วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เดินจงกรมแล้วซึมไม่ตื่นรู้ ให้เดินเร็วขึ้น

ถาม : แล้วช่วงนี้เดินจงกรมอย่างเดียว ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ทราบว่าเดินจงกรมไปแบบนี้ก็โอเคใช่ไหมครับ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/PQWzhkvjGtM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ: 
ก็โอเค แต่ว่าเราดูด้วยก็แล้วกันว่า เดินแต่ละครั้งแต่ละรอบเนี่ย มันเดินด้วยอาการซึม หรือเดินด้วยอาการตื่นรู้ ถ้ามันมีอาการที่เหมือนกับจิตซึมๆ เหมือนกับมีอาการเซื่องๆ และเราไม่รู้ตัวว่า เออเนี่ย รอบนี้มันมีอาการเซื่องไปแล้ว มันจะเซื่องไปเรื่อยๆ ต้องเดินเร็วขึ้นนิดหนึ่ง จำไว้เลยนะว่า ถ้าเดินจงกรมแบบซึมๆเซื่องๆ แล้วเราไม่รู้ตัวเนี่ย มันจะซึมไปเรื่อยๆ แล้วก็นึกว่าได้เดินจงกรม แต่จริงๆไม่ใช่ เข้าไปอยู่ในอาการเซื่องซึมอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้เรียกว่าเดินจงกรม

การเดินจงกรมที่ถูกต้องก็คือว่า สามารถเห็นเข้ามาทั้งภาวะทางกายว่า มันกำลังเป็นอย่างไรอยู่ มันมีท่าเดินอย่างไรอยู่ มันกระทบอยู่หรือว่าไม่กระทบ และก็เห็นว่าอาการทางใจเนี่ย มันเซื่องซึมขึ้นมาเมื่อไหร่

ถ้าเห็นอาการเซื่องซึมขึ้นมา
ถ้าเป็นพระที่ฉลาด ท่านจะเดินเร็วขึ้น
เพื่อให้มันเกิดความตื่นตัว

ถ้ามันตื่นตัวมากเกินไป
จนกลายเป็นความฟุ้งซ่าน
ก็ลดระดับความเร็วลงมา ให้มันรู้อยู่พอดีๆ
อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า
การเดินจงกรม
มีความเท่าทันในสภาวะที่
มันกำลังปรากฏอยู่ตามจริง
และก็เห็นว่าภาวะทั้งหลายในระหว่างเดินจงกรม
มันแสดงความไม่เที่ยงอยู่

อันนี้บางทีมันซึม ซึมแล้วซึมยาว และก็ไปแปะป้ายไว้ว่า
..เราเดินจงกรม อารมณ์มันเท่าเดิมเลย เวลาที่เดินจงกรมแบบซึมๆไป กับตอนที่ออกจากเดินจงกรม บางทีมันจะนิ่งๆมันจะเหมือนกับเงียบๆอยู่ แต่ดูว่าในอาการเงียบๆนั้น จิตมันไม่พร้อมที่จะรู้เห็นอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นสภาวะภายใน มันเป็นอาการเหมือนกับเราแค่พอใจว่าได้ปฏิบัติอยู่ช่วงหนึ่งแล้วนะ


วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เจริญสติแบบเหม่อลอย แม้ทำทุกวันก็ไม่ก้าวหน้า

ถาม : สวัสดีครับ อยากจะถามว่าทุกๆ วันนี้ที่พยายามตามรู้อิริยาบถ ตามไปเรื่อยๆนะครับ  โอเคหรือยัง  แล้วจะต้องมีการปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมตรงจุดไหน

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/4icZ0YJqmxo
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 
ดังตฤณ:
เข้าใจความต่างไหม ระหว่างตั้งใจจริง กับทำๆไปแล้วไม่เอาจริง เข้าใจใช่ไหม คือมันเหมือนบางที ใจเราเราตั้งใจจริงนะ แต่ทำๆ ไปแล้วมันเหมือนไม่เอาจริง ถ้าเข้าใจอารมณ์นี้ได้เนี่ยเราคุยกันต่อได้

อารมณ์แบบไม่เอาจริง มันเกิดขึ้นมาจากความเคยชินแบบโลกๆ ทั้งตอนเรียนทั้งตอนทำงาน ลองสังเกตตัวเอง คืออย่างเวลาเรียนอะไร ตอนแรกเนี่ยมันจะมีความมุ่งมั่น มันมีความรู้สึกกระตือรือร้น แต่พอทำๆไปแล้วมันเบื่อ มันเกิดความรู้สึกว่าขี้เกียจจะไปชิงชัย ขี้เกียจจะไปเอาความสำเร็จอะไรกับใครเขา มันเลยเกิดอาการเหมือนกับหุ่นยนต์ 

คือยังทำต่อ แต่ทำไปอย่างนั้นเอง!

คือมันไม่มีใจเหมือนตอนแรก คล้ายๆ กับว่ามันไม่เอาจริงขึ้นมาซะเฉยๆ  เข้าใจอารมณ์นี้ใช่ไหม นี่มันเริ่มต้นไม่ใช่เริ่มต้นมาจากการเจริญสติ มันเริ่มต้นมาจากตั้งแต่ตอนเรียน ตั้งแต่ตอนทำงาน พูดง่ายๆว่า มันมีไฟขึ้นมาในช่วงแรก เสร็จแล้วจู่ๆ มันมอดขึ้นมาเฉยๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันเหมือนไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจนว่าเราคืบหน้าไปถึงไหน แล้วมันขี้เกียจจะรู้  

ที่นี้ย้อนกลับมาถามว่าที่น้องเจริญสติมาเนี่ย ในแต่ละวันมันถูกไหม?  มันก็ถูกอยู่เหมือนกันนะ เวลาที่รู้ว่าอารมณ์อะไรมันเกิดขึ้น บางทีมันรู้ไปจริงๆ แต่มันรู้ไปอย่างนั้น มันไม่ได้ตั้งใจให้ก้าวหน้าหรือว่าหาทางทำให้อะไรมันดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะให้ไปเดินจงกรม ถ้าจะให้นั่งสมาธิเนี่ย ใจมันไม่เอา คือบางทีมันนั่ง มันเดินนะ แต่ถามว่ามีใจเต็มๆ ให้กับการนั่งการเดินไหม? บางทีมันมีให้ช่วงเริ่มต้นว่าอยากได้ชื่อว่า เออเนี่ย เราก็เดินเหมือนกัน เราก็นั่งเหมือนกัน แต่พอนั่งปุ๊บ เดินปุ๊บเนี่ย ทั้งๆที่เรารู้อยู่ว่าเรามีความสามารถที่จะประเมินว่ามันคืบหน้าไปแค่ไหนแล้ว แต่มันเหมือนส่วนนั้นมันชัทดาวน์ (Shut down) ไป มันปล่อยไปเฉยๆเอื่อยๆ เข้าใจอารมณ์เอื่อยๆไหมว่ามันทำไปอย่างนั้นเอง 

ต่อไปสังเกตตัวนี้นะ อารมณ์เอื่อยๆ เมื่อไหร่ที่มันเกิดขึ้น พอพี่พูดถึงอารมณ์เอื่อยๆ มันกลับมาเป็นวูบๆ เราก็ดูว่าอารมณ์เอื่อยมันจะประมาณว่าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจว่า จะคืบหน้า ว่าจะแตกต่างไปยังไง อารมณ์มันลอยๆเหมือนคนเหม่อ มันไม่ใช่เหม่อกับอารมณ์ตรงหน้าเท่านั้นนะ เหมือนเหม่อกับชีวิตทั้งชีวิตเลย! บางทีมันจะมีความรู้สึกขึ้นมาเหมือนเราเหม่ออยู่ ไม่ใช่เหม่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันอยากเหม่อกับชีวิตทั้งชีวิต

ทีนี้ถ้าเราเห็นอารมณ์เหม่อบ่อยๆ คือตอนนี้เห็นไปไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าออกไปนอกห้องแล้วเห็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆนะ มันจะค่อยๆมีสติ แล้วมันจะค่อยๆมีตัวมาตรวัดข้างในว่ามันคืบหน้าไปแค่ไหน ตัวความคืบหน้าก็คือตัวอาการเหม่อถูกรู้ได้ไวขึ้นแค่ไหน แล้วตัวอาการเหม่อ มันสลายตัวไปแค่ไหน กลายมาเป็นความรู้เนื้อรู้ตัว รู้ว่าอยู่ในอิริยาบถไหน รู้ว่าเคลื่อนไหวยังไง รู้ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก   

ตัวนี้อย่าหวังว่าจะก้าวหน้าเร็วนะ เพราะเราสั่งสมอารมณ์ชนิดนี้มานาน มันทั้งทางโลกและก็ทางธรรม เราจะรู้สึกได้เลย บางทีเนี่ย ตื่นขึ้นมาบางทีมันลืม ตัวเราเป็นใคร วันนี้จะทำอะไร มันเหมือนกับหายไปเฉยๆ ความสนใจในการมีชีวิตนะ คือที่เราเจริญสติอยู่ มันเพราะว่ามันมีอนุสติส่วนลึกบอกว่าต้องทำอะไรที่สำคัญให้กับตัวเองบ้าง

ต่อไปนี้เอาแค่มาเจริญสติดูอารมณ์เหม่อ
อารมณ์ไม่เอาอะไรจริงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ทุกอย่างมันจะต่างไป!
ตัวที่มันกระตือรือร้นจริงๆมันจะกลับมา!

อย่าปล่อยให้ความเคยชินแบบนี้มันเกิดขึ้นทั้งชีวิต มีไฟขึ้นมาวูบหนึ่งในช่วงแรก เอาจริงเอาจังทุกอย่างเลย แต่พอมาถึงครึ่งทางปล่อยไปเฉยๆ เพราะว่ามันจะไม่ใช่มีผลกับแค่ชีวิตนี้ มันมีผลต่อไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่

ผิดหวัง เพราะเอาแต่คาดหวังอย่างสูญเปล่า

ถาม : โดยปกติผมเป็นคนค่อนข้างที่จะเฟรนด์ลี่ (Friendly) สมมติว่าใครทำดี เราก็ให้สิ่งดีๆ กับคนที่อยู่รอบๆข้าง ในการทำงานก็จะทำด้วยแฮปปี้ (Happy) มีทั้งให้เขา รู้จักให้อภัย แต่ก็มีบางกรณี อย่างเช่น เขาทำไม่ดีกับเรา ไม่ให้เกียรติเรา ครั้งแรกก็ไม่เป็นไรปล่อยไป หรือถ้ามีการขอโทษปุ๊บ เราก็ไม่ได้คิดอะไร  ครั้งที่สองมีอีกเริ่มสะสมกิเลส ยิ่งครั้งที่สามนี่คือ..เราก็เหมือนกับมีการตอบโต้มากขึ้น แต่ในการตอบโต้สุดท้ายในอนาคตเราก็ต้องขอโทษเขา แต่ ณ ปัจจุบันเราอาจจะได้เรียนรู้ไปกับเขา ในการที่เขาทำมาไม่ดี แต่สุดท้ายจิตใจเราก็จะว้าวุ่น จิตใจเราก็จะฟุ้งซ่าน จิตใจเราก็ตกต่ำลง ก็เลยอยากจะให้พี่ช่วยดูสภาวะ และช่วยแนะนำในสิ่งที่

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/-lXBOU9J4mA
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
โดยจิตของเรานะครับ มันเป็นจิตที่ค่อนข้างจะเหมือนกับ..มีความหวังดี มีมุมมองที่ดี ลักษณะของคนมองโลกในแบบที่จะให้มันเป็นไปในทางที่สงบ สันติ หรือว่าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันลงตัวดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทีนี้ในความเป็นจริงเนี่ย โลกมันไม่เป็นอย่างนั้น โลกไม่ตามใจเรา ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมามันก็เหมือนกับเฝ้ารอ หรือว่าคาดหวังว่าโลกมันจะดีขึ้น หรือว่าเราจะได้ไปอยู่ในกลุ่มของสังคมที่มันมีความเข้าอกเข้าใจ มันมีอะไรที่เต็มไปด้วยความยุติธรรมหรือว่าไม่ออกนอกลู่นอกทางนะครับ

ทีนี้ดูอาการคาดหวัง ส่วนใหญ่ที่ผ่านมามันผิดหวัง อาการผิดหวังของเรามันจะมีสภาพเหมือนกับโหยหา โหยหาความถูกต้อง นึกออกใช่ไหมสภาพจิตที่มันเซไปเซมา สภาพจิตที่บางครั้งมันคร่ำครวญอยู่ข้างในว่า เออ..เราให้อะไรไปแบบนี้ ทำไมมันไม่ได้รับผลตอบแทนมาแบบเดียวกัน ให้อะไรดีๆไป แต่บางทีมันไม่ใช่ เวลาสวนกลับมามันกลายเป็นเหมือนกับพอเราดี..เค้าได้ทีขึ้นมาข่ม ขึ้นมาเอาประโยชน์อะไรจากเราแบบนั้น

ลักษณะของใจที่มีความโยกเยกด้วยความผิดหวัง ตรงนั้นเวลาที่เราจะเริ่มต้นเอาเข้ามาใช้ประโยชน์ในทางพุทธศาสนาจริงๆเนี่ย ก็คือให้เห็นว่าเป็นจิตที่มีความเศร้าใจ พูดง่ายๆว่ารู้สึกสลดใจ รู้สึกเศร้าใจกับภาวะของโลก เราเห็นความเศร้าใจนั้นว่ามันมีความยืดเยื้อ คือเกิดเรื่องครั้งหนึ่งส่วนใหญ่เราจะไปคิด เราจะไปรู้สึกย่ำแย่อยู่อีกนาน ลักษณะของใจที่มันเศร้าหมอง ลักษณะของใจที่มันย่ำแย่อยู่ยืดเยื้อเนี่ยนะครับ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เราก็จะมีแต่ความคิดเป็นตัวหล่อเลี้ยง ว่าเออเนี่ย..พยายามปลอบตัวเอง พยายามสอนตัวเองไป ซึ่งบางครั้งมันก็ได้ผล แต่บางครั้งมันไม่ได้ผล   แต่ถ้าหากว่าเราเอาความเศร้าหมองตรงนั้นมาใช้เจริญสติ มันจะได้ผลทุกครั้ง ได้ผลเป็นความเจริญขึ้นของสติ ได้ผลเป็นความสามารถในการยอมรับตามจริงว่าโลกให้ความเศร้าหมองตรงนี้มา และปฏิเสธไม่ได้หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะนานมาแค่ไหน มันไม่ใช่เพิ่งมาตอนนี้ ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว เราคิดอย่างนี้และก็มีความรู้สึกว่าคาดหวังรอคอยอย่างนี้

ทีนี้ถ้าที่ผ่านทั้งชีวิตเราเนี่ยมันเหมือนสอนเราว่า แค่คำพูดปลอบตัวเองมันไม่พอ มันไม่ได้ได้อะไรเต็มที่ เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถ้าหากว่าเรามาสังเกตว่าจิตที่มันมีความเศร้าหมองแบบนี้ ถ้าหากว่าถูกรู้ ถูกยอมรับตามความจริงว่าเป็นสภาพที่เกิดขึ้นชั่วคราว มันจะเกิดความเบิกบานขึ้นมา

เหมือนอย่างตอนนี้ มันมีปีติ มันรู้สึกว่าได้เห็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง เห็นตัวภาวะของความเศร้าหมองที่มันมีอยู่แค่นั้นเอง มันเล่นงานเราได้แค่นั้นเอง เล่นงานเราได้ในแบบที่จะทำให้จิตของเราโยกไปเยกมาตั้งอยู่นิ่งไม่ได้ แต่เมื่อเราสามารถเห็นอาการเศร้าหมองตรงนั้นได้แค่นิดเดียว คือขอแค่นิดเดียวที่เราเห็นในอาการยอมรับตามจริงว่ามันเกิดขึ้นในเรา มันจะเกิดปีติขึ้นมาแบบนี้ มันจะรู้สึกว่าภาวะเศร้าหมองตรงนั้นไม่เที่ยง ถูกรู้เมื่อไหร่มันแสดงความไม่เที่ยงขึ้นมาทันที มันจะเหมือนไม่ใช่ตัวเราละ เหมือนตัวอะไร ภาวะอะไรที่มันผ่านไปแล้ว  นี่แหละ..ที่เรียกว่าสติมันเจริญขึ้น

ตัวของสติที่เจริญขึ้น เมื่อมันมาทำให้เจริญขึ้นต่อเนื่องทุกวัน มันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า พุทธิปัญญามันจะสามารถสลัดอุปาทานครอบงำจิตใจของเราว่าอารมณ์ทั้งหลาย มันเป็นตัวของเรา ตนของเรา มันสามารถที่จะละลายความรู้สึก ว่าเออเนี่ย..มันมีอัตตาอะไรอยู่อย่างหนึ่ง มันมีสิ่งที่น่าคาดหวังอยู่ในโลก คือมันจะกลายเป็นเห็นว่าอะไรที่มันไปคาดหวังไว้กับโลกมันสูญเปล่าทั้งสิ้น แต่ถ้ามายอมรับตามจริงและเห็นความจริงภายในว่ามันแปรปรวน อันนี้สมหวังชัวร์ทุกวัน และถ้าได้ปีติอันเกิดจากการเห็นความจริง มีความสามารถยอมรับความจริงแบบนี้ไปเรื่อยๆ จิตมันจะเป็นอิสระ จิตมันจะหลุดพ้นจากต้นเหตุของความทุกข์

ความคาดหวังนี่แหละ..ที่มันเล่นงานเรามาตลอดชีวิตนะ ทุกคนเลย ไม่มีเว้นแม้แต่คนเดียว ความคาดหวังเนี่ย คนมักจะบอกว่า..ถ้าไม่คาดหวังแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ

ชีวิตทั้งชีวิตเนี่ย ก็คาดหวังก็ใช่ แต่ว่าคาดหวังในสิ่งที่ควรคาดหวัง แต่เห็นไหม..อย่างกรณีที่คุณเค้ายกตัวอย่างมา มันเป็นการคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และเราก็จมอยู่ตรงนั้น จมอยู่กับความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้มาทั้งชีวิต ทุกคนมีเรื่องบางเรื่องที่เราคาดหวังอย่างสูญเปล่า  และก็ไม่คิดถอนด้วยเพราะว่าเราไปเป็นพวกเดียวกับความคาดหวังไปแล้ว ไปนึกว่าวันหนึ่งความคาดหวังมันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้

ความจริงก็คือทุกความคาดหวังมันเป็นต้นเหตุของความผิดหวัง! ๙๙ เรื่องจาก ๑๐๐ เรื่องมันเป็นเหตุให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ทั้งในขณะที่กำลังคาดหวัง และก็ทั้งในขณะกำลังผิดหวังอยู่ เหตุการณ์มันแบไต๋ออกมาว่า..ไม่ใช่ ยังไงๆมันก็ไม่ตามใจเรา โลกไม่ตามใจเรา

แต่พอมาเห็นความคาดหวังว่ามีอาการยืดเยื้อ มีอาการที่มันปรุงแต่งจิตไปให้เกิดความเศร้าหมองและเห็นว่า เออ..อาการปรุงแต่งแบบนั้น ความเศร้าหมองแบบนั้นมันเป็นแค่ภาวะอะไรเกิดขึ้นแป๊บหนึ่ง หายใจครั้งนี้มันเศร้าหมอง หายใจอีกครั้งหนึ่ง เออ..ความเศร้าหมองมันแปรตัวไปแล้ว มันแปรปรวนไปแล้ว ตัวนี้มันก็เกิดปีติ เกิดความดีใจว่าเราได้เห็น ได้เห็นความจริง ไม่ใช่ไปจดจ่อรออยู่กับอะไรที่มันไม่มีทางเป็นจริง

มันเหมือนหายโง่นะ
ตอนที่เรารู้สึกว่าความคาดหวังมันเป็นของสูญเปล่า

บางคนเนี่ยเจริญสติมาไม่เท่าไหร่ แต่ไปดูถูกจุด ว่าเฮ้ย..ไอ้ที่มันคาดหวังมาทั้งชีวิต แต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางคนก็คาดหวังว่าทำยังไงชีวิตมันจะหลุดพ้นจากไอ้คนคนนี้สักที บางคนก็คาดหวังว่าทำยังไงจะได้งานที่ดีกว่านี้ มีคนมาเห็นค่า มีคนมาเห็นความขยันของตัวเอง เป็นความคาดหวังที่รอแล้วรอเล่ามันก็ไม่มา

จนกระทั่งวันหนึ่ง..เจริญสติแล้วเห็นว่าไอ้คาดหวังนี่แหละ ที่ทำให้มีความทุกข์มากกว่าบุคคลที่เค้ามากระทำกับเรา หรือมากกว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเราบอกว่า เออเนี่ย มันเจ็บปวดเหลือเกิน ความคาดหวังนี่มันทำร้ายเรายิ่งกว่านั้น พอเกิดสติเห็นความจริงนี้ขึ้นมา..หลุดเลย มันมีความรู้สึกว่าทุกข์หายไปครึ่งหนึ่ง พอหลุดจากความคาดหวังได้ มันยังมีความทุกข์อยู่นะ จากเหตุการณ์ จากบุคคล ไม่ใช่ว่าเราสามารถเสกหรือว่าปัดเป่าให้บุคคลหรือเหตุการณ์มันหายไปจากชีวิต บางคนมาด้วยความคาดหวังผิดๆนะ มาเจริญสติด้วยความคาดหวังว่า การเจริญสติจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ในชีวิต เหตุการณ์และบุคคลร้ายๆมันจะละลายหายไปได้

ขนาดในสมัยพุทธกาลพระอรหันต์ท่านยังถูกราวีเลย เป็นพระอรหันต์แล้วนะ มีบารมีมากกว่าเราไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสแสดงถึงกรรมเก่าที่ยังมาเล่นงานท่านอยู่ พระโมคคัลลานะถูกทุบตีจนตายเพราะกรรมเก่าที่เคยทุบตีพ่อแม่ แล้วถ้ามาดูพวกเราเจริญสติกันนิดๆ หน่อยๆ แล้วจะไปคาดหวังว่าบุคคลและเหตุการณ์อะไรๆมันจะดีขึ้น มันก็เป็นความคาดหวังที่ผิด ไม่สมน้ำสมเนื้อ แต่พอมาเห็นความคาดหวัง ว่าเออ..นี่มันเป็นอารมณ์สูญเปล่า สติเจริญขึ้น แค่นี้เนี่ย..มันมีความสุขแล้ว ชีวิตมันดีขึ้นทันใดแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ตัวเราเองเป็นเหมือนผู้พิพากษา อยากให้คนอื่นเค้าได้เรียนรู้ ว่าเราอาจจะไม่ชอบตรงนี้ แต่สุดท้ายจริงๆ แล้วก็คิดอยู่เหมือนกัน ในอนาคตอย่างที่บอกว่าก็คืออาจจะขอโทษเค้า แต่อาจจะรอจังหวะเวลา

ดังตฤณ:
เหตุการณ์ภายนอกบางทีมันไม่สำคัญเท่ากับเหตุการณ์ภายใน ถ้าหากว่าเรามีสติที่งอกงามขึ้นและเห็นอารมณ์ภายในได้เนี่ย คือรายละเอียดภายนอกจะเป็นยังไง มันไม่สำคัญแล้ว แต่เราสามารถที่จะคาดเดาได้ว่ามันมีแนวโน้มที่จะดีแน่นอน เพราะคนเราพอสบายใจมันพร้อมที่จะทำอะไรดีๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : เหมือนกับบางทีบางวัน วันนั้นที่โดนปุ๊บเนี่ยไปคิดทั้งวัน พอรุ่งขึ้นอีกวันอยากจะปล่อย จิตเราจะสบาย จิตเราจะเป็นปีติ แต่พอกระทบอีก สะสมอีก รอวันที่จะระเบิดถามอีกนิดหนึ่งครับ ณ ปัจจุบันนี้ก็มีสติระดับหนึ่ง ถ้าว่างปุ๊บ..ก็เห็นตัวเราเองมากขึ้น เห็นจิตเราเองมากขึ้น อยากจะให้ช่วยแนะนำอีกนิดหนึ่ง เช่นปฏิบัติเป็นรูปแบบเพิ่มเติม

ดังตฤณ:
อย่างเมื่อกี้นี้พอนั่งสมาธิเนี่ย บางทีมันจะยังรู้สึกง่วงๆ อยู่ มันจะเหมือนกับข้างในตั้งรู้อยู่ไม่ได้ ทั้งๆที่ก็พยายามแล้ว อย่าไปพยายามมาก ให้ยอมรับตามจริงก่อน ภาวะอะไรกำลังปรากฏเด่นให้ดูตัวนั้นก่อน

อย่างภาวะง่วงๆ
อย่างภาวะที่รู้สึกเหมือนกับตั้งอยู่ไม่ได้ภายใน
ก็ดูไปว่าอันนั้นเป็น สภาวะชั่วคราวของจิต
อย่าไปต่อสู้กับมัน อย่าไปฝืนมัน
แต่ให้เห็นว่ามันกำลังแสดงอะไรให้เราดู

ถ้ามันมีความรู้สึกโงกเงกๆ
เหมือนกับจะง่วงๆ
เหมือนกับจะหมดกำลัง
เหมือนกับจะดึงให้เกิดความรู้สึกท้อ
ก็เห็นว่าตัวนั้นเป็นสภาวะนั้นของความหดหู่ซึมเซา
เห็นเป็นภาวะของอาการที่มันโงกเงกๆ
แต่เสร็จแล้ว พอเราได้เห็นอย่างยอมรับนะ
ว่ามันมีอาการโงกเงกๆอยู่
มันก็จะรู้สึกว่าความโงกเงกนั้น
แสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้เหมือนกัน
คือบางทีมันโงกเงกมาก
บางทีมันกดดันให้เราเซมาก
บางทีมันโงกเงกน้อยลง
กดดันให้เราเซน้อยลง

พอเห็นไปอย่างนี้เรื่อยๆ
มันก็สามารถที่จะกลับเข้ามาดูลมหายใจต่อได้

ถ้าจำไม่ได้ลองไปฟังที่ใน soundclound.com/dungtrin มันจะมีคำไกด์ (Guide) เหมือนกับที่พี่ไกด์ (Guide) ช่วงแรก


** IG **

วิธีสู้โมหะที่ใหญ่เกินกำลังสติ

ถาม : ในกรณีที่เราต้องทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มันมีพลังโมหะเยอะๆ หรือบางทีอยู่ในที่ที่คนที่มีพลังแปลกๆ หรือพลังที่มันมืดเข้ามา เราจะมีวิธีช่วยให้ตัวเองอย่างไรให้สามารถภาวนาได้

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/IWMAL0O1pmE
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก 

ดังตฤณ: 
เวลาที่เห็นความมืดภายนอก หรือว่าความสะเทือนที่มันเป็นลบ ที่มันแผ่ออกจากภายนอกมากดดันเรา จริงๆแล้วถ้ามองในแง่ของการเจริญสติเนี่ย เราได้เครื่องฝึกให้จิตมีความเข้มแข็ง ให้สติมันมีความแก่กล้า..มันยาก เหมือนกับอยู่ๆให้คนที่ยังไม่มีกำลังเลย ให้ไปฝึกกับนักมวยปล้ำที่มันมีกำลังมากกว่า อย่างนี้ยาก.. แต่ของเราก็ฝึกมาหลายปี บอกตัวเองว่า ไม่ใช่ขี้ไก่เหมือนกันนะ ไม่ใช่ไก่กา เราก็ได้บ่มเพาะ ได้มีกล้ามเนื้อ ได้มีพลังของนักสู้มาพอสมควรแล้ว ต้องบอกกับตัวเอง ต้องให้กำลังใจตัวเองนิดหนึ่ง

ถ้าหากว่าคู่ต่อสู้จะมีกำลังมากกว่า ก็หมายความว่า เราได้โอกาสที่จะฝึก เราได้มีจุดที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้ตัวเอง โดยการมีใจคิดสู้  

คำว่าสู้ของนักเจริญสติ ก็คือ
ไม่ถอยไปจากอารมณ์
ที่มันเข้ามากระทำย่ำยี
อารมณ์ลบ หรือว่าพลังลบ
พลังมืด พลังโมหะ
ที่มันพยายามจะเข้ามากดดัน
ทำให้เราพลอยมีโมหะตามไปด้วย
เราเห็นเป็นคู่ต่อสู้และก็เห็นเป็นเครื่องฝึกจิต
ให้มีกำลังกล้าแข็งมากขึ้น
ตรงนี้มันก็จะเกิดกำลังใจ

และก็เกิดความมีแก่ใจว่า เวลาที่โดนกดดันมา เราเห็นความกดดันหรือเปล่า หรือว่ายอมรับ เปิดประตูให้ความกดดันเข้ามากระทำตรงๆ สังเกตจิตสังเกตใจตัวเอง  ส่วนใหญ่นะ
..เวลาที่ไปเจอโลภะ โทสะ โมหะแรงๆของคนอื่น เข้ามากระแทก มากระทบ  ใจเรามันจะเปิดประตูรับ มันจะเหมือนกับรู้สึกว่าหนีไปไหนไม่ได้

ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีใจแบบนักสู้ คือบอกว่าโอเค เข้ามาเนี่ยมันไม่มีทางที่จะหนีไปไหนแล้ว  โจทย์คือว่า เราจะตั้งป้อมสู้อย่างไร? คนส่วนใหญ่ตั้งป้อมสู้ด้วยอาการเกร็งกำลังภายใน  มันฮึด..เหมือนกับในหนังจีนกำลังภายในที่เบ่งกล้ามเนื้อออกมาให้เค้าทุบตี  ซึ่งอาการแบบนั้นมันไม่ใช่การสู้แบบนักเจริญสติที่ฉลาด สิบวินาทีแรก ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเกินสิบวินาที เกินนาทีขึ้นไปเนี่ย ถือว่าไม่ฉลาดแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีใครมาพูด ทั้งๆที่มันไม่ได้มีเรื่องด่วน เรื่องร้าย แต่คำพูดของเค้ามันร้อน มันกระแทกและทำให้เราเกิดโทสะ มันมีอาการน้ำเสียงแข็งๆ ห้วนๆ หรือว่าจะมาสั่ง เหมือนกับเจ้านายจิกหัวใช้ข้าทาสอะไรแบบนั้น  สิบวินาทีแรก มันไม่มีใครไม่โกรธหรอก มันต้องเกิดความรู้สึกที่มันรุนแรง สวนกลับไปเป็นกิริยา อันนั้นเป็นธรรมดา ถ้าเราอดกลั้นไว้ไม่มีอาการสะบัด ไม่มีอาการฟึดฟัด อันนั้นเรียกว่าโอเค แต่ถ้าเกินสิบวินาที แล้วเรายังมีอาการฟึดฟัดๆอยู่ ฮึดฮัดอยู่ข้างใน อันนี้เรียกว่า ไม่ฉลาดแล้ว

สิบวินาทีแรก
ถ้ามันฮึดฮัดฟึดฟัด เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ถัดจากนั้นไป ถ้าเราเจริญสติมาจริง
มันต้องเริ่มมีอาการสังเกตเข้ามาข้างในแล้ว


ว่า เออนี่ ลักษณะฟึดฟัดมันไปถึงไหนแล้ว มันลามมาถึงร่างกาย หรือว่ามีอาการมืดทั่วทั้งใบหน้าหรือเปล่า มีอาการร้อนทั่วทั้งตัวหรือเปล่า และในอาการรู้สึกถึงภาวะทางกาย เรามีอาการสังเกตอยู่ด้วยไหมว่า อาการดังกล่าวเนี่ย มันลดระดับลง หรือว่าเพิ่มระดับขึ้นมา หรือว่าเท่าเดิม ถ้าหากว่าสังเกตอยู่ถึงความไม่เที่ยง ถึงความไม่เท่าเดิม นี่เรียกว่าฉลาด นี่เรียกว่าแม่นในหลักการ นี่เรียกว่าสติของเรา อย่างน้อยนะ..มันเจริญขึ้น

ทุกครั้งที่โกรธนะ
ถ้าดูเข้ามาในความไม่เท่าเดิม
นั่นคือความก้าวหน้าขึ้นแล้ว
นั่นคือความเจริญงอกงามขึ้นแล้วของสติ  

แต่ถ้าหากว่า มีอาการกระทบกระทั่งขึ้นมา
แล้วเราดูอยู่นั่นแหละ เฝ้าดูอยู่นั่นแหละ
จดจ้องอยู่นั่นแหละ รู้นะว่าโกรธ รู้นะว่าโกรธ
นี่มันไม่ฉลาดแล้ว มันจะไม่เห็นอะไรเลย!


โดยอาการที่ถูกต้องของจิตเนี่ย จริงๆแล้วมันต้องสักแต่รู้แหละ แต่ว่าโดยในทางการปฏิบัติจริงของคนทั่วไป มันมีแต่อาการท่อง..ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่ารู้ รู้ไปเฉยๆ แต่อาการของจิตมันไม่ใช่รู้ มันมีแต่อาการท่องจำเอา! มันมีแต่อาการบริกรรมเอา! ฉะนั้นดูตัวนี้แหละ ไม่ว่ามันจะมีพลังกระทบกระแทกเข้ามา กี่ครั้งกี่หนก็แล้วแต่ ถ้าหากเรารู้ว่า เออ จิตของเรามันสะเทือนตามไปด้วยอย่างไร เค้ามืดมา เรามืดตาม

แน่นอนมันยังไม่แข็งแกร่งพอ
มันยังไม่ได้มีจิตที่กว้างใหญ่มากพอ
ที่จะมีอิทธิพลต่อจิตภายนอก
จิตภายนอก
ยังมีอิทธิพลต่อจิตของเรามากกว่า!

..เราก็เห็นไป ด้วยอาการยอมรับตามจริง’ 
ด้วยอาการสังเกตเห็นว่า
สิ่งที่เป็นปฏิกิริยาทางใจของเราเนี่ย

มันเป็นลบตามเค้า
และอาการลบนั้น
แสดงความไม่เที่ยงอยู่ 
ตรงนี้แหละ ที่มันจะแก้ครอบจักรวาล!




วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ยอมรับความจริงอย่างไร ถึงจะยอมรับได้จริงๆ

ถามสวัสดีครับพี่ตุลย์ ช่วงนี้คือแบบตอนนี้เห็นโลกเป็นทุกข์ อะไรๆก็เหมือนจะไร้สาระและจิตมันก็เป็นทุกข์ จิต มันไม่เป็นกลางกับสภาวะ

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/Yq0J41vz-lM
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
การยอมรับภาวะทางใจ
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก

ดังตฤณ: 
จิตของคุณ มันเหมือนมีความไม่พอใจในตัวเองอยู่ลึกๆ ตอนนี้จริงๆแล้วมันมีความพอใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะแล้ว อย่างเมื่อกี้เพิ่งนั่งสมาธิไป อย่างตอนนี้ถ้าพูดถึงภาวะทางใจในปัจจุบัน มันก็เหมือนมีความพอใจอยู่พอสมควร เพียงแต่ว่าเราเล่าถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต  ก่อนที่จะมาเข้าห้องนี้ หรือว่าก่อนที่เราจะมีความรู้สึกว่า เออ..เข้ามาอยู่กับภาวะยอมรับ อย่างนี้เรียกว่าภาวะที่ยอมรับได้ว่า มันจะสุขก็ช่าง มันจะทุกข์ก็ช่าง แต่ก่อนหน้านี้มันยอมรับไม่ได้ คือมันดิ้นรนกระสับกระส่ายอยู่ จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยข้างหลังก็ไม่ได้ จะอยู่กับที่มันก็รู้สึกกระสับกระส่าย จำไว้ว่า ตัวความไม่พอใจ มันเป็นขั้วตรงข้ามกันกับ ความสามารถในการยอมรับ

ถ้าเมื่อไหร่เกิดความทุกข์ เกิดความกระวนกระวาย เกิดความรู้สึกว่า ภาวะทั้งหลายนี้เราไม่อยากเอา แต่ก็พ้นไปไม่ได้ ตัวนี้เรียกว่า ความไม่พอใจ

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม เราสามารถเห็นความไม่พอใจ เห็นภาวะกระสับกระส่าย เห็นภาวะที่จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยไปข้างหลังก็ไม่ได้ อยู่กับปัจจุบันมันก็กระสับกระส่าย ตัวที่เห็นอยู่นี้เรียกว่า ตัวยอมรับ ยอมรับว่ามันกระสับกระส่ายอยู่ และไปไหนไม่รอด  
ตัวยอมรับว่ามันกระสับกระส่ายอยู่และไปไหนไม่รอด ตัวนี้แหละคือ ตัวปัญญา  เป็นปัญญาอ่อนๆ คือ จุดเริ่มต้นของสติที่เห็นเข้ามาในภาวะปัจจุบันว่า จิตกำลังกระสับกระส่ายฟุ้งซ่าน เมื่อจิตมีอาการฟุ้งซ่านให้เห็นได้ และเราสามารถที่จะยอมรับได้ ความฟุ้งซ่านนั้นก็แปรปรวนไป แสดงความไม่เที่ยง แสดงความไม่เท่าระดับเดิม

ส่วนใหญ่
เนี่ยจะเจริญสติกันมากี่ปีๆ
มันก็จะไม่แม่นกัน มันจะจำตรงนี้กันไม่ได้!

หลักการสำคัญเลย
มันไม่ใช่ดูให้เห็นอะไรอย่างหนึ่งอย่างเดียวนะ
แต่ต้องสังเกตด้วยว่า อะไรอย่างนั้น
มันแสดงความไม่เท่าเดิมอยู่หรือเปล่า

อย่างเช่น ความกระสับกระส่าย ความรู้สึกไม่อยากจะยอมรับแม้ภาวะอันเป็นปัจจุบัน คือมันเกิดขึ้นกับคนที่เจริญสติกันมาทั้งนั้นแหละ รู้สึกเหมือนกับว่า เรานี่น่าสงสาร ถูกโลกบีบคั้น จริงๆบางทีไม่มีใครมาทำอะไรหรอก เราทำของเราเอง จิตมันทำของมันเอง แล้วก็รู้สึกสงสารตัวเอง รู้สึกว่าไปไหนก็ไม่รอด ต้องติดบ่วงคนโน้น ติดบ่วงคนนี้ เราสงสารคนโน้น เราสงสารคนนี้ แท้ที่จริงมันสงสารตัวเองนั่นแหละ

ความสงสารตัวเอง
ความรู้สึกกระสับกระส่าย

มันจะเป็นศัตรู
มันจะเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างยิ่งเลยกับ
ความสามารถในการยอมรับ

สภาพที่มันเกิดขึ้นตามจริง

พอมันยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้
แล้วจะเอาอะไรมาสังเกต ความไม่เที่ยง
 
ที่มันกำลังปรากฏเด่นอยู่ในปัจจุบัน
มันไม่มีทาง!

แต่ถ้าหากเราเริ่มต้นขึ้นมา มีอาการยอมรับได้ ยอมรับสภาพที่มันกำลังกระสับกระส่าย กำลังว้าวุ่น กำลังสงสารตัวเองอยู่นั่นแหละ  เกิดความรู้สึกว่า เออ..มันดิ้นๆๆอยู่ เหมือนเด็กกำลังพยายามยื้อของเล่น จะเรียกร้องเอาอะไรอย่างหนึ่งให้ได้  เอาอะไร..จริงๆก็ไม่รู้ พอเห็นอาการอย่างนี้ปุ๊บ มันเกิดความสะเทือนขึ้นมาว่า เออ ภาวะแบบนี้มันเป็นแค่ภาวะหลอก เป็นแค่ภาวะปรุงแต่งไป ไม่เห็นมีอะไร แล้วมันก็จะได้มีแก่ใจสังเกตนะ

พระพุทธเจ้าให้เครื่องสังเกตมาง่ายๆเลย ที่หายใจเข้า หายใจออก อยู่ปัจจุบันนี้ มันมีความสงสารตัวเองมันมีความกระสับกระส่ายอยู่ เราก็ดูภาวะไปว่า..

การหายใจครั้งต่อไป
ภาวะสงสารตัวเอง หรือภาวะกระสับกระส่าย
มันยังอยู่หรือเปล่า?
ถ้ามันยังอยู่ ก็ยอมรับว่ามันยังอยู่  
และเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ

อาศัยลมหายใจเป็นเครื่องสังเกต เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องแบ่งว่า ภาวะที่มันเคยเกิดขึ้น ที่มันเห็นตั้งแต่แรกว่ามันมีความเข้มข้นแค่ไหน มันแปรปรวนไปแล้วหรือยัง เราไม่ใช่ไปจ้องลมหายใจเป็นหลักนะ เรารู้สึกถึงลมหายใจเป็นรอง

เหมือนกับให้ลมหายใจ
มันเป็นแบ็คกราวน์ (
background)
 
แต่อาการที่มันสงสารตัวเอง
อาการที่มันกระสับกระส่าย
เป็นโฟร์กราวน์ (
foreground)
 
ไม่งั้นเราจะรู้สึกเหมือนกับว่า เออนี่..กำลังดูความกระสับกระส่าย แต่จริงๆไม่ได้ดูหรอก ไปช่วยมันปรุงแต่งต่างหาก!

หลายคนนะ
พอเกิดความกระสับกระส่าย เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา
ไปท่องอยู่แต่คำว่า
เออ รู้ความฟุ้งซ่าน สักแต่รู้ไป
ท่องอยู่อย่างนี้
ท่องถูก แต่ว่าอาการทางใจมันไม่ถูก
คือเราไปให้ความร่วมมือกับมันโดยไม่รู้ตัว
!

เพราะว่าอย่างที่ผมบอกแต่แรกว่าความสงสารตัวเอง ความกระสับกระส่าย มันเป็นตรงกันข้ามอย่างยิ่งกับอาการเราจะไปยอมรับสภาพตรงนั้น  แต่ถ้าหากว่า เราเอาลมหายใจเข้ามาช่วยเป็นแบ็คกราวน์ (background)  ดูว่าครั้งนี้กับอีกครั้งหนึ่ง มันมีระดับความกระสับกระส่ายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่สนใจว่ามันจะเพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงนะ สนใจแต่ว่ามันเท่าเดิมหรือเปล่า

ท่องไว้เลยว่า
ถ้าหากเราสามารถเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งใด
สิ่งนั้นมันจะครอบงำเราไม่ได้
มันจะทำให้เราเกิดอุปาทานว่ามันเป็นเราไม่ได้

ถ้าหากว่าความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย ความสงสารตัวเอง มันแสดงความไม่เที่ยงอยู่ ความสงสารตัวเอง..มันจะไม่สามารถทำให้เราเชื่อว่ามันคือตัวเรา ตรงกันข้าม..มันจะแสดงตัวเอง มันโชว์ตัวเองชัดเลยว่า เนี่ย มันแค่อาการปรุงแต่ง เป็นส่วนเกินไปแป๊บนึง แป๊บนึงมันก็หายไป มันก็จางลง กลายเป็นความรู้สึกเป็นอิสระจากความสงสารตัวเอง

ทีนี้คุณก็ลองดูว่า ภาวะนี้มันเกาะติดเรามาอยู่เรื่อยๆแหละ มันไปเริ่มต้นจากตรงไหนก็ช่างเถอะ แต่ว่าตอนนี้มันน้อยลงแล้ว มันน้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่มันก็ยังอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เรารู้สึกว่าโลกน่าเบื่อ โลกเป็นสิ่งบีบคั้น โลกเป็นทุกข์ โลกเป็นอะไรที่มันไม่น่าอยู่ เกิดความอึดอัด เกิดความทรมานใจขึ้นมา

ตามหลักการในเวทนานุปัสสนา พระพุทธเจ้าให้ดูทุกขเวทนา อันเกิดจากความอยากจะพ้นไป แต่พ้นไม่ได้ หลักการดูทุกขเวทนาเป็นอย่างไร..ดูว่ามันไม่เท่าเดิม

พระพุทธเจ้าท่านสอนชัดเจนนะ
บอกว่าถ้าอยากจะดูทุกขเวทนา
อยากจะดูสุขเวทนา
ให้มนสิการอานาปานสติให้ดี
ก็คือให้ดูว่าแต่ละลมหายใจ
มันมีทุกขเวทนาอยู่เท่าเดิมหรือเปล่า

ถ้าเราได้ข้อสังเกต ได้จุดสังเกตอย่างนี้ มันมีความชัดเจนเลยว่าหลักการปฏิบัติที่เหลือ มันจะเป็นไปเพื่อเห็นทุกขเวทนาแสดงความไม่เที่ยงแน่ๆ

แต่ที่ผ่านมาพอเกิดทุกขเวทนาแล้ว มันมีอาการดิ้นรน มันเหมือนกับเราจะบอกตัวเองว่า เออ..ให้ดูมันไป แต่อีกใจหนึ่งมันไม่อยากดู ตัวนั้นมันคืออาการที่ว่า เราถูกครอบงำ เราถูกครองอยู่ด้วยความกระสับกระส่าย และก็นิสัยสงสารตัวเองแบบเดิมๆ มันกลับเข้ามามีส่วนร่วม ถึงแม้ว่ามันจะเบาบางลงไปแล้ว แต่เวลาที่มันมีความทุกข์แก่กล้าขึ้นมาจริงๆเนี่ย อาการสงสารตัวเองมันจะเข้ามาให้ความร่วมมือ มาสมทบทันที ไม่ว่าใคร..ไม่ว่าจะชายจะหญิงเนี่ยนะ โรคสงสารตัวเอง มันเกิดขึ้นได้เสมอเวลาที่ทุกขเวทนามันมีกำลังแก่กล้า  ฉะนั้นเครื่องมือที่เราจะใช้รบกับมัน ก็คืออานาปานสตินั่นเองนะ   

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รู้สึกจิตสะอาด ว่าง หลุดพ้นชั่วขณะ

ลักษณะของพุทธิปัญญาและพุทธิจิต
ถาม : รู้สึกจิตสะอาด ว่าง หลุดพ้นชั่วขณะ  ควรภาวนาต่ออย่างไร? (ไม่มีเสียงคำถาม)

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/WFNAq9KXqTU
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
เมื่อกี๊ตอนที่รู้สึกว่าจิตสะอาด ว่าง อันนั้นเป็นตัวอย่างของพุทธิปัญญาอย่างหนึ่ง ที่รู้สึกว่ามันไม่มีมโนภาพ ไม่มีอะไร มันมีแต่ความเห็นว่า เออ..ลมหายใจมันกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ คือตัวที่มันเป็นสมถะเนี่ยหมายความว่าไม่มีกิเลส แต่ตัวที่เห็นอยู่ว่าลมหายใจกำลังแสดงความไม่เที่ยงอย่างนี้คือปัญญา อย่างนี้คือวิปัสสนา มันเป็นจุดเริ่มต้น เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญวิปัสสนา มันก็คือเริ่มมาจากจุดอะไรที่มันเห็นได้ง่ายๆอย่างนี้แหละ

พอเรามีตัวอย่างของพุทธิปัญญาหรือพุทธิจิต คือสว่างเนี่ย มันเป็นแค่อาการผิวนอก ผิวนอกของปัญญา มันไม่ใช่ตัวปัญญา คือจริงๆแล้ว ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสนะ ที่เป็นปัญญาแท้จริงคือความสว่าง แต่ว่ามันเป็นปลายทาง ต้นทางคือเราเห็น กำลังเห็นอยู่ว่า อนิจจังแสดงตัว แล้วเราก็ไม่เกิดมโนภาพ อย่างเมื่อกี๊นี้จะรู้สึกว่าใจมันสะอาด เราดูกันที่ความว่างเนี่ยว่างจากอะไร ว่างจากความรู้สึกปรุงแต่ง ว่างจากอาการยึดมั่นถือมันว่าจะต้องเป็นเรา จะต้องเป็นเขาอะไรต่างๆ

ลักษณะของจิตแบบนี้ตอนทำเองเกิดขึ้นบ่อยไหม

ถาม : ก็บ่อยครับ บางทีเริ่มต้นมาก็เกิด แต่ถ้าตั้งใจทำ จงใจทำมันก็ไม่เกิดครับ

ดังตฤณ: 
ถ้าจงใจก็อปปี้หรือจงใจที่จะเข้าถึงภาวะนั้นเนี่ย มันก็ไม่ใช่พุทธิปัญญาตั้งแต่เริ่ม ถ้าก้าวแรกไม่ใช่พุทธิปัญญา โอกาสที่มันจะเป็นพุทธิปัญญาจะยาก

ลักษณะของพุทธิปัญญา
จำไว้เลย คือ
ไม่คาดหวัง
แต่ยอมรับตามจริงตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้าก้าวแรกเราไม่คาดหวัง ยอมรับตามจริงไป นั่นมันจะมีโอกาสสเต็บบายสเต็บ (step by step) ไปเรื่อยๆ

แบบเมื่อกี้นี้ ขึ้นต้นมาเนี่ยมันไม่ได้เจาะจง แต่ก่อนจำได้ ตอนมาแรกๆ มันจะคาดหวังต่างๆนานา มันจะเอาให้ได้เดี๋ยวนี้ จะเอาทั้งสมถะ จะเอาทั้งวิปัสสนา จะเอาทั้งมรรคผลให้ได้เดี๋ยวนี้ มันกลายเป็นความอยากครอบงำจิตใจไปหมด มันไม่มีตัวยอมรับเลย มันไม่มีตัวเห็นความจริง มันมีแต่เห็นตัวหลอก ตัวที่มันอยากไปต่างๆนานา แล้วก็จะไปยึดอยู่ตรงนั้น ไปยึดอยู่แค่นั้น

ถาม : แล้วจะไปต่อยังไงดีครับ

ดังตฤณ: 
ถึงตรงนี้ เวลาอยู่ระหว่างวัน บางทีมันจะรู้สึกว่างขึ้นมาเองอยู่แล้ว อันนี้คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิในแบบอานาปานสติของพระพุทธเจ้า คือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งได้ในขณะที่หลับตา เวลาที่อยู่ในระหว่างวัน บางทีมันก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาเองว่า เออ..มันว่างไป แต่ถ้าหากว่างโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันก็อาจจะหายไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นกัน

เราต้องมีสติไว้ล่วงหน้า ดูไว้ล่วงหน้าว่า
ขณะนี้จิตมันว่างไปชั่วคราว
ว่างจากความรู้สึกยึดมั่นถือมัน
ว่างจากตัวตน

เราก็ต้องดูต่อว่า
อาการที่มันไม่ว่างแล้ว
มันกลับมาเมื่อไหร่
มันจะกลับมาตอนที่เราเผลอนั่นล่ะ
ตอนที่เราไม่รู้นั่นล่ะ

ทีนี้มันต้องมีจุดสังเกต ถ้าหากว่าไม่มีจุดสังเกต มันก็เหมือนกับหลุดแล้วหลุดเลย จุดสังเกตง่ายๆก็คือ ถามตัวเองว่าในขณะที่เรากำลังทำงานกัน เวลาที่มันเกิดความรู้สึกว่างขึ้นมา อันนี้พูดถึงคนที่มีประสบการณ์แบบนี้นะ คือพอทำอานาปานสติไป อันนี้ย้ำนิดหนึ่งนะ ทำอานาปานสติไปแล้วเกิดความรู้สึกว่าได้ผล เกิดความรู้สึกว่าใจมันสะอาด มันแห้งจากความรู้สึกในตัวตนขึ้นมาได้ชั่วขณะ

ในระหว่างวันมันจะมีความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ให้บอกตัวเอง ช่วงแรกๆต้องบอกตัวเองว่าอย่างนี้เรียกว่าจิตหลุดพ้นชั่วขณะ หลุดพ้นจากอุปาทานชั่วขณะ เพราะเห็นอยู่ รู้อยู่ว่า อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องดับลงเป็นธรรมดา ตัวนี้แหละที่มันเรียกว่าพุทธิปัญญา

เมื่อเราสามารถจำแนกได้ว่าจิตแบบนี
จิตที่มันแห้งสบายแบบนี้เนี่ย
ไม่ใช่จิตที่ยึดมั่นถือมั่น
เป็นจิตหลุดพ้นชั่วคราว
เมื่อเกิดความยึดมั่นขึ้นมาในขณะจิตหลังจากนั้น
มันจะเปรียบเทียบได้ถูก
มันจะรู้สึกว่ามีมโนภาพ
มีความยึดมั่นถือมั่น
มีความฟุ้งซ่าน หรือว่า
ปรุงแต่งเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา

ช่วงแรกๆมันจะรู้สึกว่าดูไปไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ เมื่อเกิดการเปรียบเทียบว่าจิตแบบนี้แห้งสบาย จิตแบบนี้ยึดมั่นถือมั่น กลับมารู้สึกสกปรกได้อีก ตอนแรกมันจะไม่เกิดอะไรขึ้น มันมีแค่การเปรียบเทียบวูบๆวาบๆ แต่ถ้าเปรียบเทียบบ่อยจริงๆ มันจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความแห้งสะอาดจากอุปาทานบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

เข้าใจไหม ตอนแรกมันไม่ค่อยมี มันอาจจะเกิดขึ้นแบบฟลุคๆ มันอาจจะเกิดขึ้นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่พอเราสังเกตว่าจิตแบบนี้แห้งสบาย จิตแบบนี้มันกลับมาหมักหมมได้ใหม่ จิตแบบนี้ไม่ยึดมั่นถือมั่น เปิดออก จิตแบบนี้กลับมายึด พอสังเกต ไอ้ตัวการสังเกตนั่นแหละที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่างขึ้นมาได้บ่อยๆ แล้วว่างเนี่ยมันจะมีว่างหลายแบบ ว่างแบบนาน ว่างแบบเหมือนกับไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร มีสติอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาหลายนาที กับว่างขึ้นมาแค่ปุ๊บเดียว แล้วมันก็หายไป เนี่ยลองสังเกตอยู่อย่างนี้ แค่สังเกตอยู่อย่างนี้เรียกว่าเห็นความจริงทางจิต ที่บางครั้งมันก็หลุดพ้นชั่วขณะ บางครั้งมันก็กลับมายึดใหม่ กลายเป็นความปรุงแต่งแบบเดิมๆ

อันนี้พูดเฉพาะกรณีนิดหนึ่ง เพราะว่าเห็นทำได้ก็เลยพูดอย่างนี้ แต่ว่าคนทั่วไปไม่ใช่อยู่ๆ จิตมันจะเกิดความว่างความสะอาดขึ้นมา เมื่อกี้เท่าที่ดูหลายคนทำได้ละ น่าจะหลายคนที่ทำมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็ดี ของเราก็ก้าวหน้าขึ้นละ ถ้าหากไปทำอานาปานสติแบบที่ผมไกด์ (guide) ไปบ่อยๆแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าระหว่างวัน อยู่ๆจิตมันเกิดความปล่อยวาง เกิดความคลาย เกิดความรู้สึกไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา

ขอให้สังเกตดูอย่างกรณีที่ผมพูดไปก็แล้วกัน ของเราเมื่อกี้มันก็มีช่วงที่มันแห้งไปบ้าง แต่มันก็มีความปรุงแต่ง เพราะจิตเดิมของเราเดิมมันปรุงแต่งมาก แต่นี่น้อยลงเยอะนะ คือน้อยลงกว่าที่เจอคราวแรกน่ะ คราวแรกนี่มันเต็มไปด้วยความปรุงแต่งมั่วไปหมดเลย เหมือนกับเราเป็นพวกปรุงแต่งแล้วยึดแรง

แต่อย่างเมื่อกี้จะรู้สึกได้ถึงอะไรที่มันสลับกัน ระหว่างปล่อยกับกลับมายึด พอปล่อยมันปล่อยแป๊บเดียวแล้วก็กลับมายึด เสร็จแล้วพอมาดูลม มันก็เหมือนกับปล่อยได้อีก อย่างนี้ดีเหมือนกัน มันมีข้อดีตรงที่ว่าเราสามารถสังเกตเห็นข้อแตกต่าง ระหว่างจิตที่ยึดกับจิตที่ปล่อยชั่วคราวชั่วขณะ ถ้าหากว่ามันปล่อยนานเกินไปบางทีเราก็ไม่รู้จะดูอะไร แต่ถ้ามันปรุงแต่ง มีอาการยึดมั่นถือมั่นตลอดเวลา ก็ไม่รู้จะสังเกตข้อเปรียบเทียบแตกต่าง ระหว่างจิตแบบหนึ่งกับอีกแบบหนึ่งได้ยังไง การที่มันมีสลับๆกันในช่วงต้นๆเนี่ย ของเราก็ทำมานานแล้วล่ะ

คือเราก็ดูไปเรื่อยๆน่ะนะ แต่เป็นการดูที่อาจจะค่อยๆเอาวิธีการปรุงแต่งจิตแบบเก่าๆออกไปเยอะพอสมควรแล้ว ดูตรงนี้แหละที่มันมีการปรุงแต่ง ยึดมั่นถือมันเหมือนมีตัวเรา เหมือนมีมโนภาพอะไรแบบหนึ่ง อย่างเมื่อกี้ที่มีมโนภาพขึ้นมา พอมองเห็นความแตกต่างไหม ระหว่างไม่มีมโนภาพกับมีมโนภาพ นึกออกใช่ไหม เพราะมันชัด ตอนที่มันไม่มีมโนภาพน่ะ มันว่างไปแป๊บหนึ่ง แล้วมันกลับมามีมโนภาพใหม่ มันมีความรู้สึกว่าเนี่ยเรา มีตัวเรา มีความคิดนำขึ้นมา คิดแบบฟุ้งๆ ยุ่งๆ แล้วก็มีตัวตนแบบหนึ่งที่เรารู้สึกว่านั่นแหละ คือมโนภาพของเรา แล้วพอกลับมาดูลมหายใจใหม่แป๊บนึงมันก็จะกลับมาว่าง เวลาสังเกตเนี่ยในชีวิตประจำวันก็สามารถสังเกตแบบนี้ได้เหมือนกัน