วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 89 (เกริ่นนำ) ความยากในการได้มรรคผล - 8 มีค. 65

วิปัสสนานุบาล EP 89 | อังคาร 8 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – ความยากในการได้มรรคผล

 

พี่ตุลย์ : วันนี้มาคุยกันนิดหนึ่ง เรื่องของ ‘ความยาก’ ที่จะได้มรรคได้ผล

 

เพราะถ้าหากว่าไม่คุยกันบ้างเลย ก็อาจจะเข้าใจว่า

มรรคผลนี่ ง่ายเกินไป หรือยากเกินเอื้อม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

ที่พอดีๆ ปานกลางไม่ค่อยมี สำหรับคนที่ไม่เข้าใจไม่รู้ไม่เห็น

เพราะอะไร?

 

เพราะว่า การที่เราอยู่กับการปฏิบัติ ที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

อย่างไรๆ ก็ เดาทางไม่ถูกว่าง่ายหรือยาก

เป็นสิ่งที่เราจะทำได้ในชาติปัจจุบันไหม

หรือว่าจะเป็นเรื่องของอนาคตชาติ ที่เขาว่าๆ กันว่า

ขอให้บุญนี้ จงสำเร็จถึงมรรคผลในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเถิด

อะไรอย่างนี้

 

ความรู้สึกที่ว่า มรรคผล เป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องที่ไกลเกินตัวนี่

ปลูกฝังกันมาจนกระทั่ง เกิดความรู้สึกว่า

ชาตินี้ เป็นชาติที่เราต้องเตรียมเสบียงไว้เยอะๆ ทำบุญไว้เยอะๆ

ไปทำสังฆทาน แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

แล้วอธิษฐานขอให้ได้สักชาติหนึ่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้า

อันนี้เป็นเป็นสิ่งที่สะสมกันมา

 

ทีนี้ วันนี้ ช่วงก่อนที่เราจะไลฟ์กัน ผมอยากพูดถึงตรงนี้

เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ความยากความง่ายนี่

เอาแบบที่เห็นภาพเลย เห็นภาพกันชัดๆ

 

เอาแบบที่ยืนพื้นอยู่บนความจริงในบุคคลหนึ่ง

ที่มีตัวตน คุยกันได้ สามารถที่จะรับฟังกันได้แบบนี้

โตขึ้นมาจากความเป็นเด็ก เบบี้ ขึ้นมาเป็นแบบนี้แล้ว

ยากหรือง่าย เอาอะไรมาวัด

 

ก่อนอื่นเลยคือ ขอบอกว่า

เรื่องของการได้มรรคผล ถ้าทำถูก ง่ายนิดเดียว

แต่ใช้เวลาพอสมควรแก่อัตภาพ

 

ปัญหาคือทำอย่างไรล่ะ ที่ถูก

 

ตรงทำอย่างไรที่ถูกนี่ไม่ใช่บอกว่า

ไปอยู่กับพระอรหันต์มั้ง ไปพบพระพุทธเจ้ามั้ง แล้วเดี๋ยวก็จะง่าย

ไม่ใช่แบบนั้น

 

พระพุทธเจ้าตรัสเอง แม้เกาะสังฆาฏิท่าน ติดตามท่านอยู่กี่ปี ตลอดชีวิตนี่

ก็อาจจะเป็นผู้ห่างไกลมรรคผลได้

เพราะเรื่องความใกล้ความไกลมรรคผล ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

ไม่ได้อยู่ที่การเอากายของเรา ไปตั้งไว้ใกล้กับใคร หรือสถานที่แห่งไหน

 

แต่เป็นเรื่องของการเอาใจของตัวเอง

ไปอยู่ในทิศในทางที่จะสุกสว่าง เจริญขึ้นตามลำดับ เข้าเป้ามรรคเข้าเป้าผล

หรือว่าใจของเรา อยู่ห่างลิบโลกจากเส้นทางของมรรคผล

 

เริ่มต้น ความยากนี่ จริงๆ แล้ว ต้องย้อนไปโน่นเลย

ก่อนที่เราจะพูดว่าใจอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลกับมรรคผล

 

เริ่มต้นความยาก ไม่ใช่นับจากการทำสมาธิ

เดินจงกรมถูกหรือไม่ถูกอะไรแบบนั้น

แต่เริ่มจาก การรู้จักให้ทาน

 

ให้ทานแบบไหน

ถ้าให้ทานแบบหวังผล หวังว่าจะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย

หรือว่าหวังไปนู่น อธิษฐานว่าขอให้ได้มรรคผลในยุคพระศรีอาริย์

ขอให้ได้มรรคผล ในพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เบื้องหน้า

 

อย่างนี้ เป็นการให้ทานในลักษณะที่ ไม่ใช่จะเอาจิตให้เข้าจุดได้

เพราะจิตเตลิดไกล ด้วยจินตนาการในการทำทาน

แบบที่ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ ถึงจะได้รับผลของทาน

 

แต่ถ้าหากว่าเริ่มรู้จักทำทาน ด้วยการคิดสละออก

คือเอาง่ายๆ เห็นคนตกยาก แล้วอยากช่วย และช่วยสำเร็จ

แล้วเกิดความรู้สึกปลื้มใจมากๆ กับการช่วยสำเร็จนั้น

โดยไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้หวังว่าจะให้เกิดผล

หวังว่าจะให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่มามองเห็น มาเห็นหัวเราอะไรแบบนี้

 

ความปลื้มที่เป็นหลักฐานของการช่วยแบบสละให้ สละออก ให้เปล่า

ตรงนั้นแหละ ที่จะเริ่มเป็นสัญญาณบอกว่า จิตนี่เริ่มเข้าที่เข้าทาง

 

ถ้าหากว่าทำทาน ในลักษณะที่สละออกเป็นประจำสม่ำเสมอ

จนกระทั่งมีความสุขที่จะสละออก

มีความสุขที่จะให้เปล่า แบบไม่หวังผลอยู่เรื่อยๆ เป็นปกติ

นี่ตัวนี้ สัญญาณบอกว่า เราสามารถที่จะทิ้งตัวทิ้งตนในขั้นสุดท้ายได้

 

เพราะว่า การสละออกแบบไม่เอาเข้าตัว

ก็คือการสละออกซึ่งตัวตนนั่นเอง

นี่ในระดับการให้ทาน เริ่มแล้วสัญญาณบอก

 

นอกจากนั้น ก็ยังมีเรื่องของการรักษาศีล

 

ถ้าสำรวจเข้ามาแล้วว่า

การรักษาศีลของเรา เป็นไปเพื่อการฟอกจิต ให้ใสสะอาด

ฟอกจิตให้มีความรู้สึกว่า สดใส ไม่เบี้ยวบิดผิดเพี้ยน

อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นสัญญาณบอกความตรงทาง

 

แต่ถ้ารักษาศีลด้วยเหตุผลอื่น เช่นบางคนบอกว่า

ฉันจะรักษาศีล 8 เพื่อให้ตัวตนนี่สูงส่งเหนือมนุษย์

เหนือกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา แล้วก็ไปดูถูกชาวบ้านชาวเมืองเขา

 

บางคนกินมังสวิรัติบ้างกินเจบ้าง เพื่อที่จะไปเปรียบเทียบเห็นว่า

คน(อื่น)ใจร้าย นี่ฉันคนใจดี ฉันเป็นเทวดาอะไรแบบนั้น

 

นี่เรียกว่าเป็นการถือศีลแบบลูบคลำ

เป็นการถือศีล ในแบบที่จะส่งเสริมมานะอัตตา

ไม่ใช่การที่เราถือศีลแล้ว จะฟอกให้จิตใสใจสะอาด

 

ทีนี้ถือศีลไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผลของการถือศีลที่ถูกต้อง ที่ทำให้จิตใสใจเบา

มีผลให้เห็นตรง เห็นถูก แล้วก็มีจิตที่พร้อมจะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย

 

จิตที่ใสที่เบา มีความโล่ง กำหนดนิดเดียว

ก็อยู่กับอะไรอย่างหนึ่ง อย่างนั้นอย่างเดียว

นี่อันนี้ความง่ายของสมาธิ

 

แต่ถ้าจิตบิดเบี้ยวด้วยการผิดศีลผิดธรรม

แค่จะมาทำสมาธิ ก็เห็นเป็นเรื่องตลก

ถ้ายิ่งบอกว่า มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เห็นเป็นเรื่องขำ ที่หลอกลวง

หรือว่ากระทั่ง เห็นเป็นเรื่องของคนไม่ปกติอะไรแบบนั้น

 

นี่ตรงที่ความสำคัญของศีล เป็นตัวบอกได้เหมือนกันว่า

สิ่งที่เราจะรู้ เราจะเห็น แล้วเป็นสมาธิได้

จะตั้งอยู่ได้ จะทรงอยู่ได้แค่ไหน นานแค่ไหน

ถ้ายังผิดศีลผิดธรรมอยู่ โอกาสที่จะฟุ้งซ่านจัด

โอกาสที่จะมีความสกปรกติดอยู่ค้างคาอยู่ จะสูงมาก

ที่จะตั้งมั่นเป็นสมาธิใสๆ ก็ยาก

อย่าว่าแต่จะไปอาศัยสมาธิ มารู้กายใจ

โดยความเป็นธาตุ โดยความเป็นขันธ์นี้

 

ทีนี้ กรณีที่ทำทานเพื่อจะสละออก

ถือศีลเพื่อฟอกจิตให้สะอาด มีความขาวมีความใสได้บ้างแล้ว

ถามว่ามาเพียงพอจะได้มรรคผลไหม

ไม่พอนะ แต่ตรงกันข้ามเลย

 

คือถ้าทำทานแล้ว ถือศีลได้ตลอดทั้งชีวิต

แต่ไม่เจอเส้นทางที่จะมาเอามรรคเอาผล ไม่รู้วิธีที่จะมาดูกายใจ

 

กลายเป็นว่าอย่างไรรู้ไหม

 

ถ้าตายไป ก่อนที่จะได้พบทาง หมายความว่าทุกอย่างรีเซ็ตใหม่

ชาติภพ คือการลืม เกิดใหม่นี่ลืมหมด

ว่าตัวเองเคยทำทานเคยถือศีลมาตลอดชีวิต

 

แต่ผลลัพธ์ ส่งให้ไปเกิดในที่ๆ ดี ในที่สุกสว่าง

ในที่เจริญรุ่งเรือง ในที่พ่อแม่รักเอ็นดู ใครต่อใครพะเน้าพะนอ อยากโอ๋

 

นี่ตรงนี้ ธรรมชาติมนุษย์ เวลาเกิดมาพร้อมกับการถูกโอ๋

แล้วก็ทำอะไรได้ดั่งใจไปทุกอย่าง ก็คือเหลิง แล้วก็สำคัญตนผิด

นึกว่าตัวเองนี่ เป็นศูนย์กลางโลกศูนย์กลางจักรวาล

แล้วโตขึ้น โอกาสที่จะทำบาปทำกรรมอะไรนี่ มีมากกว่าคนอื่นเขา

 

สังสารวัฎโหดอย่างนี้ คือถ้าถางทางมาถูกที่จะออกจากสังสารวัฏ

แต่ถ้าหากว่า ทำแค่ทาน รักษาแค่ศีล

จบชาติหนึ่ง ไปเกิดใหม่นี้ ซวยได้ง่ายๆ

 

คือเหมือนกับว่า แทนที่จะมีสิทธิ์ที่จะหลุดพ้นออกไป

กลายเป็นว่าเจอยางเหนียวที่ติดหนึบ ชวนให้ติดหนึบหนักเข้าไปอีก

ตัวนี้ก็เป็นอีกความยากหนึ่ง

 

เห็นไหม ว่าไม่ได้เริ่มต้นจากความยากที่ว่า มาทำสมาธิ มาเดินจงกรมนะ

 

ทีนี้คือ ชาติที่จะเข้าจุดได้นี่

ต้องมีทั้งสุข ที่เพียงพอจะอำนวยความสะดวกให้เรา

สามารถปฏิบัติ มีเนื้อตัว มีสติ แล้วก็มีฐานะ

ไม่ถึงขนาดว่า ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวตลอด 24 ชั่วโมง

มีเวลาได้พักหายใจหายคอบ้าง มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่า

มีเวลาว่างสักครึ่งชั่วโมงต่อวัน

จะเอามาดูหนังดูละคร หรือว่าเอามานั่งสมาธิเดินจงกรม

อย่างน้อยต้องมีความสุขระดับที่เลือกได้ว่า จะมีเวลาว่างเอามาทำอะไร

 

แล้วก็ต้องมีความทุกข์ที่เพียงพอ จะเกิดแรงดัน จากภายใน

มีกำลังกดดันเพียงพอ ที่จะผลักให้อยากออกจากความเป็นอย่างนี้

 

ตัวนี้ ทั้งสุขทั้งทุกข์ ต้องบาลานซ์กัน

ไม่สุขเกินไปแล้วก็ไม่ทุกข์เกินไป

 

ในที่สุดแล้วนี่ก็คือ โจทย์ข้อสำคัญ

มีความอยากออกจากสังสารวัฏ

มีความอยากออกจากความเป็นอย่างนี้แล้ว

จะเจอทางออก หรือจะเจอทางย้อนกลับ

 

โจทย์ข้อนี้นี่ ยากมาก

 

ใครๆ ก็บอกว่าตัวเองเป็นทางออก ตัวเองนี่พบทางออก

แต่ว่า จะออกจริงหรือไม่ออกจริง

 

คือสังสารวัฏนี่ไม่ว่าเลยนะ เพราะจริงๆ แล้วนี่

สังสารวัฏ พยายามปกปิดทางออกที่แท้จริงด้วย

ไม่ใช่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ

หรือว่าเกิดการพบทาง ที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายๆ

 

ตรงข้ามเลย พยายามปิดบัง พยายามซ่อนเร้น

แล้วพยายามที่จะบิด ทำให้เบี้ยวบิดเพี้ยน การมองเห็น

 

การไปพบเจอทางที่เหมาะกับตัวเองอะไรต่างๆ นี่

ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแบบว่า ดีดนิ้ว.. ปิ๊ง แล้วก็ได้เจอ

หรือว่าได้รู้สึกว่า ปฏิบัติไปนี่ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีแต่ขึ้นกับขึ้น

 

อันนี้ จะยกตัวอย่างบุคคลที่เราก็ได้พูดถึง ได้พาดพิงถึงว่า

เขาก็เป็นพยานสำคัญของห้องนี้ว่า เราปฏิบัติกันนี่ แล้วได้ผลอย่างไร

 

ทีนี้ ที่จะเอามาให้ดูนี่ ไม่ใช่จุดที่ถูก

แต่ว่าเป็นจุดที่ ยังมะงุมมะงาหราอยู่ ยังผิดอยู่

 

บอกว่า 7 เดือนดูเหมือนเวลาแป๊บเดียว

แต่ถ้าหากว่า รวมเอาการปฏิบัติทั้งหมดมาคลี่เป็น timeline จริงๆ นี่เยอะ

มีผ่านผิดผ่านถูกอะไรมาเยอะ ผ่านป่ารก

ผ่านอะไรที่เป็นขวากหนามหรือว่ากับระเบิด

 

อันนี้จะยกตัวอย่างเฉยๆ นี่แค่เป็น ตัวอย่างความเข้าใจผิด

เพื่อที่จะได้เห็นว่า คนๆ หนึ่งนี่

ต่อให้เรียกว่า มาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว

ก็ไม่ใช่ว่าประสบการณ์ภายใน

จะเอื้อให้มีความรู้ความเห็นที่ถูกที่ชอบเป็นลำดับ เหมือนกับขึ้นบันไดเลื่อน

 

จะยกตัวอย่างให้ดู อันนี้ที่เขาเล่ามา ไม่ได้มีการตัดต่ออะไรทั้งสิ้น

และนี่เป็นข้อความที่มาจากไลน์

 

คือ มีอยู่วันหนึ่ง บอกว่า ...

คือเขามีความเข้าใจ ว่าสังโยชน์คืออะไร

ขึ้นต้นด้วยสักกายทิฏฐิ มีราคะ มีโทสะ นี่เป็นสังโยชน์

 

แล้วมอง คือมองด้วยมุมมองของการทำความเข้าใจ

จากคนเข้าใจทฤษฎี จากคนที่เข้าใจหลักการว่า

ถ้าจะบรรลุมรรคผล ต้องตัดสังโยชน์ให้ได้

 

ทีนี้พอมีกำลัง กำลังของจิต

และเริ่มจะมองเห็นกิเลสชนิดต่างๆ เป็นสังโยชน์ ก็จะมองอย่างนี้

อันนี้ตัดทอนมา มีต้น มีปลาย แต่ตัดทอนเอาเฉพาะที่เป็นสาระมา

 

บอกว่า.. เกิดราคะแรงอีกรอบ

แล้วสังโยชน์หยาบร้อนจากการนี้ ก็โดนถอนอีกรอบจนเกลี้ยงเกลา

 

คือมีกำลังจิตมากพอ ที่จะเห็นราคะ

เป็นของที่รุกล้ำเข้ามา เป็นศัตรูที่บุกเข้ามา

แล้วด้วยกำลังจิต สามารถที่จะผลักให้ศัตรูถอยร่นออกไปได้หรือว่า ตกตายไปได้

 

จากนั้น ก็เกิดโมหะในหมวดเหม่อลอยขึ้นมา

สังโยชน์จากการนี้ เป็นสังโยชน์ที่ไม่แรงและร้อนเท่าราคะ

แล้วก็โดนถอนจนเกลี้ยงเช่นกัน คือใช้กำลังจิต

 

พูดง่ายๆ ว่า มีการมองเห็นถึงกำลังจิตของตัวเองว่า

สามารถขับไล่ข้าศึกศัตรู หรือที่เขามองว่านี่เป็นสังโยชน์

เป็นเครื่องยึด ที่จิตของตัวเองนี่ไปเกาะยึดกิเลสแบบไหนขึ้นมา

 

นี่เป็นการ .. เขาเรียกว่า เป็นการเล่นทางจิต

มองเหมือนว่า.. คือไปอ่านคำครูบาอาจารย์มาว่า

จิตนี่อยู่กลางอก แล้วก็ใช้คำใช้อะไรแบบที่ครูบาอาจารย์ใช้กัน

เช่นบอกว่า แผลกลางอกถูกแหวกออก เผยให้เห็นสังโยชน์ใหญ่ของจริง

 

นึกว่าตัวเองเห็นสังโยชน์ของแท้แล้ว ตรงกลางตัว

นิมิตทางจิต มองเห็นสังโยชน์ ราวกับเป็นรากที่พันกัน

ยั้วเยี้ยซับซ้อนอยู่ตรงกลาง เห็นสังโยชน์เป็นสายไฟ

เห็นสังโยชน์เป็น อะไรที่เข้ามาพัวพันมารอยรัด

 

ซึ่งอันนี้เป็นการบวกๆ กัน ระหว่างการทำความเข้าใจตามทฤษฎี

กับการที่มีกำลังจิตมากพอ ที่จะมองเห็นภาวะภายในด้วยความเป็นนิมิต

นี่ก็เข้าไปบวก บอกว่า จิตอยู่กับศรัทธาอย่างนั้น

ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่มีตัวตน ไม่เข้าไปร่วมขบวนการ

 

นึกว่าตอนนั้นนี่ ไม่มีตัวตนแล้ว

แต่ทั้งหมดที่รู้สึกอยู่นั่นแหละ ทั้งหมดที่เห็นนั่นแหละ

คือกระบวนการอย่างหนึ่ง ของตัวตน

 

แสงแบบเมื่อคืน .. คืออันนี้เป็นสิ่งที่เล่าไว้ตั้งแต่ก่อนหน้า

บอกแสงแบบเมื่อคืน เมื่อคืนวานนี่สาดแรงลงมาอีกครั้ง

เห็นว่าแสงนี่เป็นเครื่องตัด พูดง่ายๆ ตอนนี้มีกำลังที่จะตัดสังโยชน์ด้วยแสง

บอกว่าสังโยชน์ใหญ่ ถูกเปิดออกเพื่อรับแสงเต็มๆ

 

เห็นมันค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ จากนั้นมีแสงสาดเข้ามาอีกรอบ

รอบนี้สังโยชน์สลายหายไปจากครรลองการรับรู้

คือกระบวนการถัดจากนี้ ก็บอกว่า ไม่รู้จะเล่าอย่างไร

เป็นประสบการณ์อะไรที่พ้นจากการบรรยาย

 

ซึ่งแบบนี้ กี่คนๆ พอเจอ ก็จะเข้าใจว่าตัวเองถึงมรรคผลแล้ว

ส่วนใหญ่ก็จะพูดออกแนวบอกว่า บรรยายไม่ได้

ไม่สามารถที่จะพูดเป็นภาษามนุษย์

 

ตรงนี้จะเป็นวิธีที่ง่าย จริงๆ แล้วนี่ ก่อนหน้าที่จะเล่าแบบนี้

มีอีกหลายครั้ง ที่เหมือนกันมาสะกิดยิกๆ

คือไม่ถามตรงๆ แต่เล่าอ้อมๆ บอกว่า

เหมือนสักกายทิฏฐิ หรือว่าความรู้สึกในตัวตนหายไป

เหมือนไม่มีใครแล้ว มองเข้ามากี่ทีๆ ก็เบา แล้วก็ไม่รู้สึกมีตัวตน

 

นั่นแหละคือรูปแบบหนึ่ง ที่ตัวตนหลอกเอา กิเลสหลอกเอา

 

ที่ยกมาให้ดูจะบอกว่า แม้กระทั่งมาถูกทาง

แม้กระทั่งเข้าใจอะไรๆ ทุกอย่างในเชิงทฤษฎี ว่าเขาจะต้องตัดสังโยชน์กัน

แต่วิธีตัดสังโยชน์นี่ ก็ไปเข้าใจเอาตามใจชอบได้

 

อย่างหลายคนนี่คือมักจะนึกว่า

สังโยชน์เป็นสิ่งที่ใช้กำลังตัดเอา ห้ำหั่นเอาได้ง่ายๆ

แต่จริงๆ แล้วถ้าให้ถูกทาง พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้

เหมือนกับการเจาะเปลือกไข่

 

อันนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 5

แต่ไม่พูดรายละเอียด

พระองค์ตรัสไว้จริงๆ ว่า อวิชชาเปรียบเหมือนการเจาะไข่

 

ทีนี้ แรง พลัง ที่จะเจาะเปลือกได้จริงๆ

ไม่ใช่ เหมือนทำตัวเป็นเพชฌฆาต เอาดาบไปฟาดฟัน ไม่ใช่แบบนั้น

แต่ เป็นการที่เราสะสมสมาธิ มีกำลังของจิตมากพอ

แล้วไปรู้ไปดูอย่างมีอุเบกขา

 

อย่างโพชฌงค์ ธรรมอันเป็นองค์เพื่อตรัสรู้ องค์ธรรมเพื่อการตรัสรู้นี่

ขึ้นต้นด้วยสติ ต้องเป็นอัตโนมัติ แล้วก็มีการพิจารณาธรรม

คือไม่ใช่มีสติเปล่าๆ ..

ต้องเป็นสติในแบบที่เห็นภาวะทางกายภาวะทางใจ

โดยความเป็นขันธ์ห้า โดยความเป็นธาตุหก หรือด้วยความเป็นรูปนาม

ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ที่เป็นของหลอก เป็นเหยื่อล่อ

ให้หลงยึดว่าเป็นตัวตน

 

จากนั้นต้องมีความต่อเนื่อง ต้องมีวิริยะ

ไม่ใช่เห็นแป๊บๆ แล้วอีก 10 ปีค่อยมาเห็นต่ออะไรแบบนี้นะ

ต้องเห็นอย่างต่อเนื่อง มีวิริยะมากพอ

จนกระทั่งเกิดความรู้สึกสงบเป็นปัสสัทธิ

มีความสงบกายสงบใจ มีความระงับกาย ระงับใจมากพอ

ที่จะทำให้มีปีติ มีความอิ่มเอิบมากพอที่จะเป็นสมาธิ

มีสมาธิแบบที่ตั้งมั่นพอ จะเป็นอุเบกขา

 

ตัวอุเบกขา ถ้าพูดกันตัวเดียวนี่

จะมีความสงสัยว่า คือทำจิตทื่อๆ บื้อๆ มั้ง?

ไม่ใช่นะ

 

เป็นอุเบกขาในแบบที่มีการตื่น มีการรู้

จิตนี่ความสว่างโพลงอยู่ แล้วก็ไม่มีอาการเร่งร้อน

ไม่มีความสำคัญผิด ไม่มีการเอากำลังไปห้ำหั่นสังโยชน์

สังโยชน์ ไม่ได้มีนิมิตอะไรเป็นแบบนั้น

 

แล้วพอถึงจุดที่อิ่มตัวจริงๆ จะรู้จะเห็นเองว่า

จิตแต่ละดวงที่อยู่ตรงกลางนี่ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกหนาบางอย่าง

เป็นเปลือกหนาที่ เมื่อเราพิจารณานี่

จะบอกว่า เป็นอวิชชาอย่างหยาบๆ ก็ได้

เป็นโมหะ เป็นโมหะหยาบๆ

ที่มีความสำคัญผิดว่ามีตัวตนของเรา

 

แล้วจิตนี้ ถูกห่อหุ้มให้ยึด ให้มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์

จิตทุกดวงที่เกิดดับนี่ มีอะไรห่อหุ้มอยู่แบบนั้นตลอดเวลา

โมหะที่มีเปลือกหนานี่

 

ถ้าหากว่ามีกำลังของอุเบกขา ในขั้นสังขารุเปกขาญาณจริง

คือมีความวางเฉยในแบบใคร่พ้นออกไป

มีกำลังมากพอ แล้วสะสมความรับรู้แบบเป็นกลาง

โดยไม่มีเขา ไม่มีเรา อยู่ในอาการสักแต่ว่า

โดยไม่มีอาการยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเป็นตนนานพอ

บ่มตัวนานพอที่จะ สามารถชำแรก หรือ แหวก

 

อันนี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านใช้เลยนะ

ท่านใช้คำว่า ชำแรกกิเลส

 

อันนี้เป็นคำของท่าน ท่านบอกว่า

ถ้าถึงพร้อมด้วยคุณธรรม ซึ่งเป็นดุจฟองไข่ที่ไม่เน่า

ควรจะชำแรกกิเลสได้ ควรจะตรัสรู้ ควรจะบรรลุมรรคผล

บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลส

 

อันนี้ คือเป็นคำตรัสของท่าน และคำตรัสของท่าน อุปมาอุปไมยของท่านนี่

ไม่มีการแบบยกขึ้นมาลอยๆ สามารถที่จะรู้สึกได้

สามารถที่ประจักษ์ได้ตามนั้นจริงๆ

 

ตรงจุดที่มีอุเบกขามากพอ สะสมนานพอ

ไม่มีการอยาก ไม่มีการเร่งจะเอามรรคเอาผลให้ได้เดี๋ยวนี้

ไม่มีการย่อหย่อนว่า เดี๋ยวค่อยไปเอาชาติหน้า

อยู่ตรงกลาง อยู่ตรงจุดที่พอดี

ระหว่างความรู้สึกว่า เอาก็ได้ไม่เอาก็ได้

กับการที่ไม่หยุดไม่หย่อน มีความเพียร ไม่มีการท้อถอย

 

จุดที่ เราเห็นโดยอาการสักแต่ว่าไปเรื่อยๆ

กระทั่งมีแรงดันมากพอให้จิตโพล่ง ทะลุเปลือกออกไปได้

ตรงนั้นแหละที่ใช่

 

ทีนี้ความยากที่จะไปถึงตรงนั้นแหละ ต้องผ่านด่าน

ต่อให้ปฏิบัติ อย่างคนที่เป็นพยานเอกคนนี้

คือผ่านความเห็นที่ถูกต้องอะไรมาเยอะแยะ

แต่ไปติดโน่นติดนี่อะไรตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา

คือไม่ใช่แบบว่า ทุกอย่างทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ

 

ตรงกันข้ามเต็มไปด้วยขวากหนาม

เดี๋ยวจะให้เขาเขียนเล่าเองว่ามีอะไรบ้างอย่างไรบ้าง

 

แต่จะสรุปที่ตรงนี้เพื่อเอาประโยชน์ก่อน

เอาประโยชน์กับพวกเราที่ทำมาด้วยกัน

คนหนึ่ง เคยอยู่ฝั่งเดียวกับเรา

ตอนนี้ข้ามไปแล้ว เป็นพยานปากเอกของห้องวิปัสสนานุบาลนี้แล้ว

 

ก็ถือว่า ผมเอามาพูดแทนเต็มปากตอนนี้ช่วงนี้ว่า

ทำกันได้ ทำได้จริง

 

แล้วก็ที่จะทำได้จริงนี่

ต้องถูก ต้องตรง และผ่านอะไรที่ยากๆ มาเยอะ

 

ถ้าเป็นสมัยพุทธกาล บอกได้โสดาบัน เรื่องธรรมดา

ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่

คือเทวดานี่ สาธุนะ แต่ว่ามนุษย์จะรู้สึกเฉยๆ เพราะว่ามีเยอะ

สมัยพุทธกาล ไปไหนก็เจอ เยอะมากโสดาบันนี่

 

เพราะสมัยนั้น พระพุทธเจ้ายังอยู่ แล้วก็แรงบันดาลใจมีมาก

หันไปทางไหนก็เจอแต่แสงสว่าง

สว่างโล่ง ระดับอรหันต์ ระดับอนาคาฯ นี่เยอะ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง มีอยู่เยอะมาก

 

แต่สมัยนี้ เป็นเรื่องน่าแตกตื่น เป็นของหายาก

หรือกระทั่งปักใจเชื่อกันมานานแล้วว่า

ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะบรรลุมรรคผลในการปัจจุบัน

 

แต่พวกเรา เจริญมาด้วยกัน แล้วเห็นหน้ากันมา เห็นจิตของกันมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่มีความสนใจอย่างต่อเนื่อง

ที่จะมองความคืบหน้าของเพื่อนร่วมบ้าน เพื่อนร่วมห้องแต่ละท่าน

รวมทั้งเอาตัวเองนี่มาประจักษ์ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ดูเขาอย่างเดียว

จะเริ่มเข้าใจ จะเริ่มรู้เห็นว่า ความเป็นไปได้เกิดขึ้นจากไหน

เริ่มต้นขึ้นจากที่ใด ..

 

จากจิต ไม่ใช่จากกาย

ไม่ใช่จาก เราจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน บ้านหรือวัดนะ

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 89 | อังคาร 8 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – ความยากในการได้มรรคผล

ถอดคำ : เอ้

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP92 (เกริ่นนำ) โทษของการติเตียนพระอริยเจ้า - 12 มีค. 65

วิปัสสนานุบาล EP92 | เสาร์ 12 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – โทษของการติเตียนพระอริยเจ้า

 

พี่ตุลย์ : สวัสดีครับทุกท่าน

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจ เพราะวันก่อนพูดถึงไป

ก็มีคุยกันกว้างขวาง เรื่องเกี่ยวกับว่า

 

ทำไมการปรามาสพระอริยบุคคล

หรือว่าผู้ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นอริยมรรค อริยผล

จึงได้เป็นบาปอย่างใหญ่

 

ก่อนอื่น ขอนำเอาพระพุทธพจน์มาแสดง ให้เห็นเป็นอันดับแรก

พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า

 

[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุใดด่าบริภาษ เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า

ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้น

จะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ความฉิบหาย ๑๑ อย่างเป็นไฉน

คือ ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑

เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑

สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑

เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม ๑

เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ๑

ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑

บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ ๑

ถูกต้องโรคอย่างหนัก ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑

เป็นผู้หลงใหลทำกาละ ๑

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๑

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า

ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ฯ ---

 

คำว่า บรรลุ ขอให้ทำความเข้าใจว่า ท่านเหมารวมหมด

ทั้งการเข้าถึงฌานสมาบัติ การเข้าถึงอภิญญา และการเข้าถึงมรรคผล

 

เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

ตรงนี้ก็เห็นได้ชัดนะว่า ถ้าบรรลุมรรคผลแล้ว เสื่อมไม่ได้

แต่ที่เสื่อมได้คือ ฌานสมาบัติ และอภิญญา 5

 

อย่างเช่นพระเทวทัต ได้ถึงอภิญญา 5

แต่มาทำร้ายพระพุทธเจ้า แค่คิดประทุษร้ายจริงจัง

และไปตามพระเจ้าอชาติศัตรูมาเป็นพวกได้ ด้วยการแสดงอภิญญา 5

แค่นี้ เสื่อมแล้ว เสื่อมจากความเป็นฌาน ความเป็นอภิญญา

ทั้งที่พระเทวทัต บวชตอนแรกก็ตั้งใจดี

 

แต่ทำไปทำมา อิจฉาพระพุทธเจ้า อันเนื่องจากเคยได้เบียดเบียนกันมา

เป็นผู้ทรมานในสังสารวัฏกันมาอย่างยืดยาว ทำให้อดรนทนไม่ได้

อยากตั้งต้นเป็นใหญ่แทน

มีความรู้สึกว่าตัวเอง มีอำนาจบารมีเสมอพระพุทธเจ้า

 

คือพออยู่ด้วยกันในสังสารวัฏ ในแบบที่เป็นศัตรูกันมานานๆ

ทำให้รู้สึกว่ามีดีพอๆ กัน มีความเสมอกัน มีความใหญ่

ท่านเป็นศาสดาได้ เราก็น่าจะเป็นศาสดาได้ อะไรแบบนี้

พอเกิดการประทุษร้ายขึ้นมา เลยเสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

เช่นฌานสมาบัติ และอภิญญา 5

พระเทวทัตนี่ ยังไม่ถึงมรรค ยังไม่ถึงผลนะ

 

ส่วนข้อต่อมาบอกว่า สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว

จะเห็นได้เลย แม้ว่าจะไปปรามาสแบบอ่อนๆ เกิดความรู้สึกมัวหมองขึ้นมา

เกิดความรู้สึกว่า แม้ศึกษาธรรมโดยดี

แม้มีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ ในการพยายามที่จะศึกษาธรรม

ปฏิบัติธรรม เจริญสติก็ตาม

จะมีความรู้สึกเหมือนอะไรมาห่อหุ้ม มาสกัดกั้น

ไม่ให้ได้ถึงความผ่องแผ้วบริสุทธิ์

ทั้งในขั้นของสมาธิ ทั้งในขั้นของปัญญา

 

หรืออีกข้อคือหลงสำคัญผิด เข้าใจว่าตัวเองบรรลุธรรมแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ไปปรามาสของจริงมา

จะมีปรากฏการณ์อะไรแปลกๆ

ทำให้ไปนึกว่าตัวเองนี่บรรลุแล้ว ส่วนคนอื่นยังไม่บรรลุ

 

เหมือนลูกศิษย์ครูบาอาจารย์บางท่าน ไปพลาด

เกิดสมาธิ เกิดสมถะอะไรบางอย่าง

แล้วสำคัญว่าตัวเองเหนือกว่าอาจารย์ ไปปรามาสท่าน

ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางจิต พิสดารหลากหลายต่อเนื่อง

ถึงขั้นที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองน่าจะได้มรรคได้ผลแล้ว

ก็เป็นอีกเรื่อง ที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความฉิบหายชนิดหนึ่ง

 

แล้วก็เป็นผู้ไม่ยินดีในการประพฤติพรมจรรย์ นี่พูดถึงพระ

คือรู้สึกผ้าเหลืองร้อนด้วยเหตุอะไรบางอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต้องบอกลาสิกขา หรือว่าไม่ก็เป็นโรคอย่างหนัก

 

ถ้าหากไปปรามาสในขั้นรุนแรง ก็ถึงขั้นที่สมมติว่า..
มองโดยไม่ได้มีวิบากเก่า ที่จะต้องทำให้เจ็บป่วย

แล้วก็ไม่ได้มีเหตุที่เป็นทางกายภาพ เช่น ไปติดเชื้อโรค โดนลมหนาว โดนฝน ไม่มีเลย

แต่อยู่ๆ เป็นไข้ ตัวร้อน ธาตุไฟกำเริบ

 

ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นโรคอันเกิดจากกรรม

และเป็นกรรมปัจจุบัน เพราะไปปรามาสอริยเจ้า

 

หรือถึงความเป็นบ้า ประเภทนี้ก็ต้องด่ารุนแรง ด่าทุกวัน

แต่บางทีก็น่าสงสาร ..

อาจมีเหตุบางอย่าง อย่างในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่า

มีพระอรหันต์บางองค์ ที่ท่านติดนิสัยพูดคำหยาบ

พูดแบบเหมือนเคยชินในการพูด แบบที่ชาวบ้านฟังแล้วแสลงหูอะไรแบบนี้

ก็อาจเป็นความซวยชนิดหนึ่ง พอไปปรามาสท่าน

แล้วมีอาการโต้ตอบรุนแรง ก็มีโรคหรือมีความฟุ้งซ่านจัดจนเป็นบ้าได้

 

แล้วพวกนี้ถ้าตายไป ก็เป็นผู้ที่มักจะคิดอะไรไม่ออก

คิดแต่เรื่องไม่ดี ก็ไปอบายภูมิได้

 

นี่ก็เป็น 11 ข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้

 

จะบอกว่า ไม่ใช่คนรุ่นเรา รุ่นหลังๆ มาคิดเอง

ว่าการปรามาสอริยเจ้าเป็นบาปเป็นกรรม

แต่นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริง

 

ถามว่า แล้วทำไมเป็นอริยบุคคลแล้ว น่าจะมีความเมตตา

น่าจะมีลักษณะของความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

ทำไมถึงส่งผลรุนแรงกับผู้ที่ปรามาส ผู้ที่ด่าทอติเตียน

 

เรามาดูกันก่อน คือ จริงๆ แล้ว

ถ้าเห็นภาพรวม ที่เราเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่กัน

ว่าทำอะไรไปแล้วจะได้รับผลอะไรแบบนี้

 

แล้วมองว่าจักรวาลทั้งจักรวาล เกิดขึ้นจากการที่มีแรงดึงดูด

ให้สัตว์กระทำกรรม แล้วก็ต้องมาเสวยกรรม

สิ่งที่ทำลงไป จะไม่หายไปไหน ในที่สุดจะย้อนมาเข้าตัว

นี่เป็นกฏแห่งแรงดึงดูดของสังสารวัฏ

เป็นขั้นพื้นฐานเลย เกิดก่อนศาสนาใดๆ

 

ใครจะมาคิดค้น ตั้งต้นเป็นศาสดา

บอกว่าชีวิตเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ อันนั้นศาสนาเกิดทีหลัง

แต่จักรวาลเกิดก่อน และแรงดึงดูดเกิดก่อนจักรวาล

 

เพราะฉะนั้น แรงดึงดูดนี่เป็นอะไรที่มีพลังกระทำสูงสุด

ถ้าพูดถึงแรงดึงดูดของสังสารวัฏ เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ

เป็นต้นกำเนิดของจักรวาล

 

ทีนี้ เรามองว่า พระพุทธเจ้า พออุบัติแล้ว เปรียบเหมือนประตูทางออก

เป็นทางเดียว เป็นทางรอด ที่จะออกจากแรงดึงดูดของสังสารวัฏได้

 

ถ้ามองว่า เป็นหลุมดำที่สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งแสง

แสงไม่สามารถเล็ดลอดออกจากหลุมดำได้

แต่ถ้าหากมีอะไรสักอย่าง สามารถที่จะหนีแรงดึงดูดของหลุมดำได้

สิ่งนั้น ได้ชื่อว่าเป็นประตูทางออกอันยิ่งใหญ่

 

แล้วพระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนอย่างนั้นแหละ

เปรียบเหมือนประตูทางออกจากถ้ำ

 

ถ้าติเตียนพระองค์ ก็จะเหมือนกับหันหลังให้ประตูทางออกนั่นเอง

ประตูทางออกจากถ้ำนี้ เสร็จแล้ว ถ้ากฎธรรมชาติ

เราหันหลังให้สิ่งใด หรือมีแรงกระทำต่อสิ่งใด

ก็จะได้รับปฏิกิริยา แรงเท่านั้น

 

ถ้าหากหันหลัง หรือมาพยายามที่จะปิดประตูถ้ำ

โดยแรงกระทำของสังสารวัฏก็คือจะถูกเหวี่ยงไปก้นถ้ำ นี่คือที่สุดเลย

สำหรับถ้าเปรียบเทียบเป็นพระพุทธเจ้า ว่าเป็นเหมือนประตูทางออกจากถ้ำ

 

ส่วนพระอรหันต์ เปรียบเหมือนผ้าขาวไร้มลทิน

ถ้าทำให้แปดเปื้อน จิตผู้กระทำให้แปดเปื้อนนั้น ย่อมได้รับผล

คือย้อนมาทำให้จิตตัวเองแปดเปื้อนมาก

 

หรืออย่างมองพระอนาคามี ท่านไม่มีความฟุ้งซ่าน ..

จริงๆ พระอนาคายังมีฟุ้งๆ อยู่ แต่ไม่ได้ฟุ้งหยาบๆ

ไม่ได้ฟุ้งไปในทางราคะ ทางโทสะ แต่ยังฟุ้งไปในธรรมได้

แต่ถ้าเทียบกับเราๆ ท่านๆ จิตท่านเงียบใส บริสุทธิ์

เป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลาแล้ว ถ้าจะฟุ้ง ฟุ้งแค่เรื่องธรรมะที่ละเอียดอ่อน

แต่ที่จะฟุ้งแบบราคะ โทสะ ไม่มีแล้ว

 

 

ฉะนั้น ถ้าไปฟุ้งจัดใส่ท่าน ก็ต้องย่อมย้อนกลับมา

เป็นความฟุ้งจัดแบบวนลูปไม่เลิก ในตัวผู้ที่ฟุ้งจัดใส่ท่าน

คือแม้คิดไม่ดี ก็จะย้อนกลับมาเป็นบูมเมอแรง

ทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านได้แรงๆ แล้ว

 

หรืออย่างขั้นต่ำที่สุด ทำกับพระโสดาบัน ก็เหมือนกับเป็น ..

ถ้าเรามอง อย่างบอกว่าพระโสดาบันก็ยังมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ

แล้วทำไม ทำกับท่านถึงได้บาป

 

เรามองว่าพระโสดาบัน ท่านเห็นนิพพานแล้ว รู้จักนิพพานแล้ว

ก้าวข้ามจากการเป็นผู้จักต้องไปสู่อบายภูมิแล้ว

มีศีลที่สะอาดออกมาจากใจ ที่ไม่อยากเบียดเบียน ไม่อยากเอาบาป

พูดง่ายๆ ไม่มีหลุมดำตั้งแต่อยู่กลางใจ

ฉะนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีศีล มีธรรมเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

 

ไปกระทำกับท่าน ..

คือพระโสดาบัน เที่ยงที่จะได้บรรลุอรหัตผลแน่ๆ

ก็เป็นผู้ที่ยืนอยู่ในทั้งสองโลก คือทั้งฝั่งโลกและฝั่งธรรม

 

ไปทำอะไรกับท่านก็เหมือนไปตัดทาง

หรือบั่นทอน ให้กำลัง ความสามารถในการข้ามทาง หรือข้ามอบายภูมิ

ของผู้ไปทำร้าย ให้ลดน้อยถอยลง

คือมีสิทธิ์ที่จะไปอบายได้ง่าย หรือจะมีความฟุ้งซ่านอะไรต่อมิอะไร

 

ส่วนว่า ลงมาถึงอีกจุดหนึ่ง ที่บอกยังไม่ใช่อริยบุคคล

แต่ว่าเป็นผู้ถางทาง ให้ไปสู่ความเป็นอริยบุคคลได้

อย่างนี้ก็ถือว่าบาปแบบน่าห่วงแล้วเหมือนกัน

 

เหตุผลเพราะ อย่างพระอภิธรรมปิฎกท่านจะกล่าวไว้ว่า

ด้วยเหตุคือทำอะไรไว้กับใครระดับไหน

จะมีตัวต่อ เป็นเหตุผลักดัน

ให้ได้ไปทำกับบุคคลที่มีความเหนือกว่า สูงกว่า โดยสภาพธรรม

 

เช่น ถ้ามีการทำร้ายประทุษร้ายกับพระโสดาบัน

แบบนี้ก็เป็นสะพานเชื่อมต่อ ให้ได้ไปทำร้ายพระสกทาคามีต่อ

แล้วถ้ายังไม่สำนึกผิด ยังไม่เกิดความรู้สึกหวาดกลัวกับพฤติกรรมตัวเอง

ก็จะเกิดความติดใจ หรือเกิดเหตุการณ์บันดาล

ให้ได้ไปทำร้ายพระอนาคามีต่อ

แล้วก็เป็นเหตุปัจจัย ให้ได้ไปทำร้ายพระอรหันต์ในที่สุด

 

ฉะนั้นในแง่ของบาปกรรมที่เรามองว่า

ผู้ถางทางไปสู่มรรคผล เป็นผู้มีบุญ มีวาสนา

ถ้าไปทำร้าย ก็มีสิทธิ์ที่จะไปทำร้ายพระโสดาบันต่อ

ก็เป็นสะพานต่อยอด ไปถึงพระอรหันต์ ไปถึงพระพุทธเจ้า ได้

 

นี่ก็เป็นเรื่องที่ว่า เรามาตีความว่า

ทำไม สำหรับแค่คนที่แค่ถางทางไปสู่มรรคผลได้

ไปทำร้ายแล้วถึงเป็นบาป

 

ทีนี้เป็นบาปแค่ไหน

แล้วก็ทำไม .. เราจะเอาอะไรเป็นตัวตัดสินว่า

ผู้นั้นเป็นผู้ถางทางที่ถูกต้อง

ไปสู่ความเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรือพระอรหันต์

 

ก็ขอให้มาดูที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้

 

ท่านตรัสไว้โดยใจความก็คือ ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม

เห็นกายใจโดยความเป็นขันธ์ห้า โดยความเป็นธาตุหก โดยความเป็น ..

มีอีกหลายอย่างที่แจกแจงไว้ แต่เราเอาแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ คือ

เห็นกายใจ โดยความเป็นรูปนามนั่นเอง มีศรัทธาตั้งมั่น

แล้วก็มีความสามารถที่จะเห็นโดยสมาธิ หรือว่าโดยจิตที่บริสุทธิ์

 

ถ้าใครก็ตาม ที่เห็นกายใจโดยความเป็นขันธ์ห้าได้เรื่อยๆ

หรือรู้สึกว่ากายนี้ใจนี้ สักว่าเป็นธาตุ

ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีเราเขาได้เป็นปกติ

ทำทุกวัน เห็นทุกวัน

หรืออยู่ระหว่างวันเกิดความรู้สึกขึ้นมาเองว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ใคร

เป็นแค่ธาตุ เป็นแค่อะไรที่เคลื่อนไหวอยู่ และมีปฏิกิริยาทางใจ

แต่ไม่มีใครอยู่ในนี้

ตัวนี้ ท่านถือว่า เห็นโดยความเป็นธาตุหก

 

หรือถ้าหากเห็นความคิด เห็นการปรุงแต่งดีชั่วทั้งหลาย

ที่ปรากฏในกายในใจนี้ เกิดขึ้นแล้วหายไปๆ

ก็ถือว่าเห็นกายใจโดยความเป็นขันธ์ห้า

 

แบบนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

อย่างไรก็ไม่มีทางตายก่อนได้โสดา(บัน)

 

พวกนี้ ถึงจัดว่าเป็นผู้ที่กำลังทำทางสู่มรรคผลอย่างถูกต้อง

แล้วถ้าใครไปทำร้าย ประทุษร้ายเข้าแล้ว

ก็จะเกิดบาป ในแบบที่ใกล้เคียงกับการทำร้ายอริยบุคคล

และมีผลให้เกิดสะพานเชื่อมต่อ ไปทำร้ายอริยบุคคลต่อได้ ในที่สุด

 

ก็บอกไว้ เพราะบางคน ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ

แล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนมีบุญ

ใครมาทำร้ายแล้วเป็นห่วง เขากลัวเขาจะบาป

 

บางทีก็ไปเห็นเป็นแต้มต่อ ตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด

แบบนั้นยังหลงปรุงแต่ง คือไปหลงการปรุงแต่งของขันธ์ห้า

ไม่ใช่มองว่าขันธ์ห้าเป็นอนัตตา

 

ต้องดูดีๆ นี่พูดให้ครอบคลุม เพราะเจอมาเยอะ

ประเภทที่นึกว่าคนอื่นมาทำร้ายตัวเอง แล้วอาจต้องตกนรกอะไรแบบนี้

ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่ได้มีความใกล้จะพ้นจากสักกายทิฏฐินะ

 

อย่างไรก็ตาม ที่เราอยู่กันในห้องวิปัสสนานุบาลนี้

ก็เห็นแววอยู่หลายท่าน ที่รู้ว่าการมีกายใจนี้

ก็คือมีการปรุงแต่งโดยความเป็นธาตุ โดยความเป็นขันธ์

 

เพราะฉะนั้น ในขั้นต่อไป

พอเราเริ่มที่จะมีการพูดถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนขึ้น

อาจต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการจำกัดการเข้าถึง

 

เช่นอาจเหลือแค่เฟส ไม่ไป youtube อะไรแบบนี้

เพราะในระยะต่อไป เริ่มเห็นแวว

ที่เราจะได้มีแสงสว่างกันในห้องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ก็ไว้ทีหลัง ไว้ค่อยคุยกันในรายละเอียด

ซึ่งจะเห็นด้วยตาเปล่า หรือด้วยใจสัมผัสก็ตาม

สำหรับผู้ได้ร่วมภาวนาในห้องนี้

___________

วิปัสสนานุบาล EP92 | เสาร์ 12 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – โทษของการติเตียนพระอริยเจ้า

ถอดคำ : เอ้

วิปัสสนานุบาล EP 99 (เกริ่นนำ) การใช้ประโยชน์จากจิตรวม - 22 มีค. 65

วิปัสสนานุบาล EP 99 | อังคาร 22 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – การใช้ประโยชน์จากจิตรวม


พี่ตุลย์ : หลายคน ที่ทำทั้งสมถะและวิปัสสนา

จะได้พบกับผลอย่างหนึ่งตรงกันนะ


คือไม่ใช่แค่รู้เห็นว่า กายนี้ใจนี้ ปรากฏเป็นเมฆหมอก

ปรากฏเป็น อนัตตาไม่ใช่ตัวตนแว็บๆ แล้วหายไป 

แต่จะรู้ได้เรื่อยๆ รู้ได้บ่อยๆ รู้ได้เองระหว่างวัน


และที่สำคัญ หลายๆคน หลายๆท่าน ตอนนี้

ก็จะมีประสบการณ์ที่คล้ายๆ กัน คือ

อยู่ระหว่างวัน เหมือนจิตจะมีกำลัง 


แล้วก็ ถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์จิตรวมมาแล้ว

จิตรวมอย่างใหญ่บ้าง จิตรวมอย่างเล็กบ้าง

ก็จะรู้สึกว่า บางทีเคลื่อนไหวไปอยู่ระหว่างวัน ไม่ได้ทำอะไร

แต่จิตคล้ายๆ ทำท่าจะรวมลงเองนะ


ตรงนั้นอย่าปล่อยให้เสียเปล่านะ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่เริ่มจะรู้สึกถึงธาตุแท้ของความเป็นธาตุดิน 

ว่าตั้งต้น ยกตั้งขึ้นมาด้วยโครงกระดูก ก็เห็นต่างๆ กันไป

แต่โดยรวมนะครับ จะออกแนวประมาณที่ .. 

วันนี้ไม่มีสาธิตนะ เกิดข้อขัดข้องทางเทคนิค

เคยทำได้แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น (ทำไม่ได้)


พอดีจะสาธิตให้ดูนะว่าเห็นประมาณไหน จะบอกคร่าวๆ ง่ายๆ นะ

ว่าถ้ารู้สึกถึงกำลังของจิต ในระหว่างวัน ที่ทำท่าเหมือนจะรวมลง 

มีจุดหนึ่ง ที่น่าสนใจน่าบอกกล่าวไว้ 

ซึ่งที่มาบอก จะเป็นประสบการณ์ 

หรือว่าเอาแนวทางที่สมควรจะบอกกับหลายๆ ท่าน


เมื่อถึงจังหวะ พอรู้สึกว่าจิตมีกำลังนะ เอาง่ายๆ เลย 

ตั้งความรับรู้ ตั้งข้อสังเกตแค่ว่า หลังกำลังตรงหรือว่าหลังกำลังงอ 


ถ้าเกิดความรับรู้ขึ้นมา เหมือนกับเห็นเป็นซี่โครง

หรือเห็นเป็นกระดูกสันหลัง เอาแค่คร่าวๆ ก็ได้

รู้สึกถึงกะโหลกที่มีโพรงอยู่ด้านใน 

นี่ตัวนี่ เป็นที่ตั้งของสติในแบบไม่เสียเปล่า 


ถ้า.. อันนี้ย้ำนะ สำหรับท่านที่มีความรู้สึกว่า 

อยู่ระหว่างวันจิตมีกำลัง แล้วคล้ายๆ จะรวมลงเอง แต่ไม่รวม 

เพราะว่าจิตไปโฟกัสอยู่กับเรื่องนั้นเรื่องนี้


บางที เหมือนเกือบๆ แล้วแต่ทำไมรู้สึกว่า

อาจจะต้องมีส่งสายตาออกไปดูโน่นดูนี่ หรือว่าเงี่ยหูฟัง

ตรงนั้นถ้าหากว่า ว่างๆ อยู่ แค่รู้ว่า หลังกำลังตรง หรือว่าหลังกำลังงอ 

จะปรากฏขึ้นมาคร่าวๆ เหมือนกับมีกระดูกสันหลัง

เหมือนกับมีกระดูกซี่โครง เหมือนกะโหลกนี่มีโพรง 


ซึ่งถ้าหากว่า ตรงนั้น รู้สึกถึงอะไรคลุ้งๆ อยู่ในโพรงกะโหลก 

เห็นเป็นหมอกควัน เห็นเป็นสายหมอกบางๆ 

หรือว่าอะไรที่คล้ายกับกองใบไม้ที่ถูกลมเป่า ให้คลุ้งขึ้นมา 

แล้วเกิดความรู้สึกว่า ใจนี่สงบว่าง แล้วก็รู้เห็นอยู่อย่างนั้นเฉย ๆ

แบบด้วยอาการสักแต่ว่า 


ตรงนี้ จะเป็นการต่อยอดการภาวนา

จากเส้นทางจงกรม และการนั่งสมาธิ

ไปอยู่ในระหว่างวัน เต็มพิกัด 


คือถ้าตั้งหลักอะไรไม่ได้ ให้ตั้งหลักที่ธาตุดิน ไว้ก่อนนะ 

เห็นเป็นโครงกระดูกหายใจ 

หรือว่าเห็นเป็นโครงกระดูก ที่มีหมอกควันคลุ้งอยู่ในกะโหลก 


อยู่ในอาการสักแต่ว่า เหมือนเห็นโลกทั้งใบกลายเป็นของเล่น 

โลกทั้งใบกลายเป็นของหลอก

มีกระดูก ที่เป็นโครง

แล้วก็ มีความคิด หรือมีลมหายใจผ่านเข้าผ่านออก

เหมือนเป็นกะโหลกกะลาอะไร ที่ไม่มีค่า ไม่มีราคา

ไม่มีความหมาย ไม่มีตัวใครอยู่ในนี้


จิตแบบนั้น จะเป็นจิตที่เฉียดใกล้ ที่จะข้ามเส้นแรก

ยิ่งกว่าตอนเดินจงกรม หรือว่านั่งสมาธิ แบบตั้งอกตั้งใจเสียอีก

เพราะว่า ถ้าสะสมความรู้สึกว่า ตรงนี้เป็นของหลอก เป็นของเล่น

เป็นกะโหลกกะลา ไม่ใช่ใคร ซ้ำไปซ้ำมา บ่อยๆ เข้า 


ตัวอนัตตสัญญา หรือความรู้สึกไม่ใช่ตัวตน

จะปรุงแต่งจิตให้ ก้าวข้ามความเชื่อ ข้ามพ้นความศรัทธา

มาสู่การเห็นเป็นปกติ เห็นจริงๆ แล้วก็เกิดการรวมลงขึ้นมา


เราคุยกันบ่อยว่า การที่จะให้เกิดสังขารุเปกขาญาณ 

หรืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ หรือพูดง่ายๆ .. อาการสักแต่ว่า 

สักแต่รู้ สักแต่ว่า จนกระทั่งมีกำลังมากพอ ที่จะข้ามเส้นนี่ 


ไม่ใช่แค่ทำแป๊บๆ ประเภทที่เห็นแว็บๆ นะ

คือรู้สึกขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังว่า ตรงนี้เป็นท่อนอะไรอย่างหนึ่ง

ข้างในนี่ เหมือนแต่มีสภาพหมอกควันขึ้นมา แล้วหายไป

แบบนั้นนี่ ยังไม่สะเทือนกิเลสเท่าไหร่


คือ เห็นตรงทางแล้ว เข้าเค้าแล้ว แต่ว่ายังไม่มีกำลังมากพอ 

แล้วตรงที่เห็นแว็บๆ แล้วไม่มีกำลังมากพอ อย่าประมาทนะ 

บางทีนี่ นู่นเลย คือแล่นไป เลยชาตินี้ 

แล้วไม่รู้จะไปเจอพระพุทธเจ้า ได้เจอพุทธศาสนาเวอร์ชั่นไหนอีก 

อาจจะหลงติดอยู่อย่างนั้น ไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ ที่กว่าจะได้รวมกำลังลง


แต่ถ้าหากเข้าใจ 

เข้าใจความสำคัญ ของการเห็นกายใจนี้โดยอาการสักแต่ว่า 

และมีกำลังของสมถะมากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในระหว่างวัน 

ตรงนี้ มีสิทธิ์ แล้วก็ไม่เสียเวลาในระหว่างวันไปเปล่าๆ 


บางท่านจำทางเข้าได้ เฉพาะตอนที่นั่งสมาธิ และเดินจงกรม

แต่อยู่ระหว่างวัน จิตใจซัดส่าย เพราะต้องทำโน่นทำนี่

ไม่รู้จะตั้งเป้าไว้ที่ตรงไหน ไม่รู้จะเล็งไว้ที่ตรงไหน 

ดูลมหายใจ ก็กลายเป็นว่าโฟกัสลมหายใจมากเกินไป 


เวลาที่อยู่ดีๆ จิตมีกำลัง เหมือนจะรวมตัวเข้ามา 

เพราะคนที่เคยจิตรวมนี่ จะรู้อาการ จะเข้าใจได้

ว่ากระแสตอนที่จะผนึกรวมลงนี่ 

หน้าตาเป็นอย่างไร อาการเป็นอย่างไร

ความรู้สึกเป็นอย่างไรออกมาจากข้างในนะ 

แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ตรงนี้ก็บอกไว้เป็นแนวนะครับ 


พูดซ้ำสั้นๆ อีกครั้ง

สำรวจ สังเกตแค่ว่า หลังกำลังตรง หรือหลังกำลังงอ

หลังตรงรู้ว่าหลังตรง หลังงอรู้ว่าหลังงอ จะเห็นขึ้นมาเองรางๆ 

หรือบางคนอาจจะรู้ชัด เหมือนกับมีกระดูกซี่โครงปรากฏ

หรือว่ามีกะโหลกโผล่ขึ้นมาด้วย


แต่ถ้าหากว่าเห็นเหมือนกับกระดูกซี่โครง กำลังหายใจเข้าหายใจออก 

มีธาตุลม ผ่านเข้าผ่านออก หรือมีอะไรคลุ้งๆ อยู่ในโพรงกระโหลก 

ตรงนั้นแหละ ดูไปอย่างนั้นเลย 

จะรู้สึกเหมือนกลวงๆ จะรู้สึกเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีใคร 

แต่อย่าดูแค่แว็บๆ ขอให้ดูไปเรื่อยๆ 

มีจังหวะไหน ที่จิตทำท่าจะรวม ก็ดูไปอย่างนั้น ดูไปเรื่อยๆ 

ดูไปเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่ให้เกิดขึ้นเป็นปกติ


นั่นแหละจะดีที่สุดเลยนะ 

ดีกว่าตอนที่ตั้งอกตั้งใจเอามรรคเอาผล

ดีกว่าตอนที่เรามาทำสมาธิ และขอให้จิตรวมลงเถิด อะไรแบบนี้นะ


การที่เราสะสมอนัตตสัญญาไปทีละเล็กทีละน้อย 

แล้วเพิ่มพูนขึ้นนั่นแหละ ที่จะตะล่อมจิต 

ให้เกิดอาการผนึกรวมในอีกแบบหนึ่ง 

ไม่ใช่เป็นลักษณะของการเพ่งสมาธิเอา 

แต่เป็นลักษณะของการรู้ตื่น 

จิตรวมลงด้วยอาการรู้ตื่นว่าใจนี้เป็นของหลอก 

ไม่ใช่ตัวใคร ไม่มีตัวตนอยู่ในนี้นะ


ตรงนั้นแหละ ที่มีค่าสูงสุด 

ตรงนั้นแหละ เป็นการรวมจิตแบบพุทธ

ซึ่งหาไม่ได้ในที่อื่นๆ หรือชาติใดๆ ในสังสารวัฏนี้นะ 

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 99 | อังคาร 22 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – การใช้ประโยชน์จากจิตรวม

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=vuKjqHImNFs&t=2s