วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ซื้อซอฟท์แวร์เถื่อนบาปหรือไม่

ถาม : การซื้อซอฟต์แวร์เถื่อน ถือว่าเราละเมิดศีลข้ออทินนาทานหรือไม่? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคืออะไรบ้างครับ?

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๕

ดังตฤณ: 
ถ้าเชื่อเสียอย่างว่าถูก ก็เป็นเรื่องยากที่ใครจะบอกว่าผิด และถ้าเชื่อเสียอย่างว่าผิด ก็เป็นเรื่องยากที่ใครจะบอกว่าถูก แม้ว่าเกี่ยวกับกรณีนี้จะมีแง่มุมที่ซับซ้อน คลุมเครือ และเป็นสีเทามากกว่าดำสนิทหรือขาวสะอาดสำหรับฝ่ายผู้ซื้อ

ในที่นี้ขอออกตัวว่า ผมตอบจากการเล็งไปที่พฤติของจิตและกรอบของศีลข้อ ๒ มิใช่มุมมองเชิงปรัชญาว่าด้วยการตัดสินอะไรดีอะไรชั่ว ซึ่งคิดไปได้หลายอย่าง หลายแนว สุดแท้แต่มุมมองของแต่ละคน

การก่อกรรมว่า ด้วยการผิดศีลข้อ อทินนาทาน หรือพูดง่ายๆว่าลักขโมยของของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ มิได้รับความยินยอมจากเจ้าของนั้น มีองค์ประกอบอย่างละเอียดคือ

๑) วัตถุมิใช่ของของตน เป็นของในกรรมสิทธิ์ครอบครองของผู้อื่น
๒) ใจรู้อยู่ว่าไม่ใช่ของของตน
๓) มีใจเล็งโลภอย่างแรงกล้าว่าจะเอามาเป็นของตน ทั้งรู้ว่าเจ้าของไม่ยินยอม
๔) มีความพยายามที่จะขโมย
๕) นำมาอยู่ในมือตนสำเร็จ หรือครอบครองในทางใดทางหนึ่ง แม้เพียงเสี้ยววินาที

เมื่อครบองค์ประกอบดังกล่าว ไม่ว่าเจ้าของเดิมจะเดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน เราก็ได้ชื่อว่าก่อกรรมข้ออทินนาทานเรียบร้อยแล้ว เป็นหัวขโมยแล้วครั้งหนึ่ง และจะเป็นหัวขโมยขนานแท้เมื่อปราศจากความรู้สึกผิดอย่างสิ้นเชิง แต่อาจเป็นหัวขโมยสมัครเล่นที่ก่อกรรมอทินนาทานไม่หนักแน่นนัก

คราวนี้มาพิจารณาดูว่า ขณะจิตที่คิดซื้อซีดีเถื่อนนั้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบเคียงกับ ๕ ข้อข้างต้น

๑) วัตถุเป็นของของพ่อค้าซีดีเถื่อน
๒) ใจเรารู้อยู่ว่าเป็นของของพ่อค้า แต่ขณะเดียวกันก็ทราบว่าเขาได้มาโดยมิชอบ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงไม่เต็มใจให้นำมาขาย
๓) มีใจคิดจ่ายเงินแลกของของพ่อค้าซีดีเถื่อนมาโดยชอบธรรม
๔) ไม่ได้มีความพยายามขโมยของของพ่อค้าซีดีเถื่อน แต่หลีกเลี่ยงที่จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิต (มีกรณีแยกย่อยอีก คือสินค้าไม่อาจหาได้จากทางอื่นแม้สั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต เช่นนั้นก็อาจอ้างได้ว่าไม่ใช่เป็นการหลีกเลี่ยง แต่เป็นการจำใจ ซึ่งน้ำหนักอกุศลก็จะลดลง)
๕) นำซีดีของพ่อค้าเถื่อนมาอยู่ในครอบครอง และไม่คิดซื้อของถูกลิขสิทธิ์

จากองค์ประกอบข้างต้นนั้น ทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ หัวขโมยตัวจริงคือพ่อค้าซีดีเถื่อน ส่วนผู้ซื้อซีดีเถื่อนไม่ผิดศีล เพราะซื้อของจากมือพ่อค้า แต่ถ้ามองว่าพ่อค้าเป็นโจรปล้นลิขสิทธิ์ ผู้ซื้อก็หนีไม่พ้นฐานะรับซื้อของโจร

นอกจากนี้ยังมีกรณีแยกย่อยอีก ถ้ามีการไรต์ซีดีไว้แล้ว คุณเห็นอยู่แล้วว่ามีการก๊อปเรียบร้อย คุณไปซื้อมาก็ถือว่าไม่ได้ทำผิดศีล ทำนองเดียวกับที่ซื้อเนื้อจากตลาด สัตว์ตายแล้ว คุณก็ได้ชื่อว่าซื้อซากศพ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้เห็น ไม่ได้จ้างวานฆ่า ไม่ได้ชื่อว่ามือเปื้อนเลือด ไม่ได้ชื่อว่าใจเปื้อนบาปข้อปาณาติบาต

แต่ถ้ายังไม่มีการไรต์ซีดี ใจคุณรู้อยู่ว่าเขาจะต้องไปไรต์ซีดีตามสั่ง อย่างนี้ใจเรามีส่วนในการร่วมขโมยกับเขาแล้วอย่างน้อยก็หนึ่งในสี่ เหมือนชี้ตัวกุ้งเป็นๆว่าเราจะเอาตัวนี้ ให้เขาจัดการไปเชือดมาลงหม้อโป๊ะแตกให้เรา แม้เราไม่ฆ่าเองด้วยมือ ใจก็ได้ชื่อว่าแปดเปื้อนปาณาติบาต นี่ก็เช่นเดียวกับการไรต์ซีดี แม้คุณไม่ได้เป็นคนกดปุ่มเอง แต่ก็ใช้ให้เขาไปกด ใจจึงได้ชื่อว่าแปดเปื้อนอทินนาทานกับเขาด้วย

สำหรับผลของการซื้อซีดีเถื่อน ซึ่งถือเป็นการร่วมหัวรับซื้อของโจรด้วยกันทั้งประเทศ ถ้ามองโดยภาพรวมก็คือจะส่งให้เป็นผู้ไปอยู่ในเขตที่ผู้คนไม่ค่อยริเริ่ม สร้างสรรค์ ไม่ค่อยอยากทำอะไรให้ถูกทำนองคลองธรรม พูดง่ายๆโอกาสเกิดในประเทศด้อยพัฒนามีสูง โดยเฉพาะถ้าใช้ของโดยไม่รู้สึกเห็นใจผู้ผลิตซีดีตัวจริงเลย ไม่อุดหนุนในทางใดทางหนึ่งเลย ก็จะเกิดใหม่ในสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนชอบลักกินขโมยกินด้านเทคโนโลยีอีก ให้คิดเองผลิตเองจะขี้เกียจ ไม่กล้าเป็นผู้นำในการค้นคว้าวิจัยกัน

ปัจจุบันที่ยังมีคนพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ และมีค่ายเพลงทำเพลงออกมาป้อนตลาดไหวนั้น ก็เพราะยังมีคนส่วนหนึ่งเต็มใจจ่ายให้ผู้ผลิต แต่เรื่องพวกนี้มีปัจจัยหยุมหยิมเยอะครับ เช่นที่ถกกันมากคือส่วนต่างของค่าเงินระหว่างประเทศนั้นสูงมาก ถ้าขายประเทศหนึ่งร้อยเหรียญ คนประเทศนั้นไม่ต้องควักกระเป๋าหนักนัก แต่ถ้ามาขายอีกประเทศหนึ่ง คนซื้อมีหวังกระเป๋าฉีกตามๆกัน นั่นจึงเกิดข้ออ้างได้มากมายที่เหมือนจะสมเหตุสมผล


เอาเป็นสรุปท้าย คือ อย่าตั้งความยินดีไว้กับการซื้อของเถื่อนก็แล้วกันครับ แต่ละครั้งที่ซื้อของเถื่อนแบบไม่เห็นใจเจ้าของตัวจริง คุณสร้างแนวโน้มได้ไปอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา ประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไว้ในตัวแล้ว

บอกไม่หมดเพื่อผลประโยชน์ได้หรือไม่

ถาม - ผมทำการค้า หลายครั้งบอกความจริงกับลูกค้า แต่บอกไม่หมด เหมือนบิดเบือนข้อมูลไป ถือว่าเป็นการผิดศีลเรื่องการพูดปดหรือไม่ครับ? (ดังตฤณ)

จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่

ดังตฤณ: 
ถ้าเจตนา เราต้องการกล่อมคนฟังให้ถึงขั้นเข้าใจผิดจากความจริง ก็เรียกว่าเป็นการมุสาทั้งนั้นครับ จะด้วยวิธีบอกทั้งหมดหรือบางส่วน หรือกระทั่งใช้ภาษากายเป็นอุบายล่อตาก็ตาม เจตนาทำให้คนดูหรือคนฟังสำคัญผิดจากความจริงอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง คือมุสาวาทเต็มขั้น

กล่าว กว้างๆอย่างนี้ ความจริงในภาคปฏิบัติต้องดูเป็นเรื่องๆด้วยครับ บางทีคุณไม่ได้พูดโกหกแม้แต่คำเดียว ทว่าเจตนานั้นฉ้อฉล ทำให้คนฟังหลงกล กลับความเข้าใจจากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ อย่างนี้ก็เข้าข่ายมุสาวาท ตรงข้าม แม้คุณไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นพ่อสอนลูกด้วยการอุปมาอุปไมยหรือยกนิทานมาเล่าเป็นการสาธก แต่ลูกเกิดความเข้าอกเข้าใจสัจจธรรมอย่างถูกต้อง อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเข้าข่ายมุสาวาท

ในหลาย กรณี ถ้าเราพูดความจริงตามหน้าที่ โดยคิดว่าหน้าที่ของเราให้ข้อมูลเขาได้แค่นี้ ก็ถือว่ารอดตัว ยกตัวอย่างเช่นทีมแพทย์ตกลงกันว่าจะบอกญาติคนไข้ว่าผลการผ่าตัดมีโอกาส สำเร็จต่ำ ทั้งที่นึกๆอยู่ในใจว่าไม่มีทางสำเร็จเลย อย่างนี้ก็ไม่นับเป็นการโกหก เพราะผลยังไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอน เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครรู้จริง

สำหรับพวก ที่ต้องติดต่อค้าขายอาจเลี่ยงยาก เพราะไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลด้านเดียว แต่มักต้องให้ข้อมูลด้านอื่นที่ผู้บริหารสั่งมาด้วย เริ่มต้นอาจเป็นกตัตตากรรม คือคุณจำใจโกหกตามคำสั่งโดยไม่ยินดี แต่พอทำบ่อยๆจนชิน กลายเป็นความเต็มใจ ในที่สุดก็เป็นกรรมของคุณเองได้ พูดง่ายๆคือใจหมดความรู้สึกผิดเมื่อใด ตรงนั้นคือมุสาวาทเต็มขั้นแล้ว

บางทีอยู่ ในโลกก็หลีกเลี่ยงบาปกรรมยากครับ คุณต้องรักษาศีลสะอาดผ่องแผ้วพอจะไปเกิดในสังคมอารยะที่ไม่มีการโกหกเลย เอาเป็นว่าถ้าจำเป็นต้องโกหกก็ขอให้รักษา 'ความไม่ยินดี' ไว้ บอกตัวเองว่าเราไม่อยากอยู่ในวงจรแห่งการมุสาเลย วันนี้เราทำเขา วันหน้าก็ต้องโดนเขาทำบ้าง เมื่อใดคุณขาแข็งพอจะปลีกตัวออกมาจากวงจรเดิมๆเสียได้ก็อย่าช้าแล้วกัน

ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าเป็นชู้แล้ว ผิดประเวณีแล้ว? (ดังตฤณ)

ถาม – จะเอาเกณฑ์อะไรไปตัดสินชัดๆครับว่าเป็นชู้แล้ว ผิดประเวณีแล้ว?

จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๒
 
ดังตฤณ:
ต้องดูกฎแห่งกรรมซึ่งไม่มีใครเป็นผู้ตราไว้ แต่เป็นธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่ชั่วกาลนาน โดยมีผู้รู้แจ้งเห็นจริงคือพระพุทธเจ้าเป็นผู้เปิดเผยว่า กาเมสุมิจฉาจารหรือการประพฤติผิดในกามนั้น หมายถึงการมี ‘เพศสัมพันธ์’ กับหญิงที่มารดาบิดารักษา หญิงที่พี่ชายพี่สาวรักษา หญิงที่ญาติรักษา หญิงที่ยังมีสามีครอบครอง หญิงที่ถูกซื้อตัวไว้ และหญิงที่ถูกจองตัวไว้แล้วด้วยเครื่องหมั้นหมายเช่นแก้วแหวนหรือแม้ด้วยพวงมาลัยตามประเพณีท้องถิ่น

พูดง่ายๆแบบรวบรัดคือถ้าชายใดไปมีเซ็กซ์กับหญิงที่มีผู้ส่งเสียดูแลอยู่ หรือหญิงที่ใช้ร่างเป็นหลักทรัพย์ หรือแม้หญิงที่มีเครื่องหมั้นหมาย ก็เป็นอันว่าผิดบาปเต็มประตู และหญิงที่ให้ความร่วมมือทั้งรู้ว่าตนมีเจ้าของ ก็ย่อมไม่พ้นผิดไปด้วยเช่นกัน

เจ้าของเก่า คือผู้ให้กำเนิด ผู้ปกครอง หรือผู้ส่งเสียเลี้ยงดูเช่นญาติพี่น้อง ถ้าหากยกให้กับใครแม้ด้วยวาจาแล้ว ก็ถือว่าสิทธิ์เปลี่ยนมือทันที อันนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะในยุคที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพกัน วิบากกรรมทำให้มนุษย์ไม่มีอิสระ ไม่มีความเป็นไทแก่ตัวเองตั้งแต่แรกเกิดหรอกครับ

สำหรับเรื่องของการหมั้นหมายนี้น่าพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เข้าใจภาพรวมได้กระจ่างขึ้น การหมั้นหมายคือการจองตัว หรือการประกาศความเป็นเจ้าของ เพียงด้วยการใช้วัตถุเป็นเครื่องหมายจับจอง อย่างเช่นพวงมาลัยตามประเพณีท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องทำกันเล่นๆหลอกตาคนอื่นเท่านั้นนะครับ ในทางธรรมชาติของกฎแห่งกรรมถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มี ‘บ่วงแห่งความเป็นเจ้าของ’ คล้องทั้งกายทั้งใจไว้แล้ว ถ้าให้ผู้มีตาทิพย์มองจะเห็นชัดว่าไม่ใช่คนตัวเปล่าแล้ว ถ้าไปยุ่งด้วยก็ได้ชื่อว่าก่อกรรมอันจะเป็นโทษเป็นภัยในภายหลังแล้ว

ผู้หญิงที่เป็นไทจริงๆ ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้ จะต้องทำมาหาเลี้ยงตัวเอง หรือตัดสินใจออกมาจากการปกครองเลี้ยงดูของใครๆแล้ว มีความเป็นอยู่ปรากฏชัดว่าไม่พึ่งพาใครแล้ว

ที่ยุคเราเกิดความคลุมเครือเกี่ยวกับความถูกผิดทางกามกันมาก ก็เพราะดูเหมือนเต็มไปด้วยผู้หญิงที่เป็นไทแก่ตนเอง มีสิทธิ์เสรีที่จะตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเอง แล้วผู้คนก็เริ่มชาชินกับการมีเซ็กซ์ตามอำเภอใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ค่อยมีเครื่องหมายประกาศความเป็นเจ้าของกัน คิดเพียงว่าแต่งวันไหนค่อยหมั้นกันเช้าวันนั้น หลายคู่คบหากันโดยไม่ตกลงให้ชัดเจนว่าจะเป็นแฟนกันด้วยซ้ำ ประกาศบอกใครๆแบบแทงกั๊กว่าเป็นแค่เพื่อนบ้าง หรืออยู่ในระหว่างดูใจบ้าง โดยมีวงเล็บว่าระหว่างดูใจก็ขอดูกายให้ละเอียดก่อน

อีกประการหนึ่ง โดยธรรมชาตินั้นนารีมีรูปเป็นทรัพย์ จึงใช้ร่างกายแทนหลักทรัพย์ได้ แม้เป็นไทแก่ตัว แต่หาก ‘ขาย’ ให้กับใครก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของคนนั้น เช่นตกปากรับคำว่าเมื่อรับเงินจำนวนหนึ่งแล้ว จะอยู่กับผู้ซื้อเป็นเวลานานเพียงใด ตราบใดไม่พ้นระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่ตกลงกัน ตราบนั้นก็ถือว่าเป็นสมบัติต้องห้าม ข้อนี้จะทำให้เห็นชัดว่าผิดหรือไม่ผิดนี่ขึ้นอยู่กับใครมีสิทธิ์ในหญิงคนนั้น แม้ด้วยการตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน

ถ้าเข้าใจตรงนี้ดีๆก็จะตอบข้อสงสัยได้อีกมาก เช่นคิดว่าถ้าหย่ากันโดยพฤตินัยแล้ว คือไม่ได้หลับนอนกันแล้ว รอแต่ใบหย่าตามนิตินัยอยู่ ถือว่าเป็นไทหรือไม่ ต้องตอบว่ายังนะครับ ใจเป็นไทแล้ว แต่กายยังไม่ได้เป็น เพราะข้อตกลงตามสัญญาแรกคือจะผูกมัดจองตัวกันด้วยการจดทะเบียน ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินยอมสละ ว่ากันโดยกฎแห่งกรรมเขายังมีสิทธิ์อยู่ เว้นแต่จะใช้ข้อกฎหมายมาถอนความเป็นเจ้าของนั้นได้ เช่นฟ้องหย่าด้วยเหตุที่อีกฝ่ายมีความผิด ไม่รับผิดชอบ หรือถือใบทะเบียนไว้ด้วยเจตนาฉ้อฉล เรียกว่าผูกกรรมกันด้วยกฎหมาย ก็ต้องถอนกรรมกันด้วยกฎหมายเสียให้ถูกฝาถูกตัวก่อน มิฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นที่ครหาของชาวโลกได้

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แรงบันดาลใจ เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน เล่ม ๑๐ (ดังตฤณ)

รสชาติของทุกข์นั้นเหมือนกัน แต่รูปแบบของทุกข์มีได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เรื่องบ้าน ทุกข์เรื่องงาน ทุกข์เรื่องเงิน ทุกข์เรื่องแฟน ทุกข์เรื่องสุขภาพ เหล่ามนุษย์ที่มีอายุทั้งหลายย่อมผ่านพบมาด้วยกันทุกคน อาจหนักบ้าง อาจน้อยบ้าง เอาเป็นว่า เมื่อพูดคำว่า ทุกข์ จะไม่มีใครเอ่ยเลย ว่าไม่รู้จักมาก่อน


เหตุให้เกิดทุกข์แต่ละแบบก็ช่างพิสดาร เหตุแห่งทุกข์จากชาติก่อนก็มี เหตุแห่งทุกข์จากชาตินี้ก็มาก

ถ้าคุณจำได้ว่าชาติก่อนเคยฆ่าคนด้วยน้ำมือตนเองไว้กลาดเกลื่อน คุณอาจรู้สึกเป็นทุกข์น้อยลง ไม่ว่าชาตินี้เดี๋ยวนี้ คุณกำลังเป็นทุกข์จากสุขภาพอ่อนแอสักเพียงใด



แต่เพราะไม่รู้ไม่เห็น ลืมทุกสิ่งไปหมดแล้ว และไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนใช้วิทยาการใดพิสูจน์ให้คุณทราบว่าคุณเคยเป็นใครมาก่อน หรือมีเพียงชาตินี้ชีวิตเดียว ดังนั้นหากคุณเจ็บออดๆแอดๆมาตั้งแต่แบเบาะ คุณคงได้แต่ก่นโทษพ่อแม่ หรืออีกทีก็โทษฟ้าดิน ด้วยความน้อยใจชะตากรรม

หากทั้งชีวิตคุณทุกข์หนัก คุณจะไม่มีแก่ใจแหงนหน้าตั้งคำถามบางข้อ เช่น ทำไมฟ้าจึงฟ้า...

แต่จะหมั่นก้มหน้าถามตัวเองซ้ำๆ เช่น ทำไมถึงต้องเป็นคุณ...

ความจริงก็คือ... ต่อให้มนุษย์ทุกคนระลึกชาติได้ ก็ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะยอมรับว่าเหตุแห่งทุกข์มาจากการกระทำของตนเอง ในเมื่อการกระทำที่เห็นอยู่ในชาตินี้แท้ๆ ยังลืม ยังนึกไม่ออก หรือยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ด้วยซ้ำ สนแต่ว่าใครกระทำกับตนไว้อย่างไร แต่ไม่สนว่าตนกระทำกับใครไว้แค่ไหน

ความไม่รู้ทำให้เรางงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และความใส่ใจแต่เรื่องของตัวเองก็ทำให้เราหลงลืมว่าทำอะไรกับใครไว้บ้าง

สถานที่บางแห่งในโลกนี้ เตือนให้เรารู้สึกถึงการเดินทางไกลอันเต็มไปด้วยความร้อนอบอ้าวและความเวิ้งว้างน่าเหน็ดหน่าย เห็นแล้วอดนึกฉงนไม่ได้ว่าจะเดินทางไปไหน จะเดินทางไปทำไม และจะเดินทางไปกับใครดี

พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบว่าวังวนกรรมและวงเวียนแห่งการเกิดตายเหมือนการเดินทางไกล เหมือนการนอนไม่หลับ แถมหนักยิ่งกว่านั้นมาก เพราะสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ หาต้นปลายมิได้

คุณต้องหาทางหยุด ณ จุดที่กำลังรู้ตัว กำลังระลึกได้ อันเรียกกันว่า "ปัจจุบัน" นี้

พวกเราต่างชุ่มไปด้วยบาป อาบทุกข์ต่างน้ำกันแทบทุกชาติ แต่ก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้เหตุผล และสำคัญคือไม่รู้ว่าจะหยุดได้อย่างไร

พระพุทธเจ้ารู้ และท่านก็ตรัสสรุปว่าทางเดียวที่จะรู้ตามท่าน ตลอดจนหยุดเดินทางเสียได้ตามท่าน คือฝึกมีสติมองเข้าข้างใน เพื่อหยั่งรู้สรรพสิ่งออกมาจากภายใน และหยั่งรู้ว่าการทิ้งสรรพสิ่งออกจากจิต ก็คือการเข้าถึงเป้าหมายใหม่ อันเป็นยอดสุดแห่งความจริง เป็นความปลอดภัย เป็นความเกษมชั่วนิรันดร์

ดังตฤณ

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คุณดังตฤณกล่าวสวัสดีปีใหม่

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๑๐

ขอกล่าวสวัสดีฉบับนี้ปีใหม่นะครับ หากตลอดปีที่ผ่านมาคุณสั่งสมกรรมขาวใหม่ๆไว้มาก ถึงระดับที่เปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นเป็นคนละคน ปีใหม่นี้คุณก็คงได้รับพรจากกรรมของตนเองแล้ว และจะไม่มีใครให้พรได้ดีกว่านั้นตราบจนสิ้นชีวิต


แก้จิตเภทด้วยกรรมได้ไหม (ดังตฤณ)

ถาม : หมอเคยวินิจฉัยดิฉันว่าเป็นโรคจิตเภท หลงผิด หวาดกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผลขั้นรุนแรง ไม่สามารถตัดความคิดหรือควบคุมจิตใจตนเองได้ แต่ยังไม่ถึงกับอาละวาด ยังไปทำงานได้ตามปกติ แต่ทรมานใจมาก รู้อยู่กับตนเองว่านี่แหละนรกทางใจ ความนึกคิดก็พิลึกพิลั่นต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ จนถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด ทานยาพักหนึ่ง พอดีขึ้นก็หยุด เสร็จแล้วก็กลับมาเป็นอีก กลัวมากกับการมีจิตเศร้าหมองขณะตาย ทุกวันนี้พยายามถือศีล ๕ และเจริญสติภาวนา ระลึกถึงคุณพระอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย อยากทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจากกรรมใด และจะมีวิธีไหนช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างคะ?

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๑๐

ดังตฤณ: 
มารวบรัดกันโดยเล็งจุดสำคัญที่สุด คุณบอกว่า ‘กลัวมากกับการมีจิตเศร้าหมองขณะตาย’ ซึ่งนับเป็นความกลัวที่ดีที่จะยับยั้งไม่ให้ปล่อยใจเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงแบบกู่ไม่กลับแล้วก็เป็นความกลัวที่ยืนพื้นอยู่บนความจริงทางธรรมชาติเสียด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง ๆ ครับว่า เมื่อจิตเศร้าหมองก่อนตาย ทุคติย่อมเป็นที่หวังได้ และแม้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตรัสไว้ ผู้มีความเศร้าหมองอย่างหนักทุกคนก็ย่อมสังหรณ์ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ดุจเดียวกับคนใกล้หลับอย่างทรมาน ย่อมเดาถูกว่าอีกเดี๋ยวคงไม่แคล้วต้องฝันร้ายยืดเยื้อ

ความกลัวการเศร้าหมองก่อนตาย จะทำให้คุณมีสติยับยั้งชั่งใจขึ้นมาระดับหนึ่ง ซึ่งก็ควรต่อยอดด้วยการบอกตัวเอง ว่าฉันกำลังต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว และติดตามราวีฉันอยู่ข้างในตลอดเวลานะ

ศัตรูของคุณมาในรูปของความคิด ดังนั้นคุณก็ต้องต่อสู้หรือตอบโต้มันด้วยความคิดเช่นเดียวกัน กำหนดใจไว้เลยว่าเมื่อใดเกิดความคิดหรือจินตนาการที่เป็นลบ คุณจะต่อกรกับมันทันทีด้วยความคิดและจินตนาการที่เป็นบวก

เอาแบบเป็นตรงข้ามเห็น ๆ เลยนะครับ เช่นถ้าเกิดแรงบีบคั้นในหัวให้ด่าคนหรือหาเรื่องอาละวาด คุณต้องให้สติทำหน้าที่ยับยั้งความตั้งใจที่เป็นลบนั้น แต่ไม่ใช่เก็บกดเฉย ๆ คุณต้องพูดจาดี มีความสุภาพอ่อนโยน เลือกคำที่ประนีประนอม หรือกุลีกุจอหาทางช่วยเหลือใครสักคนหนึ่งทันที

ถ้าทำได้อย่างนี้เรื่อย ๆ ก็เชื่อเถิดว่าความดีจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น หรือแม้ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้น อย่างน้อยคุณก็มั่นใจได้ว่าตัวเองพยายามดีที่สุดแล้ว เป็นกรรมขาวเท่าที่จะขาวได้แล้ว ความขาวของกรรมย่อมตกแต่งจิตให้เบิกบานยามตาย กรรมขาวย่อมไม่ปล่อยให้คุณตกต่ำไปสู่ความดำมืดอย่างแน่นอน

เมื่อหายกลัว และแน่ใจว่าทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พรุ่งนี้โลกสว่างอยู่แล้วครับ อย่าห่วง


วิญญาณมาหาได้ไหมถ้าไม่เคยเจอกัน (ดังตฤณ)

ถาม : ติดต่อกับชายคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเจอตัวจริงของเรา แต่รู้จักและติดต่อกันทางจดหมาย เห็นเพียงรูปถ่าย ตายไปเขาจะมาหาเราถูกหรือเปล่าคะ? เพราะหลังจากเขาตายไปเดือนเศษก็เห็นเหมือนมีคนมายืนหน้าบ้าน และหมาก็เห่าหลายครั้งก่อนจะหอนยาว

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๑๐

ดังตฤณ: 
โลกของวิญญาณเป็นอะไรที่คุณคิดไม่ถึงหรอก เพราะไม่ได้ถูกกักขังด้วยหูตาและเนื้อตัวอย่างเรา ๆ ข้อจำกัดในโลกวิญญาณนั้นขึ้นอยู่กับวิบากกรรมที่ทำมา อาจกว้างขวางเป็นอิสระยิ่ง หรืออาจถูกจองจำในที่คับแคบ ขึ้นอยู่กับระดับบุญ

ถ้ากรรมของเขาคือการผูกใจโยงใยอยู่กับคุณ ปรารถนาจะพบคุณ โดยที่จิตคุณก็ทำตัวเป็นขั้วต่อ เขาก็มาได้จริง เพราะกระแสจิตเป็นธรรมชาติที่เชื่อมติดกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงหน้าตา แค่ต่างฝ่ายต่างคิดถึงกันก็ใช้ได้แล้ว

แต่ขอให้คิดให้ดีว่าผูกติดน่ะได้  แต่จะได้อะไรจากการผูกติด? ถ้าเขามีตัวตนมาหาคุณจริง เขาจะได้อะไรจากตรงนั้นมากไปกว่าการผูกติดที่เปล่าประโยชน์? ส่วนคุณจะได้อะไรจากตรงนั้นมากไปกว่าการไม่แน่ใจว่าผูกติดกับใครแน่?

ทั้งความฝัน ทั้งอุปาทานแบบคิดไปเอง และทั้งเรื่องจริงทางวิญญาณ ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อความเปล่าประโยชน์สำหรับความเป็นอยู่ของคนธรรมดา และอาจเป็นโทษแม้กับพวก ‘เล่นเป็น’ อย่างนักไสยศาสตร์ทั้งหลาย

เรื่องหลังความตายนั้น ขอให้คิดว่ายังไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราคือยังอยู่ และใช้ชีวิตเยี่ยงคนที่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับคนตาย


การเป็นคนธรรมดา มีชีวิตที่ไม่ต้องไปรับรู้เรื่องหลังตายนับว่าเป็นสุข และไม่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องลึกลับดีแล้ว ถ้าสัมผัสหรือสังหรณ์วูบวาบอะไรขึ้นมา ทางที่ดีที่สุดให้คิดว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยว ไม่จริง หรือต่อให้จริงก็ไม่สน สนแต่ว่าเรายังมีโอกาสทำบุญ อยู่ในภาวะเลือกได้ และเราก็จะเลือกนึกถึงผู้จากไปแล้วในทางดี อยากให้เขามีสุข อยากให้เขารับรู้กระแสการทำบุญที่สม่ำเสมอของเรา เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้วครับ