วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราปฏิบัติธรรมในแต่ละวัน มากพอแล้ว?


ดังตฤณ :  ถามตัวเองว่าก่อนนอนมันฟุ้งซ่านหรือว่าสงบ ก่อนจะเอนตัวลงนอน แล้วในขณะที่เราตื่นขึ้นมา เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นมากพอที่จะรู้สึกเข้ามาในกายใจเป็นอัตโนมัติรึเปล่า

คีย์เวิร์ดอยู่ตรงนี้นะครับ ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแล้วก็มีความเป็นอัตโนมัติที่จะเข้ามารู้ในขอบเขตของกายของใจ เห็นมั้ยอันนี้ผมไม่พูดถึงเลยนะว่า คุณจะต้องนั่งสมาธิได้กี่ชั่วโมง เดินจงกรมไปกี่รอบกี่พันกี่หมื่นรอบนะครับ ผมพูดถึงข้อสังเกตว่าสติของเราเข้ามาอยู่ในกายในใจเป็นอัตโนมัติได้แค่ไหน ตัวนี้ที่มันเป็นมาตรวัดที่สำคัญที่สุด

คนส่วนใหญ่พอไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าให้มุ่งหมายให้เอาตรงนี้เนี่ยนะ ก็ไปกะเกณฑ์เรื่องจำนวนชั่วโมง หรือว่าไปกะเกณฑ์ในเรื่องของว่า คนโน้นเขาทำได้แค่นี้ เราทำได้แค่ไหน เราทำได้ประมาณนี้ คนอื่นเขาทำได้ยิ่งกว่ารึเปล่า เนี่ยไปเทียบเขาเทียบเรา เสร็จแล้วมันก็ไม่ได้คำตอบที่ถูกต้องนะครับ

คำตอบที่ถูกต้องนะครับจำไว้เลย ง่ายๆให้สังเกตแค่นี้ก่อน ก่อนนอนสงบหรือฟุ้งซ่าน ถ้ามันมีความสงบ ถ้ามันมีความรู้สึกว่าพร้อมจะนอนได้ในแบบที่ ถึงแม้หัวจะปั่นป่วนมีความเคร่งเครียดอะไร มันก็เป็นความปั่นป่วนแบบเบาบาง ไม่ใช่ว่าปั่นป่วนแบบหนักยุ่งฟุ้งมีตัวตนพรึ่บไปหมดเลย

แต่ถ้าหากว่า คุณมีความฟุ้งซ่านแค่เบาบาง แล้วก็ตัวตนเบาบางเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วคุณจะหลับสบาย แล้วพอตื่นขึ้นมามีความสดชื่นเป็นอัตโนมัติที่จะเข้ามารู้กายรู้ใจได้ อย่างนี้มันเป็นเครื่องวัดนะว่าคุณปฏิบัติมามากพอแล้ว เพราะอะไร เพราะว่าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาด้วยความสดชื่นมากพอที่จะรู้เข้ามาในกายใจเป็นอัตโนมัติ คุณจะพบว่าตัวเองมีกำลังใจ มีแก่ใจ มีฉันทะ มีความพึงพอใจที่จะรู้ต่อ

คนส่วนใหญ่นะครับตื่นขึ้นมามัวๆมั่วๆ แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีแก่จิตแก่ใจไม่มีความสดชื่นอะไรเท่าไหร่ มันก็จะมีความเคยชินต่อยอดไปเรื่อยๆนะครับว่า ฉันขอฟุ้งของฉันอย่างนี้แหละ มันไม่มีแก่ใจเข้ามาดูกายใจ

พอไม่มีแก่ใจเข้ามาดูกายใจนะ ใจมันจะสร้างความเคยชินขึ้นมาว่า ปล่อยไปเถอะ อยากคิดอะไรก็คิด นี่ตัวนี้นะต่อให้คุณไปควบคุมตัวเองไปนั่งสมาธิหนึ่งชั่วโมง หรือไปเดินจงกรมสักพันรอบ มันก็เอาชนะความเคยชินระหว่างวันแบบนี้แบบไม่ได้ ความเคยชินที่จะปล่อยใจ

ทีนี้พอเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า เออเริ่มเป็น ลืมตาอ้าปากได้ในการเจริญสติเนี่ย คุณจะพบว่าคุณจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป จะสังเกตลมหายใจก็ตาม จะอิริยาบถปัจจุบันก็ตาม จะความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ตาม จะความฟุ้งซ่านหนาแน่นบ้าง เบาบางบ้างก็ตามเนี่ย คุณจะไม่เกี่ยง คุณจะเห็นไปเรื่อยๆในระหว่างวันอย่างมีความพึงพอใจที่จะเห็น ความพึงพอใจที่จะเห็นไปเรื่อยๆแบบไม่เกี่ยงภาวะ ไม่เกี่ยงอิริยาบถ ไม่เกี่ยงสถานที่นั่นแหละ ตัวนี้ก็เป็นอีกจุดสังเกตนึงที่บอกคุณได้ว่า คุณทำมาเพียงพอสมแก่อัตภาพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเพศฆราวาส หรือบรรพชิตก็ตามนะครับ

-----------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราปฏิบัติธรรมในแต่ละวัน มากพอแล้ว?                   
ระยะเวลาคลิป           ๔.๒๗ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=jp4523HH_7E&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9&t=0s


** IG **

ขอคำแนะนำเรื่องการเจริญสติที่เหมาะสมกับนักเขียนครับ? ช่วงหลังๆมานี้รู้สึกเหมือนความคิดผุดขึ้นมาในหัวถี่มาก จนทำให้ลืมการเจริญสติอยู่บ่อยๆ เพราะต้องคิดพล็อตทั้งที่ใช้เขียนงานแทบทั้งวัน


ดังตฤณ :  การเจริญสติกับการคิดเขียน หรือว่าการคิดงานเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันโดยตัวเองอยู่แล้วนะครับ เพราะว่าการเจริญสติจริงๆแล้ว .. ผมให้ดูง่ายๆนะ (ขึ้นแอนิเมชั่นฝึกรู้ลมหายใจ) เวลาที่เราเห็นภาวะทางกายทางใจ ที่จะเรียกว่าเป็นการเจริญสติได้จริงๆมันต้องเห็นชัด แล้วก็เห็นอยู่อย่างนั้น อย่างเช่นถ้าเริ่มขึ้นมา เราพิจารณาลมหายใจว่า เดี๋ยวเข้าแล้วก็ต้องออกเป็นธรรมดา เดี๋ยวยาวแล้วก็ต้องสั้น

อันนี้ถ้าหากว่าเราไม่เห็นต่อเนื่อง โอกาสที่สติมันจะเจริญขึ้น อยู่บนเส้นทางสู่การบรรลุมรรคผลมันจะต่ำมาก หรือไม่เกิดเลย เป็นไปไม่ได้เลยนะครับ

แต่ขณะที่ถ้าเรามาคิดเขียน คุณดูเนี่ยเวลาคุณอ่าน เอาแค่อ่านนะยังไม่ต้องเขียน เห็นมั้ยภาพในใจมันต่างกันคนละโลกเลยนะครับ แล้วยิ่งเวลาที่คุณต้องคิดจินตนาการเขียนโน่นเขียนนี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิยาย หรือว่าเรื่องเชิงวิชาการก็ตาม ภาพในหัวของคุณมันจะต้องออกไปจากภาวะทางกายทางใจ ยกเว้นคุณมีสติที่ตั้งมั่นอยู่ในกายใจเป็นอัตโนมัติ

อย่างบางคนฝึกหายใจได้เก่ง จนกระทั่งมันเกิดความชำนาญ เวลาหายใจแล้วรู้ขึ้นมาเอง แล้วเสร็จแล้วก็ไปทำกิจอย่างอื่น แม้กระทั่งการเขียน การพิมพ์อะไรต่างๆ ภาพของลมหายใจมันก็ยังอยู่เป็นแบคกราวด์ (background) มันไม่ได้หายไปร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป อันนี้ก็กลายเป็นพวกทำงานไปด้วยแล้วรู้สึกถึงความไม่เที่ยงในกายใจไปได้ด้วย

แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญชำนาญพอ จิตยังไม่มีความสามารถที่จะเกาะอยู่กับภาวะทางกายทางใจได้เป็นอัตโนมัติ ก็ต้องทำงานในแบบที่เขาทำๆกันนั่นแหละ คือคิดเต็มที่นะ คิดอย่างมีสมาธิ

อย่างเวลาคุณคิดพล็อต(plot) คุณสังเกตตัวเองว่าคุณคิดพล็อตได้อย่างมีระเบียบมั้ย ถ้าหากคิดได้อย่างมีระเบียบอยู่ตัวนะครับ มันจะเหมือนกับใช้ความคิดนิดเดียว เล็งเลยว่าภาพใหญ่จะให้เป็นภาพอะไร แล้วก็มีภาพย่อยๆที่จะทยอยดิ่งเข้าสู่ภาพใหญ่ เดินทางเข้าสู่ภาพใหญ่เนี่ย จะทำยังไงมันเห็นเป็นบล็อกๆ(block)เลย

แต่ถ้าหากว่าวิธีการทำงานของคุณยังเป็นแบบจับฉ่าย ยังเป็นแบบเขาเรียกว่าเหมือนกับเส้นสปาเก็ตตี้ ที่พันกันไปพันกันมาแบบมั่วๆเนี่ยนะ อย่างนี้จิตจะฟุ้งซ่าน คือพอเวลาคิดพล็อตขึ้นมา หรือเวลาตั้งใจทำงานอื่นใดก็ตาม มันจะนึกไม่ออก หรือนึกออกไม่ชัดว่าเป้าหมายที่ต้องการให้ไปถึงเนี่ย หน้าตาเป็นยังไง เพราะฉะนั้นลำดับที่จะก้าวเป็นสเต็ปๆไปทีละก้าว ทีละก้าว มันก็ไม่ชัดเจนตามไปด้วย

การที่จิตยังมีความไม่ชัดเจน แล้วต้องหมกมุ่นครุ่นคิด อยู่กับงานที่ทำ มันจะทำให้เกิดความปั่นป่วน เกิดความรู้สึกฟุ้งซ่าน เกิดความรู้สึกว่าไม่สามารถเจริญสติได้

ตรงกันข้ามกับคนที่ทำงานแบบคิดนิดเดียว มีความเคยชินมากพอที่จะเห็นเลยว่าจะเอาอะไร แล้วจะทำอย่างไรทีละก้าว ทีละก้าว ไปถึงสิ่งที่อยากเอานั้นนะครับ ตรงนี้เนี่ยจะคิดแค่นิดเดียว ใช้เวลาสองสามวินาที มันอยู่ในหัวหมดเลย พวกนี้จะเจริญสติในระหว่างการทำงานได้เป็นพักๆ คือไม่ใช่ตลอดเวลานะครับ มันเป็นไปไม่ได้

อย่างที่ผมยกตัวอย่างให้ดูเนี่ย การเจริญสติเราเห็นกายใจ เนี่ยเห็นอย่างนี้ (ขึ้นแอนิเมชั่นฝึกรู้ลมหายใจ) มันจะไปเห็นภาพงานพร้อมกันไปด้วยได้อย่างไร แต่มันเป็นไปได้ที่ถ้าเราทำจนชำนาญ แล้วภาพสภาวะทางกายทางใจ มันจะอยู่แบบเป็นแบล็คกราวน์ (background) ครึ่งๆ หรืออยู่สัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วก็มีความสามารถจะคิดงานคิดการได้ เพราะว่าเราใช้ความคิดในงานแค่นิดเดียว จิตของเราวิธีคิดของเราเป็นเส้นตรงอยู่แล้ว อย่างนี้ถึงจะมีสิทธิ์

เพราะฉะนั้นมาพูดรวบรัดเลยว่า ทำยังไงวิธีการทำงานของคุณถึงจะเป็นไปในแบบคิดนิดเดียว ไม่คิดมากไม่วกวน การฝึกคิดสำคัญที่สุดคือการเล็งที่เป้าหมาย

คนส่วนใหญ่ไม่ว่าสาขาอาชีพไหนก็ตามไม่ค่อยแม่นนะ ยกเว้นแต่คนที่ปฏิบัติแบบที่เป็นเส้นทางประจำ อย่างพวกหมอหรือว่าพวกช่างเครื่อง หรือว่าพวกที่ไม่ต้องใช้ความคิดทั้งหลาย มันเป็นออโต้ไพลอต (autopilot) มันมีจุดประสงค์เลย

สมมติว่าหมอจะผ่าตัดรู้เลยว่าขั้นตอนมันมีอะไรบ้าง มันต้องเป๊ะ มันไม่ใช่มานึกเอาว่า เอ๊ะจะทำยังไงดี เอ๊ะควรจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอะไรยังไง ไม่ใช่นะครับ คือมันต้องมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน คือคิดวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว อันนี้ผมยกตัวอย่างว่า คนที่ทำงานแบบแน่นอน มีเส้นทางแน่นอน เขาจะคิดแบบเล็งเป้าหมาย แล้วก็ไปสู่เป้าหมายนั้นตามลำดับ เนี่ยมันจะคิดนิดเดียว

แต่ถ้าคิดเยอะ อย่างคุณบอกว่ากำลังคิดพล็อตใหม่ แล้วยังคิดไม่ออก ทำยังไงจะให้มันสนุก ประเภทที่มาคิดเอาวันต่อวันเนี่ย แบบไม่มีแผนไว้ล่วงหน้าเนี่ย อย่างนี้แหละที่จะฟุ้งซ่าน

ทีนี้เอาใหม่มั้ย อย่างตัวโจทย์เป็นนักเขียน เราจดช็อตโน๊ตไว้ จดไว้เยอะๆเลย เวลาที่อยู่ระหว่างวันไม่ว่านึกอะไรได้ มีไอเดียอะไรดีๆ มีภาพอะไรเด็ดๆขึ้นมาในหัว จดๆไว้สั้นๆ เสร็จแล้วเอาตัวนั้นแหละเป็นเป้าหมาย เวลาจะลงมือทำงานจริงๆค่อยมาแตกเป็นรายละเอียด

แล้วถ้าคุณมีวิธีการทำงานแบบนี้ แบบที่ชัดเจนนะ คือไม่มาคิด ไม่ได้มานั่งเค้นความคิดเอาตอนแปดโมงเช้า หรือว่าเก้าโมงเช้าค่อยมาเค้น แต่ว่าอยู่ระหว่างวันเนี่ย มันผุดความคิดอะไรขึ้นมาคุณจดทันที เสร็จแล้วมีเวลาที่แน่นอนที่จะมาแตกออกเป็นรายละเอียด

อย่างอันนี้ผมพูดถึงการทำงานผมเองเลยนะ ไม่เคยหรอกมาคิดเอา .. แต่ละเช้าเนี่ยไม่มานั่งคิดนะว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี คือมีไอเดียที่ผุดขึ้นระหว่างวันอยู่แล้ว แล้วจดไว้อยู่แล้วว่าจะเขียนพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ หรืออาทิตย์หน้า เสร็จแล้วพอถึงเวลาก็ค่อยเอาช็อตโน๊ตที่จดไว้มาเป็นเป้าหมายว่า เราจะแตกรายละเอียด ช็อตโน๊ตตรงนั้นออกมาเป็นโครงสร้าง เป็นเรื่องเป็นบทความได้ยังไง อันนี้มันจะใช้ความคิดนิดเดียว อย่างบางวันถ้ามีข้อย่อยที่มันชัดเจนอยู่ในหัวนะครับ แตกออกมาสองสามข้อย่อยเนี่ย มันมาสามารถมาไล่เรียงได้แบบง่ายๆเลย เขียนพรวดๆๆ

เหมือนกันไม่ว่าคุณจะทำงานเกี่ยวกับฟิคชั่น (fiction) หรือนอนฟิคชั่น (non fiction)ก็ตามนะครับ เป็นเรื่องแต่งหรือว่าเรื่องวิชาการ ถ้าในหัวของคุณไม่มามัวสับสนว่าจะเขียนอะไรดี แต่มีช็อตโน๊ตไว้แล้วเป็นเป้าหมายหลัก แล้วก็มาฝึกนิสัยในการแตกรายละเอียด อย่างนี้คุณจะมีความสามารถที่จะเขียนอย่างเป็นสมาธิได้ในเวลารวดเร็ว

แล้วก็พอจิตเริ่มเป็นสมาธิกับการทำงาน เราก็สามารถมาต่อยอดเป็นการเห็นว่า อิริยาบถที่มันเป็นปัจจุบันในการทำงานเสร็จ หรือระหว่างการทำงานก็ตาม มันอยู่ในอิริยาบถที่นิ่งหลังตรง หรือว่าหลังงอ เกร็งหรือว่าผ่อนคลาย สบายหรือว่าอึดอัด แล้วลมหายใจที่เข้าออก ณ ขณะอิริยาบถนั้นๆเนี่ย มันยาวหรือว่ามันสั้น นี่แหละตัวนี้ที่คุณจะเข้าสู่การเจริญสติได้ทั้งๆที่กำลังทำงานอยู่

แต่ย้ำนะครับ อันนี้ผมย้ำหลายครั้ง เคยพูดมาหลายครั้งว่า ห้ามคิดว่าจะเจริญสติอยู่ตลอดเวลาในการทำงานมันเป็นไปไม่ได้นะครับ ภาพมันคนละภาพกันนะครับ แต่ว่าเป็นไปได้ที่คุณจะให้ภาพกาย ภาพใจเนี่ยมันเข้าสู่ห้วงมโนทวารเป็นพักๆเป็นห้วงๆได้ในเวลาที่เว้นวรรคจากภาพการทำงานนะครับ

----------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                     แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         รบกวนขอคำแนะนำเรื่องการเจริญสติที่เหมาะสมกับนักเขียนครับ? 
                              ช่วงหลังๆมานี้รู้สึกเหมือนความคิดผุดขึ้นมาในหัวถี่มาก 
                              จนทำให้ลืมการเจริญสติอยู่บ่อยๆ เพราะต้องคิดพล็อตทั้งที่ใช้
                             เขียนงานแทบทั้งวัน                  
ระยะเวลาคลิป           ๑๐.๔๗ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=oMzfPt_5xgQ&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=10&t=0s

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน บรรลุมรรคผลขณะสวดมนต์ได้ไหม?


ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน บรรลุมรรคผลขณะสวดมนต์ได้ไหม?
วันที่ 25 กรกฎาคม 2563

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

สำหรับวันนี้หัวข้อก็บอกว่า บรรลุมรรคผลขณะสวดมนต์ได้ไหม

จริงๆ แล้วนี่ คำถามดั้งเดิมถามว่า ขณะขับรถ ถ้าเจริญสติไปแล้วบรรลุมรรคผลขึ้นมาจะเกิดอุบัติเหตุไหม อะไรแบบนี้ ก็เกิดความกังวล เกิดความกังขาอะไรกันขึ้นมา เพราะว่าบางคนนี่ ก็เหมือนกับว่าเจริญสติ จนกระทั่งเกิดความเคยชิน ที่จะรู้ลมหายใจเข้าออก หรือว่ารู้สภาพความเคลื่อนไหวทางกายอะไรต่างๆ จนบางที ติดไปในขณะอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นอัตโนมัติ

ก็เลยเกิดความกังขาขึ้นมา เวลาที่ขับรถอยู่ เอ๊ะ นี่ตอนนี้กำลังรู้กาย รู้ว่ากำลังหายใจเข้าออก รู้ว่าสภาวะจิตกำลังเป็นอย่างไรอยู่ กำลังฟุ้งซ่านมาก กำลังฟุ้งซ่านน้อย แล้วก็บางทีสงสัยขึ้นมา เวลาที่เกิดความเห็นชัดนะ ว่า นี่กายใจไม่ใช่ตัวเรา ในขณะขับรถ มันคล้ายๆ หุ่นกำลังทำอะไรอยู่นะ แล้วก็ตัวหุ่นนั้น เหมือนกับเป็นไปแบบออโต้ไพล็อต ขับรถแบบอัตโนมัตินะ ไม่มีผู้ที่เป็นบุคคลมานั่งขับรถอยู่ เลยมีคำถามตรงนี้ขึ้นมา

ทีนี้ ผมมาเปลี่ยนหัวข้อนิดหนึ่ง กลายเป็นว่า ถ้ากำลังสวดมนต์นี่ บรรลุมรรคผลได้ไหม จะได้มีความเข้าใจที่ครอบคลุมมากขึ้นนะครับ

หลายคนก็เหมือนกับมีความคาดหวังนะ เวลาที่สวดมนต์ แล้วเกิดสมาธิ เกิดความรู้สึกราวกับว่า สภาพทางกายทางใจนี่ ปรากฏเด่นชัด ราวกับไม่ใช่ตัวตนอะไรแบบนี้ ก็คล้ายๆ กันกับตัวคำถามที่ว่า ขับรถแล้วมีสิทธิ์บรรลุมรรคผลได้ไหม

แต่ว่าการมาพูดถึงการสวดมนต์นี่ จะชัดเจนกว่านะ แล้วก็ครอบคลุมกว่า

ทีนี้เริ่มต้น เพื่อทำความเข้าใจตรงนี้ มันจะเป็นประโยชน์ด้วยนะ เพราะว่าเวลาที่คนนึกถึงการบรรลุมรรคผลนี่ จะนึกไม่ออกว่าเขาบรรลุมรรคผลกันอย่างไร แล้วก็บรรลุกันด้วยอิริยาบถไหน นั่งสมาธิเหรอ หรือว่าเดินจงกรมไหม หรือว่าทำอะไรอยู่

สิ่งแรกที่จะต้องเป็นความเข้าใจพื้นฐาน ที่แม่นยำนะครับ การบรรลุมรรคผล ก็คือการได้มรรคจิต และ ผลจิต พูดง่ายๆ บรรลุด้วยจิตนะครับ ไม่ใช่บรรลุด้วยท่าทาง ไม่ได้บรรลุด้วยกิจกรรมแบบใดแบบหนึ่งนะ

อย่างในสมัยพุทธกาลที่มีการบรรลุธรรมกันโครมคราม บางคนกำลังฟังเพลงอยู่ด้วยซ้ำ คือเหมือนกับอยู่ในบ้าน แล้วก็ได้ยินคนร้องเพลง เดินผ่านหน้าบ้านแล้วก็ร้องเพลง เสร็จแล้วก็มีการพิจารณาธรรมจากเพลง จะกระทบเข้ามาสู่โสตประสาทนะครับ แล้วก็ดูปฏิกิริยาทางใจของตัวเอง พิจารณาตามธรรม แล้วก็มีการบรรลุมรรคผล

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ว่า แม้กระทั่งว่าฟังเพลงอยู่ แต่ว่าจิตมีความพร้อม เหมือนกับดอกไม้ที่พร้อมจะบาน เหมือนกับดอกบัวพร้อมจะแย้มออกมา มีความเหมือนกับโน้มเอียงอยู่แล้วว่า จะได้มีสิทธิ์บรรลุธรรมขึ้นมา มันอยู่ในอิริยาบถไหน ทำอะไรอยู่ เป็นไปได้ทั้งสิ้นนะครับ

เพราะว่า อันนี้ย้ำนะ การบรรลุธรรม บรรลุด้วยจิต ไม่ใช่บรรลุด้วยท่าทาง
ถ้าจิตมีความพร้อมเมื่อไหร่ ก็นั่นแหละที่มีสิทธิ์จะบรรลุเมื่อนั้นนะ

ทีนี้ พอได้ภาพรวม ภาพใหญ่ว่า ท่านบรรลุธรรมกันด้วยจิต ไม่ใช่ด้วยท่าทางทางกาย แบบใดแบบหนึ่ง ก็มีความเข้าใจที่ต่อยอดไปได้ว่า แล้วอยู่ในอิริยาบถไหน ที่ทำให้เกิดการดำเนินจิตมาเห็นว่า กายใจนี้ ไม่เที่ยงได้

อันนี้ก็ หากฝึกมาตามที่พระพุทธเจ้าทรงปูทางไว้ในสติปัฏฐาน ก็จะเห็นว่า คนที่ฝึกหายใจให้เป็น หายใจจนรู้ว่า ลมหายใจนี่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน สักแต่เป็นธาตุลม อิริยาบถ ไม่ว่าจะอยู่ในท่าทางไหนๆ กำลังช้าหรือเร็วก็ตาม มันสักแต่เป็นกาย กายนี้เป็นธาตุ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็มีอันจะต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา

แล้วถ้าหากเห็นว่า ในธาตุ 4 นี้ มันให้ความรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์อยู่ในปัจจุบันนะครับ จนกระทั่งสามารถแยกได้ว่า สุขก็ไม่เที่ยง หรือทุกข์ก็ไม่ทน ไม่สามารถที่จะมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง จะอึดอัดก็ดี หรือว่าสบายก็ดี อยู่ได้ตลอดไปถาวร

อันนี้ พูดง่ายๆ คือ พอเราสามารถที่จะเห็นภาวะทางกาย หรือทางใจ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน ที่กิจกรรมใดๆ ก็ตาม
กิจกรรมนั้นๆ เป็นไปได้ ที่จะบรรลุธรรมที่จิต จิตมีสิทธิ์บรรลุธรรมได้ในกิจกรรมนั้นๆ

ทีนี้ก็ต้องถามตัวเองว่า การที่คุณอยากรู้ว่า สวดมนต์แล้วมีสิทธิ์บรรลุมรรคผลได้หรือเปล่า หรือขับรถ หรืออะไรก็ตาม คืออย่างถ้าขับรถนี่ โอกาสที่จิตจะตั้งมั่น รวมลงขนาดบรรลุมรรคผล มันยากมาก มันเป็นไปแทบไม่ได้ เพราะว่าตานี่ ต้องจับอยู่กับถนน มันไม่เหมือนกับการสวดมนต์

การสวดมนต์นี่นะ ถ้าจิตตั้งมั่น เด่นด่วง คือถามตัวเองเลยนะ ตอนที่คุณสวดมนต์ จิตคุณเคยไหม ที่มีความตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา แล้วเห็นทั่วพร้อมได้เอง โดยไม่ต้องเพ่งเล็ง

นี่ ตัวนี้นะ สำคัญนะ คือลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิมากพอที่จะเกิดอัตโนมัติ รู้ ทั่วสรรพางค์กาย ทั่วองคาพยพ รวมทั้งสภาวะอันเป็นสุข อันเป็นที่สบายหรือว่า ภาวะที่มันฟุ้งบ้าง ไม่ฟุ้งบ้าง รู้โดยเป็นอัตโนมัติได้นี่ ตรงนี้ มันเป็นข้อสังเกต เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่เราจะได้ตอบตัวเองถูกนะว่า เรามีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม ในขณะสวดมนต์หรือเปล่า

อย่างถ้าขับรถอยู่นี่นะ ถ้าสมมติคุณจอดรถที่ไฟแดง แล้วมีจิตตั้งมั่น เห็นว่า ที่กำลังเกาะพวงมาลัยอยู่ ที่กำลังนั่งทื่ออยู่เหมือนหุ่นยนต์ เหมือนไม่มีบุคคล มันมีแต่สภาวะให้ดูว่า ทั้งตัวนี้ ที่เป็นธาตุ 4 ที่เกาะกัน - ดิน น้ำ ไฟ ลม เนื้อ หนัง กระดูก น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย ลมเข้าลมออก ไออุ่น - มันสักแต่เป็นภาวะหลอก ตั้งขึ้นให้ดูว่า เออ มันมีความแปรปรวน

หรือว่า มันไม่ได้มีสภาพแปรปรวนให้ดู แต่เราสามารถเห็นลักษณะความไม่เที่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่นลมหายใจเดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็หยุด เดี๋ยวยาวบ้าง เดี๋ยวสั้นบ้าง แล้วจิตในขณะที่รถติดไฟแดงอยู่ มันเกิดความรู้ตื่นขึ้นมาว่า นี่ไม่ใช่ตัวเรานี่ ไม่ใช่ตัวใครเลย ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา ไม่ใช่สัตว์ อย่างนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมได้

แต่ถ้าหากว่า กำลังขับรถอยู่ แล้วจะต้องหลบซ้ายหลบขวา จะต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา วิถีการรับรู้ทางจิตกระโดดไปกระโดดมา โอกาสที่จะรวมลง เป็นฌานนี่ แทบจะเป็นศูนย์นะ เป็นไปไม่ได้ แล้วคือโดยสภาพจิตสำนึกที่กำลังมีสติดี มันจะรู้ว่า ถ้าหากว่าคลาดสายตาไปจากท้องถนน อาจเกิดอุบัติเหตุได้

แค่มีตัวระวังอยู่แค่นี้ ก็ไม่มีทางที่จะรวมลงเป็นฌานแล้ว เพราะการรวมลงเป็นฌาน ภาพ เสียง สัมผัส อะไรก็แล้วแต่ ที่เข้ามาทางอายตนะ 5 หยาบๆ มันดับหมดนะ ไม่เหลือนะ เหลือแต่ตัวพวกมโนทวาร

คือจิตนี่ พอรวมลงเป็นฌาน แล้วบรรลุมรรคผล คือไปเห็นนิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกจักรวาลนี้ อยู่ตรงหน้าเรานี่แหละ แต่พ้นจากขอบเขตการปรุงแต่งแบบจักรวาลนี้ มันพ้นไป คือตรงนี้นี่ ถ้าหากว่าเราทำความเข้าใจได้ ว่า ณ ขณะที่ทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่า ไม่พร้อม ไม่เหมาะที่จะให้จิตรวมลงเป็นฌานนี่ อันนั้น ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะที่จะบรรลุมรรคผล

แต่อย่างตอนสวดมนต์นี่ ไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่ต้องเสี่ยงอุบัติเหตุ ถ้าหากว่าคุณสวดมา จนกระทั่งจิตเด่นดวง ตั้งมั่น แล้วมันรู้ทุกอย่างเองโดยอัตโนมัติ ว่ากายนี่กำลังขยับ

กำลังสวด อิติปีโส ภควาฯ แล้วจิตเด่นดวงอยู่ข้างใน มีความรู้ตื่นออกมาจากข้างใน สว่างโพลงออกมาจากข้างใน เห็นว่าสภาพทางกายนี่ ขยับสวดไปเอง แก้วเสียงนี่ถวายออกไปเป็นพุทธบูชาด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาควบคุม ไม่มีบุคคลที่อยู่ในท่าสวด แล้วก็การสวดนั้น ยังจิตให้มีความหนักแน่น ในการรู้เห็นว่าสภาพทางกาย สภาพทางใจนี้ เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าสอน คือไม่เที่ยง ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเลย ที่ปรากฏความเป็นบุคคล

ตัวนี้แหละที่ ถ้ามันเป็นประสบการณ์ของคุณนะ ที่เกิดขึ้นได้ ตัวนี้แหละที่บอกว่า สวดมนต์แล้วมีสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลได้นะ

จะเห็นได้ว่า ต้องมีพื้นฐานมาก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ เราไปสวดมนต์ แล้วจะเห็นภาวะทางกาย ทางใจไม่เที่ยงได้ การที่เราไปสวดมนต์นี่ เหมือนกับรวมให้จิตโฟกัส พร้อมจะรวมลงเท่านั้นเองนะ แล้วตอนรวมลงเป็นฌาน การสวด แล้วก็การเคลื่อนไหวทั้งหมด จะหยุดนิ่งหมดชั่วคราว เหมือนกับที่พระป่า ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกไว้

อย่างถ้ากำลังเดินจงกรมอยู่นะ อยู่ในเส้นทางเดินจงกรม แล้วบรรลุมรรคผลขึ้นมา ก็จะหยุดนิ่งเป็นตุ๊กตาเลย ที่หยุดนิ่งเพราะอะไร เพราะจิตรวมลงเป็นฌาน

ขณะที่จิตรวมลงถึงฌาน จากการที่มันคิดว่ากำลังจะเดิน มันคิดว่าจะต้องกลับตัวอะไรต่างๆ มันจะหยุดชะงัก แล้วก็เหลือแต่ความสว่างโพลง รู้ตื่น แล้วก็ตอนที่จิตเห็นนิพพาน ตานี่ไม่มีสิทธิ์เห็นภาพอะไรเลยนะ ภาพบนโลก หรือว่าหูไม่มีสิทธิ์ได้ยินเสียงอะไรเลย

ก็ตรงนี้นี่เป็นความเข้าใจนะครับ ถ้าหากว่า เราพูดถึงเรื่องของการบรรลุธรรม เราต้องคิดถึงจิต ไม่ใช่คิดถึงกิจกรรม หรืออิริยาบถที่กำลังเป็นไปอย่างไรอยู่นะ

เพื่อความสบายใจนะ อันนี้ ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรอยู่ก็แล้วแต่ หากว่าจิตมีความสามารถที่จะรวมลงตั้งมั่น รู้ตื่นเบิกบานได้ อันนั้นมีสิทธิ์บรรลุมรรคผลหมด
เรามาพูดตามทฤษฎีนะครับ สำหรับ Topic คืนนี้นะ!
__________

ถอดความ : เอ้
รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=im0ahGqFndg

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ภาวนาพุทโธแล้วกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ แต่ยังไม่ไปถึงไหน ช่วงเข้าพรรษาตั้งจิตสัจจะว่าจะสวดมนต์เย็นเป็นวิหารธรรม


ดังตฤณ :  ของคุณที่บอกว่าตั้งใจจะสวดทำวัตรเย็นให้ได้ทุกวันนั่นดีที่สุดแล้ว ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาคุณตั้งใจทำอะไรแล้วไม่ค่อยจะรักษาความตั้งใจเท่าไหร่ นี่พูดกันตรงๆนะ มันเลยทำให้จิตมันกลับไปกลับมา แล้วมันค่อนข้างเหมือนกับตั้งเป็นสมาธิได้ยาก เพราะว่าจิตที่กลับไปกลับมามันมีลักษณะยอกย้อน พอจะตั้งได้นิดนึง เดี๋ยวมันจะป่วนไป เดี๋ยวมันจะหันไปทางเรื่องอื่น

แต่พอเมื่อกี้คีย์เวิร์ดที่คุณบอกว่า ตั้งใจสวดทำวัตรเย็นทุกวัน แล้วคุณทำได้นะ ตรงนั้นคือเอาพลังของบุญที่เกิดจากการตั้งใจทำแล้วทำได้จริง เพิ่มสัจจะบารมีมาตรงนี้มันช่วยโดยตรง
มันจะมีส่วนหนึ่งที่คุณค่อยๆรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น คุณจะตั้งใจทำอะไรก็ได้ ที่มันเป็นไปในทางบุญทางกุศล ทางที่มันสว่าง ทำให้จิตใจมันมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น ถ้าตั้งใจทำแล้วทำได้ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆเขยิบขึ้นไปมากๆนะครับ ในที่สุดจะเกิดความรู้สึกตั้งมั่นขึ้นมา มันไม่เหมือนทุกวันนี้
ตอนนี้มันยังครึ่งๆกลางอยู่ บางทีมันมีความรู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา แต่บางทีมันก็รู้สึกป่วนๆ บางทีท้อแท้ใจอยากร้องไห้ เพราะว่าของเก่าที่เราตั้งใจแล้วกลับลำมันเยอะ แต่ตั้งแต่จุดนี้ที่เริ่มทำได้ ตั้งใจทำวัตรเย็น แล้วเกิดความรู้สึกเหมือนกับ เออเราทำได้ มันภูมิใจในตัวเอง แล้วยิ่งทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จิตมันจะตรงมากขึ้น มีความแข็งแรงมากขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ตรงนี้มาถูกทางแล้ว

ตรงที่ว่าเราจะเห็นนิมิตอะไรก็แล้วแต่ อย่าไปให้ความสำคัญ ขอให้ๆความสำคัญว่า จิตของเราตรงนี้เนี่ย มันแน่วขึ้นมั้ย มันมีความเป็นไปเอง มันมีความชัดเจนมากขึ้นมั้ย บางครั้งตอนที่เรารู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา แล้วมันกลับอ่อนแอลงไปอีกเป็นพักๆ อย่าไปเสียใจ คือให้มองว่ามันก็เป็นโอกาสหนึ่งของการเห็นความไม่เที่ยงของสภาวะทางใจ ที่ผมพูดเพื่อให้ความเข้าใจชัดเจนเลยว่า จิตแต่ละแบบมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่เกิดขึ้นเองลอยๆ

อย่างตอนที่มันกลับไปกลับมาวกวน ตอนที่มันป่วนๆไป ก็เกิดจากการที่เราเคยตั้งใจทำแล้ว .. บางทีไปสัญญาเอาไว้ แล้วไม่รักษาสัญญาอะไรแบบนี้มันบ่อย จนกระทั่งเกิดเป็นอาการป่วนๆขึ้นมา นี่คือเหตุแบบหนึ่ง ที่ทำให้เราฟุ้งซ่านในแบบของเรา แล้วถ้าหากว่ามาคำนึงตรงที่ว่าจิตของเรามีความเข้มแข็งขึ้นมาในช่วงหลังๆ มันก็เกิดจากความตั้งใจ แล้วสามารถรักษาความตั้งใจได้นะครับ

-------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                     แพร์รีส แพร์รีส 
วันที่                        ๒ ตุลาคม ๒๕๕๓ ตอบคำถามธรรมะที่โรงแรมเซ็นจูรี่
                             จัดโดยสมาคมศิษย์เก่า คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
คำถาม                         ภาวนาพุทโธแล้วกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ แต่ยังไม่ไปถึงไหน 
                              ช่วงเข้าพรรษาตั้งจิตสัจจะว่าจะสวดมนต์เย็นเป็นวิหารธรรม       
ระยะเวลาคลิป           ๓.๒๔ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=Csb80PdP2es

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ


ดังตฤณ :  เดี๋ยวมาเริ่มกันเลย สวดอิติปิโสไปด้วยกันนะครับ

คุณดังตฤณนำสวดมนต์โดยใช้  ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์

ผ่านไปนะครับสำหรับค่ำคืนนี้รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ถ้าไม่มีอะไรติดขัดคืนวันเสาร์นะครับสามทุ่มคราวหน้าพบกันใหม่ครับ

คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                     แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
ช่วง                              สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ                         
ระยะเวลาคลิป           ๒.๔๔ นาที
รับชมทางยูทูบ               https://www.youtube.com/watch?v=VBOYsg0KjSc&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=11&t=0s

ยังไม่ได้แต่งงานแต่คบกันเป็นแฟน แต่ทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับทราบว่าคบกัน แล้วมีอะไรกัน อยู่ในวัยทำงานแล้ว แบบนี้ผิดศีลข้อ ๓ หรือเปล่าครับ?


ดังตฤณ :  ไม่ผิดนะครับ คือในศีลเนี่ยบอกไว้ชัดเจนนะครับว่า ผู้อารักขาคือจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือว่าจะใครก็ตามที่ส่งเสียดูแลอยู่ หรือว่าให้บ้านอยู่อาศัย อันนั้นคือผู้อารักขา

ทีนี้ถ้าทำงานได้ มีความสามารถเลี้ยงตัวได้ .. อันนี้จริงๆเป็นข้อถกเถียงอยู่ในแวดวงพุทธนะ บางฝ่ายบอกว่าได้  อ้างตำราบอกว่าตำรานี้บอกว่าได้ อีกฝ่ายบอกไม่ได้ ต่อให้ทำงานแล้ว ..

บางคนพูดถึงขนาดว่า ต่อให้พ่อแม่อนุญาตก็ไม่ได้ ต้องแต่งงานกันก่อน .. มันเป็นความเห็น อันนี้เป็นเรื่องที่ถ้าจะเอานิยาม หรือคำจำกัดความจริงๆเนี่ย ดูที่พระพุทธเจ้าตรัสนะครับว่า หญิงที่มีผู้อารักขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือว่าจะเป็นผู้ส่งเสียเงินก็ตาม หรือว่าให้ที่อยู่อาศัยที่เหมือน .. พูดง่ายๆว่าฝ่ายหญิงยังต้องไปพึ่งพิง ยังต้องไปอาศัย ถือว่าเขามีสิทธิ์ที่จะร่วมตัดสินใจกับเนื้อตัวของหญิงนั้นนะครับ

แต่ถ้าหญิงนั้นทำงานแล้ว แล้วก็เป็นคนผ่อนบ้านให้พ่อแม่ หรือว่าช่วยเหลือพ่อแม่ในเรื่องการเงินการทอง มันจะรู้สึกตัวเองว่า เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา เนี่ยอันนั้นก็มีสิทธิ์ตัดสินใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในกรณีนี้ พ่อแม่รับรู้นะครับ อันนี้ก็สบายใจได้ เพราะว่าผู้อารักขาได้ยินยอม ขอให้คิดเปรียบเทียบอย่างนี้ก็แล้วกันว่า เรามีทรัพย์อยู่ แล้วเราบอกว่า เอาไปใช้ได้ให้ยืม อย่างนี้ถ้าเอาไป ก็ไม่ถือว่าขโมย หรือบอกว่าเอาไปได้ ถ้ายังจำเป็นต้องใช้อยู่ ไม่จำเป็นต้องเอามาคืนก็ได้ อันนี้ก็คือยกสิทธิ์ให้กลายๆแล้ว ยิ่งถ้าบอกว่า อันนี้ฉันให้ มันก็คือตอนที่หลุดปากออกไปว่า”ฉันให้” แล้วใจเนี่ยให้จริงๆ อันนั้นคือการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ ถึงเอาไปก็ไม่ผิดแต่อย่างใด จะทำพิธีตีฆ้องร้องป่าว บอกชาวบ้านหรือเปล่าไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่ว่าใจของผู้มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์ตรงนั้นได้ยกให้แล้ว ก็ถือว่าโอเคนะครับ

คือพิธีแต่งมันก็สำคัญในระดับที่ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาเกิดการรับทราบไปด้วยนะว่า นี่แต่งกันอย่างเป็นทางการแล้ว หรือมันมีอยู่กรณีนึงในข้อของศีลข้อ ๓ นะครับ มีการระบุว่า ถ้าได้คล้องมาลัย .. สมัยก่อน สมัยพุทธกาลเขาหมั้นหมายกันด้วยการคล้องมาลัย บอกว่าถ้าคล้องมาลัยเป็นการหมั้นหมายแล้ว นี่ถือว่ามีเจ้าของแล้ว ต่อให้ยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่ได้มีอะไรกันกับฝ่ายเจ้าบ่าว ก็ถือว่ามีเจ้าของแล้วนะครับ

สมัยนี้ก็คือการสวมแหวน ถ้าสวมแหวนหมั้น แล้วไปมีอะไรกับใครเนี่ย ทั้งๆที่เห็นเขายังสวมแหวนหมั้นอยู่ นี่ถือว่าผิดแล้วนะ แต่กรณีที่ไปอยู่ด้วย แล้วพ่อแม่รับรู้นี่ก็สบายใจได้ว่าโอเคนะครับ

-----------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถามเต็ม                  สงสัยการจำกัดความศีลข้อ ๓ ครอบคลุมถึงขนาดไหนบ้างครับ 
                              ถ้ายังไม่ได้แต่งงานหรือหมั้นหมาย คบกันเป็นแฟน 
                              แต่ทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับทราบว่าคบกัน แล้วมีอะไรกัน 
                             อยู่ในวัยทำงานแล้ว แบบนี้ผิดศีลข้อ ๓ หรือเปล่าครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๔.๒๗ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=3fWh1H9R2Bg&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2&t=0s

** IG **

พอกำหนดจะนั่งแล้วมารู้สึกจุกตรงลิ้นปี่ แน่นทุกครั้งที่นั่ง อย่างนี้ถูกไหมคะ?


ดังตฤณ :  มันไม่ถูกนะครับ ถ้ามีอาการจุก คือผมไม่แน่ใจว่าจุกของคุณจุกแค่ไหน แล้วก็คุณรู้สึกจุกแล้วดี จุกแล้วมีความสุขรึเปล่านะครับ

แต่จะบอกเป็นแบบคร่าวๆ เป็นหลักกว้างๆนะครับว่า ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วร่างกายผ่อนคลาย ไม่มีอาการจุก ไม่มีอาการเกร็ง ไม่มีอาการที่ขัดข้องติดขัด อย่างนั้นแปลว่า สภาวะของใจมีความพร้อมจะเป็นสมาธิ เพราะมีการปรุงแต่งให้สภาพร่างกายมีความอ่อนหยุ่น อ่อนสลวย แล้วก็ผ่อนคลาย

คำว่า “อ่อนสลวย” ในทางปฏิบัติก็หมายถึงว่า สภาพร่างกายเนี่ย มันคลายจากอาการที่มันเกร็ง จากอาการที่มันจิก คุณสังเกตได้ง่ายๆนะ ถ้าร่างกายผ่อนคลาย จิตใจสบาย เท้าที่ว่างราบกับพื้น หรือว่าตอนนั่งขัดสมาดเนี่ย เท้ามันจะไม่มีอาการเกร็ง กล้ามเนื้อจะผ่อนออกหมด เหมือนกับฝ่ามือ ไล่ขึ้นมาสำรวจฝ่ามือก็ผ่อนเหมือนกัน ไม่มีอาการหงิกงอ ไม่มีอาการกำ แล้วทั่วใบหน้า หัวคิ้วจะไม่ขมวด ขมับจะไม่ตึง มันจะผ่อนคลายจะรู้สึกสบาย มันจะรู้สึกเหมือนกับว่า ทั้งเท้า ทั้งมือ ทั้งหน้า มีความเสมอกันคือ ไม่กำ ไม่เกร็ง ไม่ตึง นะครับ

จากนั้นเวลาที่คุณหายใจ คุณจะรู้สึกถึงความโล่ง รู้สึกถึงความสบาย ถึงความสามารถที่จะมีลมหายใจยาวขึ้น มีความสดชื่นมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ

อาการจุกที่ลิ้นปี่เนี่ย บางทีสังเกตดูแล้วกันว่า ยิ่งนานไปมันยิ่งอึดอัด มันยิ่งขัด มันยิ่งคา มันยิ่งข้อง หรือว่ามันเป็นไปในทางที่ทำให้ผ่อนคลายสบายกายสบายใจนะครับ

-----------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         พอกำหนดจะนั่งแล้วมารู้สึกจุกตรงลิ้นปี่ แน่นทุกครั้งที่นั่ง 
                              อย่างนี้ถูกไหมคะ?
ระยะเวลาคลิป           ๒.๒๕ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=74QVx56MDdE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3&t=0s