วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

รู้จักคุณดังตฤณกันมากขึ้น นสพ.กรุงเทพธุรกิจ: ฉบับวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๕

"ศรันย์ ไมตรีเวช" หรือ'ดังตฤณ'
ผู้เผยแผ่ธรรมผ่านตัวหนังสือที่มียอดตีพิมพ์มหาศาล
ในชื่อ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน'





ปกกายใจฉบับ120 
'ดังตฤณ'

รายงาน : ปริญญา ชาวสมุน 

บ้างว่าเขาเป็นผู้เผยแผ่ธรรม แม้ยังไม่ได้ชื่อว่าผู้บรรลุ แต่ทุกถ้อยคำและกระบวนความของ 'ดังตฤณ' ก็ทำให้รู้สึกว่า 'เสียดาย' หากก่อนตายไม่ได้รู้จักธรรมะจากเขา

กว่า 20 ปีแล้วที่ "ศรันย์ ไมตรีเวช" ชายผู้มีบุคลิกสงบเย็น รอยยิ้มเปี่ยมด้วยไมตรีจิต ได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงอย่างน่าสนใจและเข้าใจง่าย ผลงานสร้างชื่อของเขา อย่าง 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' นับเป็นหนังสือประเภทศาสนาและปรัชญาที่มียอดตีพิมพ์มหาศาลและเขายังมีลูกศิษย์ลูกหาผ่านหน้ากระดาษอีกนับไม่ถ้วน

นี่ไม่ใช่บทสนทนาสู่นิพพาน แต่คงดีไม่น้อย หากหลายเรื่องที่ตกค้างในใจผู้หลงทางในวังวนแห่งโลกียะ จะรู้กายรู้ใจตนมากขึ้นผ่านถ้อยคำอันกระจ่างชัดของเขา


ความหมายของดังตฤณ
ตฤณ แปลว่า หญ้า ดังตฤณ ก็ เหมือนหญ้า จริงแล้วเป็นชื่อตัวละครตัวหนึ่งที่เขียนนิยายไว้ตอนวัยรุ่น แต่พอมีเหตุให้มาเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมะก็เลือกชื่อนี้ขึ้นมา มันดูเหมือนเป็นธรรมชาติดี ไม่ใช่จะมาถ่อมตัวหรือว่าจะมาบอกว่าตัวเองเหมือนหญ้าน้อยๆ แต่ชอบความหมายตรงหญ้านี่มันมีความทนทาน โดนแดด ฝน เหยียบ เท่าไรๆ ถึงมันตายไปก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ มันเหมือนจะแฟ่บลงไปแต่มันไม่ตายจริง ลักษณะและความทนทานของหญ้าซึ่งดูบอบบางนั่นแหละ ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตของมนุษย์ทำให้เกิดเป็นอย่างนั้นได้ ถ้าหากว่าเราผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านความลำบาก ผ่านความสบาย แล้วเรามีชีวิตอยู่ได้ มันก็เหมือนหญ้า


กว่าจะเป็นหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน'
ตอนแรกเลยที่จะได้ชื่อหนังสือว่า 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' เหตุผลเพราะมีคนขอให้เขียนหนังสือสักเล่มหนึ่งเพื่อให้ญาติเขาที่ใกล้จะเสียชีวิตแล้วได้อ่าน ตอนนั้นเราก็คิดไม่ออก จนกระทั่งสองเดือนผ่านไป เรามานึกว่าญาติของเขาจากโลกนี้ไปแล้วหรือยัง ก็ปรากฏว่าเกิดความรู้สึกขึ้นมา ถ้าเขาได้ตายไปเสียก่อนที่จะได้อ่าน เหมือนกับเราไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้ ก็เกิดคำขึ้นมาในหัวว่า 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' มีคนๆ หนึ่งได้ตายไปก่อนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจริงๆ

จากนั้นพอชื่อหนังสือปรากฏขึ้นมา คอนเซ็ปท์ถึงไหลมาเทมา เราคิดออกว่าอะไรบ้างล่ะที่มันน่าเสียดาย ที่คนตายไปเสียก่อนจะได้อ่าน ก็คงไม่พ้นกับคำถามที่ผู้คนมีกันมาทุกยุคทุกสมัยว่า เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร มันมีความแตกต่างจนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นแค่ความบังเอิญหรือแค่ใครกำหนดมา ส่วนที่ว่าถ้าเราเชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ มีภพภูมิต่างๆ ถ้าหากว่ามีภพภูมิอื่นอยู่เนี่ย เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว ปฏิบัติตัวอย่างนี้แล้ว มันไปไหนได้บ้าง จากนั้นคำถามอันเป็นที่สุด ถ้าหากยังมีลมหายใจ ยังมีเลือดเนื้ออยู่อย่างนี้ สิ่งที่คุ้มที่สุดที่จะทำขณะที่เป็นมนุษย์คืออะไร ตรงนี้แหละคือเนื้อหาของ 'เสียดาย...คนตายไมได้อ่าน' เป็นการไล่ลำดับจากอดีตสู่ปัจจุบัน เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คือ อดีต ส่วนตายแล้วไปไหนได้บ้างก็คือ อนาคต ส่วนปัจจุบันก็จะตบท้าย


เริ่มต้นสนใจธรรมะอย่างไร
ไม่มีอะไรที่แปลกประหลาดเลยนะ เรียบๆ ง่ายๆ เลย ตอนช่วงที่ผมอยู่ชั้น ม.5, ม.6 มีความทุกข์เรื่องสุขภาพ มีความทุกข์เรื่องเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองว่าจะเรียนอะไรต่อ ถามตัวเองก่อนว่า คือไม่ใช่แค่เอ็นทรานซ์เข้าอะไรแล้ว ถามตัวเองจริงๆ ว่า ตื่นขึ้นมาอยากทำอะไร หมายความว่า ชีวิตที่เหลือนี่อยากจะรู้ อยากจะตอบตัวเองให้ได้ว่ามันจะอยู่ไปเพื่ออะไร ทำอะไรอันเป็นที่รัก ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถเลือกคณะได้ เราไม่สามารถเอ็นทรานซ์เพื่อจะเรียนอะไรที่จบออกมาแล้วเราไม่ได้ทำ พอมองไม่ออกว่าชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไร มันก็เกิดคำถามว่าเมื่อเกิดมา เพื่ออะไร ตรงนี้เป็นคำถามสำคัญ ประเด็นแรกเลยที่มาจุดชนวนในหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' ก็มาจากประสบการณ์ตรงนั่นแหละว่าเราเคยสงสัยชีวิต

ความหมายของการสงสัยชีวิตคือ ชีวิตนี่ ถ้ามันมีความหมายจริงๆ มันเริ่มต้นมาจากอะไร มันตั้งต้นมาจากอะไร ที่นี้พอเรามาพบพระพุทธศาสนาในห้องสมุดมีหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและปรัชญาเยอะ เหมือนเราได้คำตอบ

ก่อนหน้านั้น ไม่รู้สึกว่าชาตินี้ ชีวิตนี้จะต้องจับหนังสือธรรมะ เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ไกลตัวเรา ในฐานะเด็กวัยรุ่น เราฟังผู้ใหญ่คุยเรื่องธรรมะแล้วไม่เกี่ยวกับตัวเราเลย พูดเรื่องมรรคมีองค์แปด พูดเรื่องสติปัฏฐาน พูดเรื่องภพภูมิอะไรต่างๆ มันไม่เชื่อ มันไม่มีความรู้สึกว่าใกล้เคียงกับชีวิตที่เราเป็นอยู่จริงๆ ณ ขณะนั้น เราแค่ต้องการคำตอบเท่านั้นว่าจะให้เรียนอะไร ไปทำงานอะไร ส่วนที่ว่าเกิดมาทำไม มันมีความสงสัยอยู่จริง แต่ไม่เชื่อว่ามันมีคำตอบ
ที่นี้พอมาพบกับธรรมะของพระพุทธเจ้า เราเจอคำตอบอย่างหนึ่ง ถ้าตั้งโจทย์ผิด คุณไม่มีทางได้คำตอบถูก


คำตอบนั้นคืออะไร
ณ ช่วงเวลานั้นเหมือนกับเราไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีคนคอยตอบคำถามให้ว่าเกิดมาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพื่ออะไร เราก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่ตั้งคำถามว่าเกิดมาทำไม หลังจากที่เราได้คำตอบจากพระพุทธเจ้า เราพบว่าโจทย์ข้อนี้ผิด ถ้าหากว่ามัวแต่ถามกัน มันจะมีคำตอบเป็นปรัชญา มีคำตอบเป็นความเห็นส่วนตัวมากมายก่ายกอง และหาที่สรุป ที่ลงเอยไม่ได้ คนโน้นก็บอกว่าเกิดมาเพื่อที่จะทำดี คนนั้นก็เกิดมาเพื่อที่จะใช้ชีวิตให้คุ้ม อีกคนก็บอกว่าเกิดมาเพื่อศึกษา เพื่อรู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมวิบาก แล้วแต่ว่าใครมีความเชื่อแบบไหน มีความรู้จากที่ใด

ถ้าหากว่าเราตั้งโจทย์ให้มันเข้ากันได้กับพระพุทธศาสนาจริงๆ "เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร" ไม่ใช่เกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อทำอะไรหรือเป็นอะไร ถ้าหากเราตั้งคำถามนี้มันชัดเจนว่าเราจะฟังคำตอบจากใคร มันขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของเรา อยากเลือกเชื่อฝ่ายที่บอกว่าพระพรหมหรือว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่ถ้าอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งที่มีเหตุมีผลเรื่องเกี่ยวกับกรรมวิบาก ก็จะบอกว่า เรานั่นแหละที่เป็นคนสร้างตัว สร้างตน สร้างฐานะ สร้างชะตา สร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังเห็นในชีวิต และมีผลกระทบกับชีวิตของเราทุกวันนี้


ให้ดูจิตดูใจของตัวเองใช่ไหม
ใช่ ถ้าหากเราบอกได้ว่าสิ่งที่เรารู้สึกอยู่จริงๆ มันเป็นความสุข อย่างน้อยในพระพุทธศาสนา ยืนยันว่าความสุขไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญ ไม่ใช่เกิดจากใครบันดาลลงมาจากฟากฟ้าหรือสวรรค์ แต่ว่าเกิดจากการที่เราประพฤติธรรม ประพฤติกรรมอันเป็นกุศล คำว่ากุศลหมายความว่าธรรมชาติที่มีความความสว่าง มันเป็นฝักฝ่ายของความสุขความเจริญ ถ้าหากสั่งสมกุศลมากแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะเป็นเหตุให้เกิดความสุข บุญเป็นเหตุให้เกิดความสุข ส่วนบาปเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ บางทีเรื่องบุญเรื่องบาป

คนยุคนี้จะมองกันง่ายๆ คนทำชั่วทำไมมันได้ดี ลอยหน้าลอยตา ยังมีความสุข ยังยิ้มแย้มอยู่ในสังคม เอยะแยะเลย แต่คนทำดีทำไมต๋อกต๋อย ตกต่ำ ก็มีความสงสัยกับสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้า ท่านให้มองที่ใจก่อน ถ้าหากเราทำบุญมาจริงๆ มันไม่ต้องมีเหตุการณ์อะไรจะมาสนองตอบเราให้มีความสุข มันมีความสุขขึ้นมาด้วยใจที่เป็นบุญนั่นแหละ หมายความว่าต่อให้พระองค์ในชาติหนึ่งก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เคยโดนตัดมือตัดเท้า เคยโดนย่ำยีต่างๆ นานา แต่จิตใจของท่านมีความสุขอยู่ได้ด้วยเมตตา การแผ่เมตตา จนกระทั่งใกล้ตายจิตเป็นฌานได้ ไปอยู่พรหมโลกได้ พูดง่ายๆ ว่า การที่เราจะมีความสุขไม่ใช่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่เกิดจากเรารู้จักคำว่าบุญดีพอหรือเปล่า

อย่างคำว่าบุญ พระพุทธศาสนาบอกไว้สามระดับ บุญอันเกิดจากการเต็มใจให้ มันอยากให้น่ะ ก็มีความสุขแล้ว ลองมองไปที่ใจตัวเอง ตอนที่อยากให้อะไรใครจริงๆ มันมีความสุขขึ้นมาแล้ว แล้วถ้าให้สำเร็จยิ่งปลื้ม และถ้าหากว่าเรารักษาศีลได้ ต่อให้ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ใจของเรามีความรู้สึกสะอาด มีความรู้สึกเคารพตัวเองได้ นี่คือความสุขชนิดหนึ่ง ยิ่งที่เราเจริญสติได้ เราเป็นอิสระจากอุปาทานได้ อย่างน้อยที่สุดถ้าเราเห็นว่าใครตาย เราไม่เศร้าหรอก ใจมันเป็นอิสระจากความเศร้าได้

นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาพยายามบอก จี้ที่ใจ เน้นที่ใจ เอาความสุขที่ใจก่อน และถ้าทำบุญได้ครบให้ทาน เจริญสติ กระทั่งตกผลึกถึงจุดหนึ่ง ชีวิตทั้งชีวิตจะเกิดสุขตลอดเวลา ไม่ใช่สุขตอนที่ใครให้ของที่เราต้องการ ไม่ใช่สุขตอนที่เรามีแฟน ไม่ใช่สุขตอนที่เราได้บ้าน ได้รถ ได้ตำแหน่ง แต่มีความรู้สึกที่เราเกิดความเข้าใจว่าธรรมะคืออะไร เกิดความรู้สึกว่าทำบุญเป็นเหตุให้ความสุขคือเรื่องจริง เป็นธรรมชาติของจิต ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้นแล้วถึงค่อยเป็นอย่างนั้น แต่ธรรมชาตินี้มีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วถึงมาบอกต่อ


แก่นหลักแบบดังตฤณเป็นอย่างไร
เป็นเรื่องของความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจถูก เข้าใจตรง เข้าใจตามกติกาของธรรมชาติ อันนี้ถือว่าตรงเป้าของพระพุทธศาสนา คนมักเข้าใจว่าคงหมายถึงเรื่องอย่ามองกงจักรเป็นดอกบัว อย่าเห็นความชั่วเป็นความดี แต่จริงๆ แล้วพระพุทธศาสนายังมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก นอกจากกรรมดีกรรมชั่วแล้ว ยังมีเรื่องของความเข้าใจที่ทุกถูกต้องว่า อะไรๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรๆ มันมีความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คิดง่ายๆ สิ่งที่กำลังนั่งพูดอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นเพียงการประชุมกันชั่วคราวของธาตุสี่ เวลาตัวตนนี้ตายไปเราก็จะไม่เกิดความรู้สึกว่าเสียดายชีวิต มันเห็นเป็นแค่ธาตุสี่ มันจะแยกออกจากกัน ส่วนจะไปไหนต่อก็ขึ้นอยู่กับกรรมสั่งสมมา ถ้าสั่งสมความเห็นถูกต้องมามากพอจนกระทั่งไม่อาลัย ไม่อาวรณ์ ถึงขั้นจิตเป็นอิสระจากอุปาทานก็จะมีรางวัลสูงสุดของพระพุทธศาสนานั่นคือเป็นอิสระจากทุกข์อย่างถาวร


เราต้องทำอย่างไรจึงหลุดพ้น
ในพระพุทธศาสนามีเรื่องของการฝึกจิต การหลุดพ้นไม่ใช่เอาตัวที่เป็นร่างกายไปพ้นที่โลกไหนหรือขึ้นฟ้าไปอย่างไร แต่เอาจิตของเราพ้นจากอุปาทาน อุปาทานคืออะไร คือความรู้สึกว่าร่างกายนี้ จิตใจนี้มันเป็นของๆ เรา ร่างกายคนอื่น จิตใจของคนอื่นเกี่ยวข้องกับเรา เป็นญาติเรา แต่ไม่ใช่แค่ไม่ยึดติดนะ ต้องพ้นจากอุปาทานไปเลย ลักษณะของการฝึกจิตเพื่อให้พ้นจากอุปาทาน เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ หมายความว่าเอากายใจมาเป็นที่ตั้งของการฝึก มาเป็นที่ตั้งของการระลึก

มันคือการทำความรู้จักกับร่างกายและจิตใจของเรานี่แหละ คือเราไม่รู้จักกับร่างกายหรือจิตใจดีพอ เช่นเวลาที่เราออกเดินไป จิตใจของเราจะคิดไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ชมนกชมไม้ แต่ถ้าหากว่าจะทำความรู้จักกับร่างกาย เริ่มต้นง่ายๆ เวลาที่เราเดินไป เรารู้สึกถึงเท้ากระทบ แค่รู้สึกไปธรรมดานี่แหละ พอเรารู้สึกไปได้สักพักมันจะมีท่าเดินปรากฏในจิตใจของเรา แต่เดิมไม่สังเกต พอเราเริ่มสังเกตสิ่งที่มันกระทบกาย มันรายงานความรู้สึกให้เรารู้ พอรู้สึกมันมีประโยชน์ตรงที่เราสามารถพิจารณาขึ้นมาได้ ณ เวลานั้น

เมื่อมีสติ คมชัดมากขึ้น มันจะเห็นแม้กระทั่งความรู้สึกที่ผุดขึ้นเป็นขณะๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับกายนี้ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงให้สังเกตตรงนี้แหละ ลมหายใจเดี่ยวมันก็เข้าเดี๋ยวมันก็ออก เดี๋ยวมันก็ยาวเดี๋ยวมันก็สั้น พอรู้ว่าลมหายใจไม่เที่ยง จิตของเราจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันเหมือนจะแยกไปเป็นผู้ดู เป็นผู้รู้ ว่าลมหายใจเป็นแค่ธาตุลมที่พัดเข้าพัดออกในร่างกายของเรา พอเรารู้อย่างนั้นเราได้ความสดชื่นด้วย ได้สมาธิจากการดูลมด้วย และได้ความสามารถพร้อมจะต่อยอดที่เป็นสติรับรู้ร่างกาย


เป้าหมายสูงสุดคืออะไร
เป้าหมายสูงสุดคือใช้ชีวิตอย่างที่กำลังเป็น นั่นคือเรากำลังทำตามพระพุทธเจ้า คือ ทำความดี การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญสติขั้นต้น แต่ถ้าเราเป็นประโยชน์ให้กับศาสนาได้คือเอาความเข้าใจที่เราได้แล้วไปถ่ายทอดให้คนร่วมสมัย ที่เขาอาจยังไม่มีโอกาสได้เข้าใจอะไรง่ายๆ แบบที่เป็นภาษาร่วมสมัยเราก็ทำหน้าที่แบบนั้นไป แต่จุดมุ่งหมายที่สูงสุดคงต้องเรียกว่ารอเวลาเหมาะกว่าปัจจุบัน


ความสุขของอาจารย์คือเรื่องใด

ความสุขที่สุดเลย ที่เป็นปกติเลย คือความสบายใจคนเราจะใช้ชีวิตแค่ไหนก็ตาม จะตั้งเป้า ตั้งปรัชญาลึกซึ้ง สลับซับซ้อนแค่ไหน ถ้าหากไม่มีความสบายใจ ไม่มีความเป็นปัจจุบันที่รู้สึกเบา ตรงนั้นมันไม่มีความสุข อย่าไปเชื่อว่าเข้าถึงปรัชญาของตัวเองได้ถ้าปราศจากความสบายใจ ผมเชื่อว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าลงท้ายเราได้ความสบายใจมา ตรงนั้นเรามาถูกทาง


กล่าวถึงหนังสือเล่มล่าสุด 'จิตจักรพรรดิ'

จริงแล้วๆ งานเขียนของผมที่คนรู้จักเป็น 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' ก็เป็นงานบรรยายตรงไปตรงมาว่ากฎกติกาธรรมชาติเป็นอย่างไร หลักวิธีการปฏิบัติทำอย่างไร แต่งานนวนิยายผมเขียนมาสี่เล่ม มีเรื่อง 'ทางนฤพาน', 'กรรมพยากรณ์ ภาค ชนะกรรม', 'กรรมพยากรณ์ ภาค เลือกเกิดใหม่' ส่วน 'จิตจักรพรรดิ' เป็นนวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุด ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมะหรือมีความสงสัยว่าธรรมะคืออะไร หรืออยากได้แรงบันดาลใจ จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ผมก็เอาตัวละครมาเป็นตัวล่อ หมายความว่าถ้าตัวละครที่อยู่ในเรื่องสามารถดึงดูดให้คนอ่านติดหรือรู้สึกว่าตัวเรามีส่วนใช่ ตัวละครเปลี่ยนแปลงอย่างไร เข้าใจอย่างไร

คนอ่านก็จะเข้าใจหรือกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงตามตัวละครได้ ส่วนมากคนอ่านนวนิยายไม่นึกการสอนแต่นึกถึงความสนุก ผมใช้ความสนุกนั้นแหละเป็นตัวถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจการใช้ชีวิตแบบชาวพุทธ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

กู้ศรัทธาคืนมาให้ทัน

เสียงสัมภาษณ์ คุณดังตฤณ คลื่น FM ๑๐๑ 
ในหัวข้อเกี่ยวกับวิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนาในปัจจุบัน


ดำเนินรายการโดย : คุณปิยเกียรติ และ คุณนฤมล
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

 พิธีกร
: วันนี้จะรบกวนขอมุมมองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนทุกคนในประเทศไทย
รู้สึกพอเห็นข่าวแล้วก็ไม่สบายใจ
ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ในพุทธศาสนา
เป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรของสงฆ์
หรือแม้แต่พระกับฆราวาส พระกับพระด้วยกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ยังไม่มีใครทราบ
ว่าตกลงแล้วอะไรคือที่ถูก
อะไรคือที่ควรจะดำเนินต่อไป
อยู่ๆสิ่งที่มันจะมีกรรมการที่จะมาจัดการ เค้าก็ไม่ทำแล้ว
ทุกคนก็เลยงงกันอยู่ตรงนี้
เราจะตั้งสติเริ่มต้นจากตรงไหนอะไรได้บ้างนะครับ คุณศรันย์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ดังตฤณ : ตั้งสติจากตรงนี้เลย นี่เป็นคีย์เวิร์ดที่ดีมากนะฮะ
‘เริ่มตั้งสติจากตรงไหน?’

 ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองว่า..

‘เรามีศาสนากันไปทำไม?’
‘เราจะคงความเป็นพุทธไว้เพื่อประโยชน์อะไร?’
 

เพราะถ้าไม่ถามตัวเอง แล้วตอบตัวเองให้ได้ดี ๆแล้วเนี่ย
ก็ถือว่าเรากำลังอยู่ในยุคเดียว
กับผู้คนที่อยากเลิกนับถือพระนับถือเจ้ากันหมดแล้ว

อันนี้เป็นความจริง
เด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีความรู้ทางพุทธ
ถือว่าจะพูดก็ได้คุณปิยเกียรติ
ว่าเกือบๆจะสายแล้วนะ เกือบๆจะสายเกินไปแล้วนะ
!
เพราะคนที่ยังหนักแน่นอยู่กับความเป็นพุทธเนี่ย
ส่วนใหญ่จะต้องมีเสาหลักลงไว้ในใจก่อน
คือตอนนี้ถ้าขืนสมมุติว่ามาจากต่างบ้านต่างเมือง
ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเลย เจอแต่ข่าวพระแบบนี้
คิดว่ามันจะมีศรัทธาได้ไหวไหม


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเราถามตัวเองดีๆว่าเราจะเป็นพุทธต่อไปเพื่ออะไร
แล้วไม่เอาแต่ตอบว่าเพื่อไปไหว้พระไหว้เจ้าที่วัดไง
แต่สามารถบอกตัวเองได้ว่าคนเรามีเกิดแก่เจ็บตายนะ
แล้วเราก็เห็นญาติ เราก็เห็นเพื่อน
เราก็เห็นคนรอบตัวหรือไกลตัวก็ตายกันทุกวัน
!

ตอนตาย ถ้าไม่มีหลัก ไม่มีที่พึ่ง
ถ้าไม่มีที่ที่จะให้คิดว่าจะเอาอะไรไว้ในใจ
ใจจะมีความกระวนกระวายมาก!

ถ้าคุณปิยเกียรติเคยใกล้ชิดกับคนทีใกล้จะไป
ก็คงเห็นความจริงตรงนี้
..มันเหมือนเด็กหลงทาง
..มันเหมือนคนที่ใกล้จะต้องเข้าป่า
แล้วไม่รู้ว่าตัวเองเนี่ยมีเครื่องไม้เครื่องมือเดินป่าอะไรบ้างติดไม้ติดมืออยู่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หรือไม่ต้องตอนตาย

ไม่ต้องไปไกลตัวถึงขนาดอนาคตข้างหน้าอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เอาวันนี้ ตอนที่เป็นทุกข์จะเป็นยังไง
ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใครหรืออะไรที่ไหน

จิตใจคนที่กำลังสับสนอยู่ กำลังว้าวุ่นอยู่
มันมักจะพร้อมจะตัดสินใจอะไรผิดๆ
ถ้าเราไม่รู้จักคำว่ากุศลจิตเลย
ไม่รู้จักเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรียกว่าอกุศลจิตเลย
มันจะเป็นคนที่ดำเนินชีวิตไปแบบทุกข์ๆ
ทุกข์อยู่ทุกวัน แล้วก็ไม่รู้จะหาทางออกได้ยังไง
!

แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเราสามารถบอกตัวเองได้ว่า
: 
เรามีศาสนาพุทธเพื่อที่จะเป็นหลักยึด
:  เพื่อที่จะเป็นศรัทธาให้ได้มีความชุ่มชื่นใจ
จะเป็นวันตายหรือวันอยู่ก็แล้วแต่
ขอเพียงว่าเรามีหลักมีที่ยึดที่พึ่งได้ มันน่าพอใจแล้ว


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะตั้งสติ คือเข้ามาที่ตัวเองก่อน
เพราะเวลาที่เกิดปัญหา
ไม่ว่าจะปัญหาบ้านเมือง หรือว่าปัญหาศาสนา

คนมักจะตั้งคำถามกันผิดๆ
ว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร แล้วก็เล็งไปที่ข้างนอก
คือเล็งไปทั้งๆที่ใจตัวเองกำลังร้อนรุ่มอยู่นั่นแหละ

เล็งไปที่การแก้ปัญหา หรือจะหาทางออกข้างนอก
ทั้งๆที่ใจมันยังทึบตันอยู่นั่นแหละ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้ถ้าเราสบายใจ
เริ่มต้นเรามาจากความสบายใจก่อน
ว่าคนอื่นไม่เกี่ยวนะ ไม่เกี่ยวกับจิตใจของเรานะ
ตัวเรานี่แหละ ที่เป็นผู้บอกตัวเอง
แล้วก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่า
..เราจะยึดศาสนาไว้ทำไม
..เราจะคงความเป็นพุทธไว้ทำไม
เราสบายใจแล้วเนี่ย
เราจะมองปัญหาข้างนอกเป็นปัญหาที่เรียกว่าอนัตตาภายนอก
เป็นเรื่องของสิ่งที่เราจะควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ก็ไม่รู้
เราจะมีอิทธิพลเราจะมีบทบาทได้แค่ไหนก็ไม่รู้
แต่เราจะสบายใจแล้ว
ว่าเรายังมีความเป็นพุทธอยู่ ‘ด้วยตัวของเราเอง’  
:  ไม่ใช่ด้วยพระที่ดีหรือไม่ดี
:  ไม่ใช่ด้วยศาสนาที่เสื่อมหรือไม่เสื่อม
แต่ด้วย ‘กุศลจิต’ ของเราที่มันยังสว่างอยู่
ที่มันยังมีความอบอุ่นใจกับตัวเองอยู่
ที่มันยังรู้ว่าตอนตายเนี่ยเราจะเอาอะไรเป็นหลักที่ยึด
แล้วตอนอยู่เวลาที่เป็นทุกข์เราจะเอาอะไรเป็นที่ตั้ง

พอมองอย่างนี้ได้
เราจะเริ่มมองปัญหาของพระด้วยความเป็นกลาง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ปัญหาของพระ พูดกันตรงๆง่ายๆเลย
คือ มันมีการสะสมเงินได้ !
แล้วก็มีการสะสมชื่อเสียงและยศศักดิ์ได้ !
ตลอดจนการที่ปัจจุบันโดยระบบของสื่อ
ระบบของการเผยแพร่มันทำให้งานเชิงวิชาการของพระ
มีความสำคัญกว่าผลงานทางจิต

คือผู้คนสมัยนี้ไม่รู้กันแล้วว่าผลงานทางจิตเป็นยังไง
ไม่รู้แล้วว่าพระที่เข้าใกล้แล้วอบอุ่น มีความสว่างอย่างใหญ่
มีกุศลอย่างใหญ่เยือกเย็นเป็นยังไง

คือตั้งแต่เด็กมาใกล้ชิดแต่พระที่มีความว้าวุ่น
จะเอายศ เอาศักดิ์ เอาตำแหน่ง เอาเงิน เอาชื่อเสียง
หรือว่าไม่ต้องอะไรเลย
พระเล็กๆน้อยๆจะแบ่งก๊กแบ่งเหล่า
เรื่องว่าใครได้รับกิจนิมนต์ก่อน
ใครเป็นคนจัดสรรคิวนิมนต์ อะไรแบบนี้

คือชาวบ้านส่วนใหญ่จะได้แต่ใกล้ชิด
กับพระที่มีการแบ่งชั้นวรรณะกันทำนองนี้
พูดง่ายๆว่ายังมองไม่เห็นข้อแตกต่าง
ว่าพระมีความแตกต่างจากตัวเอง
ที่หาอยู่หากิน
ที่ดิ้นรนเพื่อเอาหน้าเอาตา หรือว่าเอาชื่อเสียงอย่างไร
อันนี้พูดถึงปัญหาฝ่ายพระที่กำลังเป็นอยู่

แล้วถ้าหากว่ามองอย่างเป็นกลางๆ
ไม่คิดจะเป็นฮีโร่ไปพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้ทันทีทันใด
เราก็จะรู้สึกว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้ลองมองปัญหาฝ่ายฆราวาส

เมื่อกี้เราพูดถึงปัญหาฝ่ายพระ
ที่นี้เราลองมองอีกมุมนึง ย้อนกลับมาที่พวกของเราเอง
ปัญหาของฆราวาสในปัจจุบันก็คือ
ไม่รู้เลยว่าเป็นชาวพุทธเป็นกันยังไง
ไม่รู้กระทั่งว่าพระพุทธเจ้าฝากฝังให้
พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ไม่ใช่ให้พระ
!


นอกจากนั้นท่านยังฝากฝังไว้อีก
ว่าให้คนในบริษัทพุทธ
..พุทธนี่ถ้าถือว่าเป็นบริษัทเนี่ย
ก็ถือว่าเป็นบริษัทไร้จำกัด
คนที่เป็นเจ้าพนักงานทั้งหมด
เรียกว่าตั้งแต่ระดับสูงสุดถึงล่างสุด
ก็มีแบ่งออกเป็นสี่จำพวกใหญ่ๆให้ช่วยๆกันดูแล
นั่นคือมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ภิกษุก็อย่างที่เห็นๆกัน นุ่งห่มจีวร

ส่วนภิกษุณีนี่ปัจจุบันในไทยก็ถือว่าขาดสูญไปแล้ว
ส่วนอุบาสก อุบาสิกาก็คือชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆนี่แหละ
อุบาสกก็เป็นผู้ชาย อุบาสิกาก็เป็นผู้หญิง
เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่ามีศัพท์คำนี้อยู่
อุบาสก อุบาสิกา หมายความว่ายังไง

พอเรามองว่าปัญหาที่กำลังมีอยู่จริงๆ
ณ เวลานี้ ในประเทศไทย
ก็คือ ฝั่งพระ แบ่งชั้นวรรณะกัน
แล้วก็มีเรื่องของยศศักดิ์กันอย่างเห็นๆเลย
แล้วตรวจสอบเงินไม่ได้ด้วย
ถ้าตรวจสอบก็ถือว่าตรวจสอบศรัทธาของประชาชน
ก็ว่ากันไป
..

ส่วนฝ่ายฆราวาสเองก็บอกว่า
มีการเรียกร้องว่า ให้แก้ปัญหาพระ
แต่ไม่มีการเรียกร้อง
ให้มีการแก้ปัญหาฆราวาสกันสักเท่าไหร่เลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอให้ระลึกอย่างนี้นะ
ว่าคนเราเกิดมาไม่ได้บวชเป็นพระเลย
ก่อนที่จะบวชเป็นพระต้องเป็นฆราวาสก่อน

คือฆราวาสเป็นอย่างไร
แนวโน้มที่จะเป็นพระก็เป็นไปแบบนั้น

ถ้าหากว่าทั้งวันตั้งแต่เกิดมา ไม่รู้จะกี่วันกี่วัน
ก็เห็นแต่พระที่รู้แค่เรื่องการสวดมนต์
รู้แค่เรื่องรับกิจนิมนต์ ไปงานศพบ้าง
ไปงานขึ้นบ้านใหม่บ้าง อะไรบ้าง
ความทรงจำของคนยุคปัจจุบันที่ฝังไว้ตั้งแต่เด็ก
ก็คือเป็นพระเพื่อที่จะทำกิจนิมนต์

แต่จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าให้ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันบวชนะ
ว่าบวชมามีหน้าที่เดียว มีจุดประสงค์เดียวนะ
คือบวชมาเพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง

อันนั้นไม่มีคนรู้
!
และถ้าฆราวาสไม่รู้ อย่าหวังว่าเป็นพระแล้วจะรู้

อย่างถ้าคุณปิยเกียรติ คุณนฤมล เคยไปตามวัด
ที่ไม่ต้องไกลนะเช่นในกรุงเทพ
พระไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบวชมาต้องรักษาศีลอะไรบ้าง
ศีลห้ายังไม่รักษาเลย
(พิธีกรถาม : คือไม่รู้หรือไม่ทำคะ)
คือบางทีท่องกันไม่ถูกจริงๆ ไม่รู้จริงๆ
แล้วที่ไม่รู้เพราะไม่ถูกสอนไว้ก่อนตั้งแต่เป็นฆราวาส


แล้วถ้ามองความสำคัญนะ
ว่าเป็นฆราวาสยังไงก็จะเป็นพระยังงั้น
เราจะเริ่มหันมาตำหนิตัวเองกันมากขึ้น
ตำหนิตัวเองกันมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ด่าพระ
ไม่ใช่เอาแต่ตำหนิพระ


เพราะว่าพระก็คนนั่นแหละ มาจากพวกเรานั่นแหละ!
เติบโตขึ้นมาแบบที่เราเติบโตขึ้นมานั้นแหละ
อยู่ในสังคมแบบไหน คลั่งไคล้วัตถุนิยมแบบไหน
หรือว่าชอบยศศักดิ์ขนาดไหน

พระก็เหมือนกัน ถ้าเราฆราวาสเป็นแบบนั้น !

แต่ถ้าหากว่าฆราวาสเรา
ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด นี่พูดถึงทางออกแบบกว้างๆก่อนนะ
ขอให้ฆราวาสเห็นความสำคัญของศาสนาพุทธ
ว่ามีไว้เป็นหลักที่พึ่งทางใจทั้งในยามตายและในยามอยู่

(พิธีกรขอให้คุณดังตฤณรีบสรุปเนื่องจากหมดเวลา)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



สรุปก็คือ ถ้าเราอยากให้พระรู้เรื่องธรรมะกันมากขึ้น
เราเริ่มกันเลยตั้งแต่เป็นฆราวาสนี่แหละ
ศึกษาธรรมะและเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรให้
แล้วพระก็จะเป็นแบบนั้นเองครับ

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำกรรมอย่างไรช่วยให้พบเนื้อคู่

ถาม : ทุกคนมีเนื้อคู่หรือเปล่าคะ? และ ทำกรรมวิบากอะไรมาชาตินี้ถึงไม่มีเนื้อคู่ ?
รับฟังทางยูทูป : http://youtu.be/ZGkRmJeII3o

ดังตฤณ:  คนเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีคู่หรือไม่มีคู่ หรืออาจจะพลัดกับคู่ตัวเองไปแล้วด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  มันไม่สามารถรู้ได้ เพราะคนปกติไม่มีอภิญญาไม่มีความหยั่งรู้

ผมตอบกว้างๆอย่างนี้
การที่เราจะมีคู่หรือไม่มีคู่
มันไม่ใช่อยู่ที่ว่าโชคชะตาจะพามาเจอหรือไม่เจออย่างเดียว


แต่มันอยู่ที่คุณสำรวจตัวเองด้วยหรือเปล่า  ว่าตัวคุณเอง
.. อันนี้ไม่ได้พูดเจาะจง อันนี้พูดตามหลักกว้างๆคือ เวลาที่คนถามว่า เค้ามีสิทธิ์จะพบรักแท้หรือว่าคู่ครองที่อยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง มีสิทธิ์ไหม ผมมักตอบว่า

คุณมีสิทธิ์จะรู้ครึ่งทาง
มีสิทธิ์ที่จะรู้เหตุปัจจัยครึ่งนึง
!
นั่นคือถ้าคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่า
พ่อแม่ของคุณ คนในบ้านของคุณ หรือเพื่อนสนิทของคุณ
อยากอยู่กับคุณไปเรื่อยๆ อยากเจอคุณเรื่อยๆ
มีความรู้สึกเมื่อเจอคุณแล้วรู้สึกดี  รู้สึกสบายใจ
คุณอยู่กับใครๆ ก็มีคนบอกคุณว่า
อยากอยู่ด้วยจังเลย อยากอยู่ไปตลอด
ไม่อยากที่จะขับไล่ไส่ส่งไปไหน ไม่อยากจะแยกบ้านไปไหน
นั่นแหละปัจจัยขั้นพื้นฐาน
ที่จะทำให้คุณเจอคนที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป
!
มันครึ่งนึงไง มันเป็นเหตุปัจจัยครึ่งนึง

ถ้าคุณเป็นคนที่มีแต่ใครต่อใครอยากอยู่ด้วย
อยากเจอหน้า คิดถึง เมื่อไหร่จะมาหา เมื่อไหร่จะได้เจอกัน
อยากนัดเจออะไรต่างๆ นั่นนะเป็นปัจจัยครึ่งนึง
ครึ่งทางที่จะทำให้คุณพบรัก พบเนื้อคู่ที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป
!

แต่ถ้าหากในทางตรงข้าม
มีแต่คนบอกว่าทำไมฉันอยู่กับคุณแล้วอึดอัดจัง
เมื่อไหร่แกจะออกจากบ้านไปซะที  อะไรทำนองนี้
มันก็เป็นลาง เป็นลางบอกเหตุได้ว่า
คุณมีโอกาสที่จะได้อยู่คนเดียวตลอดไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากคุณมีปัจจัยที่มีเสน่ห์ มีเสน่ห์ของตัวเอง
มีความน่าพบ มีความน่าอยู่ใกล้
ถ้ากระแสความคิดคุณ
มันออกมาแบบเมื่อครู่นี้ที่คุณนั่งแผ่เมตตาร่วมๆกัน

ถ้าเอาแค่ตรงนั้น จับเป็นประเด็นที่พูดกันให้เข้าใจง่ายๆที่สุด
ถ้า ‘กระแสของจิตคุณ’ มันออกมาแบบเมื่อครู่นี้  
:  มีแต่ความสว่าง
:  มีแต่ความโล่ง
:  มีแต่ความเปิด
:  มีแต่ความกว้าง
:  มีแต่ความสบาย
:  ไม่มีกระแสของความคิดเบียดเบียน

เวลาคนอยู่ใกล้คุณ
เค้าจะมีความรู้สึกดึงดูด รู้สึกถึงแรงดึงดูด
:  ไม่ว่าคุณจะหน้าตาเป็นยังไง
:  ไม่ว่าคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีคู่ หรือไม่มีคู่ หรืออะไรก็แล้วแต่
จะมีคนที่อยากอยู่ใกล้คุณเสมอ !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากมีจำนวนคนที่อยากอยู่ใกล้คุณมากขึ้นๆ
คุณจะมีตัวเลือก คุณจะมีความรู้สึกอยากเลือกใครดี
อนุญาตให้ใครมาอยู่ใกล้  ไม่อนุญาตให้ใครมาวันนี้อะไรต่างๆ 

แต่ถ้าคุณไม่มีกระแสดึงดูด ไม่มีเสน่ห์ 
มีแต่คนเค้าจะเป็นฝ่ายเลือกคุณ
เค้าจะเป็นคนอนุญาตให้อยู่ใกล้เค้าวันไหน
นี่คือความจริงของโลก
!
:  ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องหน้าตา
:  ไม่พูดถึงเรื่องฐานะ
:  ไม่พูดถึงเรื่องเสน่ห์อย่างอื่นที่เป็นของหยาบกาย 
แต่พูดถึง
‘เสน่ห์ทางใจ’ !

ถ้าหากว่าคุณยิ่งมาทางสว่าง ยิ่งมาทางธรรมะมากขึ้นเท่าไหร่
คุณยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น 
ไม่ต้องไปศัลยกรรมทางกาย
แต่ ‘ศัลยกรรมทางจิต’ นั่นแหละ
!

การศัลยกรรมทางจิต เป็นสิ่งที่ลงทุนน้อยที่สุด
แต่ได้ผลจริงมากที่สุด 

ไม่บอกว่าได้ผลดีที่สุด แต่ได้ผลจริงๆมากที่สุด !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ที่นี้ในคำตอบต่อมา คือไปทำกรรมอะไรมาถึงไม่เจอเนื้อคู่?

ผมอยากให้มองอย่างนี้ก็แล้วกัน
ในเรื่องของคู่
เป็นการตกลงร่วมกัน เป็นความพอใจร่วมกันก่อน
ว่าสิ่งที่มันผูกพันกันไว้
สิ่งที่มันผูกมัดให้ใจสามารถ
‘มีความเสน่หากันได้ข้ามภพข้ามชาติ’

พระพุทธเจ้าตรัสไว้
มีคู่สามีภรรยาคู่นึงถามพระองค์ อยากเจอกันตลอดไปทำอย่างไรดี
ทำอย่างไรดีจะให้อยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่งไปทั้งชาติ
ให้มีความมั่นใจ มีความอบอุ่นใจว่าตายไปแล้วไปเจอกันอีก
ทรงตรัสตอบว่า ถ้าอยากจะให้เป็นอย่างนั้นมีทางเดียว
คือสั่งสม ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ให้เสมอกัน
อยู่ร่วมกันแล้วจะได้เจอกันอีก

"ศรัทธา"
ก็เอาง่ายๆเชื่อในสิ่งที่ดีร่วมกัน
อย่างเช่น ยึดมั่นถือมั่นในศาสนาพุทธ
หรือว่าจะศาสนาไหนก็แล้วแต่
ถ้าศาสนาไหนก็เป็นตัวชี้ว่าเป็นความเชื่อแบบไหน
เชื่อแบบพระเจ้า เชื่อแบบเหตุผล
เชื่อแบบธรรมชาติ เชื่อในสิ่งที่มีผู้บันดาล
แต่อย่างน้อยก็ขอให้เชื่อในความดีเถอะ
เชื่อในทางที่เป็นกุศลเถอะ
อันนั้น ถือว่าเสมอกันได้และเป็นแรงผูกพันต่อกันได้

ในเรื่องของ
"
ศีล" เป็นความสะอาด
คือศรัทธาไปทิศทางเดียวกันแล้ว
แต่ถ้าศีลที่ไม่เสมอกัน
ก็เหมือนกับจิตที่สกปรกดวงนึงอีกดวงนึงสะอาด
มันก็เปรียบเทียบได้กับคนที่รักสะอาดกับคนที่รักสกปรกอยู่ร่วมกันไม่ได้

ในเรื่องของ
"จาคะ" ก็คือเรื่องของน้ำใจ
ถ้าหากว่ามีน้ำใจที่ไม่เสมอกัน 
จะคอยจ้องเอารัดเอาเปรียบอีกฝ่ายนึง
มันก็อยู่ด้วยกันไปด้วยความรู้สึกไม่เป็นสุข ไม่เกิดความผูกพัน

ในสุดท้ายก็คือเรื่องของ
"ปัญญา"
คุยกันรู้เรื่องคิดอะไรตรงกัน
เข้าใจเหตุผลแบบเดียวกัน
และในที่สุดก็คือ มีความสว่างทางปัญญาเสมอกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พอเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องเข้ามาฝึกมองด้วย
:  เรื่องกายใจนี่มันไม่เที่ยง
:  ไม่มีอะไรที่น่ายืดมั่นถือมั่น
:  ไม่มีอะไรที่มันเป็นตัวเป็นตน
นี่ฝึกมาด้วยกัน

ถ้าหากว่าเกิดกระแส เกิดสายใยอะไรที่เป็นไปในทางเดียวกัน
แบบนี้ เสมอกัน
:  ก็เกิดการผูกมัดกันแน่น
:  ก็สามารถเจอกันได้
:  ก็สามารถอยู่รอดตลอดรอดฝั่ง ทั้งปัจจุบันและอนาคต
:  ทำให้มาเจอกันอีก จะมีแรงเหวี่ยงให้มาเจอกัน

สรุปคือ ถ้าหากว่าสมมติว่าคุณมีเสน่ห์แล้ว
คนพูดอาจจะสวย อาจจะดูน่ารัก
อาจจะมีคนมาห้อมล้อมอะไรต่างๆมากมาย
แต่ไม่เจอใครที่คุณถูกใจสักที
ก็เป็นไปได้ว่าบุญที่ทำร่วมกันมามันไม่เสมอกัน
หรือคุณอาจจะสวยเกินไป เลยไม่มีใครเข้ามา
เลยต้องอยู่กับตัวเองก็เป็นไปได้

เรื่องที่พูดนี่จะไปสรุปแค่จุดใดจุดนึงมันไม่ถูก

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

วิธีเจริญสติ - หงุดหงิดแล้วอยากพูด อยากด่า

ถาม :  ถามเรื่องการดำเนินชีวิต ปกติเรื่องของอารมณ์นี่ คือเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดง่ายมาก อารมณ์ปรี้ดขึ้นเร็ว ขี้โมโหแล้วก็วีนง่ายๆเลย อย่างคนเดินตัดหน้า คนเดินเบียด เดินแทรก รถตัดหน้า อ้นนี้จะมีวิธีแก้ไขยังไงคะ

รับฟังทางยูทูป : http://www.youtube.com/watch?v=OUJRiQ-sZ0Q

ดังตฤณ:  โอ้โหอย่างนี้ถ้าโดนแย่งคิวนี่ ยิ่ง... คงจะ... บางคน ผู้หญิงนะ ไปกระชากคอเสื้อเขาออกจากแถวเลย บางที เรื่องของอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรืออารมณ์หงุดหงิดนี่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะต้องติดตัวเราไปตลอดนะ แต่มันเป็นความเคยชินที่สะสมมาด้วยใจ

อาการหงุดหงิดของคนนี่ ผมอยากจะบอกเป็นสามระดับ :
๑.หงุดหงิดในแบบที่ทำให้ ‘กระวนกระวายอยู่ข้างใน’ คิดมาก รู้สึกรำคาญอยู่ข้างใน 
๒. หงุดหงิดในแบบที่ ‘อยากพูด อยากด่า’
๓. หงุดหงิดในแบบที่ ‘อยากจะลงมือ’ ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเลยเป็นการโต้ตอบ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าสำรวจตัวเองแล้วพบว่า
สำหรับคนโดยมากมันจะอยู่วนเวียนอยู่ 2 ระดับ คือ
:  หงุดหงิดแล้วรำคาญใจตัวเอง กับ
:  หงุดหงิดแล้วอยากที่จะพูดให้คนรู้สึกตัว หรือให้เขารู้สึกว่าละอายเสียบ้าง

ถ้าวนเวียนอยู่ในสองข้อนี้ ยังแก้ไขได้

เพราะว่าถ้าไปถึงขั้นที่สาม
หงุดหงิดแล้วอยากลงมือตุ้บตั้บ อยากลงมือลงไม้นี่นะ
อันนี้แก้ไขยาก เพราะมันจะเป็นสันดาน !

คืออย่างที่คุณคงเคยได้ยินมาบ้างนะ ถ้าหากว่าแต่งงานแล้วอยู่บ้านเดียวกันแล้ว เป็นผัวเป็นเมียกันแล้ว ฝ่ายชายไม่ยับยั้งชั่งใจ ลงมือซ้อมเมียแค่ครั้งแรก มันจะหยุดไม่ได้เลย มันจะเป็นสันดานติดตัวไป เอะอะขึ้นมาจะต้องลงไม้ลงมือ ห้ามมือห้ามเท้าไม่อยู่ แล้วกลายเป็นคนเลวไป ทั้งที่จุดเริ่มต้นมา แค่ทนเสียงบ่นไม่ได้เท่านั้นเอง !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าเราอยู่ในขั้นที่หงุดหงิด เจ้าโทสะ แล้วมีความรำคาญใจหรือว่าชอบพูด ของคุณนี่คือไม่พูดแว้ดๆออกมาหรอก แต่จะพูดในแบบที่เลือกคำในแบบที่จะทำให้เขาละอาย หรือว่า พูดหนักๆให้เขารู้สึกตัว จับตรงนี้ก่อน ถ้ามีความอยากคือถ้ามีโทสะใน ‘ระดับที่อยากพูด’ :

คุณ ‘ดูแรงดัน’ มันมากจนเราอยากจะขยับปาก
มันจะมีมโนภาพขึ้นอย่างหนึ่ง ก่อนหน้าที่คุณจะด่าเขา
คือนึกออกว่าจะพูดอะไร
ตรงที่เราสามารถนึกออกว่ากำลังจะพูดอะไร
ตรงนั้นคำพูดจะไม่ออกมา !

แต่ถ้าคำพูดออกมาก่อนแล้วค่อยรู้สึกตัว อ้นนี้เรียกว่าห้ามไม่ทันแล้ว สติไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว มันพูดออกมาก่อนแล้วสติค่อยเกิดตามมาภายหลัง ให้สังเกตว่าเวลาที่คุณระบายออกไป อาการทางใจมันเป็นยังไง มันจะเหมือนมีอะไรที่เป็นแรงดันเยอะๆแล้วมันโพล่งออกไป นึกออกใช่ไหม

แต่ถ้าหากว่าคุณมีสตินะ
ตอนที่มีความอึดอัด มีความกดดันอยู่ข้างใน
แล้วมันอยากจะพูดแต่ยังไม่ทันพูด
ตรงนั้นคุณจะรู้สึกถึงก้อนอะไรก้อนหนึ่ง
:  ที่มันแข็งๆ ที่มันแน่นๆ ที่มันมีแรงกดดัน
:  แล้วถ้าไม่พูด มันเหมือนจะจุกอกตาย
ความรู้สึกมันจะเป็นแบบนั้น

ถ้าคุณเจริญสติจริงๆ
ตรงนั้นเป็นตัวตั้งที่ดีที่สุดเลย
เป็นทรัพยากรในการเจริญสติที่ดีที่สุดเลย !


เพราะแรงดันตรงนั้นนะ มันจะชัดเจนโดยไม่ต้องตั้งใจดู มันรู้สึกอยู่เองว่าอึดอัด เหมือนตอนคุณอยากจะอ้วกออกมาแล้วไม่ได้อ้วกน่ะ มันจะรู้สึกเหมือนอัดอั้น รู้สึกเหมือน ถูกอุดปากอุดจมูก

แต่พ้อยท์ก็คือเมื่อคุณใส่ใจดูจริงๆว่า
หน้าตาความอึดอัดมันเป็นแบบนี้
ยอมรับตามจริงว่าแรงดันของความอึดอัดมันมีประมาณแค่นี้
ในสองสามวินาทีต่อมา มันจะไม่เหมือนอ้วกนะ
คือมันจะค่อยๆหายไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อาการทางใจมันไม่เหมือนอาการทางกาย อาการทางกายนี่ถ้าขืนคุณไปฝืนไว้มันแทบเหมือนจะตายเลยถ้าไม่ยอมอ้วกออกมา แต่อาการทางใจที่มันอยากจะพูด อยากจะระเบิดออกมาเป็นคำพูด ถ้าเราดูไปตอนแรก มันจะอึดอัด เหมือนตอนอยากจะอ้วก แต่เมื่อดูไปมันจะค่อยๆคลายค่อยๆแผ่วลง

พอมันแผ่วลง คุณจะรู้สึก เอ้ะมันหายไปได้นี่ !


มันไม่เหมือนตอนแรกที่คุณรู้สึกว่าจะต้องออกไปให้ได้ มันไม่เหมือนตอนที่คุณรู้สึกว่าฉันจะต้องนับ๑-๑๐ แล้วก็จะต้องไปอดกลั้นไว้ ต้องไปข่มไว้

ยิ่งคุณไปข่มมันไว้ คุณยิ่งอึดอัด
แต่ถ้าคุณแค่ยอมรับตามจริงว่า
มันมีแรงดันแค่นี้ แล้วแรงดันนั้น
ภายในสองสามอึดใจต่อมามันค่อยๆคลายตัวลง
ผลมันจะต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และครั้งแรกคุณจะยังไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคุณ แต่ถ้าทำไปสัก
10-20ครั้ง อาศัยเวลาพูดง่ายๆแค่ไม่เกินหนึ่งเดือน ที่คุณเกิดประสบการณ์แบบนี้ขึ้นมา

สิ่งที่จะเห็น ‘ภายในเดือนเดียว’
ก็คือว่า คุณรู้สึกถึงคำว่า
”อนิจจัง” ของโทสะอย่างชัดเจน !

เริ่มต้นขึ้นมาคุณยอมรับว่ามีโทสะ
สองอึดใจต่อมา
คุณรู้สึกว่าโทสะมันคลายลงได้โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

นี่เขาเรียกว่า ‘คุณค่าของโทสะ’
:  มันทำให้คุณ  เกิดปัญญา
:  มันทำให้คุณ  เกิดสติอันเป็นไปเอง

พูดง่ายๆว่า ‘สติอันเป็นอัตโนมัติ’  ภายในเวลาไม่เกิน ๑ เดือน

ยิ่งกิเลสแรงเท่าไร
ยิ่งสามารถเห็นได้ชัดและได้ผลเร็วมากขึ้นเท่านั้น
!

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำงานไปด้วย เจริญสติไปด้วยได้ไหม?

ถาม :  ทำงานไปด้วย เจริญสติไปด้วยได้ไหม? ต้องทำอย่างไร? ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และศิลปะ

รับฟังทางยูทูป : http://youtu.be/G4CTbTAPu-8

ดังตฤณ:  ก่อนอื่นต้องตั้งมุมมองที่ถูกต้องไว้เสียก่อนว่า
ขณะทำงาน ไม่ใช่ว่าเราจะเจริญสติได้ตลอดเวลา
อันนี้ข้อแรกนะ

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
เราทำงานไปด้วยแล้วก็มีการเจริญสติไปด้วยได้
ไม่ใช่นะครับ
มันเป็นความคิดและมุมมองที่ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะ
!

เมื่อเรามีความจงใจทำงานอยู่
ขณะนั้นมีการปรุงแต่งขึ้นในหัว
ในแบบที่เรียกว่าเราคิดในเรื่องงาน
มันไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในภาวะฟุ้งซ่าน
อยู่ในภาวะขยับ อยู่ในภาวะหยุดนิ่งอะไรต่างๆ
เพราะว่าโหมดของการปรุงแต่ง
มันปรุงจิตไปแล้วให้ยึดอยู่กับตัวงาน
ไม่สามารถที่จะมาจับเข้ากับภาวะทางกายทางใจอันเกิดขึ้นในปัจจุบันนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พอตั้งมุมมองไว้อย่างนี้ถูกต้องแล้วนะ ขั้นต่อไปก็คือว่า
เราสามารถที่จะ  ‘สอดแทรกสติ’  ให้มันเจริญขึ้นระหว่างทำงานได้อย่างไรบ้าง ?
อันนี้คือคำถามที่ถูกต้อง
!

สรุปคือ คีย์เวิร์ดสั้นๆ นะ


ข้อแรก อย่าเข้าใจว่าคุณจะเจริญสติไปด้วยได้ตลอดเวลาที่ทำงาน

ข้อสอง  คือถามตัวเองว่า ในช่วงที่ความคิดไม่ต้องแล่นไปในงาน
มีจังหวะไหนบ้างที่เราสามารถเจริญสติได้

ข้อสองนี่แหละที่เป็นประเด็นสำคัญ !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เวลาที่ทำงาน อย่างของคุณทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ
มันจะมีจังหวะที่ตัน และจังหวะที่รู้สึกปลอดโปร่ง

ตอนที่ปลอดโปร่ง
ก็คือจังหวะที่คิดออก และมันมีจุดยืนอยู่แล้ว
ว่า เออ นี่มันมีเซ็นเตอร์อยู่แล้ว ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดนี้
และก็ขยายแตกกิ่งก้านสาขาออกไป
เป็น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก
พอมีเซ็นเตอร์ปุ๊บ มีจุดยืนอยู่ในใจปุ๊บ
คุณจะรู้สึกเลยว่าปลอดโปร่ง ใจคุณปลอดโปร่ง

แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าคิดไม่ออก ตัน
หรือว่าไปติดอยู่กับจุดใดจุดหนึ่ง
แล้วไม่สามารถที่จะหลุดออกจากจุดนั้นได้
ใจมันจะปิด ใจมันจะรู้สึกแข็งๆ ใจมันจะรู้สึกทึบๆนะ

เห็นแค่นั้นน่ะ เห็นแค่ตรงนั้น
แล้วเปรียบเทียบว่าใจกำลังปลอดโปร่งอยู่ หรือว่ากำลังทึบอยู่
นั่นก็เรียกว่ามีสติแล้ว มีสติในขณะที่กำลังทำงานอยู่นั่นแหละ
เห็นไหมคุณไม่ได้ไปเบียดเบียนเวลาการทำงาน
คุณคิดตามปกติ
แต่สังเกตผลทางใจที่มันเกิดขึ้นจากการทำงานในแต่ละขณะ

เราเริ่มเห็นว่า
บางทีจิตมันก็ปลอดโปร่ง บางทีจิตมันก็ทึบนะ


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตอนที่ทึบนี่ พูดง่ายๆเกิดความรู้สึกอึดอัด
เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า
จะเอาอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี แล้วมันคิดวนอยู่

หากอยู่ในอาการแบบนั้นนะ
ลองไปเปิดหัว ลองไปดูเรื่องอื่น ไปคิดถึงเรื่องอื่น
พอมันออกจากอาการจงใจว่าจะต้องเอาคำตอบให้ได้เดี๋ยวนั้น
ใจมันจะเกิดความรู้สึกโล่งขึ้น นึกออกไหม

นี่กำลังทำงานอยู่นะ
แต่เราก็สามารถดูลักษณะทางใจของตัวเองไปได้ด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..


เทคนิคหรืออุบายของพวกนักคิด พวกครีเอทีฟ
มันก็จะง่ายๆแบบนี้
กำลังติดอยู่กับอะไร
:  อย่าพยายามไปเพ่ง อย่าพยายามไปเล็ง
:  อย่าไปพยายามเอาคำตอบให้ได้เดี๋ยวนั้น
:  แต่ให้เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ หรือว่าเปลี่ยนมุมมองให้มันไหลลื่นซะ

นั่นก็คือว่า ถ้ามองมาเป็นการเจริญสติ ดูจิตเนี่ย
ก็คือเปลี่ยนจิตที่มันทึบให้เป็นจิตที่โล่งนั่นเอง !

.. .. .. .. .. .. .. .. ..
เห็นไหม เอามาประยุกต์กับงานได้ด้วย
ใช้ประโยชน์กับงานได้ด้วยนะ

ถ้าเห็นว่ามันทึบมากๆ ตันมากๆ
อย่าไปจี้อยู่ตรงนั้น อย่าไปคิดเรื่องเดิมอยู่ตรงนั้น
พอคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สังเกตใจตัวเอง
เออมันโล่งขึ้น มันสบายขึ้น
แล้วคุณก็สังเกตต่อได้ด้วยว่า
ใจที่สบายนี่แหละ
อยู่ๆเดี๋ยวความคิด หรือว่าไอเดียมันผุดขึ้นมาได้เอง
เพราะมันไม่มีสิ่งปิดบัง ไม่มีกำแพงขวางกั้นไอเดีย !

เห็นไหม
ตรงนี้มันก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่กับชีวิตประจำวัน
อยู่กับการทำงานของคุณอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่ได้สังเกต
ถ้าหากว่าเราสังเกตเป็นอาการทางใจแบบนี้
เดี๋ยวมันมีทึบ เดี๋ยวมันมีโปร่ง
เดี๋ยวมันมีสบายพร้อมที่จะเกิดไอเดีย
เดี๋ยวมันมีความฝืด ไม่พร้อมที่จะคิดอะไรต่อทั้งสิ้น

แค่นี้ก็เรียกว่าเป็นการเจริญสติในระหว่างทำงานแบบคุณแล้วนะครับ !

.. .. .. .. .. .. .. .. ..
ต่อมาคุณยังสามารถที่จะเจริญสติด้วยการที่ว่า
เออ งานเราจะต้องไปคุยกับผู้คน
คุยมาบางทีเขาก็พูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย

พอไม่เห็นด้วยปุ๊บมันจะมีอาการขัดเคือง
มันจะมีอาการจุกแน่นขึ้นมา
ก็แค่ยอมรับตามจริง ว่าตอนนี้มันมีอาการจุกแน่น
มันมีอาการขัดเคือง มันมีอาการไม่พอใจ
มันมีอาการไม่ได้อย่างใจ มันมีอาการอยากเถียงนะ

อาการต่างๆทั้งหลายนี่ มันไม่ได้อยู่ในส่วนของงานแล้ว
แต่มันเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการทำงานตามปกติ
อันนั้นแหละที่คุณสามารถดูได้
อันนั้นแหละที่คุณสามารถเจริญสติได้

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

มันมียิ่งกว่านั้นอีก ระหว่างที่คุณทำงานไป
บางทีมันถึงจังหวะพักนะ
ไม่มีใครหรอกทำงานได้ทุกวินาทีตลอด 24 ชั่วโมง
มันต้องมีช่วงพักบ้าง มันต้องมีช่วงที่ไม่มีคนมาติดต่อกับคุณ
หรือว่ามันต้องมีช่วงที่คุณรู้สึกล้า

คุณนั่งอยู่ คุณก็ เออ ดูตอนนี้มันฟุ้งมากหรือฟุ้งน้อยนะ
สภาวะทางใจเนี่ยมันกระเจิดกระเจิง
กระจัดกระจายออกไปนู่นไปนี่หรือเปล่านะ
ดูลักษณะทางใจไป

อย่างของคุณ เวลาที่ทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ
มันจะมีลักษณะกระจัดกระจายได้ง่าย
มันจะมีลักษณะกระเจิดกระเจิงได้ง่าย
เพราะว่าเราต้องคิดอะไรหลากหลาย
และถูกเทรนมาไม่ให้ตีกรอบอยู่นิ่งๆ อยู่ในกล่องแคบๆ

ไอ้อาการที่ถูกเทรนมาให้เปิดใจกว้าง
บางทีมันเป็นต้นเหตุของการกระจัดกระจายทางจิตได้
เราก็ดูไป เออ ตอนนี้มันกระจัดกระจายมาก
แค่ยอมรับตามจริงไป
หน้าตาการกระจัดกระจายมาก
มันไม่มีหรอกว่า เป็นสีนั้น สีนี้
หรือว่าเป็นรูปทรงเหมือนพายุอะไร
แต่เรารู้สีกได้ว่ามันกระจัดกระจาย คุมไม่อยู่
เราแค่ยอมรับไปตามจริงตรงนั้นน่ะคือเห็นจิตแล้ว จิตที่กระจัดกระจายนะ
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
ต่อมาพอรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ หรือว่าได้รับคำชม
เราเกิดความรู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมา
มันเกิดความรู้สึกนิ่งๆขึ้นมา
หรือเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้นมา
ก็รู้นะ เปรียบเทียบ

ภาวะทางใจมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการทำงานนะครับ
_______________
คุณดังตฤณ ตอบคำถามในการบรรยายธรรมที่ กฟผ
วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฝันถึงคุณดังตฤณ คุณดังตฤณมาเข้าฝันหรือเปล่า?

ถาม : ฝันว่าคุณดังตฤณมาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ เป็นฝันที่แจ่มชัดมาก อยากทราบว่าที่เห็นนั้นเป็นคุณดังตฤณ หรือภาคหนึ่งของจิตคุณดังตฤณจริงๆหรือเปล่า?

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๙

ดังตฤณ: 
ดังตฤณ: ยิ่งผมเขียนหนังสือและบทความมากขึ้น ช่วงหลังก็ยิ่งได้รับคำถามทำนองนี้จากคุณๆมากขึ้นเช่นกัน ก็ขอให้คำตอบพร้อมข้อเท็จจริงไว้ ณ ที่นี้ในคราวเดียวนะครับ

ปรากฏการณ์ทางฝันนับเป็นเรื่องลึกลับชนิดหนึ่ง ที่พวกเราเผชิญกันอยู่ทุกคืน ประสบการณ์ ‘ฝันทั่วไป’ที่เกิดจากการก้าวลงสู่ความหลับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ตัดสินว่าความฝันเป็นคลื่นลมในหัวที่เหลวไหลไร้สาระ ไม่แตกต่างจากความฟุ้งซ่านไร้สติทั่วไป ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งเห็นความฝันเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับต่างมิติ เช่น ขอดูเลขหวยงวดที่กำลังจะออก หรือติดต่อกับญาติที่เพิ่งตาย

แต่บางคนก็มีความสามารถพิเศษยิ่งกว่านั้น เช่น นักพยากรณ์ระดับโลกอย่างเอ็ดการ์ เคย์ (Edcar Cayce) ฝึกหลับเพื่อรู้นิมิตเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งหลายคำทำนายของเขาก็ถูกต้องตรงจริง มิฉะนั้นคงไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักประมาณน้องๆนอสตราดามุส

นอกจากนั้น ความฝันเป็นทางมาของผลงานแปลกใหม่ เช่น นักประพันธ์ขายดีข้ามชาติอย่างสตีเฟ่น คิง (Stephen King) ได้พล็อตเรื่องจากฝันระทึกในบางคืนของเขา คีตกวีนามอุโฆษอย่างนิโคโล แพกานีนี่ (Nicolo Paganini) ก็ได้งานเพลงชิ้นสำคัญมาจากการฝันว่าปีศาจสีไวโอลินให้ฟัง

ทุกวันนี้ฝรั่งนักเล่นฝันก็มีเทคนิควิธีใหม่ๆในการใช้ฝันให้เป็นประโยชน์ตามประสงค์ เช่น การฝึกมีสติรู้ตัวในฝันที่สมจริง (Lucid Dreaming) การฝันร่วมกัน (Mutual Dreaming) การใช้ฝันเพื่อเยียวยารักษา (Healing Dreaming) ฯลฯ จริงจังขนาดตั้งเป็นสถาบันวิจัยพัฒนากันใหญ่โตทีเดียว

สรุปว่าความฝันก็สำคัญไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ไม่ต้องเอาอะไรที่กล่าวมาข้างต้นเลยก็ได้ อย่างน้อยคุณคงเคยได้ยินข่าวโจรกลับใจมอบตัว เพียงเพราะฝันร้ายเห็นผีเหยื่อมาทวงแค้นทุกคืน หรือคุณอาจเจอมากับตัวเอง ประเภทต้องย้อนกลับไปหาคนรักเก่า เพียงเพราะทนอารมณ์พิศวาสแทบขาดใจในฝันหวานไม่ไหว หลายครั้งความฝันอาจเปลี่ยนวิธีที่คุณใช้ชีวิต หรือเปลี่ยนการตัดสินใจของคุณได้ จึงไม่ควรดูแคลน หรือมองว่าเป็นเรื่องเล็กที่สักแต่ผ่านไปชั่วคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝันเดิมๆที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และจูงจิตให้ปักใจเชื่อว่านั่นเป็นโลกที่สองของคุณ

ยิ่งถ้าเป็นความฝันที่เกี่ยวกับการพัฒนาจิตวิญญาณ อันนั้นยิ่งต้องถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะหมายถึงว่าคุณจะได้ใช้ชีวิตนี้เป็นประตูสู่ความพ้นทุกข์ หรือหลงวนติดกับอยู่กับวงจรลวงใจเดิมๆ เท่าที่ผมฟังมา นักปฏิบัติธรรมมากรายเล่าว่าตนเองได้วิธีฝึกจิตมาจากพระพุทธองค์หรือเทพพรหมที่มาสอนในฝัน ชาวบ้านธรรมดาหลายรายเปลี่ยนเป็นคนทรงเจ้าเพียงชั่วข้ามคืน โดยอ้างว่า ‘นายเก่า’ มาตามตัว และขอใช้ร่างเพื่อเป็นช่องทางให้ช่วยเหลือมนุษย์เพิ่มบารมี (หรือแปลอีกทีคือหาบริวารเพิ่ม)

ฟันธงกันแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ของพวกนี้มีครับ ที่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้อุปาทานไปเอง แต่ส่วนใหญ่โดนสะกดจิตหมู่ ช่วยกันสร้างอาณาจักรในฝันตามรูปแบบที่พากันปักใจเชื่อ แล้วก็เลยพากันฝันเห็นอะไรเหมือนๆกัน หรือคล้ายๆกัน หรือกระทั่งเหมือนได้ไปเจอและพูดคุยกันในอีกโลกหนึ่ง ทั้งที่จริงเป็นโทรจิตผ่านฝัน หรือผ่านภาวะสมาธิที่เชื่อมถึงกัน ซึ่งล้ำสมัยเหนือเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สายที่ว่าเร็วสุดขีดในปัจจุบัน เพราะในการสื่อสารทางจิตขณะฝันนั้นคุณจะเห็นภาพและเสียงเป็นสามมิติคมชัดไร้ที่ติ ในขณะที่เทคโนโลยีโลกเสมือนผ่านการสื่อสารไร้สาย ยังห่างไกลจาก พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปหลายสิบปี

ฝันอันน่าติดใจบางเรื่องอาจดึงดูดให้หลายคนติดอยู่ใน ‘โลกใบที่สอง’ ซึ่งจิตสร้างขึ้นมาเองขณะหลับ พวกนี้อาจเกิดขึ้นได้น้อย เพราะอย่างที่บอกว่าคนเราไม่ค่อยเชื่อความฝันชั่วครู่ชั่วคราว แต่บางคนบทจะเชื่อขึ้นมาก็ถึงขั้นที่จิตสร้างฝันแบบเดิมให้เสพได้เกือบทุกคืนเลยทีเดียว พวกอารมณ์รุนแรง ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวมากๆมักทำกันได้ครับ

เกริ่นเสียยาว ไม่ใช่อะไร อยากปูพื้นเสียก่อนว่าจิตขณะฝันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจนเกินเลย เอาล่ะ! วกกลับมาตอบให้ตรงคำถามเสียที ขอแจงเป็นข้อๆนะครับ

๑) ความแจ่มชัดสมจริงของฝันไม่ได้แปลว่าฝันเป็นความจริงเสมอไป มันอาจหมายความว่าจิตของคุณนิ่ง มีคุณภาพ มีความสว่างเป็นกุศล เช่นบางคนอ่านหนังสือธรรมะเสร็จแล้วหลับทันที ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ทางจิตได้หลากหลาย ขอให้ทำความเข้าใจว่า ‘เรื่องจริง’ ที่เกิดขึ้นแน่ๆคือจิตดีๆนั่นเอง ส่วนเหตุการณ์ในฝันไม่ต้องไปนับก็ได้ว่าจริงเท็จอย่างไร เพราะแก่นสารของชีวิตคุณอยู่ที่จิตเป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อหลับด้วยกุศลจิตได้ก็น่าดีใจเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว

๒) คำแนะนำดีๆ ถ้าดีจริงและสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้มาจากฝันก็หาใช่ข้อน่ารังเกียจแต่อย่างใด หากเป็นกำลังใจให้คุณอยากบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี หรือกระทั่งภาวนาบารมี ก็ถือว่าเป็นนิมิตมงคลอันประเสริฐสำหรับตัวคุณเอง ต่อให้คุณฝันว่าคุยกับม้าพูดได้ แล้วม้าให้ข้อคิดอันวิเศษ นำไปใช้ได้จริง เชื่อม้ามันเสียหน่อยก็ไม่เสียหายหรอก ยิ่งถ้าฝันว่าคุยกับคน ก็คงไม่น่าประดักประเดิดที่จะนำมาพิจารณาบ้าง

๓) ผมไม่เคยส่งตัวเองเข้าไปในฝันของคนที่ไม่เคยพบหน้ากัน ฉะนั้นสิ่งที่คุณเห็นในฝันไม่ใช่ ‘ตัว’ ของผม ในขณะที่คุณเห็นผมคุยด้วย ผมอาจกำลังนอนหลับสนิท อาจกำลังนั่งสมาธิเพลินๆ หรืออาจกำลังยืนบิดเอวแก้เมื่อยจากการทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่ก็ได้

๔) หากพบว่าสิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่อะไรที่คุณเคยได้ยินจากใคร ไม่ใช่กระทั่งข้อเขียนต่างๆของผมในโลกความจริง อันนี้มีความเป็นไปได้หลากหลายครับ แต่ที่น่าจะเป็นมากกว่าอย่างอื่น คือจิตของคุณเองคุยกับตัวเอง โดยเอาผมไปเป็นหุ่นแทนอีกภาคหนึ่งของคุณ

ข้อสุดท้ายนี้ต้องขยายความ และถ้าจะจาระไนกันจริงๆก็คงได้เนื้อความหลายสิบหน้า เอาเป็นว่า ณ ที่นี้พูดแค่สั้นๆว่า เนื้อความทั้งหมดที่คุณอ่านจากหนังสือหรือข้อเขียนใดๆของดังตฤณ ล้วนแล้วแต่ไหลมาจากจิตของผม เมื่ออ่านบ่อยหน่อยถึงจุดหนึ่ง ก็อาจกล่าวว่าคุณสัมผัส ‘กระแสจิตของผม’ ได้

หลายคนอาจรู้สึกเหมือนคุยกับผมต่อหน้าต่อตากันมานาน สะสมแนวคิดและมุมมองของผมไว้ไม่น้อย อันนั้นก็เข้าไปเป็นข้อมูลที่จิตของคุณหยิบจับมาปรุงต่อได้พิสดารสารพัด บางคนเห็นผมตอบคำถามไขข้อข้องใจในฝันได้เป็นฉากๆ ตื่นขึ้นมายังจำได้สนิท นั่นก็เป็นความฉลาดทางจิตของคุณเอง เป็นปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมความสว่างและแง่คิดตามจริง

เมื่อใดจิตมีคุณภาพ พร้อมจะมีเหตุผล พร้อมจะรู้เห็นโลกตามจริง เมื่อนั้นจิตย่อมมีคำตอบแก้ข้อสงสัยให้ตัวเองได้เสมอ อาจด้วยการหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกันตลอดสาย

ความฉลาดขณะหลับฝันนั้น เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครค้นคว้าวิจัยกัน แต่บอกได้อย่างหนึ่ง คือถ้าก่อนหลับคุณสั่งสมกุศลอันเป็นธรรมชาติสว่างไว้มาก ฝึกที่จะมองและยอมรับชีวิตตัวเองตามหลักกรรมวิบาก ตลอดจนฝึกที่จะมองและรู้เห็นกายใจตนเองโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น เมื่อลงสู่ความหลับอย่างมีสติ คุณอาจพบขุมทรัพย์ทางวิญญาณอันล้ำค่า

ในอีกทางหนึ่ง เพื่อให้คำตอบครอบคลุมความจริงทั้งหมด ผมอยากช่วยยืนยันว่าบางกรณี มีครูบาอาจารย์ หรือมีเทพมาเข้าฝันได้จริงๆ กลทางจิตไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับผู้ทรงฌาน คือแค่กำหนดดูวาระจิตอันเป็นปัจจุบันขณะของคนที่ต้องการติดต่อ และรู้ว่าเขากำลังอยู่ในสภาพ ‘พร้อมจะเห็นนิมิต’ อย่างเช่นกำลังหลับไหล หรืออย่างเช่นกำลังเข้าสมาธิได้สว่างนิ่ง ผู้ทรงฌานก็เพียง ‘เชื่อมต่อ’ จากจิตถึงจิตด้วยการนึกว่าจะให้เขาเห็น คงคล้ายกับที่คุณแอบย่องมาข้างหลังใครแล้วเพ่งนึก เหมือนสะกิดให้เขารู้สึกถึงการมาของคุณ หันมาเห็นคุณนั่นแหละ เพียงแต่อำนาจจิตขั้นสูงจะทำได้ยิ่งกว่า ‘สะกิดให้รู้สึก’ เยอะ

เมื่อกล่าวว่าเป็นไปได้จริง ก็ขอกล่าวในอีกทางหนึ่ง คือกรณีของเรียนรู้วิธีฝึกจิตหรือปฏิบัติธรรมจากในฝัน เช่นเห็นพระพุทธเจ้าหรือพระชื่อดังรูปใดมาสอน อันนั้นผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องปลอดภัยนัก เพราะโอกาสเสี่ยงไปเข้าทางมิจฉาทิฏฐิ มีสูงกว่าเข้าทางสัมมาทิฏฐิ จากที่ฟังคำให้การของผู้เรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ในฝัน ปรากฏว่า ๙ ใน ๑๐ เป็นอุปาทานเข้าข้างตัวเองที่ไม่รู้ตัว หรือแม้จะเจอ ‘ของสูงมาจริง’ ก็หาใช่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เด็ดขาด แต่จะมาชวนให้ไปเป็นบริวารของท่านเสียมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่นครูบาอาจารย์ในฝันมักเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้รู้จักกับนิพพาน ส่วนใหญ่จะเห็นเหมือนแดนสุขาวดี มีปราสาทวิมานแก้ว มีดอกบัวสะพรั่ง มีบรรยากาศสงบเยือกเย็นน่าเป็นสุขเหลือประมาณ หรืออีกทีก็เห็นว่านิพพานเป็นอวกาศ มีตัวเองลอยเท้งเต้งอยู่อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ตื่นขึ้นมาแล้วบ่นอุบว่านิพพานไม่เห็นมีอะไร น่าเบื่อจะตาย ผมฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจครับ พวกที่เชื่อว่าตนมีเทพพรหมมาโปรดถึงในฝันนั้น พูดบอกหรือชี้แจงให้เข้าใจยาก เนื่องจากหลงนึกว่าตัวเองมีดีเหนือมนุษย์เสียแล้ว

ถ้าจะเรียนกรรมฐาน ขอแนะนำให้เรียนกับครูบาอาจารย์ที่มีชีวิต มีความสามารถแสดงเหตุผล และคุณสามารถนำไปสอบเทียบกับพระไตรปิฎกได้ ว่าถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนเพียงใด วันหนึ่งเมื่อคุณรู้จักนิพพาน คุณจะรู้ว่าไม่มีรสอะไรเหนือกว่านั้นอีกแล้วจริงๆ และนิพพานก็เป็นสิ่งที่สัมผัสรู้ได้ด้วยจิตขณะตื่นเต็ม ไม่ใช่ต้องหลับฝันหรือพึ่งบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเสียก่อน จิตอันบำเพ็ญบารมีครบพร้อมแล้วนั่นแหละ ที่จะพบว่านิพพานอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขอแค่มองชีวิตจริงให้ถูก มองชีวิตจริงให้เป็นเท่านั้น

หลังจากอ่านคำตอบจบ คืนนี้คุณอาจฝันเห็นอะไรต่ออะไร ก็ขอแนะนำไว้ล่วงหน้า ว่าให้ถือเป็นกำลังใจ แต่อย่ายึดไว้เป็นอุปาทานนะครับ