ถ้าหากว่ามีความเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้น

แล้วมาเจริญสติตามขั้นตาม ตามตอน

จะอานาปานสติ จะมาเจริญสติปัฏฐาน

ขอให้มรรคมีองค์แปด เกิดครบเป็นขั้นๆ นับตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ

หรือความเข้าใจจริงๆ ว่าเราจะเอาอะไรจากเส้นทางแบบนี้

 

นี่แหละ ค่อยดูนะว่า จิตจะใส ใจจะเบาลงได้ไหม

แล้วด้วยจิตใส ด้วยใจเบา นี่จะเอาความคืบหน้าวันต่อวัน ได้หรือเปล่า

 

ถ้ามีความคืบหน้า ความเบาอย่างน้อยต้องถูกรักษา

ถ้าให้ดีกว่านั้นคือ เบายิ่งๆ ขึ้นไป

เบาอันเกิดจากการไม่ยึด ..

ไม่ใช่เบาอันเกิดจากการนั่งสมาธิอย่างเดียว

เบาอันเกิดจากการเอาสมาธิมารู้ มาสัมผัส ความเป็นกายใจนี้ว่า

สักว่าเป็นขันธ์ห้า สักว่าเป็นธาตุหกนะ

____________

วิปัสสนานุบาล EP118 | จันทร์ 18 เมษายน 2565

เกริ่นนำ : ยิ่งปฏิบัติ ทำไมยิ่งรู้สึกท้อ

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=GXtPloI_a7g