วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 93 (เกริ่นนำ) ความเข้าใจสำคัญกว่าสมาธิ - 14 มีนาคม 2565

วิปัสสนานุบาล EP 93 | จันทร์ 14 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – ความเข้าใจสำคัญกว่าสมาธิ

 

พี่ตุลย์ : ที่เราทำกันมา ไม่ใช่ทำอะไรอย่างเดียว

และหวังว่าวันนี้ อย่างน้อยคนก็ต้องได้เข้าใจแล้วว่า

คำว่า อานาปานสติ

 

เอาแค่คำนี้คำเดียว ที่เข้าใจผิดกันมาช้านาน

ไม่ใช่ แค่เรื่องของการมาจ้องลมหายใจ

มาบอกว่านี่ฉันดูแล้วนะ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก

นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นชั่วโมงๆ แล้วบอกว่าฉันทำอานาปานสติแล้ว

แต่ไม่ได้ผลไม่เวิร์ค ไม่ถูกจริตกับฉัน เพราะไม่ใช่ (ทาง)

 

ตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีทางที่จะทำอานาปานสติได้

ไม่ควรแก่การไปอ้างว่า ตัวเองทำอานาปานสติแล้ว

หากปราศจากความเข้าใจนะ

 

การที่ผมย้ำว่า ความเข้าใจสำคัญกว่าสมาธิ

เพราะว่าบางคน นานทีปีหนได้สมาธิ แต่ไม่มีความเข้าใจ

ไม่มีความรู้มากพอที่จะเอาสมาธินั้นไปต่อยอด

ก็ได้แต่เป็นนักภาวนาประเภทขี้บ่น

 

บอกว่าเคยทำสมาธิได้ แต่พอไปพยายามอีก

อย่างไรๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะไม่เข้าใจ

ว่าตัวเองนี่ ได้สมาธิครั้งหนึ่ง แล้วพยายามที่จะเข้าถึงใหม่

พยายามก๊อปปี้ของเดิมที่เคยได้แล้วนึกว่าดี

ไม่สร้างเหตุ ไม่สร้างปัจจัยแบบ 1 2 3 จำทางเข้าไม่ได้

แล้วจะไปเข้าสมาธิแบบดีๆ ที่เคยทำได้ ได้อย่างไร

 

ตลอดทั้งชีวิต ก็กลายเป็นนักภาวนาขี้บ่น

ที่เห็นตัวเอง เป็นผู้ถูกกระทำ เหมือนอะไรสักอย่าง

ฟ้าดิน หรือว่าชะตา หรือ อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง

มาขัดขวาง ไม่ให้ตัวเองสามารถภาวนาได้ ทั้งๆที่เคยทำได้มาแล้ว

ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เป็นมารขัดขวาง

 

ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ขัดขวางก็คือความไม่เข้าใจนั่นเอง

 

ทั้งชีวิต ทำสมาธิแค่ไม่กี่ครั้งนะ

จิตรวมลง แบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่ามาได้อย่างไร

ก็นึกว่าตัวเองสามารถทำสมาธิได้ แต่ต้องมีอะไรสักอย่างขัดขวาง

 

เรื่องความเข้าใจ บางทีก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ

เพราะว่าถ้าอยู่ๆ ให้ศึกษาพระไตรปิฎกด้วยตนเองตามลำพังตั้งแต่เริ่ม

ก็ไม่สามารถที่จะทะลุทะลวงด่านของความยากเกี่ยวกับภาษานะ

เพราะว่าสิ่งที่บันทึกกันมานี่ ..

 

จริงๆ แล้ว นี่ถือว่าเป็นโชคดีแล้ว

เพราะเดิมที พระไตรปิฎก ไม่อยู่ในรูปของภาษาไทยด้วยซ้ำ

 

ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้ช่วยทำให้ภาษาต่างประเทศ

กลายมาเป็นภาษาไทยนี่ท่านมีบุญคุณอย่างล้นเหลือแล้ว

ที่ทำให้เราสามารถอ่านพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยได้

 

แต่กระนั้นเนื่องจาก .. อย่างคำบาลีนี่นะ

คำเดียว บางทีดิ้นไปได้ 30 ความหมาย

ถ้าหากผู้แปลไม่เข้าใจจริงๆ ว่าประสบการณ์เชิงปฏิบัติ

หรือว่านัยยะความหมาย ที่พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาจะสื่อนี่เป็นอย่างไร

โดยบริบท โดยความเป็นประโยค รูปประโยค โดยจุดประสงค์

เนื้อหาโดยคอนเทกซ์ (context - บริบท) เป็นอย่างไร

 

บางที ก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดเนื้อความเดิมออกมา

บางทีเราอ่านไป แล้วก็รู้สึกติดขัด รู้สึกไม่เข้าใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ที่เราจะไปทำความเข้าใจพระไตรปิฎกด้วยตัวของเราเอง

 

ทีนี้ อย่างในเมืองไทยนี่ก็มีผู้เป็นปราชญ์

แล้วก็มีความสามารถที่จะเข้าถึงบาลี

ซึ่งท่านก็เรียบเรียง ทำให้พระไตรปิฎกมีลำดับมีขั้นตอน

ที่เหมือนกับอ่านจากง่ายไปหายาก

 

เช่นว่า แก่นสารของพุทธศาสนาคืออะไร

ท่านก็ไปยกเอาพุทธพจน์ว่า

การเข้าถึงมรรคผลนิพพาน นั่นแหละคือแก่นสาร

คือเป้าหมายของพุทธศาสนา

อย่างอื่น เหมือนเปลือก เหมือนกระพี้

 

ตรงนี้ ถ้าหากใครอยากจะศึกษา ก็อาจจะหาอ่าน

พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ของอาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพได้

 

อันนี้ ที่เกริ่นมาก็จะบอกอย่างหนึ่งว่า

ถ้าหากได้เข้าไปศึกษาด้วยตัวเอง กล้าๆ นิดหนึ่งไม่ต้องกลัว

บอกว่าจะต้องไปศึกษา จะต้องมีหลักแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถืออะไรนี่

จริงๆ สามารถที่จะอ่านไปได้ด้วยตัวเอง

 

เพราะอย่างอาจารย์สุชีพนี่ ท่านท่านกรองไว้ให้แล้ว จากง่ายไปหายาก

แล้วถ้าใครได้อ่านตามลำดับ ก็จะเห็นว่าท่านพยายามดึง

เอาเนื้อหาเฉพาะเน้นๆ ที่เป็นเนื้อมา ให้ได้ทราบว่า

สิ่งที่เรารู้สึกว่า เป็นตู้พระไตรปิฎก

ที่เหมือนกับมหาสมุทรความรู้ ที่ไม่มีทางที่ใครจะเข้าถึงได้ทั้งหมด

จริงๆ แล้ว เป็นไปได้ ถ้าหากเรารู้จุดที่จะเริ่ม รู้จุดที่จะต่อยอด

 

แต่ว่าเรื่องของเนื้อหาการภาวนา

เราจะพบว่าไม่มีหรอก ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

ทำอย่างนี้ คำบริกรรมเดียวถึงนิพพานเลย

 

ถ้าง่ายขนาดนั้น ไม่ต้องรอพระพุทธเจ้าอุบัติ

ไม่ต้องรอให้หนึ่งกัปหนึ่งกัลป์ มีพระพุทธเจ้าได้อย่างมาก 5 พระองค์

หรือบางกระแสก็บอก 10 พระองค์อย่างนี้

 

หนึ่งกัปหนึ่งกัลป์นี้ เอาจำนวนชาติ เป็นล้านชาติ

 

ล้านชาตินี้ บอกมี 5 (องค์) มี 10 (องค์) ลองคิดดูก็แล้วกัน

ว่าต้องรอกันนานขนาดไหน ถึงจะมีประตูไปสู่นิพพานเปิดอ้าขึ้น

 

ฉะนั้น ถ้าเราทำไว้ในใจ ว่าเส้นทางไปนิพพานไม่ใช่ง่ายๆ

ก็จะได้ไม่เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ทำนิดทำหน่อย วัน สองวัน

พอไม่ได้ขึ้นมา พอไม่ได้ผล หรือว่าไม่เกิดความคืบหน้า

ก็จะได้ไม่เกิดความรู้สึกว่า สงสัยจะทำไม่ได้หรอก

เพราะว่าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ เรายังทำไม่ได้เลย

 

แต่จริงๆ ก็คือ อะไรๆ ที่ปรากฏอยู่ให้เราเห็นอย่างนี้ในห้องวิปัสสนานุบาล

หรือว่าผู้ที่เดินจงกรม ผู้ที่ทำสมาธิ เจริญอานาปานสติกันได้นี่

แต่ละคนไม่ได้ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ทำกันวัน สองวันนะ

 

แล้วสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือ

การที่เราจะรู้กายใจโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นรูปนาม

ไม่ใช่อยู่ๆ จ้องไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วบอกว่า นี่ฉันดูแล้ว

ฉันพยายามแล้ว ฉันเพียรแล้วไม่ใช่แค่นั้น

 

ถ้าสมมติสั่งให้เพ่งปลายจมูกจุดเดียว เพ่งไปทั้งชีวิต

ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้

ถ้าหาก เข้าใจว่าเพ่งจุดใดจุดหนึ่ง แล้วจะบรรลุมรรคผล

จะเห็นกายใจโดยความเป็นรูปนาม .. นี่เข้าใจผิดอย่างมหันต์

 

ถอนจิตออกจากหล่มของมิจฉาทิฎฐิไม่ได้

ก็ทำไม่สำเร็จ ก็ทำแล้วไม่คืบหน้า

 

แต่ถ้ามีความเข้าใจว่า

พระพุทธเจ้า เวลาท่านตรัสเกี่ยวกับเรื่องการภาวนา

ท่านตรัสในเชิงเปรียบเทียบเสมอ ยกตัวอย่างเช่นอานาปานสติ

 

ท่านไม่ได้บอกให้ดูลมหายใจ

ไม่ได้บอกว่า ให้เห็นไปนะ ว่าลมหายใจเป็นอย่างนี้

ท่านตรัสจาระไนชัดเจนมาก ว่าเริ่มต้นขึ้นมา

รู้ว่ากำลังหายใจออก หรือหายใจเข้า

 

ถ้าหาก คุณไม่ล็อคความคิดไว้ว่า

จะต้องอยู่เฉยๆ อย่างนี้ แล้วก็รู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า

ตัวจะเบี้ยวอย่างไรก็ได้ หัวจะวางไว้ตรงไหนก็ได้

 

อันนี้ก็จะค่อยๆ ทำความเข้าใจในลำดับขั้นต่อๆ ไปว่า

อิริยาบถที่สบาย อิริยาบถที่เอื้อให้หายใจได้สะดวก

เป็นสิ่งที่ควรตั้งไว้เป็นหลักเริ่มต้น

 

อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส

อยู่ๆ ท่านไม่ได้บอกว่า ให้รู้ลมหายใจขึ้นมา

ท่านบอกว่า ให้นั่งคอตั้งหลังตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

 

คืออยู่กับปัจจุบัน อย่าห่วงไปข้างหลัง อย่าหวังไปข้างหน้า

แล้วให้รู้ว่า เวลาที่หายใจออก รู้ว่าหายใจออก

เวลาที่หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า

นี่เห็นไหม มีภาวะไล่ลำดับมา

 

แล้วเวลาที่พระองค์ให้รู้ลมหายใจ ท่านไม่ให้รู้ลมหายใจอย่างเดียว

ท่านยกเอาภาวะภายในมาเป็นตัวตั้งด้วย

 

อย่างเช่น ถ้าทำไปจนถึงกระทั่งจุดที่กายสงบระงับ กายสังขารระงับ

มีความรู้สึกว่าไม่อยากจะกระสับกระส่าย เอาร่างกายไปใช้ในเชิงกิเลส

หรือสังเกตดูร่างกายไม่เกร็ง มีความผ่อนพัก ผ่อนคลาย

นั่นก็เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นกายสังขารระงับ คือกายไม่แกว่งในเชิงกิเลส

 

แบบนี้ เกิดปีติขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็ให้ดูตัวตั้งคือ ปีติ

รู้ว่ามีปีติ หายใจออก รู้ว่ามีปีติ หายใจเข้า

 

เสร็จแล้วก็ไล่ไปตามลำดับ

รู้จิด แล้วก็รู้ว่า จิตที่ตั้งมั่นนี่ สามารถที่จะมองเห็น

ว่าอะไรๆ ที่กำลังปรากฏเป็นสภาวะปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

สามารถปลดเปลื้องพันธะ ความยึดเหนี่ยว ความยึดมั่นว่า

อะไรๆ ในกายในใจนี้ เป็นตัวเป็นตนได้

 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสมา แล้วก็เวลาที่ท่านจะให้เจริญสติต่อ

ท่านก็ให้เห็นภาวะคู่

 

อย่างเช่นถ้า ตัวความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ นี่

ท่านไม่ได้บอกว่าให้ดูความสุขอย่างเดียว

ท่านให้รู้ด้วยว่า เดี๋ยวก็มีความทุกข์มาเป็นตัวเปรียบเทียบ

 

หรือสภาวะของจิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่นิยมดูเข้ามาที่จิต ท่านก็ให้ดูว่า

 

จิตมีทั้งสงบ และฟุ้งซ่าน

จิตมีทั้งสมาธิ แล้วก็เสื่อมจากสมาธิ

จิตมีทั้งตั้งมั่น และไม่ตั้งมั่น

จิตมีทั้งหลุดพ้นชั่วชั่วคราว แล้วก็จิตมีทั้งกลับมายึดใหม่

 

นี่ท่านให้เห็นเป็นภาวะเทียบเคียง

เหมือนอย่างที่เราคุยๆ กันว่า เพื่อที่จะเห็นกายโดยความเป็นวัตถุธาตุ

 

เริ่มต้นขึ้นมานี่ อาจจะยากสำหรับคนที่ยังเข้าไม่ถึงฌาน

ไม่สามารถที่จะดูตับไตไส้พุงตัวเองได้ ซึ่งนั่นเป็นธาตุดินของแท้นะ

แล้วเวลาที่เรามีจิตที่สว่างมากพอ กว้างมากพอ

สามารถทะลุทะลวงตับไตไส้พุงได้

ก็สามารถที่จะมองเห็นของคนอื่น

เป็นตับไตไส้พุง เป็นถุงใส่อึได้เหมือนกัน

 

เปรียบเทียบแล้ว จะได้เข้าใจว่าคำว่าธาตุดินเป็นอย่างไร

อันนี้สำหรับคนที่ไปถึงฌานแล้ว ได้อาโลกกสิณแล้วนะ

 

แต่อย่างที่เราฝึกกัน เราก็ใช้อาศัยภาวะเทียบเคียง

เช่นธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินหมายเลขสอง

พอมายืนเทียบเคียงกันแล้ว สามารถสัมผัสได้ด้วยจิตธรรมดาๆ

ไม่จำเป็นต้องมีสมาธิลึกซึ้งอะไร

 

ก็เป็นภาวะเทียบเคียง ในแบบที่จะจุดชนวนให้เกิดความเห็นว่า

เป็นวัตถุ เป็นที่ตั้งของ รูปนาม ซึ่งสามารถเห็นได้

เกิดความรู้สึกได้ว่า ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา

 

หรืออย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนในสติปัฎฐาน 4

ว่าเมื่อเห็นอะไรภายในกายภายในใจนี้

ก็ให้เห็นภาวะเทียบเคียงคือกาย หรือว่าใจของคนอื่นควบคู่ไปด้วย

 

ไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นผู้วิเศษ

แต่เพื่อที่จะได้เห็นว่า ภาวะที่เหมือนๆ กัน ต่างก็ให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน

ว่าเกิดจากเหตุปัจจัย แล้วก็ต้องเสื่อมไปเป็นธรรมดา

 

ถ้าใครได้ไปถึงจุดที่ สามารถเทียบเคียงว่า

กายนี้เป็นวัตถุ กายนั้นก็เป็นวัตถุเสมอกัน จะรู้เลยว่าไปได้เร็วนะ

มีความรู้สึกขึ้นมาชัดๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่วันว่า

ทั้งของเราของเขา มีความเสมอกัน

 

บางคนนี่ เห็นกายตัวเองชัดตอนหลับตาภาวนา ตอนเดินจงกรมอยู่

แต่พอลืมตาขึ้นมา ไม่รู้จะภาวนาต่ออย่างไร

ไม่รู้จะเอาสิ่งที่ได้มา ในขณะนั่งสมาธิ เดินจงกรม มาใช้ในชีวิตระหว่างวันอย่างไร

 

เพราะไม่เข้าใจ ว่าจะมองอย่างไรนะ

 

อันนี้จริงๆ พระพุทธเจ้าท่านก็เปรียบเทียบไว้แล้ว

ให้ข้อเปรียบเทียบไว้นะว่า ของเราอย่างไร ของเขาอย่างนั้น

พิจารณาไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับได้ลงสนามภาวนาทั้งวัน

 

แต่ถ้าไม่เข้าใจ หรือไปบอกว่า คงไม่ใช่มั้ง

การภาวนา จะมา ‘เทียบเขา เทียบเรา’ ได้อย่างไร

จะมา ‘ส่งจิตออกนอก’ ได้อย่างไร

 

ถ้าเข้าใจคำว่า ‘ส่งจิตออกนอก’

ก็จะรู้ว่า หมายถึงส่งออกไปนอกภาวะขันธ์ห้า หรือว่าธาตุหก

ไม่ได้ดูโดยความเป็นขันธ์ห้า หรือธาตุหกนะ

แต่ดูด้วยความเป็นตัวตนบุคคลเราเขา แล้วก็มีกิเลส

อย่างนี้คือส่งจิตออกนอก

 

หรืออย่างบอกว่า เทียบเขา เทียบเรา

ไม่ใช่เทียบตัวเรา ไม่ใช่เทียบเขา

แต่เป็นเทียบขันธ์เทียบธาตุนะ

 

เห็นไหม ที่พูดมาทั้งหมด จะบอกว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจล้วนๆ

 

คุณจะถือแนวปฏิบัติ หรือว่าจะมีรูปแบบการปฏิบัติอย่างไรก็ตาม

ถ้าปราศจากความเข้าใจขั้นพื้นฐาน

ว่าพระพุทธเจ้าท่านปรารถนาจะให้เห็นอะไร

เถียงกันตาย เถียงกันไม่รู้กี่ชาติ

 

ตายไปชาตินี้ แล้วเกิดใหม่ วกกลับมาอยู่ในแวดวงการภาวนาอีก

เพราะว่าทำกรรมอย่างไร กรรมย่อมพยายามรักษาเส้นทางตัวเองไว้

ถ้าเคยได้ภาวนามาก่อน ก็ต้องได้กลับมาภาวนาอีกนะ

 

แล้วถ้าเคยภาวนาในแบบที่ไม่เข้าใจ หมกมุ่นอยู่กับวิถีของการถกเถียง

วนลูป อยู่กับโลกของอาการแบ่งสำนัก หรือว่าแบ่งแนวทางการปฏิบัติ

โดยที่หลงลืมหรือ ไม่เคยรับรู้เลย ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างไร

 

ก็จะเป็นอีกหนึ่งความยาก ที่เราจะเห็นได้ ประจักษ์ได้ด้วยตัวเอง

ไม่ว่าเกิดมาชาติไหนนะ ว่านี่เป็นอีกด่านความยากของสังสารวัฏ

 

ถ้าหาก เรามองว่า

ต้องไปเกิดในยุคที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ จะง่ายที่สุด

ก็ไม่เชิงนะ ไม่เชิงว่าจะง่าย ไม่แน่ว่าจะง่ายหรือเปล่า

 

ถ้าหากว่าเราไม่ได้ไปถือกำเนิดอยู่ในตระกูลที่ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน

หรือว่าพระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่นานๆ อะไรแบบนี้

อยู่ไกลๆ ลิบๆ นี่ก็ อาจจะแบบนี้แหละ

มีการถกเถียงกันว่าต้องปฏิบัติอย่างไร

 

แล้วก็ ถ้าไม่ใช่รูปแบบที่ตรงใจเป๊ะๆ

คือ ถ้าหากไม่ตรงกับที่เราคิด ไม่ตรงกับที่เรารู้สึก

ทั้งๆ ที่เป็นแนวทางที่เป็นไปได้ เราอาจจะปฏิเสธ

 

หรืออย่างในสมัยพุทธกาล ก็มีให้เห็นว่า

ลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ ก็มีอัธยาศัยที่แตกต่างกัน

เช่นถ้าไปอยู่สำนักของพระสารีบุตร

ท่านก็จะเน้นเจริญปัญญา แต่เจริญปัญญาของท่านนี่

ความหมายก็คือ ท่านให้ดูความหลากหลายของ จิต

ที่มาจากความหลากหลาย ของการกระทบกระทั่งทางกาย

 

หรืออย่าง ถ้าไปทางสำนักของพระโมคคัลลานะ

ท่านก็จะออกแนว ทำจิตให้เป็นสมาธิ ทำจิตให้มีความรู้ความเห็น

ในแบบที่ออกแนวฤทธิ์เดชอะไรแบบนั้น

 

ก็มีความแตกต่างกันเสมอ

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เกิดในพุทธกาล ยุคพุทธกาล

แล้วจะได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรงเสมอไป

 

ก็จะบอกว่า การทำความเข้าใจ สำคัญอย่างใหญ่หลวง

ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ

โอกาสที่จะเกิดสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นไปไม่ได้เลย

 

แต่ถ้าหากว่ามี สัมมาทิฏฐิ แล้ว จะปฏิบัติรูปแบบไหนแนวใด

ถ้าหากว่ารูปแบบนั้นแนวนั้น เอื้อ หรือเกื้อกูลให้เกิดสมาธิจิตได้

ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ที่เราจะเกิด สัมมาสติ เกิดสัมมาสมาธิ

 

ทีนี้ อย่างช่วงหลังๆ เราอยู่ในห้องวิปัสสนานุบาลกัน

ผมก็ย้ำเสมอว่า เรื่องของรูปแบบ มีดีตรงที่

เราอยู่ในฟอร์แมตแบบเดียวกันแล้ว

สามารถที่จะเห็นได้ว่าใครทำตามฟอร์แมตนี้แล้ว คืบหน้ามาอย่างไร

ก็จะสะดวกที่จะพูด ที่จะมาโค้ชกัน

 

ไม่อย่างนั้น คือต่างคนต่างทำตามใจชอบ

แล้วบอกว่าให้มาโค้ชให้ .. บางทีก็ลำบาก ไม่รู้จะเอาจุดไหนมา

เพราะว่าแต่ละคน ก็จะมีอยู่ในใจตัวเอง ว่าอยากให้อยากให้ดูให้ตรงนี้

ที่ทำมานี่ ไม่รู้แหละว่าจะทำมาแนวไหน แต่ขอให้ต่อยอดจากตรงนั้น

 

หนึ่ง คือบางทีผมเอง ไม่มีความเชี่ยวชาญไม่มีความชำนาญ

ในแนวทางวิธีการแบบที่ท่านทำกันมา

สอง คือถ้าเอามารวมๆ กันแบบนี้ จะไม่สามารถที่จะสัมผัส

รู้สึกถึงความคืบหน้าของตัวเอง เทียบเคียงกับคนอื่น

 

ตรงที่บอกว่าเทียบเขาเทียบเรา

ใครด้อย ใครเหนือ หรือว่าใครเก่งอะไรนี่ ไม่ใช่แบบนั้นนะ

 

แต่อย่างที่เห็นๆ กัน คือพอเราสามารถดูได้ด้วยตาเปล่า

ว่าใครมีความคืบหน้ามาอย่างไรบ้าง

อย่างน้อย เป็นเครื่องสนับสนุน หรือแรงบันดาลใจ

ให้เกิดความรู้สึกว่าทำๆ มา อย่างน้อยเห็นๆ เลยว่า

สีหน้าสงบลง ดูมีสมาธิมากขึ้น มีออร่า มีอะไรฉายออกมา

ตัวนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้ด้วยตาเปล่า

แต่ที่สัมผัสได้ด้วยใจนี่ ต้องทำด้วยตัวเอง

 

ถ้าทำเหมือนกัน แล้วเกิดความรู้ความเข้าใจจากภายในขึ้นมาว่า

ทำไปแล้ว ตามรูปแบบ ตามฟอร์แมตแบบนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้น

เกิดประสบการณ์แบบไหนขึ้น

อย่างนี้เวลาเทียบเคียง จะไม่ใช่เทียบเพื่อที่จะอวดเขาอวดเรา

แต่เป็นการเทียบเพื่อที่จะรู้ว่า เราไม่ได้ทำอยู่คนเดียวตามลำพัง

เราไม่ได้คืบหน้าขึ้นหลังอยู่คนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ

 

จะมีข้อเปรียบเทียบ มีข้อยืนยัน มีข้อสนับสนุน

จากหมู่เหล่า ที่อยู่ด้วยกันนี่ว่า ถ้าเป็นไปตามนี้ด้วยกันแล้ว

จะมีเส้นทางพัฒนาการ หรือมีประสบการณ์ทางจิต ทางใจภายในแบบไหน

 

แล้วเอาไปเทียบวัดกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้

เป็นความเข้าใจ เป็นตัวตั้ง เป็นหลักต้นได้หรือเปล่า

 

ถ้าหากว่าทำกันมากๆ แล้วมีความรู้สึกว่า

ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา

กายใจนี้ เป็นแค่รูปนาม ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น จิตใสใจเบาปล่อยวางได้

ไม่เกิดอาการอยากจะตีฆ้องร้องป่าว ว่าฉันทำได้ ฉันเจ๋งกว่าแก แกทำผิด

มีความสงบ มีความเบา มีความสันโดษเฉพาะตัว

แล้วก็อยากเกื้อกูลกัน เฉพาะคนที่สามารถเกื้อกูลได้

 

อันนี่ เปรียบเทียบได้ชัดๆ ว่า

ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาจะให้มาถึงหรือเปล่านะ

แล้วพอเราได้คำตอบที่ตรงกัน

สิ่งที่จะเป็นผลลัพธ์ตามมา คือความเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน

 

ตรงนี้ก็อยากให้เราสำรวจตรวจสอบ

เช็คกันเรื่อยๆ ว่าที่เรากำลังทำๆ กันอยู่

เรามาถึงไหนกันแล้ว

 

วันเวลาล่วงผ่านไป วันเดือนปี ผ่านไปเรื่อยๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่

ถ้าตรวจสอบได้ ถ้ารู้สึกตรงกันได้

ถ้ารู้สึกว่าก้าวหน้าไปด้วยกันได้ ก็เช็คกับสิ่งที่พระเจ้าท่านตรัส

แล้วไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไป ก็จะเกิดความมั่นใจ

แล้วเกิดกำลังใจที่จะคืบหน้า รุกคืบไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะถึงเป้าหมายนะครับ

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 93 | จันทร์ 14 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – ความเข้าใจสำคัญกว่าสมาธิ

ถอดคำ : เอ้

วิปัสสนานุบาล EP 91 (เกริ่นนำ) จากเราเก่ง สู่เราเห็น จนถึงไม่มีเรา - 10 มีนาคม 2565

วิปัสสนานุบาล EP 91 | พฤหัส 10 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ - จากเราเก่ง - สู่เราเห็น - จนถึงไม่มีเรา

 

พี่ตุลย์ : มีคนที่เดินจงกรมหลับตากันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในห้องนี้

ลำดับพัฒนาการ ทิศทางที่เราควรทำความเข้าใจก็คือ

ช่วงแรกๆ .. แน่นอน พอหลับตาเดินได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หยุดได้เป๊ะ แล้วก็เดินได้ตรง ทั้งๆ ที่หลับตาอยู่

เห็นๆ เลย หลอกกันไม่ได้ ดูกันในไลฟ์นี่

แล้วตัวของตัวเองจะรู้ดีว่า ไม่มีการมาลักไก่ ไม่มีการมาอะไร

 

ขึ้นต้นมา จะรู้สึกว่าเราทำได้ เป็นธรรมดาของคนที่ยังไม่ได้ข้ามพ้นไป

จะรู้สึกว่าเราเก่งเป็นธรรมดานะ

 

พูดเพื่อที่จะบอกว่า ถ้าเกิดความรู้สึกว่า เราเก่ง ขึ้นมา

หรือว่าเราเจ๋ง เราทำได้ เราสามารถ

ไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิ หรือจะต้องมาด่าตัวเอง .. เป็นเรื่องปกติ

 

ก็เคยทำไม่ได้ แล้วคนอื่นทั้งโลกก็ทำไม่ได้

ครั้นพอเราทำได้ขึ้นมา ก็แน่นอน จะเกิดอาการชมตัวเอง ว่าเราเก่ง

ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

ทีนี้ ถ้าแม่นยำในทิศทาง

เราไม่ได้เอาแค่เรื่องของ การเดินหลับตาได้ตรงทาง

การกะระยะ หยุดได้เป๊ะ

 

แต่เราเอาความสามารถที่จะมีจิตสัมผัส

มารับรู้ มาตั้งทิศตั้งทาง ให้เกิดสติ

แบบที่มองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า กายนี้ ที่มีหัวตัวแขนขา

ทิ้งน้ำหนักลงบนเท้าทั้งสอง

มีความเป็นธาตุดินเสมอกันกับผนัง หรือประตู หรือต้นไม้

ตามแต่สถานที่ๆ ใครจะอาศัยเดิน

 

แล้วระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง และหมายเลขสอง

มีช่องว่างคั่นอยู่ ให้เกิดการรับรู้ว่า นี่ธาตุดินนะ ต้องกินที่ว่าง

 

ความรู้สึกจะค่อยๆ ต่างไป

จากที่มีความรู้สึกใหญ่ๆ อยู่ว่าเราเก่ง

จะเห็นเป็นว่า ธาตุดินถูกรู้ได้ชัด

 

และยิ่งชัด ยิ่งคม ยิ่งใส ไร้ความคิด

ความคิดสงัดเงียบจากหัวมากเท่าไหร่

จะเกิดความรู้สึกแทนที่ขึ้นมา

จากคำว่าเราเก่ง กลายเป็นว่าเราเห็น

 

ตรงที่เราเห็น แล้วรู้สึกว่า ตรงตามความเป็นจริง

ตรงกับที่จะมี reality check

เราลืมตา กับหลับตา มีผนังอยู่ตรงหน้าจริงๆ กะระยะได้เป๊ะ

แล้วก็มีช่องว่างอยู่จริง

ระหว่างธาตุดิน หมายเลขหนึ่ง กับธาตุดิน หมายเลขสอง

 

ตัวเราเห็น ยิ่งเห็นชัดเท่าไหร่

จิตใสไร้ขอบแผ่กว้าง  ไม่มีประมาณมากเท่าไหร่

จะยิ่งมีความรู้สึกขึ้นมาเรื่อยๆ .. เราเห็นๆ ไม่ใช่เราเก่ง

 

จากที่เราเก่ง เรื่องการกะระยะ เรื่องการเดินได้ตรง

เรื่องการเดินไม่ชน เรื่องการเดินไม่เป๋

จะรู้สึกพื้นๆ เบสิกเป็นเรื่องธรรมดาไป

 

แล้วมองใหม่ เกิดความรู้สึกใหม่ว่า

ที่เดินไปนี่ ไม่ใช่เราเดิน เป็นธาตุดินเคลื่อนที่ไป

 

ความรู้สึกเป็นเรา ยังเกาะกุมที่จิตเต็มที่ ก็ไม่เป็นไร

อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน

ไม่ต้องไปพยายามถอดถอนทันที

แต่จะสังเกตได้ว่า ยิ่งเข้าสู่ขั้นของ ..เราเห็น มากกว่าเราเก่ง

ถอยห่างออกมา มากเท่าไหร่

 

ตัวเราเห็น จะยิ่งยืนยันกับตัวเองได้ว่า

ที่เราเห็นนี่ เราเห็นจริงๆ ไม่ใช่อุปาทานแป๊บๆ

เพราะจิตจะเสถียร และรู้สึกเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แม้ในระหว่างวัน ก็จะเกิดความคงค้าง

รู้สึกว่า กายนี้ ความเคลื่อนไหวแบบนี้

สักว่าเป็นความเคลื่อนไหวของธาตุดิน

หรือเป็นความหยุดอยู่นิ่งอยู่ของธาตุดิน

ไม่ใช่เป็นความหยุดอยู่ หรือเคลื่อนไหวของใคร แบบแต่ก่อน

 

ตัวเราเห็นๆ ที่เกิดซ้ำๆ เดินจงกรมแม่นยำ

จุดหยุดเทียบตลอด ไม่เลิก

ว่ามีตัวธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินหมายเลขสอง

ตั้งระยะห่างกัน ประจันกัน

เกิดความสว่าง เกิดความตั้งมั่น เกิดความรู้สึกถึงจิตใสไร้ขอบ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตเปลี่ยนจากคว่ำเป็นหงาย

เปลี่ยนจากปิดเป็นเปิด จะเห็นตัวเอง รับรู้สภาวะตัวเองชัดเจน

ว่า จิตก็เป็นธาตุหนึ่ง อาศัยธาตุดิน อาศัยอากาศ อาศัยธาตุลม

เป็นเครื่องประชุม ประกอบพร้อมให้จิตอิงอาศัยอยู่ด้วยได้

 

โดยเฉพาะคนที่ไปถึงจุดที่สามารถหยุดรู้ได้สบายๆ

ธาตุดินหมายเลขหนึ่ง หมายเลขสอง พร้อมอากาศว่างหายใจออก

ธาตุดินหมายเลขหนึ่ง หมายเลขสอง พร้อมอากาศว่างหายใจเข้า

รู้สึกชิวๆ สบายๆ จิตเปิด จิตใส ไร้ความคิด

ไร้ความรู้สึกว่าเหล่านี้เป็นใคร

เหล่านี้ใครเก่ง เหล่านี้ใครดี เหล่านี้ใครทำได้

มีแต่ความเป็นธาตุ ตั้งอยู่ให้เห็นสว่างแจ้งอยู่อย่างนั้น

 

จะเกิดความรู้สึกชัดขึ้นๆ ว่า จิตอยู่ตรงนี้เอง

อยู่ตรงที่รับรู้อยู่ ทั้งหมดนั่นแหละ

 

แม้แต่ความสว่างๆ เป็นแค่เหมือนกับเปลือกของจิต

ตัวจิตจริงๆ อยู่ตรงที่มันรู้ รู้อยู่ทั้งหมด

แม้กระทั่งตอนนี้ ที่รู้อยู่ทั้งหมด รับรู้อยู่ทั้งหมด .. นั่นแหละจิต

นั่นแหละ วิญญาณธาตุ

 

เมื่อเราเห็นวิญญาณธาตุ เป็นแค่ส่วนประกอบ

เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของธาตุทั้งหลาย มีธาตุดินเป็นอาทิ

 

จิตจะยิ่งนิ่งเงียบ และยิ่งเข้าสู่ภาวะรู้แบบไม่ตัดสิน

ไม่มีการชี้ว่านี่เราเป็นใคร

มีแต่อาการรู้ว่า ไม่มีใคร อยู่ในนี้

 

ไม่ว่าจะเป็นธาตุดิน หรือว่า อากาศว่างระหว่างธาตุดิน

หรือลมหายใจที่เข้าออกอยู่ในธาตุดิน ไม่มีใครในนี้

หรือแม้แต่จิตที่สว่างอยู่ ก็ไม่มีใครที่จะอ้างได้ว่าเป็นตัวตนของใคร

 

ระยะนี้ พอเห็นจิตจริงๆ เห็นจิตว่าเด่นชัด

เป็นองค์ประกอบหนึ่งในธาตุทั้งหก

จะเปลี่ยนจากคำในหัวว่า .. เราเห็น กลายเป็น ไม่มีเรา

 

จากตอนแรก

เราเก่ง กลายเป็น เราเห็น

จากเราเห็น กลายเป็น ไม่มีเรา

 

ตรงที่ไม่มีเรา จิตยังอยู่ในขั้นรู้สึกว่า ไม่มีตัวตน

เรียกว่าเป็นอนัตตสัญญา

คืออนัตตา บวกกับคำว่าสัญญา

กลายเป็นความรู้สึกว่าไม่มีตัวตน

 

ตอนที่รู้สึกว่าไม่มีตัวตนชัดขึ้นๆ

อันนั้นยังไม่ใช่มรรคผล ยังไม่ใช่การเห็นนิพพาน

เป็นแค่การรู้สึกเพิ่มขึ้นๆ ชัดขึ้นๆ ว่า

กายนี้ใจนี้ สักว่าเป็นรูป สักว่าเป็นนาม

ไม่มีใครอยู่ในนี้ ไม่มีตัวใคร ไม่มีบุคคล ไม่มีเราเขา

 

ถ้าหากว่าเกิดความรับรู้ ด้วยสติบริสุทธิ์

เห็นว่ากายนี้ใจนี้สักว่าเป็นธาตุ ไม่มีตัวใครในนี้จริงๆ นานขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งลืมตา ก็ยังจำความรู้สึกนี้ได้

คุยกับใคร ก็ยังมีความรู้สึกแบบนี้ผุดขึ้นมาประปราย หรือผุดขึ้นมาถี่ๆ

 

จะมีความรู้สึกเหมือนมีสองตัวมากขึ้นทุกที

และเป็นอนัตตาทั้งสองตัวนะ ไม่ใช่มีตัวตนขึ้นมาใหม่

 

ไม่ใช่มีตัวใครที่แปลกปลอมขึ้นมาอีกคน

แต่ว่าจะรู้สึกเหมือนมีอนัตตา ที่กำลังแสดงให้ดู

เป็นอาการขยับปาก เป็นอาการพูดคุย

และมีอนัตตาภายใน มีความรับรู้อยู่ว่า

นี่เรากำลังดู ความไม่ใช่ใครของเปลือก

คือกายนี้ การปรุงแต่งของใจนี้ให้คิดให้พูดให้ทำ

 

ตัวที่เห็นไปเรื่อยๆ

จะค่อยๆ มีความเบิกบานชนิดหนึ่งออกมาจากใจกลาง

ซึ่งความเบิกบานชนิดนี้ ถ้าหากแรงพอ

จะทะลุเปลือกหยาบออกมา

 

เปลือกหยาบ เปลือกโมหะ เปลือกแห่งการยึดมั่นถือมั่น

ว่าเป็นตัวเป็นตน มีตัวมีตนอยู่ในกายนี้ มีตัวมีตนอยู่ในใจนี้

 

การทะลุออกมานั่นแหละ คือการข้ามเส้น

คือเป้าแรกที่เรามาอยู่ในห้องวิปัสสนานุบาลนี้ ก็เพื่อการนั้น

 

ถ้าใครนั่งสมาธิก็ตาม เจริญอานาปานสติอยู่

หรือ เดินจงกรมจะหลับตา หรือลืมตาก็ตาม ตามอัธยาศัย

แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมา .. เราเก่ง อย่าไปว่าตัวเอง

บอกตัวเองว่า เราอยู่ในเขตแรก

 

ต่อมา รู้สึกว่าเราเห็น

ก็ให้เริ่มไว้ใจตัวเองได้ขึ้นมาอีกนิด ว่าไม่มีตัวเก่งแล้ว

ไม่มีตัวที่สำคัญมั่นหมายว่าเราทำอะไรเพื่อใคร

เอารางวัลมาเพื่อคนไหน ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว

เริ่มเข้าเขตเห็นว่าไม่มีใคร

 

แต่ที่จะเข้าเขตสุดท้ายเห็นว่าไม่มีใครจริงๆ มีอนัตตสัญญาจริงๆ

คือขั้นที่เรารู้สึกถึงความเป็นจิตที่เบ่งบาน

มีลักษณะกว้าง มีลักษณะไร้ขอบ ไม่คิด

 

เงียบใสไร้ความคิด มีจิตตั้งมั่นรู้อยู่

โดยไม่ตัดสิน ไม่เอาอะไรให้ใครทั้งนั้น

นี่ เข้าเขตความไม่มีเราไปมากขึ้นๆ

ตรงนี้คือการบ่มตัว เพื่อให้จิตทะลุออกมาจริง

 

นี่พูดแบบที่ให้เห็นภาพกว้างมากที่สุด ในเวลาน้อยที่สุดก็จะประมาณนี้

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 91 | พฤหัส 10 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ - จากเราเก่ง - สู่เราเห็น - จนถึงไม่มีเรา

ถอดคำ : เอ้

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 87 (เกริ่นนำ) ช่วงชีวิตสาหัส อาจเป็นจังหวะดีสุด เพื่อก้าวผ่านด่านแรก - 5 มีนาคม 2565

วิปัสสนานุบาล EP 87 | เสาร์ 5 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – 

 

พี่ตุลย์ : ตั้งแต่เมื่อคืน ก็อย่างที่คาดหมาย  

มีคนอยากรู้กันเยอะว่า ใครในพวกเราที่ผ่านด่านแรกได้

ซึ่งก็เป็นที่คาดหมายได้นะ

อยากรู้เพราะอยากอนุโมทนา ไปกับเขา หรือเธอ

 

ก่อนที่เราจะมารู้ว่าเป็นใครนี่

อยากให้เข้าใจว่า พวกเราจะเป็นประโยชน์ต่อกันและกันจริงๆ

ก็คือได้ทั้งแง่ของกําลังใจ แรงบันดาลใจ แล้วก็แนวทาง  

 

เพราะฉะนั้น ก่อนที่ .. อย่างเดือนนี้ กําลังยังดีๆ อยู่

ผมก็อยากจะลองสักตั้งดูว่า

ถ้าหนึ่งเดือนทําอย่างต่อเนื่องไปเหมือนเคยนี้

จะมีอะไรดีขึ้นได้บ้างไหม

 

แทนที่จะอยู่กับความเป็นอย่างนี้ แล้วก็ติดอีกหลายๆ ปีนะ

ยังมีความเป็นไปได้อยู่ เพราะอะไรที่สดใหม่ อะไรที่ยังมีกําลังพร้อมนี้

อย่างในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านก็ถึงขั้นสุดท้ายกัน

ใช้เวลาหลักสัปดาห์หลักเดือน

 

ทีนี้ ถ้าหากว่าเอามาโชว์ตัว แล้วเกิดติดใจการโชว์ตัวขึ้นมา

หรือมีใครมาขอให้ช่วยอะไรมากมาย อาจจะติดค้างอยู่ตรงนี้  

 

เมื่อวานก็เลย เปลี่ยนใจนาทีสุดท้ายเลย

บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอเวลาเดือนหนึ่งเดี๋ยวเปิดเผยตัวแน่

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม จะมีประโยชน์ ถ้าหากว่า

เราจะกล่าวถึง ที่มาที่ไปสักนิดหนึ่ง

 

คือคน ๆ นี้ ผมรู้จักครั้งแรก เห็นตัวครั้งแรก จากในคอมเมนท์

ที่ช่วงที่ผมน่าจะสอนใช้มือไกด์ หรือว่าจะใช้เสียงสติ

หรืออะไรสักอย่างนี่ จําไม่ได้แน่ .. เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว 

 

นี่เขาเป็นคนนับเอง เป็นคนบอกว่า

ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน จนกระทั่งถึงวันที่ได้ .. เจ็ดเดือนพอดี

 

ตอนนั้น ที่เห็นในคอมเมนท์ ก็รู้สึกเห็นแววบางอย่าง

เลยให้แอดมินติดต่อไป ให้มาคุยกันเป็นส่วนตัวในทางไลน์

ไม่เคยเจอตัวจริงกัน จนกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่เคยเจอ

แล้วก็คุยกันมาเรื่อยๆ

 

ประเด็นที่ อยากจะบอกคือ

(คุยกัน) เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะตั้งห้องวิปัสสนานุบาล

เพื่อให้ความเข้าใจชัดเจนว่า ปกติ ไม่ได้คุยกับใครเป็นพิเศษ

ขอให้เข้าใจด้วยว่า เป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะคุยกับทุกคน เป็นร้อย ๆ คนนะครับ 

 

คนนี้ (คุยกัน) ตั้งแต่เจ็ดเดือนที่แล้ว

ก่อนหน้าที่จะตั้งห้องวิปัสสนานุบาลสามเดือน

ไม่ใช่ว่าตั้ง (ห้อง) แล้วก็เหมือนกับมีอภิสิทธิ์พิเศษอะไรอย่างนั้น

 

ทีนี้ที่จะพูดเป็นประเด็น ที่น่าสนใจจริง ๆ ก็คือ

เจ็ดเดือนนี้ อันนี้เป็นคําพูดของเขาเอง

จะยกมาให้ดู .. เขาเขียนเอง คือบอกว่า

 

เป็นเจ็ดเดือนที่เอาจริง เป็นเจ็ดเดือนที่จะว่านาน ก็ว่านาน

เพราะว่าทํากันทุกวัน จริงจัง

ไม่เหมือนแต่ก่อน บอกว่าปฏิบัติมาเป็นสิบปี

แต่ที่จริง ที่จะจริงจังนี่ ในแต่ละปีแทบนับวันได้

แต่เจ็ดเดือนนี้ จริงจังทุกวัน

ความเข้มข้นต่างจากสิบยี่สิบปีที่ผ่านมาเทียบไม่ติด

 

ตรงนี้อยากจะให้มีความเข้าใจกันชัดๆ

ไม่ใช่ว่าผมมีความสามารถพิเศษ พลังพิเศษอะไรที่จะดลบันดาล

ให้ใครถึงขั้นแรกได้ ข้ามเส้นแรกได้ ผ่านด่านแรกได้ .. ไม่ใช่  

 

ต้องด้วยความพยายาม ของคน ๆ นั้นเอง

 

ผมได้แค่เอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน มาทําให้เป็นที่เข้าใจ เป็นวัน ๆ

 

เพราะผมเอง เอาจริงๆ เลย ถ้าจะบอกว่า ได้ธรรมะจริงๆ จากใครนี่

ก็เรียบเรียงครูบาอาจารย์มาหมดแล้วแหละ คือพูดซ้ำบ่อยแล้ว

 

แต่ว่าที่จริงๆ เลย ก็ได้จากพระพุทธเจ้า

เพราะว่าเริ่มต้นไม่ได้เริ่มด้วยบุคคล

แต่ว่าเริ่มด้วยการรับธรรมะ จากพระองค์โดยตรง

 

แล้วผมก็พยายามให้คนๆ นี้ ได้แนวทางแบบนั้นด้วย

จะได้ช่วยกันยืนยันว่า พระพุทธเจ้ายังไม่ตายอาศัยสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้

เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัตินั่นแหละ มาเป็นเครื่องพิสูจน์ได้

ขอมีความเพียร มีความพยายามจริงจังเท่านั้น

 

ทีนี้ มีอีกประเด็นหนึ่งคือ

คนๆ นี้ ไม่ได้ปฏิบัติในเวลา ในช่วงชีวิต ที่มีความสุขอย่างเดียว

คือมีทั้งช่วงที่อะไรในชีวิตนี่เบาบาง

แล้วก็มีหลายช่วง โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ช่วงเดือนท้ายๆ นี่

ชีวิตมาถึงจุดที่เรียกว่า แบกภาระหนักที่สุด .. หนักที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต

 

มีคําหนึ่ง  อันนี้จะไม่ลงดีเทล แต่มีคําหนึ่งที่ผมบอกเขา นั่นก็คือ   

 

ตอนที่เซ็งสุดขีด ตอนจิตไม่เอาไหนเลย

อย่าคิดว่าเป็นเคราะห์ร้ายเสมอไป โดยเฉพาะในทางธรรม

 

ตอนที่ เราเห็นทุกข์ชัดเจนที่สุดนี่ เกิดตอนที่ทุกขเวทนามันปรากฏ

แต่ขณะเดียวกัน จิตมีความเป็นอุเบกขา เป็นอุเบกขาแบบบริสุทธิ์

พูดง่าย ๆ ว่า ความทุกข์ เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ หนักหนาสาหัส

ที่คน ๆ นี้เจอในช่วงท้าย ๆ .. แต่ว่ายังเจริญสติไม่หยุด

 

ต่อไปนี่ก็จะรวบรวม

คือให้เขารวบรวมสิ่งที่ได้คุยกัน ที่เขาเล่าให้ฟังนี่ออกมาเป็นเล่ม

เพราะฉะนั้นไม่ปิดบังตลอดไปแน่นอน จะรู้กัน

คือเคยเห็นหน้ากันในนี้แหละ

 

ช่วงนี้หลาย ๆ ท่านก็มีความทุกข์ เผชิญกับชะตากรรมแบบฆราวาส

ที่เต็มไปด้วย เรื่องรุงรัง น่าหนักใจ หรือว่า อารมณ์เซ็งเป็ด

ที่ยิ่งวัน โลกเหมือนยิ่งกระทําย่ำยีกับจิตใจชาวโลกนี่ หนักขึ้นๆ

 

แต่ถ้าหากว่า ในห้วงแห่งความทุกข์

เรามีความใส ความเบาของจิต

อันเกิดจากการภาวนาถูกทาง เจริญอานาปานสติเป็น

 

คน ๆ นี้ ผมสอนแบบเดียวกันกับที่มาโค้ชทุกท่านนี่แหละ

อาจจะมีดีเทลอะไรที่ยิบย่อย แต่ว่าโดยแนวทางหลัก ไม่ต่างกัน

รับรองได้ รับประกันได้ว่า ไม่ใช่มีเคล็ดลับ

หรือว่าไม่ใช่มีกํามืออาจารย์อะไร ที่จะต้องปิดบังกัน

 

ทุกอย่างที่ผมคุยกันในไลฟ์ห้องวิปัสสนานุบาล

ก็คือ อะไรแบบเดียวกันที่คุยกับคน ๆ นี้แหละ

 

แต่คน ๆ นี้ ไม่ได้ ..

เอาเป็นว่าเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ใส่ใจจริงๆ ว่า

เราจะเอาจริงตามที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร

ไม่ไปสะเปะสะปะ ไม่คิดเองเออเอง แล้วก็อยู่กับร่องกะรอย

 

คือบางครั้งนี่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น

แล้วเป็นเหตุให้เกิดความท้อ เกิดความทรมานใจ

หรืออย่างท่านๆ นี่แหละ บางทีอยากได้มรรคอยากได้ผล  

ผ่านมาหลายด่าน ผ่านด่านความเห็นผิดอะไรมาสารพัด

แล้วก็ซับซ้อนพิสดารมาก เพราะตอนจิตมีกําลังจะเล่นอะไรได้เยอะ  

 

ไปคิดเองเออเองแค่นิดเดียวนี่ โอ้โห! บางทีเห็นเลย

บางทีจะไปเป็นอสัญญีพรหม (หมายเหตุ : พรหมลูกฟัก) บ้าง

บางทีจะไปเหมือนกับ สร้างนิมิตอะไรขึ้นมาเอง

แล้วก็ เข้าใจว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์อะไรขึ้นมาได้อย่างนี้

 

ก็เลยจะบอกว่า ถ้าเราปฏิบัติแบบตรงทางจริง ๆ

บางทีแม้ตรงทางแล้ว ก็เจอด่านดัก ก็เจออุปสรรค หลายซับหลายซ้อน

ซึ่งเดี๋ยวจะให้มาเล่าแบบละเอียด  

แต่เดือนนี้ ขอลองดูว่าเป็นไปได้ไหม ที่ยังสด ๆ ใหม่ ๆ อยู่นี่

จะมีความสามารถ ในการทําอะไรให้ดีขึ้นได้หรือเปล่า

 

ก็จะบอกนะครับว่า ถ้าหาก เราคิดว่า

เราไม่มีโอกาส เรามีความทุกข์ ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องหนักหนาสาหัส   

 

อยากบอกว่า จริง ๆ แล้ว

อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่เอื้อที่สุด

หรือว่าผลักดันให้เรา ผ่านด่านแรกได้ง่ายที่สุดในชีวิต ก็ได้

 

ถ้าเราเจริญสติดี  มีทุนเป็นสมาธิ มีจิตใสใจเบาได้บ้าง

เดินจงกรมเป็น เทียบธาตุดิน วัตถุนี้ กับวัตถุอื่นได้เสมอกัน

อันนี้ อาจจะเป็นจุดลงตัวที่สุด ที่เราจะได้สําเร็จ

 

อย่างพระพุทธเจ้า ท่านทุกข์ทรมานอยู่หกพรรษา

ถ้านึกไม่ออก ลองเอาตัวไปอยู่ใน ที่ๆ เต็มไปด้วยความทุกข์

เต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม เต็มไปด้วยความคันคะเยอ

เต็มไปด้วย ความลําบากนานับประการ  

แทบไม่กินแทบไม่นอน อะไรแบบนี้ หกพรรษาหกปี ลองนึกดู  

 

เสร็จแล้ว คืนที่ท่านบรรลุ ท่านมีจิตที่ เป็นสมาธิ

แล้วก็ทบทวนดูเห็นว่า อะไรๆ ที่ กําลังมี กําลังเป็นอยู่นี่

เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่ามีใคร ไม่ใช่มีภาวะอะไรอย่างหนึ่งตั้งอยู่

จะทุกข์หรือจะสุขก็ตาม ท่านเห็นเหตุปัจจัย

 

และการเห็นเหตุปัจจัย สืบไปสืบมา ได้ต้นเค้าที่ ‘อวิชชา’

ประหารอวิชชาสําเร็จนั่นแหละ ท่านถึงได้มาสอนโลกได้  

 

อันนี้ก็เหมือนกัน พวกเรานี่บางทีตั้งสเปกกันไว้ผิด ๆ

ว่าชีวิตต้องอยู่ในช่วงที่ดี มีความสุข ชีวิตต้องพร้อม สมาธิต้องเจ๋ง

ต้องมีใครสักคนหนึ่ง มาดลบันดาล หรือมาเสกเป่า

ให้ใจของเราเข้าที่เข้าทาง มีความวิเศษวิโสอะไรขึ้นมา

แล้วถึงพร้อมบรรลุได้ .. ไม่ใช่นะ ตรงกันข้าม  

 

ที่ตั้งไว้เป็นสเปกในใจ ว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้

โดนกิเลสหลอก

 

แต่ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ มีความทุกข์ตามอัตภาพของแต่ละคนนั่นแหละ  

แล้วมีความเพียรที่ถูกต้อง ที่จะทําให้เกิดสมาธิ ที่จะทําให้เกิดปัญญา

นั่นแหละ ความพร้อมที่จะข้ามเส้นได้

 

เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสเองเลย บอกว่า

ถ้าไม่มีความสุขอยู่บ้าง

สัตว์ทั้งหลายก็คงไม่ติดอยู่ในสังสารวัฏ

แล้วถ้าไม่มีความทุกข์อยู่บ้าง

สัตว์ทั้งหลาย ก็คงไม่คิดจะออกจากสังสารวัฏ

 

พูดง่าย ๆ ถ้าไม่มีความทุกข์ ไม่มีแรงผลัก มีแต่ดีกับดี จะออกไปทําไม

มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ชะตากรรมที่มาโอ๋  

มีแต่ใครต่อใครที่มาชื่นชม

แล้วจะออกไปทําไมจากความเป็นอย่างนี้ใช่ไหม

 

คือ ใครที่กําลังมีความทุกข์ แต่ยังเพียรไม่เลิก

แล้วรู้ว่าจิตของเราใส ใจของเราเบาได้ 

ตรงนี้ อยากจะบอกว่า ขอให้ดูคน ๆ นี้เป็นตัวอย่าง

 

บอกซ้ำอีกที .. เขาพูดเอง ตั้งแต่รู้จักกันเจ็ดเดือน

ไม่มีแม้แต่วันเดียว ที่หยุดเจริญสติ

ไม่มีแม้แต่วันเดียว ที่เลิกทําสมาธิ หรือเดินจงกรม

 

 

จะมีอยู่วันหนึ่งที่ผมสั่งให้หยุดเอง เพราะว่าเขาไปเล่นอะไรเพี้ยนๆ

แล้วก็กลัวว่าจะหลงทางเข้าป่ารกไป ก็เลยบอก

คือจะดูอาการว่า จะยังมีนิมิตหลอกหลอนอะไรอีกไหม

 

แต่ว่า นอกนั้นเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่หยุด

ก็จะบอกทุกท่าน ให้เกิดกําลังใจ และเกิดความแน่ใจ

 

.. นี่หลายๆ คนอาจจะนึกถึงเรื่อง ‘เจ็ดเดือนบรรลุธรรม’

 

เจ็ดเดือนบรรลุธรรมนี่เป็นนิยายนะ ไม่ใช่เรื่องของผมเอง

เป็นนิยายจริงๆ แต่ว่าเรียบเรียงขึ้นมา

เพื่อที่จะให้เห็นว่า สติปัฏฐานสี่ ปฏิบัติได้จริงๆ ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างไร

ตั้งแต่ต้น จนข้ามเส้นแรกได้อย่างไร

 

ตรงนี้ก็เป็นความประจวบมั้ง เจ็ดเดือนพอดีเหมือนกัน

แต่ว่าอันนี้เรื่องจริง แล้วก็เป็นสิ่งที่ ..

 

คือบางคนในที่นี้ .. อย่างคนนี้ ผมกะไว้เก็งไว้ว่ามีแวว

อันนี้พูดตรงไปตรงมาเลย คือเห็นตั้งแต่แรก ว่ามีแวว

เสร็จแล้วก็ได้จริงๆ

 

เพราะฉะนั้น ที่ผมพูดว่าหลายๆ คนในห้องนี้มีสิทธิ์

นี่ไม่ได้มั่วนะ แล้วตอนนี้ก็ยังยืนยันว่า

ถ้ามีฉันทะ ก็มีจํานวนที่เพิ่มขึ้น

ที่บอกไปวันก่อน.. ปีนี้มีสิทธิ์หกคน

อันนี้ยํ้าว่าเท่าที่เห็นว่ากําลังมีอยู่

 

แต่ถ้ามีฉันทะเพิ่มขึ้น อาจจะยี่สิบ สี่สิบอะไรแบบนี้

ตัวเลขนี่ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย ไม่ได้ฟิกซ์ตายตัว

 

คือหลังๆ ผมมีความเข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องวันเวลาที่เหมาะสมด้วย

ที่จริง ใจ ไม่อยากยอมรับ .. แต่ว่าเป็นเรื่องจริง

คือมีจังหวะ มีโอกาส มีเดือน มีปีที่เหมาะสม

 

ทีนี้ไม่ใช่ว่า สมมติว่า

อย่างคนๆ นี้ บอกเดือนมีนาคม เป็นจังหวะที่เหมาะ  

แต่ถ้ามีนาคม ทอดหุ่ยเลย .. ก็ไม่ได้นะ

 

แล้วจะมีช่วงอื่น ๆ

อย่างช่วงปีนี้อาจจะมีอีกสองเดือน โอกาสอาจจะน้อยลงอะไรแบบนี้  

แต่นี่ถ้าสมมติว่า ปีนี้มีสามเดือนมีจังหวะที่เหมาะจะได้ถึง

เสร็จแล้วทั้งสามเดือนนี่ นอนเล่น ตีพุง ดูหนังดูละครอะไรไปนี่

ก็หมดสิทธิ์

 

อันนี้ต้องทําความเข้าใจ

ทําให้เกิดความเข้าใจจริง ๆ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ  

 

อย่างผมเคยพูดบ่อย ๆ ยกตัวอย่างพระเจ้าอชาติศัตรูนี่

เดือนนั้นปีนั้น ที่ท่านจะได้พบพระพุทธเจ้า ต่อเบื้องพระพักตร์

ฟังธรรมเทศน์เป็นครั้งแรกนี่ ท่านมีสิทธิ์ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระพุทธเจ้ายืนยันเอง

 

แต่กลับไปฆ่าพ่อเสียก่อน มีเหตุปัจจัยอื่นมาเบียดเบียนก็ปลดไป

ต้องไปนรกก่อน ก่อนที่จะกลับขึ้นมาในอีก

ไม่รู้นานกี่ปี แล้วค่อยได้เป็นพระปัจเจกในภายหลัง

 

อันนี้ก็จะบอกว่า เรื่องโอกาสบรรลุธรรม ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

มีสิทธิ์กันทุกคน ยังมีความเป็นไปได้อยู่ในสมัยนี้

 

อย่าไปเชื่อที่บอกว่า ยุคนี้พ้นสมัยแล้ว

ยังมีกันอยู่เยอะแยะ ครูบาอาจารย์ พระป่าอะไรเยอะแยะเลย

ที่ท่านยังมีตัวตนยืนยัน แต่คนเมืองไม่ค่อยจะรู้จัก

แล้วก็ บางทีไม่ได้เห็นปฏิปทา ก็ไม่เข้าใจว่า

นึกว่ามีแต่พระตามข่าว

 

ก็ข่าวพระมั่วกามขายดี ข่าวอลัชชีขายได้

ถ้าเห็นแต่อย่างนั้น แล้วก็จํากันอยู่อย่างงั้น ไม่มีกําลังใจหรอก แน่นอน

 

แต่ถ้าหากว่า เราบอกว่าเป็นฆราวาสหัวดํา ใส่เสื้อเชิ้ต

(ผม) ไม่ได้ใส่ชุดขาวนะ ผมไม่ได้เป็นคนที่นิยมว่า

ยูนิฟอร์มนี่จะต้องประกาศตัว ว่าฉันเป็นนักเจริญสติอะไรแบบนี้

 

คือพวกเรา เป็นคนธรรมดา ๆ หาเช้ากินค่ำ

ยังต้องแข่งกับคนอื่น ยังต้องไปเหมือนกับ..

บางทีมีปัญหาทางใจ ทางอารมณ์กับใครต่อใครอย่างนี้

 

ถ้ามารวมๆ กัน แล้วได้ทําอะไรร่วมกัน อย่างที่เห็นๆ กันอยู่  

มาไลฟ์ด้วยกันแล้ว .. เออ คนนี้ตอนแรกที่มาไม่เป็นเรื่องเลย

เห็นกันอยู่ชัดๆ เห็นหน้าแบบจะๆ

เสร็จแล้วไม่กี่เดือนต่อมา กลายเป็นอีกคนหนึ่ง แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

มีออร่าส่องสว่าง หน้าตาดูใจเย็น

แล้วเจ้าตัวก็เล่าเองว่า ปัญหากับคนรอบข้างก็น้อยลง   

 

หรือกระทั่งบางคน มีเพื่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจ  

ถึงขั้นจะมาปฏิบัติด้วยกัน เพราะเห็นแล้วว่าทําได้  

 

ถามว่า แค่มาอยู่ในห้องนี้ ไม่ต้องทําอะไรเลยนี่ ได้เลยไหม

ได้ครับ ได้ใจที่อนุโมทนาบ้าง ได้ใจที่รู้สึกอยากชมอยากเชียร์บ้าง

 

แต่ที่จะได้แบบเขาน่ะ ไม่มีสิทธิ์

 

ยกเว้นแต่ว่าเราทําไปด้วย แล้วก็เห็นคนอื่นไปด้วย

คือมีการเทียบ เทียบเราในอีกแบบหนึ่ง

 

ไม่ใช่เทียบด้อย หรือเทียบเหนือ

แต่เทียบ โดยความเป็นขันธ์ เทียบโดยความเป็นธาตุ

ว่าเออ ธาตุนี้ ขันธ์นี้ สว่างขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัยอะไร

แล้วธาตุนี้ ขันธ์นี้ มัวทําอะไรอยู่  

 

หรือว่า มีเหตุปัจจัยที่ดีเสมอกับเขา หรือกระทั่งเหนือกว่าเขา

ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องอัตตามานะของใคร เหนือหรือด้อยกว่ากัน

แต่เป็นการเห็นเหตุปัจจัย ว่าใครที่ฝั่งไหน ขันธ์ไหน ธาตุไหน

มีเหตุปัจจัยดีกว่ากัน

 

แล้วก็ ต้องยอมรับด้วยความเป็นอุเบกขาตามนั้น ว่า

ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนี้ ถึงได้ด้อยกว่า

ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนี้ ถึงได้เหนือกว่า หรือว่าเสมอกัน

ไม่ใช่เพราะว่า มีใครที่เจ๋งกว่าใคร

ไม่มีตัวใครตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  

 

เอาล่ะ ไว้จะค่อย ๆ ทยอยเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคนแรก  

ที่ได้สอบผ่านในห้องวิปัสสนานุบาล

จริง ๆ แล้วคิดด้วยซ้ำว่า ถ้ามีอีกหลาย ๆ คนตามมา

จะเปลี่ยนชื่อห้องจาก วิปัสสนานุบาล เป็นห้อง ธรรมาภิสมัย

(หมายเหตุ : การตรัสรู้ธรรม การสำเร็จมรรคผล)

 

แปลกันเอาเองว่าธรรมาภิสมัยแปลว่าอะไร

เดี๋ยวเราก็มาเริ่มคืนนี้กันด้วยการสวดมนต์เช่นเคยครับ

เพื่อเป็นการแสดงว่า เราเคารพพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน พระศาสดาองค์เดียวกัน

_______________

วิปัสสนานุบาล EP 87 | เสาร์ 5 มีนาคม 2565

เกริ่นนำ – ช่วงชีวิตสาหัส อาจเป็นจังหวะดีสุด เพื่อก้าวผ่านด่านแรก

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=VD5x-NRbnPA