วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เป็นคนยึดมั่นถือมั่นมาก ไม่อยากเป็นเลยทำอย่างไรดี?

ดังตฤณ :        ให้ดูที่ใจบ่อยๆนะครับ ดูเข้ามาที่ใจบ่อยๆว่า อาการยึดมั่นถือมั่นเนี่ย หน้าตามันเป็นอย่างไร หน้าตามันมีอาการเหมือนกับใจเนี่ย มันเหมือนเครื่องดูดฝุ่น สูบทุกอย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นของเสีย หรือว่าของดี

พอสูบเข้ามาแล้วยึดติดไว้ ไม่ยอมที่จะสละออก เห็นบ่อยๆจนกระทั่ง จิตเกิดความฉลาดขึ้นว่า อ๋อ..อาการยึดเข้ามา หรือว่ากำไว้เนี่ย ท่าทางมันเป็นแบบนี้ เวลาคลาย มันก็ต้องเป็นตรงกันข้าม

ทำไง เนี่ยตอนนี้เราเห็นมือของเราชัดๆละ (กำมือให้ดู) อ๋อ..นี่ท่ากำมันเป็นอย่างนี้ มันก็จะรู้เองว่า ท่าคลายเป็นอย่างนี้ (คลายมือให้ดู)

ดูเข้ามาที่ใจบ่อยๆว่า อาการยึดหน้าตาเป็นยังไง ในที่สุด คุณจะได้คำตอบกับตัวเอง เป็นวิธีการทางจิต ที่จิตบอกตัวเองว่า ยึดหน้าตาเป็นอย่างนี้ คลายหน้าตาเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันจะรู้เองว่าคลายอย่างไร นะครับ

------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พ.ย. ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 เป็นคนยึดมั่นถือมั่นมาก ไม่อยากเป็นเลยทำอย่างไรดี?
ระยะเวลาคลิป        ๑.๑๘ นาที
รับชมทางยูทูป       https://www.youtube.com/watch?v=HM9WlK2ee4k&feature=youtu.be

ทำไมทำดีมา ๖ ปีแล้วยังลำบากอยู่?


ดังตฤณ :  คุณจดไว้บ้างหรือเปล่าว่า ที่ทำดีมาเนี่ย มีอะไรบ้าง คำว่า “ทำดี” นิยามมันหลากหลายมากเลยนะครับ ถ้าหากว่า เรารู้สึกว่าเราทำดีแล้ว และยังสงสารตัวเองอยู่ ขอให้บอกตัวเองนะครับว่า ความสงสารตัวเองนั้น เป็นเครื่องวัดว่าเรายังดีไม่พอ ยังดีไม่เข้าถึงจิตนะ

ถ้าดีจนเข้าถึงจิตแล้ว มันจะไม่มีอาการสงสารตัวเอง มันจะไม่มีอาการถามว่า เมื่อไหร่จะได้ดี เพราะมันได้ดีตั้งแต่ทำแล้ว มันจะมีความรู้สึกชุ่มชื่นใจหล่อเลี้ยงตัวเอง แล้วก็จะบอกตัวเองว่า ถึงแม้ตายไปด้วยความลำบากทางกาย แต่มันสบายใจอยู่อย่างนี้เนี่ยเรายอม มันถึงขั้นนั้นนะ อันนี้พูดจริงๆ แล้วก็ไม่ได้นั่งเทียนพูดนะครับ คือเคยผ่านมานะ แล้วก็เข้าใจดีนะครับ

คำว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดีสักที” ไม่ได้ดีภายนอก มันก็รู้สึกสงสารตัวเองว่า เนี่ยอุตส่าห์ทำดีมา ทำไมธรรมะไม่คุ้มครอง ทำไมไม่ช่วยอะไรอย่างนี้ คือในตอนที่ยังดิบๆอยู่เนี่ย เคยคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเข้าใจแล้วก็รู้ว่า คนอื่นคิดอย่างไรนะครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็เข้าใจด้วยว่า ถ้าเราไม่มัวแต่หวังว่า จะได้รับช่วยเหลือจากฟากฟ้า แล้วก็เริ่มคิดๆแบบมนุษย์ว่า คนอื่นเขาทำกันกันอย่างไร ที่มันสามารถจะลืมตาอ้าปากได้

ขอให้เข้าใจนะครับ ความดีไม่ได้ช่วยให้รวยขึ้น ความดีช่วยให้สบายใจขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้รวยขึ้น สิ่งที่จะทำให้พ้นจากความลำบากทางการเงินคือหัวคิด ความฉลาดในการหาเงิน ขอให้มองแยกเป็นเรื่องๆ แล้วก็ทำความเข้าใจให้ถูกฝาถูกตัวนะครับ

ถ้าเมื่อไหร่เราขยับที่จะคิดแตกต่างจากที่เป็นอยู่ หาทางไปเรื่อยๆ ด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง ในที่สุดมันจะเจอนะครับ เวลาธรรมะช่วยคุ้มครองไม่ให้คุณยากลำบากเนี่ย บางทีส่งอะไรมา ส่งคนมา ส่งวิถีทาง ส่งช่องทางอะไรมามากมายเนี่ย แต่หลายคนปฏิเสธ

แล้วก็บอกว่า นั่นไม่ใช่ช่องทางของฉัน ฉันทำไม่ได้ หรือนี่มันเป็นอะไรที่น่าอาย ไม่อยากทำ อย่างเช่น การค้าขายเนี่ย หลายคนบอกว่า ขายไม่เป็น ไม่อยากขาย เสร็จแล้วก็บ่นว่าเมื่อไหร่จะรวยสักที ทั้งๆที่ก็ยื่นมือรับเงินเดือนเท่าเดิม รับเงินเดือนเท่าเดิม เสร็จแล้วหวังว่าจะรวยขึ้น อันนี้อาจจะไม่ใช่กรณีนี้นะ แต่พูดถึงกรณีทั่วๆ ไป 

คนเนี่ยเวลาที่มันถึงทางตัน หรือว่ามีความรู้สึกคับอกคับใจ มันคิดไม่ออกจริงๆนะว่า เหตุผลที่ถูกต้องที่สมควรกันมันคืออะไร

อันนี้ก็ย้ำอีกทีนะครับ ความดีไม่ได้ทำให้คุณรวยขึ้นนะ ความดีทำให้คุณสบายใจขึ้น แล้วก็ที่คุณจะรวยขึ้น คุณต้องคิดต่างจากที่กำลังคิดอยู่แน่นอน ถ้าหากว่าวิธีการหาเงินของคุณยังเป็นเหมือนเดิม รับรองคุณจนเท่าเดิม นะครับ

------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พ.ย. ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 ทำไมทำดีมา ๖ ปีแล้วยังลำบากอยู่?
ระยะเวลาคลิป        ๓.๕๙ นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=VHCCpjRkFzY&feature=youtu.be

** IG **

ตัดใจจากคนที่ไม่มีสิทธิ์รักไม่ได้ ทั้งที่ลองใช้แนวทางของคุณดังตฤณแล้ว ทำอย่างไรดี?

ดังตฤณ  :   ใช้แนวทางของผมไม่ได้ แล้วถามผมอีกนะ (หัวเราะน้อยๆ)  คืออย่างนี้ แนวทางที่จะได้ผลเนี่ยบางทีขึ้นอยู่กับว่า รายละเอียดในชีวิตของคุณเป็นอย่างไรด้วย

แล้วก็ ณ เวลานั้น กำลังใจของคุณเนี่ยมันจะเอาจริงหรือเปล่านะครับ เพราะเอาแค่ตรงเรื่องที่ใจจริงๆไม่ได้อยากตัดเนี่ย แค่นี้ต่อให้ใช้อุบายที่ประเสริฐเลิศเลอแค่ไหนก็ตาม มันก็ตัดไม่ขาด

เพราะใจเนี่ย จำไว้เลยนะ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ถ้าหากว่าใจจริงๆ ของเรามันยังไม่อยากจะตัดแล้วฝืนที่จะใช้อุบายอะไรก็แล้วแต่นะครับ มันก็เป็นการแกล้งที่จะปฏิบัติ แกล้งที่จะทำ แกล้งที่จะตัด

ส่วนของจริงเนี่ยไม่เคยที่จะไปแตะต้องมันเลย ไม่เคยไปทำให้มันถลอกปอกเปิกแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่จะไปตัดเยื่อตัดใยให้มันขาดนะครับ

เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ไม่ต้องใช้อุบายอะไรทั้งสิ้น ถามตัวเองง่ายๆว่า เราอยากจะตัดจริงหรือเปล่า คืออันนี้บางทีนะครับ มันไม่ได้คำตอบจากตัวเองง่ายๆนะ เพราะว่าเราอยากจะหลอกซ้อนหลอกตัวเองขึ้นมาบอกว่า ฉันอยากจะตัด แต่เอาเข้าจริง มันยังตรึกนึกอยู่ 

พระพุทธเจ้าสอนนะครับ ดูง่ายๆเลยกามคุณทั้ง ๕ เนี่ย มันจะมีฤทธิ์ มีพิษมีภัยกับเราแค่ไหน ดูว่าเราน่ะเต็มใจตรึกนึกถึงมันหรือเปล่า ถ้าเต็มใจตรึกนึกถึงมันนะ เนี่ยตัวนี้ชัดๆเลยนะ มันคือสายโซ่ มันคือสิ่งร้อยรัด มันคือสิ่งที่ผูกมัดเราไว้กับสิ่งที่เป็นโทษ

ถ้าหากเรายังมีความเต็มใจตรึกนึกอยู่ในส่วนลึก ให้บอกตัวเองว่า อย่างนี้ไม่ต้องใช้อุบายนะ เอาตรงๆ เลย บอกตัวเองตัดใจซะ คำว่า “ตัดใจซะ” เนี่ยคือ “การข่ม” เป็นสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ

เวลาที่จะต้องทำผิดอะไร บางทีมันต้องใช้การข่มใจ ถ้าข่มใจแล้วรู้สึกอึดอัด โอ๊ย..กำลังจะตายอยู่แล้ว ให้คิดถึง การให้ทาน ลองไปให้อะไรง่ายๆ อย่างเช่น เศษสตางค์ อย่าให้แบบที่ต้องเดือดร้อนนะ ให้แบบนิดๆหน่อยๆ แต่ว่าใจมันรู้สึกว่าชุ่มชื่นนะที่ได้ให้คนที่ควรให้

แล้วเราอธิษฐานว่าขอให้ใจ มันสละสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น อย่างเช่น คนของอื่นเนี่ยนะครับให้ได้ง่าย เหมือนกับที่เราทำทานในครั้งนี้ด้วยเถิด

แล้วถ้าทำบ่อยๆทำทุกวันนะครับ คุณจะพบว่า ใจนี้มันเริ่มส่งออก แล้วก็ส่งคืนความยึดมั่นถือมั่นออกไปทีละน้อยๆ นะครับ

ตรงนี้เนี่ยนะ ต้องทำด้วยใจจริงด้วยนะ อย่าทำแบบหลอกตัวเองว่า เราพยายามแล้ว แต่ต้องเอาจริงๆ คือ เริ่มจากการตัดใจก่อน ข่มใจให้ได้ก่อนนะครับ 

บอกตัวเอง สั่งตัวเองเลยว่า เนี่ยฉันต้องไม่เอานะ คือ ถ้าไม่มีการสั่งตัวเองเนี่ย บางทีมันจะมีอาการแกล้งหลอกซ้อนหลอกนะครับ หลอกตัวเองว่า เรากำลังพยายามตัดใจ ถ้าตัดใจแล้วๆก็ฝึกสละออก ฝึกที่จะทิ้งสิ่งที่ไม่ควรจะหวงไว้ ไม่ควรจะเก็บไว้ เนี่ยตรงนี้ในที่สุดแล้ว มันจะทิ้งได้จริง มันจะสละออกได้จริง นะครับ

-----------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พ.ย. ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 ตัดใจจากคนที่ไม่มีสิทธิ์รักไม่ได้ ทั้งที่ลองใช้แนวทางของคุณดังตฤณแล้ว
                          ทำอย่างไรดีคะ?
ระยะเวลาคลิป        ๔.๒๐ นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=LpdDrWFiNVo&feature=youtu.be



** IG **

การที่เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งมีจิตขุ่นมัวคืออะไร?

ดังตฤณ :   ก็คือการปรุงแต่งจิต คือการปรุงแต่งที่มันเป็นปัจจุบันขณะนั่นแหละ เรารู้อย่างไรไม่มีอะไรผิดเลยนะ ถูกหมดนั่นแหละ รู้สึกอย่างนี้ ก็ให้มีสติบอกตัวเองนะครับว่า จิตมันตั้งมั่นอยู่ แล้วก็มันมีความขุ่นมัวเนี่ยเคลือบอยู่ด้วย

อย่าไปเข้าใจว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ทุกอย่างจะต้องผ่องใสปิ๊งเป็นแก้ว ไม่ใช่นะครับ มันอาจจะมีการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกันนั่นแหละ ตั้งมั่นด้วยแล้วก็มีความคิดเป็นสายๆ ผ่านมาด้วย

แต่ขอให้สังเกตนะ เวลาที่จิตตั้งมั่นในแบบที่เขาเรียกว่าขณิกสมาธิเนี่ยนะครับ มันมีความนิ่ง มันมีความสงบ แล้วมันมีความคิดเป็นสายๆมา จะสามารถเห็นได้ว่า ความคิดที่มันผ่านมาเป็นสายๆเนี่ยมันเป็นของอื่น เป็นของนอก

คนเนี่ยโดยธรรมชาติจะนึกว่า ความคิดเป็นตัวเรา เราเป็นผู้คิด แต่พอมีสัมมาทิฏฐิ แล้วก็มีสมาธิอยู่นะครับ เห็นว่าเออเนี่ยจิตที่มันตั้งมั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วไอ้ความคิดที่เป็นสายๆมา ก็อีกส่วนหนึ่ง

มันจะเห็นเลยว่า เป็นของนอก อันนี้ท่านถึงจำแนกไว้ว่า ใจเป็นอายตนะภายใน แล้วก็ธรรมารมณ์อย่างเช่น ความรู้สึกนึกคิด หรือว่า สุข ทุกข์ เป็นอายตนะภายนอก นี่ก็เพราะอย่างนี้ ใจอยู่ส่วนใจ อารมณ์อยู่ส่วนอารมณ์ ความขุ่นมัวก็เช่นกัน 

ความขุ่นมัว ก็เป็นการปรุงแต่งจิตชนิดหนึ่ง เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ที่เป็นของนอก นอกจิตนอกใจ แล้วกระทบให้ใจรู้ว่า มีส่วนหนึ่งของจิต มีส่วนหนึ่งของใจที่มีความมัวหมองอยู่ เราก็รู้ไปอย่างนั้นว่า จิตตั้งมั่นแต่มีความมัวหมอง บอกตัวเองแค่นี้แล้วจบนะครับ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์หรือว่าไปพยายามหาคำตอบอะไรต่อ รู้แค่นั้น เพื่อจะสังเกตว่า อาการตั้งมั่นแบบมีความหม่นนั้นน่ะ มันอยู่ได้นานแค่ไหน

พอเราเห็นว่า เออเนี่ยส่วนหนึ่งของใจมันมีความตั้งมั่นอยู่ ส่วนหนึ่งของความหม่นมันก็ปรากฏอยู่ในใจด้วย แป๊บนึงมันจะรู้สึกว่า ความหม่นความมัวเนี่ยมันหายไป ส่วนความตั้งมั่นยังตั้งมั่นอยู่แล้วมันมีความผ่องใสมากขึ้นปรากฏขึ้นมาแทนความหม่น แบบนี้เราก็เห็นความไม่เที่ยงแล้ว

แต่ถ้าเรามาตั้งข้อสงสัยปุ๊บ เอ๊ะจะทำยังไงจะถามใครดี แบบนี้เนี่ย ความหม่นมันจะเพิ่มขึ้น หรือความหม่นหายไปกลายเป็นความคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาปกคลุมจิตแบบเม้นมิดเลยนะครับ อันนี้ถ้าเข้าใจหลักการเนี่ยมันก็จะกลายเป็นสติที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พ.ย. ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 การที่เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งมีจิตขุ่นมัวคืออะไร?
ระยะเวลาคลิป        ๓.๑๔  นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=MRiEaZNAcVE&feature=youtu.be

ก่อนมาฟังเสียงสติ ติดเพ่งมากจนอึดอัด .. เรียนขอคำแนะนำ?

ดังตฤณ :    ความกลัวนี่แหละ ที่จะทำให้เกิดนิวรณ์ ตัวความฟุ้งซ่าน

คำว่า  “อุทธัจจกุกกุจจะ”  ไม่ได้หมายความว่า ฟุ้งซ่านแบบไร้สาระอย่างเดียว แต่หมายถึง กังวลไปในธรรม พะวงไปในการปฏิบัติ แล้วก็จะเหมือนกับกลัวกลับไปเป็นเหมือนเดิม มีความจำอันเป็นลบ แล้วก็ทำให้เกิดความกังวลอันเป็นลบในอนาคต นะครับ

อันนี้แค่พิจารณาไป รู้เท่าทันไป ว่ามันคือ นิวรณ์ธรรม มันคือ เครื่องขวาง เครื่องถ่วงความเจริญของสติ พอมันเกิดความกังวลมาปุ๊บรู้เลยว่า เนี่ยมีอาการดิ้นๆๆๆ ขึ้นมา เหมือนกับน้ำที่มันเดือดปุดๆขึ้นมา แล้วเห็นว่า กี่ลมหายใจมันถึงหายไป

เวลาพิจารณาเนี่ย จะอาศัยเสียงสติหรือว่า ไม่มีเสียงสติก็ตาม มันก็จะปรากฏเหมือนกันนั่นแหละนะ คือมันปุดๆๆ ขึ้นมาแป๊บนึง แล้วมันก็หายไป ถ้าหากว่าเราไม่ไปพยายามปรุงแต่งต่อ เรามีสติรู้อย่างเดียวว่า มันเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็จะให้สติของเราเห็นเองว่า ในที่สุดมันดับไปโดยไม่ต้องร้องขอ โดยไม่ต้องขับไล่ นะครับ

------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 ก่อนมาฟังเสียงสติ ติดเพ่งมากจนอึดอัด นอนไม่หลับทั้งคืน และกลัวที่แคบ
                          จนจิตทนไม่ไหว ดิ้นทุรนทุราย ตอนนี้ได้ฟังเสียงสติ แล้วดีขึ้น
                          แต่กลัวจะไปเพ่งอีก เวลาเผลอตั้งใจปฏิบัติจะแอบไปเพ่งจนอึดอัดอยู่
                          บ้างครับ เรียนขอคำแนะนำ?
ระยะเวลาคลิป        ๑.๕๒ นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=3lVoQWpx_QA&feature=youtu.be

การทำสมาธิ ไม่ได้หมายถึงการนั่งสมาธิอยู่กับที่ หรือเดินจงกรมใช่ไหม?

ดังตฤณ :  การนั่งสมาธิแบบหลับตาคือ การเจริญสติแบบนิ่ง การเดินจงกรมคือ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวทั้งลืมตา 

"สมาธิ" เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากเจริญสติได้ถูกที่ถูกทางได้เข้าที่เข้าทางแล้ว 

คำว่า “นั่งสมาธิ”  คำว่า “ทำสมาธิ” อะไรต่างๆเนี่ย มันเป็นความเข้าใจแบบนอกศาสนา 

แต่ถ้าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แบบของพุทธศาสนาก็คือ เราเจริญสติทั้งในแบบที่อยู่นิ่ง รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลมหายใจนี้อึดอัด หรือสบาย มีความฟุ้งซ่าน หรือว่ามีความสงบ แล้วก็สนใจอยู่แค่นี้ แล้วมีสติรู้อยู่แค่นี้

จนกระทั่งมันเกิดสมาธิขึ้นมา มีความตั้งมั่นในการเห็นลมทั้งปวง ไม่ว่ายาวหรือสั้น ไม่ว่าเข้าหรือออก ไม่ว่าสงบหรือฟุ้งซ่าน 

เห็นมันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหายไป จนเกิดสมาธิขึ้นมา มีความตื่นรู้ขึ้นมาว่า เนี่ยไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวเดิม ไม่ใช่ตัวใครเลย

ตรงนี้แหละ ที่เป็นสมาธิแบบพุทธ เหมือนกันเดินจงกรมไปเนี่ยรู้เท้ากระทบ รู้จังหวะช้าเร็วของกระทบ จนกระทั่งเกิดสมาธิ 

มันมีสติก่อน แล้วค่อยเกิดสมาธิขึ้นมาทีหลัง พอมีสมาธิได้ ทั้งนั่งสมาธิแล้วก็เดินจงกรม ในระหว่างวัน มันก็สามารถที่จะเจริญสติต่อได้ แล้วก็เกิดสมาธิได้ทุกหนทุกแห่ง เมื่อมีปัจจัยที่พร้อมประชุมกันนะครับ

คำว่า “สมาธิ” เป็นผลลัพธ์จาการเจริญสติ ไม่ใช่ใครสามารถที่จะนั่งลงแล้วตั้งใจทำสมาธิขึ้นมาได้นะครับ 

"สมาธิ" ไม่เกิดขึ้นง่ายๆแก่ผู้ไม่เข้าใจ แต่มันจะเกิดขึ้นแน่ๆกับผู้ใจเย็นอย่างมีความเข้าใจ นะครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พ.ย. ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                การทำสมาธิ ไม่ได้หมายถึงการนั่งสมาธิอยู่กับที่ หรือเดินจงกรมใช่ไหม?
ระยะเวลาคลิป        ๒.๒๐ นาที
รับชมทางยูทูป       https://www.youtube.com/watch?v=EKIjYw7OF-4&feature=youtu.be

*** IG ***

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เมื่อสงบระงับแล้ว เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว เกิดสุขซ่านขึ้นมาในจิต ให้พิจารณาอย่างไรต่อ?

ดังตฤณ : อย่างเมื่อกี้ น่าจะมีหลายคนที่เกิดความชุ่มชื่น เกิดความรู้สึกเหมือนกับเย็นซ่านปีติขึ้นมา ก็ให้ท่องเป็นคีย์เวิร์ด (Key Word) ไว้คำหนึ่ง นี่เรียกว่า สังขารขันธ์ ตัวปีติไม่ใช่ตัวเวทนานะ คนละตัวกัน

ตัวปีตินี่มันปรุงแต่งขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง มันมีอาการพิเศษขึ้นมาของจิตนะครับ-​สังขารขันธ์เนี่ย หลักการที่พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาก็คือ มันเกิดขึ้นแป๊บนึงด้วยเหตุ แล้วพอเหตุหมดกำลังส่งมันก็ดับไป หายไป

ตัวปีติ ตัวสุขเนี่ยเหมือนกัน ให้คุณเสพสุขไปเต็มที่เลย มันจะอยู่นานแค่ไหน กี่นาที หรือกี่ชั่วโมงเนี่ย เต็มที่เลย ไม่ต้องไปเบรกมัน แต่ให้ตั้งไว้ในใจล่วงหน้าว่า เออ..เราจะดูนะว่ามันจะอยู่ยั้งค้ำฟ้าไหม มันจะอยู่ติดตัวเราตลอดไปหรือเปล่า ตั้งไว้แค่นี้ ตั้งข้อสังเกตไว้แค่นี้ แล้วเดี๋ยวพอเวลาผ่านไปเนี่ย ความจริงปรากฏเอง

แล้วพอมันเสื่อมลง มันจะเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัดคุณจะเกิดสติ เพราะว่ามันมีการตั้งข้อสังเกตไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แล้วอะไรปรากฏชัด ณ เวลาที่มันเกิด ณ เวลาที่มันตั้งอยู่ มันก็จะมีการแสดงความดับไป หรือค่อยๆเสื่อมลงให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน นะครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               ครอบครัว กิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์               ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ชื่อเรื่อง                 เมื่อสงบระงับแล้ว เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว เกิดสุขซ่านขึ้นมาในจิต 
                          ให้พิจารณาอย่างไรต่อคะ?
ระยะเวลาคลิป        ๑.๕๗ นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=y9nj6Qw47MY&feature=youtu.be