วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

ปฏิบัติแล้วเห็นว่าตัวเองชอบดูถูกคน


ถาม : รู้สึกตัวเองมีปัญหาทางด้านจิตใจ เป็นคนที่มองคนอื่นว่าแย่หรือด้อยกว่าเรา และที่ผ่านมา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราก็จะทำดี เพื่อให้เค้าชอบเรา แต่ในใจลึกๆเรารู้สึกว่าเราเหยียดหยามเขา  มองเห็นแต่ข้อเสียของคนอื่นไปหมดเลย เลยรู้สึกว่าเราไม่จริงใจกับใครเลย เราเสแสร้งกับคนอื่นตลอดเวลา

รับฟังทางยูทูบ :  https://youtu.be/HU-DND_2R6I
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๕
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส 
ที่ณัฐชญาคลินิก ๙ ต.ค. ๒๕๕๖


ดังตฤณ: 
จิตใจนุ่มนวลลงเยอะแล้ว มันเข้าใจธรรมะ เข้าใจอะไรเยอะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นแค่ความเคยชินเก่าๆ แต่จิตของเราจริงๆมันแยกออกมา รู้สึกถึงอาการหันหลังกลับไหม? เวลาที่เราอยู่กับตัวเอง แล้วเห็นว่าความคิดของเรามันไม่จริง  ใจเนี่ยมันเหมือนหันหลังกลับ มันไม่ไปทางเดียวกันกับความคิดแบบเดิม แบบเดิมเราดูถูกคน เราจะรู้สึกเหมือนมีอาการเสแสร้ง เหมือนมีอาการใจที่มันยุ่งๆอยู่ มันเหมือนคนเถียงกับตัวเองอยู่ แต่ใจของเราที่มันเริ่มสว่าง เริ่มอยู่ในโหมดธรรมะเนี่ย มันคล้ายๆจะไม่เอา เหมือนหันหน้าหนี ถ้ามองเป็นภาพทางใจนะ คืออันนี้จะได้พูดกันง่ายว่าอาการทางใจของเรามันเป็นอย่างไรอยู่ อาการทางใจของเรามันเหมือนกับไม่เอากับตัวตนเดิม ทั้งๆที่ตัวตนเดิมมันยังทำงาน มันยังแอคทีฟอยู่ แต่ใจของเรามันเริ่มจะแยกไปอีกทางหนึ่ง

ให้ดูลักษณะของใจเวลาที่เกิดความฟุ้งซ่าน
ในแบบที่ไม่กลมกลืนไปกับชาวโลกเค้า
..มันมีความรู้สึกยุ่งใจ
..มันมีความรู้สึกเหมือนกับกระวนกระวายใจ
..ไม่อยากเป็นพวกเดียวกันกับคนในโลก
คำว่าไม่อยากเป็นพวกเดียวกันกับคนในโลก
เหมือนเราเป็นเอเลี่ยน

ผู้ถาม : ชอบคิดมาตั้งแต่เด็กๆ คิดว่าเราเกิดมาเป็นคนพิเศษ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนเดียวในโลกนี้ และคนอื่นเป็นแค่บทละครหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่คนเหมือนเรา

ดังตฤณ: 
ในช่วงนี้เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนธรรมดามากขึ้น คือไม่ได้ตลอดเวลานะ แต่ขอให้สังเกต

คือเริ่มต้นขึ้นมา อย่ามองว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มันดีขึ้นได้ยังไง เพราะถ้ามองแบบนี้มันจะต้องหาอุบายซับซ้อน หรือไม่ก็ต้องหาหลักการทางจิตวิทยาว่า จะทำยังไง วิธีคิดของเราถึงจะปรับเปลี่ยนไปในทางที่เป็นบวกมากขึ้น ซึ่งมันกินเวลา และก็ไม่มีอะไรเป็นประกันว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปได้จริงหรือเปล่า เราก็พยามยามคิดอะไรมาตั้งเยอะแล้วใช่ไหม แต่มันก็ไม่หายไปไหน

ทีนี้ถ้าเอาวิธีการของพระพุทธเจ้า คือ
เราตั้งมุมมองไว้ก่อนที่จุดเริ่มต้นว่า
ความคิดฟุ้งซ่านหรืออาการปรุงแต่งทางใจ
มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ตัวตน


คือถ้าตั้งมุมมองไว้อย่างนี้ มันได้แก่นสาร คือ มันได้หลักการปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ละครั้งที่น้องรู้สึกยุ่งๆ วุ่นวายขึ้นมา หรือรู้สึกแปลกแยกขึ้นมา ให้ดูว่าอาการแปลกแยก หรืออารมณ์ที่มันปั่นป่วนตรงนั้น มันเป็นแค่ภาวะปรุงแต่งชั่วขณะหนึ่ง

เนี่ย อย่างพอเราคุยกันไปมากๆ น้องเกิดความรู้สึกว่า เออ ไอ้ที่มันยุ่งๆ มันเป็นแค่ภาวะหนึ่งที่มันหายไป หายไปชั่วคราวนะ เนี่ยอย่างตอนนี้มันโล่งๆ มันรู้สึกว่าไม่มีความปรุงแต่งแบบเดิมๆอยู่ แค่เราสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างจิตที่มันถูกปรุงแต่งด้วยความฟุ้งซ่านยุ่งเหยิง เป็นคนละพวกกับชาวโลก กับจิตที่มันสงบระงับแบบนี้ เราสังเกตความแตกต่างของมันได้ แค่นี้ คือหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเราแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไร อย่างอื่นเพิ่มเติมเลย

พูดง่ายๆว่า ต่อไปเราเจอผู้คน เมื่อเกิดความรู้สึกวุ่นๆขึ้นมา ของน้องจะรู้สึกเหมือนกับพายุที่ก่อตัวขึ้นมาในหัว แล้วเรารู้สึกรำคาญมัน เรารู้สึกสับสน มันเหมือนกับเป็นตัวเราจริงๆ แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าไม่อยากเป็นตัวนั้น อารมณ์แบบนี้พอมันเกิดขึ้น เราแค่ทำไว้ในใจว่า นี่คือความปรุงแต่งทางใจที่เกิดขึ้นชั่วขณะลมหายใจนี้

พอเราได้หลักในการมองปุ๊บ
เราก็จะสังเกตต่อว่า ลมหายใจต่อมา
คลื่นความฟุ้งซ่านความปั่นป่วนตรงนี้เนี่ย
มันเบาบางลงไหม 

ถ้ามันก่อตัวขึ้นหนาแน่นขึ้น..ช่างมัน
เราแค่มีหน้าที่รับรู้และยอมรับความจริง
ที่มันปรากฏอยู่ในหัวของเราเท่านั้น

ถ้าหากมองด้วยอาการเปรียบเทียบแบบนี้นะว่า
มันเบาบางลงในแต่ละลมหายใจ หรือว่า
มันมีความหนาแน่นขึ้นในแต่ละลมหายใจที่มันผ่านไป
มันจะเกิดความเคยชินใหม่ คือ
ไม่ต้องทะเลาะกับตัวเอง

ที่ผ่านมาเหมือนมีภาพทางใจ เหมือนมีคนที่เกลียดตัวเอง แล้วก็ทะเลาะกับตัวเอง

ผู้ถาม : ใช่ มันชอบด่าคนอื่นในใจ ด่าพระ

ดังตฤณ: 
คือแม้กระทั่งด่าพระ ฟังดีๆนะ เป็นอารมณ์ของอนัตตาที่ดีเลยนะ พี่ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องดีที่มีความคิดด่าพระขึ้นมา แต่ว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีที่อนัตตาโชว์ตัวออกมาอย่างชัดเจน เพราะใจจริงๆของเราไม่ได้ตั้งใจด่าพระ คือมันด่าคนไม่ดีต่างหากที่มานุ่งเหลืองห่มเหลือง

ผู้ถาม : บางทีก็ด่าคนไม่รู้จัก

ดังตฤณ: 
นั่นแหละ คือให้มองว่าเวลาที่อนัตตาโชว์ตัวขึ้นมา เราจะไม่เข้าไปผสมโรงกับมัน ไม่เข้าไปให้ความร่วมมือกับมัน โดยการที่ว่าด่าหนักขึ้น หรือมีอาการที่คิดไม่ดีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ไปฝืน ไม่ไปต่อต้าน

ให้มีอารมณ์แบบหนึ่งที่มันเป็นแพสสีฟ (passive) คือ
ยอมรับสภาพว่ามันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆ
มันจะได้เห็นไงว่า เนี่ย ที่มันเกิดขึ้น
เกิดขึ้นทั้งๆที่เราไม่ได้สั่งให้มันเกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่าคำด่าตอนนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเราไปเกิดความรู้สึกแย่ ไปเกิดความรู้สึกฝืน ไปเกิดความรู้สึกทรมานใจ ไอ้ความทรมานใจนั้นมันจะไปบดบังความจริงที่ว่าความคิดคำด่าอะไรต่างๆมันเกิดขึ้นในหัว มันเสียไปเปล่าๆ อนัตตาเสียไปเปล่าๆ

แต่ถ้าคำด่าอะไรที่มันเกิดขึ้น แล้วเรายอมรับในเบื้องต้นว่ามันเกิดขึ้นในหัวของเรา มันมีโอกาสได้ดู ดู ณ จุดเกิดเหตุเลยว่าคำด่าเกิดขึ้นในหัวของเรา ยิ่งเกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ มันยิ่งได้เห็นชัดมากขึ้นเท่านั้นว่า ไอ้ตอนที่มา เราไม่ได้เชื้อเชิญ เราไม่ได้ตั้งใจคิดแบบนี้เลย แต่มันผุดขึ้นมาเอง แล้วพอมันเห็นว่าผุดขึ้นมาเอง มันจะแสดงอาการว่ามันสลายตัวไปเองเช่นกัน พอเห็นบ่อยเข้าเป็นเดือนเป็นปี ใจมันจะแยกออกมาจากคำด่า มันจะไม่เชื่อว่าคำด่านั้นเป็นตัวเราอีกต่อไป!

เห็นไหม คือบางทีถ้าไม่มีประสบการณ์ตรงทางจิต บางทีมันยากมากที่จะพูดว่า จิตของเรากำลังหลงสำคัญผิด ยึดติดกับสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แต่พอมีอะไรแบบนี้ขึ้นมาชัดๆว่าเราไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เราเห็นว่ามันเกิดขึ้นเองและหายไปเอง มันจะได้ตัวอย่างชัดๆเลยว่า
 นี่อนัตตาจริงๆ ไม่ใช่ตัวเราจริงๆด้วย!

สรุปคือสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย อันดับแรก ทิศทางของจิตเรามันดีอยู่แล้ว อันดับที่สอง คือเราต้องมองให้ถูก ยอมรับให้เป็น แล้วก็ของเรานะ บางทีมีของแถมด้วย คล้ายๆบางทีมีเสียงสั่งอยู่ในหัว เสียงสั่งที่มันเป็นลบว่าให้ทำนั่นทำนี่ คล้ายๆคำบงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน ตอนก่อนนอนตอนเคลิ้มๆ มันมีเหมือนเสียงบงการขึ้นมา แล้วพอมีเสียงบงการอะไรแบบนี้ บางทีมันจะมีภาพทางใจขึ้นมา มีมโนภาพของตัวเราเองที่มันเหมือนปีศาจ ลักษณะนี้เป็นการปรุงแต่งจิตชนิดหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้นมาจากความเกลียดตัวเองนั่นแหละ มันก่อตัวขึ้นมาจากความเกลียดตัวเอง ไม่ใช่ผีสางอะไรที่ไหน

ผู้ถาม : มันเกิดจากที่เราชอบดูถูกคนอื่นหรือเปล่าครับ

ดังตฤณ: 
การดูถูกคนอื่นมันเป็นส่วนหนึ่ง เป็นบันไดขั้นแรกๆ แต่ที่เราเกลียดตัวเองต่างหาก ที่เราไม่ชอบภาวะอกุศล 

คือว่าใจพื้นเดิมของเราเป็นกุศล เริ่มก่อนที่จะปรุงแต่งอะไรขึ้นมาเป็นอกุศลมั่วซั่วเนี่ย จิตทุกคนถือกำเนิดขึ้นมาด้วยกุศลธรรม และตัวเราเองก็สั่งสมอะไรมาพอสมควร ทีนี้พอมันมีอีกภาคหนึ่งมารบกวนมากๆ แล้วมันมีกำลังมากขึ้น มันก็เหมือนส่วนที่เป็นกุศล มันเกลียดส่วนที่มันเป็นอกุศลมืดๆ ที่มันค่อยๆก่อตัวขึ้นมา แล้วเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ 

ทีนี้เสียงสั่งอะไรต่างๆ เป็นคำอะไรสั้นๆ คล้ายๆมีอาการโฮกขึ้นมา มีการแยกเขี้ยวขึ้นมาของปีศาจอะไรแบบนี้ มันก็คือการสำแดงตัวของอาการปรุงแต่งอกุศลกรรม ซึ่งตอนนี้มันครอบงำไปทั่วโลก
 ลักษณะแบบนี้ แต่ของเราไม่หลงตามมัน เราจะรู้สึกว่าอยากหันหลังกลับ แต่มันทรมานใจตรงที่ว่าไม่รู้จะหันหลังกลับมายังไง คือของเราอยากให้มันหายไปทันที เดี๋ยวนั้น แล้วไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกเลย ตัวนี้แหละ ตัวทรมานใจแบบนี้แหละที่มันเป็นอาการหล่อเลี้ยงให้ความคิดแบบนั้นมันกลับมาไม่เลิก

แต่ถ้าเอาตามที่พี่บอก คือเริ่มต้นจากมุมมองใหม่หมดเลยที่มันไม่ใช่ตัวตน แล้วทุกครั้งที่มันกลับมา ให้ยอมรับว่ามันกลับมาว่ามันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆ มันจะได้มีโอกาสเห็นไงว่า เออ มันมาเองได้ มันก็ไปเองได้ แล้วพอเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยๆ จิตมันจะถอนออกมาจากอาการยึดมั่นว่านั่นเป็นตัวเรา

ผู้ถาม : ถามเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ผมเป็นคนมารยาเสแสร้ง บางทีทำตัวน่าสงสารให้คนอื่นเห็นใจ แต่จริงๆลึกๆคิดว่ากูดี กูเก่ง ใครสอนใครเตือนก็ไม่สำนึก ไปดูถูก ไม่ได้เห็นโทษของสิ่งที่เค้าเตือนเรา ลึกๆคิดว่าเราดีเราเก่ง อยากให้พี่ตุลย์แนะนำ ไม่ต้องรักษาน้ำใจผม ผมอยากแก้ไขตัวเอง

ดังตฤณ: 
คือจิตที่มีอารมณ์ตามที่เราเล่ามา ไม่ใช่แค่เป็นกันคนสองคน พี่เจอมาเยอะมาก แต่ละคนก็จะมีความทะนง คือ มันพอกอัตตาอะไรแบบหนึ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนดาราตุ๊กตาทองที่สามารถจะหลอกคนได้จะสะใจมาก หลอกให้คนสงสารได้ หลอกให้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ เสร็จแล้วก็ไม่ได้เป็น อีกเรื่องต่อมานี่กลายเป็นอีกอย่าง บางคนเรื่องหนึ่งเป็นพระ อีกเรื่องหนึ่งเป็นมหาโจร อะไรแบบนี้ มีความรู้สึกสะใจมากที่สามารถหลอกคนได้ พูดง่ายๆ มันมีเชื้อของดาราอยู่ ไปเป็นดาราอาจจะดังก็ได้ จริงๆแล้วจิตมันมีอาการปรุงแต่งไปได้สารพัด 

แต่การที่เราสามารถเห็นโทษว่า นี่เป็นอกุศลกรรม นี่คือตัวตั้งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว 

คือมันไม่ต้องอาศัยว่าพี่จะไปพูดกระตุ้นเรา หรือว่าเตือนเราแรงๆอย่างไร เอาแค่ที่เรารู้สึกว่านี่มันเป็นสิ่งที่มันเป็นอกุศลกรรมแล้วเราอยากจะหันหลังหนีอยู่แล้วนี่ มันเพียงพอ
 เพียงแต่ว่ารอขั้นตอนที่มันถูกต้อง นั่นคือ การเจริญสติ สามารถยอมรับความจริงได้เป็นลำดับว่า ตรงนี้อกุศลกรรมเกิดขึ้นขณะหนึ่ง และลมหายใจต่อมามันต่างกันไปยังไง แค่เห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างที่พูดมาทั้งหมดนั่นแหละ คือการถอนอยู่แล้ว

ดูสภาพของใจตัวเองนะ มันจะมีลักษณะหนึ่ง คือที่ผ่านมามันจะรู้สึกแย่กับตัวเองนะที่มันเป็นคนแบบนี้ แต่มันจะมีใจอยู่ลึกๆนะ ที่รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นพวกเดียวกับมัน เพราะถ้าเป็นพวกเดียวกับมันจริงๆ มันไม่พูดออกมาอย่างนี้หรอก ไอ้ที่เราพูด เราพูดออกมาจากอีกความรู้สึกหนึ่ง ที่มันไม่ได้รังเกียจตัวเอง แต่มันรังเกียจอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ผู้ถาม : จริงๆผมไม่ได้เห็นตัวเองทั้งหมด แต่คนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นคนที่เห็นผมเป็นอย่างนี้ เค้าก็คอยตำหนิ คอยว่าเราเรื่อยๆ

ดังตฤณ: 
ซึ่งบางทีมันไม่มีประโยชน์ เพราะมันเคยชิน มันดื้อยา

ผู้ถาม : ทำเป็นสลดไปอย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้เปลี่ยน

ดังตฤณ: 
คือมันเริ่มดื้อยา แต่ถ้าเรามีความเต็มใจที่จะเอาวิธีการไปเจริญสติจริงๆ นี่แหละคือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงออกมาจากการแกล้งทำ หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงออกมาอาการที่ว่าเราไปฝืนบังคับตัวเองให้เป็นยังไง แต่เปลี่ยนแปลงจากการที่เราสามารถยอมรับว่าอกุศลธรรมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมนั้นหายไปหรือลดระดับลง จนกระทั่งมันมีสติ 

สิ่งที่เรียกว่าสติ เราจะเข้าใจจริงๆว่า มันไม่ใช่แค่สติรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ แต่เป็นสติเห็นว่าอกุศลธรรเกิดขึ้นแล้วมันหายไปได้คือ ตรงนี้ คือ สิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา

ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นอกุศลธรรม
สามารถยอมรับตามจริงว่าอกุศลกรรมเกิด
แล้วเห็นว่าอกุศลธรรมนั้นมันค่อยๆหายไป
ในแต่ละลมหายใจมันไม่เท่าเดิม

นี่มันน่ารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าเราฝึกเจริญสติในแนวทางแบบนี้ไปเรื่อยๆ เข้าใจนะ

ผู้ถาม --      เข้าใจครับ

ดังตฤณ:      
เห็นไหมตอนแรกๆที่พี่พูดถึงว่าจิตของเราเหมือนมีพายุฟุ้งๆยุ่งๆ อะไรอย่างนี้ มันจะมีเป็นช่วงๆที่มีมืดๆขึ้นมา แต่อย่างตอนนี้มันเคลียร์ไป คือมันไม่ใช่เคลียร์แล้วเคลียร์เลย มันจะกลับมาเป็นวูบๆได้อีก 

ให้สังเกตแค่ตรงนี้ แล้วมันจะค่อยๆมีความสามารถในการยอมรับตามจริงว่า อกุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมหายไป และพอตอนที่มันเคลียร์จริงๆ ให้สังเกตว่าเคลียร์เพราะเรายอมรับตามจริง ไม่ใช่เคลียร์เพราะว่าเราแกล้งฝืนหรือว่าแสดงแอคชั่น ไม่ได้เข้าฉากแอคชั่นแบบเดิมๆ มันจะมีอีกตัวหนึ่งที่มันแตกต่างไป คือ มันมีสภาพยอมรับ อกุศลธรรม ไม่ใช่ไปเถียงกับมันหรือว่าไปเข้าร่วมมือกับมันนะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รำคาญตัวเองที่เจริญสติไม่ได้เสียที

ผู้ถาม -- พอดีว่ามีข้อสงสัยหลายข้อสำหรับวันนี้เหมือนกันค่ะ แต่ว่า เดี๋ยวเล่านิดหนึ่งก่อนว่าก็ตามดูสภาวะมา ก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวโมหะคืออะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ เวลาที่เจอมีเหตุการณ์ที่เราทุกข์หนักๆ เราก็จะเห็นชัดเจน แต่ทุกวันนี้คือรู้สึกมันยุกยิกๆอยู่ทุกวินาที

รับฟังทางยูทูบ :   https://youtu.be/9g3PvJiB6Cg
ดังตฤณวิสัชนา ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑๖
การเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบฆราวาส
๑๒ ต.ค. ๒๕๕๖ที่ณัฐชญาคลินิก
 

ดังตฤณ: 
ตรงที่มันยุกยิกนี่นะ มันมาจากพื้นของเราที่เป็นคนหงุดหงิดง่าย แล้วก็ออกจะ.. เหมือนกับแล่นตามอารมณ์ จิตของเรานี่แล่นตามอารมณ์ได้ไว นี่อย่างตอนนี้ พอฟังพี่พูดอยู่ เราจะรู้สึกเหมือน เหมือนใจมันคลายออกมาจากอาการเคยชินแบบเดิมๆ

ผู้ถาม -- มันไม่ได้รู้สึกว่า คลายเต็มที่

ดังตฤณ: 
มันคลาย มันคลายบ้าง คือเวลาที่เราสังเกต เราอย่าไปคาดหวังว่ามันจะคลายออกมาเต็มที่ ตอนที่พี่ชี้ให้ดูว่ามันคลายนี่

จะคลายครึ่งเดียว หรือคลายนิดเดียว
มันคืออาการคลาย มันคืออาการต่างไป
เมื่อเราเห็นอาการต่างไปอยู่เรื่อยๆ
มันจะรู้สึกว่า
เออนี่ มีอะไรอย่างหนึ่ง
แสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นได้
คือมันจะค่อยๆเกิดความรู้สึก
เชื่อขึ้นมาว่าเราสามารถเห็นได้


นี่ที่ผ่านมานี่ ด้วยความที่เราเป็นพวกโทสะจริต มันจะพร้อมจะหงุดหงิดแม้กระทั่งตัวเอง พอเราทำไม่ได้ พอเราเห็นไม่เป็น อารมณ์หงุดหงิดมันเข้ามาแทรกแล้ว มันเข้ามาสกัดกั้น มันเหมือนมีอาการเตะสกัดดาวรุ่งน่ะ นึกออกไหม คือ นี่มันจะกำลังเหินขึ้น เชิดหัวขึ้นอยู่ดีๆ เรามาเตะสกัดตัวเอง โอ๊ย! ทำไม่ได้หรอก โอ๊ยมันทำไม่ไม่เวิร์ก ทำไมมันอย่างโน้น ทำไมมันอย่างนี้ มันชอบมีความคิดชนิดที่หงุดหงิดเข้ามาแทรก เข้ามาทำให้ เข้ามาซ้ำเติมให้เรารู้สึกเชื่อว่า นี่ทำไปก็ล้มเหลว ไม่มีอะไรดีขึ้นสักที

ผู้ถาม -- คือคิดน้อยลง พยายามไม่คิด แต่ว่ามัน...

ดังตฤณ: 
แต่มันมีความคิดชนิดนี้ขึ้นมาอีกใช่ไหม

ผู้ถาม -- มัน มันยุกยิก

ดังตฤณ: 
เออ นั่นแหละ

ผู้ถาม -- ตลอดเวลา

ดังตฤณ: 
วิธีที่ถูกต้องนะ
เราต้องบอกตัวเองว่า
มันจะมีอารมณ์ยุกยิกแบบนี้มา
เพื่อให้ดู เพื่อให้เรียนรู้ว่า
นี่คือตัวเราที่สั่งสมมา
คือสิ่งที่เราสั่งสมมา
ด้วยกรรม ทั้งทางใจ ทั้งคำพูด


ทุกวันนี้นี่ บางทีมันเหมือน เรารำคาญตัวเอง ในเวลาปกติที่ไม่ได้คิดว่าเจริญสตินะ พอเรารำคาญตัวเองขึ้นมานี่ เราเหมือนกับคนที่หาทางออกไม่เจอ เหมือนกับอยู่ในห้องที่ไม่มีประตู พอเรามองไปแล้วไม่เห็นประตูนี่ เรายิ่งเกิดความรู้สึกงุ่นง่าน

ทีนี้จริงๆแล้ว ถ้าเราแค่ยอมรับว่าห้องนั้นเป็นสภาพชั่วคราว แป๊บหนึ่งเดี๋ยวผนังทั้งสี่ด้านก็เปิดออก เปิดออกเอง แต่ขอให้เรามีความสามารถที่จะยอมรับ ว่าเรากำลังอยู่ในห้องๆหนึ่งให้ได้ก่อน เข้าใจไหม คือต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่านี่ มันจะมีอารมณ์ยุกยิกๆ เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ายอมรับตรงนี้ไม่ได้ มันก็จะหงุดหงิดร่ำไป แต่ถ้ายอมรับได้ มันจะกลายเป็นเครื่องมือเจริญสติ

พอยท์ของพี่คือตรงนี้นะ
ถ้าน้องสามารถมองได้ว่า
มันมีอะไรยุกยิกๆอยู่ตลอดเวลา
แล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใจมันจะเบาลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว
!

มันจะรู้สึก เออ นี่แหละ สิ่งที่จะต้องเผชิญ นี่แหละคือสิ่งที่เราจะเอามาเป็นเครื่องมือในการฝึกเจริญสติ นี่ดูความเบาที่มันเกิดขึ้น ตรงนี้มันไม่ได้คลายออกหมด แต่อย่างน้อยมันเบาให้เห็น

เบา อันเกิดจากการเลิกยึด
ว่าจะต้องได้อาการที่มันโล่งโถง
หรือว่าเป็นอิสระหมดจด

เบา อันเกิดจากการเลิกคาดหวัง
ว่าจะไม่ต้องยุกยิกสักที

ตัวความคาดหวังนั่นแหละ คือ
ตัวที่ทำให้มันเกิดอาการ
ตัวเลี้ยงอาการยุกยิกไว้นะ

ผู้ถาม -- ก็น่าจะถูกต้อง เพราะว่าจริงๆ อาการแบบนี้ จะเกิดประมาณว่าเราต้องตัดสินใจ อะไรอย่างนี้ คิดว่าเป็นคนที่ยึดแล้วก็คาดหวังลึกๆ  ทั้งๆที่พยายามทำ ความคิดว่าปล่อย ปล่อยไปตามนั้นแล้ว ก็ยังเป็น

ดังตฤณ: 
ตอนที่น้องบอกว่า พยายามปล่อยนะ มันเป็นการแกล้ง คือเหมือนสั่งตัวเอง บอกว่า  ปล่อยไปเถอะ แต่ใจจริงๆ มันยังไม่ได้ปล่อย คือมันคล้ายๆ สั่งตัวเองเฉยๆ เหมือนกับเจ้านายสั่งลูกน้องน่ะ ว่า เฮ้ย นี่ปล่อย ปล่อยทิ้งไปสิ นี่เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามือของลูกน้องยังปล่อยไม่ได้ มันมีโซ่ มีอะไรล่ามอยู่ แต่ไปสั่งให้ปล่อยเสีย พูดง่ายๆ ว่าสั่งในสิ่งที่มันทำไม่ได้! มันเห็นอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ทีนี้ถ้าหากว่าเรายอมรับตามจริง เออ มันยังมีโซ่ล่ามอยู่ มันยังตัดไม่ได้ในตอนนี้ ก็แค่ไม่ต้องยกขึ้นมาได้ไหม ไม่ต้องแบกขึ้นมาเหนือหัวให้มันเสียกำลังเปล่าได้ไหม 

ผู้ถาม -- งั้นก็คือ เป็นไกด์ไลน์เดียวเลยใช่ไหมคะ เพราะคือหลายๆเรื่องที่รู้ตัวเลยว่าสู้กันกับจิตอยู่  หลายๆเรื่อง คือเราคิด คิด หัวสมองคิดว่า เฮ้ย ทางนี้น่า… อาจดพราะศึกษาอะไรมาหลายสิ่ง มันก็เลยกลายเป็นว่า สมองมันคิดให้ต้องเดินทางหนึ่ง แต่จิตต้องอีกทางหนึ่ง แล้วมันเหมือน สู้กันน่ะ แล้วก็จะยิ่ง โทสะ

ดังตฤณ: 
เรามอง เรามองย้อนกลับไปนะ ว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์นี่ คือวิธีที่เราคิด สิ่งหนึ่งที่เป็นศัตรูของเรามาตลอดก็คือตัวของเราเอง บางทีนี่ มันตั้งตนเป็นคู่ต่อสู้ของตัวเอง บางทีในเรื่องไม่เป็นเรื่องนะ เราสามารถทะเลาะกับใคร ในเรื่องที่ บางทีเห็นว่ามีเหตุผล แต่บางทีไม่มีเหตุผลเราก็อยากทะเลาะ เหมือนกัน

ตัวของเราเองในเวลาที่มันย้อนกลับมา เรื่องไม่เป็นเรื่องบางทีก็ทะเลาะกับตัวเอง ตกลงใจไม่ได้ สังเกตตอนที่ตกลงใจไม่ได้ มันจะเหมือนทะเลาะตบตีกับตัวเองอยู่ข้างใน นอนไม่หลับ คือคิดอะไรไม่ออกว่า นี่เราอยู่ข้างไหนกันแน่

ลักษณะแบบนั้นนี่นะ มันแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นวิธีคิดของเรานี่ กระบวนการวิธีคิดของเรามันผิด ถ้าเรามองอย่างนี้ให้ได้ก่อน มันจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการคิดอีกแบบหนึ่ง คิดว่า เออ ตอนนี้เราฝึกเจริญสติ เรายอมรับได้ไหม ว่ามันเกิดภาวะยุกยิกขึ้นมา เกิดภาวะเหมือนกับ เกิดการแบ่งข้างทะเลาะกันเอง จากข้างใน เรามีมุมมองแบบนี้ได้ สติมันจะได้มีทิศทางไง

เวลาที่เกิดภาวะอย่างที่ว่าขึ้นมานี่ อย่างน้อยที่สุดเรายอมรับได้แล้วว่า เออ มันเกิดภาวะอย่างนี้ขึ้นมา เกิดภาวะยุกยิก จากนั้นเราจะได้สังเกตต่อว่าภาวะยุกยิกน่ะ ถ้าเราสามารถยอมรับมันได้ มันอ่อนกำลังลงไหม ถ้าอ่อนกำลังลง ไม่ต้องไปดีใจนะ เพราะเดี๋ยวมันจะกลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ แล้วพอมันมีอาการเด้ง เด้งแรงขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปเสียใจ คือเราเฝ้าดูต่อไปในแต่ละลมหายใจ ดูเป็นแบ็คกราวน์นะ

ดูลมหายใจเป็นแบ็คกราวน์
ว่าแต่ละลมหายใจนี่
อาการยุกยิกตรงนั้น
มันเพิ่มขึ้น หรือว่า ลดลง
ได้นานแค่ไหน

ผู้ถาม -- ตลอด แต่ว่าแต่ละครั้งยังสังเกตไม่ออกว่า สั้นหรือยาวหรือว่าอะไร หรือว่าวันๆ หนึ่งความรู้สึกเปลี่ยนเยอะมาก  จนบางครั้งก็

ดังตฤณ: 
ต้องฝึก

ผู้ถาม -- จนบางครั้งก็คือ สับสนว่า ตกลงจะตามใจหรือเปล่า เพราะบางทีเราก็รู้สึกว่า  มีทั้งความรู้สึก แล้วก็พฤติกรรมที่ไม่ใช่เราทั้งสองสิ่ง แล้วบางทีก็ปล่อยเล่น ปล่อยให้เค้าเล่นไปกับอารมณ์ พฤติกรรมที่แสดงออกมา ปล่อยให้เล่นไปกับอารมณ์ จนรู้สึกว่าใกล้จะเพี้ยนแล้ว

ดังตฤณ: 
ที่ผ่านมานี่ เราดูไม่ถูกนะ คือตอนที่เราให้ความร่วมมือกับมันนี่ ก็เป็นการส่งเสริมให้กำลังของมันมีมากขึ้น แต่ตอนที่เราบอกว่า ปล่อยให้มันเล่นให้ดูนี่ นั่นมันคือการที่ เหมือนกับไม่มีเครื่องสังเกตว่าเราจะดูอะไร เข้าใจพอยท์ไหม คือ ถ้าหากว่า เราปล่อยให้มันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ในที่สุดแล้วนี่มันจะเข้าไปอยู่ในอารมณ์ฟุ้งซ่านแบบไม่รู้จบ

ผู้ถาม -- คิดว่า ตอนนี้ กำลังจะเป็นแบบนั้น เพราะว่า แม้กระทั่งหลับ จิตก็คือไปคิดด้วย ที่นี้ ยิ่งตื่นมายิ่งติดมากับหัวเลย

ดังตฤณ: 
เอาล่ะ สรุปง่ายๆ เดี๋ยวจะลืมที่พี่บอกนะ คือว่า ถ้าเกิดอารมณ์ยุกยิกขึ้นมา เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองขึ้นมา ให้สังเกตเลยนี่  ลมหายใจนี้ มันแรงแค่ไหน ยอมรับให้ได้ว่ามันแรงแค่นี้ ลองอีกลมหายใจหนึ่ง มันอ่อนลงหรือว่ามันทวีขึ้นมา เวลาทวีขึ้นมานี่ สังเกตง่ายๆนะ มันจะรู้สึกเหมือนทนไม่ได้ แต่เวลาที่มันอ่อนกำลังลง เราจะรู้สึกว่ามีความสุขขึ้น

ผู้ถาม -- ถ้าเกิดรู้สึกยุกยิกให้มาจับที่ลมหายใจ

ดังตฤณ: 
ให้ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องสังเกตว่า
ลมหายใจนี้ มันเกิดความยุกยิกแค่นี้
คือ อย่าเพ่งเข้ามาที่ลมหายใจนะ
เพราะเราจะยิ่งอึดอัด

แต่ว่านี่ ให้หายใจทีหนึ่ง แล้วบอกว่า
นี่ตรงนี้นะ ยอมรับว่ามันกำลังยุกยิก
มันกำลังกระสับกระส่ายเหมือนจะทนไม่ได้

แล้วรอ รอเฉยๆน่ะ
เข้าใจคำว่ารอเฉยๆไหม
คือไม่ได้ไปทำอะไรกับมัน

แต่พอมันจะหายใจอีกทีหนึ่ง
นั่น ตรงนั้นเป็นเครื่องเตือนแล้ว
เหมือนมีสัญญาณเตือนว่า
ให้สังเกตเข้ามาใหม่ว่า
มันมีอารมณ์เหมือนจะทนไม่ได้
หรือว่ามันมีความรู้สึกว่า
มีความสุขมากขึ้น


นี่
! ตัวนี้แหละ ที่มันจะเป็นตัววัดว่า
อ่อนกำลังลง หรือว่า มันมีความเข้มข้นขึ้น

ผู้ถาม -- คือสรุปก็คือ  ก็ต้องหยุดสักพักหนึ่ง ถูกหรือเปล่าคะ เพราะว่าปกติก็จะปล่อยไปดู แล้วก็ยังทำพฤติกรรมอื่นไป อย่างขับรถ  ก็ยังดู ก็ยังเห็นว่ายังยุกยิกๆ ก็คือแต่เราก็จะขับรถไป แต่สักพัก ถ้าเกิดว่า เกิดเราแบบไปฟังเพลงอย่างอื่นขึ้นมาอารมณ์ก็เปลี่ยน เลย เลยมันก็เลยเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มันเข้ามา

ดังตฤณ: 
อย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่า ถ้าน้องทำแบบนั้นนี่  บางทีมันจะทอดระยะยาวเกิน คือมันจะทิ้งช่วงยาวเกิน แต่ถ้ามันสังเกตอยู่ในแต่ละลมหายใจนี่ อย่างน้อยที่สุดเราบอกได้ว่า มันไม่นานเกิน มันมีอะไรเข้ามาให้ระลึกอยู่เรื่อยๆ แน่ๆ อย่างเวลาที่มันเปลี่ยนตามอารมณ์กระทบนี่ เราเอาแน่เอานอนไม่ได้ไง ว่าจะให้อะไรมากระทบ เวลาไหน แต่อย่างลมหายใจนี่ มันไม่เกินครึ่งนาทีแน่ๆ เราได้สังเกตทุกครึ่งนาทีแน่ๆนะ

ผู้ถาม -- ทีนี้มีข้อสงสัยอีก คือบางทีเราก็จะรู้สึกถึงคลื่นอะไรบางอย่าง ความเบื่อ หรืออะไรเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับผ่านออกจากข้างนอก มันไม่ได้เกิดจากข้างใน

ดังตฤณ: 
อย่าไปเชื่อ อย่าไปเชื่อมัน ไม่ต้องไปสงสัย คือประเภทว่ามันเป็นคลื่นมาจากข้างนอกหรืออะไรนี่ สำหรับบางคนอาจจะสังเกตได้ แต่ของเราถ้าขืนไปสังเกตแบบนั้นนะมันฟุ้งซ่านตายเลย

ผู้ถาม -- คือปกติ ทุกวันจะแบบ คือ จะไม่เคยรู้สึกอะไรนะคะ แต่อยู่ๆ บางที ก็นานๆที มันจะโชยขึ้นมา เลยไม่รู้ว่า  นั่นคือ เป็นความเบื่อของเรา หรือว่า...

ดังตฤณ: 
คือ คือนี่ประเด็นที่พี่พูดอยู่ตรงนี้  อย่าไปทำความรู้สึกสังเกตว่ามันมาจากข้างนอก หรือมันเกิดขึ้นจากข้างใน ให้ แปะป้ายไว้เสมอว่ากันว่า นี่คือความปรุงแต่งของจิต มันเป็นอันเดียวกันนั่นแหละ ของจริงแน่ๆ เป็นของปรุงแต่งจิตแน่ๆ

ผู้ถาม -- ซึ่งเกิดจากจิตเรา?

ดังตฤณ: 
ไม่ว่าจะเกิดจากข้างนอกหรือข้างใน คืออย่าไปสนใจ ว่านั่นเป็นของข้างนอกหรือของข้างใน ภาวะของเรายังไม่พร้อมที่จะรู้ ที่จะแยกแยะว่านั่นเป็นข้างนอกหรือข้างใน แต่มีความพร้อมเสมอที่จะเห็นว่า มันเป็นของปรุงแต่งจิต เป็นสภาวะปรุงแต่งจิต

ผู้ถาม -- คือก็ยังแยกไม่ออกค่ะพี่ตุลย์ว่า จิตปรุงแต่งจิตหรือเปล่า คือแยกไม่ออก

ดังตฤณ: 
อย่าไปแยก ท่องไว้คำเดียวเลยว่า “นี่คือความปรุงแต่งจิต” พอท่องไว้อย่างนี้ แปะป้ายไว้อย่างนี้นี่ มันจะไม่สนใจอะไรอย่างอื่นแล้ว เป็นของปรุงแต่งจิตแน่ๆ แม้แต่ที่พระพุทธเจ้าให้ดูอายตนบรรพ เวลาที่มีรูปมากระทบตา ท่านก็ให้มองว่า รูปกระทบนั้นมันปรุงแต่งให้เกิดอาการยึดแบบไหน มันปรุงแต่งให้เกิดสังโยชน์อย่างไร นี่แสดงให้เห็นว่า กระทั่งรูปชัดๆ เลยนะ ว่าเป็นของกระทบภายนอกนะ กระทบแล้วท่านก็ให้มาดูที่นี่ ไม่ใช่มามัวแยกแยะอยู่ด้วยความสงสัยว่า มันมาจากภายนอกหรือว่าเราคิดขึ้นมาเอง ขอให้มองเถอะว่ามันปรุงแต่งจิตแน่ๆ


ผู้ถาม --  ยังมีคำถาม เคยมาครั้งหนึ่งแล้ว  อันนั้นมาเพื่อแบบถาม คำถามว่าจะ คล้ายๆดัดนิสัยตัวเอง มีลักษณะก้าวร้าวนิดๆ ทีนี้พี่ตุลย์ให้ไปดูเรื่องของจิตที่บิดเบี้ยว คือ ปกติดูไม่ออกอยู่แล้ว ไม่เห็นของความเป็นรูป ว่ามันตรงหรือมันบิดเบี้ยว มันไม่เหมือนตอนที่ตุลย์พาดู ใช่ไหมคะ มันเหมือนจะมองเห็นจากตรงนี้ แต่ว่า เอ่อ เลยไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วมันต้องเห็นจากกลางตรงนี้หรือตรงนี้ เพราะรู้สึก จะมีการแยกแยะอยู่สองอย่าง คือ ตรงนี้มันโล่งขึ้น สว่างขึ้น กับมันไม่ได้เห็นเป็นแสงสว่าง แต่รู้สึกว่า มันโปร่งขึ้นเฉยๆ จากข้างใน

ดังตฤณ: 
งั้นจำคีย์เวิร์ดใหม่นะ อย่าพยายามแยกแยะว่ามาจากตรงไหน อย่าพยายามแยกแยะว่ามันจะต้องดูออกมาจากจิตแบบใด ให้เอาความรู้สึกในปัจจุบันเป็นตัวตั้ง อย่างถ้าเป็นความรู้สึกว่าสับสนอยู่ หาที่ตั้งไม่ถูก ก็ให้เอาตรงนั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้น เรารู้สึกเคว้งๆงงๆอยู่ ก็ให้เอาความเคว้งๆงงๆนั่นแหละ เป็นที่ตั้งของสติ เป็นจุดแรกที่จะเห็นจริงๆ

ถ้าหากว่ารู้สึกอย่างไรอยู่ ไม่ต้องไปปรุงแต่งเพิ่ม แต่ให้มองว่านั่นแหละคือก้าวแรกของเรา นี่อย่างตอนนี้ มันเหมือนยังครึ่งๆกลางๆ เราก็เอาความครึ่งๆกลางๆ นี่เป็นตัวแรก นี่เห็นไหม พอรู้สึกถึงความครึ่งๆ กลางๆ มันชัดขึ้น มันชัดขึ้นมานิดหนึ่ง พอยอมรับว่ามันครึ่งๆ กลางๆ เมื่อกี้ตอนที่น้องยอมรับว่ามันครึ่งๆ กลางๆ มันชัดขึ้นมานิดหนึ่ง นี่ตัวนี้เรียกว่าเอาจุดที่มันกำลังเป็นภาวะปัจจุบัน เป็นภาวะปรากฏเด่น เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ไปพยายามคิด

ที่น้องถามมาทั้งหมดนี่ มันคือวิธีคิด ว่าเราจะต้องทำอย่างไร ออกมาจากตรงไหน พยายามหาความเข้าใจ เอาให้ได้ แต่ที่พี่บอกก็คือว่า กำลังรู้สึกอย่างไรให้เอาความรู้สึกนั้นแหละเป็นตัวตั้ง อย่าไปเอาอะไรอย่างอื่นมาเป็นตัวตั้ง เพราะมันจะทำให้เราฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ

ผู้ถาม -- ที่บอกว่าภาวะบิดเบี้ยวนี่คือ หนูไม่ได้ให้พี่ตุลย์พาดูนะ ตอนที่พาดูมันน่ะ มันมองเห็นใช่เปล่า แต่พอกลับไป ก็คือบางที ก็คือเกิดขึ้นมาเอง เราก็รู้สึกเองว่าเราต้องรู้สึกอยู่ตรงนี้เหมือนเป็นแท่งอะไรสักอย่างแล้วดัด

ดังตฤณ: 
เอาอย่างนี้ พี่เปลี่ยนคำพูดใหม่แล้วกัน เอาความรู้สึกแบบเราก็แล้วกัน ตอนที่เราใช้คำว่ายุกยิกนั่นแหละคือบิดเบี้ยว ลืมคำว่าบิดเบี้ยวไปซะ เหลือแต่คำว่ายุกยิกคำเดียวพอนะ

ผู้ถาม -- อ๋อ ค่ะ

ดังตฤณ: 
ตรงที่รู้สึกว่ายุกยิกนั่นแหละ ที่พี่พูดถึง คือมุมมองเรามัน บางทีมันต่างกัน

ผู้ถาม -- มันเป็นความรู้สึก

ดังตฤณ: 
ของเรามันเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ของพี่มันเห็นไปอย่างหนึ่ง

ผู้ถาม -- ทีนี้ เมื่อกี้สงสัยอีกแล้ว ที่มีจิตมืดกับจิตสว่าง ทำไมถึง…

ดังตฤณ: 
ตอนที่พี่พูดกับคนอื่นน่ะเหรอ

ผู้ถาม -- ใช่ๆๆ ทำไมหนู  หนูไม่เคยรู้สึกว่า  อันไหนมันคือสว่าง หรือ คือไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ที่เห็นอยู่มันถูกหรือเปล่า คือกระทั่งจิตสว่าง, จิตมืดยังแยกไม่ได้

ดังตฤณ: 
ไม่ใช่ มันไม่ใช่ว่าเราต้องไปเห็นสว่างกับมืดให้ได้เสียก่อน เราต้องเห็นภาวะที่กำลังปรากฏชัดอยู่ในเราให้ได้เสียก่อน อย่างของน้องใช้คำว่ายุกยิกนี่ มันเป็นสิ่งที่ตรงใจน้องที่สุดแล้ว มันเป็นประสบการณ์ตรงที่เรารู้สึกอยู่ด้วยตัวเอง

อันนั้นถ้าหากว่า เรามองเห็นได้ นั่นดีกว่าไปพยายามเห็นความแตกต่างระหว่างสว่างกับมืด ถ้าไม่เห็นความสว่างเลย แต่เห็นอาการยุกยิกอยู่เรื่อยๆ ในที่สุดมันจะสว่างขึ้นมาเอง แต่ถ้านี่ อย่างตอนนี้ มันสว่างขึ้นมาวาบหนึ่ง เมื่อกี้ตอนที่เรารู้สึกคลาย นั่นแหละเรียกว่าสว่าง แต่มันคลายอยู่แป๊บเดียวมันกลับมาสงสัยใหม่ เห็นไหม ตัวนี้ ที่ทำให้เรายังไม่สามารถแยกแยะได้ว่า  ระหว่างสว่างกับมืดมันต่างกันอย่างไร

ทีนี้ถ้า ตัวยุกยิกมันถูกเห็นได้เรื่อยๆว่า นี่มันยุกยิกมาก ลมหายใจต่อมามันยุกยิกน้อยลง เดี๋ยวมันเข้มขึ้นมาอีกแล้ว เดี๋ยวมันมากขึ้นมาอีกแล้ว เดี๋ยวมันก็กลับลดลงไปอีก เห็นไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งรู้สึกว่า ใจเย็นที่จะเห็น ไม่ใจร้อนแล้ว ไม่มีอาการเร่งร้อนแล้ว ไม่มีอาการรีบที่จะเอาให้ได้ว่า เราจะต้องหายฟุ้งซ่าน หายยุกยิกเดี๋ยวนี้ ตัวนั้นแหละที่มันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาแบบหนึ่ง อ๋อ คำว่าสว่างนี่ มันไม่ได้สว่างเป็นนีออนอย่างนี้นะ แต่มันรู้สึกสว่าง สว่างขึ้น มันโล่งขึ้น มันเหมือนเดินผ่านออกมาจากป่ารก แล้วออกทุ่งโล่ง ที่มันรู้สึกสบายขึ้น ปลอดโปร่งขึ้น

ที่ผ่านมานี่ เราอยู่ในป่ารกมา จนกระทั่งรู้สึกเหมือนกับไม่เข้าใจว่าทุ่งโล่งมันเป็นอย่างไร แต่จริงๆ ก็เข้าใจขึ้นมาเป็นวูบๆ นี่อย่างตอนนี้ ตอนที่เราพยักหน้านี่ นั่นก็คือทุ่งโล่งน้อยๆ แล้วมันจะได้ผ่านทุ่งโล่งแบบนี้อีกเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเราสังเกตอย่างที่พี่บอก ว่าภาวะของเรานี่ยุกยิกนี่มันไม่เท่าเดิม มันต่างไปเรื่อยๆ

มันก็ใช้กำลังในการที่จะสวนทางกับกระแสแบบเดิมๆไง ของแบบเดิมๆนี่ จะเอาอย่างใจให้ได้ แต่ตอนนี้ มันเหมือนกับเริ่มมาศึกษากันใหม่ว่า ที่จะเอาอย่างใจให้ได้นี่ มันไม่ใช่ มันต้องค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ซึ่งตรงนี้มันสวนทางกับตัวตนแบบเดิมไง มันก็เลยเหมือนกับว่า เพื่อที่จะล้มล้าง เพื่อที่จะโค่นอำนาจ ตัวตนแบบเดิมๆนี่ มันต้องออกแรง อันนี้เป็นธรรมดา

เวลาที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ บางทีเราจะรู้สึกเหนื่อย อยู่ๆ มันเหนื่อยอ่อนขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้มันเหนื่อยไปตอนไหน ตอนที่เราไม่ปล่อยให้อะไรๆ มันเป็นไปตามอารมณ์แบบเดิมๆนั่นแหละ ตอนนั้นนี่มันว่ายน้ำทวนกระแสแล้ว

เวลาเราว่ายน้ำทวนกระแส
มันเกิดการออกแรงทางร่างกายอย่างไร
การที่เราทวนกระแสตัวตนแบบเดิมๆ
อาการทางใจแบบเดิมๆ
ก็ต้องออกแรงทำนองเดียวกันแบบนั้นนะ