วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

จิตแบบไหน จึงเจรจากับผู้ร่วมงานได้ผล?

ถาม : จิตแบบไหน ถึงเจรจาแก้ปัญหากับผู้ร่วมงานได้ผล?
รับฟังทางยูทูบ https://youtu.be/JjFZnTSzgHo
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 


ดังตฤณ:
ของเรามันท้อเยอะ เพราะว่าปัญหามันมาอยู่เรื่อยๆ และส่วนใหญ่มันปัญหาหยุมหยิม คือเป็นปัญหาเรื่องคนน่ะ อาจจะเส้นทางมันทำงานกับคนที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ พูดกันตรงๆ นะ มันเป็นเส้นทางของเราน่ะ ถ้าทำเองมันจะอย่างนี้แหละ คือส่วนใหญ่เนี่ย มันจะต้องมาพึ่งตัวเอง แล้วเสร็จแล้วเราก็จะรู้สึกว่าบางอย่างเนี่ยเราไม่ได้ถนัด เราไม่ได้ชำนาญ แต่ก็ต้องไปฝืนใจ มันก็เลยทำอะไรไม่ดีจริง มันไม่ดีสุดสักอย่าง

เอาละ ก็คือถ้าเราสร้างความเข้มแข็งทางใจด้วยการสลัดเอาความรู้สึกเป็นทุกข์แบบเนี้ย ในลักษณะที่เราถูกครอบด้วยกรงขังอะไรบางอย่างออกไปได้เนี่ยนะ ด้วยวิธีเนี้ย ที่พี่บอกเนี่ย แล้วเอาความรู้สึกว่าจิตใจที่มันปลอดโปร่งแล้วเนี่ยไปคุยกับคน เค้าจะรู้สึกปลอดโปร่งตาม

แต่ที่ผ่านมาเนี่ย มันเหมือนเราเอาความทุกข์ไปคุยกับเค้า เวลาคุยอ่ะ เราคุยในลักษณะอ้อนวอน เราไม่ได้คุยในลักษณะอธิบาย เข้าใจไหม เข้าใจความรู้สึกทางใจไหม เหมือนจะพยายามอ้อนวอนให้เค้าเข้าใจซักที หรือว่าทำตัวดีขึ้นซักที หรือว่าทำตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้นซักทีอะไรอย่างเนี้ย มันเป็นอาการอ้อนวอน ไม่ใช่อาการอธิบาย ซึ่งเค้าก็จะติดอยู่ในอาการอ้อนวอนแบบเดียวกับเรา เข้าใจหรือเปล่า คือมัน มันวนอยู่กับอาการพยายาม ไม่ได้ยืนอยู่บนจุดของความเข้าใจ พื้นฐานของความเข้าใจ

ถ้าเรามีจิตที่ปลอดโปร่งแล้วไปอธิบายให้เค้าฟังว่า เนี่ยเอ่อ เราต้องการอะไรอย่างนี้นะ เป้าหมายของเราคืออย่างนี้นะ แล้วเสต็บ บาย เสต็บ (step by step) อย่างงี้ ๆ ๆ เนี่ย เรียกว่า เป็นการเอาจิตที่โปร่งใส ไปทำให้เค้าโปร่งใสตาม มีขั้นมีตอนตาม แต่ถ้าจิตของเรามันยังติดวนอยู่กับปัญหา หรือความทุกข์ แล้วเราไปพูดกับเค้า เค้าจะรู้สึกถึงความวกวน ติดอยู่กับปัญหา ติดกับอยู่กับปัญหาไม่เลิกของเรา เข้าใจพอยท์ (point) นะ 

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

จิตไม่จดจ่อกับงาน ส่งงานช้าเสมอจนเสียเครดิต

ถาม : ทั้งที่รู้ว่าต้องส่งงานหรือต้องทำงานให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่ทำไมจิตใจมันไม่ยอมจดจ่อกับงาน ต้องขยายเวลาส่งหรือเสียเครดิตเรื่องงานไปทุกครั้ง ควรจะแก้ไขอย่างไรดี ขอคำแนะนำด้วย

รับฟังทางยูทูบ
: https://youtu.be/jUj9rwq4MnM

(ดังตฤณวิสัชนา Live #ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)


 ดังตฤณ: 

คุณไม่ได้เป็นคนเดียวนะ ตอนนี้คนเป็นกันเยอะเลย โรคนี้เนี่ยไม่รู้จะตั้งชื่อโรคนี้ว่ายังไง เออ..เอาเป็น "โรคไม่อยากเป็นคนดี" ไหม? เหมือนกับทำงานเสร็จทันกำหนด ส่งงานได้ตรงเวลา มันเป็นคนดีเกินไป ก็เลยพยศมันซะอย่างนั้นเอง

 คือจริงๆ แล้วจิตเนี่ยนะ บางทีถ้าคุณไปนึกว่าจิตเป็นตัวคุณเนี่ย จะพบว่ามันอธิบายอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้นะ อย่างเช่นรู้ทั้งรู้ว่าอะไรดีกับตัวเองแต่กลับไม่เอา รู้ทั้งรู้ว่าอะไรมันแย่ อะไรมันเป็นเรื่องเสียๆ หายๆ
 กลับเอาเข้าตัว มันเป็นอย่างนั้น จริงๆ แล้ว
จิตหรือว่าอาการทางใจของคนเรานะ มันไม่ใช่ตัวของเรานะ มันไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับเอาได้ มันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย

อย่างเช่นในกรณีนี้ มันเกิดขึ้นจาก
การสั่งสมความเคยชินว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำงานสำคัญหรือว่าทำงานให้เสร็จ หรือว่าจะต้องส่งงานนะ ถ้าหากว่าคุณสั่งสมความเคยชินมาว่า ขอผลัดนิดนึง ขอผัดผ่อน หรือว่าจะให้โอกาสที่จะไปทำอะไรอย่างอื่นเล่น มีโรคแทรกซ้อน มีอาการอยากจะไปทำนู่นอยากจะไปทำนี่เกิดข้ออ้างว่าตรงนั้นสำคัญกว่า ทั้งๆ ที่ใจรู้อยู่นะว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย แต่ยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเฉยๆ หรือบางทีไม่ต้องอ้างอะไรทั้งสิ้นนะ นอนอย่างงั้นแหล่ะ นอนเฉยๆ แล้วก็บอกว่าฉันหมดอะไรตายอยาก ฉันยอมแพ้ ฉันมีความรู้สึกเหมือนกับว่าอยากปล่อยให้มันเลยตามเลยไปอย่างนั้นแหละ

ความเคยชินชนิดนี้เนี่ยจริงๆ
 ถ้าพูดในเชิงจิตวิทยานะ ก็คือการขี้เกียจที่จะไปเผชิญหน้ากับความสำเร็จ เพราะว่าถ้ามันประสบความสำเร็จ หรือว่าชีวิตมันดีเกินไป อาจจะมีภาระหนักขึ้น อย่างในหนังสไปเดอร์แมนที่เค้าบอก อะไรนะ พลังพิเศษยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่อะไรประมาณนั้น (พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง) คือบางทีความหวาดกลัว หรือว่าความระแวงที่จะไปเจอสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตเนี่ย โดยเฉพาะชีวิตที่ประสบความสำเร็จเนี่ยนะ หลายคนไม่รู้ตัวนะ มันเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร คือคนเราเนี่ยพอมีความรับผิดชอบมากๆ มันกลัวว่าจะต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น คือพอประสบความสำเร็จ พอคนอื่นเห็นว่า เออ เรามีความรับผิดชอบดีเนี่ย มันกลัวจะต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิม

จริงๆแล้วถ้าเราเข้าใจจุดของตัวเองนะ  ธรรมชาติของมนุษย์คนนึงที่มันไม่อยากมีภาระ ที่มันไม่ชอบไปฝืนใจแบกภาระเนี่ยนะ เราจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ค่อนข้างดี คือเริ่มต้นขึ้นมานะ ดูสภาพจิตใจของตัวเองในตอนที่กำลังจะต้องทำงานให้เสร็จ หรือว่าส่งงานให้ทัน คุณจะมีความรู้สึกฝืนๆ มีความรู้สึกว่า เฮ้ย เดี๋ยวต้องเหนื่อยอีกละ เดี๋ยวต้องฝืนใจ ไม่เต็มใจ
คือคนเราไม่ชอบสภาพที่เราไม่เต็มใจทำนะ พอมีอะไรฝืนๆ ขึ้นมาปุ๊บเนี่ยมันตั้งท่าปฏิเสธ และถ้าทุกครั้งเรายอมตัวเอง ที่จะให้ปฏิเสธได้ ที่จะให้ขาดความรับผิดชอบ มันจะกลายเป็นเหมือนกับมีตัวตนอีกภาคนึงที่คอยปฏิเสธงาน คอยที่จะสั่งให้ตัวเองงอมืองอเท้า อยู่ในภาวะงอมืองอเท้า สั่งให้ตัวเองฟุ้งซ่านปั่นป่วนไปคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไปคิดถึงเรื่องไม่สำคัญ ไปทำเรื่องไม่สำคัญก่อน จัดลำดับความสำคัญให้กับเรื่องไม่สำคัญก่อนงาน

พอเราเห็นนะว่าภาวะตรงนั้นมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่
มีทางเดียวคือบอกตัวเองว่า นี่ภาวะผีสิงมาอีกแล้วนะ ผีสิงเนี่ยในที่นี้มันไม่ใช่ผีอะไรอย่างอื่น ผีที่เป็นภาคหนึ่งของเรา ภาคทำร้ายตัวเองของเราเอง ที่มันคอยเสี้ยมหรือว่าคอยบงการให้ชีวิตของเรามันแย่ลง อยู่ในภาวะถดถอย หรือว่าอยู่ในภาวะจิตเสื่อม

ทุกครั้งที่เรารู้ตัวว่าเนี่ยไอ้ผีในตัวเราเนี่ย มันเริ่มที่จะปรากฏตัวขึ้นมานะ
ลองหายใจดูครั้งนึง หายใจยาวๆ สบายๆ ให้หัวมันโล่ง ให้ความรู้สึกเหมือนกะปฏิเสธงานเนี่ยมันหายไปชั่วคราว เพื่อให้เกิดความรู้สึกตัว เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่ามีกำลังกลับขึ้นมาใหม่ มันมีโอกาสเล็กๆ แค่เสี้ยววินาทีที่คุณจะจัดการกับตัวเองได้ตรงนั้น ตอนที่รู้สึกหัวโล่ง รู้สึกว่าใจมันว่างๆ สบายๆ ขึ้นมา มีกำลังขึ้นมาใหม่นะ โปรแกรมตัวเองเลย สั่งตัวเองเดี๋ยวนั้นว่า เอาล่ะตรงนี้คือจุดที่เราจะพร้อมแล้วที่จะทำงาน ลงมือทำทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

คืออันนี้เป็นการสังเกตเข้ามาที่จิตของตัวเองง่ายๆ เลย แล้วถ้าความเคยชินที่จะสั่งให้ตัวเองลุยงานทันทีที่มีกำลังมากขึ้น หัวโล่ง หัวว่าง สบายขึ้นเนี่ยนะ พอมันเกิดความเป็นไปเองอัตโนมัติ ภาคที่เป็นผีในตัวเองที่มันจะคอยยื้อแย่ง คอยรังควาน หรือว่าคอยทำชีวิตของเราให้มันตกต่ำลงเนี่ย มันจะค่อยๆอ่อนกำลังลงภายในไม่กี่ครั้งนะครับ

อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กนะ นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็กำลังเกิดขึ้นกับหลายๆ คนนะ อย่าเข้าใจว่าคุณโดดเดี่ยวนะ เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องระดับโลกไปแล้วก็ได้ เพราะว่าไอ้โรคแกล้งตัวเองเนี่ยมันมีไปทั่วทุกหัวระแหง อะไรไม่ดีที่จะทำให้ชีวิตตัวเองรู้นะ..แต่ก็ทำ อะไรที่มันดี..รู้..แต่ไม่ทำ

ถ้าหากว่าเราสร้างความเคยชินใหม่โดยการสังเกตเข้ามาที่ตัวเองใช้วิธีง่ายๆ หายใจยาวๆ ให้เกิดความโล่ง ให้เกิดความสบาย ให้เกิดกำลังวังชา แล้วใช้จังหวะสั้นๆ นั้นแหละ ตอนที่เกิดกำลังวังชานั้นน่ะ
โปรแกรมตัวเองใหม่เลย ลุยทันที ไม่คิดอะไรมาก ไม่นึกถึงอะไรอื่นทั้งสิ้น ตั้งหน้าตั้งตาทำให้จบ ม้วนเดียวจบได้ยิ่งดี พอเกิดความเคยชินแล้วประสบความสำเร็จเพียงแค่ครั้งสองครั้ง ชีวิตที่เหลือนี่ต่างไปเลยนะ คุณจะเข้าใจอะไรไปอีกแบบนึงเลย จะไม่มองด้วยว่าจิตเนี่ยเป็นตัวของคุณที่คุณบงการมันได้ แต่จะเห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่รอการปรุงแต่ง ขึ้นอยู่กับคุณไปปรุงแต่งอะไรกับมัน ให้มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าปรุงแต่งในแบบที่มันจะมีความสว่าง มีความเป็นกุศล มันก็เจริญงอกงาม แต่ถ้าไปสร้างความเคยชิน ไปยอมมัน ให้มันตกต่ำ พระพุทธเจ้าบอกนะ ธรรมชาติของจิตมันไหลลงต่ำเหมือนกับน้ำ ถ้าเรายอมมันครั้งสองครั้ง มันมีครั้งที่สิบ ครั้งที่ยี่สิบแน่นอน

อันนี้สรุปก็คือ สวนกระแสซะ สร้างความเคยชินใหม่นะครับ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

นั่งสมาธิแล้วนิ่งทุกครั้ง แต่ไม่รู้ต้องดูอะไร


ถาม : หนูนั่งสมาธิแล้วไม่เห็นอะไร นั่งนิ่งเฉยๆ แต่นิ่งทุกครั้ง ไม่ได้คิดอะไร  แต่มีคนบอกว่าควรจะเรียนรู้เรื่องลมหายใจและยุบหนอพองหนอเพราะจะไปต่อได้ ถ้านั่งแล้วนิ่งจะปีติอย่างเดียวเราควรทำอะไรก่อนคะ?

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/kW9aX2v1Yes
(ดังตฤณวิสัชนา Live # ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)

ดังตฤณ: 

ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อน อย่างที่ผมพูดมาเมื่อครู่นี้ สำหรับคำตอบที่แล้วเนี่ย ก็สามารถที่จะนำมาแอพพลายได้ ถ้าเราทำความเข้าใจไว้ถูกต้องว่า เราจะรู้ลมหายใจก่อนไปเพื่อเห็นอะไร เราจะไปถูกทางตั้งแต่นาทีแรก ที่เราเห็นถูกต้องนั้นเลยนะครับ คือไม่ต้องใช้เวลานานเพื่อที่จะพิสูจน์ เอานาทีแรกที่เราเข้าใจได้ถูกต้อง มันจะเห็นเลยนะ

ขึ้นต้นมาเนี่ย เราแค่หายใจ อันนี้สมมุติเป็นการหลับตาทำสมาธิแบบคนทั่วไปนะ เราหายใจครั้งนี้เราเห็นอยู่ว่ามันมีความฟุ้งซ่าน มีความรู้สึกว่า เออ ในหัวเนี่ยมีอะไรปั่นๆ ป่วนๆ อยู่ อีกลมหายใจนึงตอนนี้มันสงบลง เกิดความรู้สึกว่ามันแตกต่างไป
แค่เห็นความแตกต่างไปเนี่ยนะ มันดูเหมือนกับยังไม่เท่ ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นวิเศษ ยังไม่เกิดเป็นปรากฎการณ์มหัศจรรย์ แต่ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต! คือถ้าคุณเห็นไปเรื่อยๆ ลมหายใจต่อมา เออมันกลับฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก แล้วอีกลมหายใจนึงมันก็สงบลงไปอีก เห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่แค่นี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดมันเกิดความเคยชินขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ เคยชินที่จะรู้สึกถึงลมหายใจ โดยไม่ต้องฝืน โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องกดไม่ต้องข่มให้ตัวเองเนี่ยพยายามอยู่กับลมหายใจ แต่ร่างกายกับจิตใจเค้าทำงานกันเองร่วมกันเอง มีความจับมือประสานกันเอง ว่าหายใจขึ้นมาเมื่อไหร่มันเกิดความรู้สึกถึงลมหายใจ และเมื่อเกิดความรู้สึกถึงลมหายใจก็มีการเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ ด้วยว่า ขณะนี้มันมีความฟุ้งซ่านหรือมีความสงบไปถึงไหนแล้ว

อย่างกรณีของคุณบอกว่า หนูนั่งสมาธิแล้วไม่เห็นอะไร มันนิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร ก็ดูไป ว่าไอ้ที่มันนิ่งเฉยๆ นั้นน่ะ มันนิ่งอยู่นานแค่ไหน มันรู้สึกว่าในอาการนิ่งนั้นน่ะ สังเกตต่อไปได้ไหม ว่ามีความรู้สึกเบาๆ สบายๆ หรือว่ามีความอึดอัดอยู่
คือไม่ได้ถามเอาผิดเอาถูก ไม่ใช่ให้คะแนนตัวเองนะ แต่ถามเพื่อให้เปรียบเทียบว่าแต่ละลมหายใจ ไอ้ความนิ่งมันให้รสชาติแตกต่างกันไหม หรือว่ามันมีความเหมือนกันแค่ไหน

บางความนิ่ง นิ่งเหมือนกันเป๊ะเลยนะ แต่ว่ารู้สึกอึดอัด แต่อีกลมหายใจต่อมา หรือสักนาทีสองนาทีต่อมา มันยังนิ่งเหมือนเดิม แต่คราวนี้กลายเป็นความรู้สึกอีกแบบนึง มันโล่งๆ โปร่งๆ เบาๆ สบายๆ เปิดๆ กว้างๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ไอ้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เนี่ย คนมักจะไปให้คะแนน ว่าถ้าไม่มีความสุขแปลว่าไม่ดี ไม่สว่างแปลว่ายังไม่เจ๋ง ยังใช้ไม่ได้ ตอนนี้ได้คะแนนแค่ประมาณ ไม่ถึงห้า ไม่ถึงหก อะไรแบบนั้น พอไปให้คะแนนปุ๊บ มันลืมสังเกตแล้วว่า มันต่างไปเรื่อยๆ ในแต่ละลมหายใจ แม้แต่ความนิ่งก็เหมือนกัน พอไปล็อคอยู่กับความรู้สึกว่า นั่งสมาธิทีไรรู้สึกนิ่งๆ ไม่คิด มันก็ลืมสังเกตแล้วว่าคิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ลืมสังเกตขึ้นมาแล้วว่า ไอ้ที่นิ่งๆ มันต่างไปเมื่อไหร่ พอไม่สังเกตว่ามันต่างไปยังไงในแต่ละลมหายใจนะ อันนี้ไม่ใช่นั่งสมาธิแบบพุทธแล้ว มันนั่งสมาธิแบบอื่น นั่งสมาธิเพื่อที่จะเอานิ่ง หรือเอาคะแนน หรือเอาความเห็นจากคนอื่นว่ามันใช่หรือไม่ใช่

ถ้านั่งสมาธิแบบพุทธจำไว้นะ ที่จะเป็นสัมมาสมาธิได้ จิตมันจะตื่นขึ้นมารับรู้ไปอีกแบบนึงเลย ไม่มีมโนภาพในตัวตน ไม่มีความรู้สึกว่านี่เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ นี่ฉันกำลังได้คะแนน ๔  ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ มันจะมีแต่ความรู้สึกว่าสภาพธรรม มันต่างไปเรื่อยๆ ให้ดู เรามีหน้าที่แค่ดูแค่รู้แค่ยอมรับมันเฉยๆ ในแต่ล่ะลมหายใจ ไอ้ที่มันจะมีความอึดอัด มีความมืด มีความรู้สึกว่าทึบๆ มีความรู้สึกว่าไปต่อไม่ถูก มันก็แค่จิตแบบหนึ่ง พอลมหายใจนึงผ่านไป มันกลายเป็นความรู้สึกโปร่งๆ มันกลายเป็นความรู้สึกโล่งๆ คนส่วนใหญ่ก็ดีใจว่านี่ประสบความสำเร็จในการนั่งสมาธิแล้วนี่นั่งสมาธิได้ดีแล้ว ลืมสังเกตว่ามันแตกต่างกันยังไงนะ ในแต่ละลมหายใจ พอไม่ได้สังเกตปุ๊ปเนี่ย มันก็กลายเป็นหลงไปแล้วว่านี่ฉันดีขึ้น นี่ฉันแย่ลง มันไม่เป็นสัมมาสมาธิ

คนที่จะได้สัมมาสมาธินะ คือคนที่มีจิตยอมรับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมโนภาพของตัวตน หรือว่าคะแนนที่ได้จากการฝึกสมาธิมันหายไป หายไปจากจิตเลย เหลือแต่จิตที่มันแปรปรวนไปเรื่อยๆ ให้ดูอย่างนั้นเองนะครับ
แม้แต่ปีติด้วยนะ

เมื่อกี๊ผมลืมพูดถึง
อย่างเวลาที่มีปีตินะ ก็ให้สังเกตด้วยว่าปีติมันคงที่ในแต่ละลมหายใจไหม มันจะต่างไปเรื่อยๆ ถ้าสังเกตจะเห็นนะว่าปีติบางทีก็มีปีติแบบฉีดซ่าน บางทีมีปีติแบบขนลุก บางทีมีปีติในแบบตัวใหญ่ๆ เหมือนกับตัวมันพองขึ้นเป็นอึ่งอ่างอะไรแบบนั้น ปีติมีได้หลายแบบ แล้วแม้แต่ปีติแบบเดียวกันอย่างเช่นปีติแบบเย็นซ่านเนี่ย มันก็เย็นบางทีเย็นกว้างซ่านไปเหมือนกับน้ำพุฉีดไปทั่วไปรอบเลยนะ แต่บางทีก็เหมือนกับขึ้นมากะปริบกะปรอย เหมือนกับไอ้ตาน้ำที่ซึมออกมานิดๆ หน่อยๆ อะไรแบบนี้ ถ้าปีติสังเกตด้วยว่าแต่ล่ะลมหายใจมีปีติแตกต่างกันไปอย่างไรนะครับ

อยากฝึกจิต แต่ทำไม่เคยได้เลย


ถาม :  อยากฝึกจิตมาก แต่ทำไม่เคยได้เลย

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/u3jpXVJelxM
(ดังตฤณวิสัชนา Live # ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)

ดังตฤณ: 
อาจจะเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้ทำ คือฝึกจิตไม่ใช่การฝืนใจ ไม่ใช่การข่มใจ ไม่ใช่การพยายามไปทำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ไม่ถูกกับเรา เวลาที่ฝึกจิต พอนึกถึงการฝึกจิตนะ ปัจจุบันเรามักนึกถึงคำแนะนำที่ตายตัวจากสำนักใดสำนักหนึ่งนะครับ แล้วก็พยายามทำแบบนั้นแล้วทำไม่ได้ มีความรู้สึกว่าชาตินี้ไม่มีบุญแล้วล่ะ ไม่มีหวังแล้วล่ะ ไม่มีวาสนาแล้วล่ะ แต่จริงๆ คุณอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีฝึกจิตที่แท้จริงเลยก็ได้นะครับ

คำว่าฝึกจิต ทุกคนเคยฝึกจิตกันมาหมด ตอนที่ถูกเพื่อนแกล้งแล้วคุณให้อภัยได้ในภายหลัง นั่นก็เรียกว่าการฝึกจิต ตอนถูกพ่อแม่ดุว่า แล้วเรามีความอดทนมากพอที่จะอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทำอะไรแบบนั้นแบบนี้นะ นั่นก็คือการฝึกจิต หรือถูกเจ้านายด่า เราจะต้องยืนกุมเป้าก้มหน้าฟังอย่างเดียว นั่นก็คือการฝึกจิต อะไรก็แล้วแต่ที่มันต้องอดทนต้องใช้ขันติเนี่ย เป็นการฝึกจิตทั้งนั้น

ส่วนพอเรามาพูดถึงเรื่องของการฝึกจิต แบบที่เป็นการเจริญสติเนี่ยทำให้สติมันเจริญขึ้นเนี่ยนะ ในปัจจุบันพอเราตั้งต้นขึ้นมา ก็มักจะไปพยายามก็อปปี้ ก็อปปี้เอาวิธีการหรือว่ารูปแบบการทำสมาธิการเจริญสติแบบที่คนอื่นเขาทำได้แล้วประสบความสำเร็จ หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วเอามาบอกเราก็ได้ แล้วเราก็ไปจำ แล้วก็พยายามทำ พอพยายามแล้วรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เขาพูดๆกัน มันก็กลายเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือว่าเกิดความรู้สึกว่าเราไม่มีวาสนา ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จกับคนอื่นเค้า ยังฟุ้งซ่านอยู่ อันนี้เป็นมาตรวัดที่หลายๆ คนใช้วัดนะ จิตมีแต่ความฟุ้งซ่าน จิตมีแต่ความเหม่อลอย จิตมีแต่ความรู้สึกไม่ดี มีแต่ความรู้สึกแย่ๆ

ถ้าเปลี่ยนใหม่ เราทำความเข้าใจกับแนวทางการเจริญสติของพระพุทธเจ้าจริงๆ คุณจะพบว่าคุณสามารถฝึกจิตได้วันนี้เลย นาทีนี้เลย

อย่างถ้าพูดถึงแนวการฝึกเจริญสติของพระพุทธเจ้าเนี่ย หลายคนนึกไม่ออกว่าจะต้องเริ่มยังไง ผมขอให้ลองยอมรับความจริงในขณะนี้ที่เกิดขึ้นในลมหายใจนี้ดู ไม่ใช่ให้จ้องดูลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบนะ แต่ตกลงกับตัวเองว่าเราหายใจเข้าครั้งนี้หายใจออกครั้งนี้เนี่ย เราจะยอมรู้ได้ไหม ว่าภาวะทางใจของเราเนี่ยกำลังมีความฟุ้งซ่านขนาดไหน คือหลายคนก็บอกว่าไม่รู้ มันบอกไม่ถูก มันฟุ้งเท่าเดิมอยู่ตลอด มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงให้ดูเลย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นนักฟุ้งซ่านระดับโลก ระดับประเทศ หรือระดับท้องถิ่น มันไม่รู้จะไปเปรียบเทียบกับใครยังไง ให้เปรียบเทียบกับตัวเองนั่นแหละ ในลมหายใจนี้เราฟุ้งซ่านเท่านี้ เรารู้สึกว่ามีความวกวนเท่านี้ มีความสับสนเท่านี้ มีความท้อแท้ มีความรู้สึกทรมานกะอากาศร้อนๆ เท่านี้ คืออย่าไปจ้องที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เอาความรู้สึกทั้งหมดที่มันกำลังปรากฎในลมหายใจนี้เนี่ยแหละ ดูว่ามันฟุ้งซ่านขนาดไหน มันทรมานใจขนาดไหน มันรู้สึกวกวนขนาดไหน เสร็จแล้วลมหายใจต่อมา ซึ่งน่าจะเป็นลมหายใจในขณะนี้แหละ เปรียบเทียบดู ความรู้สึกนั้นมันต่างไปไหม ถ้าหากว่าตอบตัวเองถูกว่ามันต่างไป นี่ก็คือเริ่มฝึกสติ เริ่มฝึกจิต และได้ผลแล้ว

มุมมองหรือว่าการทำความเข้าใจกับการเจริญสติแบบที่พระพุทธเจ้าสอน จริงๆสำคัญมากนะ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านยกขึ้นเป็นตัวตั้งเลย บอกว่า
มรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้เริ่มขึ้นมาจากสัมมาสติ สัมมาสมาธินะ ท่านขึ้นต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าหากว่าเข้าใจไม่ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติในลำดับต่อๆ มา ไม่มีทางถูกได้เลย อย่างเช่นพอไปเอาตามค่านิยมว่า คนฝึกจิตเก่ง คนฝึกจิตได้ ต้องมีสมาธิดี ต้องเดินจงกรมได้ ๗ ชั่วโมงต่อวัน หรือว่านั่งสมาธิได้ ๓- ชั่วโมง ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการฝึกจิต พอไปเอาค่านิยมแบบนั้น มาเป็นตัวตั้งปุ๊บเนี่ย ไม่ใส่สัมมาทิฏฐิแล้วนะ คนนั่งสามสี่ชั่วโมงคุณรู้ไหม มีบางคนนะ สามสี่ชั่วโมงที่ผ่านไปเนี่ย ฟุ้งซ่านไปซะสองชั่วโมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงสงบแบบแผ่วๆ สงบแบบอ่อนๆ แต่คุณดูใจเค้าไม่ออก คุณนึกว่าเค้าเก่ง จริงๆเค้านั่งทรมานตัวเองอยู่คุณก็ไม่รู้

อย่าไปเอาตรงนั้น อย่าไปเอาค่านิยมในการวัดผลการปฏิบัติด้วยการฟังเสียงเล่าเสียงลือของคนอื่น
แต่ให้เอาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยกไว้เป็นตัวตั้งจริงๆ คือให้ยอมรู้ว่านะขณะลมหายใจนี้ มันมีปฏิกิริยาทางใจยังไงอยู่ สภาพทางใจอาการทางใจมันเป็นยังไงอยู่ ถ้าสามารถรู้สึกได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว คุณมีก้าวแรกที่ถูกต้องแล้ว และลมหายใจต่อมาถ้าเห็นว่ามันต่างไปยังไงได้ อันนั้นแหละเริ่มมาถูกทางแล้ว เริ่มมาถูกทิศถูกทางแล้ว และถ้ายิ่งทำไปเรื่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าจิตจะแย่ยังไง ไม่สนใจว่าจิตตัวเองจะฟุ้งซ่านขนาดไหน สนใจแต่ว่าเรารู้ไหมว่าที่ลมหายใจนี้ จิตใจของเราแตกต่างจากลมหายใจก่อนแค่ไหน

พอทำไปเรื่อยๆนะ มันมีหลักที่ชัดเจน พอนึกอะไรไม่ออกขึ้นมา หายใจก่อน
หายใจเสร็จนึกออกไหมว่าจะทำยังไง ดูเข้ามาว่าสภาพจิตใจของเราเป็นยังไง มันมีความสุขมันมีความทุกข์แค่ไหนมีความฟุ้งซ่านมีความสงบแค่ไหน การที่เราสามารถรู้ได้ นั่นแหละตัวนั้นแหละ เป็นมาตรวัดว่าเรามาถูกทิศถูกทาง ยิ่งทำไปมากขึ้นเท่าไหร่ คุณยิ่งมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เออ อะไรที่บอกว่าเคยทำไม่ได้ เคยฝึกไม่ได้ จริงๆ แล้วมันได้ ได้ตอนเริ่มเข้าใจถูกนั่นแหละ ตั้งแต่นาทีแรกนั้นเลยนะครับ

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม่อยากมีชีวิตต่อ ทำไมเลือกไม่ได้

ถาม : ไม่อยากอยู่แล้ว แต่เรายังต้องอยู่ในโลกนี้ ทำไมเราเลือกไม่ได้ครับ

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/6phb6QjC3dc
(ดังตฤณวิสัชนา Live  #ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)


ดังตฤณ: 

อากาศร้อนก็เลือกไม่ได้นะ หลายคนเค้าบอกว่าพอหน้าร้อนเนี่ย หลายคนอยากตายมากขึ้นเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องมีอยู่เยอะอยู่แล้ว แล้วเสร็จแล้วอากาศไม่เป็นใจ เดินๆไปเหงื่อตก โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย คือตอนนี้ในประเทศไทยเหมือนกับเราได้เข้าซาวน่า หรืออบไอน้ำฟรีนะครับ ทั่วประเทศ ก็อยู่ดีๆ เหงื่อก็ไหลโทรมกาย ไม่ต้องอาบน้ำก็มีน้ำเหงื่อให้อาบอยู่ตลอด อันนี้ถ้าหากว่าเราอยู่ในภาวะกดดัน ทั้งความรู้สึกจากข้างในนะครับ แล้วก็มีผสมลงมาจากข้างนอกด้วย สิ่งที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเป็นทุกข์ ที่บอกว่าไม่อยากอยู่แล้วเนี่ย เชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่เกิดจากความสุข มันเกิดจากความอึดอัดที่สั่งสมมา

เค้ามีวิจัยกันว่า ถ้าคนเรานะจิตตก หรือว่ามีอาการซึมเศร้า เกินสองอาทิตย์ขึ้นไปเนี่ยจะอยากฆ่าตัวตายกันทุกคน ทีนี้ถ้าเรารู้สึกว่าไม่อยากอยู่ แต่ยังต้องฝืนใจอยู่ ความรู้สึกแบบนี้เนี่ยนะ มันยิ่งกดดันตัวเอง ให้ซึมแล้วก็เศร้าลงไปมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน เพราะอะไร เพราะบอกตัวเองอยู่เรื่อยนะว่าที่ยังต้องอยู่นี้ เพราะจำเป็นต้องอยู่ ไม่ใช่เพราะเต็มใจอยู่

คนที่ไม่เต็มใจอยู่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากจะใช้ชีวิต ไม่อยากจะหาอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต ไม่มีกำลังใจ ไม่มีมุมมองอะไรดีๆ เหลืออยู่เนี่ยนะ ทางเดียวที่เป็นไปได้ ก็คือจิตเค้าจะเสื่อมลงเรื่อยๆ จิตเค้าจะตกต่ำลงเรื่อยๆ จิตเค้าจะถูกกดให้มีความรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของคุณเนี่ย
ไม่อยากอยู่แต่ยังต้องอยู่เนี่ย มันยิ่งไปเพิ่มความอึดอัดให้ตัวเองขึ้นทุกวัน

เอาอย่างนี้ คือแทนที่จะบอกว่าตัวเองไม่อยากอยู่แล้ว แล้วก็ทำไมเราเลือกไม่ได้ ถามตัวเองง่ายๆ ว่า ตอนตื่นขึ้นมาเนี่ยเราเลือกที่จะคิดแตกต่างไปได้ไหม?
ยกตัวอย่างนะ ตอนตื่นขึ้นมาทุกเช้า ถ้าหากว่าเริ่มต้นวินาทีแรกเลย จิตมันคิดขึ้นมาว่า ไม่อยากตื่น ไม่อยากลุก เราถามตัวเองซิว่า เราเปลี่ยนความคิดเป็น เอ่อ ขึ้นมาลองออกกำลังกายดูได้ไหม

ออกกำลังกายเนี่ยพอพูดไปปุ๊ปนะ เกือบร้อยทั้งร้อยเบือนหน้าหนี แล้วก็บอกว่าการออกกำลังกายคือการทรมานตัวเอง การฝืนใจ การที่เราจะต้องทำอะไรที่มันต่อสู้กับตัวเองเนี่ย เกือบทุกคนอยากเบือนหน้าหนี แต่ถ้าหากว่าคุณเคยออกกำลังกายมาบ้าง แล้วรู้ผลของการออกกำลังกายนะ ว่าร่างกายมันกะปรี้กะเปร่า มันเกิดความรู้สึกสดชื่น ลองจำลองทบทวนความรู้สึกตรงนั้นดูได้ไหมในขณะที่ตื่นมา คืออย่าไปนึกถึงตอนที่ฝืนไปออกกำลัง แต่ให้นึกถึงชีวิตที่แตกต่างไปหลังจากออกกำลังกายแล้ว มันเกิดความสดชื่นยังไง มันเกิดลมหายใจที่ยาวขึ้นยังไง มันเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นกับชีวิตยังไง นึกให้ออก

แค่นึกให้ออกตอนที่ตื่นขึ้นมา คุณจะพบว่าคุณมีทางเลือกในการคิด มีทางเลือกที่จะเห็นภาพอะไรในหัว มีทางเลือกที่จะรู้สึกอะไรขึ้นมา จากใจกลางชีวิตเลย
จากความรู้สึกที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตวันใหม่ คือ ตื่นขึ้นมาอย่านึกถึงการฝืนไปออกกำลังกาย ให้นึกถึงภาวะหลังออกกำลังกายเสร็จ พอมีทางเลือกใหม่ขึ้นมานะลองดูเถอะว่าชีวิตมันต่างไปไหม ถ้าพยายามแค่วันเดียวอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย แต่ถ้าพยายามหลายๆ วัน ลองดูความแตกต่างที่เกิดขึ้น เราจะมีกำลังใจไปออกกำลังกายทุกวัน

แล้วพอออกกำลังกายได้ทุกวันนะ ผมรับประกันได้อย่าง อันนี้จากประสบการณ์ตรงของผมเอง คือผมออกกำลังตั้งแต่หกโมงเช้าทุกวันมานานแล้วไม่รู้นานแค่ไหน กลัวบอกไปเดี๋ยวผิด กลัวบอกไปเหมือนการคุยโม้โอ้อวด แต่ผมบอกได้อย่างนึงคือว่า มันจะมีธรรมชาติชนิดหนึ่งเกิดขึ้น ธรรมชาติอันเกิดจากความเคยชินในการตื่นมาแล้วคิดที่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายทันที สำหรับผมนี่คือไปว่ายน้ำ ไปว่ายน้ำทุกเช้าตอนหกโมง มันมีความสดชื่นขึ้นมาทันทีที่เราตื่น เพราะว่าร่างกายถูกเทรนให้จำความสดชื่น ไม่ใช่ถูกเทรนให้ฝืนใจที่จะลุกจากที่นอนไปว่ายน้ำ เข้าใจความแตกต่างไหม

คือไม่ใช่ว่าคนเราเนี่ยเริ่มต้นขึ้นมา พอตกลงใจว่าจะไปว่ายน้ำทุกเช้าปุ๊บ แล้วมันจะเกิดความสดชื่นเลย มันต้องผ่านช่วงของความฝืนใจ ทรมาน หรือว่าต่อสู้กับตัวเองก่อน แต่พอผ่านช่วงนั้นไป ช่วงที่ว่า จำว่าเราต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะไปว่ายน้ำนะ มันกลายเป็นความจำใหม่
มันกลายเป็นความเคยชินว่าหลังจากว่ายน้ำเสร็จมันสดชื่น มันรู้สึกว่าร่างกายกะปรี้กะเปร่า รู้สึกว่าร่ายกายมันได้ยืดเส้นยืดสายแล้วพอข้างในมันโล่งนะ ชีวิตมันโล่งทั้งชีวิตแหละ พอจำความสดชื่นหลังว่ายน้ำได้ผมไม่นึกถึงความฝืนใจ หรือว่าจะต้องเดินทางไปว่ายน้ำอีกเลย มันนึกอยู่อย่างเดียวว่าหลังจากว่ายน้ำเสร็จแล้วเรารู้สึกอย่างไร

มันจำได้ชัดเจนนะครับ มันจะทำให้คุณรู้สึกอยากมีชีวิตต่อได้ด้วยนะ

นั่งสมาธิแล้วนอนไม่หลับ

ถาม : ฝึกจิตมาสามปีแล้ว ช่วงหลังๆ หลังจากนั่งสมาธิแล้ว จิตมันตื่น คือต้องรอซักพักถึงจะนอนหลับ แต่ก่อนหน้านี้จะง่วงตลอด อันนี้เพราะว่าเราพัฒนาขึ้นใช่ไหมคะ อยากขอคำแนะนำด้วย

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/kYUzmnWyLL8
(ดังตฤณวิสัชนา Live  #ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)

ดังตฤณ: 

อันนี้ค่อนข้างจะเป็นคำถามสามัญของคนที่เจริญสติมาระยะหนึ่งนะครับ ถ้าหากว่านอนแล้วรู้สึกว่าตาแข็ง นอนแล้วรู้สึกว่าจิตมันตื่น มันนอนไม่หลับสนิท ต้องถามตัวเองต่อด้วยว่า ที่รู้สึกว่ามันตื่น ที่รู้สึกไม่หลับสนิทเหมือนแต่ก่อนเนี่ย มีความสุขหรือมีความทุกข์เป็นผลลัพธ์ เพราะตัวความสุขหรือความทุกข์มันเป็นเครื่องชี้ได้ชัดเจนนะครับว่าจิตของเรามีคุณภาพแค่ไหน การนอนของเรายังคงใช้ได้อยู่ไหม เป็นการพักผ่อนที่โอเคไหม

หลายคนเนี่ยเกิดความรู้สึกกังวลวิตกว่า เอ๊ะ นอนไม่หลับหมายความว่าพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเปล่า อันนี้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการนอนทางการหลับเนี่ย คือ
Sleep Expert เนี่ย เขาก็บอกว่า ไม่มีใครบอกได้ตายตัวหรอกว่าคนเราควรจะนอนกี่ชั่วโมง แล้วก็คนเราเนี่ยควรจะเริ่มพักผ่อนเวลาเท่าไหร่ ควรจะตื่นเวลาเท่าไหร่กันแน่ หลายคนจะจำไว้ตามหลักที่เรียนๆกันมานะ วิชาสุขศึกษาบอกไว้ว่าควรนอนสี่ทุ่มตื่นหกโมง ๘ ชั่วโมงควรจะเป็นเวลาที่พักผ่อนที่เหมาะกับคนทั่วไป แต่จริงๆ แล้วบางคนถ้านอนสี่ทุ่ม มันเหมือนกับว่านอนไม่หลับนะ กว่าจะหลับเนี่ยห้าทุ่ม หรือห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนอะไรแบบนั้น เพราะฉะนั้นเสียเวลาไปเปล่าๆบนที่นอนตอนพยายามจะหลับ หรือบางคนบอกว่าต้องตื่นตีสี่หรือตีห้าถึงจะดี มาสูดอากาศยามเช้า มันจะสดชื่น มันจะได้มีความรู้สึกเบิกบานแจ่มใส บางคนตื่นตีสี่ตีห้าก็ซึมเซาอยู่อย่างนั้นแหละ สิบปีพยายามก็ไม่มีอะไรดีขึ้น อันนี้เป็นเพราะว่านาฬิกาชีวะ หรือสิ่งที่ร่างกายมันรู้อยู่ของแต่ล่ะคนเนี่ยมันไม่เหมือนกัน มันไม่สามารถที่จะเอาอะไรมาวัดตายตัวได้

เช่นกันเวลาที่เราปฏิบัติธรรม เจริญสติแล้ว สามารถที่จะตื่นได้นานกว่าคนทั่วไป หรือว่านอนรู้สึกว่ามันไม่ได้หลับสนิทมันมีความรู้สึกอยู่ว่าตัวเองตื่นอยู่ข้างใน แต่ไม่ได้ขยับเคลื่นไหวนะ ไม่ได้ออกมาฟุ้งซ่าน ไม่ได้ออกมามีอาการที่จิตมันโฉ่งฉ่าง แต่จิตมันเงียบๆอยู่ มีความสบายมีความเบาอยู่ มีความสว่างอยู่ อันนั้นก็เป็นการหลับชนิดนึง เป็นการหลับเฉพาะตัวที่เกิดจากการเจริญสติ หรือฝึกจิตมาพักนึงจนกระทั่งจิตเขาเป็นแบบนั้น

มาตรวัดที่ดีว่าเรานอนหลับได้ดีหรือเปล่า ให้ดูตอนตื่นขึ้นมามันเต็มอิ่มไหม มันสามารถที่จะมาทำงานได้เหมือนปกติไหม แล้วที่จะบอกได้เลยว่าคุณเจริญสติมาได้อย่างดีเนี่ย ก็คือตื่นขึ้นมาแล้ว อยากจะนั่งสมาธิ อยากจะสวดมนต์ หรือไม่ต้องนั่งสมาธิสวดมนต์ก็ได้ แต่อยากจะคิดอะไรดีๆ จิตมันเป็นกุศล เนี่ยตัวนี้เป็นมาตรวัดที่สำคัญมากๆ เลย ร่างการมันพร้อมที่จะทำงาน ส่วนจิตก็พร้อมที่จะเป็นกุศล ถ้าหากว่าตื่นนอนขึ้นมา แล้วสภาพร่างกายกับสภาพของจิตเนี่ย มันเป็นไปในทางกุศล มันเป็นไปในทางบวกนะ ไม่ต้องกังวลเลย ต่อให้ไม่หลับทั้งคืน หลับไปแค่แปปเดียว หลับไปแค่ชั่วโมง สองชั่วโมง ก็ไม่ต้องกังวล

แต่ส่วนคนที่อาจจะนั่งสมาธิ แล้วรู้สึกว่าตาแข็งค้าง นอนไม่หลับในแบบที่ทรมาน ในแบบที่รู้สึกไม่ดี อันนี้มีวิธีแก้อยู่ง่ายๆ นะครับ อย่าเพิ่งนอน อย่าเพิ่งพยายามที่จะข่มตาให้หลับแต่ให้ลองทำหลายๆ อย่าง ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันนะ บางคนอาจจะเดินเล่นๆ กลับไปกลับมา อย่าตั้งใจว่าเราจะเดินจงกรม เราจะทำให้สติมันเกิดขึ้นเต็มตื่น หรือว่าจะทำให้สมาธิมันต่อเนื่องอะไรแบบนั้นนะ แค่ตั้งใจเดินเล่นๆ ดูเท้ากระทบไป แล้วดูว่าอาการทางกายเนี่ย มันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือว่าแย่ลง ถ้าหากว่ามันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น คือรู้สึกสบายๆ รู้สึกว่าไม่กังวล รู้สึกว่าไม่ตาแข็ง อันนั้นแสดงให้เห็นว่า คุณเหมาะกับการที่จะเจริญสติก่อนที่จะนอนได้นะครับ

ถ้าหากว่าพยายามเดินจงกรมแล้วรู้สึกว่ามันหงุดหงิด มันเครียด มันเกร็ง มันตึง มันไม่ชอบ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน อาจจะไปทำอย่างอื่น สำหรับมือใหม่เนี่ย ถ้ายังติดที่จะดูหนังดูทีวี อาจจะดูเล่นๆ ซักนิดนึง ดูคลิปวีดีโอสั้นๆ เพื่อให้มันเกิดความผ่อนคลายลงจากอาการเดิมที่นั่งสมาธิแล้วตาแข็ง ตาค้าง นะครับ จากนั้นอาจจะอ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ หรือทำอะไรที่มันรู้สึกว่าหายกังวล หายจากสภาพที่มันแข็งทื่อ หรือว่ามีแต่อาการตึงๆอยู่นะฮะ พอมันคลายได้ทุกอย่างมันจะมีคำตอบของมัน

เวลาที่เราหลับ เราไม่ได้หลับลงด้วยอาการข่มให้หลับนะครับ เราหลับลงด้วยอาการที่ร่างกายมันเริ่มผ่อนคลาย จิตใจมันเริ่มสบาย แล้วก็ที่สำคัญที่สุด เราต้องไม่ไปพยายามที่จะกดตัวเองให้มันเกิดอะไรขึ้น คือถ้าเราไปพยายามสั่งให้ภาวะทางกาย หรือว่าภาวะทางจิตมันเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนะ จำไว้เลยนะครับ นั่นคือศัตรูของการนอนหลับ ไม่ใช่มิตรของการนอนหลับนะครับ

ในทางธรรมะ ต้องทำอย่างไรถึงจะมีแฟน?

ถาม : ทำอย่างไรจะมีแฟนครับ คู่รักจะมาเมื่อไหร่
รับฟังทางยูทูบ
: https://youtu.be/t8sqyuElxUE
(ดังตฤณวิสัชนา Live  #ทางเฟสบุ๊ก ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙)

ดังตฤณ: 

แฟนมาเมื่อไหร่เนี่ย ถ้าจะรู้กันจริงๆ มันจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของแผนการของชีวิตเรานะครับ แผนการของชีวิตเราถูกวางไว้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะ ก่อนที่เราเกิดมามันมีแผนที่ซึ่งตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าแผนที่ชีวิตมีอยู่จริงๆ ค้นพบว่า DNA ได้จัดการออกแบบชีวิตไว้ให้เราเรียบร้อยว่า หน้าตาจะประมาณยังไง ดีหรือไม่ดี หรือว่าชะตาชีวิตจะรุ่งหรือร่วง แม้แต่อุบัติเหตุ..ผมเคยอ่านนะ เขาบอกว่ามีช่องทางที่เราจะรู้ได้ว่า คนๆหนึ่งเนี่ยจะประสบอุบัติเหตุบ่อยไหม หรือว่าจะเป็นคนที่เกิดมาไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย คือนักวิทยาศาสตร์รู้คร่าวๆว่า DNA มันเป็นแผนที่อยู่จริงๆ

ทีนี้ถ้าเราเข้าใจเชื่อมโยงเกี่ยวกับกรรมวิบากนะครับ ก็จะทราบว่าแม้แต่เรื่องความรักเรื่องชีวิตคู่เนี่ย ที่จะมาเมื่อไหร่ มาจริงๆ มาแบบเจอตัวเนี่ยนะ เจอตัวคนที่ใช่เนี่ย มันก็ถูกกำหนดไว้แต่ไม่ใช่ว่าดวงดาวเป็นคนกำหนดนะ วิบากของเรากำหนดแล้วก็วิบากเนี่ยส่งเรามาเกิดในรหัสของดวงดาว สร้างรหัสบอกแผนที่ไว้ที่ลายมือ หรือว่าที่ DNA นะครับ แต่ถ้าเราไม่สามารถที่จะหาคนอ่านออกนะว่า ลายมือหรือว่า DNA ของเราบอกอะไรไว้ ก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งๆที่มันติดอยู่กับมือเราเนี่ย เรายกขึ้นมาเนี่ยเราเห็นเลยว่าแผนที่ชีวิตของเราอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าตีความไม่ถูกมันก็บอกไม่ได้ อย่างคำถามนี้ว่าแฟนจะมาเมื่อไหร่

แต่เราบอกได้อย่างนึงว่า เราใช้ชีวิตมาในปัจจุบันเนี่ย ที่มันเป็นกรรมปัจจุบันเนี่ยนะ พร้อมที่จะเลี้ยงคนที่เคยใช่ไว้ได้ไหม
คือถ้าหากว่าเราเจอคนที่ใช่แต่เราทำตัวไม่ใช่ หรือว่ากรรมที่ผ่านมาของเราในชาตินี้มันไม่เหมาะกับการมีคู่ มันเหมาะกับการทำให้เค้าอยากจะวิ่งหนีนะ ก็อยู่ด้วยกันไม่รอดอยู่ดี เปลี่ยนจากคนที่ใช่เป็นคนที่ไม่ใช่ได้อยู่ดี!

เพราะฉะนั้นคำถามที่มันน่าจะถามมากที่สุด ไม่ใช่ว่าแฟนมาเมื่อไหร่ หรือว่าเมื่อไหร่เราถึงจะได้พบคู่แท้ แต่ในขณะนี้ วันนี้ คำถามก็คือว่าเราทำตัวเหมาะที่จะเลี้ยงคู่แท้ไว้ไหมถ้าเจอเค้า ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ถ้าเราถามตัวเองไว้บ่อยๆ  มันก็กลายเป็นการเตรียมตัว
มันก็กลายเป็นการทำตัวให้มันพร้อม

และลักษณะของคนที่ทำตัวพร้อมเนี่ยนะ ดูง่ายๆ เลยว่า สามารถให้อะไรกับคนอื่นได้บ้าง ถ้าให้ได้แต่คำเรียกร้อง คำขอ ว่าจะเอานู่นว่าจะเอานี่ กับคนรอบตัวอยู่ทุกวันนี้เนี่ย คุณเลี้ยงเขาไว้ไม่ได้แน่ๆ ถ้าเจอนะ ถ้าเจอคนที่ใช่ เค้าพร้อมที่จะไปจากคุณเสมอ

แต่ถ้าหากว่าคุณพร้อมที่จะให้ แล้วคนรอบตัวของคุณมีความสุข มีความอยากจะอยู่ใกล้คุณ แล้วก็บอกว่ารักคุณ แล้วก็โชคดีนะที่ได้อยู่กับคุณ คนรอบๆตัวในปัจจุบันนี้เนี่ยแหละ อันนั้นก็เป็นนิมิตหมายว่าถ้าหากคุณเจอคู่แท้ คุณเจอเขาเมื่อไหร่คุณเลี้ยงเขาได้ คุณสามารถรักษาเขาไว้ได้ แล้วก็จะทำให้เค้าเป็นคนที่ใช่ตลอดไป ไม่ใช่เปลี่ยนจากคนที่ใช่ให้กลายเป็นคนที่ไม่ใช่ไปนะ