วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

ดาราที่เขาดังมากๆ อยู่ดีๆ กลับโดนแอนตี้ แฟนคลับออกมาต่อต้าน ทั้งที่กำลังดังเป็นเพราะสาเหตุอะไร? ทำกรรมอะไรมา เป็นเพราะความดังกับการต่อต้านมันถึงขนานกันไปคะ?

 ดังตฤณ :  กรรมเก่ามันก็มีนะ คือว่าอาจจะไปใส่ร้ายคนเขาไว้ โดยเฉพาะถ้าใส่ร้ายผู้ทรงศีลอะไรแบบนี้ มันจะมีเหตุให้คนอื่นเข้าใจผิด แล้วก็มาเกลียดชังได้ เมื่อกรรมจะเผล็ดผลนะครับ

แต่ถ้าเราดูสาเหตุปัจจุบัน บางทีก็มีเรื่องของการพูดการจา หรือว่าการวางตัว อย่างคนเราเนี่ยนะ คือมันจะเป็นที่ตั้งของความคาดหวังของคนอื่น ยิ่งดังขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นที่ตั้งของความคาดหวังสูงขึ้นเท่านั้น

ถ้าหากว่าเราแค่ทำตัวผิดจากความคาดหวังของมหาชน นี่มันเป็นที่หมั่นไส้ได้แล้ว หรือเป็นที่เกลียดชังได้แล้ว ในขณะที่คนบางคนเนี่ย ไม่ได้เป็นที่คาดหวังแบบนั้น แล้วทำตัวเหมือนกัน พฤติกรรมเหมือนกันเปี๊ยบ แต่คนกลับไม่เกลียดชัง กลับชื่นชอบอย่างนี้ก็มีนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น บางคนเนี่ย เป็นไอดอลระดับโลก เต้นด้วยท่าทางที่มันหวือหวา คนกรี๊ดกันมาก แต่พออีกคนเอามาเลียนแบบ เป็นดาราซึ่งมีลุคไม่เข้าข่ายแบบนั้น พอมาเต้นแบบนั้น เลียนแบบเขา โดนด่า อย่างนี้ก็มีนะครับ คือมันขึ้นอยู่กับความคาดหวังของมนุษย์ด้วย บางทีนะไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าอย่างเดียวนะครับ มันเรื่องของความไม่เข้าใจว่าความคาดหวัง หรือว่ามุมมองที่คนอื่นเขามองเรา เขามองเรายังไง นึกว่าเราจะทำยังไงก็ได้ บางทีมันพลาดนะครับ

อันนี้ผมไม่รู้คุณพูดถึงใครนะครับ นี่ว่าเอาตามเนื้อผ้านะ เพราะการเล่นกับความคาดหวังของคนเนี่ย บางทีมันย๊ากยากนะ คนเราเนี่ยมองเป็นแต่ออกข้างนอก มันไม่สามารถมองตัวเองได้ราวกับคนอื่นมองเข้ามา เพราะฉะนั้นจะไม่สามารถที่จะมารู้ได้อยู่ตลอดเวลาว่า ตัวเองถูกคนอื่นมองมาด้วยภาพลักษณ์แบบไหน แล้วเราควรจะสนองตอบภาพลักษณ์แบบนั้นด้วยพฤติกรรมอย่างไร คำพูดแบบไหน หรือท่าทีอย่างไร เสร็จแล้ววันดีคืนดีอยากจะทำตามใจตัวเองขึ้นมา แล้วมันไม่ถูกใจคนอื่น มันไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังของใครเขา อันนี้ก็โดน โดนได้ ทีนี้การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นจากการโดนนี่แหละ

บางทีเหมือนกับเราไม่สามารถที่จะพยากรณ์ตัวเองได้ว่า วันไหนเราจะพูดอะไรผิดหูของคนอื่น เสร็จแล้วพอพูดผิดหูไป แล้วเกิดปฏิกิริยาสวนกลับมา อันนั้นก็คือการเรียนรู้ว่า พูดแบบนี้กับคนบางคนได้ กับคนบางคนไม่ได้นะครับ โดน! อันนี้ก็คล้ายกัน คือถ้ามันออกกว้างเนี่ย แล้วโดนขึ้นมาทีหนึ่ง มันถึงจะได้บทเรียนว่า แบบนี้พูดไม่ได้นะ พูดออกไปในวงกว้างไม่ได้ หรือว่าแสดงท่าทีแบบนี้ไม่ได้ แฟนคลับเปลี่ยนจากรัก กลายเป็นเกลียดได้ในชั่วข้ามคืนอะไรแบบนี้นะครับ ชีวิตมันยากแบบนี้แหละ มันไม่ใช่คนเราจะรู้ไปทุกอย่างว่าจะต้องทำอะไรยังไง

คนดังเนี่ย ตั้งแต่ดังไปจนกระทั่งตายเนี่ย มันต้องมีวันพลาด ทีนี้พลาดแล้วจะเรียนรู้หรือเปล่า อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะครับ บางคนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ที่มันดูเหมือนแย่มากๆ เหมือนกับจะดับแน่ๆ แต่คำพูดไม่กี่คำนะครับ กลายเป็นแบบว่าดังขึ้นกว่าเก่าก็มีนะครับ

ข่าวช่วงนี้มีเยอะนะครับ แล้วก็ดูไว้เป็นตัวอย่างนะครับ คนที่ฉลาดพูดจริงๆ เนี่ย มันเปลี่ยนสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างเหลือเชื่อ แล้วก็น่าชื่นชมนะครับ ในขณะที่บางคนนะปากไม่ดี แล้วก็ยังคงเส้นคงวารักษาความปากไม่ดีไว้ เสมือนเกลือรักษาความเค็ม ต้องบอกมะนาวรักษาความเปรี้ยวมากกว่านะครับ (คุณดังตฤณยิ้ม) มันก็มีเรื่องมีราวได้ไม่รู้จักหยุดจักหย่อนนะครับ

------------------------------------------

๑๙ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เลิกหลอกตัวเองทำยังไง?

คำถาม : ดาราที่เขาดังมากๆ อยู่ดีๆ กลับโดนแอนตี้ แฟนคลับออกมาต่อต้าน ทั้งที่กำลังดังเป็นเพราะสาเหตุอะไร? ทำกรรมอะไรมา เป็นเพราะความดังกับการต่อต้านมันถึงขนานกันไปคะ?

ระยะเวลาคลิป    ๕.๓๒   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=4t1_mnOAumg&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังหลอกตัวเองคะ?

 ดังตฤณ :  ถ้าหากว่าดูเผินๆ มันเหมือนกับน่าจะรู้นะครับ มันก็น่าจะรู้ๆ อยู่ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วเนี่ย สำหรับบางคนมันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

ผมให้หลักการไว้ ๒ ข้อคร่าวๆ

ข้อแรก คุณดูว่าคุณขัดแย้งกับคนทั่วไปแค่ไหน อย่างเรื่องบางเรื่อง โอเคอาจเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ใครกี่คนที่ใกล้ชิดกับคุณ เอาเฉพาะที่เขารักคุณหวังดีกับคุณนะ พูดเหมือนกันหมดเลย มันไม่ตรงกับที่คุณคิดว่า เรากำลังคิดอย่างนี้เนี่ย มันถูกต้อง ยกตัวอย่าง คือบอกว่า บางคนนะ “ฉันเนี่ย ทำบาปมา ฉันแก้ตัวไม่ได้แล้วทั้งชีวิตนี้ ฉันเป็นคนบาป” แต่คนอื่นเขามองว่า คุณเนี่ยจริงๆ แล้ว โอ้โห ทำบุญมาก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ แล้วบาปที่ทำก็ไม่ได้สาหัสสากรรจ์อะไร มันยังสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ มันยังเหลือเวลาอยู่ตั้งเยอะ นี่เขาพูดแบบนี้เหมือนกันหมดเลยนะ แต่มีคุณอยู่คนเดียวคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้แล้ว อันนี้ตอนที่เชื่อตัวเองมันก็จะไม่ฟังใครหรอก แต่คำถามตั้งโจทย์อย่างนี้ว่า ทำยังไงเราจะรู้ว่าเราหลอกตัวเอง เราปักยึดใจเชื่อใจอะไรทึกทักอะไรที่มันเหลวไหลไปเองคนเดียวเนี่ยนะครับ ก็ดูจากตรงนี้ อันนี้ข้อแรกก่อนเลยว่า คนที่เขาใกล้ชิดคุณจริงๆ เขาหวังดีกับคุณจริงๆ เนี่ยนะครับ เขาเห็นต่างจากที่คุณคิด คุณเชื่อแค่ไหน  เพราะบางทีสายตาภายนอกเห็น เห็นได้ชัดว่าคิดแบบนี้เพี้ยนแล้ว มันไม่ถูกแล้ว แต่เราเองเนี่ยมันไม่สามารถที่จะเห็นด้วยใจที่มันแยกออกไปราวกับบุคคลที่สองมองเข้ามา เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ลองดูว่าคนอื่นเขาพูดยังไง

ข้อที่สอง คือ คุณต้องมีความสามารถในการเจริญสติถึงระดับหนึ่ง ที่จิตมันมีความเป็นกลางจริงๆ เหมือนเปรียบเทียบเรายืนอยู่ที่เนินเขา หรือว่าเชิงเขา อยู่ในที่ราบที่ต่ำ เราจะเห็นมุมมองหนึ่ง แล้วมันไม่สามารถเห็นมุมมองอื่นได้ แต่พอย้ายขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขา อ้าว! มันผิดกับที่คิดเยอะเลย บอกว่าสถานที่ หรือภูมิทัศน์รอบด้านเนี่ยน่าจะอย่างนั้นอย่างนี้ พอไปยืนอยู่บนยอดเขา ไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ไม่ใช่อย่างที่เดาไว้ตั้งแต่ต้น มันมีรูปมีร่างอะไรที่แตกต่างไป มันมีความกว้าง มันมีความเวิ้งว้างอะไรบางอย่างที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน เนี่ยอันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรามีความสามารถที่จะเจริญสติจนกระทั้งจิตมันเข้าสู่โหมดเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่มีอคติคิดตามที่ใจเหมือนกับหลอกให้คิด ก็จะเห็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่าง บางคนเชื่อจริงๆ นะ ไอ้ความทุกข์สาหัสที่เกิดขึ้นเนี่ย บางคนเชื่อว่ามาจากกรรมเก่าแก้ไม่ได้ บางคนเชื่อว่ามาจากเคมีในสมอง ต้องกินยาเท่านั้น แล้วก็คือจะไปมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงอะไรแค่ไหนเนี่ย ไม่มีผลเลยต้องยาอย่างเดียว มีสาเหตุมาจากสมองฉันผิดปกติ ฉันก็เลยแก้ไขอะไรไม่ได้ ฉันไม่สามารถที่จะเอาชนะข้อจำกัด หรือว่าเพดานของตัวเองได้ ต้องทนอยู่อย่างนี้ท่าเดียว

หรือบางคนไปปักใจเชื่อว่า เนี่ยมันเป็นเรื่องของภูตผีปีศาจ มันเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ อันนี้คือตัวอย่างแบบง่ายๆนะครับว่า บางทีเนี่ยเราไปปักใจเชื่ออะไรบางอย่างที่มันไม่ตรงกับต้นตอปัญหาทั้งหมด ต้นตอปัญหาทั้งหมดบางทีมันมาจากวิธีคิด ซึ่งถ้าเราเจริญสติไปจนกระทั่งจิตเลิกหลงยึดไอ้วิธีคิดตรงนี้ คือมีสติ มีความสว่างของจิตเห็นว่าความคิดมันเป็นเพียงสิ่งห่อหุ้ม มันเป็นเพียงของเข้ามากระทบชั่วคราวแล้วหายไป จนกระทั้งจิตมันมีความเด่นดวงอยู่ ไร้ความคิด พอความคิดกลับเข้ามา มันถึงเห็น อ้อไอ้นี่ ความคิดเนี่ยจริงๆ เดิมมันไม่ต้องเป็นของเราก็ได้ มันเป็นของข้างนอกเข้ามากระทบจิต แล้วเรายึด เราไปเชื่อตามวิธีคิดแบบนั้น มันถึงเกิดความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ราวกับว่าเราเองเป็นเจ้าของความคิด ความคิดนั้นคือตัวเราแน่ๆ

แต่พอถึงจุดที่จิตมันเกิดความชัดเจนแจ่มกระจ่างว่า ความคิดไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่จำเป็นต้องเป็นของเราเสมอไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องคิดแบบนี้เสมอไปก็ได้ คิดทางอื่นก็ได้ เนี่ยตัวนี้แหละมันเหมือนถูกปลดปล่อย เหมือนนกที่เป็นอิสระจากกรงแคบๆ ขึ้นมา แล้วก็จะเห็นไปอีกอย่างหนึ่งเลยว่า อ๋อที่คิดมาทั้งหมดเนี่ย จริงๆ มันไม่ตรงความจริง

ฉะนั้นคือ ถ้าจะรู้ว่าเราหลอกตัวเอง หรือไม่หลอกตัวเองเนี่ย เปรียบเทียบเอาจากตรงนั้น ถ้าหลอกตัวเองมันจะเห็นด้วยจิตที่เป็นกลางแล้วว่า ความคิดแบบนี้ วิธีคิดแบบนี้ มันพาไปสู่ความหลงผิด มันพาไปสู่ความรู้สึกอึดอัด ทุกครั้งที่คิดมันจะเป็นการคิดด้วยสุขเกินๆ หรือไม่ก็ทุกข์เกินๆ นะครับ ไม่สมเหตุสมผล แล้วก็พอเรามีสติเห็นว่าวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง มันทำให้สบายใจกว่ากัน มันทำให้รู้สึกว่า เออเนี่ย ที่เรียกว่าความจริง มันต้องอย่างนี้ เป็นความจริงที่ปลดปล่อยจิตออกจากความอึดอัดได้

คือข้อ ๒ ที่ผมบอกว่าใช้การเจริญสติเข้ามาช่วยเป็นไม้บรรทัดวัดเนี่ยนะ มันไม่ใช่ว่าทำแป๊บเดียวแล้วได้ มันไม่ใช่ทำแป๊บเดียวแล้วรู้ว่า อ๋อที่ผ่านมาเราหลอกตัวเองมาตลอด มันต้องถึงขั้นที่จิตเนี่ยเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง อย่างที่ผมยกเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย เหมือนกับย้ายตัวเองจากเนินเขาไปสู่ยอดเขาให้ได้ก่อน มันถึงจะเห็นอะไรที่แตกต่างไปนะครับ

---------------------------------------------

๑๙ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เลิกหลอกตัวเองทำยังไง?

คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังหลอกตัวเองคะ?
ระยะเวลาคลิป    ๗.๕๐   นาที

รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=X95iq4ztC5A&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

จิตของเรา ถ้าตั้งใจพัฒนาสม่ำเสมอ จนมีกำลังมากขึ้น จะเหนี่ยวนำให้คนใกล้ตัวมีสภาวะดีขึ้นด้วยไหมครับ?

ดังตฤณ :  เคยมีคนเปรียบเทียบว่า มันเหมือนเราจุดเทียนขึ้นมาในบ้าน เราไม่ได้รับแสงสว่างอยู่แค่คนเดียวหรอก คนในบ้านก็พลอยจะได้รับไปด้วยนะครับ เพราะว่าความสว่างเป็นของสาธารณะ คือถ้ามองว่าเดิมสมมตินะ ในบ้านมันมีความมืดมนอนธการอยู่ แล้วต่างฝ่ายต่าง .. สมมติอยู่กันสองคนผัวเมีย มีลูก ต่างฝ่ายต่างมืดด้วยกันทั้งคู่นะครับ เสร็จแล้วมีฝ่ายหนึ่งวันหนึ่งเปลี่ยนแปลง จุดเทียนขึ้นมาในตัวเองได้ แล้วมีแสงส่องสว่างออกมาจากตัวอย่างเห็นได้ชัด

กล่าวคือ เวลาที่มีปัญหา แทนที่จะไปเพิ่มปัญหาด้วยการคิดมาก คิดไม่ดี คิดในทางที่เป็นลบ ก็เอาใหม่ รู้จักที่จะห้ามอกห้ามใจ ไม่พูดทุกอย่างที่ตัวเองคิด ไม่ทำทุกอย่างที่ตัวเองอยากประชด ไม่มีความเหมือนกับพุ่งเข้าชนเป็นกระทิง แต่ว่ามีสติปัญญาแบบมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เห็นด้วยเหตุด้วยผลว่า อะไรเป็นอะไร ต้นเหตุปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วจะแก้ปัญหายังไง อันนี้คือความสว่าง

ลักษณะความสว่างของจิต มันสะท้อนออกมาทางพฤติกรรมและคำพูด ซึ่งถ้าหากว่าเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ความสว่างแบบนี้มันก็จะไประงับยับยั้ง หรือไปเปลี่ยนใจคนที่อยู่ใกล้ตัวที่จะต้องมามีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยอยู่เรื่อยๆ ให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่า คนที่อยู่ใกล้ตัวของเราไม่ได้ดื้อด้าน ไม่ได้มีความเหมือนกับอยากจะแกล้งให้ชีวิตมันพังพินาศให้ได้ ไม่รู้ไปจองเวรมาจากไหน บางคนมีจริงๆ นะ ประเภทที่ว่า มีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ที่เอาชนะตัวเองไม่ได้ มันมีความมืดบอดอะไรบางอย่างที่บังตาบังใจอยู่ มีแต่อยากจะทำให้เรื่องที่เลวร้าย มันเลวร้ายขึ้นไปอีก สถานการณ์ย่ำแย่อยู่แล้ว ไปกระทืบซ้ำให้มันจมดินเข้าไป อย่างนี้มีนะครับ มีจริงๆ แล้วส่วนใหญ่มันก็จะผูกเวรผูกกรรมกันมา บอกเจอหน้าแล้ว โอเค มาอยู่ด้วยกันนี่แหละ แต่ใจลึกๆเนี่ย ไม่รู้เอาความคิดมาจากไหน แบบว่าจะต้องย่ำยีบีฑา จะต้องแก้แค้นมันให้ได้ ไม่รู้ไปผูกใจเจ็บมาจากไหน รู้แต่ว่าไอ้ความผูกใจตรงนี้เนี่ย ไม่หายไป ไม่คลายเงื่อนไป นี่อย่างนี้มันก็ยากหน่อย มันมืดบอดระดับก้นถ้ำ

แต่ถ้าหากว่ามืดแบบสลัวๆ อยู่เกือบๆ ปากถ้ำ ถ้าหากว่าเราได้แสงเทียน หรือว่าเราได้ความสว่างในตัวเองขึ้นมา มันก็เอาไปเผื่อแผ่คนที่อยู่ปากถ้ำได้

ทีนี้อย่างที่คุณบอกว่า จิตของเรา ถ้ามีกำลัง มันก็ต้องถามด้วยว่า มีกำลังระดับไหน เพราะว่ากำลังของจิตที่ฝึกแล้ว มันมีหลายชั้นหลายระดับนะครับ ระดับที่มีความสุขุม มีความเยือกเย็น มีความสว่างแจ่มจ้า แบบนั้นก็มี แต่ไปอยู่ที่วัดนะ ไม่ได้อยู่ที่บ้าน

คือจิตผ่องแผ้วมากๆ บางทีอยู่บ้านไม่ไหวนะครับ เพราะว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบโลกๆ เนี่ย มันมีเหตุให้ต้องขัดใจกัน มันมีเหตุให้ต้องไปค้าขายแข่งกับคนอื่นเขา หรือว่าไปแย่งตำแหน่งในองค์กรกัน จะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือจะเป็นเจ้านายก็แล้วแต่ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฆราวาสเป็นทางมาแห่งธุลีนะครับ

เพราะฉะนั้นกำลังจิตที่ว่านี้ ก็คงพูดได้ในระดับของการเป็นคนมีศีลมีธรรม เป็นคนหักห้ามใจไม่ตามกิเลสหยาบๆ เช่น ราคะที่แก่กล้าขนาดไปผิดศีลข้อ ๓ หรือว่า โทสะที่มันหนักเกิน ขนาดที่ไปผิดศีลข้อปาณาได้ ฆ่าแกงกันได้ หรือว่าไปทุบตีกันได้ อะไรแบบนี้นะครับ

ฆราวาสเนี่ย ก็เอาแค่หวังว่าเราจะเจริญสติ เราจะทำสมาธิดีพอที่จะถือศีลห้าให้สะอาด รักษาศีลห้าได้สะอาด แล้วก็เป็นคนมีน้ำใจมากกว่าคนทั่วๆ ไป แต่ที่ผ่องแผ้วขนาดว่าจิตตัวเองมีกำลังศักดิ์สิทธิ์ สามารถที่จะเอาชนะใจคนข้างตัวได้ แล้วก็เหมือนกับแผ่เมตตาปุ๊บ ได้ผลราวกับพระพุทธเจ้าท่านแผ่เมตตาให้ช้างนาฬาคิรี ช้างบ้าตกมันให้สยบราบคาบได้เนี่ย อันนั้นคงไม่ถึงขั้นนั้น

แต่เราสามารถแน่นอน ที่จะทำให้จิตใจของตัวเองเยือกเย็นลง แล้วก็มีความสว่างมากขึ้น เอาแค่เรื่องของการยับยั้งชั่งใจตามปกติเนี่ยแหละ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของสมาธิขั้นสูงนะครับ

ถ้าหากว่าเราถือศีลได้สะอาดบริสุทธิ์จริง มันจะมีกำลัง มีความมั่นใจในตัวเอง มีความเชื่อมั่นใจตัวเองว่า เออ เราก็มีดี เราก็มีทุน เราก็มีความสว่างในแบบที่จะมาเผื่อแผ่ให้คนใกล้ตัวได้เช่นกันนะครับ

เรื่องของการถือศีลเนี่ยนะ คนส่วนใหญ่จะมองกันแค่ว่า เนี่ยเอาแบบที่พระนำให้สวดน่ะ บอกว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดประเวณี ไม่โกหก แล้วก็ไม่กินเหล้า แต่เอาเข้าจริงๆ ถามว่าใส่รายละเอียดลงไปนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลข้อ ๔

ศีลข้อ ๔ ที่ว่ามุสาวาทเนี่ย มันไม่ได้มีเรื่องการโกหกอย่างเดียว มันมีเรื่องของการที่เราพลั้งปากพลั้งใจ ถึงขั้นไปประทุษร้ายใครโดยไม่รู้ตัวบ้างมั้ย ถ้าหากว่ากำลังเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาเนี่ย คนส่วนใหญ่โดยปกติที่ยังไม่มีความสว่าง ยังไม่มีแสงเทียนจุดขึ้นมาในหัวใจ มันก็ปล่อยเลยตามเลย ก็พูดจาแบบว่าใช้ลิ้นเป็นมีดไปแทงหัวใจเขา หรือว่าเป็นค้อนไปทุบแก้วหูเขา ซึ่งอะไรแบบนี้เนี่ย ศีลอะไรแบบนี้เนี่ยนะ คือถ้าเราพิจารณาดีๆ แล้ว เราจะรู้เลยว่าต้องใช้กำลังใจ ต้องใช้ความสามารถ ต้องใช้สติในการหักห้าม ในการสร้างบารมี ในการสร้างความสว่างขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่าย

ทีนี้ถ้าใครทำได้ มันก็จะเห็นผลนะครับ คือคำพูดของเรา อากัปกิริยาท่าทีของเราจะออกมาแต่ในทางที่มันคล้ายๆ กับว่า พร้อมจะเป็นเครื่องปลอบใจคน ใครกำลังมีปัญหาอะไร หรือว่าใครกำลังมีเรื่องยุ่งยากใจอะไร พอมาอยู่ใกล้ๆ เรา มันจะรู้สึกเย็นลง มันจะรู้สึกว่า เออ ปัญหาแค่ไหนก็แก้ได้ ตรงนี้แหละคือความสว่าง

ถ้าหากว่าเรามีความสว่างในแบบนี้นะ ในทางวาจา ในทางอากัปกิริยาท่าทีมากขึ้นแล้ว คนใกล้ตัวนี่แหละเป็นคนแรกที่จะได้รู้ว่า เขาอยู่กับความเย็น เขาอยู่กับความสว่าง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเขาว่า ตัวเขาเองจะมีความเต็มใจแค่ไหน ที่จะตามเรามานะครับ

คนส่วนใหญ่จะคิดเหมือนไสยศาสตร์ บอกว่าแผ่เมตตา หรือว่าสวดมนต์อะไรแล้ว ขอให้เปลี่ยนใจคนใกล้ตัวตามความคิดที่เราต้องการ เช่น เรามองว่าเขาคิดชั่ว คิดไม่ดีเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ ก็จะไปอธิษฐานเอา ขอให้เขาเปลี่ยนความคิด พอเขาไม่เปลี่ยนความคิด เราก็รู้สึกว่า เออ จิตของเรายังมีกำลังไม่พอ หรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราขอให้เป็นแรงหนุนแรงช่วยเนี่ย ยังมีบารมีไม่มากพอ อะไรทำนองนั้น ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ มันเป็นความเข้าใจผิดของเราเองว่า เราสามารถขอได้ทุกอย่าง เราสามารถบำเพ็ญเพียรทางจิต มีสมาธิขั้นนั้นขั้นนี้ แล้วก็ไปเปลี่ยนใจคนได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านยังเปลี่ยนใจพระเทวฑัตไม่ได้เลย ตอนที่ก่อนที่พระเทวฑัตจะทำอนันตริยกรรมสำเร็จเนี่ยนะครับ หรือว่าพระญาติของพระองค์เอง ที่จะไปฆ่าพระญาติด้วยกัน พระองค์ไปห้ามสามครั้ง ห้ามไม่ได้ ก็ปล่อยให้ฆ่ากันแบบนี้นะครับ

แม้แต่ผู้ที่มีพลังทางจิตสูงที่สุดในอนันตจักรวาลแล้วนะครับ ก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนใจคนทุกคนได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องเข้าใจขอบเขตว่า การเจริญสติ การมีสมาธิ มันเปลี่ยนเราเองเป็นหลัก มันไม่ได้มีประกันนะครับว่าจะไปเปลี่ยนคนอื่นได้

ที่พูดถึงเรื่องนี้ยาวก็เพราะว่า คนเข้าใจกันไม่ถูกต้องอย่างนี้เยอะจริงๆ นะ คือเราทำสมาธิ เราเจริญสติเนี่ย เราเปลี่ยนตัวเองเป็นหลักนะครับ ทีนี้ผลข้างเคียงจะไปได้กับคนอื่นหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการแบบทางลึกลับ ส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการที่ตรงไปตรงมา ผ่านคำพูด ผ่านการกระทำที่มีต่อกันนะครับ 

---------------------------------------------------

๑๙ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เลิกหลอกตัวเองทำยังไง?

คำถาม : จิตของเรา ถ้าตั้งใจพัฒนาสม่ำเสมอ จนมีกำลังมากขึ้น จะเหนี่ยวนำให้คนใกล้ตัวมีสภาวะดีขึ้นด้วยไหมครับ?

ระยะเวลาคลิป       ๑๑.๐๗ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=5EfBAcqqOd8&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **


วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เลิกหลอกตัวเองทำอย่างไร?

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

 

สำหรับคืนนี้ เป็นประเด็นที่หลายคนไม่ทราบจะทำอย่างไรนะ รู้ทั้งรู้ ว่าถูกหลอก ก็ยังเต็มใจให้หลอกอยู่ เพราะว่าอันนี้ ตัวเองเป็นคนหลอกนะ

 

หัวข้อคือ เลิกหลอกตัวเองทำอย่างไรนะครับ

 

เป็นเรื่องที่ดูเหมือนตลก แต่ว่าเกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็เหมือนกับจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้กันไม่ใช่น้อยเลย เอาเป็นว่าเท่าที่รู้จักคนมานี่นะ มีคนที่หลอกตัวเองตีเสียว่าอย่างน้อยๆ เกือบครึ่งหนึ่งที่ผมรู้จักนะ คือจะต้องมีบางอารมณ์ที่อดไม่ได้ จะสร้างภาพลวงตา ขึ้นมาลวงใจตัวเอง

 

หรือ บางคนหนักกว่านั้นคือ เชื่ออย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ลึกๆ ส่วนลึกนี่ รู้ว่าหลอก หลอกตัวเองอยู่ กำลังมีภาพลวงตาอะไรบางอย่างที่เต็มใจสร้างขึ้นมา แต่ว่าก็เข้าขั้นแบบว่าหลงเชื่อ หลงเชื่ออย่างสนิทใจ แล้วก็ไม่อยากยอมรับ เป็นความจริงที่ลึกๆ นี่ รู้อยู่ รู้อยู่จริงๆนะ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็เชื่อจริงๆ ไปด้วยว่า อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นความจริง

 

ยกตัวอย่างเช่น คนเขาไม่รัก ก็แอบสังเกตทุกนิมิตหมายเลย เขาเดินมาเหนื่อยๆ นี่ แต่พอใกล้เข้ามาเห็นเขาหายใจแรง ก็นึกว่าเขาประหม่า ตื่นเต้นที่จะได้เข้ามาใกล้ตัวเอง หรือว่า อยากจะสมัครงานในที่ๆ ตัวเองอยากทำมากๆ เขาไม่รับ ก็เฝ้าคาดหวังว่าเดี๋ยววันหนึ่งเขาก็จะโทรมา แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไป สองปีสามปีแล้วก็ตามนี่นะ

หรืออย่างบางคน คือไม่มีเงิน พูดง่ายๆนะ แต่ก็จะสำคัญว่าตัวเองนี่ มี แล้วก็ใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้แบบที่ไม่คิดน่ะว่า ตัวเองมีอยู่เท่าไหร่จริงๆ อะไรแบบนี้ ทั้งๆที่ เห็นอยู่ว่ารายได้แต่ละเดือนมีเท่าไหร่ แต่ก็ยังใช้แบบหลอกตัวเองว่า ตัวเองมี ตัวเองสามารถให้คนโน้น คนนี้ได้ ตัวเองสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอย

 

คือ ยุคเรา มีเครดิตการ์ด แล้วเครดิตการ์ดนี่ ถ้าไม่ยับยั้งชั่งใจดีๆ ถ้าไม่ตั้งสติดีๆ นี่ จะหลอกตัวเองได้ง่ายๆ ว่า มีไม่จำกัด มีแบบว่าในช่วงที่กำลังหลงอย่างหนักนี่นะ ช่วง สองเดือนสามเดือนที่ยังไม่ต้องไปใช้หนี้ตามกำหนดอะไรนี่ จะเหมือนกับว่า บอกตัวเองว่ามี ร่ำรวยล้นฟ้าเลย จับจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ ทั้งๆที่ลึกๆ รู้อยู่ว่า กำลังจะเกิดอะไรขึ้นในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า จะไม่มีจ่าย แต่ตอนนี้วันนี้ไม่รับรู้ รู้แต่ว่า เราสามารถที่จะจ่ายได้

 

นี่ตัวอย่าง ของคนที่เหมือนกับพอมีคนเอาเหยื่อมาล่อก็ฮุบ แล้วพอฮุบนี่ ก็เหมือนหลอกตัวเองด้วยความเชื่อ อย่างสนิทใจว่าตัวเองสามารถใช้จ่ายได้อะไรแบบนี้นะ

 

บางคนถามว่า เลิกหลอกตัวเองไปทำไม

เอ้า ... ก็จะได้ไม่ต้องถูกตัวเองหลอกอย่างไรล่ะ ชอบหรือ ว่าถูกหลอก?

 

จริงๆ แล้ว โดยสถานการณ์ทางจิตวิญญาณเลยนี่นะ คนที่ชอบหลอกตัวเอง จนกระทั่งเชื่อสนิทอย่างที่ตัวเองหลอก มีผลนะ คือเป็นประตูบานหนึ่งของโรคอารมณ์สองขั้ว เพราะว่าถ้าหลอกตัวเองสำเร็จ ว่าตัวเองมี ตัวเองดี ตัวเองเด่น ตัวเองเป็นที่รักของใครบางคน ก็จะมีความสุข คือหลอกตัวเองจนกระทั่งสร้างวิมานในอากาศ ให้จิตวิญญาณเข้าไปอยู่ เข้าไปอาศัย เลิศลอย ช่วงที่หลอกตัวเองสำเร็จ ก็มีความสุขล้นฟ้า

 

แต่เช้าหนึ่งตื่นขึ้นมา แล้วหลอกตัวเองไม่ทัน สมองยังไม่ทำงาน ตื่นขึ้นมาแล้วก็สะดุ้งว่า ที่คิดๆ ในวันที่ผ่านมา หรือว่าช่วงที่ผ่านไปนี่ เหลวไหลทั้งเพ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงว่า ไม่ได้มีอะไรอย่างที่ตัวเองทึกทักเอาสักอย่างเดียว ก็กลายเป็นสวิง (swing) กลับขั้ว จากสุขที่สุดที่หลอกตัวเองสำเร็จ ตื่นขึ้นมาพบความจริงมันกลายเป็นทุกข์ ในปริมาณที่เท่ากันกับความสุข ถูกเหวี่ยงมาอีกขั้วหนึ่ง

 

เขาถึงบอกว่า พวกอารมณ์เหวี่ยง คือไม่ใช่ทุกเคส ไม่ใช่ทุกกรณีนะ แต่มีกรณีนี้อยู่จริงๆ ที่เริ่มต้นขึ้นมาจากการหลอกตัวเอง ไม่พอใจชีวิตตัวเอง เลยต้องหลอก หลอกเอาซึ่งๆ หน้า แล้วก็หลอกสำเร็จ

 

ทีนี้ คืนนี้เราจะมาคุยกันสำหรับเฉพาะคนที่ อยากเลิกหลอกตัวเองเสียที

วิธีที่จะเลิกหลอกตัวเองได้ ต้องมีเหตุผลกับตัวเองนะครับ ไม่ใช่อยู่ๆ สั่งเอาดื้อๆ หักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะแบบนั้น จะเอาชนะกำแพงอารมณ์ของตัวเองไม่ได้หรอก

 

แต่ถ้าหากว่าเราเข้าใจที่มาที่ไปนะ คือเข้าใจที่มาที่ไปว่า มันมีบาดแผลอยู่ ไม่อย่างนั้นคนเราจะไม่หลอกตัวเองนะ คนเราจะซื่อสัตย์กับตัวเองถ้าทุกอย่างสมใจ ทุกอย่างสมหวัง ทุกอย่างได้ดังปรารถนา จะไม่หลอกตัวเองเลย

 

แต่ที่หลอกตัวเองเก่งๆ หลอกตัวเองชนิดที่ว่า ถ้าหลอกสำเร็จสักเรื่องหนึ่ง เรื่องใหญ่ๆ สักเรื่องได้ จะหลอกตัวเองในเรื่องอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนเลย ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่ว่านี่ ต้องเป็นปม ต้องเป็นแผลอะไรบางอย่างนะครับ ซึ่งถ้าหากว่าเราไปยอมรับความจริง ก็เท่ากับไปเปิดแผลตัวเองนั่นเอง คนถึงไม่อยากที่จะกล้ายอมรับความจริง

 

ในหลายๆ คน ในหลายๆ สถานการณ์ ในหลายๆ ช่วงเวลานะครับ บอกว่า ความจริงอยู่ตรงหน้า ทำไมไม่ยอมรับ ทำไมไม่รู้ ก็เพราะว่า ถ้ายอมรับขึ้นมาแล้ว มันเกิดแผลสด แล้วตัวเอง ไม่อยากดูว่าแผลนั้นมันเน่าขนาดไหน มันแสบร้อนขนาดไหน หรือว่ามันน่าอเนจอนาถสังเวช

 

คือบางทีคนอื่นไม่ได้มารู้สึกสมเพช หรือว่าคิดไม่ดี รู้สึกไม่ดีอะไรกับเรานะ แต่เราเองนี่ ไปทึกทักเอาว่า นี่แหละ เป็นเรื่องน่าสมเพชมาก น่าอเนจอนาถมาก น่าที่จะปิดบังไว้ น่าที่จะกลบเกลื่อนไว้ น่าที่จะหาอะไรมาซุก มาปิดซ่อน แล้วเอาแผลนี้ซุกไว้นะครับ

 

ทีนี้ คือ ถ้าวันไหนที่เรามาเจริญสติ อันนี้ต้องใช้วิชาของพระพุทธเจ้านิดหนึ่ง คือ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูทุกขเวทนา สอนให้ดูความทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ เมื่อเราฝึกที่จะเหมือนกับเอาแบบที่ยอมรับได้ง่ายๆ ก่อน เช่นว่า หายใจครั้งนี้ รู้สึกอึดอัด รู้สึกเป็นทุกข์ เพราะลมหายใจไม่น่าเกลียดไง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปอับอายขายหน้าใครเขา เวลาที่หายใจแล้วอึดอัด

 

แค่ยอมรับเริ่มต้นว่า การหายใจอึดอัดนี่ ความอึดอัดหน้าตาเป็นแบบนี้ อยู่ได้กี่ลมหายใจ ตัวนี้นี่ เริ่มที่จะฝึก แล้วก็สามารถรับรู้ว่า อาการที่เรียกว่า ความทุกข์นี่ ตัวเดียวกันน่ะ

 

แต่พอสาเหตุต่างกัน ก็ทำให้ใจเรานี่ไม่อยากยอมรับแล้ว มีการจำแนก มีอคติ มีลำเอียง บอกว่า ทุกข์ประเภทนี้ ความทุกข์ประเภทนี้ รับได้ เช่น ทุกข์อันเกิดจากความอึดอัดที่หายใจไม่สะดวก อย่างนี้รับได้ แต่ทุกข์อันเกิดจากความรู้สึกในตัวตนนะ ที่ด้อยค่า หรือว่าไม่มีใครเอา ไม่มีใครเขาเหลียวแล ไม่มีใครเขาให้ค่า แบบนี้รับไม่ได้ เพราะความรู้สึกในตัวตน เป็นเหมือนกับ โคตรเหง้าทางความรู้สึกน่ะ เป็นโคตรเหง้าของความทุกข์ ถ้าหากจะทุกข์จริงๆ มันทุกข์ออกมาจากแก่น จากใจกลาง แล้วความรู้สึกใจกลาง ตัวตนที่เหมือนกับเรารับไม่ได้นี่ ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในชีวิต

 

ทีนี้พอถึงจุดหนึ่ง เราบอกว่าเราจะเจริญสติ เราจะเลิกหลอกตัวเอง แล้วเราเริ่มจากการเห็นก่อนว่า ลมหายใจนี้ มันอึดอัด มันเป็นทุกข์อย่างไร แล้วค่อยขยับไป เปรียบเทียบว่า ทุกข์ทางใจ ความทุกข์ทางใจอันเกิดจากการเปิดแผล อันเกิดจากการยอมรับความจริงว่าเรากำลังเป็นอย่างไรอยู่ ไม่ต่างกัน มันจะง่ายขึ้น

 

นี่ ตัวนี้นะ คือพอเราเปิดแผลออกมาดู ยอมรับขึ้นมาสักจุดหนึ่งว่า ตอนนี้กำลังทุกข์อยู่เรื่องอะไรจริงๆ เราจะพบว่า ความจริงที่เราไม่รู้มาตั้งนานก็คือ แผลตรงนั้น แผลทางใจนั้น จริงๆ เป็นสิ่งที่มองดูได้

 

เดิมทีเรานึกว่าดูไม่ได้ไง เพราะว่าอย่างที่บอก โคตรเหง้าความรู้สึกในตัวตนนี่นะ ถ้ามันจะด้อยค่า ถ้ามันจะมืดบอด ถ้ามันจะอะไรไป เกิดแผลเกิดอะไรขึ้นมา จะรู้สึกว่าทนไม่ได้ คล้ายแผลแสบร้อนที่ไม่อยากเข้าไปแตะ

 

แต่เมื่อไหร่ที่เราเปิดออกมา เจออากาศว่างๆ สบายๆ ก็แสบแป๊บหนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่า เออ ดูได้ ไม่ใช่ดูไม่ได้ ไม่ใช่จะต้องทน ไม่ใช่จะต้องผะอืดผะอมอะไรมากมาก ทีนี้ประเด็นคือว่า เมื่อไหร่ที่เรามองดูมันได้ ก็จะเห็นมันเปลี่ยนได้เช่นกัน

 

คือ อย่างที่บอก ถ้าเราฝึกเจริญสติมาแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนี่นะ ท่านสอนให้ดูเวทนา เป็นลมหายใจทีละลมหายใจ ลมหายใจหนึ่งมีความสุข ลมหายใจหนึ่งปีติ อีกลมหายใจหนึ่งอาจอึดอัดก็ได้ แล้วก็เกิดการปรุงแต่งจิตในแต่ละลมหายใจไม่เท่ากัน

 

ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอันเกิดจากการเปิดแผลของตัวเอง ณ ลมหายใจหนึ่ง รู้สึกว่า โอ้โห แทบจะมอดไหม้ แต่ลมหายใจต่อมาก็รู้สึกว่า ที่จะมอดไหม้ ค่อยๆ เปลี่ยนไป ทุเลาลง หัดดู แล้วจะเห็นว่ายิ่งเราดูซ้ำ มากขึ้นเท่าไหร่ มากรอบขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งเกิดความจำได้ขึ้นมาว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความรู้สึกนี่ที่เหมือนกับปวดแสบปวดร้อนนี่ จะปวดแสบปวดร้อนแค่ไหนก็แล้วแต่นะ เดี๋ยวมันผ่านไป ในลมหายใจต่อๆ มา

 

ตัวนี้แหละที่จะนำไปสู่จุดสรุปว่า ความปวดแสบปวดร้อนที่ว่านี่นะ เป็นของนอกจิต เดิมทีเรานึกว่าอยู่ใจกลางจิต เป็นโคตรเหง้าของความรู้สึก เป็นอะไรที่ถอดออกจากจิตไม่ได้ จริงๆ ไม่ใช่ เป็นของรอบนอก เป็นของที่อยู่ผิวนอกนะ แล้วก็ พอหลุดร่อนออกไป แสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นได้บ่อยๆ จะได้จุดสรุป จะได้ข้อสรุปสุดท้ายขึ้นมาว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่อันเดียวกับจิต ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องไปแคร์อย่างที่นึกว่าจะต้องแคร์ นึกว่าที่ผ่านมานี่ นึกว่าต้องแคร์ด้วยชีวิตทั้งชีวิต แต่จริง ๆ ไม่ใช่นะ เหมือนกับว่า เป็นสิ่งลวงตา เป็นของลวงโลกที่เราหลงกลมันมาตลอดต่างหาก

 

แล้วพอพูดถึงเรื่องการเจริญสติ คนหลอกตัวเองเก่งๆ จะรู้สึกว่าเจริญสติได้ยาก เพราะอะไร ที่พูดไปทั้งหมด เห็นเลยนะ คือไม่อยากผ่านความทุกข์ตรงนั้นด้วยการยอมรับความจริง คนเราพอไม่ยอมรับความจริง ก็ไม่มีสติหรอก

 

สติ แปลว่า รู้ รู้เฉพาะหน้าว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้าเรามีความทุกข์ แล้วไม่ยอมรับว่ามีความทุกข์นี่ จะไปเจริญขึ้นมาได้อย่างไร สตินี่นะ สติก็ย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังเข้าคลอง นี่คือ พอยต์ ว่าทำไมคนหลอกตัวเองเก่งถึงเจริญสติไม่สำเร็จ

 

แล้วบางทีนี่นะ อย่างแม้กระทั่ง สมมติว่าคืนนี้เราคุยกันแล้ว แล้วตกลงปลงใจว่าโอเค ต่อไปนี้ฉันจะเลิกหลอกตัวเอง มันก็จะเข้าสู่โหมดความเคยชินเก่าๆ คล้ายๆ กับมีสองตัวแยกร่างกันในคนเดียว คนหนึ่งนี่ บอกว่า ฉันอยากจะเลิกหลอกตัวเองเสียทีแล้ว แต่อีกคน คล้ายๆ เหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็น ค่อยโบกมือไล่ไม่ให้ดู อยากจะดู แต่อีกตัวหนึ่งนี่ กั้นไว้ บังไว้ ไม่เต็มใจให้ดู

 

ฉะนั้น นี่คือต้องขอบอก ไม่ใช่บอกว่า ทำแล้วไม่เห็นได้เลย คือ ไม่ใช่ทำกันครั้งเดียวแล้วสำเร็จนะ ไม่ใช่รู้วิธี ว่า เออ มาดูทีละลมหายใจ แล้วสำเร็จเลยภายในชั่วข้ามคืน ไม่ใช่นะครับ

 

คนบางคนหลอกตัวเองมาทั้งชีวิต แต่จะให้เปลี่ยนเป็นยอมรับตัวเองได้ในชั่วข้ามคืนนี่ เร็วไปหน่อยนะ ต้องใช้เวลา แต่จะใช้เวลานานแค่ไหน ก็คุ้มนะ เพราะไม่อย่างนั้นเราตายแล้วเกิดใหม่ก็ต้องไปหลอกตัวเองอีก

 

แต่ถ้าหากว่า ก่อนตาย เราสามารถยอมรับความจริงได้ มีสิทธิ์บรรลุธรรมนะ คนที่ยอมรับความจริงได้ เจริญสติได้ คือคนที่มีสิทธิ์บรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน

 

เป้าหมายแบบพุทธคือมีสติชั้นสูงนะครับ คือ เลิกถูกหลอก เลิกถูกอุปาทานของสังสารวัฏ ที่สังสารวัฏยัดเยียดให้เรา ทุกรูปทุกนาม ทุกตัวคนไป

 

ที่เกิดมาได้ มันถูกหลอกกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเอาเป้าหมายแบบพุทธคือ ให้จิตเลิกถูกหลอก ก็จะเหมือนกับเปลื้องพันธนาการได้หมดจด ไม่เหลือเยื่อใยที่จะผูกติดอยู่กับเหยื่อล่อคือกายใจนี้อีกต่อไป

 

ตอนนี้เอาแค่ขั้นแบบเบสิคก่อน เลิกหลอกตัวเองแบบโลกๆ ให้ได้ก่อน เสร็จแล้วค่อยไปแอดวานซ์ ในเรื่องของการถูกกายนี้ใจนี้ หลอกล่อให้ติดกับ ให้ติดเบ็ดนะ!

 

__________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เลิกหลอกตัวเองทำอย่างไร?

วันที่ 19 กันยายน 2563

 

ถอดความ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=Hj7Dj4zyHG8

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

ดังตฤณ :  เรามาสวดมนต์ร่วมกันนะครับ สวดอิติปิโสด้วยกัน แล้วก็ถ้าใครเพิ่งมาใหม่นะครับ ขออธิบายคร่าวๆ คือ เราจะใช้เทคโนโลยีเสียงนะครับ ช่วยให้สวดมนต์ได้เป็นสมาธิมากขึ้น ต้องใช้หูฟังนะครับ แอล(L) เข้าซ้าย , อาร์ (R) เข้าขวา สำคัญนะครับ มาเริ่มกันเลยครับ 


คุณดังตฤณนำสวดมนต์

โดยอัญเชิญ พระบูรณพุทธ เป็นพระประธาน

และใช้ ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์



ผ่านไปนะครับสำหรับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านในตอนชื่อว่า ทำสมาธิในท่านอนได้ไหม? นะครับ

-------------------------------------------------

๕ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำสมาธิในท่านอนได้ไหม?

ช่วง     : สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

ระยะเวลาคลิป    ๓.๐๑   นาที
รับชมทางยูทูบ       https://www.youtube.com/watch?v=BFDUfGMZCA4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=1

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ผมชอบเปิดฟังเสียงสติเกือบตลอดทั้งวัน ในขณะทำงานกิจกรรมต่างๆ ในกิจวัตรประจำวัน รู้สึกว่าตนเองหายใจยาวขึ้น อย่างนี้เป็นผลดีไหม? อธิบายได้อย่างไร?

 ดังตฤณ :  คือคลื่นสมองถ้าช้าลงทุกอย่างดีหมดแหละ คลื่นสมองของคนเรามีย่านต่างๆ มีย่านช้า ย่านเร็ว แต่ถ้าย่านช้ามันเด่นขึ้นมากว่าย่านอื่นๆ เนี่ย เราจะทำงานได้แบบไม่คิดมาก แล้วก็มันจะมีความสุข

คือตอนที่ผมออกแบบสร้างเสียงสติขึ้นมาเนี่ยนะครับ ใช้ลมหายใจยาวเป็นตัวตั้งว่าให้คลื่นแบบไหนที่มันมาจูนกับลมหายใจยาวนั้นได้ คือผลเนี่ย ผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันนะว่ากลายเป็นทำให้ลมหายใจของผู้ที่ถูกจูนเนี่ยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร หายใจโล่งขึ้น ยาวขึ้น สบายขึ้น อันนี้ก็เป็นคำอธิบายสั้นๆ ง่ายๆ นะครับ

---------------------------------

๕ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำสมาธิไม่เห็นนิมิตได้ไหม?

คำถาม : ผมชอบเปิดฟังเสียงสติเกือบตลอดทั้งวัน ในขณะทำงานกิจกรรมต่างๆ ในกิจวัตรประจำวัน รู้สึกว่าตนเองหายใจยาวขึ้น อย่างนี้เป็นผลดีไหม? อธิบายได้อย่างไร?

ระยะเวลาคลิป      ๑.๐๗  นาที
รับชมทางยูทูบ      https://www.youtube.com/watch?v=-eCBs60gskQ&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

เดินจงกรมอยู่เป็นระยะ มีบางครั้งที่ตื่นเช้า พอขาแตะพื้น รู้สึกเหมือนตัวเรากับสิ่งของในห้องเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน พอขยับตัวไปทำงาน ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ไปทำงาน มันเหมือนตัวเราเป็นวัตถุเคลื่อนที่ไปเฉยๆ ไม่กี่ขณะพอตั้งหลักได้สภาวะนั้นก็หายไป อันนี้คือผลจากการฝึกรึเปล่า? แล้วถ้าภาวะนี้มากขึ้นจะไม่อยากทำงานไหม? เหมือนมันเฉยแปลกๆ

 ดังตฤณ :  คำถามบอกว่า “เดินจงกรมอยู่เป็นระยะ มีบางเช้าที่ตื่นเช้ามา พอขาแตะพื้นจะรู้สึกเหมือนตัวเรากับสิ่งของในห้องเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน”

อันนี้คือลักษณะของสติที่เข้าถึงความเป็นธาตุดินนะครับ เห็นว่าจะเป็นสภาพทางกายกระดูกกระเดี้ยว หรือว่าเนื้อหนังมังสา หรือว่าที่มันปรากฏรวมอยู่เป็นอิริยาบถปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีความเป็นบุคคล แต่มีความเสมอกันกับของแข็งอื่นๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นพื้น ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเพดาน จิตสัมผัสไปทางไหน มันรู้สึกว่ากลมกลืนเป็นอันเดียวกันหมด ซึ่งนี่เป็นลักษณะของการรู้ธาตุดินที่ถูกต้องแบบพุทธนะครับ

การรู้ธาตุดินที่ถูกต้องแบบพุทธคืออะไร?

คือการรู้สึกว่ากายนี้ส่วนที่เป็นธาตุดิน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหนังมังสา กระดูกที่สัมผัสไปกับพื้นต่างๆ เกิดกระทบแล้วรู้สึกถึงความแข็งของของต่างๆ มันมีความเสมอกันกับธาตุดินอื่นๆ ในโลก ตรงนี้เป็นจุดที่ถูกต้องนะครับ

คนส่วนใหญ่พอเข้าใจ พยายามศึกษาเกี่ยวกับธาตุดิน จะมองแยกเป็นส่วน อย่างเช่น ต้องเพ่งกสิณดิน ซึ่งจริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าสอนให้ทำกสิณดินเพื่อที่จะน้อมเข้ารู้ว่ากายนี้เป็นธาตุดิน

แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไปเข้าใจว่าทำกรรมฐาน เพื่อที่จะให้เห็นว่ากายนี้มีแต่ธาตุดิน คือไม่ได้มองโดยความสัมพันธ์ ไม่ได้มองโดยความเห็นว่าอะไรๆ สักแต่เป็นธาตุดินเสมอกัน ตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าไม่มีมุมมองที่ถูกต้อง เราจะไม่มีสติที่เจริญไปในการเห็นธาตุดินโดยความเป็นของเสมอกันระหว่างกายภายในกับข้าวของภายนอก

แต่อันนี้ถ้ารู้ได้แสดงว่า โดยตัวสติเองเริ่มมาถูกทาง ทีนี้เราก็ประกอบกับสัมมาทิฏฐิเข้าไปว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแค่เรื่องธาตุดิน ไม่ว่าเราจะรู้เข้ามาในสภาพทางกายแบบไหน จะเป็นธาตุน้ำ เช่น น้ำลาย จะเป็นธาตุลม เช่น ลมหายใจเข้า-ออก หรือจะเป็นธาตุไฟ คือไออุ่นที่มันอยู่กลางอก ที่มันอยู่ตามเนื้อตัว เวลาสัมผัสเข้ากับความเป็น น้ำ ลม หรือ ไฟ ในตัวเองแบบไหน ก็ขอให้ดูว่ามีความเสมอกันกับสิ่งที่มากระทบเรา ณ ขณะนั้นๆ อย่างเช่น อากาศร้อน เราก็บอกว่า เอออากาศร้อนแบบนี้ก็มีความเสมอกันกับธาตุไฟในตัวเรา มันมีไออุ่นเหมือนกัน หรือว่าธาตุลม เวลามีลมพัดมา แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า มีภาวะบางอย่างที่มีการพัด มีการไหลของความไม่มีรูปนะไอ้สภาพความเป็นลมเนี่ย ก็เสมอกันกับลมหายใจของเรา อย่างนี้มันจะทำให้เห็นสักแต่ว่ากายนี้เป็นธาตุที่เสมอกันกับธาตุอื่นๆ ในโลก ไม่ใช่เป็นธาตุยูเรเนี่ยม ไม่ใช่เป็นธาตุทองแดงอะไรแบบนั้น แต่เป็นธาตุดิน

คำว่า ธาตุดิน คือมีความแข็ง มีสภาพมีลักษณะของความแข็ง

ธาตุน้ำ มีลักษณะของความไหล ความซึมซาบ เอิบอาบ

ธาตุลม  มีลักษณะของความพัดไหวไปมา ขึ้นลง ซ้ายขวา

ธาตุไฟ มีลักษณะของความอุ่น มีลักษณะของความร้อน อะไรแบบนี้

การที่เห็นกายสักแต่เป็นธาตุได้เสมอกันกับธาตุอื่นๆ ในโลกภายนอก จะทำให้เกิดความรู้สึกในอนัตตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าไม่มีบุคคลอยู่ตรงนี้ ไม่มีบุคคลอยู่ที่ตรงไหน มีแต่ความเป็นธาตุเสมอกันแผ่ไปทั่วจักรวาลนะครับ

คำถามยังไม่จบ บอกว่า “พอขยับตัวไปทำงาน ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ไปทำงาน มันเหมือนตัวเราเป็นวัตถุเคลื่อนที่ไปเฉยๆ ไม่กี่ขณะ พอตั้งหลักได้สภาวะนั้นก็หายไป อันนี้คือผลจากการฝึกหรือเปล่า แล้วถ้าสภาวะนี้มากขึ้นจะไม่อยากทำงานมั้ย มันเฉยๆ แปลกๆ”

อันนี้ขอให้ทราบนะครับว่า จิตที่รู้กายโดยความเป็นธาตุเสมอกันกับธาตุอื่นๆ ในโลกภายนอก จะเป็นจิตที่เข้าถึงความเป็นอนัตตา ซึ่งเป็นของจริง เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จิตเพิ่งไปเข้าถึง แล้วพอจับจุดได้ว่า เออเนี่ยเราจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า อนัตตา ได้ด้วยการทราบอย่างไร? มีความรู้แบบไหน? เราก็จะมีพัฒนาการไปในทางนั้นๆ ต่อ โดยที่อย่าไปคาดหวังว่า มันจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าเกิดขึ้นเสมออย่างคงเส้นคงวาไม่หายไป เราต้องมองว่าสติเองก็แสดงความไม่เที่ยงเช่นกัน แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อยากทำงาน

อย่างที่คุณบอก บอกว่าเหมือนมันเคลื่อนไปเฉยๆ คล้ายหุ่นยนต์ คล้ายเป็นวัตถุที่สักแต่มีอาการเป็นไปตามสภาพของมัน นั่นน่ะเป็นตัวบอกอยู่แล้วว่า คุณยังทำงานได้ แต่ทำงานออกมาจากมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง คือ มุมมองของคนที่พร้อมจะตื่นรู้ ไม่ใช่คนที่ทำงานไปแบบถามตัวเองว่า เอ๊ะ! ที่ทำงานอยู่เนี่ย เราทำงานไปเพื่ออะไร? หาเงิน หาอาหารมาเลี้ยงชีพ หรือว่าจะทำงานเพื่อความร่ำรวย เพื่อตัวตน เพื่อฐานะตำแหน่ง คนทั่วไปจะอยู่กับข้อสงสัยพวกนี้

แต่คนที่เจริญสติจนถึงขั้นนี้นะครับ .. ยิ่งถ้าต่อไปคุณมีความรู้สึกถึงความเป็นธาตุทางกายเปรียบเทียบกับธาตุอื่นๆ ในโลกภายนอกได้เป็นปกติเมื่อไหร่นะ คุณจะเข้าใจว่าที่ทำงานไปก็เพื่อให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญสติ ของการรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ สักแต่เป็นกิริยาทำงาน ธาตุมันกำลังมีท่าทางทำงานอยู่ ไม่มีตัวคุณทำงาน ไม่มีบุคคลทำงาน ไม่ต้องไปกลัวว่าเราจะขาดตกบกพร่องเรื่องความรับผิดชอบทางหน้าที่การงาน ถ้าหากว่าเกิดมุมมอง เกิดสติที่ถูกต้องแบบพุทธแล้วนะครับ

ทีนี้มาพูดเรื่องว่าทำยังไงให้มันเจริญขึ้น อันนี้บอกก่อนว่ามาถูกทางแล้วนะครับ แล้วส่วนใหญ่พวกที่เกิดภาวะแบบนี้ขึ้นมาเองเนี่ย ถ้าเราพูดกันแบบพุทธนะ ก็คือว่ามีทุนเก่า มีของเก่า มีของเดิมที่เคยทำมาถูกทางอยู่แล้ว ทีนี้เรามาทำต่อให้มันถึงที่สุด

วิธีทำต่อไม่ใช่ไปพยายามจี้จะเอาความรับรู้ หรือมีสติแบบนั้นเท่านั้น คุณทำไปเรื่อยๆ เถอะ ถ้าฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตกำลังฟุ้งซ่าน การรู้ว่าจิตกำลังฟุ้งซ่านก็คือรู้ธาตุอีกธาตุหนึ่งคือ เป็น วิญญาณธาตุ

ในความเป็นชีวิตนี้ ในความเป็นชาตินี้ไม่ได้มีแค่ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างเดียว มันมีวิญญาณธาตุด้วย แล้ววิญญาณธาตุเนี่ยมันแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาตามอาการปรุงแต่งว่าให้ฟุ้งซ่านเรื่องต่างๆ หรือว่าให้มีความสงบเป็นสมาธิ

พอคุณมีความพอใจที่จะรู้ว่า เออเนี่ยวิญญาณธาตุมันแกว่งไปแกว่งมา มันซัดส่ายไปมาอยู่ในธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้ ในที่สุดคุณจะเห็นครบ คือถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นว่า กายเป็นดิน ธาตุดินเสมอกันกับธาตุดินอื่นๆ อย่างที่คุณรู้สึกว่า ฮึ้ยเออมันเจ๋ง มันน่าติดใจ แต่คุณกำลังฟุ้งซ่าน แล้วคุณรู้ความฟุ้งซ่านนั้นว่า เป็นส่วนหนึ่งเป็นการปรุงแต่งแบบหนึ่งทางจิตวิญญาณนะครับ

เมื่อความฟุ้งซ่านนั้นสงบระงับดับหายชั่วคราว สิ่งที่มันจะเหลืออยู่ก็คือ ความปรากฏของจิตที่มันสว่างเป็นสมาธิ หรือว่าเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล การที่คุณเห็นว่า นี่สักแต่เป็นจิต นี่สักแต่เป็นวิญญาณธาตุ ในที่สุดมันก็จะพาไปสู่การรับรู้ เวลาที่ไปเจอคนอื่น คุยกันไปคุยกันมา คุณก็เห็น อ้าวนี่ไอ้ที่ส่วนของเรานะในการรับรู้ว่า ฟุ้งซ่านบ้าง สงบบ้าง ในที่สุดมันพาไปหาความรู้ว่า เออสักแต่มีวิญญาณธาตุ มีแต่สภาพธรรมชาติแห่งการรู้ ในตัวคุณไม่ได้ปรากฏอยู่แค่คนเดียว คนอื่นก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น

เวลาคุณพูดคุยกับเขาไป เห็นว่าเออมันฟุ้งซ่านมากในช่วงนี้นาทีนี้ เดี๋ยวพอพูดเรื่องอื่นที่มันดีๆ หน่อยมันฟุ้งซ่านน้อยลง มันมีความสงบ มันมีความเย็นลง เห็นไปเห็นมาเนี่ย ไปเห็นด้วยว่าสิ่งที่มันเป็นฐานที่ตั้งของความสงบบ้าง ฟุ้งซ่านบ้างนั้นคือจิต คือวิญญาณ คือการรับรู้ คุณสามารถทราบได้ว่าเขารู้ชัดหรือว่ารู้แบบเบลอๆ เนี่ยมันเห็นเสมอกันว่าสักแต่เป็นวิญญาณ

แต่ถ้าคุณมัวแต่ติดใจว่าจะเอาแต่ธาตุดิน รู้แต่ธาตุดินธาตุเดียว เสร็จแล้วพอทำไม่ได้ คุณจะไม่ได้เจริญสติแบบอื่นเลย เนี่ยตรงนี้พระพุทธเจ้าถึงตรัสนะครับว่า ในสติปัฏฐานสูตรท่านสอนไว้นะครับบอกว่า รู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้อย่างอื่นด้วย ให้รู้อย่างนี้ด้วย รู้ว่ามีกาย รู้ว่ามีเวทนา รู้ว่ามีจิต รู้ว่ามีธรรม ส่วนของกายเนี่ย รู้โดยความเป็นธาตุด้วยนะว่าประกอบด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วส่วนอื่นก็รู้ไปด้วยว่า เออธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ ที่มีกรรมอยู่นี้เนี่ย มันมีสุขมีทุกข์ในแต่ละขณะ ในแต่ละลมหายใจ ในแต่ละช่วง ไม่ใช่ว่ามีแต่สภาพทางกายปรากฏอยู่อย่างเดียวนะครับ ตรงนี้ที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วพาคุณไปสู่ความเจริญ ไปสู่ความตั้งมั่น แล้วก็ไปสู่ประตูนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน ในอัตภาพปัจจุบันนะครับ

-----------------------------------------------

๕ กันยายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ทำสมาธิไม่เห็นนิมิตได้ไหม?

คำถาม : เดินจงกรมอยู่เป็นระยะ มีบางครั้งที่ตื่นเช้า พอขาแตะพื้น รู้สึกเหมือนตัวเรากับสิ่งของในห้องเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน พอขยับตัวไปทำงาน ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ไปทำงาน มันเหมือนตัวเราเป็นวัตถุเคลื่อนที่ไปเฉยๆ ไม่กี่ขณะพอตั้งหลักได้สภาวะนั้นก็หายไป อันนี้คือผลจากการฝึกรึเปล่า? แล้วถ้าภาวะนี้มากขึ้นจะไม่อยากทำงานไหม? เหมือนมันเฉยแปลกๆ

ระยะเวลาคลิป       ๑๑.๔๙ นาที
รับชมทางยูทูบ       https://www.youtube.com/watch?v=5FDYKVJJmU4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส