วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564

สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

ดังตฤณ :  มาสวดมนต์กันช่วงท้ายของรายการนะครับ ก็จะเปิดเสียงสติไปด้วยนะครับ

                                       คุณดังตฤณนำสวดมนต์

โดยอัญเชิญ พระบูรณพุทธ เป็นพระประธาน

                                   และใช้ ))เสียงสติ(( ช่วยสวดมนต์


 

ผ่านไปนะครับอีกคืนหนึ่งสำหรับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน หัวข้อเรื่องว่า ถ้ายังอยากได้อยากดีอยากมีอยากเป็นแบบโลกๆอยู่จะบรรลุมรรคผลได้มั้ยนะครับ เอาดีทางธรรมได้มั้ย ถ้าหากว่าเราทำความเข้าใจอย่างถึงแก่นนะครับ เราก็จะพบว่าจริงๆแล้วมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยากได้อะไร แต่มีใจผูกอยู่กับเส้นทางไปสู่มรรคผลหรือเปล่านะครับ

ถ้าหากว่ามีเส้นทางที่มันใช่ ในที่สุดมันก็เจอนะครับ เส้นทางที่นำไปสู่มรรคผลจะนำไปหาสิ่งที่เป็นเป้าหมายที่ถูกต้องแบบพุทธเสมอนะครับ

เอาล่ะสำหรับคืนนี้ก็ต้องขอล่ำลาไปเพียงเท่านี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ ถ้าหากว่าสัปดาห์หน้า ๓ ทุ่มคืนวันเสาร์ เราว่างพร้อมกันก็มาพบกันอีก คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

----------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

ช่วง     : สวดมนต์ร่วมกันก่อนจบรายการ

ระยะเวลาคลิป    ๓.๔๕ นาที
รับชมทางยูทูบ   https://www.youtube.com/watch?v=Qrym1nYfkKw&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=1

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ชอบคิดไม่ดีคิดต่ำๆกับพระ มันติดอยู่ที่ใจ จะทำอย่างไรเมื่อความคิดเลวเข้ามาสู่ใจเรา

 ดังตฤณ : ก็คิดว่า ไอ้ความคิดเลวๆเนี่ย มันมาตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจให้มันมา เพราะฉะนั้นความคิดเลวๆนั้นไม่ใช่ความคิดของเรา มันเป็นความคิดที่เกิดจากการปรุงแต่ง

จิตของคนยุคเรามันเต็มไปด้วยความโกลาหล มันถูกรบกวนด้วยเรื่องไม่ดีต่างๆนาๆมากมาย อย่างบางทีเรานึกว่ากำลังทำเรื่องเล่นๆอยู่ ดูหนังดูละครมันเป็นเรื่องที่ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร แต่หารู้ไม่ เรื่องบางเรื่องมันอัดฉีดนรกเข้าสู่หัวเราโดยตรง บางทีมันมาในรูปของความจำ บางทีมันมาในรูปของความคิดไม่ดีเวลามองสิ่งดีๆ

อะไรต่างๆที่มันเข้าสู่หัวเราโดยที่ไม่ใช่ความยินยอมพร้อมใจของเรา มันไม่ใช่กรรมของเรา

อันนี้ต้องท่องให้ขึ้นใจนะครับ ระลึกให้ได้ว่า กรรมของเราคือเจตนายึดเอาความคิดแบบใดแบบหนึ่งด้วยความเต็มใจพร้อมใจสมยอมว่า อันนี้แหละคือความคิดของฉัน ฉันจะคิดอย่างนี้ ฉันพอใจคิดอย่างนี้ เนี่ยอันนี้คือกรรมของเรา เป็นมโนกรรม เราพูดไปด้วยความเต็มใจ ถ้าเราลงมือทำไปด้วยความเต็มใจด้วยอีก นั่นยิ่งเป็นกรรมที่ชัดเจน ทำทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม

แต่ถ้าหากว่ามันผุดขึ้นมาในหัวเฉยๆ แล้วเราไม่มีความยินยอมพร้อมใจ อันนั้นไม่ใช่กรรมของเราแล้ว มันเป็นนรกที่ถูกอัดฉีดเข้ามาในหัวเราโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้มาจากไหน หรือบางทีมันก็เป็นผลของกรรมเก่าๆของเรานั่นแหละ ที่เคยไปคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดีเอาไว้ แล้วมันย้อนกลับเข้ามาสู่สมองของเราอีกนะครับ

แต่ถ้า ณ ขณะนั้นเราไม่ได้เต็มใจ ก็ไม่เป็นไร มันไม่ได้เป็นบาปเป็นกรรม ณ ขณะนั้น พิสูจน์ได้ยืนยันกับตัวเองได้ให้สบายใจ 

อย่างสมมติว่าคิดไม่ดีกับพระ หรือว่าคิดอะไรหยาบๆคายๆกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าอยู่คนเดียวให้พนมมือไหว้ขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลย เนี่ยคือใจจริงของผม เนี่ยคือใจจริงของดิฉัน คืออยากกราบไหว้ อยากที่จะเคารพบูชา ไม่ได้อยากที่จะลบหลู่อย่างที่มันเกิดขึ้นทางความคิด ตรงนี้เราก็จะได้เห็นว่า กรรมของเราที่แท้จริงคือการกราบไหว้ คือการนบนอบบูชา คือการที่มีใจอ่อนให้ความเคารพ เราก็สบายใจแล้ว นี่คือกรรมที่แท้จริง เป็นบุญไม่ใช่เป็นบาป

แล้วพอเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราจะเข้าใจคำว่า อนัตตา ชัดเจน เวลามันเข้ามาในหัว มันเข้ามาเองโดยที่เราไม่ต้องเชื้อเชิญ แต่เวลาที่มันจะออกไป มันก็ไม่ได้ออกไปได้ด้วยการขับไล่ไสส่งเช่นกัน

คุณไประบุไม่ได้ว่า สิบโมงเช้าจงเข้ามาในหัวเรา สิบโมงห้านาทีจงออกไปจากหัว แบบนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา มันอยากจะเข้ามาเมื่อไหร่ มันมีรอบของมัน คิดเสียว่ามันเป็นกระสุนที่ยิงเข้ามาให้กระทบใจเราให้เกิดความเจ็บปวด เจ็บแสบเจ็บร้อน ปวดแสบปวดร้อน
แล้วปืนอยู่ที่ไหน ปืนใหญ่มันก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นกิเลสดิบที่ยังมีอยู่กับทุกตัวคน 

ถ้าหากว่ายังมี ราคะ โทสะ ปนอยู่ด้วยกันเนี่ย มันจะเกิดไอ้ความคิดพิเรนทร์สัปดน หรือว่าอะไรที่มันน่ารังเกียจขึ้นมาได้เสมอ เนี่ยตัวนี้มันยังมีปืนใหญ่อยู่ เราก็ยอมรับไป เออ มันมีปืนใหญ่ แล้วมันถึงรอบมันขึ้นมา มันก็ยิงใส่เรา แต่ไม่ใช่เราเป็นคนยิง กรรมของเรามันอยู่ตรงนี้แหละนะครับ เราเป็นคนยิงหรือเปล่า เพราะเราไม่ใช่คนตั้งใจยิง ไม่ใช่คนกดปุ่ม มันก็ไม่ใช่กรรมของเรา

แต่ถ้ามันยิงขึ้นมาเองตามรอบตามเวลาของมัน เราก็จะได้รู้ว่า เออ เรายังมีสิ่งที่มันพร้อมจะทำร้ายจิตใจของตัวเองได้อย่างสาหัสสากรรจ์ แล้วพอเราสำรวจว่ากิจกรรมอะไรบ้างระหว่างวัน ที่ทำให้ใจของเราเข้าไปเอาปืนพวกนี้มาจ่อหน้าประตูจิตใจของเรา เราก็จะได้ห่างๆออกมา ไม่เอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วมาก

อย่างคุยกับคนบางคนเนี่ยนะ คือคุยเป็นชั่วโมงชั่วโมงเนี่ย ไม่พูดเรื่องอื่น พูดเรื่องใต้สะดืออย่างเดียว คนพวกนี้นี่แหละ ที่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ในหัวของเราเต็มไปด้วยคำหยาบๆคายๆ หยาบโลนอะไรแบบนี้ มันมีให้พิจารณาเยอะ อะไรที่ทำให้ของหยาบโลน หรือว่าของร้ายๆ คำร้ายๆเข้าสู่หัวเรา นั่นน่ะหมดเลย เป็นปัจจัยเป็นเหตุ ไม่ต้องไปสนใจนะว่าจะเป็นใคร เกี่ยวข้องกับเรายังไง แต่นั่นแหละคือเหตุ คือต้นเหตุให้เรามีกระสุนปืนที่จะยิงตัวเองไม่หยุดนะครับ

-------------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : มีความรู้สึกคิดไม่ดีกับพระ เห็นพระแล้วคิดเลวคิดต่ำๆติดอยู่ที่ใจ กลัวบาป ขอขมากำหนดกลัวตกนรก จะกราบพระก็มีจิตคิดอีกแล้ว ภาวนาทำอย่างไรดี จะบาปไหม เราต้องคิดอย่างไรเมื่อความคิดเลวเข้าสู่ใจเรา?

ระยะเวลาคลิป    ๖.๐๔  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=nvkUUUt6qZg&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=9

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

เมื่อใดที่เบื่อเรื่องปัญหาเดิมๆที่ต้องเจอ จะปรับใจอย่างไร?

ดังตฤณ : อย่าไปปรับนะครับ อย่าไปปรับที่ใจ มันปรับไม่ได้ เรื่องที่บอกว่าเจอต้นเหตุที่น่าเบื่อ แล้วบอกว่าเจอต้นเหตุเดิมๆ แล้วในที่สุดเราจะไม่เบื่อ มันไม่ใช่นะครับ

ถ้าเรายังคิดแบบเดิมในการเจอต้นเหตุ ความคิดแบบนั้นมันก็จะนำไปสู่ความยึดแบบเดิม ความยึดแบบเดิมมันก็จะทำให้เราเบื่อแบบเดิมๆนั่นแหละ

แต่ถ้าหากว่าเราพลิกมุมมองจากการมองตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายเกิดความเซ็ง หันเข้ามาดูความเซ็งเสียเอง หันเข้ามาดูความเบื่อหน่ายที่มันเกาะกินจิตใจอยู่นั่นเอง

ถ้าเรามองได้ว่าที่ลมหายใจนี้มันเบื่อ เบื่อแบบว่าในหัวมันปะทุอยู่ด้วยคำว่า เบื่อ เบื่อ เบื่อ แล้วหัวใจไม่มีอะไรนอกจากความดำมืดอันเกิดจากความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจเนี่ยนะครับ ให้เรารู้ตามจริงว่า เนี่ยมันกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่สุดๆ มีภาวะย่ำแย่สุดๆอยู่ในลมหายใจนี้

แล้วสังเกตต่อมาว่า ลมหายใจต่อๆไปมันยังมีภาวะย่ำแย่แบบนั้นอยู่เท่าเดิมมั้ย ถ้ามันยังย่ำแย่อยู่เท่าเดิม ก็บอกตัวเอง นั่นแหละมีตัวตนจริงๆด้วย มีตัวตนแบบเดิม ลักษณะเท่าเดิมขนาดเดิม สีสันแบบเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลย เนี่ยคุณยึดเถอะ เชื่อเถอะว่ามีอัตตา พระพุทธเจ้าพูดผิดแล้ว

แต่ถ้าหากว่าคุณสังเกตในลมหายใจต่อๆมา แล้วพบว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเซ็งๆเบื่อๆเนี่ย มันเปลี่ยนมันแปรไป กลายเป็นความสดชื่นได้เวลาที่หายใจยาวขึ้น หายใจทั่วท้องขึ้น หายใจอย่างมีความรู้สึกผ่อนคลายสบายเนื้อสบายตัวมากขึ้น อันนี้ความเซ็งหายไปแล้ว ไม่ใช่ตัวเดิมแล้วนะครับ อันนี้แสดงว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ถูกแล้วว่า ไม่มีอะไรเลยที่มันเที่ยงแม้แต่ความเบื่อ

ถ้าเราดูมันมากพอ ถ้าเรามีความใจเย็นพอที่จะดูมันนะครับ สังเกตมันไปทีละลมหายใจ เราจะพบความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสคือ ไม่มีสิ่งใดเลยที่คงที่ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นของเดิม มีหน้าตาแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกลมหายใจ แต่ละลมหายใจที่ผ่านไปเราจะเห็นความไม่เหมือนเดิมของมันได้เสมอ นี่แหละ! ที่จะเป็นเหตุให้เป็นอุเบกขา ดับความเบื่อด้วยอุเบกขา เห็นว่าความเบื่อก็ไม่เที่ยง

อะไรก็ตามที่จิตเห็นว่าไม่เที่ยง มันจะไม่ยึดว่าเป็นตัวเรา จะไม่ยึดว่าเราจะต้องไปรับผิดชอบอะไรกับมัน มันล่วงแล้วก็แล้วไป แล้ว ณ ขณะที่เห็นมันล่วงไปเนี่ย ถ้ามีความแจ่มชัดขึ้นมานะครับ มันก็คือ ณ ขณะจิตที่รู้สึกอยู่ชัดๆว่า ไอ้สิ่งที่ล่วงไปนั้นไม่ใช่ตัวเรา ความเบื่อที่มันคลี่คลายจางออกไปจากจิต ณ ขณะที่เราเห็นก็คือ ณ ขณะที่จิตเกิดความตื่นขึ้นรู้ว่า อันนี้เนี่ยมันไม่ใช่ภาวะที่เป็นตัวเป็นตนของเรานี่ มันเป็นแค่ภาวะชั่วคราว ที่ปรุงแต่งด้วยจิตที่ไปยึดเอาไอ้เรื่องน่าเซ็งภายนอก แล้วก็มาเกาะกุมไว้ภายในนะครับ

----------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : เมื่อใดที่เบื่อเรื่องปัญหาเดิมๆที่ต้องเจอ จะปรับใจอย่างไร?

ระยะเวลาคลิป    ๓.๕๒  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=S_B5f8Bscpc&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=8

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ถ้าเรามีความสุขดี แล้วเราควรมีวิธีคิดอย่างไรให้ก้าวหน้าทางธรรม?

ดังตฤณ : มันไม่ใช่คิดแต่ต้องตั้งมุมมองแล้วก็เจริญสติ เอาแบบที่พระพุทธเจ้าสอนชัดๆก็คือ เราเฝ้าดูอยู่เรื่อยๆ ขณะนี้เรากำลังหายใจอยู่ในท่านั่งหรือท่าเดิน ถ้าหากว่าหายใจ แล้วรู้ว่าอยู่ในท่าไหน แล้วก็ท่านั้นมันมีความอึดอัดหรือมีความสบาย อันนี้เรียกว่ารู้จริงเข้ามาในปัจจุบันไม่ใช่คิดนะครับ

แล้วยิ่งเรารู้จริงเข้ามาในปัจจุบันมากขึ้นเท่าไหร่ในความเป็นกายในความเป็นใจนี้ที่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน มันก็จะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ความต่อเนื่องคือความก้าวหน้า นะครับ มันไม่ใช่การคิด มันไม่ใช่การยกระดับจิตด้วยวิธีคิด แต่เป็นการยกระดับจิตด้วยการเตือนสติทำให้ต่อเนื่องแล้วก็เห็นได้จริง แบบนี้มันจะไม่ติดสุขแน่นอน เพราะมันจะเห็นว่า แม้ความสุข แม้ความสบายมันเกิดขึ้นแป๊บๆเดี๋ยวมันก็ต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นความทุกข์ กลายเป็นความอึดอัดใจ กลายเป็นความฟุ้งซ่าน กลายเป็นความหดหู่ซึมเซา

------------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : ถ้าเรามีความสุขดี แล้วเราควรมีวิธีคิดอย่างไรให้ก้าวหน้าทางธรรม?

ระยะเวลาคลิป    ๑.๑๕  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=BFHAGUMdxok&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=7

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

การที่เราบวชจิตตัวเองต่อองค์พระพุทธเจ้านี้ถูกไหม?

 ดังตฤณ : ไม่ถูกนะครับ คือถ้าเราบวช เราขอปฏิญาณบวช พระพุทธเจ้ายังไม่นับเป็นภิกษุนะครับ แม้แต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลไม่ได้เป็นพระขึ้นมาด้วยการนุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่บุคคลเป็นพระขึ้นมาด้วยการประพฤติปฏิบัติตามวินัย

แล้วถ้าจะนับเป็นสงฆ์จริงๆในความหมายของพระพุทธเจ้าก็คือ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความเข้าใจว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วมีความเพียรที่จะตั้งมุมมองดูอยู่รู้อยู่ จนกระทั่งเกิดสมาธิ เห็นเป็นปกติว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจริงๆด้วย นั่นแหละที่พระพุทธเจ้านับเอาเป็นสงฆ์ที่แท้จริงนะครับ ถึงแม้ไม่ปฏิญาณบวชที่ไหน พระพุทธเจ้าท่านก็นับเป็นสงฆ์

แล้วท่านไม่พูดไม่มีการระบุนะว่า ยังอยู่ในยูนิฟอร์มแบบที่เป็นจีวร หรือว่าใส่เสื้อยืดแบบฆราวาส อันนี้ท่านไม่ได้นับ ท่านนับเอาตรงที่ว่า ถ้าใครมีความเข้าใจแล้วมีความเพียรในทางที่จะทำให้จิตเกิดความเห็นแจ้งว่า กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อันนั้นท่านนับเป็นสงฆ์หมดนะครับ

--------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : การที่เราบวชจิตตัวเองต่อองค์พระพุทธเจ้านี้ถูกไหม?

ระยะเวลาคลิป    ๑.๕๔  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=sVnFBvdcIGg&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=6

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

พระโสดาบันหากเกิดชาติใหม่จะรู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นโสดาบัน?

 ดังตฤณ : อันนี้เราต้องพูดตามตำรานะครับ พูดแบบสันนิษฐานไม่ได้

คือพระโสดาบันเนี่ย คุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือท่านเคยเห็นนิพพานแล้ว อย่างเช่นชาติที่แล้วเคยเป็นพระโสดาบันมาก่อน ก็หมายความว่าเห็นนิพพานมาแล้ว แล้วจิตเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่เอาอบายแล้ว อะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นเส้นทางกรรมไปสู่อบาย ท่านไม่เอาแล้ว คือไม่เอาออกมาจากในมุ้งนะครับ ไม่ใช่มีใครมาบอกว่าเรื่องการละเมิดศีลห้าไม่ดีแล้วค่อยไปเชื่อเขา อันนี้ไม่ใช่นะครับ ท่านไม่เอาออกมาจากข้างใน เพราะมีความรู้สึกว่าเป็นของต่ำจะพาตกต่ำ มันมีอะไรอีกอย่างหนึ่งที่เห็นแล้วว่ามันพ้นไปจากโลกหยาบๆแบบนี้ ความรู้สึกแบบนั้นก็จะติดตัวท่าน คือถ้าไม่ใช่ความรู้สึกติดตัวเนี่ย พระพุทธเจ้าไม่กล้ารับประกันนะครับว่าปิดอบายได้

คำว่า ปิดอบายได้ หมายความว่า เกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างมาก จะไม่มีทางที่จะอยู่บนเส้นทางสีดำ จะต้องอยู่บนเส้นทางกรรมสีขาวเท่านั้น คืออย่างเรื่องศีลมันจะต้องมีเป็นอัตโนมัติของตัวเอง

ทีนี้พระโสดาบันเกิดใหม่แล้วจะระลึกได้ว่าท่านเป็นอริยเจ้า อริยบุคคลเนี่ย ไม่ใช่เห็นนิมิตตัวเองเป็นเทวดา หรือว่าไม่ใช่มารู้สึกว่า ข้านี่อยู่เหนือโลก ไม่ใช่เลยนะครับ ตรงกันข้ามเลยนะ คือพระโสดาบันเป็นผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ไม่ได้มีอะไรเหนือใครเขา เป็นอนัตตาธาตุ เป็นของไม่มีตัวไม่มีตนเหมือนกับคนอื่นนั่นเอง 

ความรู้สึกนี้ต่างหากที่มันจะต้องติดตัวไป ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ความรู้สึกว่ากูเป็นเทพนะครับ ไอ้ความรู้สึกว่ากูเป็นเทพเนี่ย มันคือมนุษย์ มนุษย์กิเลสหนาทั่วไปนั่นแหละ บางคนเนี่ยไม่มีอะไรดีเลย ไม่ได้ทำดีอะไรเลย ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเทพได้ นี่คืออัตตาดิบๆแบบมนุษย์

แต่ถ้ามีความรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรเลย เราไม่ได้มีอะไรที่ดีไปกว่าใคร เราก็เป็นแค่สภาพที่มันต้องเน่าเปื่อยผุพังแบบคนอื่น แล้วก็เป็นแค่สภาพทางจิตชั่วคราว เดี๋ยวมันก็สว่าง เดี๋ยวมันก็มืด เดี๋ยวมันก็ถูกครอบงำด้วยราคะ ถูกครอบงำด้วยโทสะ ถูกครอบงำด้วยโมหะ เนี่ยลักษณะจิตแบบนี้ต่างหาก ที่เป็นลักษณะจิตประจำตัวของพระโสดาบันที่ติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มาเฝ้าบอกตัวเองว่า ฉันเป็นโสดาบัน แต่ขอให้มีจิตที่เข้าข่ายที่รู้สึกว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นสักแต่ว่ามีความเป็นธาตุ ๔ มีความเป็นขันธ์ ๕ มีความเป็นอายตนะ ๖ แค่นี้ก็คือใช้ได้แล้วนะครับ เข้าข่ายแล้วว่าเกิดใหม่อย่างโสดาบันที่เคยบรรลุมาแต่ชาติเก่าชาติก่อน

ทีนี้โดยธรรมดาเนี่ย คือพระโสดาบันจะมีบุญขนาดที่ว่า ถ้าในโลกมนุษย์ไม่มีศาสนาดีๆพอที่จะสอนเรื่องบุญเรื่องบาปอะไรแบบนี้นะครับ ท่านก็จะยังไม่ลงมาเกิด 

คือบุญของพระโสดาบันไม่ใช่ว่าจะอยู่บนสวรรค์ได้ตลอดไปนะครับ แต่เลือกเกิดได้ แล้วไม่ใช่ว่าใจท่านจะอยากมาที่นั่นที่นี่แล้วกดปุ่มจิ้มเอาแบบนั้น ไม่ใช่นะครับ 

คือเส้นทางกรรมของพระโสดาบันแล้วก็ภูมิจิตภูมิธรรมแบบพระโสดาบัน จะส่งท่านลงมาอยู่ในที่ๆเหมาะสม ถ้าเกิดในช่วงพุทธศาสนายังมีอายุอยู่ยังไม่สูญสลายหายไปจากโลก ก็ไปเกิดในที่ๆบ้านอยู่ปากประตูวัดนี่เอง หรือว่าพอพบครูบาอาจารย์ก็จะเป็นครูบาอาจารย์ที่ทรงธรรม ที่มีภูมิรู้ภูมิธรรมจริงๆ แล้วก็เข้าใจจริงๆว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร 

ประเภทที่บอกว่าเกิดมามีบุญแล้วได้อยู่กับวัดรวยๆ แต่สอนให้ทำบุญหวังสวรรค์ สอนให้ทำบุญด้วยเงินทองเยอะๆแล้วจะได้บุญมากๆ ไอ้แบบนี้เนี่ยคือไม่มีบุญจริงนะครับ คือเป็นโอกาสที่จะได้ไปเจอแค่อวดอ้างพุทธศาสนาเอามาเป็นโลโก้ 

แต่ว่าตัวเนื้อแท้แก่นธรรมจริงๆเนี่ย ถ้าพระโสดาบันท่านจะได้ใครเป็นครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์นั้นจะต้องสอนว่า ทำทานนะ แม้สาดน้ำในภาชนะไปในน้ำก็ขอให้อาหารเศษอาหารที่ติดจานได้เป็นประโยชน์แก่สัตว์ในน้ำ แค่นี้เป็นทานแล้ว นี่!อย่างนี้ ท่านจะสอบแบบที่พระพุทธเจ้าสอน จะไม่มีการไปสอนเด็ดขาดนะว่า .. ไปเจออาจารย์ประเภทสอนที่ทำบุญต้องทำเยอะๆ ต้องทำด้วยเงินมากๆแล้วถึงจะได้บุญเยอะ ไอ้แบบนี้เนี่ยพระโสดาบันจะไม่ได้ไปเจอแน่นอน จะไม่ได้ไปยึดเป็นอาจารย์แน่นอน แล้วตัวที่จะมาต่อยอดให้ได้ปฏิบัติต่อก็คือ พูดง่ายๆว่ามีภูมิธรรมเหนือกว่าตัวเอง หรือว่าสามารถทำให้ตัวเองกลับมาประติดประต่อได้ว่า การเจริญสติของตัวเองมาถึงตรงไหนแล้ว

อย่างพระโสดาบันเนี่ย ขึ้นต้นมาจิตท่านก็จะมีธุลีในดวงตาน้อยแน่นอน คือสามารถเห็นได้ว่า เวลาที่ครูบาอาจารย์สอนตรงกับที่พระพุทธเจ้านะ บอกว่า

ลมหายใจไม่เที่ยง ก็จะรู้สึกว่า เออใช่ลมหายใจไม่เที่ยงจริงๆด้วย

ลมหายใจไม่ใช่ตัวตน ก็จะรู้สึกว่า เออเราเข้าใจ

เห็นมั้ยตรงนี้เนี่ยพูดง่ายๆว่า พระโสดาบันเวลาไปเกิดใหม่ไม่จำเป็นต้องมาบอกว่าฉันคือโสดาบัน แต่มีคุณสมบัติในแบบที่จะต่อยอดเห็นกายเห็นใจนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตนได้จนถึงที่สุดนะครับ

------------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : พระโสดาบันหากเกิดชาติใหม่จะรู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นโสดาบัน?

ระยะเวลาคลิป    ๗.๑๔  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=zYbHF2SB8tk&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

ขณะนั่งสมาธิ ถ้าเรานับลมหายใจไปด้วย ทำได้ไหม จะเข้าถึงสมาธิได้อย่างไร ?

 ดังตฤณ : อันนี้ตอนที่ผมเริ่มๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า แต่ละคนสอนไม่เหมือนเลย แล้วยิ่งสงสัยอย่างที่สุดก็ตอนที่ได้มีโอกาสมาอ่านพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนตรงๆเลยที่อยู่ในพระไตรปิฎก ท่านไม่ได้ให้นับนะ แล้วก็ไม่ได้ให้คำบริกรรมอะไรเลยด้วย แต่ให้ดูตามจริงว่าเรากำลังหายใจเข้า หรือหายใจออกอยู่ แล้วสังเกตว่าหายใจสั้น หรือหายใจยาว

คุณจะปฏิบัติแบบบริกรรม จะนับ จะอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่านะครับ ผมไม่ได้แอนตี้ ไม่ได้พยายามพูดให้เลิกทำนะครับ แต่ประเด็นคือ เรามีจังหวะ เรามีช่วงตั้งมุมมองใหม่บ้างมั้ยว่า ลมหายใจนี้ที่มันเข้า ที่มันออก เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น ไม่เที่ยงเนี่ย มันไม่ใช่ตัวมันไม่ใช่ตน สักแต่เป็นธาตุลมพัดเข้าพัดออก เนี่ยมีอาการอย่างนี้อยู่บ้างหรือเปล่า

ถ้าหากว่ามีอาการอย่างนี้อยู่บ้าง ก็สบายใจได้อุ่นใจได้ว่า ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน

แต่ถ้าเอาแต่นับอย่างเดียว หรือว่ามีคำบริกรรมกำกับอย่างเดียว ไม่สนใจดูความจริงเกี่ยวกับอนิจจังของลมหายใจเลย ไม่สนว่าลมหายใจกำลังแสดงความเป็นอนัตตาธรรมอย่างไร อันนี้ถึงได้สมาธิไป ก็ไม่ได้สมาธิแบบพุทธนะครับ เป็นสมาธิแบบนิ่งๆ เป็นสมาธิแบบยึดอยู่ว่าเราถึงสมาธิ เป็นสมาธิแบบมีความรู้สึกว่า เรามีตัวมีตนแบบใหม่ที่มันเหนือๆ มันเจ๋งๆ มันเป็นอะไรที่เลิศลอยเหนือกว่าชาวบ้านเขามนุษย์คนอื่นเขา นี่เรียกว่าเป็นสมาธิแบบที่เข้าถึงความยึดติดแบบใหม่ เข้าถึงสมาธิแบบที่อุปาทานว่าสมาธิเนี่ย สมาธิเป็นของดี สมาธิเป็นของเรา สมาธิเป็นของที่เราเข้าถึง อันนี้ไม่ใช่สมาธิแบบพุทธ

แต่ถ้าหากว่าการสังเกตลมหายใจของคุณมีบ้างที่จะนับ มีบ้างที่จะบริกรรม จะพุทโธ หรือสัมมาอะระหัง อะไรก็แล้วแต่เพื่อที่จะกำจัดความฟุ้งซ่านในหัว แต่ในที่สุดแล้วเข้าใจแก่น เข้าใจหลักว่า เรามีสมาธิดูลมหายใจไปเพื่อเห็นว่าลมหายใจกำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เราดูอยู่ ตรงนี้แหละ ที่มันจะเป็นแก่นสารจริงๆนะครับ

คำว่า ผิด ว่า ถูก เนี่ย มันต้องถามด้วยว่า คุณจะเอาอะไร ถ้าหากว่าคุณจะเอาแค่สมาธิมายึดว่าเราเข้าถึงสมาธิ มันก็ถูก จะนับหรือว่าจะบริกรรมอะไรเนี่ยถูกหมดแหละ มันได้สมาธิเหมือนกันหมด

แต่ถ้าบอกว่า จะดูลมหายใจไปเพื่อบรรลุมรรคผล เสร็จแล้วไม่ดูความไม่เที่ยงของลมหายใจเลย ไม่ดูอนัตตาของลมหายใจเลย อันนี้ผิดทางมรรคผลแล้วนะครับ

อันนี้นะครับ จะผิดจะถูก คำว่า ผิด คำว่า ถูก มันต้องมีมาตรฐานอะไรบางอย่างให้วัด แล้วมาตรฐานที่ดีที่สุดก็คือ เป้าหมายของเราทำสมาธิไปเพื่ออะไร

ถ้าหากเราเข้าใจ ถ้าหากเราแม่นยำ แล้วก็รู้ทางแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนจริงๆ เราจะเริ่มต้นทำสมาธิด้วยทิศทางที่ถูกต้อง

แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าแก่นสารของการทำสมาธิคืออะไร จะดูลมหายใจไปทำไมนะครับ อย่างนี้ก็ได้แค่ตรงนั้นแหละ คือสิ่งที่เราต้องการคือสมาธิ บอกว่ามันเป็นของดี เป็นของสูงแล้วเราได้มา เสร็จแล้วก็เสียไป คืนไหนทำสมาธิได้ก็ดีใจ นี่ของฉัน สมาธิของฉัน คืนไหนทำไม่ได้ก็เสียใจ นี่วันนี้เราประสบความล้มเหลวในการทำสมาธิ มานั่งตีอกชกหัวว่าวันก่อนทำได้ ทำไมวันนี้ทำไม่ได้ วันก่อนนิ่งมาก วันนี้มันฟุ้งซ่านเตลิดโลก อันนี้ก็จะเป็นวิสัยแบบที่เรียกว่าคนงมทางแล้วยังไม่เจอว่าทิศที่ถูกต้อง หรือว่าเข็มทิศที่มันใช่ของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนนะครับ

------------------------------------------------------

๙ มกราคม ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน อยากได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม

คำถาม : การนั่งสมาธิแต่ละครั้ง เราสามารถนับลมหายใจเข้าออก นับหนึ่ง นั่งนับไปเรื่อยๆ เราสามารถทำได้ไหม แล้วเราจะเข้าถึงสมาธิได้อย่างไร หากเรามัวแต่นั่งนับ?

ระยะเวลาคลิป    ๕.๐๐  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=LTDI4SVDNZo&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=3

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **