วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สารเคมีในสมองผิดปกติ ฟุ้งซ่านมาก ปฏิบัติธรรมอย่างไร

ดังตฤณ : จริงๆ มีอุบายวิธีหลายอย่าง แต่เท่าที่ผ่านมามีเทคโนโลยีทางเสียง ซึ่งผมนำมาให้ลองใช้กันไปดูได้ฟรีๆ เลยนะครับ ขอให้เข้าไปที่ www.เสียงสติ.com นะครับ ลองอ่านดู

คือผมอาจจะพูดทุกอาทิตย์ก็จริง แต่หลายคนก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ลองดูตั้งแต่แรกๆ เลย ถ้าหากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่คลิกกับเสียงสติ ก็จะพบว่า เรื่องสารเคมีในสมองอะไรต่างๆ หรือเสียงรบกวนในหัว จะสามารถทุเลาเบาบางลงได้

แล้วขอนิดหนึ่งว่า คืออย่าตั้งความคาดหมายในแบบที่ว่า นาทีแรกทุกอย่างดีขึ้นแบบฉับพลัน ขอให้ลองในแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป แล้วดูว่ามันค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ วันต่อวันหรือเปล่า

จริงๆ ตอนนี้ อยากให้ดู คลื่นปัญญา จะเป็นส่วนของคลิปที่มีแอนิเมชัน (animation) ประกอบด้วย อย่างเมื่อครู่ ที่เอาภาพแอนิเมชันเกี่ยวกับการหายใจมาให้ดู อันนั้นก็คือตัวอย่างว่า ถ้าเราดูแอนิเมชัน แล้วมีผลสะท้อนทางร่างกายเป็นอัตโนมัติ เหมือนกับพอเราดูอะไร แล้วร่างกายของเราก็จะพยายามเลียนแบบสิ่งที่คล้ายกับร่างกายของเรา

แล้วถ้าหากว่าหายใจเป็น แค่นี้นี่ เคมีในสมองดีขึ้นทันทีนะ รับประกันได้ แล้วต้องหายใจทั้งวัน ไม่ใช่ว่า สิบวันทีมาทำที แล้วบอกไม่เห็นได้ผล คือต้องหายใจอยู่เรื่อยๆ หายใจเป็น หายใจยาวนะครับ ตรงนี้นี่จะช่วยได้ทันที คุณจะเห็นผลทันทีอยู่แล้วล่ะ ถ้าหายใจเป็น

อย่างวันก่อนก็มีมา คราวที่แล้วก็มีมา บอกว่า เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นซึมเศร้า ไม่แน่ใจว่าตัวเขาเองเป็นซึมเศร้าหรือเปล่านะ แต่บอกว่า ไปฟังเสียงสติแล้ว คือดูคลิป คลื่นปัญญา ด้วยนะ แล้วปฏิบัติตามนั้นไปด้วย มันดีขึ้นแบบชนิดระดับเปลี่ยนชีวิตเลย แต่พอแนะนำให้คนรอบข้าง ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆ ที่ก็มีอาการคล้ายๆ กันอะไรแบบนี้

นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครคลิก หรือไม่คลิกด้วยนะครับ คงไม่สามารถรับประกันว่า จะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์กับทุกคนนะ แต่เท่าที่ผ่านมามีหลายคนจริงๆ ที่พอทำต่อเนื่อง ฟังทั้ง คลื่นศรัทธา คลื่นสมาธิ แล้วก็ คลื่นปัญญา รายงานมาตรงกันว่า สามารถหยุดยาได้นะครับ โดยที่แพทย์รับรองนะ ไม่ใช่หยุดเองนะ แพทย์ที่รับผิดชอบเรื่องยา จะเฝ้าดูอาการมา แล้วรู้ว่าอาการของคนไข้เป็นอย่างไรนะ แล้วก็จะ ถ้าเห็นดีขึ้น เขาจะค่อยๆ ลดยา ไม่ใช่ลดแบบฮวบฮาบหรือตัดทันที

อย่างความเชื่อของจิตแพทย์หลายๆ คน เนื่องจากสถิติที่เห็นด้วยตาเปล่า คนที่เป็นซึมเศร้า อาการหนักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเคมีในสมองผิดปกติ มักจะต้องใช้ยาไปเรื่อยๆ ก็สรุปว่า คือห้ามหยุดใช้ยา บอกไม่เชื่อว่าจะมีอะไรมาทำให้สมองคนกลับเป็นปกติ ฟื้นคืนดีได้

แต่หลายๆ คนได้พิสูจน์ในวงการเจริญสติ ถ้าหากว่าเจริญสติมาถูกทาง มันหยุดยาได้จริง หยุดถาวร ไม่ใช่หยุดแบบชั่วคราวนะ อันนี้เจอแบบตัวเป็นๆ มาหลายคน แล้วก็สามารถที่จะบอกได้ว่า ถ้าคุณเจริญสติมาถูกทางจริง สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอันดับแรกคือ จะมีความสบายใจมากกว่าเดิม มีความสุขในชีวิตมากกว่าเดิม 

ถึงแม้ว่าจะมีคาบเวลาที่สมองมันมาออกอาการ คล้ายๆ กับมีศัตรูมารุกรานหรือว่าโจมตี แล้วก็ทนไม่ได้ จิตใจอ่อนแอ แย่ แต่มันจะไม่เป็นนาน มันจะเป็นสั้นลงเรื่อยๆ สั้นลงๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง มันไม่กลับมาอีกเลย นี้คือสิ่งที่รายงานตรงกันนะครับ

อันนี้ก็โทษหมอไม่ได้นะ คือรู้จักคนที่เป็นจิตแพทย์เยอะ แล้วบอกว่า ที่อ้างว่าปฏิบัติธรรมมานี่นะ บางคนดีๆ อยู่แท้ๆ เสร็จแล้วต้องมาช็อตไฟฟ้าอย่างนี้ก็มี หรือบางคนยิ่งพอซึมเศร้า หรือว่ามีอาการเคมีในสมองผิดปกติ พอไปปฏิบัติธรรมปุ๊บ กลายเป็นบ้าเลย จากเดิมที่ซึมเศร้า พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้าเลย อันนี้ก็มี แล้วมันโทษใครไม่ได้ คือบางทีก็เหมือนกับ ไปฝึกแล้วตามที่ที่บอกว่าน่าเชื่อถืออะไรแบบนี้ บอกว่าเป็นอะไรที่ระดับประเทศอะไรแบบนี้

คือบางทีก็ว่ากันไม่ได้เพราะแต่ละคน เอาเป็นว่า มีชะตากรรมไม่เหมือนกันน่ะนะ อย่าลงรายละเอียดมากดีกว่า

สรุปนะ อยากให้ลองเข้าไปฟังเสียงสติดูนะครับ ทั้งสามคลื่นเลย คลื่นศรัทธา คลื่นสมาธิ แล้วก็คลื่นปัญญา!
______________
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม?
วันที่ 20 มิถุนายน 2020

คำถามเต็ม : ถ้ามีอาการสารเคมีในสมองผิดปกติ มีเสียงในหัว ฟุ้งซ่านมาก จะปฏิบัติธรรมอย่างไร

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=Y7O01tga3S0

ถอดความ : เอ้


ถ้าเจริญสติแบบถูกต้องจะไม่เป็นโรคความจำเสื่อมตอนอายุมากใช่ไหม

ดังตฤณ : ไม่แน่นอนนะ บางทีดูเรื่องของภาวะทางกายด้วย เพราะมีโรคบางโรคที่เบียดเบียนสมอง ให้ทำงานผิดเพี้ยน หรือว่าไม่ปกติไปนะครับ ไม่จำเป็นนะ อย่ายึดเป็นเหมือนกับหลักตายตัวนะครับว่า เจริญสติถูกต้องแล้ว ความจำจะสมบูรณ์เต็มร้อยเสมอไป

เอาอย่างนี้ บอกอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าคุณเจริญสติอย่างมีสมาธิเต็มที่นะ คือถ้าได้ถึงฌานขึ้นไป ไม่มีทางความจำเสื่อม บอกได้เลย คือตัวของฌาน ตัวของสมาธิ เอาอุปจาระสมาธิขึ้นไป มันบอกอยู่แล้วว่า สมองต้องทำงานดี มีคุณภาพระดับที่ความจำธรรมดาจะไม่เลือนไปนะ 

เพราะว่าเหตุผลคือตัว วิตก* หรือ วิจารณ์** ที่เป็นองค์ของฌาน องค์ของสมาธิตั้งแต่อุปจาระสมาธิขึ้นไปนี่นะ เป็นวิตก วิจารณ์แบบมีคุณภาพสูงมาก มีความต่อเนื่อง มีลักษณะของความเชื่อมโยง เกี่ยวกับจิตที่มีต่ออารมณ์ คือสิ่งที่กำลังโฟกัสอยู่นี่

ถ้ามันมีความหมาย ถ้ามันมีภาพที่เห็นเป็นนิมิต นิมิตตอนเกิดวิตก และวิจารณ์ อันนั้นแหละ คือภาพทางใจ ภาพที่เกิดขึ้นในห้วงมโนทวาร ซึ่งยิ่งมีความแจ่มชัดเท่าไหร่ ยิ่งพิสูจน์ว่า สมองในส่วน ฮิปโปแคมปัส มันทำงานดีมาก คือเซลส์นี่จะต้องมีการเจริญเติบโต มีการหมุนเวียนเลือดอะไรดีมากเลย

ถ้าหากจะเอาเป็นเงื่อนไขตายตัว อย่าบอกว่าเราเจริญสติถูกต้องอย่างเดียว ต้องเน้นเลยว่า สติของเรามันปรุงแต่งให้จิต เป็นสมาธิเป็นปกติ มีความพร้อมที่จะเข้าองค์ฌาน อย่างน้อย มีวิตก และวิจารณ์ ที่แจ่มชัด

อย่างถ้าเจริญสติ บอกว่า ดูลมหายใจอย่างชัดเจน ต้องมีนิมิตลมหายใจ เป็นสายยาว ปรากฏอยู่ในห้วงมโนทวาร คือคุณจะหลับตา หรือลืมตาก็ตาม เวลาหายใจเข้า จะรู้สึกถึงลม สายลมเป็นสายเลยนะ เป็นสายยาว แล้วก็มีความแจ่มชัด ให้ความรู้สึกเป็นสุขให้ความรู้สึกพอใจ ให้ความรู้สึกเบาตัว ให้ความรู้สึกว่า มันสว่าง แล้วก็เต็ม ลักษณะของความสว่าง เต็ม ที่เป็นปรากฏการณ์ทางความรู้สึก จะบอกได้ว่าจิตของเรากำลังตั้งเป็นสมาธิอยู่

แล้วจิตที่ตั้งเป็นสมาธิ บอกได้เลยมันสะท้อนว่า การทำงานของสมองยังดีอยู่มาก ยังคมนะ!

หมายเหตุผู้ถอดความ
วิตก* หมายถึง ความตรึกนึกกำหนดในอารมณ์กรรมฐาน
วิจารณ์** หมายถึง ความตรอง ความประคองจิตไว้ในอารมณ์กรรมฐาน
______________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม?
วันที่ 20 มิถุนายน 2020

คำถามเต็ม : ถ้าเจริญสติแบบถูกต้องไปตลอดชีวิต พออายุมากจะไม่เป็นโรคความจำเสื่อมใช่ไหม

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=FKG8x_ugg_A

ถอดความ : เอ้


บริจาคอสุจิ ถือว่าคนบริจาคเป็นพ่อ-ลูก ไหมในทางธรรม


ดังตฤณ : ถือว่าเป็นพ่อลูกนะ เนื่องจากว่าเราไม่สนใจตรงร่วมเพศหรือไม่ร่วมเพศนะ สนใจแค่ว่าเขาได้เชื้อมาจากเราหรือเปล่านะครับ

______________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม?
วันที่ 20 มิถุนายน 2020

คำถามเต็ม : การที่เราบริจาคอสุจิ โดยไม่มีการร่วมเพศ ถือว่าคนบริจาคเป็นพ่อ-ลูก ไหมในทางธรรม

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=RjImm13sVS0

ถอดความ : เอ้


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม?
วันที่ 20 มิถุนายน 2020

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านคืนวันเสาร์สามทุ่มนะครับ 

สำหรับคืนนี้ก็มาจากเสียงบ่นของหลายๆ ท่านนะครับที่บอกว่า เอ๊ะ ทำไมเจริญสติไปแล้ว ขี้หลงขี้ลืม แอดมินเบลล์ก็เลยบอกว่า ขอให้คำถามนี้มาเป็นหัวข้อสนทนานะครับ ตั้งต้นให้สอดคล้องกับเมื่อเช้าที่เป็นสเตตัส เกี่ยวกับความขี้ลืม

แต่เราจะคุยกันใน Live นะครับ เกี่ยวโยงกับการเจริญสติโดยตรง อย่างที่บางท่านก็ตั้งเป็นคำถามว่า ทำอย่างไรเจริญสติแบบไหน ถึงจะไม่ขี้หลงขี้ลืม บอกยิ่งวันยิ่งขี้ลืม แล้วก็ที่ร้ายที่สุดที่ผมก็ดูคำถามแล้วขำๆ นะ บอกว่า เจริญสติมานาน แต่ทำไมยิ่งเจริญสติ ยิ่งขี้ลืม ซึ่งอันนี้ก็เลยเสียหายนะ เป็นความเสียหายของการเจริญสติ

เพราะเวลาเราพูด เราก็พูดว่า เราเจริญสติแล้วขี้หลงขี้ลืม อันนี้เป็นความจริงที่เรารับรู้จากประสบการณ์ตรง แต่จริงๆ แล้ว เราอาจไม่ได้เจริญสติอยู่ก็ได้ แล้วเสร็จแล้ว เหมือนกับพะยี่ห้อไปแล้ว บอกว่าเจริญสติแบบพุทธมา แล้วก็ขี้หลงขี้ลืม

บางทีเราต้องมาปรับความเข้าใจกันใหม่ ที่บอกเจริญสตินี่ เจริญสติกันอย่างไรนะถึงขี้ลืมไปได้ แทนที่เจริญสติแล้ว สติจะดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น แล้วก็มีความทรงจำที่แม่นยำขึ้น คืนนี้เรามาหาคำตอบกัน

ก่อนอื่นใดทั้งสิ้นนะ เรามาสำรวจกันว่า ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องของความทรงจำ เขามีกันอย่างไร
พื้นที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ อารมณ์ แล้วก็ความจดจำ จำได้หมายรู้อะไรทั้งหลาย เป็นส่วนที่เขาเรียกว่า ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) นะครับ ซึ่งอยู่ตรงกลางๆ ส่วนล่างลงมาแถวก้านสมอง

ในความเชื่อแบบเดิมๆ เขาบอกว่า สมองส่วนนี้เวลาที่คนเราแก่ตัว จะไม่มีเซลส์สมองผลิตเพิ่มขึ้นมา หรือย้อนไปกว่านั้นอีก มีความเชื่อด้วยซ้ำว่า พออายุ 13 ปีขึ้นไป จะไม่มีเซลส์สมองผลิตเพิ่ม ก็เชื่อกันไป
ทีนี้เมื่อเร็วๆ นี้เองที่มหาวิทยาลัยที่นิวยอร์ค เขาค้นพบว่า ไม่จริง ทิ้งไปได้เลยความเชื่อนี้ เพราะว่าเขาเอาคนที่อายุ 14 ถึง 79 จำนวนน่าจะ 28 คนมาทดลองว่าหลังจากที่ตายทันที ตายแบบกระทันหัน แล้วเอามาดูทันทีเลย พบว่า เซลส์สมองยังเจริญเติบโตต่อได้ แล้วคนอายุ 79 นี่ มีการผลิตเซลส์สมองเพิ่มได้เท่าๆ กับเด็กอายุ 14 เลย

นี่คือการค้นพบล่าสุด เพราะใช้เทคโนโลยีปัจจุบันน่ะนะ สมัยก่อนพิสูจน์กันแบบนี้ไม่ได้ ได้แต่สันนิษฐานกัน แต่คราวนี้เรามีหลักฐานเป็นรูปธรรมนะว่า ถ้าจะขี้ลืม ไม่เกี่ยวกับอายุ อย่างที่พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสนะ เอาพระองค์เองเป็นที่ตั้ง ท่านอายุ 80 ไม่ขี้หลงขี้ลืมเลย ยังจำได้เปี๊ยะเลย แล้วผมก็เคยเห็นมาเยอะด้วย คนที่อายุเกิน 80 แล้วความจำยังดีทุกประการ มันแสดงว่า ไม่เกี่ยวกับสมอง

คือถ้าเกี่ยวกับสมองจริง สมองมีอายุจริง แปลว่าต้องเป็นสากล คือ แก่แล้วต้องขี้หลงขี้ลืมกันหมด
แล้วอย่างนี้มีเหตุมีปัจจัยอะไร ถ้าเอาตามที่เรามองกันในแบบพุทธนะครับ ก็คือ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
หมายความว่า จิตนี่ ตั้งไว้อย่างไร คิดอย่างไร มีวิธีคิดแบบไหน ที่จะทำให้กระบวนการทำงานของสมอง มันยังดีอยู่ อันนี้เราเอาเป็นจุดตั้งต้นแบบพุทธนะ เรามองกันอย่างนี้นะว่า สมองนี่ ถ้าจะทำงานแปรปรวน หรือว่าทำงานเป็นปกติได้นี่ เริ่มต้นที่จิตก่อน เพราะว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ทีนี้คือ อาการขื้ลืมนี่ ถ้าหากว่าเราไม่ต้องไปเอาหลักฐานที่ไหน ดูจากใจของตัวเอง ถ้าเหม่อลอยบ่อยๆ เหม่อลอยเก่งๆ อันนี้ขี้หลงขี้ลืมได้แล้ว หรือบางคนนี่ อันนี้ที่วิทยาศาสตร์จะมองเป็นผู้ร้ายตัวหลักเลย ก็คือว่า ถ้าซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะมีความจำบกพร่อง กระท่อนกระแท่น ก็มีสูง

เริ่มต้นมาจากวิธีการคิด วิธีการทำงานของจิตใจก่อน ไม่ใช่ไปตั้งต้นว่าสมองผิดปกติอย่างไร แล้วจิตถึงได้ผิดปกติตาม ถ้าจะเชื่อแบบพุทธนะ เราต้องเชื่อว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

อย่างอาการขี้ลืมนี่ มองแบบนักเจริญสติ จะพบความจริงอยู่อย่างนะว่า ถ้าขาดสติเก่งๆ ไม่โฟกัสกับสิ่งที่ควรจะโฟกัส ปล่อยใจเลื่อนลอย เราจะพบว่า เวลาดึงสติกลับมา มันยาก จะเหมือนกับเบลอๆ แบลงก์ๆ (Blank) อันนี้ว่ากันตามประสบการณ์ทางจิตเลยนะ ไม่ต้องไปเอาหลักฐานมาจากที่ไหน

แต่ถ้าหากว่าเรามีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ล้มแล้วลุกทันที ไม่มัวแต่อ้อยอิ่ง ออดอ้อนอาลัย หรือว่าแสดงความหมดอาลัยตายอยาก มีแต่อาการที่เราพร้อมจะแก้ปัญหา ไม่ใช่พร้อมจะแพ้ปัญหา ลักษณะการทำงานของจิตใจแบบนี้ จิตใจของนักสู้ จิตใจของนักโฟกัสกับสิ่งที่จะต้องทำตรงหน้า โดยไม่เครียดเกินไป ไม่มีอาการของคนที่พร้อมจะซึมเศร้า หรือพร้อมจะเป็นโรคเครียด นอนไม่หลับ

อันนี้ ยิ่งใช้ชีวิตไปก็จะยิ่งเห็นว่า สมองนี่ยิ่งมีเขาเรียกว่า ตกผลึกน่ะ ตกผลึกทางความคิด เจออุปสรรค ไม่โวยวาย เจออุปสรรค ไม่ฟูมฟาย เจออุปสรรค ไม่หาคนโน้นคนนี้มาโทษ ไม่หาคนโน้นคนนี้มาด่า แต่คิดถึงต้นตอของปัญหาทันที แล้วก็หาทางพยายาม มีความเคยชินที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่ไปเห็นปัญหาเป็นเหมือนกับวันโลกแตกอะไรแบบนี้

อันนี้ ว่ากันตามประสบการณ์ ที่เราเห็นกันในชีวิตประจำวันทั่วไปนะ ทีนี้เราก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า คนที่มีสติแบบโลกๆ คือยังไม่ต้องมาเจริญสติ มีความรู้เกี่ยวกับการดูลมหายใจ ดูอิริยาบถอะไรต่างๆ เอาแบบแค่สติโลกๆ นี่ ถ้าหากว่าไม่ปล่อยใจ แล้วก็มีโฟกัสแบบที่ จะทำให้เกิดความประทับลงมาในใจเป็นภาพ ยกตัวอย่าง เวลาคนคิดเลขเก่งๆ เขาคิดเป็นภาพนะ ภาพตัวเลขอย่างแจ่มชัด แล้วเวลาที่เขาจำเลขได้เยอะๆ เขาก็จำเป็นภาพ ไม่ได้จำเป็นคำท่องว่า สาม สอง หนึ่ง หก แปด อะไรแบบนี้ แบบนี้มันไม่จำ แต่ถ้าเห็นภาพในใจอย่างชัดเจน เลขจะประทับลงมา แล้วก็ทำให้มาท่องได้ไหลลื่นเลยนะว่า มีเลขอะไรบ้าง

แม้แต่คนที่มีความจำดีที่สุดในโลก ที่บันทึกในกินเนสบุ๊ค ก็บอกว่า เวลาจำเลขเยอะๆ เขาจำเป็นชุดต่อเนื่อง ที่มีความสัมพันธ์กัน คือเห็นเป็นภาพ แล้วเป็นภาพที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน นี่ ลักษณะทางใจของคนเป็นแบบนี้นะ เวลาที่จำอะไรได้แม่นๆ จะจำเป็นภาพ แล้วก็ต้องมีความสัมพันธ์

ทีนี้เหมือนกัน เวลาเราบอกว่า เราเจริญสติแล้วขี้ลืม ต้องมาสำรวจว่า วิธีเจริญสติ วิธีบริกรรมของเรา มันอยู่ท่าไหนบ่อยๆ มีท่าไม้ตายแบบไหนบ่อยๆ ในการภาวนา

ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับนักภาวนา นักเจริญสติในไทย มักจะบอกว่า ผม หรือดิฉัน เจริญสติด้วยวิธีการบริกรรมพุทโธ
โอเค เป็นเรื่องจริงว่า คุณบริกรรมพุทโธมาสิบปี หรือยี่สิบปี บอกว่า นี่ พุทโธๆๆ มาอย่างนี้แหละ แต่ยิ่งวันยิ่งขี้ลืม ก็ลองไปสำรวจดูว่า วิธีที่คุณรู้สึก หรือว่า มีคำพุทโธ ผุดขึ้นมาในใจ หรือว่าในหัว เป็นพุทโธแบบไหน

เป็น พุทโธ แบบเลื่อนลอยไม่สม่ำเสมอ หรือ เป็น พุทโธ ในแบบที่มีความคงเส้นคงวา

ผมจะให้ข้อสังเกตนะ ถ้าหากว่าเป็น พุทโธที่มีความคงเส้นคงวา ยกตัวอย่างนะ อย่างเหมือนกับเราอ่านตัวหนังสือ “พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ” แล้วมีคำกระซิบอยู่ในหัวของเราอย่างต่อเนื่อง อันนี้เรียกว่ามีโฟกัสกับคำว่าพุทโธอยู่อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาช่วงหนึ่ง

แต่ถ้าหากว่าในใจคุณบอกว่า กำลังภาวนา พุทโธอยู่ แต่พุทโธหายไปตั้งสามนาที กว่าจะกลับมา แล้วก็พุทโธแบบกระปริบกระปรอย อีกแป๊บหนึ่ง ใจไม่ได้ใส่ใจเลย จิตนี่เหมือนกับพร้อมจะเลื่อนลอยไป แล้วก็ไม่ได้สนกับคำบริกรรมพุทโธอย่างแท้จริง แต่เหมือนกับ สั่งตัวเองให้ขังตัวเองอยู่กับคำพุทโธในช่วงนี้ มันแปลว่าอะไร แปลว่าจิตส่วนใหญ่มันหายไปกับอาการเหม่อโดยเราไม่รู้ตัว แล้วก็มีความเคยชินแบบนี้เป็นสิบปี
ความเคยชินแบบนี้แหละที่สร้างความขี้ลืมขึ้นมา โดยไม่รู้ตัว รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เสร็จแล้วไปบอกว่ายิ่งภาวนายิ่งขี้ลืม

หรือบางคนบอกว่า ใช้วิธีดูลมหายใจ แต่ทีนี้แทนที่จะมีโฟกัสที่แน่นอน ที่มันพอดี ที่ยิ่งหายใจยิ่งมีความสุข ยิ่งหายใจยิ่งมีนิมิตลมหายใจขึ้นมาเด่นชัด
แต่ที่ไหนได้ ยิ่งภาวนาไป ยิ่งดูลมหายใจไป ยิ่งทุกข์ทรมาน ยิ่งอึดอัด หรือบางทีไม่ได้อึดอัดหรอก แต่คล้ายๆ ว่า ปล่อยจิตปล่อยใจให้รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง แล้วก็ไม่สนใจอยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี ยี่สิบปี อาการแบบนั้น ที่นึกว่าตัวเองทำสมาธิแบบดูลมหายใจอยู่ แท้ที่จริง มันเพาะพันธ์ความฟุ้งซ่านแบบใหม่ขึ้นมา คือมากักตัวเองอยู่ในที่นั่ง สั่งให้ตัวเองโปรแกรมตัวเองให้ดูลมหายใจ ให้จ้องลมหายใจ แต่จิตจริงๆ ไม่ได้รู้ลมหายใจอะไรกับเขาเลย นี่ตัวนี้มันก็เข้าข่าย ยิ่งรู้ ยิ่งพยายามรู้ ยิ่งเหมือนกับพยายามเหม่อ

แล้วในทางอื่นก็เหมือนกัน คือคุณจะภาวนาแนวไหนก็ตาม ถ้าหากว่าใจไม่ได้มีสติอยู่จริง มีแต่อาการที่เรานึกว่า เรากำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น แต่ยิ่งจดจ่อไปบางทีถ้าเราสังเกต จะมีอาการเหมือนจิตทื่อๆ มึนๆ พร่าเลือน ไม่ชัดเจนว่า เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ตรงนี้นี่ก็เป็นสาเหตุ ให้เกิดอาการเป็นต้นเหตุให้เกิดความขี้ลืมได้ทั้งนั้นเลย

อย่างถ้า ผมให้คุณเปรียบเทียบดูนะ หลายท่านอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างถ้าเราบอกว่า เราจะภาวนาด้วยการดูลมหายใจ แล้วเรามาสังเกตว่า ตอนที่หายใจยาวอย่างถูกต้อง หน้าท้องจะดันขึ้นมาก่อน พองขึ้นมาก่อน พอพองขึ้นมาแล้วหยุดแป๊บหนึ่ง แล้วก็ปล่อยลมออกไปจนหมด พักแป๊บหนึ่ง แล้วค่อยให้หน้าท้องพองขึ้นมาใหม่

ตรงนี้จะเริ่มหายใจอย่างมีความสุข แล้วถ้าหากว่าหายใจอย่างมีความสุขได้ จะมีความใส่ใจต่อเอง โดยไม่ต้องบังคับ แล้วก็ไม่มีอาการฝืน ไม่มีอาการมาทุรนทุรายว่า นี่ทำไมฉันต้องลำบากลำบนมานั่งดูลมหายใจแบบนี้ ดูไปแล้วได้อะไร มันซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นี้

ถ้าหายใจถูกต้อง คุณจะได้คำตอบจากใจตัวเองเลย ว่ายิ่งดู ยิ่งมีความสุข ยิ่งดูยิ่งมีสติ เข้ามารู้สภาพภายในอันเป็นธรรมชาติของกาย เวลาหายใจแต่ละครั้ง มันมีความแช่มชื่น ถ้าหากว่าหายใจยาวถูกต้อง ท้องไม่เกร็ง แล้วเวลาที่ระบายลมหายใจออก มันคลายความอึดอัด มันผ่อนคลายมันสบาย เหมือนกับเอาก้อนเครียด ก้อนความฟุ้งซ่าน มาโยนทิ้ง กลับคืนสู่ความว่างไป

ใจก็ยิ่งมีความติดใจน่ะ มีความรู้สึกว่า การมีสติแบบนี้นี่ ดีนะ ทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็มีความสุขชนิดที่ ทำให้จิตมีความสงบนิ่ง ไม่ใช่สุขในแบบที่จะทำให้เกิดอาการอ้อยอิ่ง อาลัย หรือว่าหลงเพลินไปแบบตอนที่เรากำลังฟังเพลง อะไรที่มันเคลิ้มๆ เยิ้ม ๆ เป็นความสุขในแบบที่ จะทำให้เรามีสติ อยู่กับโฟกัส ตรงหน้า คือลมหายใจปัจจุบัน

ยิ่งเราหายใจแบบนี้ได้บ่อยขึ้นเท่าไหร่ สติก็จะยิ่งอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้นเท่านั้น แล้วพอสติอยู่กับเนื้อกับตัวได้ เวลาที่เราไปโฟกัสกับงาน หรือโฟกัสกับสิ่งอื่น ก็จะพลอยมีคุณภาพมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่า คุณหายใจได้ในแบบที่มันเกิดความเป็นอัตโนมัติ รู้อยู่เองเป็นฐาน เหมือนกับศูนย์กลางของสติ อยู่กับการหายใจอย่างถูกต้อง พอหายใจเข้า ท้องพองขึ้น หยุดนิดหนึ่ง แล้วก็ท้องยุบลงโดยไม่ต้องบริกรรมนะ เอาแค่การรู้เนื้อรู้ตัวว่า มันเกิดอาการอะไรขึ้นมากับร่างกาย

เพียงแค่นี้ คุณสามารถที่จะไปไหนๆ ทั่วโลก พร้อมกับความสุขกับการหายใจในแต่ละครั้งได้ แล้วถ้าศูนย์กลางของสติ ศูนย์กลางการรับรู้อยู่ตรงนี้ เวลาที่คุณไปจ้อง เวลาที่คุณไปฟัง หรือว่าไปทำงานอะไรอย่างอื่น ก็จะยังคงรู้สึกถึงลมหายใจที่เป็นสุขได้ เป็นพื้นฐาน

มันอาจจะเลือนๆ ไปบ้าง ตอนที่ต้องโฟกัสกับงานจริงจัง หรือว่าต้องคิดอะไรในหัวแบบซับซ้อน ก็จะไม่รู้สึกถึงลมหายใจเท่าไหร่ แต่พอยต์ก็คือว่าเมื่อใดก็ตามที่คิดงานเสร็จ หรือว่า ไม่ต้องทำอะไรที่มันเป็นแบบโลกๆ ภายนอก มันจะกลับมาชื่นชมลมหายใจแบบเดิมๆ คือหายใจยาวอย่างมีความสุข หายใจยาวตอนเข้า หายใจยาวตอนออก

สติ ก็จะเจริญขึ้น ตรงนี้พระพุทธเจ้าถึงได้เน้นนักเน้นหนาว่า ทำไมถึงอยากให้สาวกของพระองค์ได้เจริญอานาปานสติกันเป็น

แต่ยุคของเรา คือก็ไม่ได้เจริญอานาปานสติกันเท่าไหร่ หรือบางทีเจริญ นึกว่าเจริญอานาปานสติ แต่ที่แท้มาจ้องลมหายใจแบบเครียดๆ ยิ่งจ้องยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งจ้องยิ่งอึดอัด ยิ่งจ้องยิ่งสติเลอะเลือน หรือไม่ก็ ขี้ลืมไปเลย แบบนี้นะครับ

สรุปนิดหนึ่งว่า การที่เราเจริญสติ อย่างหนึ่งที่จะบอกได้ว่าเป็นแนวทางการเจริญสติที่ไม่ทำให้ขี้หลงขี้ลืม ก็คือ เราต้องมีความพอใจ ที่จะรู้กระทบ อย่างลมเข้าลมออก ก็ถือเป็นกระทบ เพราะมีการกระทบของลมกับร่างกาย ถึงได้มีความรู้ว่านี่หายใจเข้าอยู่ นี่หายใจออกอยู่นะ

เหมือนกัน พอเราไปเอาตาไปดู เอาหูไปฟัง แล้วเอาใจไปคิด เวลาที่มันเกิดการปะทะ ระหว่างความคิดกับจิต ถ้าหากว่าเราไม่มีความพอใจ ที่จะรู้จิตก็จะยู่ยี่ตามความฟุ้งซ่านไป โดนความฟุ้งซ่านขยำจิตให้ยู่ยี่ เป็นเศษผง เศษขยะอะไรไป

แต่ถ้าหากว่า จิตของเรา มีความเบิกบาน มีความแผ่ผาย มีความเต็มดวง เวลาทีความคิดเข้ามา จะเข้ามาแบบแผ่วๆ เหมือนกับแมลงหวี่ แมลงวัน เข้ามากระทบไฟที่ลุกโชนสว่างจ้าอยู่ แมลงหวี่ แมลงวันก็ไหม้ตายกันหมด

ความสว่างนั้น ก็จะเป็นรสชาติที่ทำให้เราเกิดความพึงพอใจ ที่จะเจริญสติ ไม่ใช่บังคับตัวเอง

จำไว้ว่า ถ้ามีอาการบังคับ หรือฝืนใจ บอกฉันจะเจริญสติ แล้วมีอาการอึดอัด ฝืดๆ ขึ้นมา ต้องฝืนอยู่หลายนาที ก่อนที่สติจะเกิดอะไรแบบนี้ เสียงบ่นแบบนั้นแหละ สะท้อนว่าคุณไม่ได้เจริญสติมาตามแนวทางที่จะทำให้เกิดความพอใจ ที่จะรู้ผัสสะกระทบ หรือว่า รู้กาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นการเจริญสติมาในแนวที่ ทำให้คิดซ้อนคิด แล้วก็อยาก มีแต่อาการอยากที่จะเจริญสติ แต่ว่าตัวสติ ไม่ได้เกิด วัดได้จากค่าความอึดอัด ยิ่งอึดอัดมากยิ่งแปลว่า เราฝืนมาก พยายามมาก พยายามอย่างสูญเปล่าด้วย

แต่ถ้าหากขึ้นต้นมา คุณมีความเคยชินบอกว่า นี่คือจังหวะที่เราควรจะเจริญสตินะ ฟุ้งซ่านมามากแล้ว แล้วมีความเบิกบานขึ้นมา มีความปลดปล่อย มีอาการที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วตัวขึ้นมา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ส่องสะท้อนว่า เรามาในแนวทางของการเจริญสติ แบบที่ทำให้จิตมีความเบิกบาน ทำให้สติมีความเติบโต แล้วก็ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะ พร้อมจะหลั่งสารดีๆ ช่วยให้สมองแล่น แล้วก็ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดอะไรต่างๆ โอเคหมด

จะสรุปเป็นคำให้จำง่ายๆ นะ คือ ถ้าเจริญสติมาถูก คุณต้องไม่ปฏิเสธอารมณ์ ไม่ฝืนกลั้นกับความสุข ความทุกข์ทีเกิดขึ้น อย่างบางคน พอสุขแล้วเกิดความรู้สึกว่า เดี๋ยวจะหลงเพลิน ไปแกล้งกดทับให้อึดอัดเสียอย่างนั้น หรือบางคนเกิดความทุกข์ขึ้นมา แล้วก็สงสัยอยู่นั่นแหละ มัวแต่ค้นหาว่า เอ๊ะ ทำอย่างไรความทุกข์ถึงจะแสดงความไม่เที่ยงออกมา นี่มันกลายเป็นความคิดไป ไม่ใช่เจริญสติ ไม่ใช่รู้ตัวอะไรเลย จิตไม่ได้อยู่ในภาวะพร้อมที่จะเป็นสติ

ถ้าจิตอยู่ในสภาวะพร้อมที่จะเป็นสติ จะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมยอมรับความจริงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกำลังประสบทุกข์ หรือประสบสุขอยู่ก็ตาม ต้องไม่รังเกียจ ทั้งความสุขที่ล้นหลาม แล้วก็ไม่ไปปฏิเสธหรือว่าบอกว่าตัวเองไม่เป็นทุกข์ เช่น ไม่ได้โกรธ ไม่ได้มีความโลภ ไม่ได้มีความฟุ้งซ่าน ปฏิเสธภาวะที่เกิดขึ้นแบบนี้ ไม่ใช่สติ

สติคือการรู้ตามจริงให้ทัน ว่ากำลังเกิดภาวะอะไรขึ้นกันแน่

แล้วก็มีอีกอันคือ การคิดซ้อนคิด ยอกย้อน ขัดแย้งกับตัวเอง อยากอย่างหนึ่ง แต่ภาวะจริงอีกอย่างหนึ่ง พวกนี้จะติดนิสัยกลายเป็นพวกชอบคิดซ้อน อย่างเวลาทำงานก็จะทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน คิดหลายๆ อย่างอยู่ในหัว ตัวคิดหลายๆ อย่างอยู่ในหัวนี่ก็ตัวการหนึ่งทำให้ขี้หลงขึ้ลืมได้ เพราะอะไร เพราะว่ามันไม่โฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจริง จะกระโดดไปกระโดดมา แล้วอาการกระโดดไปกระโดดมานี่ทำให้จิตมันเบลอ ไม่ชัด ไม่เกิดภาพจำ พอไม่เกิดภาพจำ พอมันเบลอ สมองก็ทำงานเรรวน

เดี๋ยวสรุปจริงๆ เสียที พูดง่ายๆ อย่าฝึกเจริญสติในแบบที่ เราเก็บกดอารมณ์ ให้รู้อารมณ์ชัด ยอมรับตามจริง ถ้าสมาธิยังไม่ตั้งมั่น ก็ให้อาศัยกายเป็นศูนย์กลางสติไปก่อน อย่ารีบร้อนไปดูจิต

ขึ้นต้นมานี่ ถ้ายังฟุ้งซ่านอยู่ อย่าไปดูความฟุ้งซ่าน ให้หาแนวทาง แนววิธี คุณจะมีแนวทางแนววิธีอะไรก็แล้วแต่ ตามอัธยาศัย แต่ขออย่างเดียวว่า  อย่าไปพยายามทำให้อะไรมันบิดเบือนไปจากความเป็นจริงนะ เอาเป็นข้อสรุปนะครับ
เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจริญสติในแบบบิดเบือนความจริง เมื่อนั้นจิตของเราจะทำงานผิดปกติทันทีนะครับ!
_________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ฝึกสติแบบไหนไม่ขี้ลืม?
วันที่ 20 มิถุนายน 2020

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=5bFs278Ww58

ถอดความ : เอ้


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ทำสมาธิได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งทำงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ ใช่ไหมคะ กำหนดจิตพิจารณาแบบนี้ ก็พอได้ไหม?


ดังตฤณ :  คือคำว่าทำตลอดเวลาเนี่ย ไม่ใช่ว่าไปเห็นกายเห็นใจพร้อมไปกับการทำงานเอกสาร พิมพ์งานไปด้วย รู้ลมหายใจ รู้สภาพทางจิตไปด้วยอะไรแบบนั้นนะ แบบนั้นเนี่ยจะไม่ได้อะไรสักอย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรมนะครับ

เวลาทำงานตั้งสติรู้อยู่กับงานให้เต็มที่ โฟกัสอยู่กับงานให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเมื่อพักจากงานนะ จะเลิกพิมพ์ หรือจะเลิกคิด หรือจะเลิกคุยกับคนก็ตามเนี่ย เกิดความรู้สึกอึดอัด เกิดความรู้สึกเครียด หรือว่าเกิดความรู้สึกว่าเราฟุ้งซ่านปั่นป่วนขึ้นมา อันนี้แหละเป็นจังหวะที่เราจะได้ฤกษ์ที่จะเริ่มเจริญสติระหว่างทำงาน

กล่าวคือ เมื่อความรับรู้ว่าเนี่ย ตอนนี้กำลังฟุ้งซ่านแล้วนะ แค่คุณสังเกตขึ้นมาง่ายๆว่า ที่ฟุ้งซ่านอึดอัดเครียดมันหายใจสั้นหรือหายใจยาว ร้อยทั้งร้อยคุณจะได้คำตอบว่า เออลืมลมหายใจไป ลมหายใจมันสั้น ลมหายใจมันแผ่ว ลมหายใจไม่เป็นที่รับรู้ หรือไอ้ความฟุ้งซ่านปั่นป่วนจนกระทั่งว่า ไม่มีกะจิตกะใจไปรู้สึกถึงกายถึงใจในส่วนอื่นนะครับ ก็แค่รับรู้ไปก็ได้ว่า เนี่ยตอนนี้กำลังฟุ้งซ่านจัด กำลังมีความวกวน กำลังมีความปั่นป่วน แล้วก็มีตัวตนเต็มที่เลยในการฟุ้งซ่านนั้น

แต่ถ้าหากว่าเราแค่สังเกต เนี่ยเออตอนที่ฟุ้งซ่าน เริ่มรับรู้ขึ้นมาว่า ฟุ้งซ่านมากมันหายใจสั้นอยู่ คุณจะหายใจยาวขึ้นเป็นอัตโนมัติ แล้วพอหายใจยาวๆนะครับ แบบที่ให้ดูในแอนิเมชั่นเนี่ย ว่าหายใจยาวท้องควรจะป่องออกมายังไง แล้วก็ยุบลงไปยังไง แค่สองสามครั้ง สองสามขณะของลมหายใจ มันจะเห็นเลยว่า ความสบายที่เกิดขึ้นทั้งเนื้อทั้งตัวเนี่ย มันลดความฟุ้งซ่านในหัวลงได้แบบเห็นได้ชัดนะ เปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนนะครับว่า มันต่างกันอย่างไร เนี่ยตัวนี้เริ่มมีสติขึ้นมาแล้วระหว่างที่คุณกำลังอยู่ในชั่วโมงการทำงาน

แต่ไม่ใช่ว่า คุณจะไปรู้อะไรแบบนี้ได้ตลอดเวลา ทั้งที่กำลังทำงานอยู่ด้วย แบบนั้นเนี่ย ถ้าใครทำได้แบบนั้นมันคงไม่ต้องไปปลีกวิเวกกัน คงไม่ต้องไปบวชกันนะครับ อยู่ทำงานแล้วก็หัวยุ่งๆแบบนี้ก็สามารถที่จะเจริญสติแล้วก็ทำสมาธิได้ถึงฌาน

แต่ถ้าคุณมีความรู้ มีความเข้าใจ แล้วก็ยอมรับสภาพนะครับว่า การทำงานเป็นฆราวาสอยู่เนี่ย มันต้องโฟกัสกับงานก่อน แล้วพอว่างจากงาน คือไม่ได้หมายถึงว่า ตอนกลับบ้าน แต่อยู่ที่ทำงานนั่นแหละ ว่างจากภาวะ พักจากการพูด การคุย การประชุมกับคน ก็สามารถที่จะเอาเวลาช่วงนั้น มารู้กายรู้ใจ ที่กำลังแย่ๆได้ ตัวนี้ต่างหากนะครับ ที่เรียกว่า เราอาศัยเวลาการทำงานมาทำประโยชน์ทางธรรมให้กับตัวเองได้ทุกวันนะครับ

-------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ทำสมาธิได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งทำงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ 
                              ใช่ไหมคะ กำหนดจิตพิจารณาแบบนี้ก็พอได้ไหม?               
ระยะเวลาคลิป           ๓.๓๐ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=qF-mxm8sm5g&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=30


** IG **

ผมฝึกเจริญสติมาตลอด แต่ติดปัญหาคือไม่กล้าคุยหรือมองหน้าคนแปลกหน้าบางคนได้ ยิ่งเวลามีสติรู้เท่าทัน ความเกร็งอาการยิ่งหนัก ทำอย่างไรดีครับ?


ดังตฤณ :  ผมยกอย่างนี้ก่อน อย่างสมัยพุทธกาล เคยมีเหล่าภิกษุที่กระโดดขึ้นไปทำอสุภกรรมฐาน พิจารณากายโดยความเป็นของโสโครก เสร็จแล้วพอเห็นว่าร่างกายมันเต็มไปด้วยความสกปรกเหมือนส้วม ก็อึดอัดระอาแล้วก็ทนไม่ไหว ฆ่าตัวตายบ้าง หรือว่าวานคนอื่นฆ่าบ้าง พระพุทธเจ้าทรงทราบท่านก็เรียกประชุมสงฆ์ แล้วบอกว่าที่ถูกเนี่ยต้องทำอานาปานสติให้เกิดความสุขให้ได้ก่อน

เพราะว่าอะไร เพราะว่าจิตเนี่ย พอมันมีความสุข มันมีความนิ่งเป็นสมาธิแล้ว มันเหมือนมีทุน มีต้นทุน มีความสามารถที่จิตจะไม่อึดอัดระอา ทำตัวเป็นผู้รู้ ผู้ดู แยกออกไปเป็นต่างหากจากสภาพทางกายทางใจได้

พูดง่ายๆพอมีความสุขมีสมาธิ อันเกิดจากการสังเกตลมหายใจเป็นแล้วเนี่ยนะครับ จะทำกรรมฐานข้อไหน หรือว่าจะดูจิตดูใจอย่างไร มันก็จะเกิดความชัดเจนนะครับ แยกตนเป็นต่างหากจากอาการเหล่านั้น สภาวะเหล่านั้น ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกับสภาวะเหล่านั้น

อันนี้ตัวคำถามเนี่ย บ่งบอกว่าคุณเจริญสติแบบที่อยู่ๆกระโดดไปดูไปรู้อาการเกร็งขึ้นมาเฉยๆ คือแบบนั้นมันไม่ได้เรียกว่ารู้อาการเกร็งนะ แต่มันไปเพิ่มอาการเกร็ง ไปโฟกัสอยู่กับความเกร็ง ไปจดจ้องโดยที่มีความสุขไม่เป็น ถ้ามีความสุขเป็นเนี่ย จิตจะถอยออกมาเป็นผู้รู้

แต่ถ้าพยายามดูแบบที่มันมีความสุขไม่ได้ มันจะกลายเป็นเราไปเพิ่มปัญหานะ ไม่ได้ถอนปัญหา ไม่ใช่ถอนตัวออกมาจากไอ้ความเกร็งนะครับ เนี่ยอย่างเมื่อกี้นี้ เราดูแอนิเมชั่นลมหายใจไปเนี่ย กลับมาให้ดูอีกครั้งก็ได้ (ขึ้นแอนิเมชั่นฝึกหายใจยาว) เนี่ยอย่างตอนนี้ คุณลองนึกดูนะ ถ้าคุณสามารถทำอย่างนี้ได้เป็นปกตินะครับ เวลาที่หายใจเข้าพองท้องออกมาเหมือนลูกโป่งที่มันขยายออกมาสบายๆเนี่ย  แล้วหยุดแป๊บนึงก่อนที่ให้ปอดมันยุบคืนกลับไปเข้าที่

เสร็จแล้วเนี่ยพอคุณเจอคนแปลกหน้า แล้วเกิดความรู้สึกเกร็งเนื้อเกร็งตัวขึ้นมา มันจะมีข้อเปรียบเทียบแตกต่างจากตอนที่คุณผ่อนคลาย ตอนที่คุณหายใจอย่างสบายเห็นได้ชัด มีความเกร็งที่ตรงไหน มีความรู้สึกไม่สบายตรงส่วนใดอวัยวะไหนของร่างกายก็ตามเนี่ย มันจะเห็นเป็นของแปลกปลอม มันจะเห็นเหมือนกับของที่แทรกซ้อนขึ้นมาท่ามกลางความสงบความสบายความผ่อนคลาย เนี่ยตัวนี้เนี่ยมันก็จะทำให้เกิดความสามารถของจิตที่จะเป็นผู้รู้ว่า ไอ้ความเกร็งมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ตรงไหน โดยไม่เข้าไปเพิ่มตัวความเกร็งให้มันมากขึ้น

เจริญสติเนี่ยขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า ไม่ใช่การพยายามดูอะไรที่มันเกินความสามารถที่จะดู การเจริญสติที่ถูกต้อง มันต้องมีสติรู้ตามจริงยอมรับตามจริง ณ จุดเกิดเหตุ โดยไม่เข้าไปเพิ่มปัญหาของสภาวะดังกล่าวนะครับ

อย่างเช่นในกรณีนี้เนี่ย คุณเจอคนแปลกหน้าเนี่ย มันจะทำให้เกิดความปรุงแต่งจิตขึ้นมาแบบหนึ่งว่ารู้สึกเป็นทุกข์ ถ้าคุณรู้ความทุกข์ด้วยอาการของใจที่มันแห้งเหี่ยว ที่มันไม่พร้อม ที่มันไม่อยากจะยอมรับความจริง นั่นน่ะมันจะเกิดกระบวนการๆฝืน หรือพยายามที่จะรู้ๆตัวความทุกข์ ฝืนรู้ความทุกข์ก็คือ เพิ่มความทุกข์ขึ้นมานั่นเอง

แต่ถ้าคุณมีทุนรอน มีความสามารถที่จะรู้เห็นว่า การหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง เวลาหายใจยาวมันมีความสุขยังไง เวลาหายใจสั้น มันมีความทุกข์ยังไง เปรียบเทียบง่ายๆได้อย่างนี้ คุณก็จะสามารถเปรียบเทียบได้เช่นกันว่า ก่อนที่จะเจอคนแปลกหน้าแล้วเป็นทุกข์เนี่ย อาการทางใจมันสบายๆอยู่เป็นปกติอยู่อย่างไร แล้วพอเจอคนแปลกหน้านะ มีความทุกข์มีความบีบคั้นขึ้นมาทั้งทางกายและทางใจเนี่ย มันแตกต่างไปอย่างไร อันนี้มันก็จะเกิดความรู้สึกชิลๆ (chill)ที่จะรู้ ไม่ใช่ไปพยายามฝืน ไปพยายามฝืด ที่จะรับรู้สภาพความทุกข์ให้ได้แบบนั้น

---------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         ผมฝึกเจริญสติมาตลอด แต่ติดปัญหาคือไม่กล้าคุยหรือมองหน้า
                              คนแปลกหน้าบางคนได้ ยิ่งเวลามีสติรู้เท่าทัน 
                              ความเกร็งอาการยิ่งหนัก ทำอย่างไรดีครับ?            
ระยะเวลาคลิป           ๕.๔๘ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=iWDPNqH_KNE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=32

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

อยากถามว่า คลื่นปัญญามีหลายคลิป เราสามารถดูหลายคลิปต่อเนื่องกันได้ไหม หรือควรดูแต่ละคลิปให้เข้าใจก่อน ค่อยขยับไปคลิปต่อๆไป


ดังตฤณ :  ก็ควรจะดูทีละคลิปนะครับ จะทำความเข้าใจรวดเดียวก่อนก็ได้ แล้วก็อยากให้คำแนะนำนะครับว่า แต่ละคลิปไม่ใช่ว่าดูเสร็จแล้ว แล้วก็จบไปเลยไม่ต้องกลับมาดูอีก ห้ามกลับมาดูซ้ำ ตรงกันข้ามนะครับอยากให้ทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลิปที่ว่าด้วยการหายใจยาวหายใจสั้นให้เป็นเนี่ยนะครับ

ถ้าใครยังไม่เคยเข้าไปนะครับ เสียงสติ.com นะครับ เข้าไปที่ www.เสียงสติ.com มีแอป(Application) ให้โหลดด้วยทั้งแอนดรอย (Android) และไอโอเอส (iOS)

พอโหลดแอปไปแล้ว ถ้าเปิดขึ้นมาครั้งแรกหน้าว่างๆ อันนั้นยังเป็น bug (Debug) อยู่นะครับ คือให้ปิด แล้วก็เปิดขึ้นมาใหม่ ก็จะใช้ได้ตามปกตินะครับ คลิกเข้าไปที่ส่วนของคลื่นปัญญา แล้วคุณจะเห็นมาตามลำดับเลย ซึ่งอันนั้นเนี่ยเปิดดูตามลำดับ มีคำแนะนำในเรื่องของการเซ็ทอุปกรณ์ให้มันเหมาะสม คือใช้แค่โทรศัพท์ หรือว่าแท็บเล็ตธรรมดานี่แหละ แต่ว่ามีคำแนะนำเช่นว่า ควรจะตั้งให้คุณดูแบบคอตั้งหลังตรงอะไรแบบนี้

แล้วจากนั้นมันจะมีคลิปบอกว่า คลิปให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาท่านั่งแบบคอตั้งหลังตรง แล้วจากนั้นก็จะเป็นคลิปเกี่ยวกับเรื่องของการฝึกหายใจยาวหายใจสั้นโดยเฉพาะนะครับ

ต่อๆมามันก็จะมีเนื้อหาของการตั้งมุมมองที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ที่ผมถอดมาจากมหาสิตปัฏฐานสูตรนะครับ แล้วก็ถ้าเข้าใจแต่ละตอนดีแล้ว ถึงแม้ว่าจะดูครั้งแรกแล้วเกิดความเข้าใจได้เนี่ย มันก็จะมีมุมมองภายในที่ถูกปรับ มีทัศนคติเกี่ยวกับการอานาปานสติเป็นเครื่องตั้งเข้ามารู้สภาพทางกายสภาพทางใจ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนนะครับขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าคุณดูแค่ดูไปครั้งเดียวแล้วไปทำงาน กลับมาเนี่ย สมมติว่าจะนั่งสมาธิหลับตาด้วยตัวเอง จะพบว่าลืมไปแล้ว มันหลงเข้าป่าง่ายมากนะครับจิตของคนเราเนี่ย โดยเฉพาะคนเมืองนะครับ

แต่ถ้ามีเครื่องช่วยอะไรแบบนี้ คุณจะไม่ลืมแม้แต่วันเดียว ไม่ลืมสักวัน ถ้าดูทุกวันก็ไม่ลืมทุกวัน เพราะว่าลักษณะของภาพเคลื่อนไหว หรือว่าแอนิเมชั่นที่เป็นไกด์ไลน์แบบนี้เนี่ย ทำให้คุณไม่ต้องหลับตาก่อน ให้คุณลืมตาแล้วก็นึกออกทุกวันว่า เราควรตั้งมุมมองภายในไว้อย่างไร เวลาที่เริ่มต้นทำสมาธิ

ถ้าดูทีละคลิป ครั้งแรกเลยอยากให้ดูแบบรวดเดียวเลยต่อเนื่องไปจนจบนะครับ จนมันมีความเข้าใจแล้วว่า คลื่นปัญญาเนี่ยทำหน้าที่อะไร ช่วยคุณยังไง จากนั้นเนี่ยมาดูทีละคลิป ทีละคลิปนะครับว่า แต่ละคลิปให้ความเข้าถึงสภาวะภายในอย่างไรบ้างนะครับ

แล้วจากนั้นค่อยขยับไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ดูเข้ามาเห็นชายโครงซี่โครง หรือว่ากระดูกทั้งตัว หรือว่าเรื่องของปอด ตับ ไต ไส้ พุง อะไรต่างๆเนี่ยนะครับ

ถ้าหากว่าคุณยังไม่มีสมาธิจิตยังไม่สว่างเหมือนกับเปิดสวิทซ์ไฟแล้วทั่วห้องสว่างขึ้นมาได้เนี่ย มันก็จะเหมือนกับเห็นแค่รางๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่จิตของคุณทรงอยู่ในสภาวะของสมาธิได้เป็นปกติ แล้วก็มีความสว่างมีความใสเห็นออกมาจากภายใน ราวกับกายเป็นแก้วได้เนี่ย นั่นแหละที่คุณจะไม่สงสัยเลยนะแต่ละคลิปที่ให้เห็นโครงกระดูกก็ตาม หรือว่าจะตับ ไต ไส้ พุง ก็ตามเนี่ยจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ใช่เรื่องลึกลับมหัศจรรย์อะไร มันจะเป็นเรื่องธรรมชาติธรรดาของจิตที่ตั้งเป็นสมาธิได้ มีความสว่างราวกับแสงไฟในห้องได้นะครับ

แต่ละคลิปจะค่อยๆขยับละเอียดประณีตขึ้นไปเรื่อยๆตามสภาพของจิตที่พึงมีพึงได้จากการฝึกแต่ละคลิป

--------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         อยากถามว่า คลื่นปัญญามีหลายคลิป เราสามารถดูหลายคลิป
                              ต่อเนื่องกันได้ไหม หรือควรดูแต่ละคลิปให้เข้าใจก่อน 
                              ค่อยขยับไปคลิปต่อๆไป      
ระยะเวลาคลิป           ๕.๔๕ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=xq6GikgRsIs&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=38