วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

มีวิธีไหนที่จะโน้มน้าวให้ใจเมตตาแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มต้น

 ดังตฤณ :  คือความสุขนะครับ ถ้าไม่มีความสุขเป็นจุดเริ่มต้น ไม่มีทางที่คุณจะมีเมตตาที่แท้จริง เพราะเมตตาคือการเผื่อแผ่ความสุขไปให้คนอื่น ไม่ใช่เผื่อแผ่ความทุกข์ หรือว่าความอาฆาตแค้นทิ้งออกไปนอกตัว ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ

การที่เราแผ่เมตตาเนี่ย สิ่งที่คนไม่เข้าใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น มันอยู่ที่ตรงนี้นะครับ ตราบใดที่คุณยังฟุ้งซ่าน ตราบใดที่คุณยังรู้สึกถึงอาการอาฆาตพยาบาทอยู่ ตราบนั้นคุณจะไม่มีทางที่คุณจะแผ่เมตตาได้อย่างจริงใจ

ต่อเมื่อคุณสวดมนต์ หรือว่าเจริญสตินั่งสมาธิ หรืออย่างที่พระพุทธเจ้าสอนพิจารณาว่ามันเป็นอาการป่วยทางจิต แล้วคุณรู้สึกว่าคุณทิ้งเชื้อโรคลงไปวางกองได้ อันนั้นทำให้ใจเบา ความเบาใจนั่นแหละ ที่มันจะเป็นใจจริงที่จะแผ่เมตตานะครับ

-------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : มีวิธีไหนที่จะโน้มน้าวให้ใจเมตตาแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มต้น

ระยะเวลาคลิป        ๑.๑๕ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=xeZWRNOYmi0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

อานาปานสติกับสังฆานุสสตินั้น เราจะปฏิบัติอย่างไรให้กลมกลืน ให้ไปด้วยกันได้?

 ดังตฤณ :  ก็เป็นธรรมดานะครับ พอเราเพิ่มศรัทธาเข้ามา ถ้ามีพระสงฆ์องค์เจ้าที่เรานับถือ แล้วก็มีความรู้สึกที่เป็นสุจริตกับท่านจริงๆ สนิทใจกับท่านจริงๆ มันจะมีความรู้สึกเป็นสุขขึ้นมาเวลานึกถึงท่าน แล้วก็มีความรู้สึกว่า กำลังศรัทธามันก็สำคัญเหมือนกันนะ มันทำให้เกิดความชุ่มชื่น มันทำให้สมาธิของเรามีคุณภาพมากขึ้น

(ทวนคำถาม) กลัวทำผิดแบบจับฉ่าย เพราะไม่รู้ว่าอานาปานสติกับสังฆานุสสตินั้น เราจะปฏิบัติอย่างไรให้กลมกลืน ให้ไปด้วยกันได้

คุณจำไว้อย่างนี้ ลักษณะของลมหายใจที่เรารู้สึกถึงลมหายใจได้เนี่ย หลักฐานชัดๆที่ปรากฏออกมาก็คือ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน ส่วนการนึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่เราเคารพศรัทธาเห็นองค์ท่านน่าเลื่อมใส แล้วก็เกิดความศรัทธา เกิดความเบิกบานขึ้นมาทันที อันนี้ผลชัดๆที่เป็นหลักฐานว่า เราได้มีพระสงฆ์เป็นอนุสสติ หรือที่เรียกว่า สังฆานุสสติ ก็คือความรู้สึกชุ่มชื่นใจนะครับ

ลมหายใจทำให้มีสติ

พระที่อยู่ในห้วงมโนทวารของเรา ทำให้เกิดความชุ่มชื่น

ถ้าเรามองแยกแยะอย่างนี้ได้ มันก็จะไม่มีอาการที่ขัดแย้งกัน

อย่างเวลาที่เราขึ้นต้นมานึกถึงลมหายใจ ถ้าใครรู้สึกว่าลมหายใจของเราเป็นที่สบายอยู่แล้ว ก็มักจะไม่ต้องนึกถึงอะไรอย่างอื่น แค่นึกถึงลมหายใจที่ยาว แล้วก็การหายใจที่มันทำให้ร่างกายอ่อนหยุ่น มีความยืดหยุ่น ท้องป่องขึ้นมาพองขึ้นมาแบบสบายๆได้ มันก็จะขี้เกียจไปนึกถึงอะไรอย่างอื่นนะครับ เพราะจิตเหลือจิตดวงเดียวที่มันกว้างๆอยู่ สบายๆ โล่งๆอยู่ ความเป็นหนึ่งเดียวที่ชัดเจนนี้ มันจะก่อให้เกิดสัญชาตญาณทางจิต รู้ว่ายิ่งนิ่งยิ่งว่าง ยิ่งว่างอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็ยิ่งสะสมกำลังให้เกิดสมาธิ มีความตั้งมั่นมากขึ้น มากขึ้นขึ้นมา มันก็จะไม่ไปวอกแวกถึงสิ่งอื่น

ทีนี้ถ้าหากว่าเราบอก อยากฝึกสังฆานุสสติบ้าง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น ก็จะเปลี่ยนเป็นประมาณว่า ขึ้นต้นมา เออลมหายใจมันฝืดๆมันแห้งๆ ไหนลองนึกถึงครูบาอาจารย์ดูสักหน่อย พอภาพของท่าน หรือว่ากระแสของท่านที่เราจดจำได้ ติดใจขึ้นใจเกิดขึ้น มันก็เกิดความชุ่มชื่นตามมาด้วยทันที นี่เห็นมั้ยมันไม่ได้ขัดแย้งกัน

ขึ้นต้นเนี่ย เราก็ยังนึกถึงลมหายใจ แต่เรามาต่อยอดความชุ่มชื่นเป็นการนึกถึงครูบาอาจารย์นิดหนึ่ง เสร็จแล้วพอมีความชุ่มชื่นแบบนั้นเกิดขึ้น ก็เหมือนกับเราอยู่กับท่านตลอดนะครับ จิตของเราก็อยู่กับท่านนี่แหละ แล้วความสุขความปีติที่เกิดจากการนึกถึงท่าน กระแสของท่านมาปรากฏราวกับมาประดิษฐานในจิตของเรา ก็จะทำให้จิตของเรากว้างขึ้น กว้างขึ้น และรู้ลมหายใจชัดขึ้นชัดขึ้น เห็นมั้ยมันเป็นไปด้วยกัน มันไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันเลยนะครับ

--------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : มีอานาปานสติเป็นกรรมฐาน แต่เริ่มฝึกสังฆานุสสติมาสักพักหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าจิตมีกำลังขึ้น แต่กลัวผิดแบบจับฉ่ายค่ะ เพราะไม่รู้ว่าอานาปานสติกับสังฆานุสสตินั้น เราจะปฏิบัติอย่างไรให้กลมกลืน ให้ไปด้วยกันได้?

ระยะเวลาคลิป    ๔.๒๑ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=9tZCutBD_AQ&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ขอคำแนะนำการวางจากการยึดติดความดี คิดว่าสิ่งที่เราแนะนำไปเป็นสิ่งดี แต่ผู้ฟังไม่เชื่อ

 ดังตฤณ :  การทำใจมีหลายวิธี แต่การรู้ใจตัวเองมีวิธีเดียวคือ ดูเข้ามาว่าขณะนี้กำลังเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าเราพูดอะไรดีๆ แนะนำอะไรดีๆออกไปแล้ว จะอ้างเหตุอ้างผลถึงผลลัพธ์อย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้ายย้อนกลับมาดูที่ใจ พูดดีแต่ใจอึดอัดใจไม่ดี นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราพูดออกไป มันไม่ได้ออกมาจากใจที่ดีจริงๆ

ใจที่ดีจริงๆ ทางพุทธวัดกันง่ายๆเลยคือ ใจที่มีสติรู้ว่าภาวะของตัวเองกำลังเป็นกุศลหรืออกุศล

ถ้าหากว่าตอนที่เราตั้งใจ เจตนาดี ทำดี พูดดี คิดดี มุ่งหวังให้เขาเกิดความคิดอะไรดีๆก็ตาม แต่ใจของเรายังมีสติไม่ดีพอที่จะอยู่กับความเป็นกุศลธรรม ในที่สุดผลลัพธ์มันก็ปรากฏให้รู้อยู่กับใจตนเองนั่นคือ พอเราเห็นว่าเขาไม่ดีตามที่เราคาดหวัง ใจเราก็ไม่ดีตามเขาไปด้วย หรือใจเราไม่ดีเสียเอง ตรงนี้เป็นหลักง่ายๆของการเจริญสติ รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่าทำไปแล้วเกิดผลขึ้นมาอย่างไรกับจิต ถ้าสำรวจเข้ามา คุณจะเห็นชัดเจนเลยว่า ทั้งหมดที่ทำไป เราทำไปด้วยสติมีอายุสั้นหรือยาวแค่ไหน

ถ้าหากว่าสติมีอายุสั้น กรรมดีของเรา วจีสุจริตของเรา มันจะมีอายุสั้น พูดดีออกไปแล้วย้อนกลับมาทำให้ใจตัวเองกลายเป็นทุกข์ เกิดมโนกรรมที่เป็นทุจริตขึ้นมา

มีหลายคนบอกว่า “เนี่ยสอนให้เขาเป็นคนดี แต่เขาไม่ดี” ก็เลยด่าเขา ด่าใหญ่เลย ด่าแบบสาดเสียเทเสีย นี่อันนี้ขึ้นตรงมานะ ขึ้นต้นตรงแต่ปลายคด อันนี้ก็มองในลักษณะของผู้เจริญสตินะครับ เห็นว่ากุศลธรรมอยู่กับเรานานแค่ไหน ก่อนที่มันจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงปฏิรูปไปเป็นอกุศลธรรมขึ้นมาแทน พอดูอย่างนี้อยู่บ่อยๆ คุณจะไม่แคร์เลยว่า คุณแนะนำอะไรดีๆออกไปแล้ว ผลลัพธ์ที่คนฟังจะเกิดเป็นอย่างไรขึ้น เพราะหน้าที่ของคุณจบแล้ว สิ่งที่มันจะเป็นหน้าที่ต่อไปคือ หน้าที่ที่คุณทำต่อคนอื่นจบลงแล้ว เหลือแต่หน้าที่ที่คุณจะต้องทำกับจิตตัวเองนะครับ คือมีสติรู้ว่ามันไปถึงไหนแล้ว

-------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : ขอคำแนะนำการวางจากการยึดติดความดี คือพอเราคิดว่าสิ่งที่เราแนะนำไปเป็นสิ่งดี แต่ผู้ฟังไม่เชื่อ ก็จะรู้สึกหดหู่

ระยะเวลาคลิป    ๓.๔๐    นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=jL-Syv_2zDE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=6

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

กับคนที่ทำไม่ดีกับผม ผมเมตตาเขาไม่ได้ ต้องทำไงดีครับ?

 ดังตฤณ :  อันนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แผ่เมตตาแบบไม่มีประมาณให้ได้ก่อน ก่อนที่จะแผ่เจาะจง เพราะว่าถ้าเรายังไม่มีพลังเมตตามากพอ มันแผ่ไม่ออก เป็นธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์ที่จะมีเกราะมีที่กั้น ไม่ให้เราได้แผ่ความดี แผ่ความสว่างออกให้พ้นออกไป ให้พ้นจากความมืดได้ มันเหมือนกับคนทุกคนอยู่ก้นถ้ำกันหมด ตอนเริ่มต้นที่จะออกสู่แสงสว่างได้ มันต้องผ่านด่านกันก่อน

ถ้าหากว่าเรารู้จักความสว่างแบบที่มันเป็นแสงอาทิตย์แล้วเนี่ย เราจะรู้ว่าการที่เราจะจุดเทียนขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วอยู่ก้นถ้ำเนี่ย มันเทียบกันไม่ได้ มันเทียบความสว่างกันไม่ได้ เราจะมีความรู้สึกว่าเทียนเล่มเดียว แล้วตอนอยู่ในถ้ำมันยังมืดอยู่ มันยังไม่สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้น เวลาที่เรารู้จักการแผ่เมตตาแบบไม่มีประมาณ แบบไม่จำกัดหน้า ไม่เลือกบุคคล แล้วรู้ว่าความเมตตาที่แท้จริงแบบไม่เลือกหน้า มันสว่างเหมือนกับดวงอาทิตย์

ตอนที่เราฝึกแผ่เมตตาใหม่ๆ แล้วจะไปโฟกัสกับคนที่เราเกลียดชัง หรือว่าเรารู้สึกจริงๆว่าเขาเป็นคนไม่ดีเนี่ย มันเหมือนกับแสงเทียนริบหรี่ ที่ฉายให้ถ้ำมันสว่างขึ้นไม่ได้ ก้นถ้ำมันลึกเกินไปมันดำมืดเกินไป

ทีนี้ถ้าเราออกสู่ที่โล่งเลย ไปพบกับแสงสว่าง คือการแผ่แบบไม่มีประมาณ ไม่ใช่อยู่ในที่คับแคบเหมือนในถ้ำ พอหัดแบบนั้นได้แล้ว เราจะไม่กลับเข้าถ้ำอีกเลย เราจะเห็นว่าการอยู่กับแสงเทียนในถ้ำเทียบกันไม่ได้กับการอยู่นอกถ้ำแล้วเห็นแสงสว่างของพระอาทิตย์

อันนี้เหมือนกัน ถ้าเราเริ่มต้นขึ้นมาแผ่เมตตาไปให้เป็น แผ่ในลักษณะที่มีความสุขก่อน อันนี้สำคัญมากนะครับ มีความสุขก่อน มีความเบาก่อน มีความโล่งก่อน แล้วเห็นความโล่ง ความเบา ความสว่างนั้น แผ่ออกไปมีกำลัง เรามีกำลังจิตที่จะหน่วงความสุขแบบนั้นไว้ ความสุขที่มันแผ่ออกไปกว้างๆสบายๆ จะเหมือนกับเรามีดี เรามีทุน ที่ทำให้จิตเห็นดีเห็นงามกับการแผ่เมตตาที่แท้จริง

พอเวลาเราจะเจอกับบุคคล อันเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกโกรธ เกลียด หรือว่าชิงชัง มันจะไม่มองหน้าเขา แต่มองที่จิตเราเองว่า มันกำลังดำมืดเหมือนอยู่ในก้นถ้ำ แล้วเราก็จะรู้สึกว่าการแผ่เมตตาให้กับคนๆเดียวเนี่ยนะครับ มันเหมือนแสงเทียนที่ก้นถ้ำ เราแผ่ไม่ได้หรอก มันทำไม่ได้หรอก เราต้องแผ่แบบไม่มีประมาณก่อน เหมือนออกมานอกถ้ำให้ได้เสียก่อน เจอที่กว้างๆโล่งๆ แล้วก็แสงอาทิตย์ที่มันสว่างจ้าๆให้ได้เสียก่อน แล้วถึงจะเอาความสว่างแบบกว้างๆใหญ่ๆนี้ไปแผ่ให้บุคคลที่เรานึกไม่ชอบใจ พูดง่ายๆว่า เราต้องชอบจิตที่มันสว่างสบายเป็นเมตตาของตัวเองให้ได้ก่อน แล้วถึงจะเอาความเมตตาแบบนั้นไปแผ่ให้คนอื่นที่เราไม่ชอบได้

-----------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : กับคนที่ทำไม่ดีกับผม ผมเมตตาเขาไม่ได้ ต้องทำไงดีครับ?

ระยะเวลาคลิป        ๔.๒๙ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=vD1MLNAOyJc&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ต้องทำเหตุอย่างไรเพื่อให้ได้พบคู่บุญที่เกื้อกูลกันในชาตินี้คะ?

 ดังตฤณ :  ขอพูดในสองมิตินะครับ

มิติแรก คือมิติของการที่เราถูกวางไว้แล้ว ชีวิตถูกวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วจากวิบากของกรรมว่าจะให้ได้ดีหรือตกยาก จะให้ได้ประสบพบเจอคนที่เป็นมิตรหรือคนที่เป็นศัตรู วางหมากไว้เลยว่าชีวิตเคลื่อนไปถึงจุดไหน อายุเท่าไหร่ปีใด ถึงจะได้เจอเรื่องดีเรื่องร้ายที่เคยทำเอาไว้ กางแผนที่ออกมารู้เลยว่าชีวิตของเราถูกวางแผนไว้ประมาณใด

แต่ไม่ใช่ว่ามันจะต้องเป็นไปตามนั้นอย่างเดียวเสมอไป ขึ้นอยู่กับของใหม่ที่เราสร้างขึ้นมาด้วย กรรมเก่าเหมือนแผนที่ กรรมใหม่เหมือนกับเราเลือกที่จะไปทางลัดหรือทางตรง หรือทางอ้อม หรือทางที่มันวกวน วนเวียน

การที่ถามถึงเรื่องคู่ แล้วนึกว่ามีบุญอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เราทำลงไปแล้วจะเป็นเหตุให้ได้พบคู่ครองหรือว่าเนื้อคู่ได้เร็วขึ้น อย่างหนึ่งคือเราต้องมองว่า เรากำลังไปผ่าตัดแผนที่ คือมองอย่างนี้ ถ้าเราเชื่อว่ามีคู่บุญของเราอยู่จริง เขาต้องเกิดมาในโลกนี้แล้ว อยู่ในโลกนี้พร้อมกับเราแล้ว ไม่ใช่ว่าเราอายุ ๒๐ ๓๐ แล้วเขายังไม่เกิดอะไรแบบนั้น มันเป็นไปไม่ได้นะ หรือถ้าเป็นไปได้ก็เป็นกรณีพิเศษเฉพาะคู่ที่จะต้องมีเนื้อคู่ที่อายุต่างกันมากๆ แต่โดยทั่วไปเขากำลังอยู่ในโลกนี้แหละ แต่ทำยังไงถึงจะเจอ นี่คำถามของคุณจะเป็นแบบนี้นะครับ

ประเด็นคือ ถ้าเป็นเนื้อคู่กันจริง มันต้องเจอกันในเวลาที่เหมาะสมที่จะมีความเข้าใจกัน ผูกกันได้ด้วยความรู้สึกที่ดี ถ้าไปเร่งรัดจะด้วยวิธีทำบุญ เปลี่ยนฮวงจุ้ย หรือว่าไปทำพิธีบนบานศาลกล่าวเจ้าองค์ไหน หรือจะไปผ่าตัดให้โหวงเฮ้งเปลี่ยอะไรเนี่ยนะครับ ทางลัดเหล่านี้เนี่ย สมมติว่ามันเกิดขึ้นได้จริงนะ มันเอาคู่เก่าของคุณมาเจอกันในเวลาที่ไม่เหมาะสม แทนที่มันจะดี มันอาจกลายเป็นเปลี่ยนคู่บุญให้กลายเป็นคู่เวรได้ง่ายๆเลย

ผมยกตัวอย่างนะครับ อย่างถ้าหากว่า คู่บุญของคุณคือคนที่จะเป็นชาวพุทธด้วยกัน มีศาสดาองค์เดียวกัน มีศรัทธาเหมือนๆกัน เสร็จแล้วคุณไปเร่งรัด บอกว่าขอให้ได้เจอคู่ที่เราเคยทำบุญมาด้วยกัน อุตส่าห์ไปบนบานศาลกล่าว ๗ วัด แล้วปรากฏว่ามาเจอกันจริงๆ ความปรารถนาของคุณมันสมใจ ไปดึงเอาเขามาในขณะที่เขาเป็นคนศาสนาอื่นที่มีความศรัทธาไม่ตรงกัน คราวนี้ก็เริ่มแล้ว คือขึ้นต้นมาอะไรๆก็ดียอมกันทุกอย่าง เธออยากไปบวช ฉันตามไปด้วย อะไรแบบนี้ แต่พออยู่ๆกันไป อ้าว!มันไม่ใช่แล้ว ไอ้ที่คล้อยตาม ไอ้ที่ตามใจอะไรกัน มันเลิกเกรงใจ แล้วก็บางทีมาแซวมาแซะครูบาอาจารย์ของเรา หรือว่าศาสนาของเรา หรือว่าศาสดาของเรา ตอนแรกๆก็แซวแบบเล่นๆ แต่ไปๆมาๆมันเริ่มหนักขึ้นหนักขึ้น กลายเป็นทิ่มตำให้เจ็บใจ หรือว่าพยายามเป็นหนามทิ่มแทงหัวใจของกันและกัน แบบนี้มันกลายเป็นคู่บาปไปเลย ถ้าไปเจอกันก่อนหน้า

ทีนี้ถ้าเรารอเวลา สมมติว่าเขาเป็นคู่บุญของเราจริงๆ มันจะต้องเจอกันโดยวิถีทางแห่งบุญนะครับ เรารอเวลาจนกระทั่งถึงเวลา เป็นยังไง? เขาอาจจะมีการเปลี่ยนใจของเขาเอง มาเข้าทางพุทธ ศรัทธาแบบพุทธ แล้วแถมมาเจอกันในที่ๆมีครูบาอาจารย์ท่านเดียวกัน แล้วก็มีความเห็นที่ตรงกัน แบบนี้เจอกันในเวลาที่เหมาะสม มันก็เกื้อกูลกันตั้งแต่เริ่มต้นเลย อันนี้แค่ยกตัวอย่างเฉยๆนะ เพราะว่าเรื่องศาสนานั้นจับต้องได้ง่าย เวลาที่คนเราเห็นไม่ตรงกันมันก็ขัดแย้ง แต่ถ้าเห็นตรงกันมันกลมกลืน มันมีความรู้สึกแสนดีราวกับว่า พอเข้าใกล้กันแล้วเหมือนกับสวรรค์เลยอะไรแบบนี้นะครับ

ฉะนั้นคำตอบคือ อย่าเข้าใจว่าเรื่องคู่บุญจะเร่งรัดกันได้ ถ้าเป็นคู่บุญจริงจะต้องเจอกันในเวลาที่เหมาะสมที่จะสร้างบุญกันต่อ สานบุญกันต่อนะครับ

(มิติที่สอง) ทีนี้ถ้าในอีกทางหนึ่ง ตั้งโจทย์แบบนี้ดีกว่าว่า จะเตรียมตัวอย่างไรที่จะเจอคู่บุญที่พร้อมพอจะต่อบุญกันด้วยการเป็นสุข เห็นได้ชัดเลยว่า เหมือนสวรรค์ตั้งแต่อยู่บนโลก เหมือนสวรรค์ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน ก็คือทำให้จิตของคุณมีศรัทธาในทางดี ในศาสดาที่นำทางดี มีน้ำใจ เพราะน้ำใจเป็นความชุ่มชื่นที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว อย่ารอน้ำใจจากคนอื่น เพราะว่ามันไม่แน่ว่าจะได้หรือเปล่า แต่ให้น้ำใจกับคนอื่นก่อน เพราะอันนี้ชัวร์ที่สุดว่า เราทำให้ความชุ่มชื่นจากน้ำใจมันเกิดได้กับตัวเองก่อนชัวร์ๆนะครับ

เมื่อเจอกันกับคนมีน้ำใจด้วยกัน มันก็ยิ่งทวีความรู้สึกเป็นสุข มีความชุ่มชื่นเป็นสองเท่า สามเท่าทวีคูณ แล้วก็พยายามรักษาศีลให้มีความสะอาด นี่เตรียมไว้ก่อนว่าเรารักษาศีลได้ทุกข้อ ข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือศีลข้อ ๓ เราจะไม่เป็นคนนอกใจ เราจะไม่ไปผิดลูกเขาเมียใครสามีใคร อันนี้พอเราเจอกับคู่ที่มีศีลเสมอกัน เราก็จะรู้สึกได้ว่าใจสะอาดเสมอกัน ความสะอาดนั่นแหละ ความหอมหวนนั่นแหละที่จะทำให้รู้สึกว่า เหมือนไม่ต้องมาทนกลิ่นตัวที่เหม็นๆของใครนะครับ อันนี้ก็เปรียบเทียบกับทางกายนะ

แล้วก็ในเรื่องของการพูดจา ถ้าเราฝึกไว้ก่อน เตรียมไว้ล่วงหน้าที่จะพูดจาให้รู้เรื่อง ไม่ใช้อารมณ์ เอาเหตุผลเป็นที่ตั้ง แล้วก็เอาอารมณ์เป็นเครื่องปรุงเหตุผลให้มันมีคุณภาพ ให้มีหัวใจด้วย คือไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ไร้หัวใจ แต่เป็นเหตุผลที่มีหัวใจนะครับ อันนี้เรื่องของอารมณ์มันไม่ใช่ว่าขาดได้ มีเหตุผลแล้วก็ต้องมีอารมณ์ด้วย แต่เป็นเหตุผลที่ดีและอารมณ์ที่ได้นะครับ มันถึงจะไปด้วยกัน

----------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : ต้องทำเหตุอย่างไรเพื่อให้ได้พบคู่บุญที่เกื้อกูลกันในชาตินี้คะ?

ระยะเวลาคลิป    ๘.๑๔   นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=1VljIKOuweY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=1

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

เวลาเราทุกข์หนักๆ เป็นหนี้ร้อยละ ๒๐ ทุกวันนี้จ่ายเฉพาะดอกเดือนละหมื่นกว่าบาท เครียดมากร้องไห้ทุกวัน จะก้าวผ่านไปยังไงดี?

 ดังตฤณ :  คือบางปัญหามันไม่ใช่ปัญหาทางใจอย่างเดียว มันเป็นปัญหาภายนอก ซึ่งถ้าผมหาคำตอบดีๆ นึกคำตอบดีๆไม่ออก ผมขออนุญาตนะครับว่า คือผมไม่ชอบที่จะให้กำลังใจโดยที่ส่วนลึกรู้อยู่ว่า พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ มันไม่ได้แก้ปัญหาให้คุณได้จริงๆนอกจากปลอบใจ

ถ้าปัญหาภายนอกเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกที่เขาทำให้คุณไม่พอใจ ถ้าคุณจะเอาคำตอบว่า ทำใจยังไงถึงจะชอบเขา หรือว่าถึงจะแผ่เมตตาให้เขาได้ แบบนี้มันไม่มีคำตอบที่ดี ผมไม่อยากให้เป็นการที่เรามาแนะนำกันแล้วเอาไปใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ พูดไปเสียเวลาเปล่า พูดไปเปลืองแรงเปล่า เปลืองแรงทั้งคนฟังแล้วก็คนคิดคำตอบนะครับ

แต่บอกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าทุกข์ทางใจจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน คุณไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนอื่นเขาทุกข์แบบเดียวกับคุณ หรือว่าหนักกว่าคุณ สาหัสกว่าคุณเยอะแยะ แต่ก็สามารถที่จะอาศัยการเจริญสติมาช่วยแบ่งเบาความทุกข์ให้มันน้อยลงนะครับ

เรื่องทางใจ คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนไทยจะคาดหวังว่า ปัญหาที่กองอยู่ตรงหน้า ที่มันหนักหนาสาหัสอยู่มันจะถูกขจัดปัดเป่าได้ด้วยสิ่งวิเศษอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่มันเหมือนกับเสกปิ๊งเดียวแล้วปัญหาหายไปหมด เหลือแต่ชีวิตที่โล่งๆโปร่งๆ แล้วก็เกิดความสบายในการเดินต่อไป ผมผ่านมาแล้วนะ คือไอ้ชีวิตที่มันหนักหน่วง มันไม่น่าจะมีทางออก ไม่น่าจะมีทางไป ผมเข้าใจดี

เพราะฉะนั้นถึงกำลังพูดอยู่ว่า ผมไม่อยากให้กำลังใจแค่ด้วยวิธีอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ อย่างเช่น คนบางคนทำไม่ดีกับเราซ้ำๆอยู่ข้างบ้าน แล้วก็สร้างเหตุสร้างปัจจัยอะไรที่ทำให้เราเป็นทุกข์เป็นร้อน อยู่ดีๆคุณไปแผ่เมตตาแล้วคุณจะมาคาดหวังเอาจากผมว่า มีวิธีอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ แล้วก็หันมาทำดีอย่างที่คุณต้องการ แบบนั้นเขาเรียกไสยศาสตร์ มันใช่การเจริญสติ มันไม่ใช่วิธีที่จะหาทางออกในแบบที่มันเป็นไปได้จริงด้วยการทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่ฝั่งเรานะครับ

มันต้องหาทางออกแบบโลกๆ อย่างเช่น ไปคุยกับเขา หรือว่าแม้กระทั่งว่าแจ้งตำรวจ หรืออย่างบางท่านบอกว่า มันมีความทุกข์สาหัสจากการที่ต้องรับผิดชอบอะไรด้วยตัวเองคนเดียวตามลำพัง คนที่กดดันตัวเองว่ามันไม่ไหว มันไม่ไหวเนี่ย มักจะมีวูบของการคิดสั้นขึ้นมาบ่อยๆ

ที่นี้เวลาที่เราตั้งโจทย์ ดูได้เลยว่าโจทย์ในใจของเรา มันกำลังเป็นยังไงอยู่นะครับ บางคนถามว่าจะเอาตัวรอดจากภาวะที่กำลังลำบากอยู่คนเดียวแบบนี้ได้ยังไง ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างเอง เงินก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ถ้าโจทย์ของคุณคือทำยังไงดี แล้วก็คิดซ้ำๆอยู่แค่ทำยังไงดี คุณจะไปถามคนอื่นแบบนั้นเหมือนกัน แล้วผลลัพธ์ก็คือว่า คุณจะรู้สึกว่า มันไม่มีคำตอบที่แท้จริง มันไม่มีใครช่วยคุณได้ ตัวคุณเองก็ไม่ทราบจะทำยังไงกับภาวะทางอารมณ์ที่มีแต่คำว่า “จะทำยังไงดี”

ทีนี้ถ้าเหมือนกับเราจะเอาประโยชน์อะไรกับการเจริญสติ แล้วเราเข้าใจคอนเซ็ป (concept) ของการเจริญสติจริงๆว่า มันคือการตั้งต้นจากการยอมรับความจริง ยอมรับสภาพความเป็นจริง มันจะไม่ใช่หยุดแค่นั้นนะ มันจะไม่ใช่หยุดแค่ตรงที่ว่า เอ้ย! ยอมรับมันไปเถอะ ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้แหละ มันไม่ใช่แค่นั้น การมีสติที่แท้จริง คือการรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วรู้ด้วยว่าจะผ่านมันไปได้ยังไงเมื่อมันเป็นปัญหา

การเจริญสติให้เห็นกายใจไปทำไม?

เพื่อให้เห็นว่ามันไม่มีอะไรน่ายึด เราต้องผ่านมันไปให้ได้ไอ้ความยึดติด ความเป็นอุปาทาน ภาวะแบบนั้นเนี่ย มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าเรายังมีภาระแบบโลกๆอยู่ เพราะฉะนั้นการมีสติแบบโลกๆต้องมาก่อน

แล้วการมีสติแบบโลกๆคืออะไร?

คือยอมรับความจริงว่า มันกำลังเกิดขึ้น มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็คิดแบบมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง คิดเป็นวันๆว่าจะผ่านวันนี้ไปได้ยังไง แล้วจะวางแผนให้กับวันพรุ่งนี้ต่อไปได้ยังไง

การที่เรามีสติแบบพุทธ ไม่ใช่การที่เราจมอยู่กับความรู้สึกว่า จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี แล้วก็มันไม่มีทางออก ..

มันมีทางออก มันมีทางออกอยู่ที่วิธีที่เราคิดนั่นแหละ การตั้งสติในแบบรายวันของเรานะครับง่ายๆเลย ถามตัวเองขึ้นมาคำแรก ตอนตื่นนอนขึ้นมาว่า วันนี้เราทำอะไรขึ้นมาได้บ้าง

อย่าให้ความคิดวนประเภทที่ว่า จะทำยังไงดี จะเอายังไงดี มันไม่มีทางออกเกาะกุมอยู่ในหัวของคุณ แต่ตื่นเช้าขึ้นมาตอนหัวโล่งๆ ตอนใจสบายๆอยู่ ถามตัวเองว่า เรามีความรู้ เรามีความสามารถที่จะทำอะไรกับวันนี้ได้บ้าง ถามเป็นวันๆ แล้วถ้าแต่ละวันทำได้จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่ามีความชิน มีความสามารถที่จะจัดการวันนั้นได้จริงๆเนี่ยนะ จัดการปัญหาในวันนั้นได้ ค่อยถามตัวเองต่อว่า เราจะวางแผนไปในอนาคต ทำให้อนาคตมันดีขึ้นกว่าปัจจุบันนี้ได้อย่างไร

ที่ผมพูดมาทั้งหมด พูดด้วยความเข้าใจ แล้วก็เคยมีวันคืนที่มันทุกข์ทรมาน แล้วก็หาทางออกไม่เจอมาก่อน เข้าใจดีว่าสภาพจิตใจของคุณย่ำแย่ขนาดไหน ไม่ใช่ไม่เห็นใจ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่รับรู้ แต่เพราะรับรู้นั่นแหละ ถึงได้บอกคุณด้วยความเข้าใจนะว่า ภาวะอารมณ์ที่มันเหมือนกับหาทางออกไม่เจอ มันเจอแต่ทางตัน มันคิดอะไรไม่ได้ มันคิดแต่ว่าจะเอายังไง เมื่อไหร่มันจะจบ แต่พอวันหนึ่งเรามีสติ ได้ประโยชน์จากการเจริญสติ เห็นกายเห็นใจ แล้วก็รู้ว่ากายใจมันมีอยู่แค่นี้แหละ ตัวเดิมนี่แหละ มีให้รู้แค่ที่เป็นอยู่นี่แหละ สภาพความเป็นจริงมันก็แบบนั้นเหมือนกัน คือมีความจริงปรากฏอยู่เท่าที่มันกำลังเป็นอยู่ในชีวิตของเราจริงๆ

เมื่อสติของเราเกิดได้ กับความจริงที่เกิดขึ้น มันถึงจะคิดต่อได้ แล้วก็ออกจากการครอบงำของความคิดที่มันซ้ำไปซ้ำมาวนไปวนมา

แต่ละคนจะต้องรู้ให้ได้ในตอนเช้าว่าตื่นขึ้นมาเราทำอะไรได้บ้างในวันนั้นนะครับ ถ้าหากว่ามันตื่นขึ้นมาพร้อมกับสติ แล้วก็รู้ว่าจะทำอะไร สติของคุณจะบอกตัวเองนะว่า มันไม่ได้มีอะไรร้ายแรงมากไปกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะฝ่าฟันไปได้นะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ แต่เป็นกำลังใจเนี่ยไม่ใช่แค่บอกว่า ส่งกำลังใจให้ สู้ สู้ (ชูสองนิ้ว) อะไรแบบนี้เนี่ยนะ คือผมไม่ชอบแบบนั้น แล้วเท่าที่จำได้เนี่ยไม่เคยพูดกับใครนะว่า สู้ สู้ (ชูสองนิ้วพร้อมยิ้ม) เพราะตอนที่กำลังแย่จริงๆ แล้วถ้าใครมาพูดแบบนั้น มัน .. คือผมมีความรู้สึกกับตัวเองว่า มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะครับ (คุณดังตฤณยิ้ม) แต่การให้สติต่างหาก การที่เรามีสติขึ้นมาได้ แล้วก็คิดได้ขึ้นมาจริงๆ แต่ละเช้าเราจะตื่นขึ้นมาทำอะไร อันนั้นมันเป็นการสู้ที่แท้จริง แล้วมันเป็นการที่เราพบตัวเองออกมาจากชีวิตเขตมืด เข้าเขตสว่างได้นะครับ ขออวยพรนะครับ

---------------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : เวลาเราทุกข์หนักๆ หนี้สินรุมเร้าเป็นหนี้ร้อยละ20 ร้อยละ30  75000 ทุกวันนี้เค้าให้จ่ายเฉพาะดอกเดือนละหมื่นกว่าบาท เครียดมาก รู้สึกชีวิตล้มเหลว อายุ30+ มาท้องอีก เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ตัวคนเดียวทุกข์มาก พ่อแม่แก่แล้ว ทำงานเงินไม่เคยเหลือเพราะเอาไปจ่ายหนี้หมดเลย ต้องขอเงินแม่กินข้าว รู้สึกทุกข์และบาปมาก จะก้าวผ่านปัญหานี้ไปยังไงดีคะ ร้องไห้ทุกวันเลย?

ระยะเวลาคลิป        ๑๐.๐๕ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=NeBb6i-1mQA&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

ตอนนี้นี้รู้สึกจะเสพติดท้องพองยุบ แก้ไขสภาวะนี้อย่างไรดีครับ?

 ดังตฤณ :  ไม่ได้ยกตัวอย่างมาว่ากำหนดอะไร อาจจะเป็นกำหนดความเกร็ง หรืออาจจะกำหนดว่าคอตั้งหลังตรงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่

ประเด็นคือว่า พอกำหนดสิ่งที่ชัดที่สุดในขณะนั้นแล้ว กลับมารู้สึกถึงท้องพองยุบต่อ ตอนนี้กลายเป็นเสพติดท้องพองยุบจะแก้ไขสภาวะนี้อย่างไร (คุณดังตฤณทวนคำถาม)

อันนี้อยากแนะนำว่าให้ย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า หลักหรือการเจริญสติที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เป็นไปก็คือ ให้เรารู้ความเป็นกายเป็นใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง เราเอาตรงนี้ให้ได้แม่นยำ เป็นจุดหลักเป็นจุดออกตัว แล้วทำไปมันจะไม่พลาดจากทางนะครับ

ที่คุณถามมาเพราะคุณกังวลอยู่ว่า เอ๊ะ! เราเสพติดท้องพองยุบอยู่หรือเปล่า หรือว่าตอนทำท้องพองยุบ พอมันหายไปเราทำยังไงต่อ เราจะกลับมาหาท้องพองยุบยังไง อันนี้คือปรับที่มุมมองเริ่มต้นใหม่เลยนะครับ

เรามองอย่างนี้ว่า ที่เราทำๆไปไม่ใช่เพื่อที่จะให้ท้องพองยุบมันได้อยู่ติดตัวเราตลอด อยู่ติดจิตไม่หายไปไหนเลย ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ

ตรงกันข้าม เราเริ่มภาวนาขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้มีหลักฐานที่ชัดเจนปรากฏกับจิตว่า ไม่มีสิ่งใดเลยในกายในใจนี้ที่เป็นภาวะยั่งยืน มันจะต้องหายไปเสมอ แม้กระทั่งความสามารถที่จะเห็นท้องพองยุบ มันก็เป็นความสามารถชั่วคราว ท้องพองยุบปรากฏแป๊บนึง เดี๋ยวมันหายไป มันหายไปไหน มันหายไปเป็นอะไร นั่นแหละที่เราต้องรู้

จริงๆที่คุณบอกว่าไปกำหนดสิ่งที่กำลังชัดที่สุดในขณะนั้น เนี่ยตัวนี้ถูกครึ่งทางแล้วนะ คือพอท้องพองยุบหายไป แล้วคุณไปรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏแทนที่ท้องพองยุบ อันนั้นมันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า รู้จริงว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในนาทีนั้นวินาทีนั้น

แต่สิ่งที่มันผิดไปอีกครึ่งหนึ่งก็คือ คุณมีความพอใจที่จะย้อนกลับไปหาท้องพองยุบอย่างเดียว ต้องท้องพองยุบเท่านั้นถึงจะเป็นการภาวนา นั่นไม่ใช่วิธีที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ในการเจริญสติแบบสติปัฏฐาน

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เห็นอะไรอย่างหนึ่งชัดแล้ว ไม่ใช่แค่นั้น ยังต้องเห็นอย่างอื่นอีก เห็นอะไร? เห็นสิ่งที่มันกำลังปรากฏขึ้นมาแทนที่สิ่งที่มันหายไปนั่นแหละ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าท้องพองยุบหายไป แล้วเกิดความรู้สึกพะวง ก็ให้ดูความพะวงนั้นแหละ ภาวะความพะวงหน้าตามันเป็นยังไง มันมีอาการมวนๆในจิต มันมีอาการวนๆในจิต มันมีอาการหลงๆ มันมีอาการที่มึนๆเบลอๆ มันมีอาการที่พร่าๆสัดส่ายไปมา เนี่ยลักษณะที่มันเป็นความงุนงงสงสัยพยายามหาทางกลับอยู่ ถ้ามันกำลังปรากฏชัด คุณตั้งความพอใจไว้รู้แค่นั้นพอ รู้ไปเพื่ออะไร? เพื่อที่จะเห็นแม้ความงุนงงสงสัย แม้ความพยายามที่จะกลับเข้าที่เข้าทาง ที่คุณนึกว่าถูกต้อง มันก็เป็นภาวะความปรุงแต่งชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับจิต ท้องพองยุบนั้นเป็นความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นกับกาย แต่ความสงสัยลังเลไม่แน่ใจ มันเป็นความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นกับจิต ทั้งคู่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ดู เนี่ยน้อมมาดูด้วยตนเถิดว่า สิ่งนี้แสดงความไม่เที่ยงอยู่ สิ่งนั้นก็กำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ เมื่อสิ่งนี้หายไปกลายเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะบอกเราว่าที่มันผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วเนี่ย มันแสดงความไม่เที่ยงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่ต้องพยายามที่จะหวนกลับมาดูมัน ไม่ต้องพยายามเอาเป็นเอาตายกับมัน

แต่ว่าถ้ามันเริ่มฟุ้งๆซัดส่าย อันนั้นต่างหากที่เราถึงค่อยบอกว่า หาที่ไปไม่เจอแล้ว ก็กลับมาที่ฐานที่ตั้งเป็นท้องพองยุบ หรือลมหายใจเข้าออก ตรงนี้ถึงจะถูก คือพูดสั้นๆง่ายๆนะครับ ก็คือว่าคุณดูสิ่งที่กำลังปรากฏเด่น ณ ขณะนั้น โดยไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใดสิ่งอื่นที่ยังไม่ได้ปรากฏขึ้นมา อะไรเด่นก่อนดูอันนั้นก่อน นี่คือหลักการของการเจริญสติ เพราะว่า สติ แปลว่าระลึกได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วสิ่งนั้นมันแสดงความเที่ยงหรือไม่เที่ยง เนี่ยตัวนี้ถึงจะเรียกว่าสติ แต่ถ้าคุณบอกว่า ภาวนาท้องพองยุบแล้วเกิดความรู้สึกว่าท้องพองยุบหายไป อยากเรียกคืน อันนี้เป็นความอยากเป็นตัณหา มันไม่ใช่สตินะครับ

----------------------------------------------

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน แผ่เมตตาแล้วเครียดเกิดจากอะไร?

คำถาม : เจริญภาวนาท้องพองยุบครับ ขณะกำหนดและสภาวะพองยุบหายหาไม่เจอ จึงกำหนดสิ่งที่ชัดที่สุดขณะนั้นครับ จนกลับมารู้สึกท้องพองยุบต่อ แต่ตอนนี้นี้รู้สึกจะเสพติดท้องพองยุบ แก้ไขสภาวะนี้อย่างไรดีครับ?

ระยะเวลาคลิป      ๖.๑๙  นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=a_FnLNSrpGo&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส