วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

"ทางนฤพาน" ออนไลน์ - สกู๊ปเนชั่นสุดสัปดาห์

รายงานวัฒนธรรม เมื่อความทุกข์ออกเดินทางถึง "ทางนฤพาน" ออนไลน์"
เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2-8 ตุลาคม 2543


"อ่านจบแล้ว มีเรื่องอยากคุยด้วยจังเลย"
คงมีคำถามเช่นนี้มากมายออนไลน์ไปถึงผู้เขียนโดยตรง

และอาจมีข้อความชวนผู้เขียนคุยตามต่อมาอีกว่า
"ทางนฤพาน"เป็นเสมือนกระจกบานหนึ่ง
ที่ทำให้เรากลับมาต่อภาพในอดีต-ปัจจุบัน-และความน่าจะเป็นในชีวิตของตนเองบ้าง

แม้ว่าโดยเนื้อหาและตัวละคร อาจจะไม่ค่อยสมจริงนัก
ในแง่นวนิยายที่จะให้คนติดตามไปโดยตลอด
แต่ในแนวทางการปฏิบัติธรรมอันหลากหลาย
ที่ผู้เขียนมอบหน้าที่ให้ตัวละครได้ทดลอง
และตรวจสอบการปฏิบัติไปในตัว ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยดื่มน้ำเย็นจากรสแห่งธรรมมาก่อน
อาจติดอกติดใจจนถึงขนาดถามหาตัวยาแขนงต่างๆ ในการรักษาโรคทางใจจากคุณ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

 "แม่นแล้ว -ทางนฤพานก็คือสินค้าตัวหนึ่ง
ที่มีบริการหลังการขายคือลานธรรมดอทคอม" (ในล้อมกรอบ)
-- ดังตฤณตอบ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

"อะไรเล่าที่ดลใจให้คุณกล้าหาญที่จะเขียนนวนิยายใส่สีตัวละครให้เปรอะเปื้อนไปด้วยกิเลสตัณหา จมอยู่ในกองทุกข์ที่เป็นเปลวเพลิงจนทนไม่ได้ และพยายามหาหนทางที่จะออกไปจากกองเพลิงนั้นด้วยตนเอง โดยที่บางทีไม่ต้องครองผ้าเหลืองก็สามารถดับทุกข์โดยสิ้นเชิงได้ก่อนสิ้นใจ"

ความทุกข์คือแรงดลใจ
เพราะจากกองทุกข์ในใจของผู้เขียนนั่นเอง ที่กระทุ้งให้เขาหาทางแก้ทุกข์ด้วยตัวของเขาเองมากว่า 16 ปี

[ ดังตฤณ ]

        "เบื้องต้น ผมมีความทุกข์เกี่ยวกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต เป็นคนฟุ้งซ่านจัด กิเลสหนา สุขภาพกายค่อนข้างย่ำแย่มาตั้งแต่เด็ก เพราะสภาพแวดล้อมในกรุงเทพฯ ค่อนข้างเลวร้าย

ลักษณะโรคทางกายค่อนข้างจะบีบคั้นรุนแรง ประกอบกับที่จิตใจฟุ้งซ่านก็เลยเป็นคนทุกข์หนัก ทั้งๆ ที่ครอบครัวก็ไม่ได้ลำบาก ไม่ต้องปากกัดตีนถีบ แต่ว่าความทุกข์ตรงนี้ท่วมทับและบดบังความสุขในชีวิต บดบังสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ มองไม่เห็นเลย เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองเป็นทุกข์อยู่

พูดง่ายๆ ก็คือว่า เริ่มต้นมาอยู่ในแนวของพุทธ เพราะโครงสร้างชีวิตของตัวเองเป็นทุกข์ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ
พุทธศาสนาอยู่แล้ว ตอนนั้นผมยังไม่มีปัญญา เรามีแต่ความเห็นว่าเป็นทุกข์อยู่จริงๆ"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ดังตฤณเล่าให้ฟังต่อมาอีกว่า ก่อนที่เขาจะสนใจศาสนาพุทธ เขาเริ่มต้นสนใจเต๋ามาก่อน

[ ดังตฤณ ]

        "ผมอ่านหนังสือธรรมะเกี่ยวกับจิตวิญญาณเล่มแรก คือ เต๋าที่เล่าแจ้ง อ่านแล้วจำอะไรไม่ได้ แต่เกิดความรู้สึกสัมผัสอะไรบางอย่างขึ้นมาว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเรา ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ เพราะยังเข้าไม่ถึง ยังมีกิเลสหนาอยู่

        ตอนนั้นผมกลัวว่าธรรมชาติที่มีอยู่ ที่ลึกซึ้ง ผมจะไม่มีโอกาสได้เห็น และที่ผมอ่านเรื่องเต๋า มีแต่ผล แต่ทางที่จะไปสู่ผลนั้นล่ะ ตอนนั้นผมเรียนอยู่เซนจอห์น มีคนมาสอนฝึกสมาธิแบบ TM ให้กับนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ ผมก็ไปฝึกกับเขาจนได้แนวทางการฝึกสมาธิ สามารถทำใจให้สงบได้แบบง่ายๆ ก็เลยฝึกนั่งทำสมาธิในรถเมล์ไประยะหนึ่ง... มันหยุด มันไม่รู้ว่าจะเอาไปพัฒนาต่ออย่างไร แค่สงบชั่วคราว และกลับรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มอัตตาตัวเองว่าเรามีพลังใหญ่ในตัวเอง มีพลังพิเศษ ผมไม่ได้ฝึกถึงขั้นนั้น แต่อย่างน้อยที่สุดผมได้รู้ว่า มีอะไรลึกซึ้งจริงๆ เช่น เรารู้เห็นอะไรได้ล่วงหน้า


เคยลองเล่นๆ เอาลูกเต๋ามาเล่นสองลูก อยากให้ขึ้นเลขหกทั้งสองลูก ทอยไปทั้งๆ ที่โยนแรงก็ขึ้นหกจริงๆ เกิดความพอใจระดับนั้น และไม่ได้ทำได้เสมอไป ในส่วนลึกของเรา เรารู้ว่า ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และแล้ววันหนึ่งเขาเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าอยากรู้หนทางวิปัสสนาซึ่งเป็นการฝึกสมาธิแนวพุทธต่อ

ดังตฤณ ]

        "ก็ไปได้หนังสือเล่มแรกของอาจารย์ธรรมรักษา "วิธีปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา" จากหนังสือเล่มละ 20 บาท เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตเลย คือเกิดความเข้าใจเลยว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร""

        เพราะในหนังสือเล่มนั้นมีภาพประกอบภาพหนึ่งที่มีผลมากต่อเขา คือภาพอาซิ้มคนหนึ่งโดนรถชนตาย ผ่าท้องออกเห็นตับไตไส้พุง เห็นซี่โครงที่ถูกเลื่อยออก แล้วก็มีคำกำกับของท่านธรรมรักษาว่า ทุกข์แท้ แปรผัน เน่าเหม็น แตกดับ

        "ก็รู้สึกว่า ธรรมะ คือความเข้าใจตรงนี้จริงๆ คือเห็น เห็นเข้าไปว่าความจริงคืออะไร เกิดความปล่อยวางขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง น้ำหูน้ำตาไหล แล้วมาอ่านเรื่องสติปัฏฐาน 4 แล้วเข้าใจหมดเลย มีความรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้เราเคยเข้าใจอยู่แล้ว แต่ทำไมลืมไปได้ เหมือนมีอะไรมาบังตั้งนาน 

               จากจุดนั้นก็เลยไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่ไม่มีครูบาอาจารย์ ก็ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่มีคนคอยบอกว่า จะพัฒนาขึ้นไปได้อย่างไร ไม่มีคนบอก ต้องใช้เวลาอยู่หลายปี กว่าจะเข้าใจ ความรู้ตัวที่เข้ามาในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร จนมาเริ่มเขียน ปฏิบัติธรรมด้วยกระดาษ ในนิตยสาร "พ้นโลก" นี่แหละ"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

"ธรรมะ" ไม่ได้อยู่ในกระดาษ

        ด้วยความที่เขาสนใจพุทธศาสนามาตั้งแต่อายุ 16 ปี จากโรงเรียนมัธยม ตอนอายุประมาณ 20 ปี ก็ไปบวชกับหลวงพ่อพุทธ ที่โคราช อยู่สองเดือน แล้วมาเริ่มสนใจเขียนนวนิยายก็ตอนอายุ 22-23 ปี ตอนนั้นนิตยสาร "พ้นโลก" เพิ่งเปิดใหม่ๆ เขาเห็นเป็นโอกาสที่จะถ่ายทอดเรื่องธรรมะ ก็เลยเขียนบทความส่งไปก่อน

ดังตฤณ ]

        "เริ่มเขียนเป็นธรรมะจ๋าเลย แต่เป็นธรรมะในแนวไอเดียของตัวเอง สามารถทำได้จริง อย่างเช่นเรื่อง ปฏิบัติธรรมด้วยกระดาษ ใช้ปากกากับกระดาษคิดอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้นเลย ไม่มีดัดแปลง ข้อเขียนนั้นคือลักษณะการฝึกสติ ดูความคิดตัวเอง สิ่งที่คิดอยู่ในหัวจริงๆ""

เมื่อเล่าถึงตอนนี้ เขาฝากวิธีการรักษาโรคความฟุ้งซ่านด้วยตนเองมาฝากผู้อ่านอีกทอดหนึ่ง

        "ไม่ว่าคุณจะมีความคิดอะไรก็แล้วแต่ ลองถ่ายความคิดออกจากหัวลงกระดาษ เรื่องราวไม่สบายใจอะไรก็ตาม แล้วย้อนกลับไปอ่าน จะเห็นเลยว่า มันไร้สาระทั้งนั้นเลย หัวเราไม่ได้คิดเรื่องเดียวตลอด เพียงชั่วระยะเวลาสิบนาที ยี่สิบนาที หรือครึ่งชั่วโมงที่ผ่านไป มีความคิดมากมายเกิดขึ้น วุ่นวายไปหมด เมื่อเห็นความคิดไร้สาระของตัวเอง ก็จะเริ่มกลับมาสังเกตความคิดตัวเองมากขึ้นว่า สิ่งที่เป็นความทุกข์ก็ดี ความยึดถืออะไร ต่อมิอะไรก็ดี เป็นความคิดแบบผิดๆ เห็นได้จากประจักษ์หลักฐาน มันฟุ้งซ่านเลื่อนลอยสับสนไปหมด"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ปฏิบัติจนเห็นวิธีการ ก็เลยบอกต่อ 
โดยการเขียนเรื่องเกี่ยวกับธรรมะต่อมาอีกปีสองปี ในนิตยสารพ้นโลก

ดังตฤณ ]

        "ระหว่างอยู่ในบ้าน ก็มาคิดว่า ที่เขียนบทความธรรมะไปลง เดี๋ยวเขาคิดว่าผมเป็นพระ เพราะเขียนแต่เรื่องธรรมะล้วนๆ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้าไปเลยว่าผมก็ยังมีกิเลสอยู่ เลยได้ไอเดียว่า เอ.. ก็พอมีความสามารถทางด้านการเขียนเรื่องแต่งอยู่บ้างน่าจะเอามาประยุกต์กันเขียนอธิบายเรื่องอย่างที่เราเข้าใจ เลยได้เป็นไอเดียเรื่องทางนฤพานขึ้นมา ซึ่งผมไปเจอชื่อนี้ในโคลงโลกนิติ"

นฤพาน เป็นภาษาสันสฤต ส่วนนิพพานเป็นภาษาบาลี ใช้ความหมายเดียวกัน ที่เขาเลือกเอาคำว่า "ทาง" ขึ้นมาเพิ่ม เพราะว่า ตั้งตัวละครขึ้นมาหลากหลายแต่ละคนมีความยากง่ายในการเข้าถึงธรรม แตกต่างกัน บางคนเป็นคนเมืองธรรมดา บางคนมีความฝังใจ มีความกดดันอยู่ เป็นปัจจัยให้เข้าถึงธรรมะแตกต่างกันเมื่อรวมกันแล้วได้ภาพใหม่ออกมา

ส่วนเนื้อเรื่องเขาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจจากจากนิยายธรรมะเรื่องลีลาวดี ของพระอาจารย์ธรรมโฆษณ์

ดังตฤณ ]

        "ผมถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของผมเลย อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อ่านนิยายธรรมะ ผมติดตัวละครของท่าน เป็นตัวละครที่มีสีสัน พูดถึงเรื่องรักชวนฝัน ก็เลยได้แนวคิดว่าเราเป็นฆราวาส ก็น่าจะทำได้มากกว่าท่าน

               ทางนฤพานก็เริ่มต้นลงที่นั่น ช่วงต่อมา หลังจากบทที่สองที่สาม เริ่มต่อเนื่องมากขึ้น มีทักษะในการเขียนอธิบายธรรมะที่อยากอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อยากทำเรื่องที่เราสงสัย เรื่องที่เราอยากได้คำตอบ ให้เป็นเนื้อหาอ่านแล้วเข้าใจง่าย"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่แล้ว 20 ตอนแรกที่แจ้งเกิดในนิตยสาร "พ้นโลก" เมื่อราวปี 2535 ก่อนหน้าที่กรณียันตระจะฉาวโฉ่จนทำให้ศรัทธาของผู้คนที่ก่อตัวขึ้นผูกติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งพังครืนลงมา "พ้นโลก" ก็ต้องปิดตัวลงไปด้วยเนื่องจากยอดจำหน่ายที่เคยขายได้เป็นหมื่นเหลือเพียงไม่กี่พันเท่านั้น

ทางนฤพานก็เลยถูกลอยแพไปด้วย แต่ผู้เขียนก็ยังเก็บไว้ขัดเกลา เขียนต่อ จนกระทั่งโลกออนไลน์เริ่มบูมเมื่อสองสามปีก่อน ผู้เขียนซึ่งเรียนมาทางด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์จากเอแบคและเขียนหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาหลายเล่ม อาทิ ครบเครื่องเรื่องอินเตอร์เน็ต,กะเทาะเปลือก Pirch 98, กะเทาะเปลือก ICQ 98, สร้างโฮมเพจฟรี! ที่ GeoCities จนมีคนติดงอมแงมมาแล้วก็เห็นว่า โลกออนไลน์นี่แหละ คือทางที่จะให้ "ทางนฤพาน" แจ้งเกิดอีกหน 

ทางนฤพานจึงมาปรากฏอีกทีบนอินเทอร์เน็ต ในคอลัมน์หนึ่งของเวบบอร์ดที่ชื่อว่า "ศาลานกน้อย " แล้วโยกย้ายมาที่ พันธุ์ทิพย์ดอทคอม เป็นกระทู้ในหน้าห้องสมุดเชิญชวนให้นักสำรวจโลกออนไลน์มาทักทายกับนวนิยายรักอิงธรรมะเรื่องนี้ 

จากไม่มีใครเข้ามาในกระทู้เลย จนกระทั่งกลายเป็นกระทู้ยอดฮิต คนอ่านติดกันงอมแงม แล้วพากันไปอ่านต่อในลานธรรมดอทคอม ต่อมาผู้เขียนจึงนำมาลงในโฮมเพจพ่วงอยู่ใน GeoCities ดอทคอม ทางนฤพานจึงมีหลายช่องทางที่ผู้อ่านจะติดต่อด้วย 
        
          "ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ผลตอบรับกลับมาว่า เออ ชีวิตเขาเหมือนนายเกาทัณฑ์เลย และส่วนใหญ่ที่อ่านแล้วก็อยากปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น ก็ตรงกับจุดประสงค์ของผมที่ต้องการให้ทางนฤพานเชื่อมสองฝั่งระหว่างฝั่งของปุถุชนที่มีกิเลสหนาๆ ไปสู่
ฝั่งธรรมะลึกซึ้ง ไม่ใช่อ่านกันอย่างผิวเผิน ไม่ใช่แค่ที่รู้แล้ว แต่ให้เข้ามาอยู่ในใจจริงๆ"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

        โดยสรุปผู้เขียนอยากให้ทางนฤพานเป็นบันไดไปสู่วิธีการหาทางพ้นทุกข์ของแต่ละคนนั่นเอง

        "เพราะผมเห็นว่าเมืองไทยยังไม่สิ้นหวังในเรื่องพระพุทธศาสนา ที่มาบ่นว่าเสาหลักโค่นแล้ว สิ้นหวังไปแล้ว ไม่จริงหรอก พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่าพุทธบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งฝ่ายชายและหญิง พุทธบริษัทต้องตั้งอยู่ทั้ง 4 หลัก พุทธศาสนาจึงยังคงอยู่ มีชีวิตยืนยาวต่อไป 

                ถ้าเราฝากความหวังไว้ที่สงฆ์อย่างเดียวว่าเป็นเสาหลัก แล้วสงฆ์แท้ที่จริงเป็นภาพของบุคคล เช่น ยันตระ ภาวนาพุทโธ นิกร ใครต่อใครอีกมากมาย ซึ่งพวกนี้พอลงเหวไปแล้วก็พาศรัทธาคนติดตามลงไปด้วย 

                ถ้าเราสามารถทำให้คนรุ่นใหม่เห็นได้ว่า ศาสนาแท้จริงแล้วเราทุกคนรักษากันได้ สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริงได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นภิกษุหรือภิกษุณีเสียก่อน เริ่มต้นจากการเป็นอุบาสก อุบาสิกา ฆราวาสที่ดี เป็นฆราวาสที่เข้าใจ ถ้าพัฒนาเข้าใจเนื้อหาที่เป็นแก่นธรรมจริงๆ เข้าไปถึงการปฏิบัติจริงๆ แล้วการปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่การหลับตานั่งสมาธิภาวนาอย่างเดียว
คือมันต้องเริ่มจากจิตใจ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชีวิต เป้าหมายปลายทางของชีวิต

              อ่านจบแล้ว ถ้าถามว่าได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง บางคนอาจพูดอะไรเป็นคุ้งเป็นแคว ตรงนั้นผมไม่สนใจเท่าไหร่ ผมสนใจในเรื่องจุดร่วมเดียวกันหรือเปล่าว่า ศาสนาพุทธยังมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจอะไรอีกเยอะ จุดที่ไม่เข้าใจนั้น มีความคุ้มค่าพอที่จะสละเวลา
สักนิดหนึ่งไปศึกษาให้มันลึกซึ้งขึ้น"

        ทางนฤพานจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนที่ยังมองว่าศาสนาพุทธฝากอยู่กับมือคนใดคนหนึ่งอยู่ ให้เลิกคาดหวังกับตัวบุคคล แต่กลับมาสนใจในตัวธรรมกันดีกว่า ซึ่งก็ไม่ได้ออกไปค้นหาที่ไหนเลย อยู่ในกายและใจเรานี่เอง!  


                          ******************************
                          ******************************
                          ******************************

หมายเหตุ จาก "ดังตฤณ"

"ทางนฤพาน" โดยตัวโครงเรื่อง และโดยผ่านตัวละคร ผมอยากสื่ออย่างหนึ่งครับ
เกี่ยวกับเรื่องของเนื้อคู่หรือคู่แท้ นั่นคือ สังสารสัตว์ที่มาจับคู่กันนั้น ไม่ใช่มีใครดลบันดาล
ไม่ใช่มีฐานะคู่กันโดยเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยกรรมสัมพันธ์ทั้งสิ้น 

จากการอ่านชาดก ผมพบบางสูตรที่น่าสนใจ 
เช่น ผมสงสัยว่าเมื่อบุรุษผู้หนึ่ง ถ้าเป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว
ก็น่าจะมีคู่ครองเป็นมั่นเป็นหมายตายตัว
ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติแบบรักในอุดมคติ

ทว่า เมื่อสืบๆ ไปอย่างละเอียด ก็พบว่า
ที่พระพุทธองค์ท่านทรงเล่าเรื่องกลับพระชาตินั้น
เอาเฉพาะพระชาติจำนวนน้อยเพียง 500 ที่บันทึกไว้
ก็เห็นชัดว่าพระองค์ไม่ได้ครองคู่
กับพระนางพิมพาเสมอไป

บางชาติพระนางพิมพาท่านเป็นมเหสีของพระอานนท์
ซึ่งความผูกพันกับพระอานนท์นั้นสามารถเห็นร่องรอยได้
เช่นในบางชาติแม้จะเป็นชายาของพระโพธิสัตว์แล้ว 
แต่เห็นพระอานนท์ก็เกิดความยินดีในท่านขึ้นมาวูบหนึ่ง 
(แต่แค่คิดก็ละอายและระงับไปในทันทีเยี่ยงผู้มีศีลอันทรงแล้ว) 
ปัญหาที่ว่าใครตามใครมาก่อน ก็เข้าข่ายไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
แม้สมมุติว่าจะมีจุดเริ่มต้นอยู่จริง 
ก็ต้องนาน นาน นาน จนเป็นอจินไตย พ้นที่จะคิด พ้นที่จะประมาณ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อจินไตยมี 4 ชนิด คือ พุทธวิสัย ฌานวิสัย วิบากกรรม และภพภูมิ
ซึ่งในเรื่องภพภูมินี้เหมาหมดทั้งเรื่องโลก จักรวาล กาลาวกาศ ฯลฯ 
คือทั้งแบบที่นักฟิสิกส์ครุ่นคิดทดลองกัน หัวแทบแตก 
และทั้งแบบที่ฤาษีชีไพรหยั่งลึกลงไปเท่าไหร่ๆ 
ก็เห็นอดีตชาติไม่สิ้นสุดเสียทีนั่นเอง 

สรุปคือ สัตว์ทั้งหลายมีความผูกพันกันยืดยาวซับซ้อน
จนกล่าวได้ว่าไม่มีจุดเริ่มต้นจะใกล้เคียงความจริงให้รับรู้ได้ดีที่สุด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การแสดงความจริงผ่านตัวละครสมมุติทั้งสาม 
คือ เรือนแก้ว เกาทัณฑ์ และแพตรี นั้น
ผมหวังว่าจะทำให้เกิดความ "รู้สึก" อะไรหลายแง่มุม เช่น

1) ถ้าหากมีกรรมสัมพันธ์กับใครในทางดี 
เมื่อพบกันแล้ว จะมีแต่เรื่องดีๆ น่าสบายใจ
ในทางตรงข้าม ถ้ามีกรรมสัมพันธ์กับใครในเชิงลบ 
พบกันแล้วก็มีแต่เรื่องร้อน และอยู่กันไม่ยืด

กรรมในอดีตชาตินั้น ละไว้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น 
แต่ในปัจจุบันเห็นชัด แพตรีพาไปพบพระ
ส่วนเรือนแก้วพาไปเจอโจร 
อย่างน้อยน่าทำให้คิดว่า
เหตุการณ์อันเป็นชนวนให้เกิดกรรมดีร้าย

กรรมดีร้ายนั้นย่อมให้ผลต่อไปในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
ถ้าหากกรรมวิบากและภพภูมิเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ของหลอก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

2) สัตว์ มนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย 
ถูกดึงดูดเข้าหากันก็ด้วยธรรมชาติแห่งเพศ 
ปมและเงื่อนอันยุ่งยากซับซ้อน 
เกิดขึ้นก็จากการที่มนุษย์นั้นอาจเจอใครก็ได้ 
อาจต้องตาต้องใจใครก็ได้ 
อาจเจอใครที่เคยมีกรรมสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากี่รายก็ได้ 
ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่ง

อันนั้นหากคุณธรรมไม่สูงพอ หรือมีวิบากให้ผลแกล้งให้ต้องใจอ่อน
เรื่องยุ่งยากทุกข์ร้อนก็ตามมาเหมือนตกนรกหมกไหม้

ในเรื่องทางนฤพาน คนอ่านเกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่า 
เอ ทำไมตาเกาทัณฑ์ถึงเจ้าชู้นัก
อ่านแล้วเกลียดขี้หน้าเหลือเกิน
อยากบอกว่าความจริงเป็นโฟกัสการเขียนอย่างหนึ่ง
ที่ผมแสดงทุกข์สาหัสของฝ่ายหญิงไว้ชัดแจ้งจนกระทบความรู้สึกแรง 

ความจริงถ้าทอนน้ำหนักฉากแสดงความทุกข์ของเรือนแก้วและแพตรีลง
ให้พวกเธอแค่หมองหมางและไม่พูดถึงภายในจิตใจเกาทัณฑ์มากเกินไป
ภาพที่ออกมาอาจกลายเป็นอีกอย่าง
อย่างน้อยก็น่าจะเห็นความดีของพระเอกบ้าง 
เช่น ได้โอกาสแล้วยังยับยั้งชั่งใจ ไม่เห็นแก่ได้ชั่วแล่น 
แต่ผมอยากให้อ่านแล้วเห็นทุกข์ในรักกันชัดๆ 
กับฉายความรู้สึกนึกคิดของปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งให้ละเอียด 
เผื่อจะเป็นกระจกให้ย้อนมองเข้ามาหาตัวเองกันบ้าง
มนุษย์คนหนึ่งนั้น มันคิดคล้ายๆ กันนั่นแหละ อยากได้คล้ายๆ กันนั่นแหละ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

3) การลากจูง ติดตามกันไปเกิดในสังสารวัฏนั้น
หาอะไรประกันความสุขยั่งยืน สถาวรไม่ได้เลย 
ถ้าไม่มีเหตุเช่นความลืม ก็มีเหตุเช่นอุปสรรคอื่น 
ถ้าไม่มีอุปสรรคภายนอก ก็มีอุปสรรคความอยาก ความโลเลภายในตัวเอง

ผมหวังให้เกิดภาพขึ้นมาในใจภาพหนึ่งว่า
อยู่ในสังสารวัฏ ท่องเที่ยวเกิดตายไปเรื่อยๆ นั้น
แม้สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่สังสารวัฏหวังฝากไว้ให้อบอุ่นใจ 
คือความรัก ความมั่นคงของเนื้อคู่ ที่จะติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ
เอาเข้าจริงก็แค่ความไม่แน่นอนอีกชนิดหนึ่ง 
ความแปรปรวนเป็นอื่นได้อีกชนิดหนึ่ง 
และได้พยายามแสดงเหตุผลไว้อย่างมีน้ำหนักด้วยผ่านเหตุการณ์
ปัจจุบันของท้องเรื่องนี่เอง


        อย่างที่พยายามบอกนั่นแหละครับ...
"รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่าคือกิเลส""

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"น้ำครึ่งแก้ว" -- ใช้ชีวิตอย่างไร.. ในโลกที่ถูกเอาเปรียบ?

คุณดังตฤณให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘น้ำครึ่งแก้ว’ ออกอากาศทางกรุงเทพธุรกิจทีวี (๒ ก.พ. ๕๗) 

- นิยามน้ำครึ่งแก้วของคุณดังตฤณ?
- ปัญหาความอยุติธรรม - ความเหลื่อมล้ำในสังคม?
- ใช้ชีวิตอย่างไร.. ในโลกที่ถูกเอาเปรียบ?


ดูคลิปวิดีโอสัมภาษณ์คุณดังตฤณบนยูทูบ

หรืออ่านไฟล์ถอดเสียงได้ที่นี่...


พิธีกร: คุณผู้ชมครับถ้าเราพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่าเสียดายคนตายไม่ได้อ่านเนี่ยนะฮะ ซึ่งเป็นหนังสือที่แค่ชื่อก็ทรงพลังมาก ๆ แล้วเนี่ย ต้องบอกว่ามีน้อยคนมากที่ไม่เคยได้ยิน  แล้วก็น้อยคนเหมือนกันที่ไม่เคยได้อ่านนะครับ แล้ววันนี้น้ำในแก้วเราไม่ใช่ใครนะครับ ก็คือคุณ "ดังตฤณ" นะครับ "คุณศรันย์ ไมตรีเวช" หรือพี่ตุลย์ของเราครับ



พิธีกร: พี่ตุลย์ สวัสดีครับ



คุณดังตฤณ:  สวัสดีครับคุณบอล



พิธีกร: พี่ตุลย์ครับ เป็นธรรมดาครับเวลาที่มารายการเราแล้วเราเจอกับน้ำในแก้วที่ต้องบอกว่ามีแง่มุมของชีวิตที่ลึกซึ้งนะฮะ เรามักจะถามแบบนี้เสมอว่าเวลาพี่ตุลย์เห็นน้ำครึ่งแก้วเนี่ยพี่ตุลย์เห็นอะไร หรือมันมีปรัชญาอะไรเบื้องหลังคำว่าน้ำครึ่งแก้วในความคิดของพี่ฮะ



คุณดังตฤณ:  ก็มันมี 2 อย่างนะฮะ ถ้ามองตามความรู้สึก มันก็คือน้ำที่ถูกกินไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ถ้ามองเป็นสัญญลักษณ์ มันก็คือสิ่งที่หายไปครึ่งหนึ่ง การที่เรากินน้ำจากเต็มแก้วนี้ จริง ๆ มันไม่มีใครรินเต็มถึงแบบปริ่ม ๆ ถึงขอบแก้วหรอก อย่างมากก็ 8 ใน 10 หรือ 7 ใน 10 ครึ่งแก้วมันก็คือความหมายว่ามันอาจจะลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ บางทีมันไม่ได้ 50 เต็มที่หรอก การที่เรารู้สึกว่าเราได้กินไปครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วพออยู่แค่นั้น วางแก้วคืนไว้บนโต๊ะแล้วไม่กินอีก แปลว่าเรามีของเก่าอยู่  ไม่ต้องกินเต็มแก้วก็ได้ก็อิ่ม หายกระหายได้ ถ้าหากว่าเราคิดถึงสิ่งที่เป็นจิตเป็นใจ มองว่าการที่เราไปเอาความชุ่มชื่นจากคนอื่นมา ขอแค่ครึ่งเดียวแล้วมาเติมกับอีกครึ่งหนึ่งที่เรามีอยู่ก่อนแปลว่าใจของเราใกล้เต็ม แต่ถ้าหากว่าเราต้องเอาเขามาทั้งหมดทั้งแก้วหรือว่าขอเพิ่ม แก้วเดียวไม่พอ เป็น 2 แก้ว 3 แก้ว นั่นแปลว่าเรายังมีความกระหายอยู่มาก ถ้าหากว่าเราเห็นน้ำครึ่งแก้วแล้วรู้สึว่าพอแล้ว นั่นแสดงว่าเราใกล้อิ่มแล้ว



พิธีกร: อ๋อ โอเครับ ก็เป็นมุมมองเหมือนกับว่าแทนที่เรา…



คุณดังตฤณ:  ไม่ต้องไปฉกฉวยจากคนอื่นมาทั้งหมดก็ได้ เอาความชุ่มชื่นจากเขามาแค่ครึ่งเดียวก็พอ แล้วมาบวกกับความชุ่มชื่นที่เรามีอยู่ มันก็สามารถอิ่มได้


พิธีกร: อิ่มเอมได้ แล้วก็เติมเต็ม


คุณดังตฤณ:  ซึ่งน่าจะเป็นแบบนั้น น่าจะเกิดขึ้นแบบนั้น แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ คือมีคนหิวเต็มโลกไปหมด ล้นโลกไปหมด เหมือนผมเคยเปรียบเทียบไว้ เป็นคนที่มีจิตวิญญาณเหมือนขอทาน คือ ต่อให้รวยแค่ไหน ต่อให้มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใด จิตก็ยังโหยหิวความสุข เหมือนกับจิตวิญญาณของขอทาน คุณบอลอาจจะเคยเห็นคนรวยหรือว่าคนมีอำนาจอยู่แล้ว มันยังมีอาการโหยหิว มีอาการพุ่งไปหาอะไรบางอย่างมาเพิ่มเติม แล้วมันไม่จบ ไม่จบทั้งขีวิต สิ่งนี้แหละที่เรามองเปรียบกับน้ำครึ่งแก้วได้ว่าถ้าใครกินน้ำเข้าไปแค่ครึ่งแก้ว อาจเป็นเพราะว่าเขาพร้อมที่จะอิ่มอยู่แล้ว ใกล้ที่จะอิ่มอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าเราเห็นแก้วเปล่า แล้วก็จะต้องเติมน้ำเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า มากินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้กี่แก้วต่อกี่แก้ว อันนี้มันอาจจะสะท้อนว่าเขากำลังหิวกระหาย และหิวกระหายไม่เลิก อันนี้ล่ะผมเปรียบเทียบว่าน้ำเป็นความสุขและแก้วเป็นจิตใจ



พิธีกร: น้ำเป็นความสุขแก้วเป็นจิตใจ วันนี้ผมชอบมากเลยนะฮะว่าถ้าเราเห็นแก้วเปล่าอยู่แสดงว่าคนที่ต้องการหรือว่าคนที่กินเนี่ยยังไงแก้วก็จะเปล่าอยู่เรื่อย ๆ แต่ถ้าน้ำมีอยู่ครึ่งแก้วเนี่ย….



คุณดังตฤณ:  ถ้าน้ำมีอยู่ครึ่งแก้วแล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะก็แสดงว่าเขาพอแล้ว



พิธีกร: เขาพอแล้ว และเขาก็กินแค่ครึ่งหนึ่งก็พอ



คุณดังตฤณ:  ใช่ คือเหลือคืนไว้บนโต๊ะ เผื่อคนอื่นมากินต่อได้



พิธีกร: พี่ตุลย์ครับ แน่นอน ตะกี้พี่ตุลย์พูดถึงเรื่องของคนที่มีแล้วไม่รู้จักพอนะครับ แน่นอนก็คืออาจจะหมายถึงคนที่มีฐานะทางสังคม หรือว่ามีทรัพย์สินเงินทองกระหายหาไปเรื่อย ๆ แต่แน่นอนพอเจอเหตุการณ์แบบนี้มันก็มีความเหลื่อมล้ำอยู่ คนที่เขาไม่มี ทุกวันนี้เขารู้สึกว่าเขาถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่อยู่ตรงข้ามกันหรือคนที่มีมากกว่า คนที่มีโอกาสในชีวิตมากกว่าอย่างนี้เป็นต้นผมก็เชื่อว่าเป็นคนส่วนไม่น้อยในสังคม พี่ตุลย์คิดว่าอย่างนี้คนที่เขารู้สึกแบบนี้จะมีวิธีจัดการกับความรู้สึกความคิดตัวเองยังไงดีครับ



คุณดังตฤณ: คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเนี่ยนะ ส่วนใหญ่จะมีข้อเท็จจริงอยู่ประการหนึ่ง คือว่าเขาไม่สามารถที่จะไขว่คว้า ไม่สามารถที่จะหาอะไรได้มาเหมือนกับคนที่เขารู้สึกไม่ชอบใจหรือจงเกลียดจงชังอยู่ ถ้าหากว่าเทียบเป็นง่าย ๆ เจ้านายเอาเปรียบลูกน้อง หรือว่าสามีเอาเปรียบภรรยา หรือว่าเพื่อนเอาเปรียบเพื่อน อย่างนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเราเห็นกันในทุกวงการ ถ้าหากเรามองเข้าไปพิจารณาเข้าไปนะว่าไอ้ความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบมันเกิดขึ้นตอนไหน มันเกิดขึ้นตอนที่ว่ามาใช้ให้เราทำอย่างเดียว หรือว่ามาฉกฉวยมาเอาจากเราอย่างเดียว หรือว่ามาทำให้เราเนี่ยพูดง่าย ๆ ว่าต้องเปลืองแรงหรือว่าเปลืองกำลังเปลืองเวลาโดยที่อีกฝ่ายแทบจะไม่ได้ลงทุนลงแรงหรือว่าลงเวลาอะไรมาเลย ทีนี้มองในอีกมุมนึงนะครับ คือว่าคนที่บอกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบเนี่ยได้เคยไปเอาเปรียบอะไรคนอื่นไว้บ้างหรือเปล่า ถ้ามองนะว่าการเอารัดเอาเปรียบคือธรรมชาติที่มันพร้อมจะเกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่นบางทีนะเราเดินไปตามท้องถนน ทิ้งเศษขยะ หรือว่าเศษกระดาษ เศษแก้วอะไรต่าง ๆ ด้วยความคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนมาจัดการเอง นี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะ ไอ้ความรู้สึกทำนองนี้เนี่ยถ้าถามตัวเองถ้าถามเราเอง เราจะบอกว่ามันเป็นการทำให้คนอื่นมีหน้าที่เขาจะได้มีการงาน แต่คนกวาดขยะเขาจะไม่รู้สึกแบบเรานะ ไอ้ประเภทที่ว่าอยู่ ๆ เห็นไอ้กองขยะอะไรเพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่มันไม่เคยมีเนี่ยเขาจะรู้สึกว่าถูกแกล้ง อันนี้ผมเคยได้ยินคนที่เขามีหน้าที่ตรงนี้เนี่ยบ่นออกมากับปากเขาเองเลยเข้าใจความรู้สึก มันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมากว่าเนี่ยแกล้งหรือเปล่า เนี่ยไอ้ความรู้สึกตรงนี้เนี่ยคนทำไม่ได้จงใจ แต่ว่าโดยอีกนัยหนึ่งเนี่ยมันมีคนมองว่าเขาถูกเอาเปรียบเหมือนกัน จะบอกว่าการเอารัดเอาเปรียบบางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราได้ทำไปหรือเปล่า ถ้าหากว่าเรามองว่ามันเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันที่ไม่มีการเสมอภาคได้ ไม่มีใครเนี่ยที่จะสามารถสร้างสังคมขึ้นมาแบบหนึ่งที่ทุกคนเนี่ยเท่ากันหมด เท่ากันในความหมายที่ว่าได้รับอะไรเหมือนกัน ลงทุนลงแรงเหมือนกัน หรือว่าใช้เวลาเท่า ๆ กันในการขับเคลื่อนสังคม เราก็จะมองว่าตัวเองเนี่ยกำลังถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตามธรรมชาติ และในขณะเดียกันเราก็อาจจะกำลังเอารัดเอาเปรียบบางคนอยู่โดยธรรมชาติที่มันเหมือนกับยัดเยียดมา เรามีตำแหน่งหน้าที่หรือว่ามีตัวตนแบบหนึ่งที่ไปเบียดเบียนใครเขาเข้าโดยไม่รู้ตัว แล้วไปทำให้เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่าเราไปเอาเปรียบหรือว่าไปรังแกเขาได้เหมือนกัน



พิธีกร: สิ่งนั้นก็สะท้อนมาหาเรา



คุณดังตฤณ: สิ่งนั้นมันควรจะเป็นเครื่องบอกว่ายังไงเราก็ต้องถูกเอาเปรีบบไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแบบไหน คือการที่เกิดความเข้าใจเป็นภาครวมเนี่ยอย่างน้อยจะลดความเกลียดชังลงได้



พิธีกร: มันเหมือนกับว่าถ้าเราทำใจว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมที่เป็นมาตรฐานหรือที่เรายึดตามที่เราคาดหวังอยู่จริงหรอกอย่างนี้มันจะคล้าย ๆ กับที่พี่ตุลย์ว่าไหมครับ



คุณดังตฤณ: ใช่ คือเราคิดว่าถูกเอาเปรียบ แต่จริง ๆ แล้วที่ผมพูดมาทั้งหมดก็คือว่าเราต้องไปอยู่ตรงนั้นแหละ ถ้าเรามองว่ามันไม่ใช่เฉพาะเรานะที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราก็เอารัดเอาเปรียบคนอื่นอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดถึงแม้ว่าจะแก้ไขความอยุติธรรมไม่ได้ แต่ความเกลียดชังในใจเราจะลดลงด้วยความเข้าใจในการเห็นภาพรวมนั่นแหละ



พิธีกร: ครับผม นั่นก็เลยเหมือนกับว่าหลาย ๆ ครั้งคนเราก็ต้องมาทำความเข้าใจ แล้วก็มาเรียนรู้



คุณดังตฤณ: คือไม่ใช่ว่าไม่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องนะ แต่อย่างน้อยลดความเกลียดชังในใจลงด้วยความเข้าใจในภาพรวมก่อน แล้วการขับเคลื่อนของเราที่จะมีต่อไปมันจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเกลียด แต่เป็นขับเคลื่อนด้วยการพยายามที่เอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่สมดุล



พิธีกร: พี่ตุลย์ครับผมฟังแบบนี้เนี่ย ผมรู้สึกว่าการที่เราทำความเข้าใจหรือเข้าถึงเนี่ยมันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ



คุณดังตฤณ: ใช่ ในทุกสถานการณ์เนี่ยถ้าไม่เห็นภาพรวมก็จะเห็นแต่ภาพในใจที่เราตั้งขึ้นมา



พิธีกร: ปรุงแต่งขึ้น คิดไปเอง



คุณดังตฤณ: บางทีเนี่ยมันมีเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบเนี่ยนะฮะมันมาควบคู่กันกับความเกลียดชัง คือถ้าคนมีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบปุ๊บมันมองไม่เห็นอะไรอย่างอื่นนอกจากความรู้สึกเกลียดชังที่มันมืด



พิธีกร: แล้วตรงนั้นจะไปบดบัง



คุณดังตฤณ: ซึ่งความมืดหรือความเกลียดเนี่ยเวลาที่มันออกแรงต้านไป มันมักจะเป็นกระแสของความ พูดง่าย ๆ ว่าพยายามไล่น้ำเสียด้วยน้ำเสีย ในที่สุดแล้วมันก็ต้องเหลือน้ำเสียให้ต้องไล่ต่อคือน้ำเสียในใจเราเอง คือความมืดในใจเราเอง บางทีเราขับไล่ความมืดข้างนอกได้ แต่ความมืดในใจของเราเนี่ยมันครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดก่อนเป็นอันดับแรกก็คือครอบงำชีวิตเรา



พิธีกร: งั้นจะเห็นว่าการที่เรามีความเข้าใจหรือมีความกลับมาทบทวนสิ่งต่าง ๆ กับตัวเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พี่ตุลย์ครับ การที่เรารู้จักตัวเราเองเนี่ยมันส่งผลดีกับชีวิตอย่างไร เพราะว่าเท่าที่เราเห็นทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นกระแสสังคมอะไรต่าง ๆ เราก็มักจะมองไม่ค่อยเห็นตัวเองเท่าไหร่ ตัดสินใจอะไรแล้วก็ทำอะไรไปตามกระแสโดยง่าย โดยไม่มีโอกาสได้คิดไตร่ตรอง หรือสะท้อนมาถึงตัวตนข้างในของเรา พี่ตุลย์มีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไรบ้าง



คุณดังตฤณ: คือเรื่องของการทำความรู้จักตัวเอง ผมมองอีกย่างว่ามันเป็นเรื่องของความเข้มแข็งทางใจ คือคนอ่อนแอเนี่ยทำความเข้าใจตัวเองไม่ได้ มันต้องมีแต่คนที่สั่งสมกำลังมามากพอถึงจะเข้าใจอะไรได้ทั้งหมดแล้วก็มีแก่ใจเผื่อแผ่ความเข้าใจนั้นเนี่ยไปให้คนอื่นนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างคนถ้าถูกด่าแล้วเจ็บใจเคียดแค้นแล้ววางแผนพยายามจะเอาคืนด้วยความฉลาดแค่ไหนก็แล้วแต่ ความเจ็บใจความเคียดแค้นเนี่ยถามว่ามันเป็นเรื่องของคนเข้มแข็งหรือคนอ่อนแอ ผมมองอย่างนี้ว่าคนอ่อนแอที่ไหนก็สามารถที่จะเคียดแค้นได้ สามารถที่จะอยากเอาคืนได้ มีแต่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะสามารถยอมรับและให้อภัย แต่ไม่ใช่ให้อภัยในแบบนี้ไม่ทำอะไรเลยนะ คือให้อภัยในลักษณะที่เราไม่ตอบโต้ด้วยความเกลียด แต่ตอบโต้ด้วยความมีเหตุมีผล คนที่เข้มแข็งเท่านั้นที่สามารถจะรู้จักตัวเองว่าในขณะนี้เราทำอะไรต้องการอะไรและเรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะได้สิ่งที่ต้องการหรือเปล่า คนที่อ่อนแอเนี่ยจะมองเห็นแต่ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไร อยากได้อะไร แต่มองไม่เห็นว่าตัวเองกำลังอยู่ในเส้นทางไปสู่สิ่งที่ต้องการหรือเปล่า



พิธีกร: มันก็เหมือนกับว่าคนที่เขา…



คุณดังตฤณ: รู้จักตัวเองกับไม่รู้จักตัวเองมันแตกต่างกัน



พิธีกร: หรือไม่ก็คนที่ไม่รู้จักตัวเองเนี่ยเวลาที่เขาทะเลาะเบาะแว้งต่าง ๆ หรือว่าในครอบครัวเป็นต้น แน่นอนเขาอยากได้ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักตัวเองแล้วก็ไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ก็ไม่ได้มานั่งถามตัวเองตลอดเวลาว่าเนี่ยทำไปทะเลาะกันไปมันได้สิ่งที่เราต้องการ ถูกไหมฮะ มันก็จะเป็นการตอบสนองแค่ตรงหน้าเท่านั้น อารมณ์ตรงหน้า



คุณดังตฤณ: ณ เวลาที่ผัวเมียทะเลาะกันสังเกตุได้ง่ายเลยมันเป็นจุดสังเกตุมนุษย์ได้ชัดเจนว่าทั้งสามีและภรรยาส่วนใหญ่แล้วเนี่ยไม่รู้จักตัวเองแล้วก็มีความอ่อนแอทางจิตวิญญาณ คือจะเรียกร้องจากอีกฝ่ายมากกว่าที่เราจะให้กับอีกฝ่าย คนเข้มแข็งเนี่ยจะเป็นที่พึ่งแล้วก็พร้อมที่จะให้แล้วก็มีความรู้สึกว่าเป็นผู้ดูแล แต่ถ้าหากว่าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องอยากจะให้อีกคนมาดูแลตัวเองท่าเดียว แล้วตัวเองไม่หยิบยื่นไม่ดูแลไม่ให้ความใส่ใจอะไรเขาเลยเนี่ยมันคือความอ่อนแอของคนที่อยู่ในภาวะพึ่งพา อยู่ในภาวะต้องพึ่งพา เวลาเรียกร้องไม่ได้ดั่งใจก็อาละวาด ใช้วิธีแบบที่เราเห็นกันในเด็ก ๆ คือร้องแรกแหกกระเชอ หรือว่าแสดงอาการอาละวาด มนุษย์ไม่เคยเลิกเป็นเด็ก คนส่วนใหญ่เป็นเด็กกันตลอดเวลาตลอดทั้งชีวิต มีแค่ไม่กี่คนที่โตขึ้นมาจริง ๆ มีความเข้มแข็งจริง ๆ พอที่เป็นคนที่สามารถดูแลคนอื่นได้ และคนที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะรู้จักตัวเองจริง



พิธีกร: ครับคุณผู้ชมครับจะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเนี่ยโดยธรรมชาติถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเนี่ยเราก็มักที่จะทำอะไรที่นำไปสู่หนทางที่ทำให้ชีวิตมันหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ทำให้ชีวิตติดอยู่ในบ่วงของปัญหาอย่างแน่นขึ้นและแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อันนั้นคือปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่อย่างที่พี่ตุยล์พูดนะครับการที่เรากลับมามีสติ การที่เรามาทำความรู้จักกับตัวเองมากยิ่งขึ้นแล้วก็พิจารณาสิ่งต่าง ๆ แล้วก็เข้าถึงสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ว่าทำไปเนี่ยเราต้องการอะไรกันแน่ แล้วสิ่งที่เราทำนำไปถึงสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่านะครับ ก็จะทำให้เราสามารถที่จะหลุดไปจากบ่วงที่พูดถึงได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราปล่อยให้ตัวเองอยู่กับตัวเองในเชิงของธรรมชาติเป็นยังไงจะทำยังไงก็ทำตามใจฉันมันก็ได้ผลแบบนี้ครับ แต่ว่าเราเองอาจจะต้องมีการที่จะฝึกหรือว่ามีการที่จะมานึกทบทวนพิจารณานะครับ ก็เพื่อทำให้ตัวเราเองสามารถที่จะเข้าถึงเข้าใจธรรมชาติแล้วก็ใช้ธรรมชาติของเราไปในเชิงบวกกับชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นได้นะครับ วันนี้เสียดายจริง ๆ ว่าเวลาของรายการค่อนข้างสั้นมาก โอกาสหน้าเราคงมีโอกาสได้มาเยี่ยมพี่ตุลย์ ดังตฤณ ใหม่อีกครั้งนะครับ วันนี้ต้องขอขอบคุณพีตุลย์มากเลยครับ ขอบคุณนะครับ



คุณดังตฤณ: สวัสดีครับคุณบอล.