วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

๑.๕๘ วิธีปฏิบัติให้มีจิตตั้งมั่น

๑.๕๗ แก้นิสัยติดเพ่งหรือเหม่อลอยขณะภาวนา


ตามดู ตามรู้จนเคร่งเครียด รู้แต่ก็ยังเพ่งอยู่ รู้สึกว่าบังคับไม่ได้ แต่พอหลงโลกขึ้นมาก็รู้ แต่ก็ยังหลงอยู่ แล้วพักนึงก็กลับไปเพ่งไว้อีก รู้สึกว่าบังคับไม่ได้อีก แสดงว่าอนุสัยเป็นคนชอบเพ่ง เคร่งเครียดหรือเปล่า?

รับฟังทางยูทูบ : 
https://youtu.be/8XpbLobrs9I

โดยหลักการนะครับ ถ้าหากว่าเราจะมีความรับรู้เข้ามาในอาการของใจ ถ้าหากว่าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะรู้อะไรเนี่ยนะ บางทีมันก็ทำให้เคร่งเครียดได้นะ หรือว่าถ้าเราสร้างความเคยชิน ที่จะตั้งใจรับรู้มากเกินเหตุ ไอ้ความเคยชินที่จะตั้งใจมากเกินไปนั้น ก็จะติดเป็นนิสัย ขอให้มองอย่างนี้ก็แล้วกันนะ คือมันไม่เกี่ยว คำว่า ‘อนุสัย’ เนี่ย มันเป็นกิเลสที่ฝังอยู่ในกมลสันดานของสัตว์โลกนะครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่มันลึกซึ้งมากๆ แต่อันนี้ลักษณะของการตามรู้ใจ ตามรู้แบบนี้ เรียกว่าเป็นนิสัยทางใจ เป็นนิสัยทางจิต ที่เราพึ่งเริ่มสะสมมานะครับ จากการที่ฝึกเจริญสติ ในแบบที่เรามีความถนัดนะ ความถนัดของแต่ละคนเนี่ยนะ บอกว่าจะดูลมหายใจ หรือว่าดูจิต ดูส่วนใดส่วนหนึ่งของความเป็นเราก็ตามนะครับ มันไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า เราเป็นคนชอบเพ่ง เคร่งเครียดหรือเปล่า แต่ว่าเป็นเหมือนกับ สิ่งที่หลายๆคนมักจะต้องผ่านนะ มักจะต้องพบกับอุปสรรคแบบนี้นะครับ อุปสรรคทางใจที่มันไม่พอดี น้อยเกินไปหรือมากเกินไปเนี่ย พระพุทธเจ้าท่านก็เคยตรัสไว้ อย่างเวลาที่ท่านพูดถึงเรื่องฉันทะสมาธิ หรือว่าวิริยะสมาธิ ท่านก็บอกว่า ถ้าหากว่าเราจะดูนะว่า สมาธิของเราเนี่ยไม่ย่อหย่อนเกินไป แล้วก็ไม่เพ่ง เคร่งเครียดเกินไปนะครับ คือไม่ตึงเกินไป ในสำนวนของท่านคือ ไม่ตึงเกินไป คำว่าไม่ย่อหย่อนก็หมายถึงว่า เหม่อลอยนะ แล้วก็ปล่อยให้ใจเนี่ย มันเตลิดเปิดเปิง แต่ถ้าหากว่าพูดถึงเรื่องของการเพ่งเคร่งเครียดนะครับ ท่านก็จะมุ่งเอาเรื่องความฟุ้งซ่าน ความอยากมากเกินไป อาการเร่งร้อนมากเกินไป อยากจะภาวนาให้ได้ดีมากเกินไป เนี่ยระหว่างสุดโต่งสองขั้วนี้ ท่านให้สังเกตว่า เป็นเหตุรบกวน ไม่ให้เกิดสมาธิที่มันถูกต้อง ทั้งสิ้นนะครับ เราต้องอยู่ระหว่างกลาง เราต้องมีศิลปะ ท่านไม่ได้ตรัสเลยว่า การทำสมาธิหรือการเจริญสติเป็นเรื่องง่าย ตรงข้ามนะ นี่ตรงนี้ท่านเคยตรัสไว้อยู่ก่อนแล้วนะ ในเรื่องของอิทธิบาท ๔ การเจริญอิทธิบาทนะ ถ้าหากว่า เราเห็นว่าตอนนี้ มันมีความเหม่อมากเกินไป เราก็พิจารณาว่า อย่างนี้มันย่อหย่อนนะครับ แต่ถ้าหากว่ามันมีอาการเพ่งนัก มันมีอาการพิจารณา มันมีอาการเคร่งเครียดนัก เราก็ให้รู้ตัวว่า อย่างนี้มันเกินไปแล้ว ตึงไปแล้ว พิจารณาบ่อยๆว่า ในขณะหนึ่งๆ ที่เรากำลังพยายามเจริญสตินั้น เป็นไปด้วยความย่อหย่อน หรือว่าเป็นไปด้วยอาการตึงมากเกิน แล้วในที่สุด เมื่อสามารถรู้ได้ว่า อาการย่อหย่อนมันมีอาการเหม่อลอย มันมีอาการที่จิตไม่โฟกัส แล้วก็ไม่สามารถรับรู้อะไรมากเกินไปนะ คือไปข้างนอกมากเกินไป ลอยเป็นลูกโป่งมากเกินไป กับอีกทางหนึ่งคือ มันมีความเคร่งเครียดมากเกิน มันมีอาการเพ่งพิจารณา มันมีอาการรู้สึกเหมือนกับเราจะเร่งๆ หรือมีอาการกระวนกระวายอยู่ในหัวหรืออยู่ในใจ แบบนี้นะในที่สุดมันจะมาที่ตรงกลาง มันจะมีครับ มันจะมีอยู่ ตรงที่เรารู้สึกขึ้นมาเอง อยู่ในระหว่างของการย่อหย่อนกับการตึงเกิน ตึงเครียดเกินเนี่ยนะ มันจะมีความรู้สึกสบายๆ ในอาการสบายนั้นมีความรับรู้อยู่ ไม่ได้เผลอไม่ได้เหม่อไปไหน ไม่ได้ล่องลอยไปไหน ไม่ได้เป็นลูกโป่งที่มันจะไปไกล แต่มันจะอยู่กับเนื้อกับตัว แต่ในขณะเดียวกันไม่รู้สึกอึดอัด มีความรู้สึกสบายๆ แล้วก็รับทราบอยู่ว่า ในขณะนี้ภาวะของกาย ภาวะของใจมันเป็นอย่างไรอยู่ พร้อมที่จะให้เห็นว่า ภาวะนั้นๆแสดงความไม่เที่ยงได้

สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านยกเป็นอุปกรณ์เครื่องฝึกมากที่สุด มากครั้งที่สุดเลยก็คือ ลมหายใจ ถ้าหากเราเอาไว้เป็นตัวตั้งนะ ดูว่าในขณะนี้ ขณะที่เรารู้สึกถึงลมหายใจ มีอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาหรือเปล่า มีอาการเกร็ง มีอาการฝืนหรือเปล่า นั่นแสดงว่า จิตมีอาการยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป
มีอาการฟุ้งซ่านเข้ามา ในอารมณ์ที่เป็นสมาธิมากเกินไปแล้ว แต่ถ้าหากว่า เราตั้งไว้ในใจ ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า เราจะระลึกรู้ลมหายใจ แล้วเราไม่เกิดความรับรู้ถึงลมหายใจขึ้นเลย นั่นแปลว่าใจกำลังเหม่อลอยเกิน นี่ตรงนี้นะ มันมีเกณฑ์ มันมีมาตรวัดที่ชัดเจนว่า เรากำลังจะพยายามรู้อะไร ให้มันพอดี ให้มันไม่เหม่อ ให้มันไม่ตึงเครียด ไม่เพ่งบังคับนะครับ

การที่เราจะอาศัยเทคนิครู้ลมหายใจ โดยไม่เหม่อ แล้วก็ไม่เพ่งได้เนี่ย เริ่มๆเนี่ยนะ ผมอยากจะแนะนำอย่างนี้ มันใช้เวลาแค่วัน หรือสองวัน หรือไม่กี่วันหรอก ไม่ต้องนั่งทำสมาธิแบบหลับตาก็ได้ แต่ว่าอาศัยการที่เราสามารถระลึกขึ้นมา อยู่ระหว่างวันธรรมดานี่แหละ เมื่อไหร่นึกขึ้นมาได้ว่า เราน่าจะรู้ลมหายใจ ให้ลากลมหายใจเข้ามายาวๆ แล้วก็ระบายลมหายใจออกไปสบายๆนะ รู้แค่ครั้งเดียว อย่ารู้ให้ต่อเนื่อง เราไม่ได้จะฝึกทำสมาธิ แต่เราเอาเบสิกก่อน เอาความเคยชินที่จะระลึกรู้ลมหายใจอย่างไม่เพ่งเกินไป แล้วก็ไม่เหม่อ 

ทุกคนจะมีความสามารถที่จะรู้ลมหายใจเข้าแล้วก็ออกได้กันทั้งนั้น ถ้าครั้งเดียวนะ เอาแค่ครั้งเดียว ไม่เคร่งไม่เครียด แล้วก็ไม่เหม่อลอยไปซะก่อน คุณจะพบว่าถ้าระลึกหลายครั้งเข้านะ สมมุติว่าครั้งนึงเห็นแล้วเนี่ย เข้ายาวแล้วก็ออก เว้นไปอีกเป็นสิบนาทีเลยนะครับ แต่ช่วงสิบนาทีนั้น คุณไม่มีอาการเพ่ง ไม่มีอาการเคร่งเครียด ไม่มีอาการกระวนกระวายถึงลมหายใจ แล้วก็อาจจะไปคิดเรื่องงาน ไปทำเรื่องเล่นอะไรต่างๆ แล้วอีกสิบนาทีค่อยระลึกได้ว่า เออ น่าจะนึกถึงลมหายใจอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วลากใหม่ ลากเข้ามาแล้วปล่อยออกไป อย่างนี้จะสลัดไอ้นิสัยความเคยชิน แบบที่เราสั่งสมมาเป็นเพ่งมากเกินไป หรือเหม่อมากเกินไป แต่เปลี่ยนเป็นความเคยชินที่จะระลึกรู้เป็นช่วงๆ โดยไม่มีอาการตั้งใจมากเกินไป 

และถ้าสร้างความเคยชินนี้ได้ สมมุติว่าวันหนึ่งได้สัก ๑๐ ครั้ง วันต่อมาคุณจะพบว่า ตัวเองทำได้ ๒๐ ครั้ง โดยไม่บังคับไม่ฝืน แล้วก็เป็นไปเองตามธรรมชาติ หนึ่งอาทิตย์คุณจะพบว่า คุณเหมือนกับมีความผูกพัน กับลมหายใจเองแล้วนะครับ จิตไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แต่มีความระลึกรู้ลมหายใจเข้าออกได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมีความบังคับ ควบคุมใดๆทั้งสิ้นนะ 

ก็อันนี้เป็นเทคนิควิธีที่ผมใช้เอง แล้วก็ได้ผลนะครับ ในช่วงเริ่มๆเนี่ย ผมก็มีอาการแบบทุกคนนั่นแหละ เวลาที่จะทำสมาธิ เวลาที่จะเจริญสตินี่มันตั้งใจมากเกินไป หรือไม่ก็หลุดหายไปเลย แต่พอเอามาทำแบบประมาณว่า ระลึกขึ้นมาได้เมื่อไหร่ค่อยเอาตามนั้น ไม่ได้หลับตา ไม่ได้ทำอะไรให้มันเกิดขึ้นเป็นพิเศษ เอาลมหายใจที่มันธรรมดาๆอย่างเนี่ยเดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออกเนี่ยนะ พอมันมีความคุ้นเคยแล้ว มันดีจริงๆนะ สามารถที่จะลงนั่งสมาธิได้ยาว เนื่องจากกำจัดนิสัยเสียๆทางใจ ที่จะเพ่งมากเกินไป หรือที่จะเหม่อลอยมากเกินไปออกไปนะครับ

๑.๕๖ ใส่บาตรพระที่มายืนรอรับบาตร เป็นบุญหรือเป็นบาป?

ถาม : ไม่ได้ใส่บาตรมานานพอสมควรแล้วครับ การซื้อหาข้าวของที่จัดเป็นชุด เพื่อใส่บาตรพระที่บริเวณตลาด หรือบริเวณวัดนั้น พอไปรู้มากขึ้นว่า พระที่รอรับบาตรนั้น ถ้าบิณฑบาตมากกว่า ๓ บาตรจะผิดพระวินัย จึงเกิดความสงสัยว่า แล้วเราควรจะใส่บาตรหรือไม่? หรือถ้าใส่บาตรก็ต้องรับวิบากด้านลบไปด้วย หรือคิดในแง่ดีว่า ท่านเป็นอริยสงฆ์แล้วไม่มีการผิดพระวินัย? 


รับฟังทางยูทูป : https://youtu.be/DWxK4oQPZRE

ดังตฤณ:  

โอ้ ข้อสุดท้าย คงเป็นความเข้าใจ
มาจากคำว่า
 สติวินัย ของพระอรหันต์นะครับ 
คือพระอรหันต์เนี่ย
 
ได้รับการยกโทษเป็นพิเศษ เป็นกรณีพิเศษ
เหมือนมีบัตรเครดิต บัตรทองนี่ จะได้ที่อภิสิทธิ์
 
หรือว่าได้รับการยกเว้นอะไรหลายๆอย่างนะ
 
ไม่ต้องต่อแถว ไม่ต้องเข้าคิวอะไรแบบนี้
 

คือ ไม่ใช่ว่าเป็นพระอริยสงฆ์แล้ว
 
จะไม่มีการลงโทษนะ ไม่ใช่
 
แม้แต่พระอานนท์เป็นพระอรหันต์แล้ว
 
ก็ยังได้มติจากสงฆ์ลงโทษได้
 
ก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจกันนะว่า
 
แล้วแต่เรื่อง แล้วแต่กาละ แล้วแต่เทศะนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สำหรับกรณีที่พระทำผิดวินัย
 
โดยที่ท่านอาจจะรู้เท่าถึงกาล
 
หรือรู้ไม่เท่าถึงกาลก็แล้วแต่
 
แต่การใส่บาตรของเรา
 
มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับความผิดของท่านหรอก
 
ไม่ได้จะต้องไปรับโทษอะไรไปกับท่านด้วย

แต่ถ้าหากว่าการตั้งต้นรับรู้ของเรา
 
ทราบว่านั่นเป็นการผิดพระวินัย
 
แล้วเรายังขืนไปสนับสนุนหรือส่งเสริม
 
อันนี้เนี่ยนะ โทษที่เราจะได้รับคือความรู้สึกไม่ดี
 
คือความรู้สึกดูดาย
ที่เราไม่ไปบอกกล่าวท่านให้ท่านรู้ตัว

หรือว่า คือบางทีมันไม่รู้ว่า
 
มันจะไปช่วยบอกช่วยกล่าวยังไงได้หมด
 
ก็อาจจะคิดว่า
 
โอเค มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเราเสียทีเดียว
 
แต่อย่างน้อยที่สุดเราจะไม่ทำการส่งเสริมท่าน
 
ด้วยการทำให้ท่านเข้าใจผิดด้วยการใส่บาตรของเรา
 
อะไรแบบนี้ ก็จะทำให้ตัวเองมีความสบายใจแล้ว
 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หรือถ้าเกิดเคยใส่ให้ท่านมา
 
โดยไม่ทราบว่านั่นคือการผิดพระวินัย
 
ตรงการทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งสองฝ่าย
 
ก็ไม่ได้จะทำให้เรามีมลทินขึ้นมาแต่ประการใด เพราะ
 

๑) การรับรู้ของเราตั้งต้นด้วยการไม่ทราบว่านั่นผิดวินัย และ
 
๒) เจตนาของเรามีความคิดอยากจะใส่บาตร
 
ตัวความคิดอยากจะใส่บาตร
 
ถ้าหากว่าของได้มาด้วยความบริสุทธิ์
 
เป็นของของเราโดยชอบธรรม
 
และพระท่านก็ไม่ได้เป็นพวก ๑๘ มงกุฎ
 
ขบวนการหลอกลวงประชาชนอะไรแบบนี้นะ
 
บุญก็ได้เต็มที่นั่นแหล่ะ
 
บุญก็ได้ในฐานะของผู้ที่คิดใส่บาตร
 
และได้ใส่บาตรสำเร็จนั่นแหล่ะ
 
ไม่ได้มีโทษอื่นเจือปนอยู่เลย ขอให้สบายใจได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เวลาที่เกิดเรื่องอะไรขึ้นมา
 
เราดูที่การรับรู้ ตั้งตนขึ้นมา มันรับรู้อะไร
แล้วจากนั้น เราก็ค่อยไปพิจารณาว่า
เจตนาของเราบริสุทธิ์แค่ไหน
 
ของๆเราที่ให้ท่านไปนี่นะ ได้มาชอบธรรมหรือเปล่า
 

ตัวนี้นี่แหละ ที่พิจารณามากๆแล้ว
มันจะเกิดความสบายใจขึ้นมาได้
 
ว่าเราได้ให้ทานจริงๆ เราให้ทานเต็มขั้นจริงๆ
 
มีความบริบูรณ์อยู่ในนั้นจริงๆ
 
ไม่ได้มีมลทินอื่น



๑.๕๕ เพศชาย/หญิง เกี่ยวกับกรรมวิบาก?

๑.๕๔ จิตวิญญาณปฏิสนธิในท้องคนตอนไหน?

ถาม : จิตวิญญาณจะเข้าไปจุติในท้องมนุษย์ตอนไหน? เพศและดีเอ็นเอ ได้ถูกเลือกก่อนการปฏิสนธิ โดยกรรมวิบากของจิตวิญญาณนั้นไปก่อนแล้วหรือเปล่า?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/PHiNJ_PZEp0

ดังตฤณ: 
เอาคำนี้ก่อน คำว่า จุติแปลว่าเคลื่อน หมายถึง จิตดวงสุดท้ายที่ดับลงในภพก่อน ส่วนปฏิสนธิ หมายถึงว่า มาเกิดเป็นดวงแรก จิตดวงแรกมาเกิดในท้อง ทำความเข้าใจใหม่นะ อันนี้ต้องถามว่า จิตวิญญาณจะเข้ามาปฏิสนธิในท้องมนุษย์ตอนไหน?

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสไว้ว่าตอนไหน ก็เคยมีคณะพยาบาลกราบถามหลวงพ่อปยุตฯ (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.ปยุตโต) ท่านก็บอกให้คำตอบไว้นะว่า มันไม่สามารถที่จะบอกแน่นอนได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัส จริงๆแล้วที่ท่านไม่ตรัสเนี่ยนะ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ท่านไม่รู้นะ แต่มันมีความไม่แน่นอน เป็นไปได้ที่จะมีความไม่แน่นอน อย่างมีเรื่องเล่า ถ้าเล่าไปมันจะยืดยาวและเดี๋ยวจะก่อความสงสัยกันไปเปล่าๆนะ อย่างครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเห็นนะว่า วิญญาณมาปฏิสนธิเนี่ย ไม่ต้องตายเสียก่อน มีมาจองไว้ก็มี
แต่อันนี้ จะเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คือว่า การที่มีพ่อแม่ร่วมกัน และมีเชื้อมาเรียบร้อย พร้อมทางโลกนี่นะ ตรงนั้นเป็นเครื่องรองรับ พร้อมพอที่จะให้วิญญาณที่มีความเหมาะจะมาเข้าท้องนี่ ได้มาปฏิสนธิทุกเมื่อ นับตั้งแต่มีการผสมกัน ระหว่างเชื้อของพ่อกับแม่นะครับ เอาตรงนั้นก็แล้วกัน

แต่มันมีอยู่จริงนะ ที่ประเภทที่ว่า ถ้าวิญญาณบางดวงมีความผูกพันกับพ่อและแม่ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระหว่างพ่อกับแม่ ก็อาจติดตามเป็นสิบปีก็ได้ อันนี้นะ ตัวการปฏิสนธิที่แท้จริงเนี่ย บางทีถ้ามันมองว่า จะได้ใครมาเกิดด้วย บางทีมันไม่ต้องนับตอนที่ปฏิสนธิเป๊ะหรอก มันมีอะไรบางอย่างที่คุมอยู่ว่า เด็กคนนี้จะต้องมาเกิดกับคนคนนี้ หรือว่าพ่อแม่คู่นี้แน่ๆแล้วตัวนั้นแหละ ที่มันไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนของเวลาชัดเจนว่าก่อนหรือหลังแค่ไหน แต่ว่าที่จะปฏิสนธิได้จริง มันจะต้องมีเชื้อของพ่อแม่มารออยู่ก่อนแล้ว เหมือนกับว่ามีเบาะหรือพานทองมารองรับสัตว์ที่จะมาเกิด

ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า สัตว์ไม่ได้ใช้คำว่า จิตวิญญาณคือเวลาเราพูดถึงการมาเกิด ต้องบอกว่าว่าสัตว์มาเกิดนะ มันรวมหมดเลยทั้งวิญญาณและทั้งสภาพกรรม และก็สภาพความเป็นตัวบุคคลที่จะปรากฏขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง เป็นชีวิต ชีวิตหนึ่งขึ้นมา แต่ว่าเมื่อพูดถึงการที่จะมีชีวิตเป็นขณะแรก อันนั้นต้องพูดถึงจิตนะ ถ้าจะพูดถึงปฏิสนธิจิต ที่เกิดขึ้นเป็นดวงแรกในท้องมนุษย์ อันนี้ก็บอกง่ายๆก็แล้วกันว่า ปฏิสนธิจิตไม่มีการระบุไว้ในพระคัมภีร์นะครับ ไม่ว่าจะในพระสูตรหรือพระอภิธรรม ว่าเกิดขึ้นตอนไหนที่ชัดๆ แต่ว่าเราก็คงต้องพูดกันว่า ถ้าหากไม่มีเหตุ คือเชื้อของพ่อกับแม่ผสมกัน แล้วก็ไม่มีปฏิสนธิจิต คือช่วงจุดตัดของเวลาไม่เหมาะที่จะเกิดขึ้นในสภาพของสัตว์ที่มีกรรมเหมาะสม ก็จะไม่มีทางที่ทารกจะเข้าท้องได้ หรือเจริญเติบโตขึ้นมาได้

(คำถามต่อเนื่อง เพศและดีเอ็นเอ ได้ถูกเลือกก่อนการปฏิสนธิ โดยกรรมวิบากของจิตวิญญาณนั้นไปก่อนแล้วหรือเปล่า?)

ตรงนี้จริงๆแล้ว คือ ถ้าเราพูดตามแนวของธรรมะ ท่านบอกว่า นามเป็นปัจจัยให้เกิดรูป หมายความว่า ถ้าหากโครงสร้างกรรมมีความต้องการที่จะให้เป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือแม้กระทั่งมีความเบี่ยงเบนในความผิดปกติทางเพศ ก็จะเลือกเฉพาะตรงที่มันจะมีฤกษ์เกิดที่เหมาะสม กับความเป็นเพศของตัวเองคือ ตัวรูปธรรมเนี่ย มันเป็นฝ่ายตามมาสนับสนุนภายหลัง แล้วก็ถ้าหลักการแพทย์นี่นะก็คือว่า มนุษย์ทุกๆคน จริงๆแล้วโดยพื้นฐานเลย มีความเป็นเพศหญิงขึ้นมาก่อน ลักษณะของเพศหญิงจะปรากฏก่อน แต่ถ้าหากว่าจะต้องมีความเป็นชายเนี่ย ตรงนั้นค่อยงอกออกมาในภายหลัง นี่คือสิ่งที่เค้าก็เพิ่งค้นพบกันเมื่อไม่นานมานี้เอง ทุกคนเป็นหญิงมาก่อน แต่ที่จะเป็นชายได้ มันงอกออกมาทีหลัง

เดิมเนี่ย พูดง่ายๆว่าอวัยวะเพศเนี่ย เป็นอวัยวะเพศหญิงเหมือนกันหมด แต่ว่าจะตัดสินให้งอกออกมาหรือไม่งอกออกมา ตัวนี้แหละที่ทางแพทย์บอกว่า มันเป็นความฟลุค เป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตนของเด็กแต่ละคน แต่จริงๆ ถ้าหากว่าเอาคำตอบจากธรรมมะ ก็ต้องบอกว่าเป็นโครงสร้างของกรรมที่กำหนดไว้


๑.๕๓ ปฏิบัติธรรมแล้วปีติกลับบีบคั้นจิต

๑.๕๒ ธาตุรู้เกี่ยวข้องกับนิพพานธาตุอย่างไร