วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 98 (เกริ่นนำ) ความเข้าใจในการใช้คำ ขันธ์ห้า ธาตุหก - 21 มีค. 65

EP 98 | จันทร์ 21 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ : ความเข้าใจการใช้คำ ‘ขันธ์ห้า ธาตุหก’

 

พี่ตุลย์ : สวัสดีทุกท่านนะครับ พบกันวันจันทร์ตั้งแต่เก้าโมงถึงเที่ยง

 

สําหรับวันนี้ ก็เป็นการไลฟ์มาจากนอกสถานที่นะครับ

ก็ของดสวดมนต์ในช่วงเริ่มต้น

 

วันนี้อยากจะคุยนิดหนึ่งก่อน เกี่ยวกับเรื่องของความเข้าใจในการใช้คํา

 

มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ ท่านคงจะเริ่มแยกออก

แต่บางท่านก็อาจจะยังสับสนอยู่เกี่ยวกับการใช้คําของผม

 

อย่างเช่นว่าจังหวะไหน ถึงควรใช้คําว่า ‘กายใจ’

จังหวะไหนใช้คําว่า ‘ขันธ์ห้า’

จังหวะไหนใช้คําว่า ‘ธาตุหก’

 

เริ่มต้นขึ้นมา เอาตามความรู้สึกของคนปกติธรรมดาทั่วไป

คนปกติทั่วไปนี่ จะไม่มองว่าตัวเองคือขันธ์ห้า ตัวเองคือธาตุหก

แต่ .. ตัวเองคือตัวเอง

จะมีความรู้สึกในตัวตนอยู่

 

พอเรามาดูว่ารายละเอียดของตัวตนประกอบด้วยอะไรบ้าง

ไม่ว่าใครก็จะรู้สึกนะว่า ต้องประกอบด้วยร่างกายแน่ ๆ

ส่วนจิตใจ แล้วแต่ความเชื่อ

 

อย่างถ้าทางตะวันตก

ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็ไม่ยอมรับการมีอยู่ของสปิริต (spirit)

แต่ยอมรับการมีอยู่ของมายด์ (mind) นะ

เพราะว่ามายด์ กับ เบรน (brain) คืออันเดียวกัน

สมองกับจิต คืออันเดียวกัน

 

แต่ถ้าบอกว่า สปิริต หรือ วิญญาณ หรือ โซล (soul)

ที่แยกเป็นต่างหากจากร่างกาย อย่างนี้นี่ไม่ยอมรับ

เพราะไม่สามารถใช้หูตาในการรับรู้

ไม่สามารถใช้เครื่องมือพิสูจน์แบบที่จับต้องได้ในทางวิทยาศาสตร์

มาพิสูจน์การมีอยู่ของสปิริต หรือว่าตัวโซล

 

ทีนี้พอเรามองว่าคนทั่วไป แม้แต่ทางตะวันตก

บอกว่ามีบอดี้ (body) แล้วก็มี มายด์ นะ

 

มายด์ หมายถึงสมอง แต่ว่าถ้าฝั่งตะวันออกของพวกเรา

จะมีพื้นเพความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงคําว่า กายใจ ก็จะหมายถึงตัวตนของเรา

ซึ่งประกอบด้วย ร่างกาย แล้วก็ จิตวิญญาณ

 

หรือบอกว่า จะเป็นใจในแบบตามความเชื่อคนรุ่นใหม่ ก็คือ

ใจคือ สมอง หรือใจคือภาวะธรรมชาติอะไรก็ช่าง

นี่เป็นการประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกในตัวตน

 

เพราะฉะนั้น ถ้าผมใช้คําว่า กายใจ

หมายถึง ตัวบอดี้แล้วก็มายด์ ตามความรับรู้ของคนทั่วไป

 

กายกับใจนี้ .. กายนี้ใจนี้มีตัวตนอยู่

ไม่แบ่งแยกว่าเป็นเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาไหน

หรือว่า ตามความเห็นของใครทั้งสิ้น

เพราะทุกคนต้องยอมรับโดยพื้นฐานว่า มีสองส่วนประกอบกันอยู่แน่ ๆ

 

แล้วทีนี้มาบอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวอย่างนี้

จริงๆ ก็ส่อ หรือสื่อถึงความรู้สึกในตัวตนเช่นกัน

คือหมายความว่า เรามีตัวมีตน มีความรู้สึกในตัวตน

ที่บังคับควบคุมภาวะทางกาย ให้เป็นไปดังใจนึกได้

จะให้ลุกขึ้นไปฆ่าคนก็ได้

จะให้ลุกขึ้นไปลักทรัพย์ใครก็ได้

จะให้ลุกขึ้นไปผิดประเวณีอะไร อย่างใดนี่

ร่างกาย ไม่มีทางขัดขืน ไม่มีทางปฏิเสธ

ในแง่ของกรรมนะ ในแง่ของพฤติกรรม ที่จะแสดงออกซึ่งเจตจํานง

 

เจตจํานง มาจากความรู้สึกทางใจ หรือว่าอารมณ์ทางใจ

ที่มีความเป็นตัวเป็นตน รู้สึกเป็นตัวเป็นตนในเรา

อันนี้ก็คือคําว่า จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

 

ทีนี้พอบอกว่า เรามาเจริญสติกัน

แล้วเห็นภาวะทางกายทางใจนี่แตกต่างไป 

พอเกิดสมาธิขึ้นมา มีความรู้สึกว่า ภาวะทางกายนี้ ไม่เหมือนร่างกายปกติ

ที่เรานิยามกันว่า เป็นกายของฉัน เป็นกายที่เป็นเครื่องหมาย

บอกว่า หน้าตาแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ คือตัวไอเดนทิตี้ (identity)

ตัวสัญลักษณ์บอกเป็นเอกลักษณ์ว่า หน้าตาแบบนี้คือชื่อนี้ นามสกุลนี้

ไม่รู้สึกแบบนั้น

 

อย่างถ้า ใครสามารถเห็นร่างกายโดยความเป็นกระดูกได้มาแล้ว

นี่ จะเกิดประสบการณ์อีกแบบ

ลบความจําเก่า ๆ อย่างน้อยชั่วขณะนั้น ที่เห็นร่างกายเป็นกระดูก

ว่าเหมือนกับภาวะอะไรอย่างหนึ่ง

ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวตน ไม่เกี่ยวข้องกับตัวฉัน

เป็นภาวะธรรมชาติอะไรชนิดหนึ่ง ที่บอกได้ว่าความรู้สึกต่างไป

 

ตรงนี้ ถึงได้มีการเรียกชื่ออื่นแทน

ภาวะทางกายเรียกว่าเป็น รูป

ส่วนภาวะทางใจ ที่มีความปรุงแต่ง ไม่ใช่แค่ว่าเป็นจิตวิญญาณอย่างเดียว

แต่มีความรู้สึก มีความนึกคิดอะไรอย่างนี้

เราก็เหมารวมเรียกว่าเป็น นาม

 

รูปกับนาม ตัวนี้..

เหตุผล พูดง่าย ๆ ก็คือแปรไปตามประสบการณ์ การรับรู้ภายใน

 

อย่างพวกเราที่อยู่ในห้องวิปัสสนานุบาล

ฝึกเดินจงกรมหลับตา แล้วเกิดประสบการณ์ขึ้นมาว่า

เวลาที่ร่างกายนี้ ไปยืนเทียบกับผนัง รู้สึกถึงความเป็นวัตถุ

แล้ววัตถุนั้น ไม่ได้มีตัวของมันโดยลําพัง

ยังมีภาวะของลมหายใจเข้าลมหายใจออก

นี่.. สำนึกรู้สึกแตกต่างจากปกติ

 

ถ้าจะเรียกแค่รูปแค่นาม ก็รู้สึกจะสั้นไปนิดหนึ่ง คร่าวๆ ไปนิดหนึ่ง

น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมา เป็นภาวะที่แยกต่างหากเป็นชั้นๆ

 

ก็เลยถึงได้มีการจัด ‘เซ็ต’ ของ รูปและนาม ขึ้นมาใหม่

 

ถ้าแยกได้ตามลักษณะภาวะที่คงรูปคงร่างอยู่ เรียกว่า ธาตุดิน

ที่มีอาการพัดเข้าพัดออก เรียกว่า ธาตุลม

แล้วก็ที่บางทีรู้สึกถึงช่องว่างได้

ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่งกับธาตุดินหมายเลขสอง

ก็เรียกว่า อากาศธาตุ

ส่วนตัวที่รับรู้ทุกสิ่ง ตัวที่รับรู้ธาตุอื่นๆ

เราเรียกว่าธาตุรู้ หรือว่าวิญญาณธาตุ

 

นี่อันนี้ เป็นการจัดเซ็ตขึ้นมาใหม่

 

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติว่าเป็น ‘ธาตุหก’

เห็นกายใจโดยความเป็นธาตุหกนี่

คือเห็นโดยความสัมพันธ์กันระหว่างดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศแล้วก็วิญญาณ

 

ตัววิญญาณธาตุ เอาง่ายๆ คือเราเห็นเป็นดวงรู้ ดวงสว่างดวงหนึ่ง

เป็นภาวะที่ประกอบประชุมอยู่ในดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศนี้

สามารถเห็นธาตุอื่นๆ ได้

ตัวของมันเอง เป็นสิ่งเดียวในจักรวาลของธาตุหก ที่สามารถรู้ธาตุอื่นๆได้

ธาตุอื่นๆ นี่ เป็นที่ตั้ง เป็นที่แสดงให้ดูเฉยๆ

ไม่ได้มีความสามารถรับรู้อะไรได้

นี่ถึงได้เรียกว่าเป็นธาตุหก

 

พูดง่ายๆ ว่าถ้าจิตนิ่งเงียบ ไร้ความคิด

มีแต่เห็นตัวเองปรากฏชัด โดยความเป็นภาวะสว่าง ว่าง

แล้วก็ ธาตุอื่นๆ ปรากฏให้จิตรับรู้ว่า เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ

เราเรียกว่า ธาตุหก

 

แต่ถ้าเมื่อไหร่ เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา .. นี่ ตัวนี้นะ

หรือมีความคิดนึก เจตจํานงอะไรอย่างอื่น

นอกเหนือจากที่ จะดูกายใจโดยความเป็นธาตุหก

 

แบบนี้เราจะไปเรียกเป็นธาตุหก ก็เหมือนกับไม่เพียงพอที่จะใช้อธิบาย

ก็เลยต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ขันธ์ห้า’ ขึ้นมาอธิบายแทน

เป็นของอันเดียวกัน แต่ว่าเราเห็นต่างแง่ต่างมุม

 

คือเวลาที่เรายืนอยู่ .. ยกตัวอย่าง

อันนี้ยกตัวอย่างที่เทียบเคียงได้กับการปฏิบัติของพวกเรานะ

เวลาที่เห็นร่างกายไปยืนประจันอยู่กับผนัง

แล้วเกิดความรู้สึกว่า ช่องว่างที่อยู่ระหว่างร่างกายของเรากับผนังนี่

มีอะไรคลุ้งๆ ยุ่ง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า

จิตของเรากําลังฟุ้ง ๆ ยุ่ง ๆ อยู่นั่นเอง

 

ตัวที่เห็นฟุ้ง ๆ เห็นยุ่ง ๆ นั้น เราจะเห็นโดยความเป็นธาตุหกก็ไม่ได้

เพราะว่า ในเซ็ตของธาตุหกนี่ ไม่มีความฟุ้งซ่านอยู่

ไม่มีภาวะปรุงแต่ง คิดนึก

ตรงนี้ก็เลยบอกว่าเป็นขันธ์ห้า

 

ขันธ์ห้านี่ ถ้าเอาตามโดยนิยาม

ใครจะไปบอกว่าเป็นธาตุห้าอะไรแบบนี้ก็ได้

แต่ต้องมีความเข้าใจว่า มีเซ็ตของความสัมพันธ์กันอย่างไร

 

นั่นก็คือว่า

รูปขันธ์นี้ ตั้งอยู่ ยืนอยู่ แล้วมีความรู้สึก เป็นสุขเป็นทุกข์

รูปขันธ์นี้ ยืนอยู่แล้วมีสัญญา ตัวความจําได้หมายรู้ สําคัญมั่นหมาย

ว่านี่เป็นตัวเป็นตน หรือว่าไม่ได้เป็นตัวเป็นตน

ถ้าเป็นตน ก็เรียกว่า อัตตสัญญา

ถ้าไม่เป็นตัวเป็นตน ก็เรียกว่า อนัตตสัญญา

 

หรือถ้าจําได้หมายรู้ว่า ร่างยืนนี้ชื่ออะไรนามสกุลอะไร

เกิดความหมายมั่นขึ้นมา นี่ก็เรียกว่าเป็น สัญญาขันธ์

 

ส่วนของสัญญาขันธ์ ปรุงแต่งไปให้เกิดความคิดนึกอย่างไร

ให้เกิดความคิดนึกว่า ฉันจะพยายามปฏิบัติธรรม

ตัวนี้ก็เป็นความตั้งใจในฝ่ายดี ตั้งใจในฝ่ายที่เป็นกุศล

 

แล้วพ้นจากความเป็นกุศลไปด้วยคือ มีความเป็นกลาง

ไม่เหนือกว่าความเป็นอกุศล เหนือกว่าความเป็นกุศล

ตัวที่เรา พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเห็นความคิดนึก ถ้าเห็นความฟุ้งซ่านขึ้นมา

เราตกเข้าข่าย เป็น ขันธ์ห้า

 

รูปขันธ์นี้ กําลังประกอบประชุมอยู่ ด้วยความปรุงแต่งแบบไหน

มีเวทนา มีสัญญา มีสังขารขันธ์แบบใด นี่ตรงนี้

แล้วส่วนวิญญาณขันธ์ ก็คือตัวที่รับรู้ขันธ์อื่นๆ ทั้งหมด

 

ที่พูดมาที่กล่าวมา ถ้าหากว่าเป็นคนอื่น ที่ยังไม่ได้เกิดประสบการณ์ปฏิบัติ

ก็อาจมองว่าเป็นเรื่องฟั่นเฝือ ว่าทําไมต้องไปบัญญัติศัพท์ไว้มากมาย

แต่ถ้าหากว่า เราคุยกันในแบบคนปฏิบัติ

ที่เริ่มเห็นกายใจออกมาจากประสบการณ์ภายใน

อันนี้จะเริ่มเห็นความสําคัญ เริ่มเห็นความจําเป็นว่า

ถ้ามีความเข้าใจในการใช้ศัพท์เหล่านี้อยู่บ้าง

เวลาสื่อสาร ก็พูดง่าย

 

เรากําลังพูดกันเรื่องว่า คุณเห็นตัวตน

คุณเห็นด้วยความรู้สึกว่า มีตัวตน

หรือว่าคุณเห็นด้วยความรู้สึกว่าเป็นรูป เป็นนาม นะ

 

แล้วแทนที่เราจะใช้คําสั้น ๆ คร่าว ๆ ว่า เห็นโดยความเป็นรูปนาม

เราระบุ แล้วก็แจกแจงจาระไนเป็นรายละเอียดไปเลย

ว่าเรากําลังเห็นโดยความเป็นขันธ์ห้า หรือว่าเป็นธาตุหก

เพื่อที่จะได้ตั้งมุมมองไว้ในการภาวนา

เพื่อเห็นความเป็นธาตุหก หรือความเป็นขันธ์ห้า ว่าเป็นอนัตตา

ชัดเจนกระจ่างยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

พอมีประสบการณ์พวกนี้ทํานองนี้ คุณจะเข้าใจได้ว่า

พอพูดเรื่องขันธ์ห้า แล้วเห็นเข้ามาโดยความเป็นขันธ์ห้าจริง ๆ

หรือ เห็นเข้ามาโดยความเป็นธาตุหกจริง ๆ นี่

เกิดความเข้าใจ ประกอบกํากับสติ แล้วมีความมั่นใจ มีความแน่วไป

ที่จะเห็นโดยความเป็นเช่นนั้น ละเอียดละออชัดเจนกระจ่างยิ่ง ๆ ขึ้น

 

Point คืออย่างนี้นะ นี่คือความสําคัญ

แล้วยังมี การจําแนกเป็นอื่นๆ อีก เช่น อายตนะหก

หรือว่าอย่างความเป็นธาตุนี่ ไม่ได้มีแค่ธาตุหก

แต่พระพุทธเจ้าจําแนกออกเป็นธาตุสิบแปดบ้าง ธาตุสองบ้าง

 

ยกตัวอย่าง อันนี้อาจจะฟังไปแล้วยังไม่เข้าใจ

แต่ว่าเราสามารถอนุมานได้

จากการที่ พวกเราเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องธาตุหกกันแล้ว

 

อย่างเวลาบรรลุธรรม ถ้ามีกําลังสมถะมากพอ

เราจะสามารถย้อนกลับไปดูนิพพานได้ เช็คเพื่อความมั่นใจได้ว่า

ที่เกิดผลญาณ ที่เคยเกิดมรรคจิตผลจิต ตอนที่ได้บรรลุธรรมนี่

บอกว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์

ถ้าหากว่าเรามีกําลังสมาธิมากพอ ที่จะเข้าฌาน

ฌานนั้น ทะลุขันธ์ห้าออกไปได้นะ

 

จิตพ้น จิตโพล่งออกจากเครื่องกําบัง คือกําแพงนี้ กายใจนี้ไปได้

ก็สามารถย้อนกลับไปเห็นนิพพานได้อีก

 

ทีนี้อย่าง พวกที่ข้ามเส้นไปได้ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป

จะรู้แล้วว่าธาตุที่ไม่มีความปรุงแต่ง หน้าตาเป็นอย่างไร

จะมีลักษณะของความว่างแบบนิพพานนะ

รู้สึกว่าว่าง รู้สึกว่าไม่มีนิมิต รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง

อันนี้อารมณ์ของคนข้ามเส้น ที่สามารถมีสัญญา

จําได้หมายรู้ว่า นิพพานเป็นอย่างไร

 

แล้วเข้าสมาธิ เขาเรียกว่าเป็นการเข้าผลสมาบัติ

สามารถเห็นได้ว่านิพพานหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่ไม่ใช่นิพพานตรงนะ ไม่ใช่การดับสัญญา ดับเวทนา

เหมือนกับพระอนาคามี พระอรหันต์

 

อันนั้นท่านเข้านิโรธสมาบัติได้เลย คือเข้านิพพานตรงได้เลย

แต่อันนี้ เป็นการเอาจิตไปรับรู้ ด้วยความจําได้หมายรู้

แล้วก็สามารถเห็นได้ว่า นิพพานอยู่ตรงหน้านี่แหละ

ไม่ได้แยกออกไปที่จักรวาลไหนเลย

 

เพียงแค่จิตนี่ครบ โพล่งพ้นจากกําแพงที่ขวางกั้นอยู่ได้ คือกายใจนี่

ก็สัมผัสนิพพานได้ รู้ได้ว่านิพพานหน้าตาเป็นยังไง

 

อันนั้นแหละ ที่เป็นนิยามว่าทําไมถึงต้องมีคําว่า ธาตุสอง

คือไปเห็นภาวะไม่ปรุงแต่ง เป็นธาตุแบบหนึ่ง

แล้วก็ย้อนกลับมาเห็นทั้งหมดในจักรวาลของธาตุหกนี้

ในจักรวาลของอายตนะหกนี้ ว่าเป็นของปรุงแต่ง

 

คือสามารถแยกออกได้เป็นสองเขต

เขตที่มีการปรุงแต่ง กับเขตที่ไม่มีการปรุงแต่ง

เข้าใจถึงภาวะธรรมชาติที่ดํารงอยู่ ทั้งสองอย่าง

ไม่ว่าเป็นส่วนของการไม่ปรุงแต่ง หรือส่วนของการปรุงแต่ง

นี่ก็เป็นที่มาของคําว่าธาตุสอง

 

แล้วพวกที่สามารถเจริญธาตุสองได้ มีความฉลาดในธาตุสองมากๆ

ก็จะมีความเข้าใกล้ เขยิบเข้าใกล้ ความเป็นสกทาคามี

หรืออนาคามี หรือว่าอรหันต์เข้าไปทุกที

 

นี่เป็นๆ point ที่อธิบายมาทั้งหมด ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า

ทั้งหลายทั้งปวงมีความหมาย

ถ้าหากว่าเรามีความเข้าใจว่า ทําไมถึงต้องเรียกแบบนี้

โดยความเป็นกายใจ

โดยความเป็นขันธ์ห้า

โดยความเป็นธาตุหก

 

จะมีการต่อยอด แล้วก็เจาะรายละเอียดลงไปได้มากขึ้นๆ นะ

ในลําดับของประสบการณ์ การภาวนา ที่เราได้ทําไป

แล้วเกิดความเห็นที่ละเอียดลงไปเรื่อย ๆ

 

ไม่อย่างนั้น อย่างที่คุณน่าจะเคยได้ยินได้ฟังมา หรือกระทั่งตัวเอง

บอกว่า ปฏิบัติไปแล้วเกิดภาวะอะไรขึ้นมาแต่อธิบายไม่ได้

แล้วเสร็จแล้ว ที่อธิบายไม่ได้นี่ หมายความถึงขั้นที่ว่า

เราอาจจะไปต่อถึงมรรคถึงผลไม่ได้

 

ยกตัวอย่างเช่นไม่ว่ายุคไหนสมัยใด ทําสมาธิไปแล้ว

เกิดความรู้สึกว่างๆ โล่งๆ เกิดความรู้สึกว่าสว่างๆ

แต่ไม่รู้ว่าสว่างนั้นคืออะไร หรือว่าที่ว่างๆโล่งๆนั้น คือส่วนใดของชีวิต

เป็นส่วนที่เราก้าวข้ามมิติปัจจุบันไปสู่มิติอื่นแล้วหรือเปล่า

 

แล้วก็บัญญัติชื่อเรียกอะไรกันขึ้นมา ตามแต่ที่ได้เห็นได้ประสบ

แต่จะไม่มีการเขยิบเข้าใกล้ความเป็นสภาวะปรุงแต่ง

ที่ประกอบกัน ประชุมกัน มาหลอกให้รู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน

 

นี่เลยไม่ได้ไปถึงนิพพาน ต่อให้ปฏิบัติในพุทธศาสนาก็ตาม

บอกว่า ฉันเป็นพวกลูกทุ่ง

ฉันไม่ได้มีความอยากจะไปศึกษาปริยัติหรือว่าภาคทฤษฎี

ฉันเป็นพวกนักปฏิบัติ เป็นพวกที่ไม่ชอบมาจําอะไรวุ่นวาย

หรือว่ามาคิดอะไรวุ่นวาย ฉันชอบปฏิบัติไปตรงๆ

 

ซึ่งก็ได้ผลเหมือนกันนะ แต่พอได้สมาธิขึ้นมาแล้วไปต่อไม่ถูก

ไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ถ้าหากว่าเห็นภาวะทางกาย โดยความเป็นของบิดเบี้ยว

โดยความเป็นของที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่คนอื่นเขาเห็นกันนะ

 

แล้วเสร็จแล้วบอกว่า ฉันไปเห็นภาวะอะไรอย่างหนึ่ง

ไม่เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปเขาเห็น

พูดง่ายๆ ว่า รู้สึกว่าเห็นเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

แต่ไม่รู้จะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร รู้แต่ว่าเหนือกว่าสามัญมนุษย์ทั่วไป

 

รู้อยู่แค่นี้ จําอยู่แค่นี้ แล้วก็ติดอยู่แค่นั้น

เข้าสมาธิได้ แต่ไปถึงมรรคถึงผลไม่ได้

 

แต่ถ้าหากว่าเรากัดฟันนิดหนึ่ง บอกว่าโอเค ฉันจะพยายามทําความเข้าใจ

เกี่ยวกับคําว่า ขันธ์ห้า เกี่ยวกับคําว่า ธาตุหก

สามารถคุยต่อกันได้ สามารถที่จะ จาระไนว่า

สิ่งที่กําลังพบ กําลังเห็นในประสบการณ์สมาธิ หรือว่าขณะเจริญสติ

อธิบายตัวเองได้ อธิบายคนอื่นถูก เกิดประโยชน์เรา ประโยชน์เขา

ทั้งเราทั้งเขาสามารถที่จะ ...

 

อย่างเราคุยกัน นี่ เราคุยกันคําว่าธาตุหกบ่อย ๆ

แต่ยังอาจจะไม่มีใครเข้าใจ ไม่เข้าใจเป๊ะ ๆ ว่าธาตุหกกับขันธ์ห้า

ควรใช้ในวาระไหน สถานการณ์ใด ก็มาปรับให้ตรงกันในเช้านี้

__________________

วิปัสสนานุบาล EP 98 | จันทร์ 21 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ : ความเข้าใจการใช้คำ ‘ขันธ์ห้า ธาตุหก’

ถอดคำ : เอ้

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 95 (เกริ่นนำ) ก้าวข้ามจากเขตคนฟุ้งซ่าน สู่เขตนักเจริญสติปัฏฐาน - 17 มีค. 65

EP 95 | พฤหัส 17 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ : ก้าวข้ามจากเขตคนฟุ้งซ่าน สู่เขตนักเจริญสติปัฏฐาน

 

พี่ตุลย์ : ชีวิตเป็นสิ่งที่อาศัยความรู้สึกเอาเป็นหลัก

 

ของแต่ละคนนี่ไม่เหมือนกัน

อย่างบางคนบอกว่าตัวเองเป็นคนจน เอาอะไรมาวัดว่าเราจน

ก็ขึ้นอยู่กับความอยาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกขาด

หรือความรู้สึกพร่องในชีวิต ว่าเราพร่องมากกว่าคนส่วนใหญ่ไหม

อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ เหมือนคนส่วนใหญ่ไหม

 

หรือ ถ้าบอกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ในเขตคนรวย

ก็อาจจะอาศัยการเปรียบเทียบว่า ตนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ฟุ่มเฟือย

 

หรือบางคน บอกว่าตัวเองอยู่ในเขตคนรวย

เพราะไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าที่กําลังมีอยู่

 

ความรู้สึกคือ .. สมมุติว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเลย

เงินสดอยู่ในธนาคารนี่ มีหนึ่งแสนบาท

คนหนึ่งบอกว่า ชีวิตของตัวเองอยู่ในเขตคนจน

ขณะที่อีกคนอาจจะบอกว่าชีวิตของตน อยู่ในเขตคนรวยแล้ว

 

ไม่ได้โกหกทั้งคู่ ไม่ได้แกล้งหลอกตัวเองทั้งคู่

แต่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

ขึ้นอยู่กับว่าเราอาศัยความรู้สึกแบบไหนมาตัดสิน

 

ความรู้สึกที่ชัดเจนอยู่กับใจตัวเอง ที่รู้อยู่กับตัวเอง เป็นปัจจัตตัง

บอกใครไม่ได้นี่แหละ ที่เป็นตัวตัดสินว่าชีวิตของเราอยู่เขตไหน

 

หากไม่เอาเรื่องรวยเรื่องจน เอาเรื่องโชคดีโชคร้าย   

เรื่องชะตา อยู่ในเกณฑ์ดีหรือเกณฑ์ร้ายในแต่ละช่วง

บางคน มีความรู้สึกว่าตัวเองเข้าเขตชีวิต ในแบบที่เป็นเขตชะตาร้าย

เพราะว่าทําอะไร ๆ ผิดหมด ตัดสินใจอะไรพลาดหมด

ดูเหมือนกับว่าใคร ๆ ทั้งโลกมองตัวเองไม่ดีหมด

แล้วไป ๆ มา ๆ ที่แย่ที่สุด ก็คือตัวเองนั่นแหละ

ที่ซ้ำเติม แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองนี่ไม่เอาไหน ห่วยแตก

ทําอะไรไม่เข้าท่าผิดพลาดไปหมด

คิดอะไรไปพูดอะไรไป เหมือนกับทำให้ชีวิตถูกกดต่ำลงตลอด

 

อย่างนี่ นี่ก็ประมาณว่าเข้าเขตชะตาชีวิตร้าย ทุกอย่างไม่เป็นใจ

มีแต่ประดังเข้ามา ถาโถมเข้ามา ทําให้รู้สึกว่าตัวเองนี่

กําลังอยู่ในภาวะที่ทั้งโลก กําลังรุมทําร้าย

 

แต่ถ้าบอกอยู่ในช่วงที่ชะตาดี อะไร ๆ ปรุงแต่งใจ

ให้รู้สึกว่า ฉันโชคดีจัง เดี๋ยวก็มีลาภลอยมา

เดี๋ยวก็มีคนเลื่อนยศเลื่อนตําแหน่งให้ เดี๋ยวก็มีคนหาเงินให้

ทําให้รู้สึกดี ทําอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ได้รับคําชม

ได้รับการสรรเสริญ ได้รับการอุ้มชู

อย่างนี้ก็เรียกว่า ชีวิตปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ากําลังเข้าเขตคนชะตาดี

 

ที่พูดมาทั้งหมดเพื่ออะไร

เพื่อบอกว่าชีวิตมีเขตอยู่จริงๆ

 

เราไม่ต้องไปพูดเรื่องชะตา

เราไม่ต้องไปพูดเรื่องรวยเรื่องจนก็ได้

พูดแค่เรื่องความรู้สึก รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตแบบไหนอยู่

ดีหรือไม่ดี น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ

แล้วเป็นความรู้สึกที่แกล้งหลอกตัวเองไม่ได้

 

บางที บางคน เกิดจากความคิดที่ห่อหุ้มอยู่หนาแน่น

เกินกว่าที่จะย้ายความคิดออกจากหัว

 

คนอื่นเขามองว่าแบบนี้โชคดี วาสนาสูงมาก

แต่ความรู้สึกตัวเอง ความคิดที่กัดกร่อนหัวใจอยู่ ที่สะสมมานาน

พอกหนามานานนี่ บอกตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง

เป็นคนที่เหมือนกับอะไร ๆ ดูขาด ..

ขาดตกบกพร่อง ดูไม่สมใจ ดูไม่เต็มอิ่ม

 

เหมือนกัน อย่างเวลาที่คนเรา มาฝึกสมาธิ

คนมักเข้าใจว่า การทําสมาธิคือเรื่องเล่น ๆ คืองานอดิเรก

คือเรื่องที่จะมาปัดเป่าความฟุ้งซ่านว้าวุ่นใจ ชั่วคราว

มองสมาธิเป็นของเล่น เป็นของผ่านมาแล้วผ่านไปแบบดอกไม้ริมทาง

 

จุดหมายหลักของชีวิตคนส่วนใหญ่หาเงิน หาความบันเทิง

มีครอบครัวที่อบอุ่น หรือว่าได้เล่นมือถือตลอดวันตลอดคืน

แล้วแต่ว่าจุดประสงค์ที่ใจไปปักนี่คืออะไร

แต่ที่จะมาทําสมาธิ แล้วบอกตัวเอง

สงสัยไม่ถูกโฉลกกับการนั่งสมาธิ ไม่ว่าจะแบบไหน

มันฟุ้งซ่าน อยากจะออกจากสมาธิ อยากจะไปเล่นเกมส์

อยากจะไปคุยกับใครสักคนหนึ่ง อยากจะไปแชท อยากจะไปดูซีรี่ส์

แล้วก็บอกว่า ชาตินี้ตัวเองคงไม่มีหวังได้ทําสมาธิ กับใครเขา

 

แล้วก็พอฟุ้งจัดขึ้นมาที ชีวิตถาโถมเข้ามา

ทําให้ใจถูกปรุงแต่งไปในทางแย่ ก็คิดอยากจะมาทําสมาธิเสียอีกทีหนึ่ง

คนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ .. อันนี้เรียกว่า คน

 

มนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะชาติใดชาติหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่หลาย ๆ ชาติ

ถ้ามาจับพลัดจับผลู มีวาสนาได้เกิดเป็นมนุษย์

ก็มักจะอยู่ในเขตของมนุษย์ ผู้พยายามทําสมาธิ หรืออยากทําสมาธิ

แต่ทําไม่สําเร็จ เพราะว่าบอกตัวเอง ไม่มีกําลังมากพอ ไม่มีบุญพอ

 

การจะทําสมาธิได้ แล้วมีความรู้สึกเหมือนขนม รู้สึกมีความสุข

ต้องอาศัยอะไรบ้าง?

 

ต้องอาศัยความรู้สึกดี ๆ กับสมาธิ

ต้องอาศัย background ทําความเข้าใจพื้นความรู้อะไรแค่ไหน

แต่ละคน ก็จะเห็นว่าตัวเอง มาถึงจุดที่

มองสมาธิเป็น สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม หรือว่าเอื้อมคว้ามาได้แล้ว

 

ถ้าหากเอื้อมคว้ามาได้แล้ว แล้วรู้สึกว่าตัวเองทําได้เรื่อยๆ

ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ทําได้เรื่อย ๆ

อย่างนี้เรียกว่า มีชีวิตที่เข้าเขต ความเป็นนักทําสมาธิ

 

คือนักทําสมาธิ หมายถึงว่า เรารู้สึกว่าตัวเอง มีความสามารถมากพอ

ไม่ได้พูดเรื่องบุญเรื่องบาปอะไร แต่มีความสามารถมากพอ

มีความเข้าใจมากพอ มีมุมมองภายในที่จะเห็นว่า

ดําเนินจิตอย่างไร ตั้งจิตไว้อย่างไร วางจิตไว้อย่างไร

ถึงเกิดภาวะที่เรียกว่า สมาธิ ขึ้นมาได้

 

นี่ อย่างนี้ จะยกระดับขึ้นมาเหนือ นักพยายามทําสมาธิ

หรือคนพยายามทำสมาธิทั่วไป

 

พอเข้าเขตทําสมาธิได้ ทําไปทําไป ในที่สุด จะข้ามไปอีกเขตหนึ่ง

เป็นเขตของผู้มีจิตทรงสมาธิ คือไม่ต้องพยายามทํา

ไม่ต้องพยายามมาบีบคั้นหรือกดดันตัวเอง

 

แล้วก็ไม่ใช่แบบว่าทําได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่จิตมีปกติเป็นสมาธิอยู่เอง

อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีจิตทรงสมาธิ เป็นอีกเขตหนึ่ง ของชีวิต

 

ไม่ใช่แค่ พยายามทํา หรือว่าทําได้บ้าง ทําไม่ได้บ้าง

แต่จิตโดยรวม มีปกติเป็นสมาธิได้

 

เพราะฉะนั้น ตอนที่ใครก็ตามที่อยู่ในห้องนี้

แล้วยังมีความรู้สึก.. แหม อยากทําสมาธิ

แต่พอทําแล้วมีความทุกข์ มีความอึดอัด ไม่เข้ากับชีวิตตัวเองเลย

 

ก็ ขอให้พิจารณาว่าเรายังอยู่ในเขตคนธรรมดา

ที่ต้องถูกความฟุ้งซ่าน รุมเร้า ยังไม่เข้าเขตคนทําสมาธิ

ได้แต่อยู่ในเขต พยายามทําสมาธิ ยังไม่ถึงเขตที่จะได้มีสมาธิกับเขา

 

ซึ่งตรงนี้ถ้าเรามองเป็นภาพรวมภาพใหญ่ว่า

การทําสมาธิ ไม่ใช่แค่การมานั่งจ้องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แป๊บ ๆ

แต่เป็นเขตของชีวิต

 

เขตที่ว่า คุณจะอยู่ในเขตคนฟุ้งซ่านทั่วไป

กับเขตคนที่ทําสมาธิเป็น หรือเขตคนที่มีจิตทรงสมาธิได้

นี่เป็นเรื่องข้ามเขตชีวิตกัน

 

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อะไรแค่จุดเริ่มต้นว่าพยายามแล้วแต่ยาก

หรือว่าพยายามแล้วแต่ทําไม่ได้

ตรงนั้น คุณยังแค่ไม่ ข้ามเขต .. ถ้าข้ามเขตไปแล้ว ไม่ต้องพยายาม

อย่าไปสงสัยว่า ทําไมสําหรับบางคนถึงยากนัก ที่จุดเริ่มต้น

 

ทีนี้ ที่เราทํา ๆ กันอยู่ในห้องวิปัสสนานุบาล

ไม่ใช่ แค่เรื่องของการข้ามเขตจากชีวิตฟุ้งซ่าน

มาเป็นเขตของนักทําสมาธิ หรือว่าเขตของผู้มีจิตทรงสมาธิเท่านั้น

แต่เป็นเขตของสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นอะไรอีกเขตหนึ่ง

แยกออกมาเป็นต่างหากอีก จากพวกทําสมาธิทั่วไป

 

มีพรมแดนที่เป็นต่างหากจากทุกเขตที่เป็นที่รู้จักกันในสังสารวัฏทั้งหมด

เพราะเป็นเขตที่ใกล้กับมรรคผล

 

อย่างพวกเราหลายๆ คนในนี้เริ่มเข้าใจว่า

สมาธิ ไม่ใช่ธงชัย แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้น

ที่เราจะ ยกขึ้นทาง ที่เรียกว่าวิปัสสนา

 

ถ้าไม่เข้าใจ มองภาพไม่ออกว่าวิปัสสนาคืออะไร

ก็เอาเป็น เล็งเข้ามาที่ประสบการณ์ภายใน

อย่างที่หลาย ๆ คนเกิดความรู้สึกขึ้นมาวันต่อวัน เพิ่มขึ้น ๆ ทุกทีว่า

กายนี้ใจนี้ เป็นแค่ธาตุหก ที่คงรูปคงร่างอยู่เป็นธาตุดิน

 

ไม่ใช่ดูเอาด้วยตา

ดูเอาด้วยตา อย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเห็นว่าเป็นธาตุดิน

แต่ต้องสัมผัสเอาด้วยใจ

 

ใจที่เริ่มตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วมีมุมมองว่าเป็นวัตถุธาตุ

ที่มีความเสมอกัน กับวัตถุธาตุอื่น ๆ รอบห้อง รอบตัว รอบโลก

 

ซึ่งอุบายวิธี ก็คือเราเอาวัตถุนี้หมายเลขหนึ่ง ไปยืนเทียบกับผนัง

ซึ่งก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นี่ก็วัตถุชิ้นหนึ่ง นั่นก็วัตถุอีกชิ้นหนึ่ง

แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ถ้าสามารถหลับตา

แล้วสัมผัสได้ถึงวัตถุรอบ ๆ ตัว

ก็รู้สึกขึ้นมาจริง ๆ ว่าทั้งหลายทั้งปวง เป็นธาตุดินที่คงรูปคงร่าง

แล้วก็กินพื้นที่ว่าง เป็นต่างหากจากกัน แยกจุดแยกตําแหน่งจากกัน

 

จุดเริ่มต้นที่จะให้รู้สึกว่ากายใจเป็นธาตุหกจริง ๆ ก็เอากันที่ตรงนี้ในห้องนี้

แต่จุดที่เป็นจุดเชื่อมต่อ ก็มีความสําคัญ

 

จากเขตของผู้ทําสมาธิธรรมดา มาสู่เขตของ นักเจริญสติปัฏฐาน

เราเจริญอานาปานสติกันมาก่อน

แบบที่ทําให้เกิดความคุ้นเคยว่า

ภาวะในกายในใจนี้เป็นอย่างไร กําลังหายใจออกอยู่

ภาวะในกายในใจนี้เป็นอย่างไร กําลังหายใจเข้าอยู่

 

ตัวที่เรามองเห็นว่า ภาวะทั้งหลายทุกลมหายใจเข้าออก

สักแต่เป็นของที่ปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว

จากความคิด ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์อะไรก็ตาม

อย่างนี้ ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่บอกได้ว่าเราอยู่ในเขตของผู้เจริญสติ

 

แล้วผู้เจริญสติปัฏฐาน

มีมาตรวัดที่ชัดเจน ที่เด่นชัดออกมาจากนักทําสมาธิอย่างไร

 

ก็ดูตรงที่ว่าเข้าจุดที่จะรู้สึก ว่าจิตสัมผัสอะไร ๆ แล้ว

สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าคิด สักแต่ว่าสัมผัสรู้

โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวเป็นตนหรือเปล่า

 

ถ้าเข้าจุดนี้ ถ้าเริ่มเข้าจุดนี้ได้ จะจากการเดินจงกรมหลับตา

หรือจะจากการเจริญอานาปานสติก็ตาม

เราบอกตัวเองได้ว่า เราย้าย.. อัพเกรดจากเขตของนักทําสมาธิ

ขึ้นมาเป็นนักเจริญสติได้จริง ๆ

 

และยิ่งถ้าหากว่า ยกระดับการเข้าจุด เป็นการเข้าฝัก

คือรู้สึกอยู่ได้เรื่อย ๆ จิตมีความเป็นสมาธิ นิ่งเงียบสงบ ว่าง

ไม่ปรุงแต่งอะไรที่เกิน ๆ แต่มีความปรุงแต่งในแบบที่จะสัมผัสรู้ตามจริง

ว่าอะไร ๆ ที่กําลังปรากฏอยู่ไม่ว่าจะกายนี้ใจนี้ หรือว่าสิ่งภายนอกก็ตาม

สักแต่ว่า เป็นเครื่องกระทบกันและกัน มีอายตนะมาประจวบกัน

 

อายตนะภายใน อายตนะภายนอก ทั้งฝั่งเราฝั่งนี้ ทั้งฝั่งเขาฝั่งโน้น

ไม่มีใครด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีตัวใคร ไม่มีบุคคล ไม่มีเราเขา

มีแต่ภาวะของธาตุ มีแต่ภาวะของขันธ์ ด้วยอาการที่สักแต่ว่า ๆ อยู่

 

นี่ ตรงนี้จะเป็นเขตอีกเขตหนึ่ง ที่ทําให้เรามีความเข้าใจในชีวิตอีกแบบหนึ่ง

มองภาพชีวิตกับตาลปัตรกับชาวบ้านเขาหมดเลย

ไม่มีเขตคนรวยคนจน ไม่มีเขตคนชะตาดี ชะตาร้าย

ไม่มีเขตคนพยายามทําสมาธิ นักทําสมาธิ หรือว่าผู้ทรงสมาธิ

 

มีแต่เขตของจิต ที่มีความรับรู้ว่า

ทั้งหลายทั้งปวงมีแต่ธาตุ ทั้งหลายทั้งปวงมี  มีแต่ขันธ์

ที่มาหลอกให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เป็นขณะ ๆ

 

ถ้าหากว่าขณะไหน

จิตมีความว่าง ไร้ความคิด ไร้ความปรุงแต่งในเชิงที่เอาเข้าตัว

มีแต่ความปรุงแต่งในเชิงสัมผัส รู้ตามจริง

อะไร ๆ สักว่าเป็นธาตุหก

อะไร ๆ สักว่าเป็นขันธ์ห้า

ไม่ว่าฝั่งนี้หรือฝั่งไหน

 

ตัวนี้.. สักแต่ว่า ๆ ไปเรื่อย ๆ ในที่สุด จะเข้าเขตอีกเขตหนึ่ง

ข้ามเขตไป  ข้ามเขตนักเจริญสติไปเป็นเขตของผู้มีสติที่ทรงอยู่

หรือว่าผู้ทรงสติ แบบที่พระพุทธเจ้าอยากให้มีสติแบบนั้น

 

มีสติแบบนั้น ถ้าเป็นระดับสูงสุดก็เรียกว่า

มีสติที่เป็นธรรมชาติอยู่ในตัวเอง

จิตพรากออกมา จากขันธ์ทั้งห้า

แล้วก็มี ความรู้อยู่ตลอดเวลา ระลึกได้อยู่ตลอดเวลาว่า

อะไร ๆ ที่ปรากฏโดยความเป็นขันธ์ห้า และธาตุหก

ไม่มีตัวใคร ไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ต้องใช้ความคิด

อันนั้นเป็นเขตที่ต่างหากไปเลย หลุดไปเลย

พ้นไปจากที่ เรา ๆ ท่าน ๆ นี่จะไปรับรู้ว่ามีความสุขขนาดไหน

 

รู้ได้แค่อนุมานว่า คงไม่มีความทุกข์อีกแล้ว

เพราะว่าจิต แยกออกมาเป็นอีกเขตหนึ่ง

เป็นเขตของความว่าง จากความรู้สึกในตัวตน

เขตของความว่างจากการปรุงแต่ง ว่ามีตัวเรา

 

พวกเราก็กําลังกระต้วมกระเตี้ยมดั้นด้นกันอยู่

แล้วก็หลาย ๆคน ก็แสดงสัญญาณบอกว่า

อาการสักแต่ว่า เข้าเขตสักแต่ว่า นี่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

 

ขอแค่เอาจริง แล้วก็ มีความเข้าใจ

ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอานาปานสติมาอย่างไร

สอนให้สัมผัสรู้ ความเป็นธาตุหกอย่างไร

อันนี้เราสามารถเอาไปเทียบเคียงกันได้กับพระไตรปิฎกนะครับ

_____________

วิปัสสนานุบาล EP 95 | พฤหัส 17 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ : ก้าวข้ามจากเขตคนฟุ้งซ่าน สู่เขตนักเจริญสติปัฎฐาน

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=OYXz7doo8kY&t=65s

 

วิปัสสนานุบาล EP82 (เกริ่นนำ) - 26 กพ. 65

EP82 | เสาร์ 26 กุมภาพันธ์ 2565

 

พี่ตุลย์ : แต่ละครั้งที่จะเข้าไลฟ์ ผมก็นึกถึงความสุขที่ได้จากการเห็นความก้าวหน้าของแต่ละท่าน

 

ทุกวันนี้ก็รู้สึกอย่างนี้จริงๆ คือมีความสุขได้ทุกวัน

เป็นเหมือนกับอีกวันหนึ่ง

แต่ไม่ใช่แค่วันธรรมดาเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป

___________

วิปัสสนานุบาล EP 82

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=QeJIB5s7Dd4

 

 

 

วิปัสสนานุบาล EP97 (เกริ่นนำ) : ความเอาจริง - 19 มีค. 65

EP97 | เสาร์ 19 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ : ความเอาจริง

 

พี่ตุลย์ : สวัสดีครับทุกท่าน

 

ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องว่าเราเอาจริงหรือยัง

แล้วเราควรจะตั้งความคาดหวังไว้แค่ไหน

 

วิธีที่จะดูได้ว่า ตัวเองสามารถคาดหวังได้ตามเป็นจริง

หรือสามารถคาดหวังได้แบบลมๆ แล้งๆ ดูง่ายๆ ที่

คุยกันสองคืนติดกันมาแล้ว เรื่องเกี่ยวกับ ‘ความเอาจริง’

 

แต่นอกจากความเอาจริงแล้ว จะมีรายละเอียดอื่นๆ

ที่จะบอกได้แบบเกิดความรู้สึกตระหนัก

ไม่ใช่ฝันลมๆ แล้งๆ เกี่ยวกับเรื่องของความพร้อม

 

ความพร้อมว่า เราทำไป มีทิศทาง มีเป้าหมายที่ชัดเจนหรือยัง

เราทำไป มีความรู้ ความเข้าใจกับภาวะ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น

เพียงพอกับการที่เราจะเห็นความคืบหน้า เป็นเครื่องยืนยันได้แค่ไหน

 

อย่างเช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า

ถ้าปฏิบัติมาได้ผล เจริญสติได้ผล โลภะ โทสะ โมหะ ต้องเบาบางลง

 

ถ้าปฏิบัติมา ไม่ว่าจะแนวไหน อ้างว่าดิบดีหรือตรงทางเพียงใดก็ตาม

แล้ว โลภะ โทสะ โมหะ ไม่เบาบางลง

อันนี้พระพุทธเจ้าไม่รับประกัน ว่าเราทำมาถูกทางแล้วหรือยัง

 

แต่ถ้ามีรายละเอียดตรงนี้ ..

โลภะ โทสะ โมหะ เบาบางลงอย่างเป็นไปเอง ไม่ใช่คิดไปเอง

คือเป็นไปเองตามธรรมชาติ

รับรู้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งว่า กิเลสเราเบาบางจริง

 

อย่างนี้ถือว่าค่อยๆ เป็นคำยืนยันให้ตัวเองได้ว่า มาถูกทาง

ไม่ใช่คิดไปเอง หรือไปฟังคำรับรองจากใคร

แล้วมาบอกว่าเขารับรองแล้วว่าดี ก็เชื่อว่าคงดี

แต่ไม่สำรวจดูด้วยตัวเองว่า หลักฐานที่ประจักษ์อยู่กับตัวเองแท้ๆ

ดีหรือยัง ดีหรือไม่ดี

 

เรื่องของความคาดหวัง ..

คนเรา ถ้าทำไปแบบไม่คาดหวังอะไรเลย ก็จะไม่ได้อะไรเลย

เพราะจะไม่ออกจากก้าวแรก ไม่มีแรงผลักดันมากพอให้ move

 

แต่มีความขัดแย้งกันอยู่ตรงนี้แหละ เหมือนความย้อนแย้ง

ที่ทางพุทธศาสนาบอกว่า การปฏิบัติไปถึงที่สุด

สิ่งที่เราจะคาดหวังได้ คือดับทุกข์

แต่รายละเอียดของการดับทุกข์ เงื่อนสำคัญคือ

เราจะต้องปลดล็อค ความรู้สึกในตัวในตน ออกให้ขาด

 

ทีนี้ จะสวนทางกับไฟ ความทะเยอทะยาน

ความอยากจะทำอะไร ของมนุษย์ธรรมดาสักคน

 

เราคาดหวังว่าจะดับทุกข์

แต่ในอีกทางหนึ่ง เราต้องคาดหวัง ให้ตัวเองหมดความรู้สึกในตัวตน

มันย้อนแย้งมาก บางคนบอกว่าทำใจไม่ถูกเลย

เพราะรู้สึกมีไฟ กระตือรือร้น ร้อนรน อยากได้มรรคได้ผล

แต่ปรากฏว่า ถูกตัดสิน บอกว่าใช้ไม่ได้

ร้อนรนเกินไป ใจร้อนไป รีบเร่งไป

ก็ .. อ้าว แล้วแบบนี้จะให้ทำอย่างไร

 

ตอนร้อนรน ก็บอกว่าเป็นไปเพื่อตัวตน

เพื่อความคาดหวังแบบผิดๆไม่ตรงทิศตรงทาง

แต่ครั้นจะเฉื่อยๆ เนือยๆ

ก็บอกว่าไม่มีไฟมากพอ ที่จะให้ก้าวไปข้างหน้า

 

แล้วที่ balance ที่อยู่ตรงกลาง สมดุลอยู่ตรงไหน

 

ทีนี้ คนยุคเรามักจะไป ใช้คำว่า ‘ทางสายกลาง’ ซึ่งใช้กันผิดๆ

 

ถ้าจะฟังคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ที่แท้จริงต้องไปดูด้วยว่า

พระพุทธเจ้าท่านหมายถึง

ไม่ให้ทุกข์เกินไป อย่างทรมานร่างกายเจียนตาย

อย่างนั้นสุดโต่งในทางที่จะทำให้ยึดติดอยู่กับความทุกข์

 

แต่ครั้นจะเสพสุขแบบโลกๆ ท่านก็ว่าไม่ได้

นั่นเกินไป น่าติดใจเกินไป

เกินกว่าที่จิตจะทิ้งขว้างความเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปนามนี้

มันจะไม่ยอมเชื่อว่ากายนี้ใจนี้ไม่ดี ไม่น่าเอา

สมควรจะทิ้งขว้าง ให้เหมือนถ่มเสลดออกจากปาก

 

คำว่าทางสายกลางของท่าน เอาง่ายๆ คือทำจิตให้วิเวก

ไม่ใช่ตรงกลางในแบบที่เล่นๆ ก็ได้ แล้วก็นึกจะขยัน ก็ขยัน

ไม่ใช่อะไรแบบนั้น

 

ทางสายกลางที่พระพุทธองค์ว่านี้ ต้องมีไฟนะ ต้องมีฉันทะ

 

ถ้าเราสำรวจ ส่องสังเกตดีๆ มีความเข้าใจที่ชัดเจนต้องมีไฟ

แต่ไฟในที่นี้ ต้องไปถึงจุดหนึ่ง

พูดง่ายๆ ว่าจิตเราต้องมีความสงบ

มีความตื่น มีความพร้อมรู้ มีความพร้อมทิ้ง

 

อันนี้รวบรัดให้แล้วนะ เอาแบบที่บอกว่า

อยากได้แบบไม่ต้องใช้ศัพท์แสงอะไรทั้งสิ้น

 

จิตต้องตื่น มีความพร้อมรู้ มีความพร้อมทิ้ง

 

ถ้ามีความตื่น มีความพร้อมรู้ มีความพร้อมทิ้ง

แบบนี้แหละคือทางสายกลางแบบที่จะไปถึงมรรคถึงผลได้

 

พูดง่ายๆ ว่า ขึ้นต้นมา จะร้อนรน

จะมีความรู้สึกว่า ทะเยอทะยานอยากได้มรรคผลอย่างไร

ตรงนั้นยกไว้เป็นจุดเริ่มต้น

 

แต่จุดที่ต้องคำนึงถึงคือ เมื่อขึ้นทาง เมื่อพยายามเจริญสติแล้ว

สติของเราอยู่ในความพอดิบพอดี

ที่ใจจะได้มารู้ภาวะทางกายภาวะทางใจ หรือพฤติกรรมตัวเองแค่ไหน

 

ถ้ามันยื่นๆ ทะเยอทะยาน จะเอาอนาคต ไม่เอาปัจจุบัน

แบบนี้ ถ้ามีความตื่น มีความพร้อมรู้

ก็จะพร้อมทิ้งความทะเยอทะยานส่วนเกินนั้น

 

แล้ววิธีทิ้ง ไม่ใช่ตัดใจทิ้ง แต่เห็นว่านั่นเป็นส่วนเกิน

นั่นเป็นความปรุงแต่ง ในแบบที่จะกั้นขวาง หรือบดบัง วิถีแห่งปัญญา

ไม่ได้ส่งเสริม ไม่ได้เพิ่มเติมที่จะผลักดัน ให้เราเข้าใกล้มรรค เข้าใกล้ผล

 

ตัวของมรรคจิต ผลจิต เมื่อว่ากันโดยความเป็นจิต

คือการทิ้งตัวตน ทิ้งอุปาทานว่ามีตัวอยู่ในกายใจนี้

 

ตัวนี้ ถ้าเรามีความเข้าใจ เห็นภาพกว้าง ภาพรวมอย่างชัดเจน

เราจะไม่หลงทาง แล้วพูดเรื่องมรรคผลได้แบบ save

ไม่ใช่พูดคุยเรื่องมรรคผล เพื่อที่จะยุให้เร่งเอาๆ ขยันหน่อยๆ

เสร็จแล้วขยันไปไหนไม่รู้

 

ตรงเรื่องของทิศทาง เรื่องของเป้าหมาย

ถ้าหากมีความชัดเจน ว่าเราจะเอามรรคจิต ผลจิต

ซึ่งหมายถึงจิตที่ทิ้งความรู้สึกในตัวในตน ที่อยู่ในกายใจนี้

หรือจิตที่ทิ้งอุปาทาน สักกายทิฏฐิ

ว่ามีตัวเราอยู่ในกายอยู่ในใจ หรืออยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า

 

ความสามารถที่จะทิ้งตรงนั้น

จิตต้องมีความตื่น มีความพร้อมรู้ มีความพร้อมทิ้ง

เป็นสมาธิ เป็นปกติ ถึงจะมีอุเบกขา

 

ถ้าเราเข้าใจภาพรวมว่า

เริ่มต้นขึ้นมาร้อนรนได้ ไม่ห้าม อนุญาตเต็มที่

แต่ทำไปๆ ต้องมีสมาธิ และมีอุเบกขา ไม่รีบร้อน

มีแต่ความใจเย็นสะสมไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย

 

ซึ่งตรงนี้ ก็จะไปเจอความย้อนแย้งอีกจุดหนึ่ง

บางท่านบอกว่าไม่มีเวลาเหลือมากพอแล้ว กลัวไม่ทัน

 

ส่วนบางท่าน ก็บอกว่า ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ ตัวนี้ อันไหนดีกว่ากัน

 

มีทั้งข้อได้เปรียบ และเสียเปรียบ เกี่ยวกับเรื่องความต่างระหว่างวัย

ซึ่งเราได้เห็นประจักษ์ตาอยู่ในเหล่าสหธรรมิกที่รวมๆ กันในห้องนี้แหละ

 

ถ้าเรามีอายุยังน้อย จะมีสิ่งที่เป็นเงาตามตัวมา

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นความประมาทในวัย

ความมัวเมาในวัย มีความรู้สึกว่า ยังอยู่ได้อีกนาน

 

ส่วนคนที่มีความรู้สึกว่า วัยของตัวเองใกล้ฝั่ง

ใกล้จะหมดวาระแล้ว ใกล้จะถึงอายุขัย

ที่ผมพบมา คนที่มีความเพียรเจริญภาวนาตอนช่วงอายุที่สูงๆ นี่นะ

จะพบตรงกันหมด คือมีความรู้สึกสิ้นหวัง

มีความรู้สึกว่า ทำไมฉันถึงไม่ได้พบธรรมะ

ไม่ได้พบทางเสียแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย

มาเอาป่านนี้ สงสัยจะไม่ทัน

 

อันนี้ผมขอแยกแยะให้เห็นเลยนะ แล้วก็จะไม่เอ่ยชื่อ

แต่ว่า ทุกท่านคงได้เห็นกันอยู่แล้วในหมู่พวกเรา

มีท่านที่สูงอายุ แล้วก็ทำได้ ดูว่าดีกว่าหนุ่มสาวอีก

เป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มๆ สาวๆ ได้ มีหลายท่านในห้องนี้

 

ไม่เอ่ยนามนะ เพราะเราอยู่ด้วยกัน

จะไม่ให้มีการยกย่องออกหน้าออกตา ว่ามีใครเป็นคนพิเศษขึ้นมา

จะหลีกเลี่ยงนะในห้องนี้

 

คือพี่ๆ ที่เราเห็นมา หรือบางคนจะเรียกยาย เรียกน้าอะไรก็แล้วแต่

เอาตรงๆ คือ มีความรู้สึกว่า ตัวเองเหลือเวลาน้อย

 

ฉะนั้น ที่จะมาประมาท หรือจะมาคิดมาก

เดี๋ยวจะเอาอย่างนั้นดี หรืออย่างนี้ดี ไม่ได้เหลือเวลาให้คิด

มีแต่ความตั้งอกตั้งใจ ทำเวลาที่เหลือ แข่งกับเวลาที่มีอยู่เต็มที่

กลายเป็นข้อได้เปรียบขึ้นมา คือจิตจะแน่วเข้าไป

 

คำว่าเอาจริง จิตมีความแน่วเข้าไป

แล้วอย่างที่เห็นๆ คือ จะออกมาไม่ว่าทางกระแส ให้เรารู้สึก

หรือว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นภาพรูปร่างหน้าตา

ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด เห็นความต่างได้ชัด

 

กลายเป็นว่าที่บอกว่า เหลือเวลาน้อย

เป็นตัวบีบ เป็นตัวตีกรอบ

ให้จิตตั้งมั่นอยู่บนความเอาจริงเอาจัง

 

จากข้อเสียเปรียบ พลิกเป็นข้อได้เปรียบได้

 

ในทางตรงข้าม เมื่อยังประมาท ยังมัวเมาในวัย

ซึ่งอันนี้ ไม่สามารถที่จะไปฉุดดึง ฉุดลากอะไรได้

จิตของคน จิตมนุษย์ มีอิสระ

ที่จะตัดสินว่าตัวเองจะเลือกโฟกัสกับอะไร

 

ถ้าอายุยังน้อย รู้สึกว่าเวลายังเหลือมาก

ก็ไม่ใช่ว่า เวลาเหลือมาก เพื่อการปฏิบัติธรรม

แต่มีทางเลือกอีกเยอะ ให้ไขว่คว้า ให้แสวงหา

ให้สอดส่ายสายตา เหลียวหน้าเหลียวหลัง

 

ฉะนั้น จากคนที่บอกว่าปฏิบัติได้ดีตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วได้เปรียบ

ไม่จริงเสมอไป

 

บางที กลายเป็นช่องให้กิเลสได้โจมตี

หรือครอบงำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า เดี๋ยวแก่ๆ ค่อยเอาจริงก็ได้

หรือทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง ยังมีเวลาอีกเยอะ

 

ความเอาจริงเลยไม่เกิดการสะสมตัว

แล้วไม่เกิดการพอกพูนให้หนาแน่น เป็นปึกแผ่น มั่นคงขึ้นมา

จิตเลยตั้งมั่นเป็นสมธในทางที่จะทิ้งไม่ได้

 

ตรงที่ ข้อได้เปรียบเห็นๆ กับข้อเสียเปรียบเห็นๆ

บางทีก็พลิกกลับตาลปัตรได้

 

ทีนี้ ถามว่า ที่พูดมาทั้งหมด จะสรุปอย่างไร

 

จะบอกว่า สองคืนที่ผ่านมา พูดเรื่องความเอาจริง

ค่อยๆ พูดมาตั้งแต่บอกว่า คนเรามีเขตของชีวิตที่รู้สึกได้ด้วยตัวเอง

ชะตาดี ชะตาร้าย

เขตของคนอยู่ทางโลก หรือคนปฏิบัติธรรม

เขตที่เป็นนักทำสมาธิ หรือเป็นผู้ทรงสมาธิ

เขตที่ยักแย่ยักยันอยู่ ว่าจะเอาหรือไม่เอา กับเขตที่ปักใจแน่วว่าจะเอา

 

ความรู้สึก จะบอกเรา

 

แค่มานั่งดูลมหายใจสองสามครั้ง ไม่ได้ตัดสินอะไรเลย

แต่การที่เรามีชีวิตเป็นปกติอยู่กับอะไร นั่นต่างหาก

ที่บอกได้ว่าเราเข้าเขตไหน

 

แล้วมาถึงจุดที่บอก เอาจริงเอาจัง

จากเหตุปัจจัยทั้งหลาย เรื่องวัยวุฒิ เรื่องช่วงเวลาของชีวิต

ก็มามีความเป็นตัวแปรด้วย

 

 

 

 

 

บางคน ที่เห็นกับตาในห้องนี้เอง ไม่ต้องดูจากที่ไหน

ยังทำงานทำการ หัวยุ่ง แต่ก็สามารถหาเวลาได้

อย่างที่บอกว่า ฉันทะ นี่แหละ เป็นเครื่องผลิตเวลา

สามารถที่จะทำได้วันละสามชั่วโมงบ้าง หกชั่วโมงบ้าง

ทั้งๆ ที่ทำงานวันละเป็นสิบชั่วโมง

นี่ก็มีให้เห็นในห้องนี้ มีหลายคนทีเดียว

 

ส่วนที่บอกว่า ไม่มีเวลา

พอไปดูแล้ว อ๋อ... จริงของเขา

เวลาต้องเอาไปดูซีรีส์ เวลาต้องเอาไปแชท

ต้องเอาไปตามข่าวที่น่าสนใจ เป็นข่าวที่ขาดไม่ได้

ไม่อย่างนั้นเอาไปเม้ากับเพื่อนไม่รู้เรื่อง

 

การที่คนเรา แบ่งเวลาในชีวิตเอามาใช้ทำอะไร

ห้ามกันไม่ได้ ว่ากันไม่ได้ โทษกันไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน

 

ทีนี้ ที่เราจะบอกกับตัวเอง ..โจทย์ตั้งต้นที่พูดมา บอกว่า

เราจะคาดหวังอะไรได้ กับเรื่องของมรรคผล มีข้อสังเกตอะไรที่ชัดเจน

คือแทนที่เราจะไปพูดถึงเองคุณภาพจิต คุณภาพสมาธิ คุณภาพสติ

ได้รับการรับรองจากใครว่า นี่เจ๋งแล้ว

 

เรามาสำรวจตัวเองดีกว่า ว่าเราให้เวลากับอะไรโดยมาก

ความสนใจจริงๆ ที่เราเล็งไป

 

ถ้าบอกว่า โอเค เราเข้าใจหลักการที่จะเจริญสติ

เราเข้าใจแล้วว่า เป้าหมายชีวิตเรา คือการเอามรรคเอาผล

แต่ใจของเรายังเล็ง เลือกใช้เวลาไปในทางที่ย่ำอยู่กับที่

หรือย้อนถอยไปข้างหลัง ไม่ได้ไปข้างหน้าหาเป้าหมาย คือมรรคผล

 

แบบนี้ ลึกๆ ก็จะบอกตัวเองได้อยู่แล้วว่า

ยังมีสิทธิ์ มีเสียงไม่ได้เต็มที่เต็มทางนัก

 

แต่ถ้าเราส่องสำรวจแล้วรู้สึกว่า

เวลาในชีวิตเรา อุทิศให้กับเรื่องของการเจริญสติ

เข้ามารู้เข้ามาดูในกายใจ แล้วเห็นความคืบหน้ามากขึ้นๆ

มีความคงเส้นคงวา มีความปักหลักมั่นคงที่จะรู้ที่จะดูกายใจ

โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เป็นรูปนาม

 

ตัวนี้ ระดับความคาดหวัง จะยกขึ้นมา

ด้วยความสมัครใจที่จะใช้เวลาในชีวิต ไปในเรื่องนี้

 

อย่างบางคน .. ไม่ได้ว่าใครนะ อุทิศชีวิตก็จริง

แต่เสียดาย ที่ไปอุทิศให้กับการปฏิบัติในแบบที่จะจ้องเอาๆ

 

บางคน ใช้เวลาหกสิบปี อยู่กับสมถะ แล้วก็ไม่รู้ตัว

คือไม่รู้จะเอาอะไรมาตัดสิน

อันนี้แม้แต่ในพระคัมภีร์ก็มีนะ แต่เป็นคัมภีร์ชั้นรองลงมา

 

คือทำสมถะอยู่ 60 ปี แต่ไม่ได้อะไรเลย เกิดความเศร้าหมอง

ตอนที่ก่อนจะตาย รู้ตัวว่ายังไม่ได้มรรคผล

เสร็จแล้ว ก็ไปพะวงติดข้องอยู่กับกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิดวินัยสงฆ์

เสร็จแล้วจิตท้ายๆ ของชีวิต ไปจับเอากรรมไม่ดีตรงนั้น

ซึ่งไม่ได้ผิดร้ายแรงอะไรเลย แค่ผิดวินัยสงฆ์เล็กๆ น้อยๆ

แต่กังวลว่าเราไม่ได้ปลงอาบัติ ก็เลยไปเกิดในที่ต่ำก่อน อย่างนี้ก็มีนะ

 

คือบางทีเรื่องว่าใครมีโอกาสเจอทาง ไม่มีโอกาสเจอทาง พูดยากจริงๆ

แล้วจะมาอวดอ้าง มาตีฆ้องร้องป่าว ว่าฉันถูก ฉันดี

แบบนี้ก็เหมือนฆ้องที่อยู่ๆ ดังเอง

ก็เอาไปพิสูจน์ด้วยคำพูดไม่ได้ ของพวกนี้ ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี

 

ทีนี้ อย่างพวกเรา ก็ขอย้ำอีกที

ถ้าจะถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ก็คือ

มีเครื่องเปรียบเทียบ เป็นสหธรรมิกที่เจริญสติมาด้วยกัน

แล้วเห็นๆ กันว่ามีความเจริญ มีความคืบหน้ามาถึงไหนกันแล้ว

 

ทั้งเทียบจากความรู้สึกของตัวเอง จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน

ทั้งเทียบจากการที่ฟังคนอื่นบอกเล่า

 

ถ้าเราอยู่ในเส้นทางที่แน่ใจได้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ

โดยเฉพาะตัว โมหะ เบาบางลง ความรู้สึกในตัวตนน้อยลง

ความรู้สึกว่ากายนี้ใจนี้เป็นของฉัน เป็นตัวฉัน หรือเป็นกู น้อยลง

นี่ก็คือว่า น่าจะคาดหวังได้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้

ให้แนวทางไว้ว่า จะสำรวจสังเกตตัวเอง

ว่าปฏิบัติมาถูก ปฏิบัติมาดี มีอะไรเป็นเครื่องวัด

 

เพราะฉะนั้น ความคาดหวัง เอาจริง ให้เวลา

แล้วก็ดูความคืบหน้าผ่านกิเลสของตัวเอง

อย่าไปดูคำรับรองจากคนอื่น

 

ผมนี่ไม่ชอบเลย ให้คำรับรองใคร

แต่นี่เรามาทำๆ กันในช่วงปีแรก ก็จำเป็น

ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัด

 

แต่เดี๋ยวพอทำไปถึงจุดหนึ่ง เราจะทำงานร่วมกัน

เราจะไม่ใช่แค่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมาตัดสิน

หรือมากำหนดทิศทางของห้อง

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 97

วันที่ 19 มีนาคม 2565

ถอดคำ : เอ้